กรมวิทย์ฯ จับมือ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน ยกระดับงานวิจัยและพัฒนาด้านการแพทย์

กรมวิทย์ฯ  จับมือ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน ยกระดับงานวิจัยและพัฒนาด้านการแพทย์

กรมวิทย์ฯ จับมือ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน ยกระดับงานวิจัยและพัฒนาด้านการแพทย์

วันพฤหัสบดี ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จับมือ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน ร่วมกันวิจัยพัฒนางานด้านการแพทย์และสาธารณสุข เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ และคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทย

นายแพทย์ยงยศ ธรรมวุฒิ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ร่วมกับ รองศาสตราจารย์ ดร.สาโรชรุจิรวรรธน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการวิจัยและพัฒนา ระหว่าง สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ในการดำเนินงานด้านการศึกษาวิจัยและบริการวิชาการ เพื่อพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์และสาธารณสุข อาหาร การชันสูตรโรค การวิเคราะห์ทดสอบผลิตภัณฑ์สุขภาพ เช่น ยา ชีววัตถุ สมุนไพร และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานด้านการแพทย์และสาธารณสุข โดยมีคณะผู้บริหารทั้งสองหน่วยงานร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชุม 110 ชั้น 1 อาคาร 100 ปี การสาธารณสุขไทย กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี

นายแพทย์ยงยศ ธรรมวุฒิ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ มีภารกิจในการศึกษาวิจัย พัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์และสาธารณสุข เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพ ประเมินความเสี่ยงและแจ้งเตือนภัยสุขภาพแก่ประชาชน นอกจากนี้มีหน้าที่ให้บริการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ อาหาร ยา ชีววัตถุ สมุนไพร และการขันสูตรโรค ซึ่งสอดคล้องกับการดำเนินงานของสถาบันวิจัยแสงชินโครตรอน (องค์การมหาชน) ที่มีเป้าหมายในการพัฒนาศักยภาพเครื่องกำเนิดแสงชินโครตรอน เพื่อประยุกต์ใช้ในการผลักดันงานวิจัยของประเทศให้ได้ผลงานอย่างเป็นรูปธรรมทั้งทางด้านสังคมและด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ เพราะเทคโนโลยีแสงชินโครตรอน สามารถเพิ่มขีดความสามารถในการตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการและมีความแม่นยำสูง ดังนั้นภายใต้ข้อตกลงความร่วมมือในการวิจัยและพัฒนานี้ จะทำให้เกิดเป็นความร่วมมือในการสร้างสรรค์งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ให้มีความก้าวหน้าทัดเทียมนานาประเทศ และเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน

อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นการเปิดประตูงานด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ให้มาเจอกับเทคโนโลยีแสงซินโครตรอน พร้อมทั้งยังเป็นการขยายฐานงานวิจัยของทั้งสองหน่วยงานให้ครอบคลุมในทุกมิติ รวมทั้งมีความร่วมมือด้านพัฒนากำลังคน ทั้งด้านการฝึกอบรม การแลกเปลี่ยนความรู้ เพื่อส่งเสริมความก้าวหน้าทางวิชาการ และสนับสนุนเครื่องมืออุปกรณ์สำหรับการวิจัย นอกจากนี้ ยังมีแผนการดำเนินการภายใต้ข้อตกลงความร่วมมือในงานวิจัยและพัฒนาอีกหลายโครงการ อาทิ โครงการวิจัยกลไกการออกฤทธิ์ของสารสกัดสมุนไพรที่มีศักยภาพ โครงการตรวจวิเคราะห์บริมาณไมโครพลาสติกที่ปนเปื้อนในผลิตภัณฑ์อาหาร โครงการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีด้วยวิทยาศาสตร์การแพทย์สู่ชุมชม โครงการพัฒนามาตรฐานห้องปฏิบัติการในการตรวจวิเคราะห์ ภายใต้ ISO/IEC 17025:2017 เป็นต้น

ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.สาโรชรุจิรวรรธน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) กล่าวว่า สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) มีพันธกิจในด้านการวิจัย ให้บริการ ส่งเสริมและถ่ายทอดการเรียนรู้เทคโนโลยีแสงซินโครตรอน และการใช้ประโยชน์ นำไปสู่การยกระดับพัฒนางานวิจัย และสร้างนวัตกรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยสถาบัน ให้ความสำคัญต่อการสร้างความร่วมมือทางวิชาการมาอย่างต่อเนื่องและมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมในการทำให้เกิดความร่วมมือกันระหว่างกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กับสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) ในการส่งเสริมและสนับสนุนพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์และสาธารณสุข โดยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีแสงซินโครตรอนและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการสนับสนุนการฝึกอบรม การแลกเปลี่ยนบุคลากร การถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับงานวิจัย เพื่อผลักดันให้เกิดการนำผลงานวิจัยหรือผลิตภัณฑ์สุขภาพที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัย ไปสู่การใช้ประโยชน์ทั้งในเชิงนโนบาย เชิงสาธารณะ และเชิงพาณิชย์ของประเทศไทยในอนาคตต่อไป

‘กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี’ทรงนำทีมสัตวแพทย์อาสาจุฬาภรณ์ ออกหน่วยสัตวแพทย์อาสาจุฬาภรณ์ ในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว ปราจีนบุรี และฉะเชิงเทรา

‘กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี’ทรงนำทีมสัตวแพทย์อาสาจุฬาภรณ์  ออกหน่วยสัตวแพทย์อาสาจุฬาภรณ์ ในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว ปราจีนบุรี และฉะเชิงเทรา

‘กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี’ทรงนำทีมสัตวแพทย์อาสาจุฬาภรณ์ ออกหน่วยสัตวแพทย์อาสาจุฬาภรณ์ ในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว ปราจีนบุรี และฉะเชิงเทรา

วันพฤหัสบดี ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ทรงพระกรุณาโปรดให้ออกหน่วยสัตวแพทย์อาสาจุฬาภรณ์ ในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว ปราจีนบุรี และฉะเชิงเทรา โดยทรงนำทีมสัตวแพทย์อาสาจุฬาภรณ์ซึ่งเป็นทีมสัตวแพทย์ และเจ้าหน้าที่จากคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดในพื้นที่ สำนักงานปศุสัตว์ เขต 2และหน่วยงานอื่นๆ ในท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง ร่วมออกหน่วยให้บริการในรูปแบบต่างๆ อย่างครบวงจร ระหว่างวันที่ 4-6 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา

ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒนวรขัตติยราชนารี องค์ประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ทรงให้ความสนพระทัยในคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนชาวไทยอยู่เสมอ ด้วยการรณรงค์สร้างเสริมสุขภาพอนามัยให้ประชาชนปลอดภัย และห่างไกลจากโรคร้ายแรงต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งเป็นโรคติดต่อจากสัตว์
มาสู่คนที่มีอันตรายร้ายแรงแก่ชีวิต เนื่องจากเป็นโรคที่ไม่มียารักษา หากได้รับเชื้อและแสดงอาการของโรคจะเสียชีวิตทุกราย

ด้วยเหตุนี้ องค์ประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ จึงมีพระปณิธานมุ่งมั่นขับเคลื่อนดำเนินงานเพื่อแก้ปัญหาโรคพิษสุนัขบ้าให้เกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่อง ภายใต้โครงการ “สัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัย จากโรคพิษสุนัขบ้า ตามพระปณิธานฯ” นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2559 เป็นต้นมา โดยทรงติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคพิษสุนัขบ้าในประเทศอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ ทรงทราบว่าพื้นที่ในภาคตะวันออกขณะนี้ พบการแพร่ระบาดของโรคพิษสุนัขบ้าเพิ่มมากขึ้นส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต และมีการแพร่ระบาดในสัตว์เป็นบริเวณกว้าง รวมทั้งประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่ยังขาดความรู้ความเข้าใจถึงพิษภัยของโรคพิษสุนัขบ้าอย่างจริงจัง จึงทรงพระกรุณาโปรดให้ออกหน่วยสัตวแพทย์อาสาจุฬาภรณ์ ในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว ปราจีนบุรี และฉะเชิงเทรา ระหว่างวันที่ 4-6 เมษายน 2568 โดยทรงนำทีมสัตวแพทย์อาสาจุฬาภรณ์ ซึ่งเป็นทีมสัตวแพทย์ และเจ้าหน้าที่จากคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดในพื้นที่ สำนักงานปศุสัตว์ เขต 2 และหน่วยงานอื่นๆ ในท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง ร่วมออกหน่วยให้บริการในรูปแบบต่างๆ อย่างครบวงจร ได้แก่ การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า การผ่าตัดทำหมันให้แก่สุนัขและแมวของประชาชน และสัตว์จรจัด ตลอดจนการจัดฝึกอบรมเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ และสร้างความตระหนักถึงความสำคัญในการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าอย่างถูกต้องแก่ประชาชน เกษตรกร และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ซึ่งเป็นกำลังหลักและมีบทบาทสำคัญในการนำความรู้ไปถ่ายทอดขยายผลสู่ชุมชนต่อไป อันเป็นการ
เพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับการป้องกัน และควบคุมโรคพิษสุนัขบ้าในระดับท้องถิ่น เพื่อให้ประเทศไทยเป็นเขตปลอดโรคพิษสุนัขบ้า ภายในปี พ.ศ.2573 ตามเป้าประสงค์ขององค์การอนามัยโลก

โอกาสนี้ พระราชทานวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าแก่ปศุสัตว์จังหวัดของแต่ละพื้นที่ สำหรับนำไปฉีดให้แก่ประชากรสัตว์กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ สุนัขและแมวจรจัด เพื่อเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ที่จะช่วยลดอัตราการเกิดโรคพิษสุนัขบ้าในพื้นที่ ทั้งนี้ สัตว์ที่ได้รับวัคซีนจะมีภูมิคุ้มกันต่อโรคพิษสุนัขบ้าเป็นระยะเวลา 1 ปี ซึ่งมีผลในการลดความเสี่ยงของการเกิดโรคพิษสุนัขบ้าทั้งในสัตว์และคนอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

พร้อมกันนี้ ทรงงานด้านสัตวแพทย์ในฐานะผู้ทรงคุณวุฒิเชี่ยวชาญพิเศษ สาขาศัลยศาสตร์ ด้านวิสัญญีทางสัตวแพทย์ ที่ทรงชำนาญด้านการวางยาสลบให้กับสัตว์ที่ต้องได้รับการรักษาด้วยวิธีทางศัลยกรรม ร่วมกับทีมสัตวแพทย์อาสาจุฬาภรณ์ ดำเนินการผ่าตัดทำหมัน และรักษาโรคที่พบให้กับสุนัขของประชาชน โดยทรงใส่พระทัยในการติดตามอาการของสัตว์ทุกตัวที่ทรงรักษาให้เป็นไปตามแผนการรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ เริ่มตั้งแต่ทรงวางแผนการใช้ยาสลบ การให้ยานำสลบการเฝ้าระวังสัญญาณชีพด้วยอุปกรณ์และเครื่องมือทางการสัตวแพทย์ที่มีมาตรฐานและความปลอดภัยสูง ทั้งนี้ การผ่าตัดทำหมัน ถือเป็นวิธีการคุมกำเนิดถาวรที่ให้ผลดีและปลอดภัยที่สุดแก่สุนัขและแมว อีกทั้งเป็นการควบคุมจำนวนประชาสัตว์ไม่ให้มีการขยายพันธุ์ จนกลายเป็นการสร้างปัญหาแก่ชุมชน สังคม และส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนในภายหลัง โดยสรุปผลจากการดำเนินกิจกรรมออกหน่วยสัตวแพทย์อาสาจุฬาภรณ์ ในระหว่างวันที่ 4-6 เมษายน 2568 ที่ครอบคลุมทั้ง 3 จังหวัด มีจำนวนสุนัขและแมวที่ได้รับบริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้ารวม 379 ตัว และเข้ารับการผ่าตัดทำหมัน รวม 465 ตัว

จากพระวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นตั้งพระทัยในการสร้างเสริมสุขภาพอนามัยทั้งของประชาชนและประชากรสัตว์ให้ปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้า ภายใต้การขับเคลื่อนดำเนินงานตาม โครงการ “สัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัย จากโรคพิษสุนัขบ้า ตามพระปณิธานฯ” ได้ปรากฏเป็นที่ประจักษ์ถึงการดำเนินงานที่มีความก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการยกระดับการให้บริการทางการสัตวแพทย์ที่ได้มาตรฐานไปตามพื้นที่ต่างๆ ของประเทศอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ทั้งการรณรงค์ฉีดวัคซีนให้ครอบคลุมจำนวนประชากรสัตว์ที่เป็นพาหะนำโรคพิษสุนัขบ้า การควบคุมจำนวนประชากรสัตว์ด้วยการผ่าตัดทำหมัน ตลอดจนส่งเสริมให้ประชาชนมีการเลี้ยงสัตว์อย่างถูกวิธีและมีความรับผิดชอบเพื่อให้การบริหารจัดการเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรคพิษสุนัขบ้าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นับเป็นพระกรุณาธิคุณที่ทรงวางรากฐานที่สำคัญในการสร้างความมั่นคงทางด้านสุขภาพของประชาชนและสรรพสัตว์ เพื่อนำไปสู่อนาคตของระบบสาธารณสุขไทยที่เข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป

สสว. เสริมแกร่ง SME ไทย ผนึกกำลัง 30 หน่วยงาน จัดงาน ‘ปลดล็อกความสำเร็จ SME สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน’

สสว. เสริมแกร่ง SME ไทย ผนึกกำลัง 30 หน่วยงาน  จัดงาน ‘ปลดล็อกความสำเร็จ SME สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน’

สสว. เสริมแกร่ง SME ไทย ผนึกกำลัง 30 หน่วยงาน จัดงาน ‘ปลดล็อกความสำเร็จ SME สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน’

วันพฤหัสบดี ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ตอกย้ำความเชื่อมั่นการส่งเสริมเอสเอ็มอีไทย ภายใต้แผนปฏิบัติการฯ ปี 2568 จับมือพันธมิตรภาครัฐ-เอกชน จัดงานใหญ่ “Unlock SME Success : Leading the Way to Sustainable Growth : ปลดล็อกความสำเร็จเอสเอ็มอี สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน” งานที่รวมทั้งสัมมนาจากตัวแทนภาครัฐซึ่งเป็นหัวขบวนหลักในการส่งเสริม SME ของประเทศ และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์/เคล็ดลับธุรกิจจาก เอสเอ็มอีต้นแบบ พร้อมนำเสนอโครงการส่งเสริมเอสเอ็มอีจาก 32 หน่วยงาน รวมกว่า 90 โครงการ งบประมาณ 4,758 ล้านบาท ที่เดินหน้าเพิ่มขีดความสามารถและขยายโอกาสเอสเอ็มอี ทั่วประเทศในรอบปี 2568 นี้

นางสาวปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการสำนักงาน รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า ในปี 2568 นี้ ภายใต้แผนปฏิบัติการส่งเสริมเอสเอ็มอี ซึ่งมีหน่วยงานภาครัฐเข้ามาร่วมขับเคลื่อนจาก 10 กระทรวง รวม 32 หน่วยงาน จำนวนรวม กว่า 90 โครงการ งบประมาณทั้งสิ้น 4,758 ล้านบาท ที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั่วประเทศ และเพื่อเผยแพร่ข้อมูลโครงการต่างๆ ไปสู่ผู้รับประโยชน์ในวงกว้าง สสว. จึงจัดงานสัมมนาในหัวข้อ “Unlock SME Success : Leading the Way to Sustainable Growth : ปลดล็อกความสำเร็จ SME สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน” ขึ้นเพื่อเผยแพร่แผนปฏิบัติการส่งเสริมเอสเอ็มอี ประจำปี 2568 และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี รวมทั้งผู้สนใจ ได้รับทราบแนวทางการส่งเสริมและเข้าถึงข้อมูลโครงการต่าง ๆ ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีทั้งโครงการใหม่ที่จะช่วยให้เอสเอ็มอีปรับตัวได้ทันสถานการณ์ และโครงการต่อเนื่องที่เป็นโครงสร้างพื้นฐาน และองค์ความรู้ที่จำเป็นในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งภายในงานมีบูทประชาสัมพันธ์โครงการและบริการต่างๆ จากหน่วยงานภายใต้แผนปฏิบัติการฯ อาทิ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

กิจกรรมไฮไลท์เป็นการบรรยายในหัวข้อ “Unlock Gov Power เปิดเกมหนุน SME ไปให้สุด” โดยผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ อาทิ สสว. กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ และเวทีเสวนา “Unlock Winning Moves เคล็ดลับ SME โตไวแบบตัวจริง” โดยผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ต้นแบบ ได้แก่ นายธีระพงศ์ ระบือธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท สมุนไพรไทย หงส์ไทย จำกัด นางสาวภาวิณี แว่วเสียงสังข์ กรรมการบริหาร บริษัท ไบโอฟอร์ม (ประเทศไทย) จำกัด นายกรวุฒิ ลาภปรารถนา CEO & Founder บริษัท เทคอัพ เทรนนิ่ง จำกัด มาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และปิดท้ายในหัวข้อ “Unlock Growth Together ปลดล็อกอุปสรรค SME สู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน” โดยกูรูผู้เชี่ยวชาญ นางสาวกุลธิรัตน์ ภควัชร์ไกรเลิศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เทค อี-บิสสิเนส เซ็นเตอร์ จำกัด และนายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย

เพื่อนพึ่ง(ภาฯ) เชิญถุงยังชีพพระราชทานและเงินช่วยเหลือแผ่นดินไหวให้เมียนมา

เพื่อนพึ่ง(ภาฯ)  เชิญถุงยังชีพพระราชทานและเงินช่วยเหลือแผ่นดินไหวให้เมียนมา

เพื่อนพึ่ง(ภาฯ) เชิญถุงยังชีพพระราชทานและเงินช่วยเหลือแผ่นดินไหวให้เมียนมา

วันพฤหัสบดี ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

วันนี้ เวลา 14.00 น. ณ. โรงจอดอากาศยาน ฝูงบิน 601 กองบิน 6 กองทัพอากาศ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย  มอบความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ในสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา โดยมี ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองประธานกรรมการที่ปรึกษาและประธานกรรมการบริหารมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เชิญถุงยังชีพพระราชทานพร้อมเงินช่วยเหลือมอบให้แก่ นาย อู ซอ ซอ โซ (H.E.U Zaw Zaw Soe) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาประจำประเทศไทย 

นอกจากถุงยังชีพพระราชทาน ซึ่งบรรจุสิ่งของต่างๆที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน  มูลนิธิฯได้มอบเต้นท์นอน เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนจากผลกระทบของแผ่นดินไหวให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้ด้วยดี  โดยได้รับการสนับสนุนจากกองทัพอากาศไทย ในการดำเนินการขนส่งไปยังสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ผ่านสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เพื่อนำไปส่งมอบเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในพื้นที่เมืองมัณฑะเลย์ และกรุงเนปยีดอ 

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ซึ่งมีสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา องค์ประธานกรรมการมูลนิธิฯ และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ องค์นายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ ได้ให้การช่วยเหลือประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ครั้งแรกเมื่อเกิดเหตุการณ์อุทกภัยในปี 2561 และในปี 2567 ได้ดำเนินการติดตั้งสถานีโทรมาตรอัตโนมัติ จำนวน 4 สถานีเพื่อการเตือนภัยน้ำหลากในลำน้ำสาย สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เพิ่มประสิทธิภาพในการเฝ้าระวังเหตุการณ์อุทกภัย 

ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นำผู้ร่วมพิธีถวายความเคารพหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี และพระรูปสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา องค์ประธานกรรมการมูลนิธิฯ และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ องค์นายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ

สำหรับการช่วยเหลือในประเทศไทยจากสถานการณ์แผ่นดินไหว มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ได้ให้ความช่วยเหลือในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ โดยมอบเงิน อุปกรณ์ และสิ่งของที่จำเป็น ให้แก่ โรงพยาบาล วัด และสถานศึกษา ในพื้นที่ กรุงเทพมหานคร ปทุมธานี เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน พะเยา ตาก และเพชรบูรณ์ รวมทั้งสนับสนุนอาหารปรุงสุกพร้อมทาน อย่างต่อเนื่องทุกวัน สำหรับเจ้าหน้าที่และทีมอาสากู้ภัย ที่ปฏิบัติภารกิจในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ในพื้นที่เขตจตุจักร

038

ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย เชิญถุงยังชีพพระราชทานมอบให้แก่ อู ซอ ซอ โซ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาประจำประเทศไทย

ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย เชิญถุงยังชีพพระราชทานมอบให้แก่ อู ซอ ซอ โซ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาประจำประเทศไทย

มอบเงินช่วยเหลือจำนวน 1,000,000 บาท

มอบเงินช่วยเหลือจำนวน 1,000,000 บาท

มนทิรา - พล.อ.อ. พันธ์ภักดี พัฒนกุล, อู ซอ ซอ โซ, ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย, ฐิติวัฒน์  ว่องวรรณกุล และ พล.ต.ท.รักษ์จิต หม้อมงคล

มนทิรา – พล.อ.อ. พันธ์ภักดี พัฒนกุล, อู ซอ ซอ โซ, ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย, ฐิติวัฒน์ ว่องวรรณกุล และ พล.ต.ท.รักษ์จิต หม้อมงคล

ถุงยังชีพพระราชทาน 500 ถุง เพื่อช่วยเหลือผู้เดือดร้อนจากเหตุแผ่นดินไหวในเมียนมา

ถุงยังชีพพระราชทาน 500 ถุง เพื่อช่วยเหลือผู้เดือดร้อนจากเหตุแผ่นดินไหวในเมียนมา

เต้นท์นอนให้ผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวมีที่พักชั่วคราว

เต้นท์นอนให้ผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวมีที่พักชั่วคราว

สายบิวตี้ต้องมี! ลิปทิ้นท์นวัตกรรมใหม่ แท่งเดียวเอาอยู่ ทาแล้วจึ้งทุกลุค

สายบิวตี้ต้องมี! ลิปทิ้นท์นวัตกรรมใหม่ แท่งเดียวเอาอยู่ ทาแล้วจึ้งทุกลุค

สายบิวตี้ต้องมี! ลิปทิ้นท์นวัตกรรมใหม่ แท่งเดียวเอาอยู่ ทาแล้วจึ้งทุกลุค

วันพฤหัสบดี ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ตอบโจทย์ทุกข้อ เหมือนเข้าไปนั่งอยู่ในใจของสายบิวตี้ กับน้องใหม่มาแรง MAKNE LIP DUO TINT FONDUE (มักเน่ ลิป ดูโอ้ ทิ้นท์ ฟองดู) ลิปทิ้นท์นวัตกรรมใหม่ที่มี 2 ฝั่ง พกเพียงแค่ 1 แท่ง เหมือนพกลิปถึง 3 แท่ง
โดยเป็นเนื้อทิ้นท์และเนื้อกลอส ครบจบในแท่งเดียวที่คุณภาพจัดเต็ม โดยเนื้อทิ้นท์มีเม็ดสีที่แน่น ชัด กลบสีปากคล้ำให้ติดทนตลอดทั้งวัน ส่วนเนื้อกลอสบางเบา สบายปาก เนื้อลิปสติกเนียนนุ่ม เกลี่ยง่าย ให้ริมฝีปากมีความชุ่มชื้น ทาได้เป๊ะไม่มีตกร่อง พร้อมเปิดตัวด้วยคู่รัก “แอนดริว – ธีรเจต พูลสวัสดิ์ – กล้า – ณัฐพัชร์ เสมอเหมือน” นั่งแท่นพรีเซ็นเตอร์ ด้วย 2 คาแร็กเตอร์ ไปกับลิป 2 สไตล์ Double Kiss ส่งต่อความมั่นใจรวมไว้ในแท่งเดียว

จารุกฤต นาคสินธุ์

จารุกฤต นาคสินธุ์ ผู้บริหารใหม่ไฟแรง CEO บริษัท คิวบิซ บิสซิเนส จำกัด เผยถึงการมาลุยตลาดลิปสติกว่า “ด้วยประสบการณ์ในการทำงานของผม ที่ได้ทำงานด้านการตลาดและมาร์เก็ตติ้ง ให้กับแบรนด์ชื่อดังมามากมาย จึงทำให้มองเห็นถึงสีสันที่น่าสนใจของการทำแบรนด์ลิปสติก ที่มีกลุ่มลูกค้าค่อนข้างใหญ่และเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมอยู่เสมอ เทรนด์เปลี่ยนได้ตลอดเวลา ได้เห็นพฤติกรรมผู้บริโภคจึงเป็นไอเดียในการทำ MAKNE LIP DUO TINT FONDUE ที่มีจุดเด่นเรื่องนวัตกรรมใหม่ มีความสะดวก ใช้ง่ายในแท่งเดียว และตอบโจทย์สำหรับคนที่ไม่ต้องการพกลิปสติกหลายแท่ง หลายเนื้อสัมผัส รวมถึงเหมาะกับทุกเพศ”

MAKNE LIP DUO TINT FONDUE ลิปแท่งเดียวเอาอยู่ ทาแล้วจึ้งทุกลุค โดยมาในรูปแบบ 2 ฝั่ง ที่สามารถเลือกทาได้ตามความชอบ พร้อมกับส่วนผสมที่อุดมไปด้วยคุณประโยชน์ที่ดีต่อริมฝีปาก เนื้อทิ้นท์ โดดเด่นด้วยเม็ดสีชัด ติดทนตลอดทั้งวัน ที่มีวิตามิน E บำรุงให้เนียนนุ่ม รวมถึงมีสารสกัดจากผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เพื่อช่วยเรื่องความกระจ่างใส และมี Kojic Acid ช่วยลดเลือนความคล้ำของริมฝีปาก รวมถึงคอลลาเจนและวิตามิน B5 ที่ช่วยเรื่องความยืดหยุ่นของผิว

แอนดริว และ กล้า พรีเซ็นเตอร์แบรนด์

เนื้อกลอส ที่มีเนื้อนุ่มลื่น ให้ปากวาวราวกับกระจก ดูอิ่มฟูสุขภาพดี ด้วยวิตามิน E ที่ช่วยบำรุงให้เนียนนุ่ม และ B5 ช่วยเรื่องความยืดหยุ่นของผิว พร้อมด้วยสารสกัดจากผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ช่วยเรื่องความกระจ่างใส และ Shea Butter ที่เป็นมอยส์เจอไรเซอร์ ช่วยกักเก็บน้ำให้ชั้นผิว ให้มีความชุ่มชื้น ลดความแห้งกร้าน

ลิปสติกที่มี 1 คุ้มถึง 3 จะทาด้านไหนก็ได้ผลลัพธ์ที่ริมฝีปากสวยและบำรุงไปในตัว สามารถเลือกทาได้ 2 แบบตามความชอบ ทั้งการทาลิปฝั่งเนื้อทิ้นท์ และรอเซตตัวไม่เกิน 1 นาที จากนั้นทาลิปฝั่งเนื้อกลอสทับเพื่อความสวยงาม หรือเลือกทาลิปฝั่งเนื้อกลอสให้ทั่วและทาลิปฝั่งเนื้อทิ้นท์ไล่ออมเบรสีจากด้านใน เพื่อสีที่สวยเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน มีให้เลือกถึง 5 เฉดสี อย่าง 101 GIRL เกิร์ล, 102 BONBON บอนบอน, 103 MINGLE มิงเกิล, 104 PRETZEL เพรทเซล และ 105 POSH พอร์ช

ตัดสิน‘โครงการประกวดศิลปกรรมช้างเผือก’ผลงาน‘ตะเพี๊ยนตะเพียน’คว้ารางวัลช้างเผือก

ตัดสิน‘โครงการประกวดศิลปกรรมช้างเผือก’ผลงาน‘ตะเพี๊ยนตะเพียน’คว้ารางวัลช้างเผือก

ตัดสิน‘โครงการประกวดศิลปกรรมช้างเผือก’ผลงาน‘ตะเพี๊ยนตะเพียน’คว้ารางวัลช้างเผือก

วันพฤหัสบดี ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ประกาศผลการตัดสิน โครงการประกวด “ศิลปกรรมช้างเผือก” ครั้งที่ 14 ในหัวข้อ “น้ำกับความเปลี่ยนแปลง” อันเนื่องมาจากความตระหนักถึงความสำคัญของน้ำ และผล
กระทบของน้ำต่อสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย เพื่อให้ศิลปินได้สร้างสรรค์และสื่อสารแนวคิดร่วมสร้างสมดุลโลกผ่านผลงานของศิลปินแต่ละราย โดยผลงาน “ตะเพี๊ยนตะเพียน” ได้รับรางวัลช้างผือก และรางวัลอื่นรวม 21 รางวัล เพื่อจัดแสดงในนิทรรศการร่วมกับผลงานที่ได้รับคัดเลือกอีก 29 ผลงาน จากผลงานที่ส่งเข้าประกวดทั้งสิ้น 458 ผลงาน โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเป็นประธานเปิดงานแสดงและพระราชทานรางวัล ในวันที่ 7 พฤษภาคม 2568

รางวัลช้างเผือก

8 คณะกรรมการ นำโดย ฐาปน สิริวัฒนภักดี, กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร, ศาสตราจารย์เกียรติคุณ พิษณุ ศุภนิมิตร, ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ถาวร โกอุดมวิทย์, ศาสตราจารย์ญาณวิทย์ กุญแจทอง, นิติกร กรัยวิเชียร, ต้องใจ ธนะชานันท์ และ มนุรดา พรชนะรักษ์ ตัดสินให้ผลงาน “ตะเพี๊ยนตะเพียน” ของ นิรัชพร น่วมเจิม ได้รับรางวัลช้างเผือก รับเงินรางวัล 1,000,000 บาท รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ “Waterworld” โดย เญอรินดา แก้วสุวรรณ รับเงินรางวัล 500,000 บาท รางวัลคุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี ได้แก่ “ธาราแห่งความงอกงาม” โดย ธีรพล สีสังข์ รับเงินรางวัล 400,000 บาท รางวัล CEO AWARD ได้แก่ “จุดเริ่มต้น-Genesis” โดย นารา วิบูลย์สันติพงศ์ รับเงินรางวัล 250,000 บาท นอกจากนี้ ยังมีรางวัลรองชนะเลิศ 5 รางวัล รางวัลละ 200,000 บาท ประกอบด้วย พงศ์ศิริ คิดดี, สิทธิพนธ์ เลาะไชยสงค์, อนันต์ยศ จันทร์นวล, ธีรพล โพธิ์เปี้ยศรี,
บุญมี แสงขำ และรางวัลชมเชยอีก 12 รางวัล รางวัลละ 100,000 บาท รวมเงินรางวัลทั้งสิ้น 4,350,000 บาท

รางวัลชนะเลิศ

นิติกร กรัยวิเชียร ผู้อำนวยการโครงการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และคณะกรรมการตัดสิน กล่าวว่า “การประกวดศิลปกรรมช้างเผือก เกิดจากความตั้งใจอันดีของบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเฟ้นหาศิลปินไทยรุ่นใหม่ที่มีทักษะความสามารถทางศิลปะอันโดดเด่น ในการสร้างสรรค์ศิลปะแบบเหมือนจริง (Realistic) และศิลปะรูปลักษณ์ (Figurative Art) โดยยึดถือความเหมือนจริงเป็นแก่นสำคัญเพื่อให้ผลงานศิลปะเหล่านี้เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่สำคัญ ในการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจด้านศิลปะร่วมสมัยให้ขยายไปสู่การรับรู้ของสังคมในวงกว้าง การดำเนินการประกวดศิลปกรรมช้างเผือก เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2554 และดำเนินงานต่อเนื่องเรื่อยมาเป็นประจำทุกปี โดยในปี พ.ศ.2568 นับเป็นการจัดการประกวดครั้งที่ 14 “น้ำกับความเปลี่ยนแปลง” เพื่อให้ศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะได้แสดงฝีมือและความคิดสร้างสรรค์โดยตีความจากโจทย์ที่กำหนดให้ ซึ่งศิลปินที่เข้าร่วมประกวดแต่ละคน ก็ต่างสร้างสรรค์ผลงานที่น่าสนใจในรูปแบบและแนวทางที่แตกต่างได้อย่างน่าประทับใจ และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี”

รางวัลคุณหญิงวรรณา

กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร หนึ่งในคณะกรรมการตัดสิน กล่าวว่า “น้ำกับความเปลี่ยนแปลงเกี่ยวข้องกับเรื่องของสิ่งแวดล้อม เพราะว่าธรรมชาติที่สำคัญที่สุดก็คือน้ำ น้ำเป็นสิ่งที่ให้ชีวิต ซึ่งเป็นหน้าที่ของทุกคนที่ต้องช่วยกันดูแลน้ำและสิ่งแวดล้อม ภาพรวมของผลงานในปีนี้มีความรู้สึกว่างานมันมีความสุข มันมีอะไรที่เป็นเชิงบวกมากขึ้น ถึงแม้ว่าในแง่ของประเด็นน้ำยังเป็นประเด็นในสังคม แต่คิดว่างานที่ได้รับรางวัลช้างเผือก มั่นใจว่าทุกคนมองมา ต้องอมยิ้มไม่ว่าจะด้วยเสียงเพลง หรือการเล่นกับไฟ ถ้าเกิดเรามองลึกเข้าไปในรายละเอียด จะเห็นเด็กที่มาเล่นน้ำ มีคนหลากหลายอายุที่สะท้อนให้เห็นว่า ชีวิตวิถีของคนไทยอยู่กับน้ำมาโดยตลอด”

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ พิษณุ ศุภนิมิตร หนึ่งในคณะกรรมการตัดสิน กล่าวว่า “น้ำคือ 70% ของโลกใบนี้ น้ำมีความสำคัญมาก แม้แต่ในร่างกายของมนุษย์ น้ำก็มี 70% เหมือนกันผมคิดว่าศิลปินหรือคนทำงานศิลปะ มีจิตสำนึก ซึ่งเป็นหัวข้อในปีนี้คือจะทำอย่างไรที่จะทำให้น้ำยังคงอยู่บนโลกนี้ ภาพรวมของผลงานในปีนี้เราจัดงานศิลปกรรมช้างเผือก ครั้งที่ 14 แล้ว เพราะฉะนั้น งานที่เราได้รับในปีนี้ มีทั้งคนเก่าและคนใหม่ เรามองถึงบุคลิกภาพของศิลปินแต่ละคนจะเห็นถึงพัฒนาการของศิลปินทำให้เรารู้สึกดีใจ ในวันนี้เป็นปีที่ภูมิใจอาจจะเป็นเพราะว่างานของเราเป็นงานที่เหมือนจริง แต่เราต้องคิดว่างานศิลปะทุกชิ้น ทั้งงานที่เหมือนจริง กับนามธรรม ผสมกันอยู่ทั้งสองอย่างนี้สำคัญที่สุด เพราะฉะนั้นงานที่ดี ฝีมือดี ทักษะดี ต้องมีความคิดด้วย อันนี้สำคัญที่สุด”

รางวัล CEO Award

ศาสตราจารย์เกียรติคุณถาวร โกอุดมวิทย์ หนึ่งในคณะกรรมการตัดสิน กล่าวว่า “ในปีนี้หัวข้อเรื่องน้ำ ศิลปินสามารถถ่ายทอดหรือแสดงออกตามอัตลักษณ์ของแต่ละคนออกมาได้ดี ภาพรวมผมคิดว่าผลงานดีขึ้นทุกปี ในปีนี้เราได้เห็นผลงานหลายชิ้นที่มีเอกลักษณ์ลักษณะโดดเด่น โดยเฉพาะผลงานที่ได้รับรางวัลช้างเผือก มีลักษณะเป็นสามมิติ แสดงถึงแสงสีเสียง และความสนุกสนาน ที่สำคัญที่สุดคือมีลักษณะการเล่นและอัตลักษณ์
ที่มีความเป็นไทยเป็นที่น่าชื่นชม สำหรับความสำเร็จของโครงการ คือการพัฒนาหรือต่อยอดทักษะของศิลปินบ้านเรา และเรื่องของผลงานศิลปะที่คนเฝ้ามองมากที่สุด เพราะจัดต่อเนื่องมา 14 ปีแล้ว คือการสร้างสรรค์ศิลปะแบบเหมือนจริง (Realistic) และศิลปะรูปลักษณ์ (Figurative Art) อาจจะเป็นเวทีเดียวในประเทศไทย”

ศาสตราจารย์ญาณวิทย์ กุญแจทอง หนึ่งในคณะกรรมการตัดสิน กล่าวว่า “น้ำกับความเปลี่ยนแปลง เป็นหัวข้อที่เชื่อมโยงได้เยอะมากซึ่งเป็นหัวข้อที่น่าสนใจ ผมคิดว่าน้ำเกี่ยวข้องกับความเป็นไทย เช่นประเพณีสงกรานต์ ประเพณีลอยกระทง เป็นต้น ในขณะเดียวกันปัจจุบันก็มีเรื่องของสิ่งแวดล้อมสมัยใหม่ อาคารบ้านเรือนที่มีความเจริญ การแสดงงานในครั้งนี้ศิลปินพยายามสะท้อนความหลากหลาย เพราะฉะนั้นการจัดนิทรรศการในครั้งนี้ ทำให้ศิลปินสามารถแสดงออกด้วยเทคนิคและจินตนาการที่มีความหลากหลาย และเป็นนิทรรศการที่มีความน่าสนใจมาก”

8 คณะกรรมการตัดสินโครงการประกวด “ศิลปกรรมช้างเผือก” ครั้งที่ 14 หัวข้อ “น้ำกับความเปลี่ยนแปลง”

นิทรรศการศิลปกรรมช้างเผือก ครั้งที่ 14 จัดแสดงผลงาน “น้ำกับความเปลี่ยนแปลง” ณ ชั้น 9 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันนี้-11 พฤษภาคม 2568 นอกจากนี้ ผลงานบางส่วนนำไปจัดแสดงให้ชมอีกครั้งในงาน SX2025 ระหว่างวันที่ 26 กันยายน-5 ตุลาคม 2568

ทรูมอบเงินสนับสนุนมูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ช่วยเหลือผู้ประสบภัย

ทรูมอบเงินสนับสนุนมูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ช่วยเหลือผู้ประสบภัย

ทรูมอบเงินสนับสนุนมูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ช่วยเหลือผู้ประสบภัย

วันพฤหัสบดี ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) นำโดย ปิลันธนี พาณิชพัฒน์ ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารทรูปลูกปัญญา พร้อมคณะ เข้ามอบเงินที่ลูกค้ากลุ่มทรู ร่วมสนับสนุน จำนวน 4,215,999 บาท เพื่อสมทบทุนมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยมี นฤมล ล้อมทอง กรรมการมูลนิธิฯ  เป็นผู้รับมอบ ณ อาคารมหินทรเดชานุวัตน์ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2568

คุณแหน : 10 เมษายน 2568

คุณแหน : 10 เมษายน 2568

คุณแหน : 10 เมษายน 2568

วันพฤหัสบดี ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

ll พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนราชอาณาจักรภูฏานอย่างเป็นทางการ ตามคำทูลเชิญของสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกลวังชุก แห่งภูฏาน ระหว่างวันที่ 25-28 เม.ย.2568 เป็นการเสด็จฯ เยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการครั้งแรกในรัชสมัย..เป็นการกระชับสัมพันธไมตรีระหว่างสองพระราชวงศ์ที่มีความผูกพันกันอย่างแน่นแฟ้นแล้ว ยังเป็นการเสริมสร้างมิตรภาพและความเข้าใจอันดีระหว่างสองราชอาณาจักรและประชาชนให้เพิ่มพูนยิ่งขึ้นไปในทุกระดับ ..

ll เนื่องในโอกาสที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย ทรงเจริญพระชนมายุ 70 พรรษา  ในวันที่ 2 เมษายน 2568  Donation HUB สภากาชาดไทย ร่วมกับ มูลนิธิศาสนจักรของพระเยซูคริสต์แห่งวิสุทธิชนยุคสุดท้าย และ มูลนิธิเซ็นต์โยเซฟ จัดการแสดงเต้นบอลรูมแดนซ์การกุศล Rhythm Dance by The BYU Ballroom Dance Company แห่งมหาวิทยาลัย Brigham Young เมือง Prove  รัฐ Utah สหรัฐอเมริกา  รอบพิเศษ ในวันที่ 29 เม.ย. เวลา 18.00 น. ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เพียงรอบเดียว เปิดจำหน่ายบัตรชมการแสดงให้กับประชาชนผู้ชื่นชอบในการเต้น Ballroom Dance ในราคา 5,000 และ 10,000 บาท  เงินรายได้โดยเสด็จพระราชกุศลบำรุงสภากาชาดไทย สมทบทุนโครงการพัฒนาศูนย์มะเร็ง แบบบูรณาการ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย  จองบัตรได้ที่080 234 4541 หรือ E-mail : FR-Event@redcross.or.th ..

ll มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชนในพระบรมราชินูปถัมภ์ จัดพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายแด่ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ “บุคคลสำคัญของโลก” ประธานก่อตั้งและประธานกิตติมศักดิ์  มูลนิธิฯ โดยพล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี เป็นประธานในพิธี 8 พ.ค.15.00 น. ณ พระวิหาร วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ..

ll “แกงส้มกุ้ง มะละกอสานปลาตะเพียน” ของมูลนิธิเพชรรัตน-สุวัทนา เปิดให้สั่งจองแล้ว ฝีมือคุณข้าหลวงวังรื่นฤดี จัดส่งวันที่ 24-25 เม.ย.ราคา 190 บาท สั่งจองได้ที่ Line:@bsf_official Facebook:มูลนิธิเพชรรัตน-สุวัทนา ..

ll สวด เมธ์วดี นวพันธ์(กาญจนจารี) ที่ บ้านนวธานี 999 ซ.9 หมู่บ้านนวธานี รามอินทรา  4-10 เม.ย.18.00 น. และเปิดสวดพระอภิธรรมทุกวันศุกร์เริ่ม 11 เม.ย.18.00 น..

ll ขอแสดงความยินดีกับ ประยูร เหล่าสายเชื้อ กก.สมาคมสภาแม่ดีเด่นฯ ที่ได้รับรางวัลมงกุฎคุณธรรมประจำปี 2568 คนดีศรีอีสานจังหวัดร้อยเอ็ด..

ll ข้าวแช่เฟสติวัล อร่อยชื่นใจคลายร้อนจาก เอส แอนด์ พี ชุดพรีเมียม และชุดพิเศษ พร้อมข้าวเหนียวมะม่วง คัดสรรแต่ของดี มีวางจำหน่ายแล้วที่ร้านเอสแอนด์พีทุกสาขา ถึง 31 พ.ค.68..

ll ศูนย์การเรียนรู้แบงก์ชาติ BOTLC  เชิญชมนิทรรศการ ผู้ว่าการป๋วย อึ้งภากรณ์ ร่วมย้อนรำลึกถึงชีวิตและผลงาน ของอดีตผู้ว่าการ ธปท. ณ โถงนิทรรศการ ชั้น 1 ศูนย์การเรียนรู้แบงก์ชาติ ถึง 3 พ.ค…

ll อดิศักดิ์-สิริพร ภาณุพงศ์ ไปเยี่ยมลูกชาย อดิพลิน ภาณุพงศ์ ที่ปรึกษาเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบิร์น สวิตเซอร์แลนด์ มีแก้วตาดวงใจหลาน “ตะวัน” อยู่ในอ้อมอกคุณปู่คุณย่าให้ชื่นใจ..

น้อง

‘ครูอ้วน มณีนุช’แจกความสดใส อวดความฮอตในวัย 63 กะรัต

'ครูอ้วน มณีนุช'แจกความสดใส อวดความฮอตในวัย 63 กะรัต

‘ครูอ้วน มณีนุช’แจกความสดใส อวดความฮอตในวัย 63 กะรัต

วันพฤหัสบดี ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2568, 15.34 น.

ทำเอาทะเลแทบลุกเป็นไฟเลยทีเดียว เมื่อ “ครูอ้วน มณีนุช” ครูสอนร้องเพลงชื่อดังที่มีลูกศิษย์ในวงการมากมาย ที่ล่าสุดได้ออกมาอวดภาพแซ่บๆ ขณะไปเที่ยวพักผ่อนที่ทะเลพัทยา โดยงานนี้ครูอ้วนได้สลัดผ้าสวมชุดว่ายน้ำ อวดความฮอตในวัย 63 กะรัต พร้อมแคปชั่นว่า Happiness comes in waves ทำเอาแฟนๆ และเหล่าเพื่อนๆ คนบันเทิงกดไลค์กันเพียบเลยทีเดียว

ศุกร์นี้ไม่มงก็หมอง ‘นางร้าย Thailand ซีซัน2’โจทย์ ‘ร้ายล่อสื่อ’

ศุกร์นี้ไม่มงก็หมอง 'นางร้าย Thailand ซีซัน2'โจทย์ 'ร้ายล่อสื่อ'

ศุกร์นี้ไม่มงก็หมอง ‘นางร้าย Thailand ซีซัน2’โจทย์ ‘ร้ายล่อสื่อ’

วันพฤหัสบดี ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.50 น.

ศุกร์นี้ในอีพี 8 ของรายการ “นางร้าย Thailand (Devil Angel) ซีซัน2” ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 8 ในเครือ อาร์เอส กรุ๊ป ดำเนินรายการโดย “อั๋น ภูวนาท คุนผลิน” ต้องสู้ยิบตา เพราะสัปดาห์ที่ผ่านมา อีพี7 ในโจทย์ “เคมีนางร้าย” อายส์ อมิตา และโดนัท ณัฐชนันท์ เรือพร้อมแล่น คว้าชัยชนะให้ควีนมาสเตอร์ไอซ์ อภิษฎา ครั้งแรก งานนี้ ควีนไอซ์ไม่รอช้า เชือดนิ่มตัด แกรมมี่ ชนานาด ทีมควีนมาสเตอร์ น้ำตาล ชลิตา กลับบ้านไปอย่างน่าเสียดาย ส่งผลให้บรรยากาศในการแข่งขันอีพี 8 เข้มข้นทุกนาที เพราะ 7 Devil Angel ที่เหลือจากทีมควีนมาสเตอร์ไอซ์ อภิษฎา ลูกทีม อายส์ อมิตาเจนนี่ กฤตญาพรโดนัท ณัฐชนันท์ ทีมควีนมาสเตอร์ น้ำตาล ชลิตา ลูกทีม ออย กัญญาวีร์และทีมควีนมาสเตอร์ ติช่า กันติชา ลูกทีม บีม อุมาวดีใบหม่อน ปารณีย์ลีน่า เอลเวอร์ลีย์น่า ต้อง สวมบทพรีเซนเตอร์คนใหม่ของ Toyota All-new CAMRY  โชว์กึ๋นทดสอบความหัวไว ฝึกตอบคำถามต่อหน้าสื่อมวลชนและสร้างตัวตนให้โดดเด่นจนเกิดภาพจำในโจทย์ “ร้ายล่อสื่อ”

ภารกิจวันนี้ได้รับเกียรติ คุณชรินทร์ ศิริอนันต์ชัย ผู้จัดการ ฝ่ายการตลาดรถยนต์นั่งบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด พร้อมด้วยคุณสุชาฎา แซ่ตั้ง TOYOTA BRAND AMBASSADOR มาแจกโจทย์ให้กับ ควีนมาสเตอร์ โดยจะจำลองเหตุการณ์วันเปิดตัวพรีเซนเตอร์คนใหม่ของ Toyota All-new CAMRY เริ่มจากการเปิดด้วยซีนพรีเซนต์ฟังก์ชันสุดLuxury ของ Toyota All-new CAMRY พร้อมพูดสโลแกน All-new CAMRY PROGRESS BEYOND PERFCTION ต่อด้วยการเดินพรมแดง เพื่อไปให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนโดย คุณมน    นฤพล อาจหาญ Content Creator RS GROUP / อดีต ผู้สื่อข่าวชื่อดัง ควีนมาสเตอร์จะมีเวลาสอนลูกทีมทั้งหมด 10 นาที บวกกับซ้อมหน้าเซตอีก10 นาที ความยาวทั้งหมดที่เวลา 90 วินาที แบบลองเทค พร้อมตอบคำถามในการเป็นพรีเซนเตอร์ 2 คำถาม และ ตอบคำถามกับสื่ออีก 2 คำถามรวมเป็น 4 คำถาม ปิดจบด้วยการถ่ายรูปร่วมซีนกับ Toyota All-new CAMRY เป็นอันเสร็จภารกิจ

โจทย์นี้ไม่ง่ายอย่างที่คิด ใครจะเป็น Devil Angel ที่ล่อใจสื่อ จนคว้าใจ ไปได้ และทีมไหนจะต้องน้ำตาตกเป็นรายต่อไป  มาจับตาดูโค้งสุดท้ายของศึกตัวแม่ให้ดี ใน รายการ “นางร้าย Thailand (Devil Angel) ซีซัน2” อีพี 8 วันศุกร์ที่ 11 เมษายน 2568 เวลา 22.15 น. ทางช่อง 8 กดเลข 27  กดรับชมทีเซอร์อีพี8 ได้ที่ https://www.facebook.com/share/v/1Ezmk4TYif/ ติดตามรายละเอียดข่าวสาร คอนเทนต์ อัปเดตความเคลื่อนไหว เพิ่มเติมได้ที่ Facebook / Instagram / TikTok : นางร้ายไทยแลนด์ และ ทุกแพลตฟอร์มของช่อง 8 #DevilAngelSS2 #นางร้ายไทยแลนด์SS2 #เกมนี้ต้องร้ายถึงจะชนะ #DevilAngelTH