บี.กริม จับมือ เอ็นเอส บลูสโคป ติดตั้งโซลาร์ฟาร์ม รองรับดีมานด์อุตสาหกรรม

บี.กริม จับมือ เอ็นเอส บลูสโคป ติดตั้งโซลาร์ฟาร์ม รองรับดีมานด์อุตสาหกรรม

บี.กริม จับมือ เอ็นเอส บลูสโคป ติดตั้งโซลาร์ฟาร์ม รองรับดีมานด์อุตสาหกรรม

วันอังคาร ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2568, 14.26 น.

บี.กริม ขับเคลื่อนโซลูชันพลังงานครบวงจร จับมือ เอ็นเอส บลูสโคป ติดตั้งโซลาร์ฟาร์ม รองรับดีมานด์อุตสาหกรรม”

บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท เอ็นเอส บลูสโคป (ประเทศไทย) จำกัด    ลงนามความร่วมมือ พัฒนาโครงการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ บนพื้นเรียบ (Ground Mounting Solar) กำลังการผลิต 12 เมกะวัตต์ หรือ เทียบเท่าการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกสูงสุดประมาณ 9000 ตันต่อปี เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยโครงการดังกล่าวจะแล้วเสร็จพร้อมจ่ายไฟเข้าระบบภายในกลางปี 2569 โดยมี นายนพเดช กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจในประเทศไทยและโซลูชั่นธุรกิจอุตสาหกรรม บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) และ นายยาน ซู ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ็นเอส บลูสโคป (ประเทศไทย) จำกัด และ เป็นผู้ลงนามในข้อตกลงครั้งสำคัญ ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่อนาคตพลังงานสะอาด และสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในระดับประเทศ

นายนพเดช กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจในประเทศไทยและโซลูชันธุรกิจอุตสาหกรรม บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM เปิดเผยว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการผสานจุดแข็งของ บี.กริม เพาเวอร์ ในฐานะผู้นำด้านโซลูชันพลังงานครบวงจร ที่สามารถให้บริการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและเสถียรภาพสูงแก่ลูกค้าอุตสาหกรรม โดย บี.กริม เพาเวอร์ นำเสนอโซลูชันพลังงานที่ล้ำสมัยผสมผสานกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) เข้ากับการจ่ายพลังงานจาก โรงไฟฟ้าระบบโคเจนเนอเรชั่น (Cogeneration) ขนาดกำลังการผลิต 280 เมกะวัตต์ที่มีเสถียรภาพสูง และพลังงานหมุนเวียนขนาดการผลิต 12 เมกะวัตต์เพื่อช่วยให้ เอ็นเอส บลูสโคป และลูกค้าในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม สามารถลดค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Factor) พร้อมสนับสนุนเป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net-Zero Emissions ได้อย่างเป็นรูปธรรม

“วันนี้ บี.กริม เพาเวอร์ พร้อมก้าวสู่บทบาท Energy Aggregator อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงพลังงานสะอาดได้อย่างมีประสิทธิภาพและต้นทุนที่แข่งขันได้ เรามุ่งมั่นในการนำเทคโนโลยีดิจิทัล และAI มาผสานเข้ากับระบบพลังงาน เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและเสถียรภาพให้กับระบบไฟฟ้า พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงทางนโยบายและโครงการส่งเสริมจากภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นการประมูลพลังงานหมุนเวียน ตลาดซื้อขายพลังงาน หรือโครงการสนับสนุนพลังงานสะอาดต่างๆ” นายนพเดช กล่าว

ความร่วมมือในครั้งนี้ ยังถือเป็นความก้าวหน้าในแวดวงพลังงานหมุนเวียนของประเทศไทย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน พร้อมสนับสนุนการใช้พลังงานที่มีเสถียรภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ “GreenLeap – Global and Green” และวิสัยทัศน์ “สร้างพลังให้กับสังคมโลกด้วยความโอบอ้อมอารี” (Empowering the World Compassionately) ของ บี.กริม เพาเวอร์ ที่มุ่งเพิ่มฐานลูกค้าและพันธมิตรในธุรกิจพลังงานหมุนเวียน พร้อมมุ่งสู่ตลาดพลังงานที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั่วโลก เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไป โดยมีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนให้มากกว่า 50% ในปี 2573 เพื่อก้าวสู่เป้าหมายองค์กรที่ไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ Net-Zero Carbon Emissions ภายในปี ค.ศ. 2050     (ปี พ.ศ. 2593)

นายยาน ซู ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ็นเอส บลูสโคป (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของแผนระยะยาวของ เอ็นเอส บลูสโคป ที่มุ่งเน้นการเข้าสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี ค.ศ. 2050 ผ่านการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน โดยมีการดำเนินการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์แบบ Ground Mounting เพื่อเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดในโรงงานและลดการพึ่งพาพลังงานจากฟอสซิล อีกทั้งยังเป็นการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และความร่วมมือในการจัดหาพลังงานไฟฟ้าและไอน้ำจากโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม จาก บี.กริม เพาเวอร์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เพื่อสนับสนุนการใช้พลังงานที่มีเสถียรภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ความร่วมมือระหว่าง บี.กริม เพาเวอร์ และ เอ็นเอส บลูสโคป ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึง การดำเนินธุรกิจที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และดำเนินธุรกิจด้วยความยั่งยืน หลังจากนี้ เอ็นเอส บลูสโคป และ บี.กริม เพาเวอร์ พร้อมผนึกความร่วมมือและนวัตกรรมต่าง ๆ ในโครงการทางด้านพลังงานหมุนเวียนอื่น ๆ เพื่อพัฒนาพลังงานสะอาดเพื่ออนาคตที่ยั่งยื่นต่อไป

-(016)

ยูโอบี เผยกลยุทธ์การลงทุนเสริมความแข็งแกร่งให้นักลงทุน ในงานสัมมนาการลงทุนปี 2568

ยูโอบี เผยกลยุทธ์การลงทุนเสริมความแข็งแกร่งให้นักลงทุน ในงานสัมมนาการลงทุนปี 2568

ยูโอบี เผยกลยุทธ์การลงทุนเสริมความแข็งแกร่งให้นักลงทุน ในงานสัมมนาการลงทุนปี 2568

วันอังคาร ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2568, 14.25 น.

ยูโอบี เผยกลยุทธ์การลงทุนเสริมความแข็งแกร่งให้นักลงทุนท่ามกลางความ ไม่แน่นอนของเศรษฐกิจทั่วโลก ในงานสัมมนาการลงทุนปี 2568

ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย จัดงานสัมมนาการลงทุนปี 2568 โดยให้ข้อมูลเชิงลึกและกลยุทธ์การลงทุนท่ามกลางสภาวะตลาดที่มีความผันผวน แนะนำสร้างพอร์ตการลงทุนที่แข็งแกร่งผ่าน Core Investment ผ่านกลยุทธ์กระจายการลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย (Multi-asset) และตราสารหนี้ระดับ Investment grade เพื่อตอบโจทย์วัตถุประสงค์ทางการเงินในระยะยาว นอกจากนี้ ในงานสัมมนายังได้แนะนำถึงโอกาสในการลงทุน โดยเน้นกลยุทธ์ที่มุ่งสร้างรายได้ผ่านการลงทุนในหุ้นคุณภาพดีที่มีเงินปันผลเพื่อสร้างรายได้ประจำที่มั่นคง และการใช้ประโยชน์จากนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อคว้าโอกาสในการลงทุนที่หลากหลาย

แนวโน้มเศรษฐกิจโลกในปี 2568 จะมีความไม่แน่นอนและความผันผวนที่สูงขึ้นจากการกลับมาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ การดำเนินนโยบายที่เปลี่ยนไปจะส่งผลต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ และเศรษฐกิจโลก ผลกระทบด้านเงินเฟ้อที่คาดว่าจะได้รับแรงกดดัน โดยเฉพาะจากภาษีการค้า สิ่งสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตามคือการบังคับใช้ภาษีสินค้านำเข้า ที่มีการเปลี่ยนแปลงและมีการประกาศจากโดนัลด์ ทรัมป์อย่างต่อเนื่อง โดยเราคาดว่าจะเริ่มเห็นความชัดเจนในรายละเอียดมากขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 2 ปี 2568 และคาดว่าจะดำเนินการอย่างเต็มรูปแบบภายในครึ่งแรกของปี 2569

แนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยยังคงมีความยืดหยุ่นแม้จะเผชิญกับความท้าทายจากภายนอก

การคาดการณ์ผลิตภัณฑ์รวมในประเทศของประเทศไทยคาดว่าจะเติบโตร้อยละ 2.9 ในปี 2568 โดยได้รับแรงหนุนจากงบกระตุ้นเศรษฐกิจจำนวนมากและความคาดหวังในการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ดีขึ้น นายเอ็นริโก้ ทานูวิดจายา นักเศรษฐศาสตร์ Global Economics and Market Research กลุ่มธนาคารยูโอบี กล่าวว่า “เม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโต แม้ว่าการท่องเที่ยวจะทำได้ไม่ดีนักในปีที่แล้ว การปรับปรุงนโยบายวีซ่าและการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการส่งออกน่าจะเป็นสิ่งที่สนับสนุนการฟื้นตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการส่งออกสินค้าไปยังภูมิภาค แทนที่สหรัฐฯ เราคาดการณ์ว่าปีนี้จะมีนักท่องเที่ยว 37.5 ล้านคน การส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 2 และเพิ่มงบประมาณอัดฉีดมากกว่าร้อยละ 4.5 อย่างไรก็ตาม ความท้าทายต่างๆ เช่น หนี้ครัวเรือนที่สูงและความสามารถในการชำระหนี้ที่ยังคงจำกัด การฟื้นตัวในประเทศไทยได้รับแรงผลักดันจากภาคบริการเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งคาดว่าจะนำไปสู่การเติบโตในปี 2568”

คำแนะนำด้านการลงทุนเชิงกลยุทธ์สำหรับนักลงทุน

ในระหว่างงานสัมมนา ทีมที่ปรึกษาด้านการลงทุนของยูโอบีได้เน้นย้ำความสำคัญของการสร้างพอร์ตการลงทุนที่มีความยืดหยุ่น เพื่อรับมือกับความผันผวนจากความไม่แน่นอนจากนโยบาย โดยแนะนำให้นักลงทุนจัดสรรเงินลงทุนในตราสารหนี้ระดับ Investment Grade เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงและลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุน นอกจากนี้ ยูโอบียังแนะนำให้ใช้กลยุทธ์การลงทุนในหลายสินทรัพย์ (Multi Asset) เพื่อกระจายความเสี่ยงและคว้าโอกาสการสร้างผลตอบแทนจากสินทรัพย์ ภูมิภาค และภาคอุตสาหกรรมที่หลากหลาย

นายเอเบล ลิม Head of Wealth Management Advisory and Strategy กลุ่มธนาคารยูโอบี ให้คำแนะนำสำคัญในการจัดการกับความผันผวนในตลาดระยะสั้น โดยเน้นกลยุทธ์ในการสร้างรายได้ การกระจายการลงทุนเพื่อรับมือกับความผันผวนของตลาด และการใช้ประโยชน์จากนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์ เขากล่าวว่า “ในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูงเช่นนี้ ควรมุ่งเน้นไปที่บริษัทที่มีความมั่นคงในระยะยาว ซึ่งเป็นบริษัทที่มีโอกาสผิดนัดชำระหนี้น้อยกว่า กลยุทธ์หลักสามประการที่ต้องให้ความสำคัญคือการสร้างรายได้ การจัดการความผันผวน และการใช้ประโยชน์จากนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์”

กลยุทธ์ด้านรายได้ เช่น การลงทุนในบริษัทที่จ่ายเงินปันผลซึ่งมีกระแสเงินสดที่มั่นคงและงบดุลที่แข็งแกร่ง โดยเน้นไปที่บริษัทที่มีผลกำไร และจ่ายเงินปันผล มีผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ที่แข็งแกร่ง และรักษาระดับหนี้ให้ต่ำ เนื่องจากบริษัทเหล่านี้สามารถทนต่อความผันผวนของตลาดได้ นอกจากนี้ แนวโน้มของอุตสาหกรรมการเงินในประเทศที่พัฒนาแล้วยังเป็นไปในทางบวก เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรยังคงน่าสนใจ และคุณภาพสินทรัพย์ยังคงดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เพื่อลดความผันผวนของตลาดที่อาจเกิดขึ้น การกระจายความเสี่ยงยังคงเป็นกุญแจสำคัญ เช่น อาเซียนมีโอกาสที่จะได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบการค้าระหว่างประเทศและการกระจายห่วงโซ่อุปทาน นอกจากนี้ ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ทรัพย์ปลอดภัยที่สำคัญ เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยงยามที่มีความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์

การใช้ประโยชน์จากนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์

คาดว่า ภาคการเงินจะได้รับประโยชน์จากการผ่อนคลายข้อบังคับ ทำให้ธนาคารและสถาบันการเงินสามารถจัดสรรเงินทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพผ่านการขยายธุรกิจ การจ่ายเงินปันผล และการซื้อหุ้นคืน การลดภาษีของบริษัทจะช่วยเสริมสร้างความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจ ซึ่งจะสนับสนุนการเติบโตของตลาดโดยรวม

หุ้นขนาดเล็กและกลางในสหรัฐฯ ก็คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการลดภาษี โดยบริษัทเหล่านี้มักจะมุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจภายในประเทศเป็นหลัก ทำให้มีการเสี่ยงน้อยกว่าต่อความตึงเครียดทางการค้าระหว่างประเทศ และมีรูปแบบการลงทุนที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ราคาหุ้นของบริษัทขนาดเล็กในปัจจุบันยังน่าสนใจในการสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่าหุ้นของบริษัทขนาดใหญ่

ภาคเทคโนโลยีอาจได้รับประโยชน์จากนโยบายการเติบโตของสหรัฐอเมริกาที่สนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจและนวัตกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างไรก็ตาม ผลกระทบของบริษัทและอุตสาหกรรมที่ยังคงต้องติดตามต่อและขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของตลาด

ดิจิทัลช่วยบริหารจัดการความมั่งคั่ง

นายกิดอน เจอโรม เคสเซล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผลิตภัณฑ์เงินฝากและบริหารการลงทุนบุคคลธนกิจ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ได้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของยูโอบีในการผสมผสานความเชี่ยวชาญด้านการลงทุนกับเทคโนโลยีดิจิทัลที่ทันสมัยเพื่อให้คำแนะนำตามเป้าหมายทางการเงินแก่ลูกค้า “My Wealth Planner” เครื่องมือดิจิทัลที่ออกแบบมาเพื่อช่วยลูกค้าสร้างพอร์ตการลงทุนเฉพาะบุคคล โดย My Wealth Planner ช่วยให้นักลงทุนเข้าใจสถานะทางการเงินของตน และวางรากฐานในการลงทุนที่ยั่งยืน เครื่องมือนี้จะประมวลผลข้อมูลของนักลงทุนเพื่อประเมินความเสี่ยงและกำหนดกลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสมกับเป้าหมายทางการเงิน ทำให้ลูกค้าได้รับคำแนะนำการลงทุนที่เหมาะสมและสามารถติดตามความคืบหน้าของพอร์ตการลงทุนของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ฟีเจอร์การบริหารความมั่งคั่งในแอปพลิเคชัน UOB TMRW ช่วยให้ลูกค้าสามารถซื้อ ขาย และสลับกองทุนรวมได้อย่างง่ายดาย พร้อมทั้งเข้าถึงกองทุนต่างประเทศจากสถาบันการเงินชั้นนำระดับโลก เช่น Fidelity International, Goldman Sachs Asset Management, J.P. Morgan Asset Management, PIMCO และ UOB Asset Management การพัฒนานี้ช่วยเพิ่มศักยภาพการลงทุนให้ลูกค้าสามารถบริหารจัดการการลงทุนได้โดยตรงจากโทรศัพท์มือถือ

-(016)

TCMA ผนึกความร่วมมือเร่งพัฒนาโรดแมปอาเซียนซีเมนต์มุ่งสู่การลดคาร์บอน

TCMA  ผนึกความร่วมมือเร่งพัฒนาโรดแมปอาเซียนซีเมนต์มุ่งสู่การลดคาร์บอน

TCMA ผนึกความร่วมมือเร่งพัฒนาโรดแมปอาเซียนซีเมนต์มุ่งสู่การลดคาร์บอน

วันอังคาร ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2568, 14.21 น.

จับตาบทบาทใหม่ “ดร.ชนะ ภูมี” นายกสมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย (TCMA) รับตำแหน่ง‘ประธานสภาผู้ผลิตปูนซีเมนต์แห่งอาเซียน’ (ASEAN Federation of Cement Manufacturers: AFCM) ปี 2568 – 2570 มุ่งผนึกกำลัง 8 ประเทศสมาชิกผู้ผลิตปูนซีเมนต์ภูมิภาคอาเซียน ร่วมขับเคลื่อนอาเซียนซีเมนต์อย่างมีพลวัต เร่งเครื่องเดินหน้าพัฒนา AFCM Decarbonization Roadmap พร้อมเชื่อมโยงอาเซียนและองค์กรระดับโลกสนับสนุนเป้าหมายลดคาร์บอน

ดร.ชนะ ภูมี นายกสมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย (TCMA) เปิดเผยที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ในวาระเข้ารับตำแหน่งประธานสภาผู้ผลิตปูนซีเมนต์แห่งอาเซียน (ASEAN Federation of Cement Manufacturers: AFCM) ระหว่างปี 2568 – 2570 ภายหลังการประชุมสภาผู้ผลิตปูนซีเมนต์แห่งอาเซียน ลงมติอย่างเป็นเอกฉันท์ให้ทำหน้าที่

จากความมุ่งมั่นและผลดำเนินงานอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมาของ TCMA ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ของไทยมุ่งสู่การปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ ในปี 2593 ตามแนวทาง Thailand 2050 Net Zero Cement and Concrete Roadmap ได้รับการสนับสนุนและยอมรับจากทุกภาคส่วน รวมถึงผู้ผลิตปูนซีเมนต์ในภูมิภาคอาเซียน ให้เป็นต้นแบบดำเนินงาน ทั้งด้านการผนึกกำลังระหว่างผู้ผลิตปูนซีเมนต์ในประเทศด้วยกันเอง ความสำเร็จเรื่องปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ-ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก การพัฒนานวัตกรรมความร่วมมือดำเนินงานเชิงพื้นที่ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน (Public-Private-People Partnership: PPP)-สระบุรีแซนด์บ็อกซ์ ต้นแบบเมืองคาร์บอนต่ำ ตลอดจนการเชื่อมโยงความร่วมมือกับองค์กรระดับโลก มาสนับสนุนสร้างความก้าวหน้าดำเนินงาน

“ขอบคุณทั้ง 8 ประเทศสมาชิก AFCM ที่ให้ความเชื่อมั่นและไว้วางใจ ลงมติเป็นเอกฉันท์ให้ประเทศไทย โดยนายก TCMA ทำหน้าที่ประธานสภาผู้ผลิตปูนซีเมนต์แห่งอาเซียน การทำงานจะมีนายมนตรี นิธิกุล ทำหน้าที่เลขาธิการ AFCM และ TCMA เป็นสำนักงานเลขาธิการ AFCM ประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับทุกประเทศสมาชิก ร่วมกันขับเคลื่อนอาเซียนซีเมนต์มุ่งสู่การลดคาร์บอน โดยการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากสมาชิก TCMA ซึ่งเป็นผู้ผลิตปูนซีเมนต์ของไทย”

ดร.ชนะ ฉายภาพถึงทิศทางการทำงานในบทบาทประธานอาเซียนซีเมนต์ ซึ่งต้องประสานความร่วมมือของผู้ผลิตซีเมนต์ใน 8 ประเทศสมาชิก ผ่านสมาคมผู้ผลิตปูนซีเมนต์ในแต่ละประเทศ ได้แก่ 1) บรูไน โดย Heidelberg Materials Butra Sdn Bhd 2) อินโดนีเซีย โดย Indonesia Cement Association 3) มาเลเซีย โดย The Cement and Concrete Association of Malaysia 4) ฟิลิปปินส์ โดย Cement Manufacturers’ Association of the Philippines 5) สิงคโปร์ โดย Cement and Concrete Association of Singapore 6) เวียดนาม โดย Vietnam National Cement Association 7) ไทย โดยสมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย (TCMA) และ 8) กัมพูชา โดย Cambodian Cement Manufacturing Association ที่เข้าเป็นสมาชิกใหม่ปีนี้

การทำงานในระยะ 2 ปีข้างหน้า ในฐานะประธานสภาผู้ผลิตปูนซีเมนต์แห่งอาเซียน วาง 4 กลยุทธ์ สู่เป้าหมายนำอาเซียนซีเมนต์มุ่งสู่การลดคาร์บอน ขับเคลื่อนตามบริบทนโยบาย แนวทาง และความพร้อมของแต่ละประเทศ

1.            เร่งเดินหน้าพัฒนา AFCM Decarbonization Roadmap เพื่อแต่ละประเทศสมาชิกได้นำไปใช้เป็นกรอบแนวทางขับเคลื่อนอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์มุ่งสู่การลดคาร์บอน ร่วมกับภาครัฐ

2.            ผนึกความร่วมมือทุกสมาชิกร่วมขับเคลื่อนอาเซียนซีเมนต์อย่างมีพลวัต โดยนำศักยภาพของแต่ละประเทศ มาร่วมกันขับเคลื่อนอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ในอาเซียนให้ไปทิศทางเดียวกัน และสอดคล้องกับทิศทางของโลก

3.            กระชับความร่วมมืออาเซียนภาครัฐ การทำงานในรูปแบบ Public-Private-People Partnership (PPP) เป็นแนวทางสำคัญต่อการสร้างความก้าวหน้าดำเนินงาน

4.            เชื่อมโยงองค์กรระดับโลกสนับสนุนอาเซียนซีเมนต์ลดคาร์บอน อาทิ Global Cement and Concrete Association (GCCA), United Nations Industrial Development Organization (UNIDO), องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ), World Economic Forum เป็นต้น ครอบคลุมด้านการถ่ายทอดความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม และแสวงหาแหล่งทุนมาดำเนินโครงการสำคัญในภูมิภาค

ดร. ชนะ กล่าวย้ำว่า การเข้ารับตำแหน่งประธาน AFCM ในครั้งนี้ เป็นบทบาทสำคัญของไทย ที่จะประสานความร่วมมืออุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ในภูมิภาคอาเซียนให้ขับเคลื่อนไปในเป้าหมายเดียวกันในการมุ่งสู่การลดคาร์บอน ผ่าน AFCM Decarbonization Roadmap ที่จะร่วมกันจัดทำขึ้น โดยการขับเคลื่อนนี้ต้องอาศัยการสนับสนุน/ ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งนโยบาย มาตรการ กลไกดำเนินงาน และการลงมือทำ การสร้างความร่วมมือจากผู้ผลิตปูนซีเมนต์ชั้นนำในแต่ประเทศสมาชิก AFCM กับองค์กรต่างๆ เชื่อมโยงไปกับโมเดลระดับโลกแบบบูรณาการ เพื่อส่งผลให้เกิดการขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม สร้างความสามารถในการแข่งขันแก่อุตสาหกรรมในระยะยาวได้

-(016)

‘5 ทศวรรษ ส.ป.ก’ ยกทัพคาราวานสินค้าเกษตรกรเขตปฏิรูปที่ดินให้คนกรุงชมชิมช้อปอย่างจุใจ

'5 ทศวรรษ ส.ป.ก' ยกทัพคาราวานสินค้าเกษตรกรเขตปฏิรูปที่ดินให้คนกรุงชมชิมช้อปอย่างจุใจ

‘5 ทศวรรษ ส.ป.ก’ ยกทัพคาราวานสินค้าเกษตรกรเขตปฏิรูปที่ดินให้คนกรุงชมชิมช้อปอย่างจุใจ

วันอังคาร ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2568, 14.07 น.

ส.ป.ก. เตรียมจัดงานใหญ่ฉลองก้าวสู่ “5 ทศวรรษ ” อย่างยิ่งใหญ่ จัดทัพคาราวานสินค้า/ผลผลิตทางการเกษตรของเกษตรกร/วิสาหกิจชุมชนในเขตปฏิรูปที่ดินทั่วประเทศกว่า 300 รายการ ใน 72 จังหวัด มาจัดแสดงและจำหน่ายให้คนกรุง ชม ชิม ช้อป เลือกซื้ออย่างจุใจ ระหว่างวันที่ 5-8 มีนาคม 2568 ณ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพฯ

นางสาวอนงค์นาถ จ่าแก้ว เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการแถลงข่าวการจัดงาน “5 ทศวรรษ ส.ป.ก.” ซึ่งจัดขึ้นเนื่องในวันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ครบรอบ 50 ปี ณ บริเวณสำนักงาน ส.ป.ก. ถนนราชดำเนินนอก เขตพระนคร กรุงเทพฯ โดยมีผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และผู้บริหาร ส.ป.ก. ให้การต้อนรับ เมื่อเร็วๆนี้

“กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ได้ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาของเกษตรกรเป็นอย่างมาก เช่น ปัญหาความยากจน ปัญหาการไร้ที่ดินทำกิน โดยได้ดำเนินการแก้ปัญหามาอย่างต่อเนื่อง ตลอดระยะเวลา  50  ปีพร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนภารกิจเพื่อพี่น้องเกษตรกรไทยในหลายด้าน อาทิ การเร่งรัดการจัดที่ดินทำกินให้กับเกษตรกรและการขยายผลการยกระดับเอกสารสิทธิให้เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร การพัฒนาอาชีพและที่ดินอย่างยั่งยืน มุ่งเน้นเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต พร้อมทั้งยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางการเกษตรให้เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน ให้สามารถแปลงสินทรัพย์ในที่ดินให้เป็นแหล่งเงินทุนเพื่อสร้างรายได้และความยั่งยืนให้กับเกษตรกรต่อไป

ทั้งนี้  นับตั้งแต่วันที่ 6 มีนาคม พุทธศักราช 2518 เป็นต้นมาจวบจนถึงปัจจุบัน เป็นวาระครบรอบ 50 ปี ที่ ส.ป.ก. ได้ดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อช่วยให้เกษตรกรมีที่ดินทำกินและช่วยให้การใช้ที่ดินเกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมทั้งจัดกระบวนการผลิตและจำหน่ายผลิตผล/ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่เกษตรกร นอกจากนี้ ส.ป.ก. ยังได้ส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกร/กลุ่มวิสาหกิจชุมชน/สหกรณ์การเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดินนำผลิตผลและผลิตภัณฑ์ของเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนฯ มาจัดแสดงและออกร้านจำหน่าย รวมทั้งจัดการอบรมเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ เนื่องในงานวันคล้ายวันสถาปนา ส.ป.ก. ครบรอบ 50 ปี ซึ่งจัดงาน เป็นประจำทุกปี ณ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ถนนราชดำเนินนอก  เพื่อเป็นเวทีในการพบปะและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน ให้มีความสมานสามัคคีและความเข้มแข็งของเกษตรกรและกลุ่มวิสาหกิจชุมชนมากยิ่งขึ้น

“ขอเชิญชวนทุกท่าน เที่ยวงาน”5 ทศวรรษ ส.ป.ก” เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ขอเชิญชวนประชาชนและผู้สนใจมาอุดหนุนสินค้าของเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน ซึ่งจัดขึ้น ตลอดระยะเวลา 4 วัน ระหว่างวันที่ 5 – 8 มีนาคม 2568 ณ ส.ป.ก. ถนนราชดำเนินนอก  โดยในปีนี้ มีการจัดงานยิ่งใหญ่กว่าทุกปีเพื่อฉลองการครบรอบ 50 ปี ภายใต้ชื่องาน “5 ทศวรรษ ส.ป.ก.” ภายในงานจะมีกลุ่มเกษตรกรที่อาศัยอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน นำผลผลิตและผลิตภัณฑ์มาจัดแสดงและจำหน่ายจากทั่วประเทศ ซึ่งล้วนเป็นผลิตภัณฑ์งานฝีมือที่มีความสวยงามและสอดรับกับนโยบายของรัฐบาลในการสนับสนุนการสร้างพลังสร้างสรรค์ หรือ ซอฟต์เพาเวอร์ (Soft  Power) ที่มุ่งเน้นการสร้างความดึงดูดผ่านทางวัฒนธรรม  อัตลักษณ์ศิลป์ หัตถกรรมของท้องถิ่นด้วยสื่อและการท่องเที่ยว ซึ่งสอดคล้องกับภารกิจที่ ส.ป.ก. ได้รับมอบในการรักษา สืบสาน ต่อยอด และดำรงรักษาไว้ ซึ่งงานศิลป์หัตถกรรมของชาติให้คงอยู่สืบไป”

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์  เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม กล่าวเพิ่มเติม  ถึงกิจกรรมไฮไลท์ที่สำคัญภายในงานว่า ในโอกาสที่ ส.ป.ก. ย่างก้าวสู่ทศวรรษที่ 5 การจัดงานในปีนี้ย่อมมีความยิ่งใหญ่โดยการขยายเวลาการจัดงานจากเดิม 3 วันเพิ่มขึ้นเป็น 4 วัน และมีเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินร่วมออกร้านกว่า 100 ร้านค้า ทั้งอาหารปรุงสุก อาหารแปรรูป ผลิตผลและผลิตภัณฑ์หลากหลายชนิด อาทิ ข้าวอินทรีย์ ผลิตภัณฑ์แปรรูปสมุนไพร ข้าวหอมมะลิ GI น้ำมันจากสมุนไพรปลอดสารพิษ จักสานใบลาน เนื้อโคขุน และการแสดงด้านนวัตกรรม เทคโนโลยีของกลุ่ม Smart  Farmer การถ่ายทอดองค์ความรู้ การสาธิตการทำผลิตภัณฑ์ลูกประคบ จากจังหวัดเชียงใหม่

และยังมีการจัด Workshop จากงานหัตถกรรมฝีมือจากแผนกช่างฝีมือของศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร (ศูนย์ศิลปาชีพบางไทรฯ อำเภอบางไทร  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มาร่วมกิจกรรมในปีนี้ด้วย และเพื่อให้ความสำคัญและสะท้อนถึงภารกิจสำคัญของ ส.ป.ก. ซึ่งมีของดีและทรงคุณค่ามากมาย  นอกจากนี้ยังมีการจัดการแสดงดนตรี และการแสดงของคณะหุ่นละครโจ หลุยส์บนเวทีกลางของ ส.ป.ก. และการแสดงดนตรีของนาย ปีติพงศ์  พึ่งบุญ  ณ อยุธยา อดีตเลขาธิการของ ส.ป.ก. (ลำดับที่ 5 ) และบุคลากรของ ส.ป.ก. ที่มีใจรักในเสียงดนตรีให้เกียรติมาร่วมเล่นดนตรีให้ชม ในวันพฤหัสบดีที่ 6 มีนาคม ช่วงเวลา 18.00 -19.30 น. และกลุ่มดนตรีในนาม ALRO Band และ Mixer band ที่จะแวะเวียนมาเล่นดนตรีให้ฟังกันสด ๆ ตั้งแต่วันที่ 5 -7 มีนาคม ช่วงเวลา 17.00-21.00 น.

 “และขอเชิญชวนพี่น้องชาวกรุงเทพฯและบริเวณพื้นที่ใกล้เคียงมาร่วมให้การสนับสนุนอุดหนุนสินค้าเกษตรไทยและให้กำลังใจ แก่เกษตรกรและเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก. ที่ร่วมจำหน่ายผลิตผลและผลิตภัณฑ์ เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 5 – 8 มีนาคม 2568 นี้ ณ บริเวณถนนราชดำเนินนอกแห่งนี้  ตลอดการจัดงาน” เลขาธิการส.ป.ก. กล่าวในตอนท้ายอย่างน่าสนใจ

-(016)

‘KFC Thailand’ คว้ารางวัล ‘Best Brand Performance on Social Media’

‘KFC Thailand’ คว้ารางวัล ‘Best Brand Performance on Social Media’

‘KFC Thailand’ คว้ารางวัล ‘Best Brand Performance on Social Media’

วันอังคาร ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2568, 13.39 น.

KFC Thailand สร้างตำนานอีกครั้ง ด้วยการคว้ารางวัล Best Brand Performance on Social Media กลุ่มสาขา Restaurant จากเวที Thailand Social Awards ครั้งที่ 13 เป็นปีที่สิบติดต่อกัน! รางวัลนี้ไม่ใช่แค่ความสำเร็จของแบรนด์ แต่ยังเป็นการเฉลิมฉลองความคลั่งไคล้ของคนรักไก่ทอดและผู้พันแซนเดอร์ส! ความสำเร็จในครั้งนี้สะท้อนถึงการทำผลงานที่โดดเด่นบนโซเชียลมีเดียของ KFC Thailand ตลอดทั้งปี 2567 ซึ่งได้รับการประเมินโดย WISESIGHT ผู้นำด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์วิเคราะห์ข้อมูลตลาด ที่ทำการประเมินความสามารถของแบรนด์ในการสร้างกระแสและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้บริโภคในโลกออนไลน์อย่างแท้จริง

ศจิชา งามวสุลักษณ์ (Sajicha Ngamwasuluksn) Marketing Manager – Brand Communication, ซูเฮล ลิมบาดะ (Suhayl Limbada) Market Lead & Chief Marketing Officer, ภัทรา ภัทรสุวรรณ (Patra Patrasuwan) Associate Marketing Director, ชลภัทร คงศรีเจริญ (Chonlapat Kongsricharoen) Senior Brand Manager – Social Media

ความพิเศษบนเวทีปีนี้ KFC Thailand ไม่เพียงแค่คว้ารางวัลเท่านั้น แต่ยังมีเซอร์ไพรส์สุดพิเศษเมื่อผู้พันแซนเดอร์ส ปรากฏตัวขึ้นบนเวทีเพื่อรับรางวัลด้วยตัวเอง! การปรากฏตัวของผู้พันแซนเดอร์สที่สร้างสีสันและความตื่นตาตื่นใจให้กับทุกคนที่ร่วมงาน แสดงให้เห็นถึงเอกลักษณ์และตัวตนที่สนุกสนานของแบรนด์ KFC Thailand ที่เป็นที่รักของทุกคน

ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา KFC ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ๆ บนโซเชียลมีเดียด้วยแคมเปญที่ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยม เช่น แคมเปญวันแม่ที่ทำให้ทุกครอบครัวประทับใจ หรือแคมเปญตรุษจีนที่เชื่อมโยงแบรนด์เข้ากับเทศกาลแห่งความสุขและความสนุกสนาน แคมเปญเหล่านี้ไม่เพียงดึงดูดผู้บริโภค แต่ยังสร้างความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งและยั่งยืนกับกลุ่มลูกค้ารุ่นใหม่ที่ชื่นชอบความแปลกใหม่และเอกลักษณ์ของแบรนด์

ซูเฮล ลิมบาดะ (Suhayl Limbada) Market Lead & Chief Marketing Officer

การได้รับรางวัล Best Brand Performance on Social Media อย่างต่อเนื่อง เป็นการสะท้อนความสำเร็จในการทำงานร่วมกันของทีม KFC Thailand และความเชื่อมั่นในแนวคิดสร้างสรรค์ที่แบรนด์ยึดถือเสมอมา คุณซูเฮล ลิมบาดะ (Suhayl Limbada) Market Lead &Chief Marketing Officer กล่าวถึงความสำเร็จในครั้งนี้ว่า “ในปีนี้ เราได้เรียนรู้คำสำคัญที่ว่า “ฝันให้ใหญ่ และ กล้าที่จะเสี่ยง” (Dream Big and Take a Risk) ซึ่งนับเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างสิ่งใหม่ๆ และท้าทายตัวเองอย่างต่อเนื่อง คำพูดของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ที่ว่า “ความคิดสร้างสรรค์ ก็คือความชาญฉลาดที่แสนสนุก”  (Creativity is Intelligence having Fun) คือปรัชญาที่เราพยายามนำมาใช้ในการทำงาน และ “เล่นกับแบรนด์ให้สนุก” (Having Fun with your Brand) ก็คือแนวทางที่เราให้ความสำคัญมาก เพราะเมื่อแบรนด์สนุกกับการสื่อสารและสร้างแคมเปญ ก็จะทำให้ผู้บริโภคได้รับประสบการณ์ที่สนุกและประทับใจ”

การที่ KFC Thailand สามารถคว้ารางวัลนี้ได้เป็นครั้งที่ 10 ติดต่อกัน จึงไม่ใช่แค่ความสำเร็จทางธุรกิจ แต่ยังเป็นการยืนยันว่าการวางกลยุทธ์การตลาดที่เน้นความคิดสร้างสรรค์และความสนุกสนานนั้นสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างดีเยี่ยม

รพ.เด็กสมิติเวช อินเตอร์ฯ เปิดบริการแล้ววันนี้ พร้อมยกระดับการบริการสู่ความเป็น Smart Hospital

รพ.เด็กสมิติเวช อินเตอร์ฯ  เปิดบริการแล้ววันนี้ พร้อมยกระดับการบริการสู่ความเป็น Smart Hospital

รพ.เด็กสมิติเวช อินเตอร์ฯ เปิดบริการแล้ววันนี้ พร้อมยกระดับการบริการสู่ความเป็น Smart Hospital

วันอังคาร ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2568, 13.30 น.

โรงพยาบาลเด็กสมิติเวช อินเตอร์เนชั่นแนล เปิดบริการแล้ววันนี้ “สมาร์ตทุกมิติของการป้องกันและรักษาโรคยาก ดูแลผู้ป่วยเด็กด้วยมาตรฐานระดับสากล” เราอยากเห็นเด็กโตไปสุขภาพดี #โตไปไม่ป่วย

โรงพยาบาลเด็กสมิติเวช อินเตอร์เนชั่นแนล  เปิดอาคารใหม่ พร้อมยกระดับการบริการสู่ความเป็น Smart Hospital อย่างเต็มรูปแบบ ดีไซน์ออกแบบเพื่อแก้ Pain Points ของผู้รับบริการด้วย Smart Healthcare Ecosystem สัมผัสประสบการณ์การรับบริการไร้รอยต่อด้วยระบบดิจิทัลตั้งแต่ก่อนมาโรงพยาบาลถึงการดูแลต่อเนื่องหลังกลับบ้าน เน้นการป้องกันรักษาทุกมิติสุขภาพ Self-care, Early Care, Risk Care, Sick Care โดดเด่นด้วยศักยภาพของกุมารแพทย์เฉพาะทางรักษาโรคยาก โรคซับซ้อนในเด็ก อาคารใหม่สาขาศรีนครินทร์ออกแบบเน้นความปลอดภัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 

นพ.ชัยรัตน์ ปัณฑุรอัมพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มโรงพยาบาลสมิติเวช และโรงพยาบาลบีเอ็นเอช กล่าวว่า หากเด็กโตไปไม่ป่วยจะทำให้ Healthcare Cost โดยรวมของประเทศลดลง  เมื่อผู้คนสุขภาพดีขึ้นก็นำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ดังนั้นสมิติเวชจึงออกแบบโรงพยาบาลเด็กสมิติเวช อินเตอร์เนชั่นแนล  แยกเป็นอาคารเด็กโดยเฉพาะอยู่ในบริเวณโรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ จำนวนทั้งหมด 8 ชั้น 111 เตียง  ด้วยความตั้งใจที่จะยกระดับการดูแลสุขภาพเด็กสู่ระดับนานาชาติ รวมถึงการรักษาโรคยากและโรคซับซ้อนในเด็ก  โดยทีมกุมารแพทย์และสหสาขาวิชาชีพที่มีประสบการณ์สูงและมีความชำนาญ ได้ฝึกปฏิบัติการขั้นสูงจากต่างประเทศ ผสานความเป็น Smart Hospital โดยใช้เทคโนโลยีชั้นสูง ยึดผู้รับบริการเป็นหลัก (Customer Centric)  แก้ Pain Points  ตอบโจทย์ความต้องการและได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ ที่เหนือความคาดหมาย   ใช้งบประมาณในการลงทุนไปกว่า 2,000 ล้านบาท

นพ.ชัยรัตน์ ปัณฑุรอัมพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม รพ.สมิติเวช และ รพ.บีเอ็นเอช

พญ. สุรางคณา เตชะไพฑูรย์ และนพ.ชัยรัตน์ ปัณฑุรอัมพร

มุ่งสู่การเป็นโรงพยาบาลแห่งอนาคตที่ผู้ปกครองและเด็กๆไร้กังวลด้วยนวัตกรรมทางการแพทย์ ผ่าน Well Kidz Application  ดูแลสุขภาพของเด็กได้ทุกที่ทุกเวลา  เริ่มจาก

Self-care: ไม่ป่วยเริ่มต้นที่ตัวเอง ใช้ AI ประเมินสุขภาพ

Early Care: ไม่ป่วยป้องกันได้ด้วยโปรแกรมตรวจสุขภาพและฉีดวัคซีนแต่ละช่วงวัย  

Risk Care: ไม่ป่วยเพราะรู้ทันก่อนเกิดโรคด้วย Risk Score Screening และ Kidz Check ประเมินความรุนแรงของอาการจากที่บ้าน หรือใช้บริการ Kids Telehealth พบแพทย์เฉพาะทางแบบเรียลไทม์

Sick Care: ป่วยยังอุ่นใจได้ด้วยทีมกุมารแพทย์เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน นวัตกรรมทางการแพทย์ และบริการออนไลน์โดดเด่นด้วย Smart Healthcare Ecosystem  ดูแลเชื่อมโยงการรักษาแบบไร้รอยต่อ

1. เข้าถึงสุขภาพดีเริ่มต้นจากที่บ้านตั้งแต่ก่อนมาโรงพยาบาล Well Kidz Application: นัดหมายแพทย์เร็วขึ้น 50% ติดตามวัคซีน พัฒนาการ และใช้ VDO Call กับแพทย์ สะดวกทุกที่

2. เข้าใจผู้รับบริการยุคใหม่

2.1 Smart OPD ปลอดภัย บริการรวดเร็ว ลดเวลาการรอคอย ระหว่างพบแพทย์

ระบบคัดกรองผู้ป่วยทางเดินหายใจกับผู้รับบริการอื่นๆ       

ระบบควบคุมการหมุนเวียนอากาศที่ดีเพื่อลดการติดเชื้อ

หุ่นยนต์ทำความสะอาด                                                   

การตกแต่งภายในด้วยดีไซน์โค้งมนเพื่อลดอุบัติเหตุ 

จอ Crowd Canvas  แสดงความหนาแน่นของผู้รับบริการ  

Kids Dashboard แสดงคิว และระยะเวลารอพบแพทย์ 

Smart Payment จ่ายเงินง่ายผ่านแอปพลิเคชัน ลดการรอได้ 60%

2.2 Smart IPD เมื่อต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล สะดวกสบายและหมดกังวล

 Fast Admit & Discharge แอดมิทได้รวดเร็ว และลดเวลารอกลับบ้านได้ 76%

 AI Price Estimation ประเมินราคาผ่าตัดแม่นยำกว่า 90% ลดเวลาประเมิน 87%  

 Smart Patient Communication จอแสดงข้อมูลของคนไข้ สื่อสารระหว่างผู้ป่วยและทีมดูแลแบบเรียลไทม์

 Samitivej PACE แอปพลิเคชันติดตามสถานการณ์ผ่าตัด

 Samitivej Prompt ระบบติดตามการรักษาระหว่างพักในโรงพยาบาล แสดงกิจวัตรประจำวัน แผนการรักษา รวมทั้งสั่งอาหาร และเรียกแม่บ้าน 

 ระบบ IV Alarm ที่เคาน์เตอร์พยาบาล ระบบแจ้งเตือนการให้สารน้ำที่เคาน์เตอร์พยาบาล เพื่อความปลอดภัยและไม่รบกวนผู้ป่วย

3. เข้าสู่การดูแลต่อเนื่อง 360 องศา เมื่อกลับบ้าน สะดวกสบาย ฟื้นตัวเร็ว

Kids Telehealth ระบบ Telemedicine ปรึกษาคุณหมอเด็กง่ายๆ ได้ทุกที่ ทุกเวลา

Kid@Home ให้บริการดูแลถึงบ้าน เช่น การดูแลหลังคลอด การฉีดวัคซีน การตรวจสุขภาพ เป็นต้น

4.บริการทางการแพทย์ที่โดดเด่น

Smart ER ดูแลผู้ป่วยเด็กในภาวะฉุกเฉินและวิกฤติ ตั้งแต่จุดเกิดเหตุด้วยรถฉุกเฉินที่ติดตั้งระบบสื่อสารแบบเรียลไทม์ เชื่อมต่อกับศูนย์สั่งการรับส่งต่อผู้ป่วย (Samitivej Medical Transport Center) ในการส่งข้อมูลผู้ป่วยล่วงหน้าเพื่อให้ทีมแพทย์ที่โรงพยาบาลเตรียมการรักษาได้ทันที และเปลี่ยนประสบการณ์ความเจ็บปวดด้วย รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ทำให้เด็กและผู้ปกครองคลายกังวล    

ห้องผ่าตัดไฮบริด ที่ใช้ Bi-plane Technology บนเครื่อง X-ray ถ่ายภาพได้หลายระนาบ ลดการสัมผัสรังสี จึงลดความเสี่ยงและผลข้างเคียงจากการตรวจได้

หุ่นยนต์กายภาพ Robotic ช่วยในการฟื้นฟู

โรงพยาบาลเด็กเอกชนในประเทศไทย ที่มีกุมารแพทย์ครบทุกสาขามากกว่า 100 ท่าน รักษาโรคยากและซับซ้อนในเด็ก เช่น รักษาโรคเลือดจางธาลัสซีเมีย โรคมะเร็ง และโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องปฐมภูมิ ด้วยการปลูกถ่ายไขกระดูกด้วยเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด Hematopoietic Stem Cell Transplantation อัตราการรอดชีวิตหลังรักษา 1 ปี สูงถึง 92%  ดูแลทารกคลอดก่อนกำหนด น้ำหนักแรกเกิดน้อยกว่า 500 กรัม ผ่าตัดผู้ป่วยเด็กและทารก กว่า 1,000 ราย รวมทั้ง Minimally Invasive Surgery เป็นต้น

ร่วมมือกับโรงพยาบาลชั้นนำต่างๆในต่างประเทศ Doernbecher Children’s Hospital, Oregon Health & Science University (OHSU) และ Takatsuki General Hospital ในการดูแลทารกแรกเกิดและเด็กวิกฤติ พร้อมบริการครบวงจรสำหรับผู้ป่วยต่างชาติ เช่น Teleconsultation, Aeromedical Services, บริการล่ามภาษาต่างประเทศ และผู้ช่วยพิเศษด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม

โรงพยาบาลได้ออกแบบตามมาตรฐาน LEED ระดับ Gold โดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์ กระจกอัจฉริยะลดความร้อนกว่า 40% และระบบกรองอากาศ PM2.5 ในระดับสีฟ้า

สร้างสุขภาพดีสู่สังคมผ่านกองทุนสมิติเวช เพื่อชีวิตใหม่ ก่อตั้งปี 2553 โดยให้การสนับสนุน การผ่าตัดรักษาผู้ป่วยเด็กโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดกว่า 270 ราย  ปลูกถ่ายไขกระดูกรักษาเด็กโรคธาลัสซีเมีย และภูมิคุ้มกันบกพร่องชนิดปฐมภูมิ 9 ราย และผ่าตัดรักษาผู้ป่วยเด็กโรคกระดูกสันหลังคด  39 ราย  รวมถึงการตรวจสุขภาพนักเรียนในชุมชนทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด พร้อมรางวัลการันตีมากมาย  เช่น  รางวัล Best Bone Marrow Transplant Center Asia Pacific จาก GlobalHealth Asia-Pacific Awards  2024   รางวัล สุดยอดในดวงใจของคุณแม่ Mommy’s Choice: Popular Hospital for Maternity Care จาก  Amarin  Baby & Kids Awards  2024 รางวัลดีเด่นแห่งปี Specialty Hospital of the Year จาก Healthcare Asia Awards 2022   รางวัลชนะเลิศ Talent Development ศักยภาพยอดเยี่ยมในการดูแลผู้ป่วยเด็ก “PEM-STAR” A Novel Program to Enhance Pediatric Emergency Medicine Training in Thailand  จาก Hospital Management Asia Awards 2022

โรงพยาบาลเด็กสมิติเวช อินเตอร์เนชั่นแนล มุ่งสู่ความเป็นเลิศระดับนานาชาติ ผสานความล้ำสมัยของ Smart Hospital กับความเชี่ยวชาญของทีมแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์  ด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในความต้องการของผู้รับบริการ ทำให้ได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคสูงถึง 98% สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในทีมแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ และโรงพยาบาลอย่างแท้จริง ด้วยความตั้งใจอยากให้เด็กทุกคนเติบโตอย่างแข็งแรง มีสุขภาพดีติดตัวไปตลอดชีวิต  #โตไปไม่ป่วย

เปิดวาร์ปสาวข้างกาย ‘บิ๊กเอ็ม’ดีกรีไม่ธรรมดาขยันควงเดินสายทำบุญตอกย้ำสถานะหัวใจ

เปิดวาร์ปสาวข้างกาย 'บิ๊กเอ็ม'ดีกรีไม่ธรรมดาขยันควงเดินสายทำบุญตอกย้ำสถานะหัวใจ

เปิดวาร์ปสาวข้างกาย ‘บิ๊กเอ็ม’ดีกรีไม่ธรรมดาขยันควงเดินสายทำบุญตอกย้ำสถานะหัวใจ

วันพุธ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2568, 12.42 น.

หลังโดนจับตาความสัมพันธ์หัวใจกับนักธุรกิจสาว เพราะมีคนตาดีเห็นแอบควงกันไปอัพบุญไกลถึงประเทศอินเดีย จนกลายเป็นข่าวเม้าท์ว่า พระเอกกล้ามสวยซุ่มปลูกต้นรักนักธุรกิจสาว ล่าสุดไม่ปล่อยให้ชาวเม้าท์ได้หยุดพัก พระเอกหนุุ่ม “บิ๊กเอ็ม กฤตฤทธิ์” ยังคงเดินหน้าควงสาวนักธุรกิจคนเดิมไปทำบุญด้วยกันแบบชุดใหญ่ไฟกระพริบ ทั้งมอบหลอดไฟโซล่าเซลล์, มอบของอุปโภค-บริโภคที่มูลนิธิมิตรภาพสงเคราะห์ คนชราหญิง ติวานนท์ จ.ปทุมธานี และที่อื่นๆ อีกตลอดเว

ถ้าสังเกตดูจากสีหน้าของ พระเอกหนุ่มบิ๊กเอ็ม แลดูจะมีความสุขสุดๆ เพราะชอบทำบุญมาก แถมมีนักธุรกิจสาวที่เป็นสายมูชอบทำบุญเหมือนกัน ไปไหนไปด้วย ลั๊กกี้อินเลิฟแอนด์ลั๊กกี้อินบุญ ภาพควงคู่ทำบุญขยันหลุดออกมาถี่ยิบซะขนาดนี้ คงไม่ต้องเดาแล้วมั้งว่า ระหว่างเราเรียกว่าอะไร?

และจากประเด็นข่าวซุ่มปลูกต้นรักครั้งใหม่หรือเปล่า ทำให้โลกโซเชียลอยากรู้กันจนตัวสั่นว่าสาวปริศนาข้างกายพระเอกดังเป็นใคร เมื่อเปิดวาร์ปก็ต้องตะลึง! เพราะนักธุรกิจสาวคนสนิทบิ๊กเอ็ม ดีกรีไม่ธรรมดา เพราะเป็นถึง CEO แบรนด์หลอดไฟ BIOENERGYS & BIOBULB ผลิตภัณฑ์ส่องสว่าง ประหยัดพลังงาน ลดภาวะโลกร้อน อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม นามว่า “หนุ่ย-ธัญณิชา วัฒนปรีชาชาญ” เจ้าแม่หลอดไฟชื่อดังที่สุดในวงการไฟฟ้า นักธุรกิจหลอดไฟ1,000 ล้าน ยี่ห้อ Bioenergys ความสวยจัดว่าโอ ความรวยจัดว่าใช่ และที่สำคัญเป็นคนใจบุญชอบมูเหมือน บิ๊กเอ็ม ก็เลยคลิกกันไวปานจรวดเห็นแบบนี้แล้วสาวเล็กสาวใหญ่คงทำได้เพียงทำใจ เพราะสาวคนสนิทของบิ๊กเอ็ม สวยรวยปังที่แท้ทรู!!

กำเดาแทบพุ่ง! ‘เบียร์ เดอะวอยซ์’สวมบิกินีแชะภาพริมทะเล

กำเดาแทบพุ่ง! 'เบียร์ เดอะวอยซ์'สวมบิกินีแชะภาพริมทะเล

กำเดาแทบพุ่ง! ‘เบียร์ เดอะวอยซ์’สวมบิกินีแชะภาพริมทะเล

วันพุธ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2568, 11.31 น.

กำเดาแทบพุ่งเลยทีเดียว เมื่อนักร้องสาวขวัญใจวัยรุ่น อย่าง “เบียร์ ภัสรนันท์ อัษฎมงคล” หรือ “เบียร์ เดอะวอยซ์” ได้ออกมาอวดความแซ่บด้วยการแชะภาพในชุดว่ายน้ำบิกินีสีชมพู โพสท่าริมทะเล ทั้งอีโมจิหัวใจและลูกไฟเต็มช่องคอมเมนต์ จนไอจีลุกเป็นไฟ เรียกว่าทำเอาแฟนคลับต้องเข้ามาคอมเมนต์ชื่นชมในหุ่นสุดสวยกันเพียบเลยทีเดียว

เตรียมเปิดซองพบความฮา ‘บิวกิ้น-พีพี’ เสิร์ฟเคมีความสนุก

เตรียมเปิดซองพบความฮา ‘บิวกิ้น-พีพี’ เสิร์ฟเคมีความสนุก

เตรียมเปิดซองพบความฮา ‘บิวกิ้น-พีพี’ เสิร์ฟเคมีความสนุก

วันพุธ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2568, 11.02 น.

เป็นกระแสฮือฮาสนั่นโซเชียลตั้งแต่วันแรกที่ปล่อยโปสเตอร์อย่างเป็นทางการ ล่าสุด GDH ร่วมมือกับ Billkin Entertainment และ PP Krit Entertainment จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวสุดยิ่งใหญ่กับภาพยนตร์แนวคอมเมดี้เรื่องเยี่ยมที่ทุกคนรอคอย “ซองแดงแต่งผี”

บอกเล่าเรื่องราวของเม่นโจรกลับใจที่ผันตัวเป็นสายตำรวจดันเผลอไปเก็บซองแดงที่หล่นอยู่ จนทำให้เขาต้องเข้าพิธีแต่งงานกับผีตีตี๋ที่ตายอย่างปริศนา ด้วยเหตุนี้เรื่องราวสุดป่วนของคนกับผีจึงเกิดขึ้น พร้อมภารกิจสำคัญในการตามสืบหาอุบัติเหตุที่คร่าชีวิตตี่ตี๋ เพื่อส่งให้เขาไปสู่สุคติ ซึ่งงานนี้ได้ 2 นักแสดงนำ บิวกิ้น พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล, พีพี กฤษฏ์ อำนวยเดชกร โคจรมาเสิร์ฟเคมีดีต่อใจ พร้อมเสริมทัพความสนุกด้วยนักแสดงที่มาร่วมสร้างสีสัน ปิยะมาศ โมนยะกุล, รัศมีแข ฟ้าเกื้อล้น” ผ่านฝีมือของ ผู้กำกับคนเก่ง หมู ชยนพ บุญประกอบ จาก ‘FRIEND ZONE ระวัง..สิ้นสุดทางเพื่อน’ โปรดิวซ์โดยผู้สร้าง ‘พี่มาก..พระโขนง’ โต้ง บรรจง ปิสัญธนะกูล และ ตั้ม วีรชัย ใหญ่กว่าวงศ์ แถมงานนี้กระแสยังมาแรงจนส่งให้แฮชแท็ก #ซองแดงแต่งผีPresscon พุ่งทะยานขึ้น X TRENDS อันดับ 1 ของไทยอีกด้วย

โดยเริ่มต้นออกสตาร์ทความสนุกกันด้วยพิธีกรอารมณ์ดี เจนนี่ ปาหนัน กล่าวทักทายแขกผู้มีเกียรติพร้อมทัพสื่อมวลชน พร้อมเชิญ โปรดิวเซอร์คนเก่ง โต้ง บรรจง และผู้กำกับฯ หมู ขึ้นเวทีมาร่วมพูดคุยถึงไอเดียและที่มาที่ไปของการทำภาพยนตร์เรื่องนี้ จากนั้นก็ถึงช่วงเวลาที่ทุกคนรอคอยกับการเปิดตัวอย่าง Trailer ภาพยนตร์ให้ได้ชมกันเป็นครั้งแรก ซึ่งเรียกเสียงฮือฮาได้อย่างมากเลยทีเดียว ก่อนจะถึงคิวเปิดตัวด้วยซีนที่เป็นภาพจำของหนังเรื่องนี้ กับซ็อตที่บิวกิ้นเดินมาหยิบซองแดงที่ตกอยู่กลางเวที และทันใดนั้นพีพีที่รับบทเป็นผีตีตี๋ปรากฏตัวออกมาทักทายเชย์ไฮคุณสามีในเรื่องอย่างบิวกิ้น พร้อมกับการพูดคุยถึงคาแรกเตอร์ที่ได้รับและความท้าทายในการทำงานครั้งนี้ ต่อด้วยคิวของ 2 นักแสดงคุณภาพ ปุ๊ ปิยะมาศ, รัศมีแข ที่มาเสริมทัพสนทนาถึงเบื้องหลังความสนุกสนานในการทำงานร่วมกัน

ก่อนปิดท้ายงานด้วยการถ่ายภาพร่วมกัน นำโดย คุณจินา โอสถศิลป์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จีดีเอช ห้าห้าเก้า จำกัด, ทีมผู้บริหารจาก Billkin Entertainment และ PP Krit Entertainment รวมถึง พาร์ทเนอร์, ผู้กำกับฯ, โปรดิวเซอร์ และทีมนักแสดง มาเตรียมเปิดซองแดงรับแรงกระแทกความฮา ไปกับภารกิจสุดมันส์และมิตรภาพสุดจิ้น ใน “ซองแดงแต่งผี” 20 มีนาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์

ทำความรู้จัก เคย์ ไอดอลสาวจากวง AKIRA KURØ

ทำความรู้จัก เคย์ ไอดอลสาวจากวง AKIRA KURØ

ทำความรู้จัก เคย์ ไอดอลสาวจากวง AKIRA KURØ

วันพุธ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2568, 10.23 น.

AKIRA KURØ ก่อตั้งในป์ 2018 และเปิดตัวในปี 2019 ช็อกลุ่มสร้างขึ้นภายใต้แนวคิด “มนุษย์มีทั้งด้านขาวและด้านดำ ” ดังนั้นชื่อ AKIRA  จึงหมายถึง “แสงสว่าง” และKURO หมายถึง “สีดำ” ในภาษาญี่ปุ่นเราสร้างสรรค์เพลงที่สะเทือนอารมณ์ด้วยดนตรีอัลเทอร์เนทีฟร็อกและภาพลักษณ์เท่ ๆ ในฐานะกลุ่มไอดอลร็อก เพลงของเรานำเสนอการสร้าแรงบันดาลนดาลใจให้ผู้ชมเป็นตัวของตัวเองและกระตุ้นให้พวกเขาไม่ยอมแพ้กับความฝันและชีวิต 

สำหรับ วันนี้เราจะพาคุณผู้อ่านไปทำความรู้จักกับ 1 ใน เมมเบอร์ วง AKIRA KURØ นั่นก็คือ น้อง  เคย์ นั่นเอง 

เอาละให้น้องแนะนำตัวกับผู้อ่านสักหน่อย 

เคย์ AKIRA KURØ ค่ะ

เคย์มีงานอดิเรกและอาหารที่ชอบมีอะไรบ้าง ?
ดูอานิเมะ ฟังพอตแคส และเล่นเกมค่ะ / เมนูแกงต่าง ๆ ที่มีรสเปรี้ยว หวาน มัน ที่สำคัญคือไม่เผ็ด

แล้วเคย์เป็นคนชอบร้องเพลงแนวไหน?
ชอบ Hip hop / Pop / Rock เพราะจังหวะมัน และเสียงเบสของเพลงมันกระแทกใจดีค่ะ

เคย์ทำอาหารเป็นรึเปล่าอะไรที่ทำถนัดที่สุด?

เรียกว่าเป็นก็ได้ค่ะ ถ้าไม่นับการทำเมนูไข่ ก็พวกเมนูง่ายๆ เช่น ต๊อกบกกี ข้าวผัด เป็นต้นค่ะ

แล้วถ้าพูดถึงขนมหวาน อะไรเป็นสิ่งแรกที่นึกถึงเพราะอะไร ?
เช็งซิมอี้ ขนมในความทรงจำวัยเด็กค่ะ
ระหว่าง Anime กับ ซีรี่ย์ ชอบดูอะไรมากกว่ากัน แนะนำให้ผู้อ่านสัก 1 เรื่อง  

ชอบ Anime ค่ะ อยากแนะนำ ราเม็งอากาเนะโกะค่ะ เป็นร้านราเม็งที่ทำโดย เชฟใหญ่เป็นแมววัยกลางคน ที่มีวิสัยทัศน์ที่แน่วแน่ อยากทำร้านนี้เพื่อคงสูตรจากร้านเดิม ที่เจ้าของคนเก่า(เป็นมนุษย์) เคยขายค่ะ

ถ้าได้ตั๋วเครื่องบินพร้อมที่พักฟรี สามารถไปไหนก็ได้ อยากไปประเทศไหนมากที่สุดเพราะอะไร ? 
อยากไปจีน อยากลองกลับบ้าสเกิดที่อาม่าอากงจากมาค่ะ

ทำไมถึงมีความฝันว่าอยากจะเป็นไอดอล แล้ว พอได้อยู่วง AKIRA KURØ คิดว่ากระแสตอบรับของแฟนคลับ เป็นยังไงบ้าง ?

จริงๆ เหตุผลอาจจะคล้ายกับคนส่วนใหญ่ที่อยากร้องเพลงแล้วมีคนฟัง คนคอยให้กำลังใจ มีคนร่วมสนุกไปกับสิ่งที่เราทำ หรือการทำตามความฝัน แม้กระทั้งจะมีเงิน ก็ใช่ว่าจะซื้อโอกาสขึ้นเวทีในนามที่ใครก็ไม่รู้จักได้ง่ายขนาดนั้น เคย์มองว่า พอได้ลองมาออ แล้วเข้ามาเป็น 1 ในสมาชิกวงนี้แล้ว มันก็มีอะไรหลายๆ อย่าง ที่ถ้าเราทำคนเดียว ก็อาจจะไม่ได้ประสบการณ์จากรุ่นพี่แน่นอนค่ะ 
ส่วนกระแสตอบรับจากแฟนๆ ก็อบอุ่นดีค่ะ ทุกคน welcome มากๆ อยากขอบคุณพี่ๆ ทุกคนมากๆ นะคะ มาหาพวกเรากันบ่อยๆ นะคะ

สุดท้ายและ ฝากผลงานเพลงและวงทิ้งท้ายให้กับผู้อ่านสักหน่อย 
เคย์ขอฝาก CiTY OF DREAM ซิงเกิลใหม่ของพวกเรา AKIRA KURØ ด้วยนะคะ มีทั้ง MV รวมถึง Streaming ทุก Platform เลยนะคะะ หรือใครอยากมาตามดู สามารถติดตามกิจกรรมของพวกเราผ่านหน้าเพจ FB : AKIRA KURØ ฝากกด Like และ Follow เพจวงของพวกเราด้วยนะคะขอบคุณค่าา

ติดตาม เคย์ AKIRA KURØ  ได้ที่ 

X : https://x.com/KEi_AKRO
Facebook : https://www.facebook.com/keiakirakuroofficial
Instagram : https://www.instagram.com/kei_akirakuro