ทำความรู้จัก’พิมพ์พร พรพฤฒิพันธุ์’ สส.พปชร. แจ้งเกิดซักฟอก’นายกอิ๊งค์’

ทำความรู้จัก'พิมพ์พร พรพฤฒิพันธุ์' สส.พปชร. แจ้งเกิดซักฟอก'นายกอิ๊งค์'

ทำความรู้จัก’พิมพ์พร พรพฤฒิพันธุ์’ สส.พปชร. แจ้งเกิดซักฟอก’นายกอิ๊งค์’

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 07.25 น.

ผ่านไปแล้วกับวันแรกของการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดยงครั้งนี้ฝ่ายค้านพุ่งเป้าไปที่นายกรัฐมนตรี “อุ๊งอิ๊งค์ – แพทองธาร ชินวัตร” เพียงคนเดียว ซึ่งการอภิปรายในช่วงครึ่งวันแรก หนึ่งใน “คอมเมนเตเตอร์” หรือนักวิจารณ์ทางการเมืองอย่าง สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ “ตัดเกรด” นักการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ซึ่งส่วนใหญ่ชื่อเสียงเรียงนามคุ้นหูกันอยู่แล้ว 

อย่างฝั่งฝ่ายค้าน ก็มีทั้ง “เท้ง – ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน , ตัวตึงค่ายสีส้มอย่าง “วิโรจน์ ลักขณาอดิศร” , “บิ๊กป้อม – พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ที่แม้สังขารไม่อำนวยแต่อภิปรายได้แรงและคุมประเด็นได้ดี และไม่วายให้คะแนน “นายกฯ อี๊งค์” สอบตกเต็มๆ เพราะไป “เล่นตลก” ย้อนคำพูดสมัย พล.อ.ประวิตร ตอบฝ่ายค้านสมัยที่อยู่ฝ่ายรัฐบาล

แต่ที่น่าสนใจ ครั้งนี้อดีต กกต. สมชัย เอ่ยชื่อ “พิมพ์พร พรพฤฒิพันธุ์” สส. เพชรบูรณ์  พรรคพลังประชารัฐ ขึ้นมา พร้อมกล่าวชมเสียด้วยว่าอภิปรายได้ดี ให้คะแนน 7.5/10 เลยทีเดียว ทำให้หลายคนสงสัยว่า เธอคนนี้เป็นใครกัน?

สำหรับ พิมพ์พร พรพฤฒิพันธุ์ ถือเป็น “ทายาทตระกูลการเมือง” โดยเกิดเมื่อวันที่ 27 พ.ค. 2521 เป็นลูกสาวของ “วินัย พรพฤฒิพันธุ์” อดีตประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.) เพชรบูรณ์ โดยล่าสุดในการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบูรณ์ วันที่ 2 ก.พ. 2568 วิชัย ในวัย 78 ปี เพิ่งคว้าเก้าอี้ ส.อบจ. ในเขต 4 ของ อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ โดยได้รับเสียงสนับสนุน 7,979 คะแนน มาเป็นอันดับ 1 ของเขตดังกล่าว  

พิมพ์พร สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี บัญชีบัณฑิต จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และระดับปริญญาโท รัฐศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาการเมืองการปกครอง จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เริ่มต้นเส้นทางสายการเมืองจากระดับท้องถิ่น คือ ส.อบจ.เพชรบุรณ์ ก่อนขึ้นมาสู่การเมืองระดับชาติ ได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) สมัยแรก ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 สังกัดพรรคพลังประชารัฐ และสมัยที่ 2 ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 โดยยังคงอยู่กับพรรคพลังประชารัฐเช่นเดิม

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : เช็คแต้ม‘อภิปรายไม่ไว้วางใจ’ช่วงเช้า ‘บิ๊กป้อม’ไม่ธรรมดา ‘แพทองธาร’สอบตก

ปชน.ฉะนายกฯหุ่นเชิด-บริหารล้มเหลว ซัด‘อิ๊งค์’หนีภาษี นายกฯโต้แหลก‘เสียภาษีถูกต้อง’

ปชน.ฉะนายกฯหุ่นเชิด-บริหารล้มเหลว  ซัด‘อิ๊งค์’หนีภาษี  นายกฯโต้แหลก‘เสียภาษีถูกต้อง’

ปชน.ฉะนายกฯหุ่นเชิด-บริหารล้มเหลว ซัด‘อิ๊งค์’หนีภาษี นายกฯโต้แหลก‘เสียภาษีถูกต้อง’

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ปชน.ฉะนายกฯหุ่นเชิด-บริหารล้มเหลว ซัด‘อิ๊งค์’หนีภาษี นายกฯโต้แหลก‘เสียภาษีถูกต้อง’ หยันอายุน้อยแต่จ่ายภาษีมากกว่า ‘ป้อม’อัดปท.ไม่ใช่เวทีมือสมัครเล่น ‘หนู’ยัน‘อิ๊งค์’ไม่ยุ่งที่ดินอัลไพน์

เปิดศึกซักฟอกนายกฯ“อิ๊งค์”วันแรก “เท้ง”ซัด“รบ.-พท.”เปิดดีลแลกประโยชน์“เจ้าสัว”ลั่นสถานะรัฐบาล“คณะร่วมรัฐประหาร”ฉะ“นายกฯอิ๊งค์”หุ่นเชิดพา “พ่อแม้ว” กลับบ้านมาเป็น‘ผู้นำนอกระบบ’ใช้‘ตระกูลชิน’เป็น‘แกนกลาง’หลอมสารพัดดีลผลประโยชน์สูบชาติ ร่วมเจ้าสัวสุมหัวเตี๊ยมเดินเกมรู้กันมาแต่แรก หยันแค่2ปีผ่านเสียหนักกว่า‘รัฐบาลบิ๊กตู่’‘วันนอร์’แตะเบรกห้ามพาดพิงคนนอก ‘ลุงป้อม’ลุกอภิปราย10นาที ซัด’อิ๊งค์’ปล่อยปชช.หนี้ท่วมหัว หุ้นดิ่งเหวทุบประวัติศาสตร์ ความเชื่อมั่นปท.ถดถอย ห่วงลูกหลานเผชิญปัญหาสังคม อาชญากรรมเพิ่มจากธุรกิจสีเทา ขาดคุณสมบัติสุจริตเป็นที่ประจักษ์ ลั่นประเทศชาติ ไม่ใช่เวทีของมือสมัครเล่นซัดถือหุ้น’อัลไพน์’ทั้งที่รู้ว่า เป็นที่ดินธรณีสงฆ์ ด้าน’อุ๊งอิ๊ง’ลุกตอบย้อนรอยงที่พูดมาไม่เป็นความจริงค่ะ’

เมื่อเวลา 08.20น.วันที่ 24มีนาคม2568 ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติด่วน ขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ตามรัฐธรรมนูญมาตรา151 ซึ่ง นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กับคณะรวม 165 คน ยื่นเสนอ

‘เท้ง’ซัดบริหารล้มเหลว-ยอมเป็นหุ่นเชิด

จากนั้น เวลา 08.37น.นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรค ปชน.ผู้นำฝ่ายค้านฯกล่าวเปิดญัตติโดยย้ำถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ว่า ไม่มีคุณสมบัติที่เหมาะสม ขาดวุฒิภาวะ ความรู้ความสามารถและเจตจำนงในการบริหารราชการแผ่นดิน จงใจลอยตัวอยู่เหนือปัญหา ไม่รับผิดชอบต่อตำแหน่งหน้าที่ เพราะเห็นแก่ผลประโยชน์ของตนเอง ครอบครัวและพวกพ้อง ไม่ดำเนินการตามนโยบายที่สัญญาไว้ เป็นนั่งร้านช่วยเหลือต่างตอบแทนกลุ่มบุคคลที่เป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตย บริหารบ้านเมืองผิดพลาด ล้มเหลว ยอมให้บุคคลในครอบครัวชี้นำ ชักจูงให้ทำหรืองดเว้นการกระทำที่เป็นเรื่องสำคัญของบ้านเมือง ประพฤติตนเป็นเสมือนนายกหุ่นเชิด โดยมีบุคคลในครอบครัวเป็นนายกฯตัวจริง ที่ไม่รับผิดชอบการใช้อำนาจ

ใช้’ตระกูลชิน’แสวงหาผลประโยชน์

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า รัฐบาลชุดนี้ เริ่มต้น ดำรงอยู่ และเดินหน้าต่อเพื่อให้เกิดดีลแลกประเทศ ที่คนตระกูลชินวัตรและครอบครัว ยึดเป็นแกนกลางและมีกลุ่มผลประโยชน์เป็นแกนรอง ส่วนผลประโยชน์ของประเทศไว้พูดตอนจะเลือกตั้ง จริงๆแล้วรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ไม่ได้เป็นนั่งร้านให้ใคร แต่หลอมรวมกลายเป็นพวกเดียวกันหมดแล้ว ทำงานร่วมกัน หัวเราะกันเป็นปี่เป็นขลุ่ย ไม่เกี่ยวกับเจเนอเรชั่น หรือภูมิหลัง แต่ใช้วิธีจัดการผลประโยชน์เหมือนกัน ต่อรองผ่านสนามกอล์ฟ ใช้อำนาจเปลี่ยนดำเป็นขาว รู้ช่องทางหากินผ่านระบบราชการ เรียกได้ว่านายกฯ และครม. และพรรคร่วมรัฐบาล รู้ภาษาเดียวกัน เล่นเกมเดียวกันมาตั้งแต่แรก เรื่องใดที่เดินหน้าเร็ว ไม่สนใจเสียงทักท้วง เพราะดีลประโยชน์ลงตัว คือเอ็นเตอร์เทนเม้นต์คอมเพล็กซ์ ซึ่งน.ส.แพทองธาร ตอบคำถามสื่อมวลชน เมื่อวันที่ 20 มี.ค. ถึงหัวข้ออภิปรายไม่ไว้วางใจเรื่องดีลประเทศ ที่ยอมรับว่าดีลตั้งรัฐบาลคือ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ในฐานะบิดา ต้องกลับบ้านจริงๆ

แก้รธน.ไม่คืบ-โลกประณามส่งอุยกูร์

นายณัฐพงษ์ อภิปรายอีกว่า ดีลแลกประเทศ ไม่ใช่แค่เรื่องที่นายทักษิณ กลับบ้านเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีการแลกดีลผลประโยชน์มหาศาลดูเผินๆรัฐบาลชุดนี้อาจได้ประโยชน์ดีกว่ารัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่ 2 ปีที่ผ่านมากลับเสียมากกว่าเดิม การตั้งอยู่ของรัฐบาล น.ส.แพทองธาร โดยเฉพาะเรื่องการเมือง รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ทำให้ประชาธิปไตยประเทศถดถอย ซึ่งคะแนนวัดอันดับทางการเมืองตกต่ำลง จัดอยู่ในกลุ่มประชาธิปไตยบกพร่อง แก้รัฐธรรมนูญไม่คืบหน้า และถูกนานาชาติประณามเพราะส่งผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์กลับประเทศจีน ทำให้ความเป็นประชาธิปไตยเสื่อมถอยลงภายใต้เปลือกของคำว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ขณะที่ด้านเศรษฐกิจ พายุหมุนทางเศรษฐกิจไม่เคยเกิดขึ้น จากที่ระบุว่าจะได้ 5% เหลือ 2.5% ไม่เหมือนคำโฆษณา แต่ทิ้งราคาที่สังคมไทยต้องจ่ายมหาศาล

เกิดผู้นำนอกระบบ-ครอบงำรัฐบาล

“พรรคเพื่อไทยไม่ยอมรับว่าสมัยพรรคไทยรักไทยในอดีต ได้รับประโยชน์จากปัจจัยภายนอก ไม่ได้เก่งด้วยตนเอง เช่น หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่หมอชนบทขับเคลื่อนมาก่อนหน้านั้น การกระจายเม็ดเงินลงท้องถิ่นได้ประโยชน์จากโครงการมิยาซาว่า เมื่อเป็นรัฐบาลเพื่อไทยนโยบายดีๆ ที่กองบนโต๊ะไม่มี ทำให้คิดไปทำไป การบริหารประเทศได้นายทักษิณ กลับมาเหมือนได้ผู้นำแพคคู่ คนหนึ่งมีประสบการณ์ อีกคนอยู่ในตำแหน่งเป็นคนรุ่นใหม่ สิ่งที่เกิดขึ้นมีผู้นำนอกระบบ ทำงานนอกทำเนียบฯ ชี้นำ นำหน้ารัฐบาล ไม่มีการรับผิดรับชอบ เพราะไม่ถูกตรวจสอบ ส่วนคนในระบบ กลับขาดความรู้ความสามารถ วุฒิภาวะ และเจตจำนงทางการเมือง ทั้งนี้ประเทศไทยเสีย 2 ต่อ เพราะมีคนที่ลอยตัว ส่วนคนที่ถืออำนาจนั้นขาดคุณสมบัติ” นายณัฐพงษ์ อภิปราย

คดี’ตากใบ’ไร้ยุติธรรม-เงินหมื่นเหลว

ผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ อภิปรายด้วยว่า ในประเด็นความยุติธรรม ที่คนตากใบยังรอความยุติธรรม แต่นายกฯ ไม่เร่งรัดติดตามตัวจำเลยที่หนีไปต่างประเทศมาดำเนินคดี ขณะที่นายกฯนอกระบบได้รับสิทธิอยู่ชั้น 14 เหนือระบบยุติธรรม ที่มีน.ส.แพทองธาร รับรู้ รับทราบสถานะของบิดามาโดยตลอด นอกจากนั้นในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ประชาชนมีฉันทามติ แต่น.ส.แพทองธาร ตอกฝาโลงเรียบร้อยว่าไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ทัน ที่คุยกันในรัฐสภาเป็นละครปาหี่ ที่พรรคร่วมรัฐบาลไม่ต้องให้แก้ไข ทำให้ประเทศไทยต้องสูญเสียประโยชน์ ต้องอยู่กับรัฐธรรมนูญของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

“การแจกเงินหมื่นไม่สร้างการเติบโตเศรษฐกิจไทย การสร้างเอ็นเตอร์เทนเม้นต์คอมเพล็กซ์ เห็นชัดล่วงหน้าว่าจะมีกลุ่มทุนที่ใกล้ชิดรัฐบาลที่ได้รับประโยชน์ เป็นการสูญเสียโอกาสของคนไทยที่ได้รัฐบาลคิดไปทำไป ดีลแลกประเทศมีคนไม่ถึง 1% ได้รับผลประโยชน์ แม้จะทำลายระบบนิติรัฐ นิติธรรม ซึ่งเป็นรัฐบาลที่ตกต่ำยิ่งกว่ารัฐบาลของคสช.ซึ่งอนาคตมีสิ่งที่ประเทศไทยต้องจ่ายมหาศาล ทั้งนี้สิ่งที่เราได้รับคือ พวกเราอ่อนแอ ไม่กล้าหวังอนาคตที่ดีกว่า ทั้งนี้การจัดตั้งรัฐบาลของดีลแลกประเทศ ทำให้ได้พรรคร่วมคณะรัฐประหาร หลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน จึงไม่อาจไว้วางใจได้” นายณัฐพงษ์ กล่าว

‘ลุงป้อม’ซัด’บริหารเหลว-หนี้ท่วมหัว

เวลา 09.10น.พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พรรคร่วมฝ่ายค้าน ได้ลุกขึ้นอภิปรายทั่วไปไม่ไว้วางใจ น.ส.แพทองธาร ว่า เป็นผู้มีพฤติการณ์อันไม่อาจไว้วางใจให้บริหารราชการแผ่นดินในฐานะนายกฯได้ต่อไป เรื่องการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจ ที่ผิดพลาดล้มเหลว วันนี้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน ปัญหาปากท้องไม่ได้รับการแก้ไข อย่างที่รัฐบาลได้ให้คำมั่นสัญญา พนักงานถูกเลิกจ้าง บริษัทปิดกิจการจำนวนมาก ประชาชนหนี้ท่วมหัว ทั้งในระบบและนอกระบบ หนี้ครัวเรือนสูงถึง 104 % ราคาข้าวและพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ตลาดหุ้นดิ่งเหวในรอบ 3 ปี รัฐบาลไม่มีแนวทางอะไร ที่แก้ปัญหาปากท้องให้กับพี่น้องประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม จริงๆผมพยายามเอาใจช่วยนายกฯให้แก้ปัญหาปากท้องให้กับพี่น้องคนไทยให้สำเร็จ เพราะเห็นว่านายกฯเคยบริหารธุรกิจมาก่อน คงมีประสบการณ์ที่จะมาช่วยประเทศชาติได้ แต่ปรากฎว่า นายกฯไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยให้ดีขึ้น ซ้ำยังถอยหลังไปอีก จนจีดีพีไทยรั้งท้ายกลุ่มประเทศอาเซียน

ปท.ไม่ใช่เวทีให้มือสมัครเล่นซ้อมมือ

พล.อ.ประวิตร กล่าวอีกว่า ที่สำคัญ คือการตัดสินใจที่ผิดพลาด ขาดความรู้ ความเข้าใจ เรื่องเศรษฐกิจ ด้วยการตัดงบประมาณนับแสนล้านบาท ที่ควรอัดฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ แต่นายกรัฐมนตรีกลับเอาเงินก้อนนี้ ไปใช้ แจกเงินหมื่น ซึ่งธนาคารโลก และ กองทุนIMF ได้ออกมาเตือนแล้วว่าการแจกเงินหมื่นไม่ได้ผล แต่ควรกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการต่างๆแทน ถ้านายกรัฐมนตรีได้ศึกษาข้อมูลเศรษฐกิจอย่างรอบคอบในทุกด้าน วันนี้คนไทยจะไม่ลำบาก ทุกข์ใจ ในเรื่องปากท้องอย่างแสนสาหัส ตนเป็นห่วงประเทศชาติอย่างมากและไม่สบายใจต่อการดำเนินนโยบายต่างประเทศและความมั่นคง คือเรื่องของ MOU 44 ที่วันนี้ท่านพาประเทศชาติไปสู่ความเสี่ยง เรื่องสูญเสียดินแดนและทรัพยากรทางทะเลมูลค่ามหาศาลและที่น่าเศร้าใจ คือ ลูกเรือประมงไทยที่นายกฯรับปากว่า จะพากลับไทย นี่ผ่านมา 4เดือนก็ยังไม่ได้กลับ ในฐานะที่ตนทำงานด้านความมั่นคงมาตลอดทั้งชีวิต ตั้งแต่ ผบ.ทบ.รองนายกฯด้านความมั่นคง และรมว.กลาโหม ตนทราบดีว่า การดำเนินงานด้านความมั่นคงไม่ใช่เรื่องง่าย จำเป็นต้องอาศัยความรู้ ความเข้าใจในหลายมิติมาก เห็นใจนายกฯที่ต้องเป็นผู้ตัดสินใจในเรื่องที่ท่านไม่มีประสบการณ์ แต่เรื่องความมั่นคงของชาติสำคัญอย่างยิ่ง ประเทศชาติไม่ใช่เวทีให้มือสมัครเล่นมาซ้อมมือ

พล.อ.ประวิตร กล่าวต่อว่า การบริหารราชการแผ่นดินของนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะร่างกฎหมายประกอบธุรกิจ สถานบังเทิงครบวงจร หรือที่เรียกกันว่า เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ที่รัฐบาลพยายามจะผลักดัน มันมีช่องให้เกิดการทุจริตเชิงนโยบาย เอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้องได้อย่างมาก ตนขอย้ำว่า โครงการนี้อันตรายอย่างที่สุด เพราะจะทำให้เกิดธุรกิจสีเทาตามมาอีกมาก ซึ่งทุกวันนี้ การปล่อยปละละเลยในเรื่องต่างๆก็ส่งผลให้ไทยกลายเป็นแหล่งฟอกเงินของธุรกิจสีเทา และปัญหาอาชญากรรมมากมาย

ขาดคุณสมบัติซื่อสัตย์สุจริตถืออัลไพน์

พล.อ.ประวิตร กล่าวอีกว่า นอกจากนี้นายกฯขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (4) ( 5)ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ โดยเฉพาะเรื่องการถือหุ้น บริษัท อัลไพน์ กอล์ฟ แอนด์สปอร์ตคลับ จำกัด ตลอดจนการปล่อยปละละเลย ให้บุคคลในครอบครัวกระทำการ ให้เกิดผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตน เรื่องนี้ขอให้เป็นการตรวจสอบขององค์กรที่เกี่ยวข้องต่อไป ผลเป็นเช่นไร ตนเชื่อว่าประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินท่านเอง “ทั้งหมดที่ผมกล่าวมา ไม่ใช่การกล่าวด้วยอคติ แต่ข้อมูลหลักฐานต่างๆ สส. พรรคพลังประชารัฐอีก4ท่านจะนำเสนอในรายละเอียดต่อไป ผมขอขอบคุณ สส.ทุกท่านในที่นี้ โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี และประชาชนทุกคน ที่รับฟังในสิ่งที่ผมพูด ผมเป็นคนพูดไม่เก่ง อาจไม่กระฉับกระเฉงเท่าตอนเป็นหนุ่มๆ ผมจึงใช้ “ใจบันดาลแรง”บริหารประเทศ ให้สำเร็จมาได้หลายอย่าง ส่วนนายกรัฐมนตรีเป็นคนหนุ่มสาวที่ยังมีแรง ผมเชื่อว่าถ้าท่านบริหารประเทศด้วยสติปัญญามีความอ่อนน้อม แต่หนักแน่นในหลักการ ยึดถือประโยชน์ของประเทศชาติมากกว่าครอบครัว พวกพ้อง ผมเชื่อว่าประชาชน จะชื่นชมและยอมรับท่านเองครับ ขอให้โชคดีครับ”พล.อ.ประวิตร กล่าวทิ้งท้าย

‘อิ๊ง“ย้อน’ที่พูดมาไม่เป็นความจริงค่ะ’

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทันที่ พล.อ.ประวิตร อภิปรายจบ น.ส.แพทองธาร ได้ลุกขึ้นชี้แจงว่า เชื่อว่าหลังจากนี้จะมีสมาชิกฝ่ายค้านขึ้นมาอภิปรายในประเด็นต่างๆต่อจากนี้อีกหลายท่านและตนเองพยายามจะตอบทุกๆหัวข้อจะได้มีความสบายใจเกิดขึ้น สำหรับหัวหน้าพรรคพปชร.ผู้อาวุโสเมื่อกี้ตนได้ฟังท่านและจับเวลานาฬิกาด้วยตัวเอง ท่านผู้ประมาณ 10นาทีและอยากจะบอกว่า ที่ท่านสมาชิกอาวุโสพูดเมื่อสักครู่นี้ไม่เป็นความจริงค่ะ” น.ส.แพทองธาร กล่าวพร้อมยิ้มมุมปาก ก่อนลงนั่งเก้าอี้นายกฯ

‘วิโรจน์’ซัดนิติกรรมอำพรางหนีภาษี

เวลา09.40น.นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้รับเวลาการอภิปรายถึง70นาที กล่าวว่า คุณสมบัตินายกฯต้องซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ต้องไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง หากดูในรัฐธรรมนูญหมวด4 หน้าที่ของปวงชนชาวไทย ในมาตรา50(9) ระบุ บุคคลมีหน้าที่เสียภาษีอากรตามที่กฎหมายบัญญัติ แม้แต่นายกฯก็ไม่ได้รับการละเว้นในเรื่องนี้ ดังนั้นโดยสำนึกแล้ว นายกฯควรเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องเสียภาษี รวมถึงระบบการจัดเก็บภาษีต้องมีความเป็นธรรมต่อสังคม ถ้านายกฯยังทำตัวหนีภาษี ความเป็นธรรมจะเกิดขึ้นกับประชาชนได้อย่างไร ทุกคนทราบดีว่าภาษีเป็นแหล่งรายได้หลักประเทศ เพื่อนำมาพัฒนาประชาชน และประเทศ แต่หนึ่งในปัญหาการจัดเก็บภาษีของไทยปัจจุบัน คือการที่คนรวยบางกลุ่มก่อนใช้ช่องว่างทางกฎหมายหลบเลี่ยงภาษี ซ้ำร้ายหลายกรณีเข้าข่ายหนีภาษี ภาระการเสียภาษีส่วนใหญ่จึงตกไปอยู่กับมนุษย์เงินเดือน ชนชั้นกลาง และประชาชนชาวรากหญ้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พอสิ้นเดือนต้องโดนหักภาษีมูลค่าเพิ่ม พฤติกรรมการหนีภาษีน่ารังเกียจ เอาเปรียบประชาชน และขัดขวางการพัฒนาประเทศ ผมนึกไม่ถึงว่าพฤติกรรมที่น่าอดสูแบบนี้ จะเกิดขึ้นกับคนที่ชื่อว่าแพทองธาร ชินวัตร นายกฯ การอภิปรายครั้งนี้ไม่ใช่แค่ไม่ไว้วางใจน.ส.แพทองธาร แต่อภิปรายเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน ให้ประชาชนได้รู้ว่า คนอย่างแพทองธาร ใช้ช่องว่างกฎหมายทำนิติกรรมอำพรางในการหนีภาษี เป็นเยี่ยงอย่างให้การหลีกเลี่ยงภาษีของคนใหญ่โตเป็นเรื่องปกติ สร้างภาวะให้สังคมต้องจำยอมรับสภาพ มนุษย์เงินเดือน คนจน คนฐานราก ต้องแบกรับภาษของประเทศ ถูกขูดรีดให้ต้องปรนเปรอให้คนมั่งมีที่เห็นแก่ตัวได้เสวยสุขอยู่บนสุดของห่วงโซ่อาหาร หนึ่งในนั้นคือแพทองธาร หลังจากที่น.ส.แพทองธาร ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกฯ เมื่อวันที่18ส.ค.67 น.ส.แพทองธาร มีการโอนหุ้น19บริษัท มูลค่า 9,330.5 ล้านบาท แต่ที่ผมต้องการถามเป็นแค่การโอนหุ้น 2 บริษัท มูลค่า 393.5 ล้านบาทของตัวเองไปให้กับแม่และพี่สาว ผมขอถามว่าโอนไปด้วยวิธีใด เป็นการให้ หรือขายหุ้น

ออกตั๊วPNตบตาโอนหุ้นให้ตัวเอง

นายวิโรจน์ กล่าวต่อว่า น.ส.แพทองธาร มีพฤติกรรมใช้ช่องว่างทางกฎหมายทำนิติกรรมอำพรางในการหนีภาษีการรับให้ตั้งแต่ปี2559 จากที่มีการแก้กฏหมายประมวลรัษฎากรในส่วนของภาษีการรับให้บังคับใช้เมื่อวันที่ 1ก.พ.59 ผมจึงอยากชวนมาดูพฤติการณ์การซื้อหุ้นของแพทองธาร ชินวัตร กันแบบช้าๆ ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป แล้วให้ประชาชนทั้งประเทศ มาพิจารณาร่วมกันว่า จริงๆ แล้วแพทองธาร ซื้อหุ้น หรือได้หุ้นมาจากการให้ของ พี่สาว พี่ชาย ลุง ป้าสะใภ้ และแม่ กันแน่ น.ส.แพทองธาร ได้หุ้นมูลค่า 2,388.7ล้านบาท มาจากพี่สาว โดยเป็นการซื้อเชื่อ โดยที่น.ส.แพทองธารไม่ได้จ่ายเงินให้กับพี่สาวเลยแม้แต่บาทเดียว ออกตั๋ว PN เป็นกระดาษ 4 ใบ ให้พี่สาวไปนอนกอด หุ้นมูลค่า2,388.7 ล้านบาท เปลี่ยนมือจากพี่สาว ไปอยู่ในมือของน.ส.แพทองธาร เป็นที่เรียบร้อย โดยพี่สาวเป็นเจ้าหนี้ที่แสนดีไม่กำหนดว่า จะจ่ายหนี้ค่าซื้อหุ้นให้พี่สาวเมื่อไหร่ ดอกเบี้ยพี่สาวก็ไม่คิด

“นี่คือการซื้อหุ้นจากพี่สาว หรือเจตนาแล้วมันคือการได้หุ้นมาจากการให้ของพี่สาวกันแน่ กรณีพี่ชาย(นายพานทองแท้ ชินวัตร) ก็เหมือนกัน น.ส.แพทองธารได้หุ้นมูลค่า 335.4 ล้านบาท มาจากพี่ชาย โดยการซื้อเชื่อเช่นกัน โดยที่ น.ส.แพทองธาร ไม่ได้จ่ายเงินให้กับพี่ชาย เพียงแต่ออกตั๋ว PN เป็นกระดาษ 1ใบ ให้พี่ชายเก็บเอาไว้ ไม่มีกำหนดว่าจะจ่ายหนี้ค่าซื้อหุ้นให้พี่ชายเมื่อไหร่ ดอกเบี้ยพี่ชายก็ไม่คิด ตกลงแล้วมันคือการซื้อหุ้นจากพี่ชาย หรืออันที่จริงแล้วมันคือการได้หุ้นมาจากการให้ของพี่ชาย ส่วนกับลุง กับป้าสะใภ้ และกับแม่ ก็เช่นเดิม น.ส.แพทองธารได้หุ้นมาจากลุงมูลค่า 1,315.5 ล้านบาท ได้หุ้นมาจากป้าสะใภ้มูลค่า258.4 ล้านบาท และได้หุ้นมาจากแม่มูลค่า 136.5 ล้านบาท โดยเป็นการซื้อเชื่อ น.ส.แพทองธารไม่ได้จ่ายเงินสักบาทให้กับลุง ไม่ได้จ่ายเงินสักบาทให้กับป้าสะใภ้ ไม่ได้จ่ายเงินสักบาทให้กับแม่ แต่ออกตั๋ว PN ให้ลุงเอาไปกอด 2 ใบให้ป้าสะใภ้ และแม่ไปเก็บไว้ใต้หมอนคนละใบ อย่างนี้ตกลงเป็นการซื้อหุ้น หรือได้หุ้นมาจากการให้ ของ ลุง ป้าสะใภ้และแม่ กันแน่”นายวิโรจน์

จงใจหลีกเลี่ยงเสียภาษี218ล้านบาท

นายวิโรจน์ กล่าวว่า ถ้าน.ส.แพทองธาร ได้หุ้นมาจากการให้ของ พี่สาว พี่ชาย ลุง ป้าสะใภ้ และแม่ ก็ต้องเสียภาษีการรับให้ให้กับรัฐ แต่ถ้าน.ส.แพทองธาร ซื้อหุ้นจากพี่สาว พี่ชาย ลุง ป้าสะใภ้ และแม่ น.ส.แพทองธารก็ไม่ต้องจ่ายภาษีเลยแม้แต่สตางค์แดงเดียว และเนื่องจากหลักเกณฑ์การรับรู้รายได้ในการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จะใช้เกณฑ์เงินสด ซึ่งรายได้จะถูกนับเป็นเงินได้พึงประเมิน ก็ต่อเมื่อมีการรับเงินสดจริง ดังนั้นการที่น.ส.แพทองธาร จ่ายค่าหุ้นที่ซื้อด้วยตั๋ว PN ที่ไม่ได้มีการจ่ายเงินกันจริง จะจ่ายกันเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ทำให้พี่สาว พี่ชาย ลุง ป้าสะใภ้ และแม่ ไม่ต้องเสียภาษีรายได้บุคคลธรรมดาเลยแม้แต่บาทเดียว และต่อให้มีการจ่ายค่าซื้อหุ้นกันในภายหลัง พี่สาว พี่ชาย ลุง ป้าสะใภ้และแม่ ก็ไม่ต้องเสียภาษีรายได้บุคคลธรรมดาอยู่ดี เพราะตามมาตรา 40(4)(ช) ของประมวลรัษฎากรกำหนดว่า รายได้จากการขายหุ้นนอกตลาดหลักทรัพย์ เฉพาะส่วนเกินจากมูลค่าหุ้น (Capital Gain) หรือกำไรจากการขายหุ้นเท่านั้นจึงจะถูกนับเป็นเงินได้พึงประเมิน ดังนั้นหากกงสี ขายหุ้นให้น.ส.แพทองธารในราคาพาร์ หรือราคาทุน พี่สาว พี่ชายลุง ป้าสะใภ้ และแม่ ก็ไม่ต้องจ่ายภาษีรายได้บุคคลธรรมดาเลย สลึงเดียวก็ไม่กระเด็นออกจากกงสี ดังนั้นเมื่อคำนวณรวมแล้วน.ส.แพทองธาร ใช้ตั๋ว PN สร้างหนี้ปลอม เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีการรับให้เป็นเงินสูงถึง 218.7ล้านบาท

มีแต่ความทุจริตเป็นที่ประจักษ์

นายวิโรจน์ กล่าวว่า น.ส.แพทองธาร ไม่มีความยึดมั่นในกฎหมายเลย วันๆคิดแต่จะหาช่องหาหลืบของกฎหมายกระทำการอย่างไร้ความละอาย เพื่อเอื้อประโยชน์ให้ตนเอง เอารัดเอาเปรียบประชาชน เอาเปรียบประเทศชาติ นายกฯหนีภาษีแบบนี้ หากปล่อยให้ดำรงตำแหน่งต่อไป ไม่ใช่แค่เสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง แต่ถึงขั้นเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ของประเทศชาติ เราจะบอกกับประเทศอื่นๆ ยังไง ว่าประเทศไทยของเรามีนายกหนีภาษี รู้ถึงไหนอายถึงนั่น ทั้งนิติกรรมอำพราง ที่ใช้ตั๋ว PN หนีภาษีการรับให้มูลค่า 218.7 ล้านบาท ย่อมเป็นที่ประจักษ์ว่า คนอย่าง น.ส.แพทองธาร มีแต่ความทุจริตเป็นที่ประจักษ์ วันๆ เอาแต่เสาะหาช่องว่างทางกฎหมาย เพื่อตักตวงผลประโยชน์ให้กับตนเอง จุ๊บๆจิ๊บๆ ก็เอาเล็กๆน้อยๆ ก็ไม่เว้นหนีภาษีแบบนี้ ไม่ใช่แค่เป็นนายกไม่ได้ แต่เป็นแค่คนปกติก็ยังเป็นไม่ได้ น.ส.แพทองธาร ไม่ใช่แค่ไม่มีศักดิ์ศรีที่จะลุก เดิน ยืน นั่ง ในทำเนียบรัฐบาล แม้แต่ตามถนนหนทางตามตรอกซอกซอย ในประเทศนี้ คนหนีภาษีอย่างน.ส.แพทองธาร ก็ไม่มีหน้าที่จะเดินหน้าตั้งคอตรง สู้หน้าประชาชนได้อีกต่อไป

เตือนสส.หนุนชง’ปปช.’ฟันยกเข่ง

นายวิโรจน์ กล่าวด้วยว่า หลังจากนี้จะต้องร้องไปที่ ปปช.ไต่สวนเรื่องนี้แน่ เชื่อว่าพฤติกรรมเช่นนี้ น.ส.แพทองธาร ไม่รอด ตนเป็นห่วงก็แต่สส.ที่จะยกมือไว้วางใจ น.ส.แพทองธาร ให้ดำรงตำแหน่งนายกฯต่อไป เพราะอาจเข้าข่ายร่วมกันฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามรัฐธรรมนูญได้ หากมีคนไปร้องสส.ที่ยกมือให้แพทองธาร ก็อาจจะเข้าปิ้งตายตกตามน.ส.แพทองธารไปด้วย ประชาชนฝากความหวังไว้กับผู้นำ แต่กลับได้โจรใส่อาภรณ์ ขุนนางสวมรองเท้าไข่มุก ปากที่ตัวเองเคยพูดว่ามีกินมีใช้ไปพร้อมๆ กัน ที่แท้ก็คือการหาช่องว่างทางกฎหมายเพื่อให้มีกินกันเฉพาะกงสีให้ได้อิ่มหมีเฉพาะตระกูล น.ส.แพทองธาร นายกหนีภาษี ไม่มีศักดิ์ศรีที่จะดำรงตำแหน่งต่อไปได้อีกแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงระหว่างที่นายวิโรจน์อภิปราย มีสส.จากฝั่งพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นประท้วงเป็นระยะๆตลอดการอภิปรายของนายวิโรจน์ จนทำให้วุ่นวาย เพราะมีการอภิปรายพาดพิงไปถึงบุคคลในครอบครัวของ น.ส.แพทองธาร เริ่มจาก นางนุชนาถ จารุวงษ์เสถียร สส.ศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย กำลังจะลุกขึ้นประท้วง แต่ถูก นายวิโรจน์ สวนขึ้นมาว่า “ร้องกี้ก่อนได้มั้ยครับ” โดยนางนุชนาถ กล่าวว่า นายวิโรจน์ ไม่รู้สี่รู้แปด นายโรจน์ จึงตอบโต้ว่า“หากอยู่ในสภาฯต้องอยู่ในฐานะลิ่วล้อ เป็นบริวาร ไม่มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ จะอยู่ทำไม ผมถามแค่นี้ ไม่มีความเป็นศักดิ์ศรีของความเป็นสส.จะอยู่ทำไม”

ทั้งนี้ นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาฯคนที่1 ที่สลับขึ้นมาทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้พยายามควบคุมการประชุม และได้ปิดไมโครโฟน แต่ไม่เป็นผล นายวิโรจน์ ยังตะโกนอภิปราย จนมีเสียงดังภายในห้องประชุมดังสวนขึ้นว่า “ออกไป”

‘อิ๊งค์’ยันเสียภาษีถูกต้อง-โปร่งใส

น.ส.แพทองธารได้ลุกขึ้นชี้แจงประเด็นตั๋วPN ตอบโต้ข้อกล่าวหา นายวิโรจน์ ที่ระบุว่า เป็นการทำนิติกรรมอำพรางเพื่อหนีภาษีโอนหุ้น โดยยืนยันว่าทุกอย่างโปร่งใสและเป็นไปตามกฎหมาย นายกฯระบุว่า ฝ่ายค้านใช้สำนวนโวหารบิดเบือนข้อเท็จจริงและนำภาษีคนละหมวดมาอธิบายให้ประชาชนเข้าใจผิด ย้ำว่าตนเองเสียภาษีถูกต้องทุกขั้นตอน และมั่นใจว่า

“แม้อายุน้อยกว่าท่าน แต่เสียภาษีมากกว่าท่านแน่นอนและยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ปปช.อย่างครบถ้วนและพร้อมให้ตรวจสอบทุกอย่าง ขณะที่ธุรกรรมทางการเงินและที่ดินของครอบครัวถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้นตั้งแต่รัฐประหาร2549และทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย การพูดเพื่อให้คนแตกแยก ไม่ใช่สิ่งที่ผู้มีวุฒิภาวะควรทำ”

‘จุลพงศ์’ซัดใช้อำนาจฮุบอัลไพน์

เวลา 11.30 น. นายจุลพงศ์ อยู่เกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคปชน.อภิปรายไม่ไว้วางใจ น.ส.แพทองธาร ว่า นายกฯมีพฤติกรรมร่วมสมคบคิดคนในครอบครัว ใช้อิทธิพลทางการเมืองของบิดาเพื่อให้ที่ธรณีสงฆ์ที่บริษัทอัลไพน์กอล์ฟแอนด์สปอร์ตคลับ จำกัด ที่ยึดถืออยู่ไม่ต้องคืนเป็นที่ดินของวัด หลังจากที่ น.ส.แพทองธาร ได้ถือหุ้นแทนบิดาในบริษัทดังกล่าวมาระยะหนึ่ง น.ส.แพทองธาร ได้เข้ามาเป็นกรรมการบริษัทดังกล่าวในช่วงปี 59-67และน.ส.แพทองธาร ก็ทราบดีว่า ที่ดินสนามกอล์ฟของบริษัทเป็นที่ธรณีสงฆ์ ที่ควรต้องคืนกลับให้วัด หลังจากมีคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลอาญาทุจริต ทั้งนี้ น.ส.แพทองธาร ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจไม่เคยแสดงเจตนาที่จะทำเรื่องนี้ให้ถูกต้องตามกฎหมาย ฉวยโอกาสให้บริษัทของตัวเองประกอบธุรกิจสนามกอล์ฟเพื่อแสวงหากำไรจากที่ดินของวัด เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เมื่อน.ส.แพทองธารมาเป็นนายกฯก็ใช้อำนาจหน้าที่กับข้าราชการเพื่อฮุบที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ต่อให้นานที่สุด ตอนนี้นายกฯ ยังนำเรื่องสนามกอล์ฟมาต่อรองกับพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อจะได้ค่าชดเชยจากกรมที่ดินกว่า 7พันล้านกว่าบาท จากการที่ถูกเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ของวัด หากจะต้องโอนที่ดินคืนให้แก่วัด

ละเลยแก้ปัญหาปลาหมอคางดำ

เวลา12.30น.นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.กทม.พรรคประชาชน อภิปรายในประเด็นการละเลยการแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำ ที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อนจำนวนมากว่า ตามรายงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การสื่อสาร โทรคมนาคมและดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สภาผู้แทนราษฎร ชี้ชัดว่ามีบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งเป็นคนนำเข้าเพียงรายเดียวเมื่อปี2549 แม้จะมีข้อมูลว่า ปลาหมอคางดำที่นำเข้านั้นตายหมด แต่ไม่มีการพิสูจน์ใดๆ สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นที่พบการระบาดหนักปี2567ไม่พบการแก้ปัญหาของรัฐบาล แม้มีม็อบปลาหมอคางดำ ยื่นข้อร้องเรียนต่อนายกฯ แต่นายกฯกลับไม่สนใจ เพราะไปรับช่อดอกไม้จากนายทุน ขอให้ สส.ดูแลปัญหาและใช้อำนาจที่ได้มาจากประชาชน วันนี้ช่วยลงมติไม่ไว้วางใจนายกฯ เพื่อแสดงเจตจำนงไม่ยอมให้กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่กอบโกยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของไทยและเพื่อสู้กับผู้ควบคุมรัฐบาลที่ชักใย ชื่อเรียกว่า’สทร.’

‘สมชัย’ให้’ลุงป้อม’8คะแนนฝืนสังขาร

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกกต.และนักวิชาการ ได้โพสต์ข้อความทาง facebookเนื้อหาการให้คะแนนการอภิปรายไม่ไว้วางใจช่วงเช้า โดยให้คะแนน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านฯได้ 6.5จาก 1 คะแนน โดยเห็นว่ายังอภิปรายราบเรียบ พยายามให้ครอบคลุมประเด็นแบบกว้างๆยังไม่มีอะไรประทับใจ ไม่สามารถอธิบายคำว่าดีลและประเทศได้อย่าง ขณะที่ พล.อ.ประวิตร เห็นว่าการอภิปรายเนื้อหา 10นาที ควบคุมเนื้อหาได้อย่างดี แรงในประเด็นไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ มีการทำนิติกรรมอำพราง มีการยื่นบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จ เป็นการเปิดประเด็นให้แก่ผู้อภิปรายคนต่อไปถ้าอย่างสวยงาม ไปให้คะแนนความพยายามฝืนสังขารอภิปรายที่ทุกคนต้องลุ้นและปรบมือให้ตอนจบที่ 8คะแนน ส่วน น.ส.แพรทองธาร ที่ลุกตอบไม่ถึงนาทีแบบไร้วุฒิภาวะสร้างมุกตลก โดยใช้คำพูดในอดีตของ พล.อ.ประวิตรสั้นๆ”ที่กล่าวมานั้นไม่เป็นความจริง”นายสมชัย เห็นว่า คงนึกว่าเฉียบคม แต่เป็นตลกที่ดิสเครดิตตัวเองว่า เหมาะไปวิ่งเล่นกับลูกมากกว่าเป็นนายกฯให้ 1คะแนนขณะที่นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.พรรคปชน.อภิปรายในประเด็นการยื่นทรัพย์สินหนี้สินเป็นเท็จ การทำนิติกรรมอำพรางและหลีกเลี่ยงภาษีของนายกฯ เป็นประเด็นที่ขยายความต่อจาก พล.อ.กประวิตร ให้คะแนน8.5

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“นายกรัฐมนตรีเป็นคนหนุ่มสาวที่ยังมีแรง ผมเชื่อว่าถ้าท่านบริหารประเทศด้วยสติปัญญามีความอ่อนน้อม แต่หนักแน่นในหลักการยึดถือประโยชน์ของประเทศชาติมากกว่าครอบครัว พวกพ้อง ผมเชื่อว่าประชาชน จะชื่นชมและยอมรับท่านเอง”

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ

‘นายกฯ’ซัดกลับ‘ฝ่ายค้าน’ เอาเรื่องรัฐบาลอื่นมาซักฟอก

‘นายกฯ’ซัดกลับ‘ฝ่ายค้าน’ เอาเรื่องรัฐบาลอื่นมาซักฟอก

‘นายกฯ’ซัดกลับ‘ฝ่ายค้าน’ เอาเรื่องรัฐบาลอื่นมาซักฟอก

วันจันทร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2568, 22.33 น.

“นายกฯ”ซัดกลับ”ฝ่ายค้าน” เอาเรื่องรัฐบาลอื่นมาซักฟอก โว!จริงจังแก้ฝุ่นพิษ ชี้เป็นเรื่องของทุกคน ลั่น รบ.นี้ไม่เคยอนุมัติซื้อไฟฟ้าโยงเอื้อ”นายทุน” ย้ำไม่ละเลยแก้”ปลาหมอคางคำ” โอดรอบค่ำ”อะไร อะไร ก็ดิฉัน”

เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณาญัตติอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลวันแรก น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ลุกขึ้นชี้แจงต่อที่ประชุมสภาฯ เป็นครั้งที่ 3 ถึงการแก้ไขฝุ่น PM 2.5 ที่ระบุว่าตนไม่จริงจังในการแก้ไขปัญหา ว่า ตนเป็นคนแรกมีการระบุให้เป็น”วาระแห่งอาเซียน” เพราะมีฝุ่นควันมาจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยได้ขอความร่วมมือและความช่วยเหลือในระดับรัฐมนตรี เพื่อไม่ให้เกิดการเผาสินค้าการเกษตรในประเทศเพื่อนบ้านเช่นกัน

น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า ส่วนที่สมาชิกระบุว่าตนได้แต่สั่งการแต่ไม่มีคนทำขอให้วันนี้เป็นการอภิปรายตน ไม่ใช่ข้าราชการทั้งประเทศ ซึ่งตนเชื่อว่า ข้าราชการทุกคนอยากทำเรื่องนี้ ขออย่าขีดเส้นตัดสินกันเรื่องนี้ และเชื่อว่าข้าราชการทุกคนอยากได้อากาศบริสุทธิ์ พร้อมยังระบุว่า รัฐบาลมีมาตรการหลายอย่างที่เกิดจากการบูรณาการจากหลายฝ่าย เช่น การประกาศห้ามเผา ดำเนินคดีกับผู้จงใจฝ่าฝืนเผาในพื้นที่การเกษตร 133 คดี การอนุมัติงบกลาง ตั้งจุดป้องกันเฝ้าระวังไฟป่า ซึ่งมีมากกว่าปีที่แล้ว โดยบูรณาการจากทุกภาคส่วน เป็นต้น

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เราไม่สามารถทำให้ฝุ่นหายไปได้ในพริบตา แต่ค่าเฉลี่ยน้อยลงจากปีที่แล้ว ทำให้มองได้ว่ารัฐบาลมาถูกทางแล้ว ซึ่งปัญหาเรื่องฝุ่นไม่ใช่ปัญหาของรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง เป็นปัญหาของทุกคนที่ต้องช่วยกัน โดยยืนยันรัฐบาลจะใช้ทุกสรรพกำลังเพื่อให้คนไทยได้รับอากาศที่ดีขึ้น และพร้อมยินดีรับฟัง

“รัฐบาลชุดนี้ไม่เคยดำเนินการใดๆ อย่างที่ท่านกล่าวหาเลย ไม่แน่ใจว่าท่านกำลังอภิปรายรัฐบาลชุดไหน นอกจากนี้ ท่านยังพูดถึงการซื้อที่ดินอัลไพน์ ตอนดิฉันอายุ 11 ขวบแล้ว ท่านยังอภิปรายในเรื่องที่ไม่ทราบว่ารัฐบาลชุดไหนทำ เพราะว่าท่านกำลังอภิปรายไม่ไว้วางใจดิฉัน ไม่ใช่ผลงานของรัฐบาลชุดอื่นๆ ดิฉันรับฟัง ดิฉันก็คิดขึ้นมาว่า อะไร อะไร ก็ดิฉัน”นายกรัฐมนตรี กล่าว

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีค่าไฟฟ้าที่กล่าวหาว่ารัฐบาลทำให้ราคาแพง และเอื้อประโยชน์ให้กับนายทุนนั้น ยืนยันว่า รัฐบาลชุดนี้ไม่เคยอนุมัติซื้อไฟฟ้าเพิ่มกับบริษัทไหนเลย รวมถึงการซื้อขายไฟฟ้าจากเขื่อนประเทศเพื่อนบ้านที่สมาชิกรัฐสภากล่าวหาว่ามีการเอื้อกลุ่มทุน เพราะเป็นการทำสัญญาที่มีมาก่อนตนเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จึงถือเป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อนและไม่ถูกต้อง เป็นการอภิปรายผลงานของรัฐบาลชุดอื่น

นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการรับช่อดอกไม้จากสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย ว่า เป็นการขอบคุณที่รัฐบาลอนุมัติงบกลาง 1,622 ล้านบาท เพื่อชดเชยให้กับเรือประมงไทย 923 ลำ กรณี IUU ซึ่งค้างคามาตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้ง และยืนยันว่า ทุกกลุ่มที่มาเรียกร้องที่ทำเนียบรัฐบาล ตนได้ส่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี อธิบดีกรมประมง เป็นตัวแทนไปรับหนังสือ และไปพูดคุย ซึ่งไม่ได้ละเลยประชาชนหรือเลือกว่าเป็นใคร โดยในรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน ได้อนุมัติ 7 มาตรการแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำ และรัฐบาลนี้ได้สานต่อ รวมถึงเพิ่มข้อเรียกร้องของประชาชน พร้อมเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างจริงจัง ยืนยัน พร้อมแก้ไขทุกปัญหาของประชาชน เพื่อให้มีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี

ทะลักเดือด!!! ‘กีกี้’ลามปมร้อน‘อุยกูร์’ ซัดกันนัวกลางสภาฯ

ทะลักเดือด!!! ‘กีกี้’ลามปมร้อน‘อุยกูร์’ ซัดกันนัวกลางสภาฯ

ทะลักเดือด!!! ‘กีกี้’ลามปมร้อน‘อุยกูร์’ ซัดกันนัวกลางสภาฯ

วันจันทร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2568, 22.19 น.

ทะลักเดือด! “กีกี้”ลามปมร้อน”อุยกูร์” ซัดกันนัวกลางสภาฯ “ภูมิธรรม”แจงไปเหน็บไป “ฝ่ายค้าน”ไม่ไหวจะทน ลุกประท้วงบี้ขอให้ถอน”หยาบโลน”ยันเข้าใจผิด ก่อนวุ่นหนักตะโกนปะทะคารมนอกไมค์ ทำ”ภราดร”ต้องสวมบทขึงขังลุกยืนปราม สอนมวยประท้วงทำเสียเวลา ไร้สาระ รกสภาฯ ปชช.ไม่ได้ประโยชน์

เมื่อเวลา 20.10 น.วันที่ 24 มีนาคม 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติด่วนขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล (น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี) โดย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ลุกขึ้นชี้แจงกรณีการส่งชาวอุยกูร์ 40 คน กลับไปยังประเทศจีน ว่า ที่ นายกัณวีร์ สืบแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม กล่าวหารัฐบาลสารพัดในเรื่องนี้ว่าเล่นละคร ตนขอยืมคำของอดีตรองนายกฯ มาใช้ว่า ท่านเป็นนักโกหกตัวยง ตนมีเรื่องมาหักล้าง อย่าคิดว่าตนกล่าวเลื่อนลอย สิ่งที่นายกัณวีร์พูด เข้าใจได้ว่าไร้ประสบการณ์ ไม่เคยบริหารประเทศ จึงพยายามแสดงออกโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศ และความมั่นคงของชาติ จะต้องใช้ความระมัดระวังอะไร ใช้แต่จินตนาการมาวิจารณ์คนอื่นว่าเป็นนักต้มตุ๋น พูดเหมือนไม่รักประเทศ

นายภูมิธรรม กล่าวต่อว่า ชาวอุยกูร์ที่มีความผิดคือเข้าเมืองผิดกฎหมาย โทษอย่างสูงก็ 2 ปี แต่รัฐบาลที่ผ่านมายังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ จึงได้ขังชาวอุยกูร์มา 11 ปี ถือเป็นเรื่องผิดหลักมนุษยธรรม แต่ปัญหาไทยคือเราอยู่บนทาง 2 แพร่ง ล้วนแต่มีคนวิพากษ์วิจารณ์ทั้งสิ้น รัฐบาลที่ผ่านมาจึงไม่กล้าตัดสินใจ แต่รัฐบาลนี้อาสาเข้ามาแก้ปัญหา นายกฯสั่งการให้เร่งแก้ปัญหาเรื่องนี้ ซึ่งปัญหาเรื่องอุยกูร์เป็นเรื่องที่เราต้องจัดการให้ เพราะเรามีกฏหมายซ้อมทรมานอุ้มหายหากขังเกินกว่าโทษที่ได้รับ มีบางคนพูดว่าทำไมไม่เก็บเขาไว้ในคุกแล้วเอาไปต่อรองกับสหรัฐอเมริกา เป็นคำพูดที่ไม่เห็นความมนุษย์เลย ดังนั้นอย่ามองคนอื่นเป็นสินค้า ต้องมองเขาเป็นมนุษย์จริงๆ ไม่ใช่ปากพูด แต่วิธีปฏิบัติไม่คำนึงถึงอะไร สำหรับการแก้ปัญหาเรื่องนี้ รัฐบาลเลือกวิธีส่งกลับให้ประเทศเจ้าของคือจีน เรารู้ว่าในแง่สิทธิมนุษยชนมีคนเป็นห่วง เพราะข้อกฎหมายบอกว่า ถ้าส่งเขาไปแล้วทุกข์ทรมานเราไม่สมควรส่ง จึงเป็นที่มาที่เราขอให้รัฐบาลจีนออกจดหมายรับรองอย่างเป็นทางการ จีนที่ถือเป็นสหประชาชาติ อยู่ในคณะมนตรีความมั่นคงประจำ เขายืนส่งจดหมายสำคัญมา หากเราไม่รับ ก็อย่ามีไปความสัมพันธ์กับเขาเลย

“ที่บอกว่าเขาไม่ใช่ชาวจีน มีบางคนบอกว่ามีหลักฐานว่าเป็นชาวตุรกี ท่านโกหก ตนมีหลักฐานทั้งหมดว่าทั้ง40คนเป็นชาวจีน ท่านบอกว่าไม่สบายใจ กล่าวหาว่าชาวอุยกูร์ถูกบังคับ เล่นละครชุดใหม่ กระทั่งหยิบเอาจดหมายที่ปลอมขึ้นมาพูด ผมมีหลักฐานว่า 40 คนนี้สมัครใจ ท่านอยากเจอ อยากทราบ ไม่มีปัญหาพบกันได้ เอาหลักฐานมาเปิดให้ดูต่อหน้าสื่อมวลชน เอกอัครราชทูตประเทศต่างๆมาเจอผมเขาห่วงใย แต่พอผมชี้แจงเรื่องราวทั้งหมดให้เขาไป เขาก็เข้าใจ แม้ว่าจะอยากหรือไม่อยากยังไงก็ตาม เขามีวุฒิภาวะ เขารู้ว่าแม้จะชอบใจหรือไม่ แต่ยืนอยู่บนความเป็นจริง ไม่ใช่ยืนอยู่กับจินตนาการ ฝันไปเรื่อย พูดไปเรื่อย คิดไปเรื่อย แล้วชี้นิ้วกลับไปใส่คนอื่นว่ามีปัญหา ต้องกลับไปดูตัวเองให้มากๆว่าคนมีปัญหาคือใคร ยืนยันว่าทางผู้นำระดับสูงของจีนรับประกันกับนายกฯไทยว่า จะดำเนินการอย่างดีที่สุด ไม่ไปจับเขาเข้าคุก หรือให้เกิดอันตราย เมื่อท่านฟังอย่างนี้ที่ประเทศมหาอำนาจยืนยันมาแบบนี้ จะเชื่อฟังได้หรือไม่ แต่ผมว่าท่านไม่รู้ เพราะไม่เคยเป็นรัฐบาล เป็นแต่ฝ่ายค้าน แล้ววิจารณ์เอาจินตนาการมาด่าคนอื่น ท่านไม่เคยเข้าใจความตั้งใจรัฐบาล ไม่เคยเข้าใจคนอื่น คิดแต่ตัวเอง หมกหมุ่นสนใจอยู่แต่เรื่องตัวเอง” นายภูมิธรรม กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างที่นายภูมิธรรมอภิปราย บรรดาฝ่ายค้าน ได้ลุกขึ้นประท้วงให้ชี้แจงอยู่ในเนื้อหา ไม่ใช่เสียดสีต่อว่าแบบนี้ โดยนายภราดร ประธานการประชุม วินิจฉัยว่ามีการเสียดสีทั้งผู้อภิปราย และผู้ชี้แจง ขอให้รัฐมนตรี ที่เป็นผู้ใหญ่ ใช้ความสุขุมรอบคอบในการชี้แจง ซึ่งนายภูมิธรรม หัวเราะ พร้อมชี้แจงว่า ตนสุขุมรอบคอบมากที่สุดแล้ว ตนยังไม่เคยใช้คำว่ากีกี้ไปว่าสตรี เหมือนกับที่ตัวแทนฝ่ายค้านพูด ซึ่งเป็นคำที่หยาบคาย หยาบโลน สกปรกที่สุด ทำให้ นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน ลุกขึ้นประท้วงนายภูมิธรรม เสียดสี ป้ายสี เข้าใจว่านายภูมิธรรม คงพูดถึงนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แต่ประธานที่ประชุม ได้ปิดไมค์ พร้อมพยายามขอความกรุณาให้เดินหน้าเข้าสู่เนื้อหาการอภิปราย เพื่อไม่ให้เสียเวลา แต่ก็ยังถูกประท้วงให้วางตัวเป็นกลาง เปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านชี้แจง

แต่นายปกรณ์วุฒิ พยายามขอให้นายภูมิธรรมถอนคำพูดว่า ฝ่ายค้านใช้คำหยาบโลนในการว่านายกฯ ซึ่งเป็นการเข้าใจผิด นายภราดร จึงถามกลับว่า จะให้ถอนคำว่ากีกี้หรือ ตนก็แปลกใจว่าถ้าจะให้ถอนคำว่ากีกี้ คงต้องถอนกันตั้งแต่เมื่อช่วงเช้า แต่นายปกรณ์วุฒิ ยืนยันว่าให้ถอนคำว่า ฝ่ายค้านใช้คำหยาบโลนในการว่านายกฯ ขณะที่นายภูมิธรรม กำลังจะพยายามเข้าสู่การชี้แจง โดยกล่าวว่า คำว่ากีกี้ จะหยาบหรือไม่ให้ประชาชนไปหาความหมายดู มันสมควรจะบอกว่าหยาบโลนหรือไม่ ขอให้ประชาชนทางบ้านเปิดดูความหมายได้เลย ตนถอนคำว่ากีกี้ได้ เพื่อให้ที่ประชุมเดินหน้าต่อ ตนตกใจที่ใช้คำพวกนี้พูดกับนายกฯได้หรือ

ทั้งนี้ ประธานการประชุม พยายามเข้าสู่เนื้อหาการประชุม แต่ฝ่ายค้านยังพยายามประท้วงอยู่ว่า นายภูมิธรรม ถอนคำพูดก็จริง แต่ยังเหลี่ยม เสริมความหมายตีความให้ประชาชนเข้าใจผิด แต่สถานการณ์เริ่มบานปลาย จนมีเสียงตะโกนออกมาว่า “โธ่เอ๊ย กลัวอะไรมัน หะ” ฝ่ายค้านที่อยู่ในห้องประชุม ก็แสดงความไม่พอใจนายภูมิธรรม จนตะโกนออกมา และประท้วงกันโต้เถียงกันระหว่างสส.พรรคร่วมรัฐบาล และ สส.พรคคร่วมฝ่ายค้าน แบบนอกไมค์ นายภราดร จึงกล่าวด้วยน้ำเสียงขึงขัง ขอให้สมาชิกที่ยังเถียงกันวุ่นวายนั่งลงถึง4รอบ แต่สมาชิกยังไม่ฟัง ทำให้นายภราดรยืนประท้วง ทำให้สมาชิกในที่ประชุมต้องนั่งลงตามข้อบังคับ จากนั้นได้แจ้งกรอบเวลาการอภิปราย โดยสส.พรรคร่วมรัฐบาล และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ใช้เวลาชี้แจง 1.21 ชั่วโมง พรรคร่วมฝ่ายค้าน ใช้เวลาอภิปราย 9.11 ชั่วโมง และกล่าวว่า ทราบหรือไม่ว่าเราเสียเวลาประท้วงไปเท่าใด ฝ่ายรัฐบาลใช้เวลาประท้วง 30 กว่านาที ฝ่ายค้านใช้เวลาประท้วงเกือบ 40 นาที ยิ่งประท้วงมาก ประธานฯ ก็ใช้เวลาในการวินิจฉัยมาก ตนเหลือเวลาอีก 3 นาที จากเวลาที่ได้รับจัดสรร 1 ชั่วโมง

“ท่านทราบหรือไม่ว่าการประท้วงของพวกท่าน ประชาชนเขาไม่ต้องการ เขาอยากเห็นการถาม การอภิปรายในญัตติ และอยากเห็นนายกฯ และรัฐมนตรีตอบด้วยเนื้อหาสาระ ซึ่งทั้งหมดประชาชนจะได้ประโยชน์ เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตเรื่องที่ไม่เป็นสาระ เรื่องที่ไร้สาระ อย่าให้รกสภาฯ อย่าสร้างความกังวลใจให้ประชาชนมากไปกว่านี้” นายภราดร กล่าว พร้อมให้เข้าสู่เนื้อหา จนการเหตุการณ์สงบลง และดำเนินการประชุมต่อไปได้

​‘กัณวีร์’จวกส่ง‘อุยกูร์’กลับจีน ‘ละครคุณธรรม’ไว้ฟอกขาวรัฐบาล

​‘กัณวีร์’จวกส่ง‘อุยกูร์’กลับจีน ‘ละครคุณธรรม’ไว้ฟอกขาวรัฐบาล

​‘กัณวีร์’จวกส่ง‘อุยกูร์’กลับจีน ‘ละครคุณธรรม’ไว้ฟอกขาวรัฐบาล

วันจันทร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2568, 20.52 น.

“กัณวีร์”จวกส่ง”อุยกูร์”กลับจีน “ละครคุณธรรม”ไว้ฟอกขาวรัฐบาล ลามซัด”ตระบัดสัตย์”ในประเทศว่าเลวร้ายแล้ว ไปทำในเวทีระหว่างประเทศยิ่งกว่าอีก

เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายพิเชษฐ์ เชื่อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติด่วนขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล (น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี)

โดย นายกัณวีร์ สืบแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม อภิปรายว่า สิ่งทีเลวร้ายที่สุดคือการที่นายกรัฐมนตรีขาดเจตนารมณ์การบริหารประเทศ ทำตัวลอยเหนือปัญหากฎหมายภายในและภายนอก ประเพณีปฏิบัติติระหว่างประเทศ ทำลายความเชื่อมั่นภาพลักษณ์ระหว่างประเทศ ที่รัฐบาลชุดนี้ผลักดันชาวอุยกูร์ 40 กว่าคนไปประเทศจีน โดยวันนี้รัฐบบาลได้พยายามฉายหนัง Thailywood ภาพยนตร์เรื่องโลกหลายใบให้ “นาย” เดียวตอน 73 วันแห่งการโกหก เล่นละคร ทำลายภาพลักษณ์และผลประโยชน์ชาติในเวทีโลก และทำให้สิ่งที่เป็นภาพยนตร์เป็นความจริง ตัวละคร มีนายกรัฐมนตรีอยู่ตรงกลาง และนายใหญ่เชื้อสายจีน รวมถึง 3 รัฐมนตรี ครม.แพทองธาร นายภูมิธรรม เวชยชัย , พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง และนายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ โดยเมื่อวันที่ 27 ก.พ.ที่ผานมา การส่งกลับพี่น้องชาวอุยกูร์ของรัฐบาลแพทองธาร เป็นเส้นบางๆ ระหว่างการเดินทางกลับโดยสมัครใจและการผลักดันบังคับกลับประเทศ และคำพูดนายกรัฐมนตรี ที่บอกว่า “สมัครใจค่ะ ไม่งั้นต้องลากสิ” นี่ไม่มีการลาก เป็นการเดินขึ้นโดยปกติ

โดย นายกัณวีร์ ได้เปิดเผยข้อมูล 40 ชาวอุยกูร์ จากสำนักตรวจคนเข้าเมือง ที่แสดงให้เห็นว่ามีสัญชาติตุรกีว่าเหตุใดจึงมีสถานทูตจีนเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำไมจึงตัดสินใจจะคุยแต่กับรัฐบาลจีน เกิดอะไรขึ้น และภายหลังมีหลังสือขอตัวชวอุยกูร์ จากสถานทูตจีน จากประเทศไทย ทำไม สตม.จึงไปถ่ายรูปในห้องกัก ซึ่งอ้างว่าเป็นการปรับฐานข้อมูล โดยตนขอเปิดแชทจากแอพพิเคชันวอทแอพ และขอรับผิดชอบเองว่าเหตุใดเขาถูกกัก แต่ตนยังสามารถพูดคุยกับเขาได้ละ มีการนำเอกสารให้เซ็น จนชาวอุยกูร์ไม่ยอมเซ็นและอดข้าวประท้วง

นอกจากนี้ นายกัณวีร์ ได้เปิดเผยคลิปเสียงชาวอุยกูร์ 1 ใน 40 คน ที่กลับไปแล้ว และสามารถพูดภาษาอังกฤษได้ ว่าถ้าคุณทำได้ช่วยบอกชาวไทยมุสลิม ช่วยบอกรัฐบาลไม่ให้ส่งเราไปจีน และปล่อยเราประเทศอื่น ช่วยบอกชาวไทยมุสลิมให้ไปบอกรัฐบาลไทย และเจ้าหน้าที่ห้องกักบอกว่าตอนนี้ไม่สามารถกลับไปจีนได้เป็นสิ่งที่โกหกทั้งหมด นี่เป็นสิ่งที่เจ้าหน้าที่ สตม.เข้าไปบอกพวกเขา จนกระทั่งชาวอุยกูร์อดข้าวประท้วงเป็นเวลา 19 วัน ซึ่งรัฐบาลไทยให้สัมภาษณ์ปฎิเสธการส่งกลับจีนถึง 6 ครั้ง แต่หลังจากนั้นความแตกโกหกไม่รอด ต้องเล่นบทความเห็นใจ และกล่าวหาว่าจดหมายที่ตนได้มาเป็นของปลอม ละห้องกัก สตม.ไม่มีการบันทึกภาพการปฏิบัติติงาน ไม่มีหลักฐานทั้งที่ทั่วโลกจับตามอง จึงตั้งคำถามว่าเป็นความบกพร่องหรือนายสั่ง

นายกัณวีร์ กล่าวด้วยว่า วันที่เมื่อ 18 – 20 มี.ค.ที่ผ่านมา ถึงเวลาเปิดม่านละครคุณธรรม เดินทางไปเยี่ยมชาวอุยกูร์ 5 คน เป็นละครปลายปิดที่ท่านรู้อยู่แล้วว่าจะเป็นอย่างไร เป็นสิ่งไว้ฟอกขาวการกระทำของท่าน ให้มองว่าสิ่งที่ทำอยู่นี้สมัครใจ ซึ่งย้อนถามนายภูมิธรรม และ พันตำรวจเอกทวี รู้หรือไม่ การไปพบ 2 ใน 5 คนชาวอุยกูร์ คนหนึ่งเป็นผู้จิตเวช และอีกคนคือมครอบครัวอยู่ประเทศที่ 3 ภาพยนตร์เรื่องนี้ 3 วันแห่งการโกหก หลอกลวง ปู้ยี่ปู้ยำ นโยบายการต่างประเทศของประเทศไทย สิ่งที่ท่านแถลงว่าจะไม่เลือกข้าง แต่รู้หรือไม่ว่าเลือกข้างไปหลายครั้งแล้ว และครั้งนี้เลือกข้างผิด สิ่งที่ท่านโดนตั้งแต่ผลักดันอุยกูร์กลับประเทศจีน การประณามจากเวทีระหว่างประเทศ ทั้งจากรัฐบาลและจากสหประชาชาติ สหภาพยุโรป ในขณะที่เราพยายามความสัมพันธ์ FTA ซึ่งในวันทีประชุมสภาฯ หาข้อตกงเรื่องดังกล่าวตนได้พูดไว้แล้วว่าการตระบัตสัตย์ในประเทศว่าเลวร้ายแล้ว หากไปตระบัตสัตย์ในเวทีระหว่างประเทศเลวร้ายยิ่งกว่าข้อตกลงอย่างไทยกับอียู มีกระดูกสันหลังว่าห้ามขัดหลักการสิทธิมนุษยชน ทำไมเราต้องเอาตัวไปอยู่ระหว่างเขากวางหรือเอาตัวเองไปอยู่ตรงกลางระหว่างการเมืองระหว่างประเทศ ตนไม่สนใจว่าจะเป็นจีน หรือสหรัฐฯ เราต้องมีจุดยืนที่มั่นคง แต่ตนไม่เห็นว่ารัฐบาลชุดนี้จะมีจุดยืนที่มั่นคงในเวทีระหว่างประเทศ ไม่มีนโยบายการต่างประเทศทำไทยหลุดพ้นจากการเมืองระหว่างประเทศ ในศตวรรษที่ 21 เรื่องนี้แสดงให้เห็นชัดเจนถึงการไร้ความสามารถ ไร้ประสิทธิภาพไร้วุฒิภาวะ ไร้ความเป็นผู้นำ ทำตัวอยู่เหนือผลประโยชน์ของประเทศชาติ ไม่ยึดมั่นในนโยบายที่ตัวเองมี ถือเป็นการทุจริตเชิงนโยบายต่างประเทศ

‘ไชยชนก ชิดชอบ’ชูข้อความ‘พี่อิ๊งสู้ๆ’ ให้กำลังใจ‘นายกรัฐมนตรี’ระหว่างศึกซักฟอก

‘ไชยชนก ชิดชอบ’ชูข้อความ‘พี่อิ๊งสู้ๆ’ ให้กำลังใจ‘นายกรัฐมนตรี’ระหว่างศึกซักฟอก

‘ไชยชนก ชิดชอบ’ชูข้อความ‘พี่อิ๊งสู้ๆ’ ให้กำลังใจ‘นายกรัฐมนตรี’ระหว่างศึกซักฟอก

วันจันทร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2568, 20.46 น.

‘ไชยชนก ชิดชอบ’ชูข้อความ‘พี่อิ๊งสู้ๆ’ ให้กำลังใจ‘นายกรัฐมนตรี’ระหว่างศึกซักฟอก

24 มีนาคม 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 (น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี)

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้เกิดสีสันบรรยากาศในห้องประชุมเป็นไปอย่างน่ารัก เมื่อ นายไชยชนก ชิดชอบ สส.บุรีรัมย์ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ได้โชว์ข้อความบนโทรศัพท์มือถือ ใจความว่า “พี่อิ๊งสู้ๆ”  เพื่อเป็นกำลังใจให้กับ น.ส.แพทองธาร ในระหว่างที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วย

‘ปชน.’ปูดขยายสัมปทานทางด่วนข้ามศตวรรษ บี้‘นายกฯ’แจงเอง

‘ปชน.’ปูดขยายสัมปทานทางด่วนข้ามศตวรรษ บี้‘นายกฯ’แจงเอง

‘ปชน.’ปูดขยายสัมปทานทางด่วนข้ามศตวรรษ บี้‘นายกฯ’แจงเอง

วันจันทร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2568, 20.43 น.

“ปชน.”ปูดขยายสัมปทานทางด่วนข้ามศตวรรษ บี้”นายกฯ”แจงเอง จะปฏิเสธรับผิดชอบไม่ได้

เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติด่วนขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล (น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี)

โดย นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) อภิปรายว่า ขออภิปรายการทุจริตเชิงนโยบาย 2 เรื่อง คือ 1.การแก้สัญญาโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ที่ให้นายทุนคว้าสัมปทานให้ได้ก่อนแล้วหาประโยชน์โดยการแก้สัญญาภายหลัง เป็นความร่วมมือระหว่างทุนใหญ่กับนายใหญ่ เซ็นสัญญามาแล้ว 5 ปี ตั้งแต่วันที่ 24 ต.ค.2562 แต่ยังไม่เริ่มโครงการ เพราะนายทุนใหญ่ยังไม่อยากเริ่มงาน ขอเลื่อนไปเรื่อยๆ ทราบว่าขาดสภาพคล่องทางการเงิน จึงอยากแก้สัญญาก่อน ที่ผ่านมา นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม บอกจะไม่แก้สัญญา แต่สุดท้ายแก้สัญญา ใครสั่งให้กลับลำ นายใหญ่ ทุนใหญ่ หรือนายน้อยสั่งการเอง แก้ไขสัญญาจากเดิมรัฐจะแบ่งจ่าย เมื่อเอกชนเปิดเดินรถไฟความเร็วสูง เป็นรัฐจะจ่ายเป็นงวดตามความก้าวหน้าของงานที่ รฟท.ตรวจรับ

นายสุรเชษฐ์ กล่าวต่อว่า 2.การขยายสัมปทานทางด่วนขั้นที่ 2 เส้นทาง สร้างรายได้หลักของเอกชน จะหมดสัมปทานปี 2578 ต้องหาเหตุขยายสัมปทาน โดยทุนใหญ่กับนักการเมือง มีความพยายามจะทำทางด่วนซ้อนทางด่วน เป็นทางพิเศษชั้นที่สอง (Double deck) ระยะทาง 17 กม.จากงามวงศ์วาน – พระราม 9 งบ 34,800 ล้านบาท มีทางขึ้นและทางลงขึ้นจากทางด่วนเดิม โครงการนี้ไม่ช่วยแก้จราจรติดขัด โอกาสคุ้มค่าน้อย แต่ยังหาสร้างกัน เพราะอยากกอดรายได้ก้อนเดิมจากทางด่วนขั้นที่ 2 ที่จะขยายสัมปทานไปอีก 22 ปี 5 เดือน หมดสัมปทานปี 2601 ข้ามศตวรรษ ขอให้นายกฯ ชี้แจงด้วยตนเอง ซุปเปอร์ดีล 2 เรื่อง ต้องใช้อำนาจ ครม.ที่นายกฯ เป็นผู้รับผิดชอบหลัก จะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้

รมว.กต.โต้ฝ่ายค้าน! เปิด’ยุทธศาสตร์ฟ้าใส’แก้ฝุ่นพิษตั้งแต่ปีที่แล้ว

รมว.กต.โต้ฝ่ายค้าน! เปิด'ยุทธศาสตร์ฟ้าใส'แก้ฝุ่นพิษตั้งแต่ปีที่แล้ว

รมว.กต.โต้ฝ่ายค้าน! เปิด’ยุทธศาสตร์ฟ้าใส’แก้ฝุ่นพิษตั้งแต่ปีที่แล้ว

วันจันทร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2568, 20.20 น.

เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2568 นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.ต่างประเทศ ลุกขึ้นชี้แจงในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หลัง นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน (ปชน.) ระบุถึงกรณีที่รัฐบาลไม่ให้ความสำคัญกับการผลักดันความร่วมมือกับประเทศต่างๆ ทั้งในภูมิภาคอาเซียน และภูมิภาคอื่นที่เป็นต้นเหตุการเกิดฝุ่น PM2.5 โดยยืนยันว่า ที่ผ่านมา รัฐบาล และกระทรวงการต่างประเทศ ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม , กระทรวงกลาโหม และกระทรวงมหาดไทย ผลักดันแผนปฏิบัติการร่วมเพื่อป้องกัน และแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดนภายใต้ “ยุทธศาสตร์ฟ้าใส” ระหว่าง ไทย , สปป.ลาว และเมียนมา ตั้งแต่ตุลาคม 2567 และความร่วมมือในกรอบอาเซียนในการแก้ไขปัญหา PM2.5 รวมทั้งผลักดันความร่วมมือกับประเทศคู่เจรจาของอาเซียน ทั้ง จีน , ญี่ปุ่น , เกาหลีใต้ , ออสเตรเลีย , นิวซีแลนด์ , สหรัฐอเมริกา และแคนาดา อย่างเข้มข้น

รมว.ต่างประเทศ ยังชี้แจงว่า การดำเนินการภายใต้ยุทธศาสตร์ฟ้าใส นั้น รัฐบาลได้เปิดแผนปฏิบัติการร่วมภายใต้ยุทธศาสตร์ฟ้าใสที่กรุงเทพฯ โดยมีรัฐมนตรีกระทรวงที่เกี่ยวข้องของไทย , สปป.ลาว และเมียนมา เข้าร่วมเพื่อแก้ไขปัญหา และกำหนดแนวทางความร่วมมือระหว่างทั้ง 3 ประเทศ ในการแก้ไข PM2.5 ข้ามแดนอย่างยั่งยืน เช่น การจัดทำแผนที่พื้นที่เสี่ยง , การเกิดไฟป่า , การเปิดสายด่วน และการจัดตั้งกลไกเฝ้าระวังและติดตามหมอกควันข้ามแดนระหว่างทั้ง 3 ประเทศ รวมถึงยังอยู่ระหว่างการเตรียมจัดโครงการส่งเสริมความร่วมมือด้านนวัตกรรม และเทคโนโลยีกับประเทศคู่เจรจาที่มีความเชี่ยวชาญในการแก้ปัญหาดังกล่าว และในเดือนเมษายนนี้ ไทยจะเป็นเจ้าภาพประชุม Joint Task Force เพื่อระดมความร่วมมือในการแก้ปัญหาด้วย

ทั้งนี้ รมว.ต่างประเทศ ยังชี้แจงฝ่ายค้านถึงการดำเนินการแก้ไขฝุ่น PM2.5 ในกรอบความร่วมมืออาเซียน ว่า รัฐบาลได้ดำเนินการผ่านกรอบการประชุมสุดยอดอาเซียนที่เวียงจันทน์ และการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ ที่เกาะลังกาวี ประเทศมาเลเซีย เมื่อต้นปีที่ผ่านมา รวมถึงยังจัดงานสัมมนาแนวทางการแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดนในภูมิภาคอาเซียน โดยได้เชิญผู้เชี่ยวชาญจากจีน สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ไทย องค์การอนามัยโลก ธนาคารโลก และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมนี (GIZ) และศูนย์เตรียมความพร้อมภัยพิบัติแห่งเอเชีย (ADPC) มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหาหมอกควันในประเทศต่างๆ พร้อมทั้งผลักดันความร่วมมือผ่านกรอบการประชุมประเทศภาคีข้อตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน ซึ่งมีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นหน่วยงานหลัก เพื่อให้มีความเป็นรูปธรรม

ส่วนการดำเนินการในกรอบของทวิภาคีนั้น รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ได้ร่วมกับประเทศพัฒนา แล้ว อาทิเช่น สหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ให้ความช่วยเหลือโครงการความร่วมมือไตรภาคี เพื่อเพิ่มศักยภาพเจ้าหน้าที่ สปป.ลาว เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดน ระยะเวลา 3 ปี เมื่อเดือนมกราคม 2567 เพื่อฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ การกำหนดนโยบายและวางมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดน และการใช้ประโยชน์จากข้อมูลดาวเทียมนานาชาติ รวมถึงยังได้ประชุมร่วมกับกัมพูชา เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2567 โดยไทยได้เสนอจัดตั้งช่องทางการสื่อสาร เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์ จำนวนจุดความร้อน และความร่วมมือในการดับไฟ ซึ่งล่าสุด ทั้ง 2 ฝ่าย ยังเตรียมลงนามจัดทำบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงสิ่งแวดล้อม ราชอาณาจักรกัมพูชา กับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของไทย ในห้วงการเดินทางเยือนของนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ 23 – 24 เมษายน นี้ด้วย

ประท้วงเขมร! ทหารไทยบุกฐานทหารกัมพูชา สั่งรื้อเพิงพักล้ำเส้น

ประท้วงเขมร! ทหารไทยบุกฐานทหารกัมพูชา สั่งรื้อเพิงพักล้ำเส้น

ประท้วงเขมร! ทหารไทยบุกฐานทหารกัมพูชา สั่งรื้อเพิงพักล้ำเส้น

วันจันทร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2568, 20.11 น.

‘โฆษก ทบ.’แจงคลิปทหารไทย เจรจาทหารกัมพูชา รื้อถอนเพิงที่พักในพื้นที่ตกลงร่วมห้ามใช้ประโยชน์ ใกล้หลักเขตแดนที่ 36 ก่อนทำหนังสือประท้วง

24 มีนาคม 2568 พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก (โฆษก ทบ.) ชี้แจงกรณีมีการเผยแพร่คลิปทหารกัมพูชาไม่พอใจหลังทหารไทยขอให้รื้อที่พักล้ำเขตไทย ว่า คลิปดังกล่าวเป็น​เหตุการณ์การพูดคุยระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชา เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2568 เวลา 10.30 น. บริเวณพื้นที่ชายแดนบ้านคลองแผง ตำบลทัพเสด็จ อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว ตรงข้ามกับบ้านบันเตียเมียนริด ตำบลโคกละเมียด อำเภอทมอพวก จังหวัดบันเตียเมียนเจย

สืบเนื่องจากฝ่ายทหารไทย โดยเฉพาะหน่วยเฉพาะกิจตาพระยา (ฉก.ตาพระยา) ได้ทำการลาดตระเวนพื้นที่ และพบว่ามีทหารกัมพูชา เข้าไปผูกเปลและสร้างเพิงพักอยู่ท้ายแปลงการเกษตร ซึ่งอยู่ในบริเวณพื้นที่ที่ทั้งสองฝ่ายได้มีข้อตกลงร่วมกันไว้ว่า ห้ามเข้าไปใช้ประโยชน์

ทางฝ่ายไทยจึงได้เดินทางเข้าไปพูดคุยและทักท้วงกับทหารกัมพูชาที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่บริเวณจุดตรวจการณ์ โดยขอความร่วมมือไม่ให้เข้าไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ดังกล่าว และให้รื้อถอนเพิงพักที่ทหารกัมพูชาได้สร้างไว้บริเวณท้ายแปลงการเกษตร ใกล้หลักเขตแดนที่ 36 ออก

ทั้งนี้ ในปัจจุบัน หน่วยเฉพาะกิจตาพระยาได้ดำเนินการทำหนังสือประท้วงต่อฝ่ายกัมพูชาเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวแล้ว