XSpring AM เตรียมเปิดตัวกองทุน ‘X-FIXED6M1R’ ตอบโจทย์นักลงทุนในตราสารหนี้

XSpring AM เตรียมเปิดตัวกองทุน 'X-FIXED6M1R' ตอบโจทย์นักลงทุนในตราสารหนี้

XSpring AM เตรียมเปิดตัวกองทุน ‘X-FIXED6M1R’ ตอบโจทย์นักลงทุนในตราสารหนี้

วันเสาร์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2568, 13.57 น.

XSpring AM เทคออฟโชว์ผลงานปี 67 พลิกกำไรโต 192% ค่าธรรมเนียมการจัดการกองทุนและค่าคอมมิชชั่นพุ่งเท่าตัว เตรียมเปิดขายกองทุน “X-FIXED6M1R” ตอบโจทย์นักลงทุนในตราสารหนี้

·   XSpring AM โชว์ผลงานปี 2567 โตแกร่ง 192% จากปีก่อนหน้า พลิกสู่กำไร มุ่งเพิ่มรายได้ที่หลากหลาย ธุรกิจนายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุนและกองทุนส่วนบุคคลเติบโตดี

·   เปิดแผนธุรกิจปี 2568 ใช้จุดแข็งขับเคลื่อนธุรกิจ มั่นใจโตตามเป้าหมาย เปิดตัวแอปพลิเคชันเพิ่มทางเลือกลงทุน ขยายฐานลูกค้าบนแพลตฟอร์มดิจิทัล พร้อมปรับลดเงินลงทุนขั้นต่ำเจาะกลุ่มลูกค้ารายย่อย

·   เตรียมเปิดตัวกองทุนรวมตราสารหนี้ประเภทเทอมฟันด์ “X-FIXED6M1R” Rollover ทุก 6 เดือน IPO ระหว่างวันที่ 10 – 17 มีนาคม 2568

·   ประเมินสถานการณ์ลงทุนปี 2568 นโยบายทรัมป์ 2.0 มีความไม่แน่นอน และส่งผลกระทบต่อบริบทการลงทุนทั่วโลก แนะจับจังหวะและจัดสัดส่วนพอร์ตให้เหมาะสม สร้างผลตอบแทนท่ามกลางความผันผวน

นายยศกร ฟอลเล็ต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็กซ์สปริง จำกัด หรือ XSpring AM เปิดเผยว่า ปี 2567 XSpring AM ดำเนินธุรกิจโดยมุ่งเน้นการเพิ่มรายได้ที่หลากหลายพร้อมกับการควบคุมค่าใช้จ่ายที่ทำได้เป็นอย่างดี ซึ่งถือเป็นปีแห่งการพลิกฟื้นธุรกิจทำให้มีรายได้รวม 190 ล้านบาท เติบโต 64% และพลิกมีกำไร 14 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 192% จากปี 2566 ที่มีรายได้ 116 ล้านบาท และมีผลขาดทุน 15 ล้านบาท โดยรายได้ส่วนใหญ่มาจากธุรกิจการเป็นนายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน (LBDU) และธุรกิจกองทุนส่วนบุคคลที่เติบโตขึ้นกว่า 28% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยไฮไลท์สำคัญของปีที่ผ่านมา บริษัทได้เสนอขายกองทุนเปิดเอ็กซ์สปริง ไพรเวทอิควิตี้ โครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย (UI) ซึ่งเป็นความร่วมมือกับทาง Macquarie Asset Management บริษัทผู้นำด้านการจัดการสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐานระดับโลกซึ่งมีประสบการณ์การบริหารจัดการสินทรัพย์ประเภทดังกล่าวมากว่า 30 ปี  ทั้งนี้ ยังถือเป็นการเปิดเสนอขายกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลกของทาง Macquarie Asset Management เป็นครั้งแรกในประเทศไทย นอกจากนี้บริษัทยังได้เสนอขายกองทุนเปิดเอ็กซ์สปริง ตราสารหนี้พลัส (X-PLUS) ซึ่งเป็นกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น ลงทุนในตราสารหนี้คุณภาพ สภาพคล่องสูง เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของนักลงทุนตามสภาวะตลาดในแต่ละช่วงเวลาให้ครบทุกมิติ

ท่ามกลางความท้าทายในปี 2568 XSpring AM มั่นใจว่าจะสามารถขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตได้ตามเป้าหมาย โดยสร้างมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ให้เติบโตเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดสู่ 15,000 ล้านบาท จาก 6,600 ล้านบาท ในปี 2567 แบ่งเป็นกองทุนส่วนบุคคล 4,400 ล้านบาท และกองทุนรวมอีก 4,000 ล้านบาท ส่วนธุรกิจนายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน (LBDU) คาดว่าปีนี้จะเห็นเม็ดเงินภายใต้การบริหารเพิ่มมากขึ้น แตะระดับ 3,400 ล้านบาท จากปีก่อนหน้าที่อยู่ราว 2,820 ล้านบาท ทั้งนี้ ในปี 2568 ตั้งเป้ารายได้ที่ 260 ล้านบาท ซึ่งจะมุ่งเน้นการออกกองทุนร่วมกับบริษัทจัดการกองทุนชั้นนำในต่างประเทศด้วยกลยุทธ์การลงทุนที่หลากหลาย โดยมีแผนออกกองทุนใหม่อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี พร้อมรักษาการลงทุนในกองทุนส่วนบุคคลด้วยการลงทุนตรงในโครงการอสังหาริมทรัพย์

โดยในเดือนนี้ XSpring AM เตรียมเปิดตัว กองทุนรวมตราสารหนี้ประเภทเทอมฟันด์ X-FIXED6M1R Rollover ทุก 6 เดือน เปิดให้จองซื้อ (IPO) ระหว่างวันที่ 10 – 17 มีนาคม 2568 และเริ่มลงทุนในวันที่ 18 – 19 มีนาคม 2568 สำหรับนักลงทุนสถาบัน นักลงทุนรายใหญ่ และนักลงทุนรายใหญ่พิเศษเท่านั้น กำหนดการลงทุนครั้งแรกขั้นต่ำ 50,000 บาท และครั้งถัดไปเพียง 1,000 บาท ซึ่งกองทุนนี้จะลงทุนในตราสารหนี้ของผู้ออกตราสารในประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับ Investment Grade และคัดเลือกบริษัทที่มีสถานะการเงินแข็งแกร่ง รวมถึงให้อัตราผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับความเสี่ยง ตราสารหนี้ที่ลงทุนจะมีอายุประมาณ 6 เดือน เพื่อให้สอดคล้องกับรอบ Rollover ของกองทุน ซึ่งเมื่อครบ 6 เดือน หากผู้ลงทุนไม่ได้ทำรายการขายคืน เงินลงทุนจะถูกนำไปลงทุนต่อโดยอัตโนมัติ แต่หากต้องการไถ่ถอนต้องแจ้งล่วงหน้าก่อนวันครบรอบ Rollover

นอกจากนี้ XSpring AM ยังมีแผนขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่บนช่องทางดิจิทัลมากขึ้น เพื่อเพิ่มทางเลือก และความสะดวกสบายด้านการลงทุนให้กับนักลงทุน โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนรายย่อย ผ่าน XSpring Application เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงการลงทุนในรูปแบบดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพ สะดวก และรวดเร็ว

สำหรับทิศทางการลงทุนในปี 2568 XSpring AM มองว่า ความไม่แน่นอนในตลาดทุน และตลาดเงิน อันเนื่องมาจากผลกระทบของนโยบายทรัมป์ 2.0  เป็นแรงส่งให้เกิดความผันผวนของตลาด และสะท้อนภาพความเปราะบางของตลาดหุ้นทั่วโลก รวมถึงตลาดหุ้นไทยที่ยังมีความไม่แน่นอน แม้ กนง. มีมติลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% จาก 2.25% เป็น 2.00% ต่อปี ในการประชุมครั้งล่าสุด ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ไทย แต่ในเชิงเทคนิคดัชนีหุ้นไทยยังมีโอกาสปรับลดลงมาอยู่ในกรอบ 1,150 – 1,220 จุด มีแนวรับอยู่ที่ 1,160 จุด แม้จะปรับตัวลงมาแล้วกว่า – 13.73% ตั้งแต่ต้นปีก็ตาม ทั้งนี้หากพิจารณาในเชิงมูลค่า (Valuation) พบว่า P/E ของตลาดหุ้นไทยแม้จะปรับตัวลงมาแล้ว แต่ก็ยังคงสูงกว่าตลาดหุ้นอื่น ๆ ในภูมิภาค อีกทั้งตลาดยังไม่มีปัจจัยสนับสนุนใหม่ ๆ ที่จะทำให้ EPS กลับมาโตโดดเด่นได้อีกครั้ง ทำให้ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยจึงไม่ใช่ตลาดหุ้นที่ได้รับความสนใจจากเม็ดเงินลงทุนต่างประเทศ (Foreign Fund Flows)  ในทางกลับกัน นักลงทุนต่างประเทศเลือกที่จะนำเงินไปพักในตราสารหนี้เป็นลำดับแรก เพื่อรอจังหวะที่ดีในการลงทุน ควบคู่ไปกับการสร้างผลตอบแทนบนความเสี่ยงที่ต่ำกว่า

“ในช่วงที่ตลาดการเงินทั่วโลกต้องเผชิญกับความผันผวนทั้งปัจจัยเศรษฐกิจภายใน และปัจจัยความขัดแย้งภายนอกประเทศ ซึ่งหนุนให้ราคาสินทรัพย์ต่าง ๆ เกิดความผันผวนอย่างในปัจจุบัน เรามองเป็นโอกาสที่ดีในการจับจังหวะการลงทุน ผ่านการจัดสรรสัดส่วนพอร์ตการลงทุนให้มีความเหมาะสม ตามความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนรับได้ โดยการจัดสรรเงินลงทุนไปในหลาย ๆ สินทรัพย์ นอกจากจะช่วยลดความผันผวนของพอร์ตแล้ว ยังทำให้โอกาสการขาดทุนต่ำลง พร้อมกันนั้นยังเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนอย่างยั่งยืนในระยะยาว มากกว่าการถือครองเงินสด โดย XSpring AM จะนำเอาความเชี่ยวชาญในการออกแบบกองทุน นำเสนอผลิตภัณฑ์ด้านการลงทุนประเภทใหม่ ๆ ที่มีความหลากหลาย และแตกต่างจากผลิตภัณฑ์ในตลาด เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับนักลงทุนตามสภาวะเศรษฐกิจและกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งเรามีที่ปรึกษาการลงทุน หรือ Wealth Advisor และทีมสายงานวิจัยและกลยุทธ์การลงทุน ที่มีความชำนาญอย่างมากในการให้คำแนะนำ รวมถึงร่วมนำเสนอผลิตภัณฑ์ด้านการลงทุนที่ตอบโจทย์ และตรงกับความต้องการของนักลงทุน ซึ่งจะทำให้บริษัทสามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง และยั่งยืน” นายยศกร กล่าวสรุป

เสียวหมี่ ประเทศไทย มอบเครื่องฟอกอากาศดูแลสุขภาพสำหรับป้องกันฝุ่น PM2.5

เสียวหมี่ ประเทศไทย มอบเครื่องฟอกอากาศดูแลสุขภาพสำหรับป้องกันฝุ่น PM2.5

เสียวหมี่ ประเทศไทย มอบเครื่องฟอกอากาศดูแลสุขภาพสำหรับป้องกันฝุ่น PM2.5

วันเสาร์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2568, 13.26 น.

เสียวหมี่ ประเทศไทย ตระหนักถึงภัยอันตรายที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอันเกิดจากฝุ่น PM2.5 โดยเฉพาะกับกลุ่มเปราะบางทั้งผู้พิการและผู้สูงอายุ เสียวหมี่ ประเทศไทย จึงมอบเครื่องฟอกอากาศ Xiaomi Smart Air Purifier 4 Pro และ Xiaomi Smart Air Purifier 4 จำนวน 20 เครื่อง พร้อมอุปกรณ์ดูแลสุขภาพสำหรับป้องกันฝุ่น PM2.5 รวมมูลค่ากว่า 200,000 บาท ให้แก่สถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการบ้านนนทภูมิ และศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านบางแค เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการบรรเทาและดูแลสุขภาพให้กับชาวไทย

เปิดมิติใหม่ทางการตลาด ชูเมืองน่าเที่ยว 18 จังหวัด สร้าง Grand Moment ดึงนักท่องเที่ยว

เปิดมิติใหม่ทางการตลาด ชูเมืองน่าเที่ยว 18 จังหวัด สร้าง Grand Moment ดึงนักท่องเที่ยว

เปิดมิติใหม่ทางการตลาด ชูเมืองน่าเที่ยว 18 จังหวัด สร้าง Grand Moment ดึงนักท่องเที่ยว

วันเสาร์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2568, 13.22 น.

นายกรัฐมนตรีร่วมเวทีท่องเที่ยวโลก ITB Berlin 2025 เปิดมิติใหม่ทางการตลาด ชูเมืองน่าเที่ยว 18 จังหวัด สร้าง Grand Moment ดึงนักท่องเที่ยวโตตามเป้า 3.5 ล้านล้านบาท

นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเข้าร่วมงานส่งเสริมการขายทางการท่องเที่ยวระดับโลก Internationale Tourismus Borse หรือ ITB Berlin 2025 ณ Berlin ExpoCenter City กรุงเบอร์ลิน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เยี่ยมชมคูหาประเทศไทยและพบปะกับผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติที่เข้าร่วมงาน พร้อมเป็นประธานในงาน Amazing Thailand Networking Event ณ อาคาร City Cube Berlin นำเสนอศักยภาพประเทศไทยในการเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวระดับโลก พร้อมประกาศปี Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year 2025 ชู Soft Power เสน่ห์ไทย ดึงดูดใจนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางทางการบินของภูมิภาค และเร่งขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยสู่ความยั่งยืน

นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี  กล่าวว่า รัฐบาลมุ่งขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวระดับโลก (World-Class Destination) ขับเคลื่อนนโยบายให้การท่องเที่ยวเป็นปัจจัยสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ที่จะทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบในทุกระดับ โดยในปี 2568 เป็นปีพิเศษที่รัฐบาลได้ประกาศให้เป็นปี Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year 2025 โดยนำเสนอการท่องเที่ยวไทยผ่าน Soft Power และในงาน ITB Berlin 2025 นี้เป็นครั้งแรกที่มีการชูเมืองน่าเที่ยว 18 จังหวัดศักยภาพเข้าสู่เวทีการเสนอขายในระดับโลก อีกทั้งส่งเสริมกิจกรรมกระตุ้นการท่องเที่ยวตลอดทั้งปี  โดยเฉพาะเทศกาลสงกรานต์ ภายใต้ชื่อ Maha Songkran World Water Festival 2025, Pride Month, เทศกาลลอยกระทง และ Amazing Thailand Countdown ขณะที่เทศกาลด้านกีฬาที่สำคัญ ได้แก่ การเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันวอลเล่ย์บอลหญิงชิงแชมป์โลก (FIVB Women’s Volleyball World Championship 2025) และ ซีเกมส์ 2025 โดยตั้งเป้าดึงนักท่องเที่ยวเข้าประเทศไทย 39 ล้านคน สร้างรายได้ทางการท่องเที่ยว 3.5 ล้านล้านบาทในปี 2568

ทั้งนี้ รัฐบาลได้มุ่งอำนวยความสะดวกในการเดินทางให้กับนักท่องเที่ยวด้วยมาตรการต่าง ๆ อาทิ การยกเว้นวีซ่าให้กับผู้เดินทางจาก 93 ประเทศทั่วโลก มาตรการ e-Visa รวมถึงระบบตม.6 ออนไลน์ที่จะนำมาใช้ในเร็ว ๆ นี้ พร้อมผลักดันการมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางทางการบินของภูมิภาค (Aviation Hub) โดยการขยายท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและดอนเมือง รวมถึงยกระดับสนามบินในระดับภูมิภาคเพื่อมุ่งไปสู่ศักยภาพความพร้อมในการรองรับผู้โดยสาร 250 ล้านคนต่อปี นอกจากนี้จะยกระดับบริการขนส่งสาธารณะและระบบรางเพื่อสร้างการเชื่อมโยงอย่างไร้รอยต่อ

รัฐบาลยังมุ่งมั่นที่จะผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Wellness and Medical Hub โดยการท่องเที่ยวทางด้านการรักษาสุขภาพและเวลเนสของประเทศไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้วยมาตรฐานสิ่งอำนวยความสะดวกทางการแพทย์ที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติและหลากหลายสาขาความเชี่ยวชาญในราคาที่สามารถแข่งขันได้ ทำให้เชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะสามารถดึงดูดการลงทุนและขยายการเติบโตของระบบนิเวศการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพได้

ทั้งนี้ เรื่องการสร้างความเชื่อมั่นทางด้านความปลอดภัยและการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเป็นประเด็นที่รัฐบาลให้ความสำคัญ ด้วยความมุ่งมั่นที่จะปรับโฉมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและสนับสนุนมาตรฐานความยั่งยืนในแหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศไทย โดยในปี 2569 ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพในการจัดงาน the Global Sustainable Tourism Council Global Conference ในจังหวัดภูเก็ต และร่วมมือกับพันธมิตรทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชนท้องถิ่นทุกภาคส่วน ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความยั่งยืน

-(016)

รร.เซ็นทารา แกรนด์ ลาดพร้าว รับรางวัล ‘Agoda Customer Review Award’

รร.เซ็นทารา แกรนด์ ลาดพร้าว รับรางวัล 'Agoda Customer Review Award'

รร.เซ็นทารา แกรนด์ ลาดพร้าว รับรางวัล ‘Agoda Customer Review Award’

วันเสาร์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2568, 12.54 น.

วุฒิศักดิ์ พิชญกานต์ ผจก.ทั่วไป รร.เซ็นทารา แกรนด์ เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กรุงเทพฯ ได้รับเกียรติรับมอบ รางวัล Agoda Customer Review Award ระดับ 8.8 ประจำปี 2024 จาก Agoda แพลตฟอร์มจองที่พักออนไลน์ระดับโลก ซึ่งเป็นการตอกย้ำถึงคุณภาพการบริการที่โดดเด่นและการสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจให้กับผู้เข้าพัก รางวัลนี้สะท้อนถึงความพึงพอใจของผู้ใช้บริการที่ร่วมแบ่งปันความคิดเห็นผ่านรีวิวบนแพลตฟอร์ม Agoda โดยคะแนนที่ได้รับเป็นผลมาจากการทำงานอย่างมุ่งมั่นและความตั้งใจของทีมงานทุกคนที่มุ่งพัฒนาการบริการอย่างต่อเนื่อง

บ.เมิร์ซ เอสเธติกส์ จัดงาน Thailand Aesthetics Business Forum (TABF) 2025 “AI: Aesthetics Intelligence”

บ.เมิร์ซ เอสเธติกส์ จัดงาน Thailand Aesthetics Business Forum (TABF) 2025 “AI: Aesthetics Intelligence”

บ.เมิร์ซ เอสเธติกส์ จัดงาน Thailand Aesthetics Business Forum (TABF) 2025 “AI: Aesthetics Intelligence”

วันเสาร์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2568, 12.03 น.

ภญ.กิตติวรรณ รัตนจันทร์ ผู้บริหารสูงสุด บ.เมิร์ซ เอสเธติกส์ ประเทศไทยและสิงคโปร์ ผู้นำด้านนวัตกรรมความงามและผู้นำเข้าแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก จัดงาน Thailand Aesthetics Business Forum (TABF) 2025 “AI: Aesthetics Intelligence” เดินหน้าติดอาวุธทางธุรกิจให้กับพาร์ตเนอร์คู่ค้าคนสำคัญ นำจุดเด่นปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาเป็นผู้ช่วยในยุคดิจิทัลพร้อมสร้างสรรค์สู่แผนการตลาด กลยุทธ์ขับเคลื่อนต่อยอดธุรกิจ มอบประสบการณ์ใหม่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ตรงจุดโดยมี สิทธินันท์ พลวิสุทธิ์ศักดิ์ เจ้าของเพจ Content Shifu, พญ.นันทนัช เดี่ยวสมบูรณ์ ผู้บริหารCLASSY Clinic, พงษ์ปิติ ผาสุกยืด ผู้ก่อตั้งเพจ Ad Addict และ อติชาญ เชิงชวโน ร่วมงาน ณ โรงแรม อีสติน แกรนด์ พญาไท

สมศ. เร่งเครื่องยกระดับคุณภาพ วางระบบประเมินพร้อมตอบโจทย์อนาคต

สมศ. เร่งเครื่องยกระดับคุณภาพ วางระบบประเมินพร้อมตอบโจทย์อนาคต

สมศ. เร่งเครื่องยกระดับคุณภาพ วางระบบประเมินพร้อมตอบโจทย์อนาคต

วันเสาร์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2568, 11.35 น.

สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) (สมศ.) เดินหน้าสร้างความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับกรอบแนวทางการประกันคุณภาพภายนอก ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ภายใต้เกณฑ์การประเมินรอบปี 2567-2571 มุ่งสร้างความเข้าใจให้กับสถานศึกษาเกี่ยวกับแนวทางการประกันคุณภาพ และเตรียมความพร้อมสำหรับการประเมินคุณภาพภายนอก พร้อมสนับสนุนให้สถานศึกษานำผลการประเมินไปใช้พัฒนาต่อได้จริง

สำหรับมุมมองของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานั้นมองว่า การประกันคุณภาพการศึกษาที่มีประสิทธิภาพต้องบูรณาการการประกันคุณภาพภายในและภายนอกให้เป็นงานเดียวกัน พร้อมส่งเสริมโครงการพัฒนาระบบประกันคุณภาพและสื่อสารแนวทางการดำเนินงานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน  โดยสำนักงานฯ ได้จัดประชุมออนไลน์เพื่อสร้างความเข้าใจในมาตรฐานและตัวชี้วัด รวมถึงมีศึกษานิเทศก์ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง ช่วยเหลือและดูแลสถานศึกษาให้พร้อมรับการประเมินคุณภาพภายนอกโดยไม่เพิ่มภาระ ทั้งนี้ การนำเทคโนโลยีมาปรับใช้จะช่วยให้การดำเนินงานรวดเร็วขึ้น และหากสถานศึกษามีคุณภาพก็จะส่งผลให้บุคลากรและผู้เรียนมีคุณภาพ สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและประเทศชาติในระยะยาว

ขณะที่โรงเรียนที่ได้รับการประเมินคุณภาพภายนอกจาก สมศ. ในปีงบประมาณ 2567 ส่วนใหญ่พบว่ามาตรฐานตัวชี้วัดของ สมศ. สอดคล้องกับของ สพฐ. อย่างไรก็ตาม สถานศึกษาจำเป็นต้องเตรียมแผนงาน ทบทวนตัวชี้วัด และใช้ข้อเสนอแนะจากการประเมินรอบที่แล้วมาพัฒนาต่อยอด  สำหรับสถานศึกษาขนาดเล็กและขนาดใหญ่มีความท้าทายต่างกัน ขนาดเล็กมีบุคลากรน้อยแต่ทำงานคล่องตัว ขณะที่ขนาดใหญ่มีหลายฝ่ายดูแลข้อมูล ทำให้การบริหารจัดการซับซ้อนขึ้น โดยเฉพาะการจัดทำรายงานผลการประเมินตนเอง (SAR) ซึ่งต้องอาศัยการประสานงานที่ดีจากผู้บริหารเพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพ

‘โฮมโปร’ ปรับเกม Omni-Channel เดินหน้าพัฒนา Personalized Marketing เข้าถึงลูกค้าใหม่

'โฮมโปร' ปรับเกม Omni-Channel เดินหน้าพัฒนา Personalized Marketing เข้าถึงลูกค้าใหม่

‘โฮมโปร’ ปรับเกม Omni-Channel เดินหน้าพัฒนา Personalized Marketing เข้าถึงลูกค้าใหม่

วันเสาร์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2568, 11.25 น.

“โฮมโปร” เผยผลประกอบการปี 67 ด้วยรายได้รวม 72,576.52 ล้านบาท ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว พร้อมบุกตลาดสู่ปี 68 ด้วยแผนการขยายสาขาในรูปแบบโฮมโปร เมกาโฮม และไฮบริด รวม 12 สาขาทั่วประเทศ เสริมศักยภาพ Omni-Channel เชื่อมโยงประสบการณ์ช้อปปิ้งออนไลน์และออฟไลน์ ขยายไลน์สินค้าใหม่กว่า 10,000 รายการ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย และเดินหน้าพัฒนา Personalized Marketing ด้วย Big Data เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่มากขึ้น พร้อมยกระดับบริการ Home Service ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ ตอบโจทย์ทุกความต้องการเรื่องบ้าน ขณะเดียวกัน ยังคงมุ่งมั่นขับเคลื่อนด้าน ESG ผ่านการใช้พลังงานสะอาด ลดคาร์บอนฟุตพรินต์ และนำเสนอสินค้ารักษ์โลก ภายใต้โครงการ “แลกเก่าเพื่อโลกใหม่” ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดค้าปลีกเพื่อบ้านครบวงจร

นายรักพงศ์ อรุณวัฒนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มนักลงทุนสัมพันธ์ กลยุทธ์และความยั่งยืนองค์กร บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ HMPRO เปิดเผยถึงผลประกอบการปี 2567 ว่า ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย โฮมโปรสามารถสร้างรายได้รวม 72,576.52 ล้านบาท โดยมีกำไรสุทธิ 6,503.55 ล้านบาท ยังคงตอกย้ำความแข็งแกร่งของธุรกิจผ่านการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และการปรับกลยุทธ์ให้สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง

ท่ามกลางการชะลอตัวของเศรษฐกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภค แต่บริษัทยังคงรักษาความสามารถในการทำกำไรจากการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน ควบคุมต้นทุน และบริหารพอร์ตสินค้าให้เหมาะสมกับความต้องการของตลาด นอกจากนี้ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ยังมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างอัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทอย่างต่อเนื่อง

และเพื่อรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ นายรักพงศ์ฯ กล่าวว่า บริษัทได้มุ่งเน้นทำการตลาดเชิงรุกผ่านโปรโมชั่นที่ตรงกับความต้องการของลูกค้า การพัฒนาบริการเสริม เช่น บริการติดตั้งและให้คำปรึกษา ตลอดจนการขยายช่องทางออนไลน์ ซึ่งช่วยเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ลูกค้าและกระตุ้นการเติบโตของยอดขาย โดยโฮมโปรตั้งเป้าหมายการเติบโตของรายได้ และกำไรสุทธิในปี 2568 โดยมุ่งเน้นการขยายฐานลูกค้า ยกระดับประสบการณ์การซื้อสินค้า และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ผ่านกลยุทธ์สำคัญ ได้แก่

1. ขยายสาขา และโมเดลธุรกิจใหม่ต่อเนื่อง

บริษัทมีแผนเปิดสาขาใหม่ 12 แห่ง ครอบคลุมทั้งโฮมโปร เมกาโฮม และโมเดลไฮบริด โดยเน้นพื้นที่ที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจ และตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าหลากหลาย ตั้งแต่กลุ่มลูกค้าเจ้าของบ้าน ไปจนถึงกลุ่มช่างทั่วประเทศ

2. พัฒนาแพลตฟอร์ม Omni-Channel เชื่อมโยงออนไลน์และออฟไลน์

โฮมโปรจะขยายไลน์สินค้าใหม่กว่า 10,000 รายการบนแพลตฟอร์ม Market Place ครอบคลุมสินค้าหลากหลายประเภท พร้อมพัฒนา Omni-Channel ให้สามารถเชื่อมโยงกับหน้าร้านได้อย่างไร้รอยต่อ รวมถึงขยายช่องทางการเข้าถึงกลุ่มลูกค้ารุ่นใหม่ผ่าน Live Streaming และการช้อปปิ้งแบบเรียลไทม์

3. การตลาดแบบ Personalized Marketing & พัฒนาและขยายการให้บริการ

บริษัทนำ Big Data มาใช้วิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อพัฒนาโปรโมชั่นและแคมเปญที่ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น อีกทั้งยังมุ่งเน้นการเพิ่มอัตราการซื้อซ้ำและสร้างความภักดีต่อแบรนด์ผ่านบริการในรูปแบบต่างๆ เช่น บริการปรับปรุงและซ่อมแซมบ้านแบบครบวงจร ด้วยทีมช่างโฮมโปร มือโปรประจำบ้านคุณ มากกว่า 2,600 ทีมทั่วประเทศ

4. บริหารความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก

โฮมโปรให้ความสำคัญกับการกระจายแหล่งวัตถุดิบ บริหารต้นทุนสินค้า และปรับกลยุทธ์ด้านราคาให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ รวมถึงการบริหารความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ย และนโยบายเศรษฐกิจที่อาจส่งผลต่อธุรกิจ

5. ดำเนินธุรกิจเพื่อความยั่งยืน (ESG)

บริษัทให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาด โดยมีโครงการติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ (โซล่าร์เซลล์) ในสาขาต่างๆ พร้อมลดคาร์บอนฟุตพรินต์และขยะพลาสติก นอกจากนี้ ยังขับเคลื่อนโมเดล “แลกเก่าเพื่อโลกใหม่” เพื่อพัฒนาเป็นสินค้ารักษ์โลก ลดของเสีย และใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด

นายรักพงศ์ กล่าวสรุป ตามวิสัยทัศน์และนโยบายของผู้บริหารระดับสูงที่ท่านได้เคยให้ไว้ ถึงการดำเนินธุรกิจของโฮมโปรภายใต้กรอบความยั่งยืน คือ โฮมโปรยังคงเดินหน้าพัฒนาและปรับกลยุทธ์ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาด โดยมุ่งเน้นการเติบโตอย่างมั่นคงผ่านการขยายสาขา การพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล และการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ทั้งหมดนี้เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดแก่ลูกค้า (Better Living) และขับเคลื่อนองค์กรให้ก้าวสู่อนาคตอย่างแข็งแกร่ง

-(016)

พญ.ปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ รับรางวัล ‘มหิดลทยากร’ ประจำปี 2567

พญ.ปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ รับรางวัล ‘มหิดลทยากร’ ประจำปี 2567

พญ.ปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ รับรางวัล ‘มหิดลทยากร’ ประจำปี 2567

วันเสาร์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2568, 11.02 น.

พญ.ปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ และประธานคณะผู้บริหารอาวุโส บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS ได้รับการยกย่องให้เป็นศิษย์เก่าดีเด่น ของมหาวิทยาลัยมหิดล โดยเข้ารับรางวัลอันทรงเกียรติ “มหิดลทยากร” ประจำปี 2567 ในโอกาสครบรอบ “56 ปี วันพระราชทานนาม 137 ปี มหาวิทยาลัยมหิดล” ซึ่งจัดขึ้น ณ หอประชุมมหิดลสิทธาคาร มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา โดยรางวัล “มหิดลทยากร” จัดโดยสมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหิดลในพระบรมราชูปถัมภ์ฯ เพื่อเชิดชูเกียรติศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยฯ ผู้บำเพ็ญประโยชน์ต่อส่วนรวม มีคุณธรรมและจริยธรรมแห่งวิชาชีพ สร้างผลงานดีเด่น รวมทั้งเป็นแบบอย่างที่ดีต่อสังคมทั้งในระดับประเทศ และนานาชาติ

พญ.ปรมาภรณ์ สำเร็จการศึกษาแพทยศาสตรบัณฑิต จากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อปี 2537 และได้รับ Diploma in Clinical Science จากมหาวิทยาลัยมหิดล ในปี 2539 จากนั้นได้ศึกษาต่อที่สหราชอาณาจักรจนได้รับปริญญา MSc in Surgical Science จาก Imperial College of Science, Technology and Medicine, University of London, United Kingdom ในปี 2540 และ FRCS (Glasg) จาก Royal College of Physicians and Surgeons of Glasgow ในปี 2544 นอกจากนี้ยังผ่านการอบรมหลักสูตร Advanced Management Program จาก Harvard Business School ในปี 2553 อันเป็นการวางรากฐานความเชี่ยวชาญทั้งด้านการแพทย์และการบริหารและยังได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ทวีติยาภรณ์ เมื่อปี 2548 ประถมาภรณ์ในปี 2564 อันเป็นเครื่องยืนยันถึงความทุ่มเท และการอุทิศตนเพื่อสังคมและประเทศชาติ ด้วยวิสัยทัศน์อันกว้างไกล จึงได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งสำคัญมากมาย ตั้งแต่ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา และฝ่ายทรัพยากรบุคคลของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ก่อนจะก้าวสู่การเป็นรองผู้อำนวยการ ผู้อำนวยการ รองประธาน และประธานคณะผู้บริหารโรงพยาบาลชั้นนำหลายแห่ง ปัจจุบันดำรงตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ และประธานคณะผู้บริหารอาวุโส บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) ด้วยความสามารถด้านการบริหาร พญ.ปรมาภรณ์ จึงได้รับการยกย่องจากองค์กรชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ  ได้รับการจัดอันดับเป็น 1 ใน 100 สตรีผู้ทรงอิทธิพลแห่งเอเชีย (1 ใน 14 ผู้บริหารสตรีไทย)จากนิตยสารฟอร์จูน ในปี 2567 รางวัล Best CEO จากโครงการ IAA Awards for Listed Companies ติดต่อกัน 2 ปีซ้อน (2566-2567) รางวัลแพทย์สตรีดีเด่นสาขาการบริหารจากสมาคมแพทย์สตรีแห่งประเทศไทย ในปี 2566 และรางวัล Best CEO-Asia’s Best Managed Companies 2002 Finance Asia ในปี 2565 ผู้ประกอบการสตรีไทยแห่งอาเซียน ASEAN Women Entrepreneurs Network (AWEN Awards 2022) สาขา Healthcare & Beauty ในปี 2565 อีกด้วย

ภายใต้การขับเคลื่อนของ พญ.ปรมาภรณ์  BDMS ก็ได้รับรางวัลระดับองค์กรมากมาย อาทิ รางวัลเกียรติยศ SET Awards 2024 ในสาขา Best Innovation Company Awards ด้านนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์คัดกรองโรคทรวงอก และรางวัล Best Investor Relations Awards จากตลาดหลักทรัพทย์แห่งประเทศไทย ในปี 2567 รางวัล Best Employer Thailand 2023 Kincentric ในปี 2566 รวมถึงการได้รับคะแนนอันดับ 1 ผู้นำด้านความยั่งยืนของโลกในกลุ่มบริการทางการแพทย์จาก DJSI World and DJSI Emerging Market ถึง 2 ปีซ้อน (2566-2567) รางวัล Most Honored Company 2021 จากนิตยสาร Institutional Investor ในปี 2564 และรางวัล BDMS หุ้นยั่งยืนจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในปีเดียวกัน

สำหรับรางวัล “มหิดลทยากร” ประจำปี 2567 มีผู้เข้ารับรางวัลจำนวนทั้งสิ้น 8 ท่าน ดังนี้ รศ.กภ.กันยา ปาละวิวัธน์,รศ.(พิเศษ) เภสัชกรกิตติ พิทักษ์นิตินันท์,ศ.นพ.ไชยรัตน์ เพิ่มพิกุล,พล.ท.ศ.เกียรติคุณ นพ.นพดล วรอุไร,พญ.ปรมาภรณ์ปราสาททองโอสถ,พวงทอง ตันวงษ์วาน,ศ.เกียรติคุณ ดร.พิไล พูลสวัสดิ์ และ รศ.ดร.เรณู พุกบุญมี

ผนึกกำลังเสิร์ฟความสุขในแคมเปญ ‘HOP, EXPLORE & SAVOR’ ช้อป ชิม ชิล ที่เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์

ผนึกกำลังเสิร์ฟความสุขในแคมเปญ 'HOP, EXPLORE & SAVOR' ช้อป ชิม ชิล ที่เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์

ผนึกกำลังเสิร์ฟความสุขในแคมเปญ ‘HOP, EXPLORE & SAVOR’ ช้อป ชิม ชิล ที่เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์

วันเสาร์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2568, 10.28 น.

เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ผนึกกำลังพันธมิตรชั้นนำ Elephant Bus Tours และ SANTA FE’ STEAK เสิร์ฟความสุขในแคมเปญ HOP, EXPLORE & SAVOR ช้อป ชิม ชิล ที่เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์

เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ศูนย์การค้าใจกลางกรุงที่ครองใจนักท่องเที่ยวทั่วโลก ตอกย้ำรางวัล Tripadvisor Travelers’ Choice Awards 2024 ประเภทกิจกรรมที่น่าสนใจสำหรับนักท่องเที่ยว “Things to do in Bangkok” จาก Tripadvisor แพลตฟอร์มแนะนําการเดินทางท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดในโลก เดินหน้าความร่วมมือกันอย่างต่อเนื่องกับ Elephant Bus Tours ผู้ให้บริการรถบัสชมเมือง สไตล์ฮอปออน ฮอปออฟ (Hop on Hop off) แบบ 2 ชั้น และพันธมิตรแบรนด์ดัง SANTA FE’ STEAK ร้านสเต็กสัญชาติไทย เสิร์ฟความสุขกับแคมเปญ HOP, EXPLORE & SAVOR  ช้อป ชิม ชิล ที่เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ มอบสิทธิพิเศษและประสบการณ์สุดประทับใจให้กับลูกค้านักท่องเที่ยวต่างชาติและลูกค้าคนไทยที่ใช้บริการ Hop -On Hop -Off Bus ของ Elephant Bus Tours ฟินจุใจตลอด 3 เดือน ตั้งแต่วันนี้ –  31 พฤษภาคม 2568

ไฮไลต์สุดพิเศษสำหรับนักชิม! มอบส่วนลดสุดคุ้มให้กับลูกค้านักท่องเที่ยวต่างชาติและลูกค้าคนไทยที่ใช้บริการ Hop -On Hop -Off Bus ของ Elephant Bus Tours รับ Gift Voucher มูลค่า 100 บาท ใช้เป็นส่วนลดทันทีที่ร้าน SANTA FE’ STEAK สาขาเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ เมื่อมียอดทานครบ 400 บาท (จำกัด 400 สิทธิ์ตลอดแคมเปญ)

สำหรับลูกค้านักท่องเที่ยวต่างชาติ เพียงแสดงตั๋ว Hop -On  Hop -Off Bus ของ Elephant Bus Tours และ พาสปอร์ต ลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิ์ที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ ชั้น G โซน A รับทันที Tourist Welcome Pack คูปองส่วนลดร้านค้าภายในศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ และ หากใช้จ่ายครบทุก 3,000 บาทขึ้นไปรับทันที กระเป๋าสุดเอ็กซ์คลูซีฟ MBK Tote Bag Limited Edition

 ติดตามกิจกรรมและโปรโมชันดี ๆ ของศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ได้ที่ https://www.mbk-center.co.th/ หรือ เฟซบุ๊กเพจ mbkcenterth อินสตาแกรม mbkcenter

เฮอร์ชีย์ เปิดตัวแคมเปญพิเศษ ‘She Inspires’ ร่วมฉลองวันสตรีสากลประจำปี 2568

เฮอร์ชีย์ เปิดตัวแคมเปญพิเศษ ‘She Inspires’ ร่วมฉลองวันสตรีสากลประจำปี 2568

เฮอร์ชีย์ เปิดตัวแคมเปญพิเศษ ‘She Inspires’ ร่วมฉลองวันสตรีสากลประจำปี 2568

วันเสาร์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2568, 10.15 น.

บริษัท เฮอร์ชีย์ ประเทศไทย ภายใต้เครือบริษัทเดอะ เฮอร์ชีย์ คอมพานี เป็นผู้ผลิตช็อกโกแลตคุณภาพรายใหญ่ที่สุดในอเมริกาเหนือ เปิดตัวแคมเปญ “เธอผู้เป็นแรงบันดาลใจ หรือ She Inspires” เนื่องในโอกาสวันสตรีสากล (International Women Day) ปี 2568 โดยนำเสนอช็อคโกแลตแบบแท่งอันเป็นอัตลักษณ์ พร้อมแพ็คเกจภาษาไทยที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ เพื่อเฉลิมฉลองและยกย่องผู้หญิงที่เป็นแรงบันดาลใจในชีวิต

แพ็คเกจรุ่นลิมิเต็ดอิดิชันนี้ออกแบบมาเพื่อเชิดชูเกียรติแก่ผู้หญิงไทยที่เป็นแรงบันดาลใจรอบตัวเรา ผ่านลวดลายที่สะท้อนคุณค่าของผู้หญิงใน 4 ดีไซน์พิเศษ เหมาะสำหรับมอบเป็นของขวัญให้แก่ผู้หญิงที่สำคัญในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นคุณแม่ ลูกสาว พี่สาว น้องสาว เพื่อนร่วมงาน คู่รัก คู่ชีวิต หรือที่ปรึกษา โดยแคมเปญ ‘She Inspires’ เป็นเครื่องเตือนใจว่า ผู้หญิงที่สร้างแรงบันดาลใจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบุคคลมีชื่อเสียง เซเลป หรือคนดัง แต่พวกเธอคือคนรอบตัวเรา ที่ให้ความรัก ความเมตตา และการสนับสนุนที่เธอมอบให้นั้น ควรควรค่าแก่การได้รับคำชื่นชม

แคมี่ เทวะคุปต์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และอินเดียของเดอะ เฮอร์ชีย์ คอมพานี  กล่าวว่า มีผู้หญิงหลายคนในชีวิตของเราที่ทำประโยชน์และสร้างคุณค่ามากมาย และไม่ว่าการกระทำของพวกเธอจะเล็กน้อยหรือยิ่งใหญ่ ก็ล้วนมีความหมาย แรงบันดาลใจที่เราต้องการอยู่ใกล้ตัวเสมอ และเราภูมิใจที่ได้ยกย่อง ‘(S)HERO’ ที่เรารักและห่วงใยรอบตัวเรา แพ็คเกจลิมิเตดอิดิชันของเฮอร์ชีส์ในครั้งนี้ เป็นการเฉลิมฉลองผู้หญิงในชีวิตของเราที่คอยสร้างแรงบันดาลใจให้เราในหลายแง่มุม และเราหวังว่าแคมเปญนี้จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนร่วมชื่นชมและยกย่อง (S)HERO ที่มีความหมายในชีวิตของพวกเขา พร้อมทั้งส่งต่อช่วงเวลาแห่งความสุขและคุณค่าให้แก่กัน

“นี่เป็นโอกาสอันดีในการยกย่องและส่งเสริมผู้หญิงที่เปี่ยมไปด้วยความสามารถในชีวิตของเรา เรารู้สึกดีใจที่ได้เห็นผู้บริโภคมองหาและเลือกซื้อช็อกโกแลตสุดพิเศษของเราบนชั้นวางสินค้าให้กับผู้หญิงที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับพวกเขา การมอบของขวัญจากแคมเปญ ‘She Inspires’ อาจเป็นเพียงท่าทีเล็ก ๆ แต่แฝงไปด้วยความหมายอันยิ่งใหญ่ที่ไม่อาจประเมินค่าได้”

หนึ่งในไฮไลต์ของแคมเปญ ‘She Inspires’ คือการนำเทคโนโลยี AI มาใช้เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคสามารถส่งต่อคำชมไปยังผู้หญิงที่เป็นแรงบันดาลใจในชีวิตของพวกเขา โดยสามารถเข้าร่วมได้ผ่านแพลตฟอร์ม https://celebratehershe.com/th เพียงสแกน QR Code บนแพ็คเกจรุ่นลิมิเต็ด ผู้ใช้สามารถเสนอชื่อ ‘(S)HERO’ ของตนเอง พร้อมสร้างการ์ดชื่นชมภายในไม่กี่ขั้นตอน ด้วยการอัปโหลดรูปภาพ และเลือกคุณลักษณะเฉพาะตัวของ ‘(S)HERO’ จากนั้น AI จะช่วยสร้างการ์ดคำชม พร้อมคำกลอน ที่สะท้อนบุคลิกและตัวตนของพวกเธอได้อย่างลงตัว

เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้บริโภค และเชิญชวนทุกคนมาร่วมชื่นชมเธอผู้เป็นแรงบันดาลใจใกล้ตัว เฮอร์ชีย์ขอมอบของขวัญชิ้นนี้ให้กับผู้หญิงทุกคนที่สร้างแรงบันดาลใจ และขับเคลื่อนสังคมดี ด้วยการมอบโปรโมชั่นพิเศษ ‘ซื้อ 1 แถม 1’ สำหรับช็อกโกแลตแท่งรุ่นลิมิเต็ดอิดิชัน ที่ร้าน 7-Eleven ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้-12 มีนาคม 2568

แคมเปญ ‘She Inspires’ ตอกย้ำว่าแรงบันดาลใจอยู่ใกล้แค่เอื้อม ไม่ต้องมองหาที่ไหนไกล เพียงแค่เรารับรู้และให้คุณค่าแก่ผู้หญิงที่อยู่ใกล้ตัว เฮอร์ชีย์ ประเทศไทย หวังว่าการส่งเสริมและเฉลิมฉลองพลังสตรีครั้งนี้จะช่วยสร้างพลังบวกให้กับสังคมและชุมชนของเรา