มิน อ่อง หล่าย เตรียมพบนายกฯ มาเลเซียในไทย หารือขยายเวลาหยุดยิงเมียนมา

มิน อ่อง หล่าย เตรียมพบนายกฯ มาเลเซียในไทย หารือขยายเวลาหยุดยิงเมียนมา

14 เม.ย. 2568 14:44 น.

มิน อ่อง หล่าย เตรียมพบนายกฯ มาเลเซียในไทย หารือขยายเวลาหยุดยิงเมียนมา

นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย กล่าวว่าเขาจะพบกับพลเอกอาวุโสมิน ออง หล่าย ผู้นำกองทัพเมียนมา ที่กรุงเทพฯ ในสัปดาห์นี้ เพื่อผลักดันให้ขยายเวลาหยุดยิงระหว่างรัฐบาลทหารและกลุ่มกบฏเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหว

นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย กล่าวว่าเขาจะพบกับพลเอกอาวุโสมิน ออง หล่าย ผู้นำกองทัพเมียนมา ที่กรุงเทพฯ ในสัปดาห์นี้ เพื่อผลักดันให้ขยายเวลาหยุดยิงระหว่างรัฐบาลทหารและกลุ่มกบฏเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหว

นายอันวาร์ ในฐานะประธานสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียนในปีนี้ กล่าวว่าการประชุมกับพลเอกอาวุโสมิน ออง หล่าย ในวันพฤหัสบดีนี้ (17 เม.ย.) จัดขึ้นด้วยเหตุผลด้านมนุษยธรรม เนื่องจากยังไม่มีการตกลงอย่างเป็นทางการระหว่างเมียนมาและอาเซียน

เมียนมาได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวรุนแรงเมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปหลายพันคนและสร้างความเสียหายอย่างมาก โดยนายอันวาร์กล่าววันนี้ (14 เม.ย.) ว่า “ผมขอขอบคุณพลเอกมิน ออง หล่าย ที่ตอบสนองข้อเรียกร้องของเราในเชิงบวก ในการประชุมกับเขาในวันที่ 17 เมษายน ผมจะผลักดันให้ขยายเวลาหยุดยิงออกไป” 

เมียนมาเผชิญกับความวุ่นวายตั้งแต่ต้นปี 2021 เมื่อกองทัพโค่นล้มรัฐบาลพลเรือนที่ได้รับการเลือกตั้ง ซึ่งก่อให้เกิดสงครามกลางเมือง
คณะรัฐประหารและกลุ่มกบฏต่างประกาศการหยุดยิง เพื่อสนับสนุนการบรรเทาทุกข์จากแผ่นดินไหว แต่ต่างกล่าวหาซึ่งกันและกันว่าละเมิดข้อตกลง

อาเซียนต้องการให้เมียนมาปฏิบัติตามแผนสันติภาพ 5 ประการของกลุ่มเพื่อยุติการสู้รบ และห้ามไม่ให้พลเอกอาวุโสมิน ออง หล่าย เข้าร่วมการประชุมเนื่องจากไม่ปฏิบัติตามแผน

นายอันวาร์กล่าวว่า มาเลเซียจะยังคงให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว ผ่านโรงพยาบาลสนามชั่วคราวที่ดำเนินการโดยกองทัพมาเลเซีย

ทั้งนี้ พลเอกอาวุโสมิน ออง หล่าย เข้าร่วมการประชุมสุดยอดบิมสเทค (BIMSTEC) หรือความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอล ที่กรุงเทพฯ เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการเดินทางไปต่างประเทศที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักสำหรับผู้นำเมียนมา ซึ่งถูกนานาชาติตัดขาดนับตั้งแต่การก่อรัฐประหารในปี 2021.

ที่มา Reuters

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

โดนัลด์ ทรัมป์ เตือน “ไม่มีใครรอดพ้น” จากภาษี จ่อออกมาตรการใหม่

โดนัลด์ ทรัมป์ เตือน "ไม่มีใครรอดพ้น" จากภาษี จ่อออกมาตรการใหม่

14 เม.ย. 2568 11:53 น.

โดนัลด์ ทรัมป์ เตือน “ไม่มีใครรอดพ้น” จากภาษี จ่อออกมาตรการใหม่

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ออกมาเตือนว่า “ไม่มีใครรอดพ้นความผิดจากดุลการค้าที่ไม่เป็นธรรม” โดยระบุว่าอาจมีการเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมอีกเร็วๆ นี้

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ออกมาเตือนว่า “ไม่มีใครรอดพ้นความผิดจากดุลการค้าที่ไม่เป็นธรรม” โดยระบุว่าอาจมีการเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมอีกเร็วๆ นี้ ก่อนหน้านี้ทำเนียบขาวได้ยกเว้นภาษีนำเข้าสมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์จากจีน แต่ในโพสต์บน Truth Social เขาได้ระบุว่าการขึ้นภาษีนี้คงอยู่ไม่นาน โดยกล่าวว่าจะ “เปลี่ยนไปใช้ภาษีประเภทอื่น”

ประธานาธิบดีทรัมป์ โต้แย้งข้อเสนอแนะที่ว่าการระงับการขึ้นภาษีตอบโต้ เมื่อวันศุกร์ (11 เม.ย.) ทำให้ประเทศต่างๆ “พ้นผิด” จากการจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ทรัมป์เขียนบนโซเชียลมีเดียว่า “ไม่มีการประกาศข้อยกเว้นภาษีเมื่อวันศุกร์”

ทรัมป์ยืนกรานว่าสินค้าอิเล็กทรอนิกส์จากจีนยังคงถูกเรียกเก็บภาษี 20% ซึ่งเกี่ยวข้องกับเฟนทานิล แต่ตอนนี้ถูกเรียกเก็บภาษี “ประเภทอื่น” แล้ว โดยสหรัฐฯ กล่าวหาบริษัทจีนว่าจงใจจัดหาสินค้าให้กับกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการผลิตยาโอปิออยด์ ซึ่งก่อให้เกิดวิกฤตยาเสพติดในประเทศ

ทรัมป์กล่าวว่าการสอบสวนเรื่องภาษีศุลกากรและความมั่นคงของชาติที่กำลังจะมีขึ้นในเร็วๆ นี้ จะพิจารณาถึงสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ และห่วงโซ่อุปทานอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด เขาย้ำถึงความพยายามที่จะนำภาคการผลิตกลับคืนสู่สหรัฐฯ โดยระบุว่า “สิ่งที่เราควรรู้ก็คือ เราจำเป็นต้องผลิตสินค้าในสหรัฐอเมริกา” ทรัมป์กล่าวว่านี่คือการหลีกเลี่ยง “การถูกยึดครอง” โดยประเทศต่างๆ รวมถึงจีน ซึ่งเขาระบุว่าเป็น “ประเทศการค้าที่ไม่เป็นมิตร”

ด้านประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีน ได้เริ่มการเยือนประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ เวียดนาม มาเลเซีย และกัมพูชา ระหว่างวันที่ 14-18 เมษายน ขณะที่จีนและภูมิภาคนี้กำลังตกเป็นเป้าโจมตีของประธานาธิบดีทรัมป์ ในเรื่องภาษีศุลกากร 

ผู้นำจีนเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์ Nhan Dan ของเวียดนาม เผยแพร่บทความชื่อว่า “สานต่อความสำเร็จในอดีตและสร้างความก้าวหน้าใหม่ในการแสวงหาเป้าหมายร่วมกัน” ที่เน้นย้ำถึงความร่วมมือเพื่ออนาคตของจีนและเวียดนาม โดยเฉพาะในด้านยุทธศาสตร์ โดยกล่าวว่า “จีนและเวียดนามต่างก็เป็นประเทศสังคมนิยมและเป็นเพื่อนบ้านกัน มีอุดมคติที่เหมือนกัน ตลอดจนมีผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ที่กว้างขวางร่วมกัน”

นายสีระบุว่า “การสร้างชุมชนจีน-เวียดนามที่มีอนาคตร่วมกันและมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์นั้นเป็นผลประโยชน์ร่วมของทั้งสองประเทศ ซึ่งเอื้อต่อสันติภาพ เสถียรภาพ การพัฒนา และความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค” “ปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงระดับโลก ยุคสมัย และการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ กำลังเผยโฉมอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน โลกได้เข้าสู่ยุคใหม่ของการเปลี่ยนแปลงที่วุ่นวาย จีนยังคงเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจโลก”

สี จิ้นผิง ยังย้ำมุมมองของเขาว่า “สงครามการค้าและสงครามภาษีจะไม่ทำให้มีผู้ชนะ และการค้าคุ้มครองจะไม่นำไปสู่สิ่งใด” โดยไม่ได้เอ่ยถึงสหรัฐฯ เขาเสริมว่าจีน “ควรทำงานร่วมกับกลุ่มประเทศซีกโลกใต้เพื่อรักษาผลประโยชน์ร่วมกันของประเทศกำลังพัฒนา”

กลุ่มประเทศซีกโลกใต้เป็นคำที่ใช้เรียกประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งโดยทั่วไปตั้งอยู่ทางใต้ของประเทศที่มีการพัฒนาอุตสาหกรรมมากกว่า.

ที่มา BBC

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก อาจถูกบังคับขาย “อินสตาแกรม” ในคดีต่อต้านการผูกขาด

มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก อาจถูกบังคับขาย "อินสตาแกรม" ในคดีต่อต้านการผูกขาด

14 เม.ย. 2568 11:17 น.

มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก อาจถูกบังคับขาย “อินสตาแกรม” ในคดีต่อต้านการผูกขาด

การพิจารณาคดีต่อต้านการผูกขาดที่ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญต่อ “เมตา” ยักษ์ใหญ่โซเชียลมีเดีย เริ่มขึ้นในกรุงวอชิงตันดีซี ซึ่งหากคณะกรรมการการค้าแห่งสหรัฐฯ (FTC) ชนะคดีนี้ อาจบังคับให้มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอของเมตา ต้องขายทั้งอินสตาแกรม และ WhatsApp 

การพิจารณาคดีต่อต้านการผูกขาดที่ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญต่อ “เมตา” ยักษ์ใหญ่โซเชียลมีเดีย เริ่มขึ้นในกรุงวอชิงตันดีซี ซึ่งหากคณะกรรมการการค้าแห่งสหรัฐฯ (FTC) ชนะคดีนี้ อาจบังคับให้มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอของเมตา ต้องขายทั้งอินสตาแกรม และ WhatsApp

หน่วยงานกำกับดูแลการแข่งขันและผู้บริโภคของสหรัฐฯ กล่าวหาว่าเมตา ซึ่งเป็นเจ้าของเฟซบุ๊ก อยู่แล้ว ได้ซื้อกิจการของอินสตาแกรม ในปี 2012 และ WhatsApp ในปี 2014 เพื่อกำจัดคู่แข่ง ซึ่งเท่ากับเป็นการผูกขาด

FTC ได้ตรวจสอบและอนุมัติการเข้าซื้อกิจการดังกล่าวแล้ว แต่ให้คำมั่นว่าจะติดตามผลต่อไป หากคณะกรรมการการค้าฯ ชนะคดีนี้ อาจบังคับให้มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอของเมตา ต้องขายทั้งอินสตาแกรม และ WhatsApp

ก่อนหน้านี้ Meta เคยกล่าวไว้ว่ามั่นใจว่าจะชนะ และผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า เมตาอาจจะโต้แย้งว่าผู้ใช้อินสตาแกรม ได้รับประสบการณ์ที่ดีขึ้นตั้งแต่ที่เข้าซื้อกิจการ

รีเบคกา ฮอร์ อัลเลนสเวิร์ธ ศาสตราจารย์ด้านการต่อต้านการผูกขาดที่ Vanderbilt Law School กล่าวว่า “ข้อโต้แย้งของ FTC คือการเข้าซื้ออินสตาแกรม เป็นวิธีหนึ่งในการต่อต้านภัยคุกคามจากการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นของเฟซบุ๊ก” อัลเลนส์เวิร์ธกล่าวว่า คำพูดของซักเคอร์เบิร์กเอง รวมถึงคำพูดจากอีเมลของเขา อาจเป็นหลักฐานที่น่าเชื่อถือที่สุดในการพิจารณาคดี ในทางกลับกัน เมตาอาจโต้แย้งว่าเจตนาดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะในคดีต่อต้านการผูกขาด

“พวกเขาจะพูดว่าคำถามที่แท้จริงคือ ผู้บริโภคดีขึ้นหรือไม่อันเป็นผลมาจากการควบรวมกิจการครั้งนี้” เธอกล่าวว่า “พวกเขาจะนำเสนอหลักฐานมากมายว่าอินสตาแกรมกลายเป็นอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเพราะได้รับประโยชน์จากการที่มีเฟซบุ๊กเป็นเจ้าของ”

คาดว่าซักเคอร์เบิร์กและเชอริล แซนด์เบิร์ก อดีตประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของบริษัท จะให้การเป็นพยานในการพิจารณาคดีซึ่งอาจกินเวลานานหลายสัปดาห์

คดีระหว่าง FTC และเมตา ถูกยื่นฟ้องครั้งแรกในช่วงสมัยแรกของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แต่มีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นประเด็นทางการเมืองในช่วงดำรงตำแหน่งสมัยที่สองของเขา หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัลรายงานว่านายซักเคอร์เบิร์กได้ล็อบบี้ทรัมป์โดยตรงเพื่อให้คณะกรรมการการค้าของสหรัฐฯ ถอนฟ้องคดีนี้

ความสัมพันธ์ระหว่างนายซักเคอร์เบิร์กและทรัมป์ย่ำแย่ลง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะทรัมป์ถูกห้ามไม่ให้ใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของเมตาหลังจากเหตุจลาจลที่อาคารรัฐสภาสหรัฐฯ ในเดือนมกราคม 2021 แต่ตั้งแต่นั้นมา ความสัมพันธ์ก็ค่อยๆ ดีขึ้น

เมตาได้บริจาคเงิน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้กับกองทุนเปิดตัวของทรัมป์ และในเดือนมกราคม ดาน่า ไวท์ ซึ่งเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของทรัมป์ ได้เข้าร่วมคณะกรรมการบริหารทีม Ultimate Fighting Championship Fighter (UFC) ของเมตา นอกจากนี้ บริษัทได้ประกาศในเดือนมกราคมว่ากำลังดำเนินการยกเลิกผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริงอิสระ

การเคลื่อนไหวของประธานาธิบดีทรัมป์ในการไล่กรรมการ FTC สองคนออกในเดือนมีนาคมยังส่งผลต่อคดีนี้ด้วย โดยกรรมการสองคนจากพรรคเดโมแครต ได้แก่ รีเบกกา เคลลี สลอเตอร์ และอัลวาโร เบโดยา เป็นเสียงส่วนน้อยในคณะกรรมการ 5 ที่นั่ง และเพิ่งมีการแต่งตั้งตำแหน่งดังกล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยทั้งสองที่นั่งเป็นของพรรครีพับลิกัน

คณะกรรมการการค้าเสรี ถือเป็นหน่วยงานเฝ้าระวังการผูกขาดที่สำคัญ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คณะกรรมการได้คืนเงินหลายร้อยล้านดอลลาร์ให้กับเหยื่อของการฉ้อโกง นอกเหนือจากการผ่านกฎหมายที่ห้ามค่าธรรมเนียมที่ไม่เกิดประโยชน์และการล่อลวงให้สมัครสมาชิก.

ที่มา BBC

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

ยุน ซอกยอล อดีตผู้นำเกาหลีใต้ ขึ้นศาลคดีอาญา ปมพยายามก่อรัฐประหารยึดอำนาจโดยประกาศกฎอัยการศึก

ยุน ซอกยอล  อดีตผู้นำเกาหลีใต้ ขึ้นศาลคดีอาญา ปมพยายามก่อรัฐประหารยึดอำนาจโดยประกาศกฎอัยการศึก

14 เม.ย. 2568 08:31 น.

ยุน ซอกยอล อดีตผู้นำเกาหลีใต้ ขึ้นศาลคดีอาญา ปมพยายามก่อรัฐประหารยึดอำนาจโดยประกาศกฎอัยการศึก

อดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้ “ยุน ซอกยอล” ปรากฏตัวต่อหน้าศาลเป็นครั้งแรก หลังถูกถอดถอนจากตำแหน่ง เหตุพยายามประกาศกฎอัยการศึก 

วันที่ 14 เมษายน 2568 สำนักข่าวยอนฮับ ของเกาหลีใต้ รายงานว่า อดีตประธานาธิบดี ยุน ซอกยอล เดินทางไปยังศาลแขวงกลางกรุงโซล ในช่วงเช้าวันนี้ เพื่อเข้ารับการพิจารณาคดีครั้งแรกในฐานะประชาชนคนธรรมดา ในข้อหาพยายามก่อการกบฏ หลังจากที่เขาถูกกล่าวหาว่า พยายามประกาศกฎอัยการศึกเมื่อวันที่ 3 ธ.ค. ที่ผ่านมา

รายงานข่าวระบุว่า นายยุนเดินทางไปถึงศาลผ่านทางลานจอดรถใต้ดิน ก่อนเวลานัดไต่สวนในเวลา 10.00 น. ท่ามกลางการจับตาของสื่อและประชาชน

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 4 เม.ย. ที่ผ่านมา ศาลรัฐธรรมนูญของเกาหลีใต้มีมติ รับรองการถอดถอนนายยุนออกจากตำแหน่งประธานาธิบดี หลังจากมีมติของรัฐสภาในประเด็นการละเมิดรัฐธรรมนูญและใช้อำนาจเกินขอบเขต ซึ่งคดีนี้ถูกมองว่าเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญทางการเมืองของเกาหลีใต้ ขณะที่หลายฝ่ายเฝ้าจับตาว่ากระบวนการยุติธรรมจะเดินหน้าอย่างไร และจะมีผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลชุดใหม่หรือไม่.

กัมพูชาเปิดใช้ทางหลวงทุนจีน เชื่อมสองจังหวัดฝั่งตะวันออก

กัมพูชาเปิดใช้ทางหลวงทุนจีน เชื่อมสองจังหวัดฝั่งตะวันออก

14 เม.ย. 2568 07:57 น.

กัมพูชาเปิดใช้ทางหลวงทุนจีน เชื่อมสองจังหวัดฝั่งตะวันออก

กัมพูชาเปิดใช้ทางหลวงทุนจีนอย่างเป็นทางการ ถนนเส้นนี้จะเชื่อมสองจังหวัดใหญ่ทางฝั่งตะวันออก เป็นระยะทางกว่า 114 กิโลเมตร คาดว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นและการพัฒนาการท่องเที่ยวของกัมพูชา

วันที่ 14 เมษายน 2568 สำนักข่าวซินหัว ของทางการจีน รายงานว่า เมื่อวันเสาร์ (12 เม.ย.) ที่ผ่านมา นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ทำพิธีเปิดใช้ทางหลวงสาย 71C อย่างเป็นทางการ โดยมีนายหวัง เหวินปิน เอกอัครราชทูตจีนประจำกัมพูชา เข้าร่วมพิธีการด้วย

โดยทางหลวงสายนี้เป็นเส้นทางเชื่อมต่อจังหวัดตะโบงคมุม ทางตะวันออก กับจังหวัดกำปงจาม ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ และได้รับเงินทุนก่อสร้างจากจีน

ผู้นำกัมพูชากล่าวว่า ทางหลวงสาย 71C ที่มีความยาว 114.9 กิโลเมตร มีความสำคัญต่อการอำนวยความสะดวกด้านการเดินทางและการขนส่งสินค้า รวมถึงจะมีบทบาทสำคัญต่อการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นและการพัฒนาการท่องเที่ยว โดยจีนเป็นมิตรประเทศที่สำคัญ ในการพัฒนาสังคม-เศรษฐกิจของกัมพูชา

ทางด้านนายหวังกล่าวว่า จีนได้ช่วยเหลือกัมพูชาก่อสร้างทางหลวงสายต่างๆ ความยาวรวมกว่า 4,000 กิโลเมตร และสะพานขนาดใหญ่มากกว่า 10 แห่ง ซึ่งเกื้อหนุนการเดินทางประจำวันของประชาชนและการพัฒนาของกัมพูชา โดยโครงการนี้นับเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างอันดีในการประสานงานระหว่างแผนริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางกับยุทธศาสตร์ห้าเหลี่ยมของกัมพูชา

โครงการก่อสร้างทางหลวงสาย 71C เป็นโครงการสินเชื่อภายใต้เงื่อนไขที่เอื้ออำนวยจากรัฐบาลจีน ก่อสร้างโดยบริษัท Shanghai Construction Group โดยได้รับเงินกู้พิเศษจากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศจีน มูลค่าสัญญาประมาณ 130 ล้านเหรียญสหรัฐ เริ่มต้นก่อสร้างเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2021 

ทั้งนี้ จีนถือเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจหมายเลขหนึ่งของกัมพูชา ซึ่งจัดสรรเงินกู้แบบผ่อนปรนและเงินช่วยเหลือจำนวนมหาศาลสำหรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้งถนนและสะพานในกัมพูชา โดยการประสานงานระหว่างแผนริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BRI) ของจีนกับยุทธศาสตร์ห้าเหลี่ยมของกัมพูชา.

ผู้ว่าฯ เพนซิลเวเนีย-ครอบครัว อพยพจากบ้าน หลังโดนวางเพลิงกลางดึก

ผู้ว่าฯ เพนซิลเวเนีย-ครอบครัว อพยพจากบ้าน หลังโดนวางเพลิงกลางดึก

14 เม.ย. 2568 05:31 น.

ผู้ว่าฯ เพนซิลเวเนีย-ครอบครัว อพยพจากบ้าน หลังโดนวางเพลิงกลางดึก

คนร้ายลอบวางเพลิงบ้านพักของผู้ว่าการรัฐเพนซิลเวเนีย ทำให้เขาและครอบครัวต้องอพยพออกจากบ้าน และเคราะห์ดีที่ไม่มีผู้บาดเจ็บ ส่วนคนร้ายยังลอยนวล

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายจอช ชาปิโร ผู้ว่าการรัฐเพนซิลเวเนีย เปิดเผยในวันอาทิตย์ที่ 13 เม.ย. 2568 ว่า เขากับภรรยาและลูกอีก 4 คน ต้องอพยพออกจากบ้านพักประจำตำแหน่ง หลังผู้ต้องสงสัยเป็นมือเพลิงก่อเหตุจุดไฟเผาบ้านกลางดึก

นายชาปิโรระบุว่า เขาตื่นขึ้นมากลางดึกเนื่องจากมีเจ้าหน้าที่มาทุบประตูบ้าน ในขณะที่ไฟกำลังลุกลาม โดยหลังเกิดเหตุ ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนียโพสต์ข้อความผ่าน X ว่า “ขอบคุณพระเจ้าที่ไม่มีใครบาดเจ็บ และไฟถูกดับได้แล้ว”

ทั้งนายชาปิโรกับเจ้าหน้าที่รัฐเพนซิลเวเนียต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เหตุไฟไหม้ครั้งนี้เป็นการวางเพลิง แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีการจับกุมตัวผู้ต้องสงสัย ซึ่งเจ้าหน้าที่จะมอบเงินรางวัลให้แก่ผู้ให้เบาะแสจนนำไปสู่การจับกุมจำนวน 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ

ด้านเจ้าหน้าที่ระบุว่า แม้จะดับไฟได้แล้ว แต่ไฟก็สร้างความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญต่อพื้นที่บางส่วนของอาคารที่อยู่อาศัยแห่งนี้ ซึ่งเคราะห์ดีที่ผู้ว่าฯ กับครอบครัวอาศัยอยู่ในพื้นที่คนละส่วนของบ้าน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ช็อก หนุ่มอายุ 17 ฆ่าพ่อแม่ตัวเอง วางแผนสังหารทรัมป์ โค่นรัฐบาลสหรัฐฯ

ช็อก หนุ่มอายุ 17 ฆ่าพ่อแม่ตัวเอง วางแผนสังหารทรัมป์ โค่นรัฐบาลสหรัฐฯ

14 เม.ย. 2568 04:55 น.

ช็อก หนุ่มอายุ 17 ฆ่าพ่อแม่ตัวเอง วางแผนสังหารทรัมป์ โค่นรัฐบาลสหรัฐฯ

เอฟบีไอเผย หนุ่มอายุ 17 ปี ก่อเหตุสังหารพ่อแม่ตัวเอง โดยเป็นส่วนหนึ่งของแผนการเพื่อลอบสังหาร โดนัลด์ ทรัมป์ และโค่นล้มรัฐบาลสหรัฐฯ

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 13 เม.ย. 2568 สำนักงานสืบสวนกลางของสหรัฐฯ หรือ เอฟบีไอ เปิดเผยว่า นิกิตา คาแซป อายุ 17 ปี นักเรียนชายชั้นมัธยมปลาย ถูกตั้งข้อหาฆาตกรรมนาง ทาเทียนา คาแซป อายุ 35 ปีผู้เป็นมารดา และนาย โดนัลด์ เมเยอร์ อายุ 51 ปี ผู้เป็นพ่อเลี้ยง โดยทั้งคู่ถูกพบเป็นศพที่บ้านของพวกเขาเมื่อ 28 ก.พ.

หมายค้นที่ได้รับการเปิดผนึกและเผยแพร่ออกมาล่าสุดระบุว่า โทรศัพท์ของผู้ต้องสงสัยมีข้อมูลมากมายที่เกี่ยวข้องกับกลุ่ม “ภาค 9 แฉก” (Order of Nine Angles) ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มนีโอนาซี และมีข้อความชื่นชมนาย อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ อดีตผู้นำนาซีเยอรมันด้วย

เจ้าหน้าที่สืบสวนยังค้นพบเอกสารเขียนด้วยมือที่มีข้อความต่อต้านชาวยิว และมีรายละเอียดแผนการของนายคาแซป เพื่อสังหารประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายที่ใหญ่กว่านั้นคือ การโค่นล้มรัฐบาลสหรัฐ

ตามเอกสารของศาล ผู้ต้องสงสัยรายนี้ถูกกล่าวหาว่า ฆาตกรรมโดยเจตนา กับข้อหาอาชญากรรมร้ายแรงอีก 7 กระทง รวมถึงซ่อนเร้นอำพรางศพ และขโมยตัวตน

ทั้งนี้ ร่างของพ่อแม่ของนายคาแซปถูกพบเมื่อเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเดินทางไปเยี่ยมบ้านของเขา ที่หมู่บ้านวอเคชา (Waukesha) ใกล้กับเมืองมิลวอกี เนื่องจากนายคาแซปไม่ได้ไปโรงเรียนนานกว่า 2 สัปดาห์ โดยนายเมเยอร์เสียชีวิตจากการถูกปืนยิงที่ศีรษะ ส่วนนางคาแซป เสียชีวิตจากการถูกยิงหลายนัด โดยเชื่อว่าพวกเขาเสียชีวิตราววันที่ 11 ก.พ.

ในวันเดียวกันกับที่ศพถูกค้นพบ นายคาแซปซึ่งขับรถโฟล์กสวาเกน แอตลาส โมเดลปี 2018 ของนายเมเยอร์ ออกไปข้างนอก ก็ถูกตำรวจในรัฐแคนซัสเรียกให้จอด

ผลการตรวจค้นเจ้าหน้าที่พบปืน .357 ของนายเมเยอร์อยู่ภายในรถ นอกจากนั้นยังมีอัญมณีล้ำค่าจำนวนหนึ่ง และตู้เซฟที่ถูกงัดเปิดออก กับธนบัตรมูลค่ารวม 14,000 ดอลลาร์ โดยเกือบทั้งหมดถูกซ่อนอยู่ในคัมภีร์ไบเบิล

ในเอกสารเขียนด้วยมือที่เจ้าหน้าที่สืบสวนค้นพบ นายคาแซปแสดงออกถึงความเชื่อว่า คนผิวขาวสูงส่งกว่าใคร (white supremacist) และเรียกการลอบสังหารนายทรัมป์ว่า เป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติทางการเมือง

เจ้าหน้าที่สืบสวนคาดว่า การที่นายคาแซปฆาตกรรมมารดากับพ่อเลี้ยง ก็เพื่อหาทุนและทำให้ตัวเองเป็นอิสระจากการปกครองของคนอื่น เพื่อดำเนินตามแผนที่เขาวางเอาไว้ โดยเขาได้คุยกับคนในรัสเซียเรื่องแผนการสังหารพ่อแม่ของเขาด้วย

เจ้าหน้าที่พบอีกว่า วัยรุ่นรายนี้จ่ายซื้อโดรนกับวัตถุระเบิดเพื่อใช้ในการโจมตีไปแล้ว และมีแผนจะหลบหนีไปยูเครนหลังทำตามแผนสำเร็จ

นายคาแซปขึ้นศาลเบื้องต้นไปแล้วเมื่อวันที่ 9 เม.ย. ที่ศาลแขวงวอเคชา โดยเขาไม่ได้กล่าวยอมรับความผิดในข้อหาใดๆ และเขามีกำหนดขึ้นศาลเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 7 พ.ค. ซึ่งเขาจะถูกตั้งข้อหาอย่างเป็นทางการ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทำเนียบขาวยืนยัน โดนัลด์ ทรัมป์ ร่างกายแข็งแรง-การรู้คิดดีเยี่ยม

ทำเนียบขาวยืนยัน โดนัลด์ ทรัมป์ ร่างกายแข็งแรง-การรู้คิดดีเยี่ยม

14 เม.ย. 2568 03:45 น.

ทำเนียบขาวยืนยัน โดนัลด์ ทรัมป์ ร่างกายแข็งแรง-การรู้คิดดีเยี่ยม

แพทย์ทำเนียบขาวเผยผลการตรวจสุขภาพประจำปีของโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาแล้ว โดยพบว่าเขามีร่างกายแข็งแรง การรู้คิดดีเยี่ยม

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 13 เม.ย. 2568 ทำเนียบขาวสหรัฐฯ เผยผลการตรวจสุขภาพประจำปีของโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาแล้ว โดยผลปรากฏว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีร่างกายแข็งแรงและการรู้คิดดีเยี่ยม นอกจากนั้นยังพบรอยแผลเป็นบริเวณหูซ้าย ซึ่งเกิดจากการถูกมือปืนลอบยิงขณะอยู่บนเวทีหาเสียงเมื่อเดือนกรกฎาคมปีก่อนด้วย

“ประธานาธิบดีทรัมป์ยังคงมีสุขภาพดีเยี่ยม แสดงให้เห็นการทำงานของหัวใจ, ปอด, ระบบประสาท และระบบร่างกายทั่วไปที่แข็งแรงสมบูรณ์” ฌอน บาร์บาเบลลา แพทย์ประจำทำเนียบขาวระบุ

ทั้งนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ มีอายุ 78 ปี ตอนที่รับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 เมื่อเดือนมกราคม ทำให้เขาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่มีอายุมากที่สุดตอนรับตำแหน่ง

นายทรัมป์เข้ารับการตรวจสุขภาพนาน 5 ชั่วโมงที่โรงพยาบาล วอลเตอร์ รีด ในเมืองเบเธสดา รัฐแมรีแลนด์ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยเขาเข้ารับการตรวจเลือดหลายรายการ, ทดสอบการทำงานของหัวใจ และทำอัลตราซาวด์ โดย ดร.บาร์บาเบลลาระบุว่า การใช้ชีวิตอย่างกระฉับกระเฉงของนายทรัมป์ยังคงมีส่วนอย่างมากที่ทำให้เขาแข็งแรง

“ประธานาธิบดีทรัมป์ยังแสดงให้เห็นการรู้คิดกับสุขภาพร่างกายที่ดีเยี่ยม และแข็งแรงเพียงพอปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพและผู้นำประเทศ”

ทั้งนี้ เมโมของ ดร.บาร์บาเบลาระบุว่า นายทรัมป์เข้ารับการตรวจระบบประสาทหลายอย่าง ทั้งสภาพจิตใจ, การเคลื่อนไหว, การรับรู้ และปฏิกิริยาตอบสนอง โดยไม่พบสัญญาณของโรคซึมเศร้าหรือความวิตกกังวล

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดนัลด์ ทรัมป์ บอกกับผู้สื่อข่าวบนเครื่องบิน แอร์ ฟอร์ซ วัน ว่า เขาตอบคำถามของบททดสอบการรู้คิด (MoCA) ถูกต้องทั้งหมด “โดยรวมแล้ว ผมรู้สึกว่าผมอยู่ในสภาพที่ดีมาก” และกล่าวเสริมด้วยว่า หมอให้คำแนะนำเล็กน้อย เกี่ยวกับการเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิตเพื่อพัฒนาสุขภาพให้ดีขึ้น แต่นายทรัมป์ไม่บอกรายละเอียด

ขณะที่ ดร.บาร์บาเบลลาระบุว่า ผิวของนายทรัมป์ได้รับความเสียหายจากแสงแดดเล็กน้อย และมีอาการของโรคผิวหนังชนิดไม่ร้ายแรงอยู่บ้าง ขณะที่เขาต้องรับยาหลายตัวเพื่อควบคุมระดับโคเลสเตอรอล เนื่องจากมีภาวะไขมันในเลือดสูง (hypercholesterolemia)

ตอนนี้นายทรัมป์มีน้ำหนักอยู่ที่ 224 ปอนด์ (101 กก.) และสูง 6 ฟุต 2 นิ้ว (189 ซม.) ซึ่งตามดัชนีมวลกายถือว่า นายทรัมป์ถูกจัดอยู่ในกลุ่มมีน้ำหนักเกินแต่ไม่ถึงขั้นเป็นโรคอ้วน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

บังกลาเทศออกหมายจับ ทิวลิป ซิดดิก สส.สหราชอาณาจักร

บังกลาเทศออกหมายจับ ทิวลิป ซิดดิก สส.สหราชอาณาจักร

14 เม.ย. 2568 02:48 น.

บังกลาเทศออกหมายจับ ทิวลิป ซิดดิก สส.สหราชอาณาจักร

ทางการบังกลาเทศออกหมายจับกุมตัว น.ส.ทิวลิป ซิดดิก สส.สหราชอาณาจักร เนื่องจากเธอพัวพันกับคดีคอร์รัปชันของอดีตผู้นำบังกลาเทศ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า บังกลาเทศออกหมายจับ น.ส.ทิวลิป ซิดดิก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานของสหราชอาณาจักร เนื่องจากพัวพันกับคดีคอร์รัปชันที่เกี่ยวข้องกับนาง เชค ฮาซีนา อดีตนายกรัฐมนตรีบังกลาเทศ ซึ่งเป็นป้าของ น.ส.ซิดดิก

เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา น.ส.ซิดดิกลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หลังจากถูกตั้งคำถามเรื่องความสัมพันธ์ทางการระหว่างเธอกับ เชค ฮาซีนา และมีชื่อของเธออยู่ในการสืบสวนของบังกลาเทศ โดย น.ส.ซิดดิก ปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการคอร์รัปชัน โดยระบุว่า มีแรงจูงใจทางการเมือง

ทั้งนี้ น.ส.ซิดดิกเป็นหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหากว่า 50 คนที่ถูกออกหมายจับ หลังคณะกรรมการต่อต้านการคอร์รัปชัน (ACC) สืบสวนคดีคอร์รัปชันของนางฮาซีนา โดยที่ ACC ไม่ได้นำเสนอหลักฐานใดๆ ประกอบหมายจับ น.ส.ซิดดิก หมายความว่า การส่งตัวผู้ต้องหาระหว่างสหราชอาณาจักรกับบังกลาเทศ อาจไม่เกิดขึ้น

การสืบสวนของ ACC มีพื้นฐานจากข้อกล่าวหาของนาย บ๊อบบี้ ฮัจจาจ คู่แข่งทางการเมืองของนางฮาซีนา โดยเขากล่าวหานางฮาซีนากับครอบครัวว่า ยักยอกเงินกว่า 3.9 ล้านปอนด์จากงบประมาณก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน

นายฮัจจาจยังกล่าวหานางฮาซีนาด้วยว่า เป็นโบรกเกอร์ทำให้เกิดข้อตกลงกับรัสเซียในปี 2556 โดยโก่งราคาก่อสร้างโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งใหม่ในบังกลาเทศ ซึ่ง ACC สงสัยว่า นางฮาซีนากับ น.ส.ซิดดิก อาจได้รับผลประโยชน์

นอกจากนั้น น.ส.ซิดดิกยังถูกสงสัยเรื่องการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ในสหราชอาณาจักร ที่อาจเชื่อมโยงกับนางฮาซีนาและผู้สนับสนุนของเธอ

ข่าวระบุว่า น.ส.ซิดดิกอาศัยอยู่ที่แฟลตแห่งหนึ่งในย่านลอนดอนเหนือ ซึ่งครอบครัวของเธอได้รับมาจากนายโมอิน กานี ทนายความของรัฐบาลนางฮาซีนา ในปี 2552 เธอยังได้รับอสังหาริมทรัพย์อีกแห่งในกรุงลอนดอนเมื่อปี 2547 จากนักพัฒนาคนหนึ่งที่มีความเกี่ยวข้องกับพรรคสันนิบาตอาวามิ (Awami League) พรรคการเมืองของนางฮาซีนา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิสราเอลโจมตีโรงพยาบาลแห่งสุดท้ายในกาซาซิตี้ ที่ยังใช้งานได้ 100%

อิสราเอลโจมตีโรงพยาบาลแห่งสุดท้ายในกาซาซิตี้ ที่ยังใช้งานได้ 100%

14 เม.ย. 2568 00:14 น.

อิสราเอลโจมตีโรงพยาบาลแห่งสุดท้ายในกาซาซิตี้ ที่ยังใช้งานได้ 100%

กองทัพอิสราเอลโจมตีทางอากาศ โรงพยาบาลแห่งสุดท้ายในกาซาซิตี้ ที่ยังใช้งานได้ 100% จนอาคารได้รับความเสียหาย มีเด็กเสียชีวิตระหว่างอพยพ 1 ศพ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ 13 เม.ย. 2568 กองทัพอิสราเอลโจมตีทางอากาศโรงพยาบาลอาห์ลี อาหรับ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลแห่งสุดท้ายในเมืองกาซาซิตี้ ที่ยังสามารถใช้งานได้อย่างเต็มที่ โดยการโจมตีทำลายอาคารส่วนที่เป็นที่ตั้งแผนกไอซียู และแผนกศัลยกรรม

ภาพที่เผยแพร่บนโลกออนไลน์แสดงให้เห็นไฟขนาดใหญ่ลุกไหม้และกลุ่มควันพวยพุ่ง หลังจากจรวดมิสไซล์ตกใส่อาคารโรงพยาบาลความสูง 2 ชั้น เป็นเหตุให้ผู้คน รวมถึงคนไข้จำนวนหนึ่งที่ยังต้องนอนอยู่บนเตียงของโรงพยาบาล ถูกอพยพออกจากอาคารอย่างเร่งด่วน

การโจมตีดังกล่าวไม่ได้ทำให้มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตเพิ่มเติม แต่เด็กคนหนึ่ง ซึ่งได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะจากการโจมตีก่อนหน้านี้ เสียชีวิตเนื่องจากการรีบเร่งอพยพออกจากโรงพยาบาล

กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ระบุว่า พวกเขาโจมตีโรงพยาบาลแห่งนี้เพราะที่นั่นเป็นที่ตั้งของศูนย์บัญชาการและควบคุมของกลุ่มฮามาส และอ้างว่า พวกเขาใช้มาตรการต่างๆ เพื่อลดความเสียหายต่อพลเรือนและต่อโรงพยาบาลให้เหลือน้อยที่สุดแล้ว รวมถึงการประกาศเตือนล่วงหน้า

ด้านนักข่าวท้องถิ่น ซึ่งประจำอยู่ที่โรงพยาบาลอาห์ลี อาหรับ อ้างว่า เจ้าหน้าที่ของ IDF โทรศัพท์หาหมอที่แผนกฉุกเฉิน และเตือนให้อพยพผู้คนในโรงพยาบาลออกไปอยู่ในระยะปลอดภัยทันที และย้ำว่าพวกเขามีเวลาเพียง 20 นาทีเท่านั้น

หลังเกิดเหตุ สำนักงานฝ่ายสื่อของกลุ่มฮามาส ออกมาประณามการโจมตีของอิสราเอลอย่างรุนแรง ขณะที่นายเดวิด แลมมี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของสหราชอาณาจักรกล่าวว่า การโจมตีที่น่าประณามนี้ต้องยุติได้แล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc