‘ประมงเพชรบุรี’จับมือวิสาหกิจชุมชน แปรรูปปลาหมอคางดำ‘ตราใบโพธิ์’ของดีจากโพพระ

‘ประมงเพชรบุรี’จับมือวิสาหกิจชุมชน แปรรูปปลาหมอคางดำ‘ตราใบโพธิ์’ของดีจากโพพระ

‘ประมงเพชรบุรี’จับมือวิสาหกิจชุมชน แปรรูปปลาหมอคางดำ‘ตราใบโพธิ์’ของดีจากโพพระ

วันจันทร์ ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2568, 16.07 น.

ประมงจังหวัดเพชรบุรี เดินหน้าแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในพื้นที่ต่อเนื่อง พร้อมหนุนวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปสัตว์น้ำตำบลโพพระ แปรรูปผลิตภัณฑ์อาหาร “ตราใบโพธิ์” สร้างรายได้ให้ชุมชน ย้ำผู้บริโภคมั่นใจผลิตภัณฑ์ปลาหมอคางดำของวิรสชาติอร่อย คุณภาพได้มาตรฐาน กระบวนการผลิตสะอาดและปลอดภัย

นายประจวบ เจี้ยงยี่ ประมงจังหวัดเพชรบุรี กล่าวว่า ปีนี้ประมงเพชรบุรียังคงเฝ้าระวังและดำเนินมาตรการควบคุมปัญหาปลาหมอคางดำอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนทั้งเรื่องการเฝ้าระวังการระบาด และการใช้ประโยชน์ ผ่านการสนับสนุนให้วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปสัตว์น้ำตำบลโพพระ อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี นำปลาหมอคางดำที่จับได้มาหมักเป็นปลาร้า และต่อยอดแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหารต่างๆ เพื่อนำไปจำหน่ายในตลาดชุมชน

“ปลาหมอคางดำมีคุณค่าสามารถแปรรูปเป็นอาหารได้หลายอย่าง  การร่วมสนับสนุนและช่วยอุดหนุน ผลิตภัณฑ์ปลาหมอคางดำตรา “ตราใบโพธิ์” ไม่เพียงเสริมสร้างรายได้ให้คนในชุมชน แต่ยังช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศให้ยั่งยืนอีกด้วย” นายประจวบ กล่าว

นายอดิเรก แก้วเจริญ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปสัตว์น้ำตำบลโพพระ กล่าวว่า กลุ่มได้รับการสนับสนุนความรู้และอุปกรณ์ รวมถึงปลาหมอคางดำจากประมงเพชรบุรี นำส่วนต่างๆ มาหมักเป็นปลาร้า ระหว่างที่รอให้ปลาร้าชุมชนยังนำมาต่อยอดแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น ปลาหมอแดดเดียว น้ำพริกแจ่วบอง ปลาร้าปรุงรส เป็นต้น ส่วนหัวปลายังนำมาทำเป็นน้ำหมักชีวภาพสำหรับใช้ใส่แปลงผักอีกด้วย ซึ่งชุมชนนำผลิตภัณฑ์วางจำหน่าย ที่ตลาดเกษตรกรบ้านลาด และตลาดชุมชนหลังเทศบาล 

“ชุมชนได้นำภูมิปัญญาท้องถิ่นทำผลิตภัณฑ์ปลาหมอคางดำ “ตราใบโพธิ์” และได้รับคำแนะนำจากกรมประมง ผู้บริโภคมั่นใจ ของดีจากโพพระ ดีทั้งรสชาติ การผลิตที่สะอาด ถูกสุขอนามัย ได้มาตรฐาน” นายอดิเรก กล่าว

ทั้งนี้ ประมงจังหวัดเพชรบุรี ยังดำเนินมาตรการกำจัดปลาหมอคางดำในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรีที่เป็นระบบ เพื่อแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำอย่างมีประสิทธิภาพ ล่าสุด ประมงเพชรบุรี จัดกิจกรรม “ลงแขกลงคลอง”  คลองอีแอด หมู่ 1 ตำบลแหลมผักเบี้ย อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี โดยร่วมกับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เรือนจำกลางเพชรบุรี คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี ประมงอำเภอ เจ้าหน้าที่กรมประมง ผู้นำชุมชน ชาวประมง ผู้แทนบริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) และประชาชนในพื้นที่ ช่วยกันจับปลาหมอคางดำได้ 130 กิโลกรัม  สำหรับปลาที่จับได้ถูกส่งมอบให้เรือนจำกลางเพชรบุรี เพื่อนำไปใช้ประโยชน์แปรรูปเป็น “น้ำปลาแท้ชาววัง” เป็นผลิตภัณฑ์ราชทัณฑ์ต่อไป

วกส.รุ่น 6 ศึกษาดูงานศูนย์บริหารการเกษตรเมืองชิบะ ประเทศญี่ปุ่น

วกส.รุ่น 6 ศึกษาดูงานศูนย์บริหารการเกษตรเมืองชิบะ ประเทศญี่ปุ่น

วกส.รุ่น 6 ศึกษาดูงานศูนย์บริหารการเกษตรเมืองชิบะ ประเทศญี่ปุ่น

วันอังคาร ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2568, 10.44 น.

คณะหลักสูตรวิทยาการเกษตรระดับสูง (วกส.) รุ่นที่ 6 นำทีมโดย ชวลิต ชูขจร คณะกรรมการอำนวยการและบริหารหลักสูตรฯ, อนันต์ สุวรรณรัตน์ ผู้อำนวยการหลักสูตรฯ, อัญชลี สุวจิตตานนท์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, วิชาญ อิงศรีสว่าง ผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร, ศิริกร วิวรวงษ์ รองผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร, ธีรภัทร ประยูรสิทธิ อดีตปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, สุวิทย์ ชัยเกียรติยศ คณะทำงานด้านวิชาการ หลักสูตรฯ และ อดิศร พร้อมเทพ คณะทำงานด้านวิชาการ หลักสูตรฯ ได้เข้าเยี่ยมชมและศึกษาดูงาน ณ ศูนย์บริหารการเกษตรเมืองชิบะ ซึ่งเป็นศูนย์บูรณาการด้านเกษตรกรรมที่มีภารกิจครอบคลุมทั้งงานวิจัย พัฒนา และฝึกอบรมเพื่อส่งเสริมการเกษตรอย่างยั่งยืน เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2568

ศูนย์บริหารการเกษตรเมืองชิบะ มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาการเกษตรของเมืองชิบะโดยมีภาระกิจต่างๆ ได้แก่ 1. การวินิจฉัยและจัดการปัญหาทางการเกษตร มุ่งเน้นการให้คำปรึกษาและทดสอบแนวทางควบคุมแมลงศัตรูพืชและโรคพืช โดยใช้เทคโนโลยีและสารชีวภัณฑ์ ควบคู่กับแนวทาง Integrated Pest Management (IPM) 2.โครงการฝึกอบรมเกษตรกรยุคใหม่ตั้งแต่ปี 2023 ศูนย์ฯ ได้พัฒนาหลักสูตร “ปลูกและขายได้ทันที” ที่ผสานการเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ แบ่งเป็นคอร์สระยะสั้น (3 เดือน) และคอร์สระยะยาว (12 เดือน) พร้อมแนวทางเชื่อมต่อการศึกษาขั้นสูงด้านการเกษตร และ 3.การวิเคราะห์ดินและการจัดการธาตุอาหารศูนย์ฯ ให้บริการตรวจวิเคราะห์ดินโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อช่วยเกษตรกรวางแผนการใช้ปุ๋ยอย่างเหมาะสม สนับสนุนการฟื้นฟูคุณภาพดิน และลดการใช้ปุ๋ยเกินความจำเป็นการศึกษาดูงานครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับองค์ความรู้และแนวทางปฏิบัติของวงการเกษตรไทย พร้อมเชื่อมโยงความร่วมมือด้านวิชาการและเทคโนโลยีการเกษตรระหว่างไทย-ญี่ปุ่นอย่างยั่งยืน

‘มิโด'(MIDO) อวดโฉมเรือนเวลาสปอร์ตคอลเลกชั่นใหม่’มัลติฟอร์ท สเกเลตัน โครโนกราฟ’

'มิโด'(MIDO) อวดโฉมเรือนเวลาสปอร์ตคอลเลกชั่นใหม่'มัลติฟอร์ท สเกเลตัน โครโนกราฟ'

‘มิโด'(MIDO) อวดโฉมเรือนเวลาสปอร์ตคอลเลกชั่นใหม่’มัลติฟอร์ท สเกเลตัน โครโนกราฟ’

วันอังคาร ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2568, 10.21 น.

สร้างพลังและความมั่นใจในตัวคุณด้วยเรือนเวลาดีไซน์สปอร์ตคอลเลกชั่นใหม่จาก “มิโด” (MIDO) ในคอลเลกชั่น มัลติฟอร์ท สเกเลตัน โครโนกราฟ (Multifort Skeleton Chronograph) ที่มาพร้อมดีไซน์โฉบเฉี่ยวดุจซูเปอร์คาร์  โดดเด่นด้วยหน้าปัดแบบเปลือยเผยกลไกอันทรงพลังและเทคโนโลยีการจับเวลาอันแม่นยำ ที่มีทั้ง 3 ดีไซน์ ตอบโจทย์เหล่านักกิจกรรมที่ชื่นชอบเรือนเวลาดีไซน์สปอร์ตให้สามารถมิกซ์แอนด์แมทช์ได้กับทุกลุค

มิโด (MIDO) แบรนด์นาฬิกาที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 100 ปี นับตั้งแต่ จอร์จ แชแรน (GEORGES SCHAEREN) เริ่มก่อตั้งบริษัท MIDO G.SCHAEREN & CO. AG ขึ้นที่เมืองโซโลธูร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ตั้งแต่ ค.ศ. 1918 ภายใต้ปรัชญาของการสร้างสรรค์แบรนด์ให้อยู่เหนือกาลเวลาด้วยแนวคิดการออกแบบที่ร่วมสมัย ผ่านการคัดเลือกวัสดุคุณภาพเยี่ยมที่มีความหรูหรา ทนทาน และยังคงไว้ซึ่งฟังก์ชันการใช้งานที่ครบถ้วน

คอลเลกชั่น มัลติฟอร์ท สเกเลตัน โครโนกราฟ (Multifort Skeleton Chronograph) มาพร้อม 3 ดีไซน์ ประกอบไปด้วย ตัวเรือนสแตนเลสสตีลโทนสีเทาพร้อมสายสแตนเลสสตีลและตัวล็อคแบบบานพับที่เหมาะสำหรับความเรียบโก้ ถัดมาที่ตัวเรือนสแตนเลสสตีลสีน้ำเงิน พร้อมสายนาฬิกายางลวดลายปั๊มนูนในโทนสีเดียวกัน เหมาะสำหรับการครีเอทลุคที่น่าดึงดูด และสุดท้ายตัวเรือนสแตนเลสสตีลเคลือบ PVD สีดำด้าน เพิ่มความโดดเด่นด้วยสีส้มอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ที่ตกแต่งบริเวณหน้าปัด จับคู่กับสายนาฬิกายางลวดลายปั๊มนูนในสีดำ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความเท่และคล่องตัว

โดยทั้ง 3 ดีไซน์ ถูกออกแบบหน้าปัดมาในขนาด 43 มิลลิเมตร พร้อมปุ่มควบคุมการจับเวลาขัดเงา 2 ปุ่ม บริเวณด้านข้าง และเม็ดมะยมแบบขันเกลียว โดดเด่นด้วยหน้าปัดโครงเปลือยที่เผยให้เห็นความทรงพลังของกลไกคาลิเบอร์ 60 (Caliber 60) พร้อมเทคนิคการขัดซาติน รวมถึงเทคนิคเซอร์คูลาร์ เกรนนิ่ง (Circular-graining) หรือเทคนิคการทำวงกลมเล็กๆ ทับซ้อนกันอันถือเป็นหนึ่งในเทคนิคที่ต้องอาศัยทักษะขั้นสูงในการทำ ซึ่งช่วยสร้างพื้นผิวหลากมิติให้กับบริเวณหน้าปัด อีกทั้งยังมาพร้อมกับความสามารถในการจับเวลาที่แม่นยำด้วยโครโนกราฟสามวงที่ถูกจัดวางอย่างสมมาตรภายใต้ดีไซน์หน้าปัดรูปทรงตัวเอ็กซ์ (X-shaped) ที่สามารถวัดค่าได้ตั้งแต่ 60 วินาที 30 นาที และ 12 ชั่วโมง พร้อมเข็มนาฬิกาและสเกลวัดความเร็ว (Tachometer) สีเงิน รวมถึงเทคนิคการทำสีแอนทราไซต์ (Anthracite) ให้รูปลักษณ์ดูล้ำสมัย โดยเข็มนาฬิกาทั้งเข็มชั่วโมงและเข็มนาทีถูกเคลือบด้วยสารเรืองแสงซูเปอร์ ลูมิโนวา (Super-LumiNova) สีขาว เพื่อช่วยอ่านเวลาในยามค่ำคืนหรือบริเวณแสงน้อยให้แม่นยำมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้บริเวณฝาหลังยังมีการสลักโลโก้ ‘MIDO’ ไว้บนจานเหวี่ยง (Oscillating weight) ที่เคลื่อนไหวเหนือสะพานจักรที่ตกแต่งด้วยลวดลายวงกลมสุดประณีต ยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถสำรองพลังงานได้ยาวนานถึง 60 ชั่วโมง พร้อมบาลานซ์สปริงที่ทำจากนิวาครอง (Nivachron™) ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยในการต้านแรงสนามแม่เหล็ก และป้องกันการกระแทกได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังมาพร้อมกับความสามารถในการกันน้ำลึกได้ถึงระดับ 10 บาร์ หรือ 100 เมตร

นอกจากนี้ มิโด (MIDO) ยังได้แนะนำเทคนิคการเลือกนาฬิกาสไตล์สปอร์ตสำหรับนักกิจกรรม เช่น ควรเลือกนาฬิกาสายยางเพื่อน้ำหนักที่เบาและคล่องตัว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในทุกการเคลื่อนไหว นอกจากนี้ สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการวิ่ง อาจจะต้องเลือกนาฬิกาที่มีเทคโนโลยีการจับเวลา หรือการวัดความเร็ว เพราะจะสามารถช่วยคำนวณความเร็วได้แบบเรียลไทม์ หรือหากมีไลฟ์สไตล์ชอบว่ายน้ำ ควรเลือกนาฬิกาที่มีการกันน้ำได้อย่างน้อย 100 เมตร และสามารถทนต่อแรงกระแทกได้เป็นอย่างดี เพื่อให้ใช้งานได้ทนทานในทุกสภาวะ สำหรับผู้ที่ต้องการนาฬิกาสปอร์ตที่สามารถสวมใส่ได้ในทุกวันรวมถึงวันทำงาน สามารถเลือกเป็นเรือนสแตนเลสสตีลเพื่อเสริมลุคให้ดูทางการมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันหน้าปัดแบบเปลือยก็ยังช่วยสร้างความน่าสนใจให้กับสไตล์อันโดดเด่น แม้ว่านาฬิกาสปอร์ตจะถูกออกแบบให้มีความทนทานและฟังก์ชันการใช้งานที่ครบถ้วน แต่ก็ไม่ควรมองข้ามดีไซน์ เพราะนอกจากจะสามารถสวมใส่ได้ทั้งในชีวิตประจำวันและในกิจกรรมกลางแจ้งแล้ว นาฬิกายังสามารถเสริมความมั่นใจให้กับผู้สวมใส่ได้อีกด้วย

พบกับ มัลติฟอร์ท สเกเลตัน โครโนกราฟ (Multifort Skeleton Chronograph) นาฬิกาคุณภาพมาตรฐานตามแบบฉบับ Swiss made ได้แล้ววันนี้ที่เคาน์เตอร์ มิโด (MIDO) เซ็นทรัล, โรบินสัน, เดอะมอลล์ และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ หรือผ่านช่องทางออนไลน์ MIDO Official Store ใน Shopee และ Lazada และติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์  www.midowatches.com Facebook: Mido Watches และ LINE Official Account: @midothailand หรือติดต่อได้ที่เบอร์ 02-610-0200

พระจริยาวัตรงดงามยิ่ง ‘สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติฯ’ ทรงสืบสานพระราชปณิธาน ตามรอยเบื้องพระยุคลบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

พระจริยาวัตรงดงามยิ่ง ‘สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติฯ’  ทรงสืบสานพระราชปณิธาน ตามรอยเบื้องพระยุคลบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

พระจริยาวัตรงดงามยิ่ง ‘สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติฯ’ ทรงสืบสานพระราชปณิธาน ตามรอยเบื้องพระยุคลบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

วันอังคาร ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2568, 07.00 น.

ขณะที่ทรงเจริญพระชันษาขึ้นและประทับอยู่ที่ประเทศไทย  สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร ได้โดยเสด็จ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี  ในการประกอบพระราชกรณียกิจด้านต่างๆ อยู่เสมอ รวมทั้งเสด็จแทนพระองค์ในการพระราชพิธีต่างๆ  อาทิ  วันที่ 18 ตุลาคม พุทธศักราช 2563 พระบาทสมเด็พระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร เสด็จแทนพระองค์ไปในการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดพระปฐมเจดีย์ อ.เมืองนครปฐม จ.นครปฐม

อีกทั้ง ได้โดยเสด็จ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เป็นการส่วนพระองค์  ในการทรงงานโครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์ ในพื้นที่ อ.สอยดาว จ.จันทบุรี เมื่อวันที่ 30 มีนาคม  พุทธศักราช 2564  โดยทรงมีพระปฏิสันถารกับอาสาสมัครพิทักษ์ช้างป่าเขาสอยดาวและราษฎร ที่มาเฝ้าฯ รับเสด็จ และประทานกำลังใจในการทำงานแก่คณะทำงานหมู่บ้านคชานุรักษ์ และหมู่บ้านเครือข่าย หน่วยงาน ประชาชนที่ร่วมกันดำเนินงานจัดการปัญหาเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลระหว่างคนและช้าง  ต่อมา ได้โดยเสด็จสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี  และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในพื้นที่จังหวัดสกลนคร  เมื่อวันที่ 7 เมษายน พุทธศักราช 2564

ทรงสนพระทัยด้านคุณภาพชีวิตเด็กและเยาวชน

ขณะประทับอยู่ในประเทศไทย สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร  สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร ทรงสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และทรงปฏิบัติพระภารกิจต่างๆ อยู่เป็นนิจ  กับทรงให้ความสำคัญและทรงใส่พระทัยในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ เพื่อให้เด็กและเยาวชนมีสุขภาพอนามัยที่ดี รวมทั้งมีโภชนาการอาหารตามหลักโภชนาการ  และเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ 29 เมษายน 2568 ได้เสด็จไปทรงเยี่ยมและพระราชทานสิ่งของและเครื่องอุปโภคบริโภคแก่สถานสงเคราะห์เด็กหญิงบ้านราชวิถี เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร  

ทรงเป็นต้นแบบของคนรุ่นใหม่ในด้านศาสนา

นอกจากพระจริยาวัตรในการเป็นจิตอาสาแล้ว สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร  เสด็จแทนพระองค์ไปในการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน อีกทั้ง ได้เสด็จไปทรงบำเพ็ญพระกุศลและทรงสนทนาธรรมอยู่เป็นนิจ เพื่อเป็นการสืบสานพระราชปณิธาน “ธรรมราชินี” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยขณะที่ทรงศึกษาอยู่เยอรมนี  ได้เสด็จไปสนทนาธรรม ณ วัดป่ามุตโตทัย และทุกครั้งที่เสด็จนิวัติประเทศไทยขณะปิดภาคเรียน  ได้เสด็จเป็นการส่วนพระองค์ไปยังวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ทรงบำเพ็ญพระกุศลและทรงสนทนาธรรมกับ เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก  อยู่เสมอ เป็นที่ประจักษ์แก่พสกนิกรมาโดยตลอด

ทั้งนี้ ยังมีสถาบันการศึกษา การแพทย์ และการสาธารณสุข ได้อัญเชิญพระนามเป็นชื่อ อาทิ โรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ ห้องสมุดทีปังการรัศมีโชติ อุทยานการเรียนรู้สิ่งแวดล้อมและวิทยาศาสตร์ ทีปังกรรัศมีโชติ  เป็นต้น

ด้วยพระจริยวัตรที่งดงามยิ่งนี้ ในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ 29 เมษายน 2568 ขอถวายพระพรให้ทรงพระเกษมสำราญ มีพระพลามัยแข็งแรง เป็นมิ่งขวัญของพสกนิกรชาวไทยตลอดกาลนานเทอญ

เช็คสัญญาณเตือน…ใจคุณอาจไม่ไหวแล้ว

เช็คสัญญาณเตือน...ใจคุณอาจไม่ไหวแล้ว

เช็คสัญญาณเตือน…ใจคุณอาจไม่ไหวแล้ว

วันอังคาร ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.45 น.

ในวันที่คุณต้องตื่นเช้าขึ้นมา ทั้งที่ยังรู้สึกหมดแรง ทั้งที่ใจไม่ไหว แต่ก็ต้องฝืนเดินต่อ คุณไม่ได้เผชิญสิ่งนี้เพียงลำพัง  หลายคนอาจคิดว่า…เหนื่อยก็พัก เดี๋ยวก็หาย แต่ในความเป็นจริง เมื่อความเหนื่อยล้าสะสมทั้งกายและใจ จนเริ่มส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน ความสัมพันธ์ หรือหน้าที่การงาน นี่อาจเป็นสัญญาณเตือนของความเครียดเรื้อรัง หรือแม้แต่โรคซึมเศร้าโดยที่คุณอาจไม่รู้ตัว 

สัญญาณเตือนว่า…ใจคุณอาจไม่ไหวแล้ว

รู้สึกหมดแรงแม้ไม่ได้ใช้แรงกาย  นอนไม่หลับ หรือหลับมากเกินไป  ไม่มีความสุขกับสิ่งที่เคยชอบ สมาธิสั้น หงุดหงิดง่าย  รู้สึกไร้ค่า ไม่อยากพบเจอใคร  มีความคิดว่าตัวเองไม่อยากอยู่บนโลกใบนี้  ถ้าคุณมีอาการเหล่านี้บ่อยๆ อย่าปล่อยให้ใจอ่อนล้าจนเกินเยียวยา 

ถ้าใจไม่ไหว แต่ยังต้องเดินหน้า… ควรทำอย่างไร?

1. พักเพื่อฟื้น ไม่ใช่พักเพื่อหนี : หยุดพักเพื่อให้ร่างกายและใจได้ชาร์จพลัง แม้เพียงสั้น ๆ แต่ขอให้พักอย่างมีคุณภาพ ไม่ใช่จมอยู่กับความคิดลบ 

2. แบ่งเวลาให้ตัวเองได้หายใจ : งานสำคัญ แต่ใจคุณก็สำคัญเช่นกัน ลองหาเวลาสั้น ๆ ต่อวันเพื่อนั่งสงบ หรือทำกิจกรรมที่ทำให้รู้สึกดี 

3. พูดคุยกับใครสักคน : คนที่รับฟังโดยไม่ตัดสิน คือยาดีของใจ แต่หากไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน การพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ปลอดภัยและอบอุ่น 

4. อย่ากลัวที่จะขอความช่วยเหลือ : การเข้าพบจิตแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต ไม่ได้แปลว่าคุณอ่อนแอ แต่คือการใส่ใจตัวเองในวันที่ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด 

หากรู้สึกว่าตัวเองไม่ไหว สามารถมาขอรับคำปรึกษาจากทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและนักจิตวิทยา ของ BMHH โรงพยาบาลสุขภาพจิต  ที่พร้อมช่วยทุกคนรับมือกับทุกสถานการณ์ของชีวิต

พระจริยาวัตรงดงามยิ่ง ‘สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติฯ’ ทรงสืบสานพระราชปณิธาน ตามรอยเบื้องพระยุคลบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

พระจริยาวัตรงดงามยิ่ง ‘สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติฯ’  ทรงสืบสานพระราชปณิธาน ตามรอยเบื้องพระยุคลบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

พระจริยาวัตรงดงามยิ่ง ‘สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติฯ’ ทรงสืบสานพระราชปณิธาน ตามรอยเบื้องพระยุคลบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

วันอังคาร ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร พระราชโอรสใน พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่10  ประสูติเมื่อวันศุกร์ที่ 29 เมษายน พุทธศักราช 2548 เวลา 18.35 นาฬิกา ณ โรงพยาบาลศิริราช คณะแพทย์ถวายการประสูติโดยการผ่าตัด เมื่อแรกประสูติทรงมีน้ำหนัก 2,680 กรัม ความยาวพระองค์ 47 เซนติเมตร รอบพระเศียร 31 เซนติเมตร ลืมพระเนตรเวลา 19.00 นาฬิกา มีพระพลานามัยสมบูรณ์ แข็งแรงพระเนตรโต พระนาสิกโด่ง

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระราชหัตถเลขาขนานพระนามว่า “พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ” เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พุทธศักราช 2548 และพระราชทานเสมาอักษรพระปรมาภิไธย ภปร ทองคำ ส่วนพระนามของ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร นั้น พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอธิบายพระนามว่า “ผู้ทำประทีป คือปัญญาให้สว่างกระจ่างแจ้ง, ผู้ทำเกาะ คือที่พึ่งให้รุ่งเรืองโชติช่วง” โดยเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน ทธศักราช 2548 ได้มีพระราชพิธีสมโภชเดือนและขึ้นพระอู่ ภายในพระที่นั่งอนันตสมาคม ตามพระราชประเพณี เมื่อทรงเจริญพระชันษาครบ 1 เดือน และในวันที่ 4 กรกฎาคม 2548 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เขียนพระนาม เป็นภาษาอังกฤษว่า His Royal Highness Prince Dipangkorn Rasmijoti

ต่อมาเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2562 พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการสถาปนาและเฉลิมพระนาม “พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ” เป็น “สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร”

เมื่อทรงพระเยาว์ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร  ทรงศึกษาอยู่ที่โรงเรียนจิตรลดา ได้ทรงเข้าร่วมกิจกรรมและทรงปฏิบัติพระกรณียกิจต่างๆ ของโรงเรียนมาโดยตลอด อาทิ วันที่ 20 สิงหาคม  พุทธศักราช 2551  เสด็จไปยังห้องสมุดฝ่ายประถมศึกษาโรงเรียนจิตรลดา เพื่อทรงร่วมกิจกรรมงานสัปดาห์รักการอ่าน, วันที่ 2 ตุลาคม  ปีเดียวกันนั้นทรงได้รับเกียรติบัตรพร้อมรางวัล “งานประหยัดน้ำ-ไฟ” ที่จัดขึ้นประจำในโรงเรียนจิตรลดา ด้วยพระองค์ทรงปฏิบัติอยู่เป็นประจำและทรงเป็นแบบอย่างที่ดีต่อพระสหาย, วันที่ 22 พุทธศักราชกรกฎาคม  2555  ได้เสด็จไปยังสนามกีฬากลาง พื้นที่ควบคุมในพระองค์ 904 เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ในการประทานถ้วยรางวัลพระราชทานและถ้วยรางวัลประทานแก่ทีมที่ชนะเลิศการแข่งขันเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับประเภทต่างๆ ในรายการ “หนูน้อยเจ้าเวหา” เป็นต้น

ทรงสานต่อพระราชดำริเรื่องจิตอาสาและการทำความดี

สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร ทรงได้รับการปลูกฝังจากพระราชบิดาเรื่องจิตอาสาและการทำความดีอย่างไม่หวังสิ่งตอบแทนมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ โดยขณะที่ประทับศึกษาอยู่ ณ ประเทศเยอรมนี ทรงตื่นบรรทมแต่เช้าตรู่และทรงร่วมกิจกรรมจิตอาสาในวัดปิดภาคเรียนที่วัดป่ามุตโตทัย, ทรงสนทนาธรรม ทรงทำความสะอาดลานวัด, เช็ดฐานพระพุทธรูปภายในวัด และทรงล้างจานด้วยพระองค์เอง ทรงตรัสว่า “ถ้ากลับเมืองไทยจะไปทำที่เมืองไทยด้วย”

เมื่อเสด็จกลับประเทศไทยขณะปิดภาคเรียน สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร  ทรงมีความมุ่งมั่นที่จะสนองพระราชปณิธานของ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยทรงเข้าร่วมโครงการ จิตอาสา “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ”  โดย พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้หน่วยราชการในพระองค์ 904 ร่วมกันจัดโครงการจิตอาสาพระราชทานตามแนวพระราชดำริ เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติและแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงประกอบพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนมีความสมัครสมานสามัคคี มีความสุขและประเทศชาติมีความมั่นคงอย่างยั่งยืน

ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในเดือนตุลาคม พุทธศักราช 2560  สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร  ในฉลองพระองค์เสื้อโปโลสีดำพระราชทาน “ธ สถิตในดวงใจ ไทยนิรันดร์”ฉลองพระมาลาสีฟ้า พร้อมผ้าพันคอสีเหลืองพระราชทาน ได้เสด็จเป็นการส่วนพระองค์มายังวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เพื่อทรงร่วมทำกิจกรรมจิตอาสา เมื่อเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม  พุทธศักราช 2560 ทรงทำความสะอาดสุสานหลวงภายในบริเวณวัด จากนั้นได้เสด็จมายังบริเวณศาลหลักเมือง ทรงพระดำเนินประทานน้ำดื่มและขนมแก่พสกนิกรที่มารอรับเสด็จ โดยทรงโน้มพระวรกายประทานสิ่งของให้แก่พสกนิกรอย่างมิได้ถือพระองค์ สร้างความปลื้มปีติให้แก่พสกนิกรที่รอรับเสด็จเป็นล้นพ้น

วันที่ 27 ตุลาคม พุทธศักราช 2560 ได้เสด็จไปทรงทำความสะอาดวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร ร่วมกับเหล่าเยาวชนจิตอาสา โดยทรงนำขบวนจิตอาสาทำความสะอาดทั่วทุกมุมของวัด เริ่มตั้งแต่การทำความสะอาดฐานชุกชี ที่ประดิษฐานพระประธานในพระอุโบสถ ไปจนถึงทรงเก็บเก้าอี้ในเต็นท์ด้านนอกพระอุโบสถ จากนั้นทรงนำเหล่าเยาวชนจิตอาสา เสด็จไปยังศูนย์ศึกษาธรรมชาติกองทัพบก (บางปู) เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษามหาราชินี ที่ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ เพื่อร่วมกันปลูกป่าชายเลนและเรียนรู้ระบบนิเวศวิทยา

เมื่อวันที่ 12 มกราคม พุทธศักราช 2561 พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานภาพวีดิทัศน์ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร  ขณะทรงร่วมกิจกรรมต่างๆ โดยเฉพาะกิจกรรมด้านกีฬาและกิจกรรมจิตอาสา เพื่อเป็นแบบอย่างแก่เยาวชนด้านการออกกำลังกายและการบำเพ็ญประโยชน์เพื่อส่วนรวม เนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ ประจำปีพุทธศักราช 2561

ทรงเป็นแบบอย่างเยาวชนไทยในโครงการจิตอาสา 

 สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร ยังทรงเข้าร่วมกิจกรรมจิตอาสาอย่างต่อเนื่อง อาทิ วันที่ 25 ธันวาคม พุทธศักราช 2561 ทรงร่วมกิจกรรมจิตอาสาในโครงการ “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” ณ จังหวัดเชียงใหม่ ทรงเปิดการใช้เครื่องกังหันน้ำชัยพัฒนา และทรงร่วมกิจกรรมจิตอาสากับทรงประกอบอาหารเมนูกะเพราหมูไข่เจียว ประทานแก่จิตอาสาในโครงการ “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” ณ บริเวณสวนสัตตมังคละ ศรีดอนไชย (คลองแม่ข่า) อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

วันที่ 4 มกราคม พุทธศักราช 2562 ทรงเยี่ยมการทำกิจกรรมจิตอาสาในโครงการ “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” ณ บริเวณท่าเรือนครสวรรค์ คลองผดุงกรุงเกษม ท่าเรือทำเนียบรัฐบาล พร้อมประทานสิ่งของและข้าวกล่องแก่ตัวแทนจิตอาสาที่ร่วมกิจกรรม จากนั้นเสด็จทอดพระเนตรโรงครัวพระราชทานณ ราชนาวีสโมสร พร้อมทรงประกอบอาหาร “ผัดไทยกุ้งสด” ประทานแก่ตัวแทนจิตอาสาและทรงปลูกต้นรวงผึ้งเป็นที่ระลึก และได้เสด็จเป็นการส่วนพระองค์ทรงเยี่ยมชมงาน“อุ่นไอรัก คลายความหนาว สายน้ำแห่งรัตนโกสินทร์” ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ณ พระลานพระราชวังดุสิต และสนามเสือป่า โดยทรงนำพระสหายและครอบครัวชาวเยอรมัน ร่วมแต่งกายชุดไทยย้อนยุค เพื่ออนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทย

กรมวิทย์ฯ เผยสายพันธุ์ไข้หวัดใหญ่ในไทย ย้ำวัคซีนยังคงมีประสิทธิภาพในการป้องกัน

กรมวิทย์ฯ เผยสายพันธุ์ไข้หวัดใหญ่ในไทย ย้ำวัคซีนยังคงมีประสิทธิภาพในการป้องกัน

กรมวิทย์ฯ เผยสายพันธุ์ไข้หวัดใหญ่ในไทย ย้ำวัคซีนยังคงมีประสิทธิภาพในการป้องกัน

วันอังคาร ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กรมวิทยศาสตร์การแพทย์ เผยสายพันธุ์ไข้หวัดใหญ่ในไทยพบไข้หวัดใหญ่ชนิด A/H1N1 มากที่สุด ย้ำวัคซีนยังคงมีประสิทธิภาพในการป้องกัน

นายแพทย์ยงยศ ธรรมวุฒิ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยถึงสถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ว่า ปัจจุบันทั่วโลกพบเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่เป็นสาเหตุหลักของการระบาด 3 สายพันธุ์ ได้แก่ ไข้หวัดใหญ่ชนิด A(H3N2) พบมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 40.18 ไข้หวัดใหญ่ชนิด A(H1N1) pdm09 คิดเป็นร้อยละ 34.73 และไข้หวัดใหญ่ชนิด B (Victoria lineage) พบร้อยละ 24.84 ขณะที่สถานการณ์

นายแพทย์ยงยศ ธรรมวุฒิ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ 


ในประเทศไทยพบไข้หวัดใหญ่ชนิด A/H1N1 (pdm09) มากที่สุด คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 41.55 รองลงมาคือไข้หวัดใหญ่ชนิด B (Victoria lineage) และไข้หวัดใหญ่ชนิด A(H3N2) มีสัดส่วนร้อยละ 32.80 และ 25.66 ตามลำดับ จากการวิเคราะห์สายพันธุ์ของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ในประเทศไทย โดยการใช้เทคนิค Whole genome sequencing วิเคราะห์หาลำดับพันธุกรรมทั้งจีโนมของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ และประเมินความสอดคล้องกับสายพันธุ์วัคซีนที่องค์การอนามัยโลกประกาศใช้สำหรับซีกโลกใต้ปี 2568 ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2567 – 31 มีนาคม 2568 พบว่า ไข้หวัดใหญ่ชนิด A(H1N1) มีความสอดคล้องกับสายพันธุ์ที่ระบุในวัคซีนซีกโลกใต้ 2568 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 46.45 ขณะที่ไข้หวัดใหญ่ชนิด A(H3N2) และ B/Victoria lineage มีความสอดคล้องกับสายพันธุ์ที่ระบุในวัคซีนซีกโลกใต้ 2568 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 100

การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม โดยเฉพาะในกลุ่ม 6B.1A.5a.2a กลุ่มย่อย C.1.9 ซึ่งพบการเปลี่ยนแปลงของกรดอะมิโนบนโปรตีน Hemagglutinin (HA) บริเวณ Antigenic site เป็นตำแหน่งสำคัญที่มีผลต่อการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน และอาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของวัคซีนในการกระตุ้นการสร้างแอนติบอดี จากรายงานขององค์การอนามัยโลกสุ่มตัวอย่างเชื้อจากกลุ่มดังกล่าว มาทดสอบกับแอนติซีรั่มจาก Ferret และซีรั่มของอาสาสมัครที่ได้รับวัคซีน A/Victoria/4897/2022 (H1N1) pdm09-like virus (6B.1A.5a.2a.1) ในปี 2567 พบว่ามีเพียงร้อยละ 3 ของเชื้อในกลุ่ม 6B.1A.5a.2a ที่มีประสิทธิภาพการตอบสนองต่อแอนติซีรั่มลดลง นอกจากนี้ผลการวิเคราะห์สายพันธุ์ย่อยของไวรัส A(H1N1)pdm09 กลุ่ม 6B.1A.5a.2a สายพันธุ์ย่อยต่างๆ ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้นวัคซีนที่จะนำมาฉีดให้แก่ประชากรในปี 2568 ยังคงมีประสิทธิภาพในการป้องกันเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A(H1N1) pdm09 ที่กำลังระบาดในปัจจุบันได้ 

ส่องกล้องลำไส้ใหญ่และทวารหนัก กุญแจสำคัญสู่การป้องกันมะเร็งลำไส้

ส่องกล้องลำไส้ใหญ่และทวารหนัก กุญแจสำคัญสู่การป้องกันมะเร็งลำไส้

ส่องกล้องลำไส้ใหญ่และทวารหนัก กุญแจสำคัญสู่การป้องกันมะเร็งลำไส้

วันอังคาร ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ความเสี่ยงของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ตลอดชีวิตจะพบใกล้เคียงกันทั้งเพศหญิงและเพศชาย คือประมาณ 1 ต่อ 25 คน อย่างไรก็ตามความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่อาจเพิ่มขึ้นหรือลดลงตามความเสี่ยงอื่นๆ ของผู้ป่วย เพราะฉะนั้น ในปัจจุบันจึงมีการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่เพื่อให้สามารถตรวจพบรอยโรคได้ตั้งแต่ระยะเนิ่น ๆ โดยการส่องกล้องลำไส้ใหญ่และทวารหนัก

พันโทหญิงแพทย์หญิงจรรยวรรธน์ สร้างสมวงษ์ ศัลยแพทย์ชำนาญการด้านลำไส้ใหญ่และทวารหนัก โรงพยาบาเวชธานี อธิบายว่า โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ เกิดขึ้นจากติ่งเนื้อ (Polyp) บริเวณผนังลำไส้ใหญ่ โดยปกติมักจะไม่ก่อให้เกิดอาการผิดปกติในระยะแรก แต่หากติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่มีขนาดใหญ่ขึ้นหรือมีการเปลี่ยนแปลงผิดปกติ อาจก่อให้เกิดอาการต่างๆ เช่น การขับถ่ายมีเลือดหรือมูกเลือดปน ถ่ายอุจจาระก้อนเล็กลง ท้องผูกสลับท้องเสีย แน่นท้อง ท้องโต หรือคลำเจอก้อนในท้อง

พันโทหญิงแพทย์หญิงจรรยวรรธน์ สร้างสมวงษ์ ศัลยแพทย์ชำนาญการด้านลำไส้ใหญ่และทวารหนัก โรงพยาบาเวชธานี

ปัจจุบันยังไม่สามารถทราบสาเหตุการเกิดติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ได้อย่างแน่ชัด แต่สามารถแบ่งปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคได้ 2 ประเภท คือ ปัจจัยความเสี่ยงจากตัวบุคคล ได้แก่ อายุ ในอดีตพบว่ามากกว่า 90% ของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ มีอายุมากกว่า 50 ปี และอายุเฉลี่ยที่พบคือ 60 – 65 ปี แต่ในช่วง 10 ปีหลังมานี้ อุบัติการณ์มะเร็งลำไส้ใหญ่ในผู้ป่วยอายุน้อยกว่า 50 ปี เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ผู้ป่วยที่อายุน้อยที่สุดตามรายงานคือ 18 ปี

ประวัติในครอบครัวและถ่ายทอดทางพันธุกรรม พบว่า 20% ของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ มีคนในครอบครัวเคยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่มาก่อน

ประวัติการเกิดติ่งเนื้อในลำไส้ มีการศึกษาพบว่า ติ่งเนื้อบางชนิดสามารถพัฒนากลายเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ แต่หากมีการตรวจพบและรักษาตั้งแต่ตอนที่ยังเป็นติ่งเนื้อ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคได้

ปัจจัยความเสี่ยงจากสภาพแวดล้อม ภาวะน้ำหนักเกินและขาดการออกกำลังกาย จากการศึกษาพบว่าน้ำหนักตัวมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงการเกิดโรค ขณะเดียวกันการออกกำลังกายจะช่วยเพิ่มการเผาผลาญ ทำให้ลำไส้มีการทำงานและเคลื่อนตัวมากขึ้น ผลในระยะยาวจะช่วยลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้

อาหาร ในอาหารบางประเภทจะมีสารก่อมะเร็งซ่อนอยู่ โดยเฉพาะอาหารแปรรูป เช่น ไส้กรอก เบคอน แหนม หมูยอ ลูกชิ้น กุนเชียง และเนื้อแดงที่ถูกประกอบอาหารในความร้อนสูงจนเกรียมแบบปิ้งย่าง

การสูบบุหรี่ พบว่า 12%ของผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ มีพฤติกรรมสูบบุหรี่ และ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกับการสูบบุหรี่ จะเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งมากยิ่งขึ้น

ในปัจจุบันแพทย์สามารถตรวจหาติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ได้ ด้วยเทคโนโลยีการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ ทำให้สามารถตรวจพบติ่งเนื้อได้ตั้งแต่เนิ่นๆ แม้ว่าติ่งเนื้อนั้นจะมีขนาดเล็กเพียง 2 มิลลิเมตร หรือขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียว นอกจากนี้ ยังใช้ร่วมกับเทคนิคการประเมินสีพื้นผิวและเส้นเลือดของติ่งเนื้อ ด้วยแสงชนิดพิเศษที่เรียกว่า Magnified digital chromoendoscopy ทำให้สามารถบอกได้ว่าติ่งเนื้อที่พบเป็นติ่งเนื้อชนิดใด กลายเป็นมะเร็งแล้วหรือยัง มีการลุกลามลงเนื้อเยื่อชั้นลึกแล้วหรือไม่ เพื่อให้การรักษาที่เหมาะสมกับติ่งเนื้อนั้นๆ ทั้งนี้ เมื่อมีการตรวจพบติ่งเนื้อจากการส่องกล้องลำไส้ใหญ่แล้ว แพทย์ยังสามารถทำการตัดติ่งเนื้อออก ก่อนที่ติ่งเนื้อนั้นจะมีโอกาสกลายเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ในอนาคตได้อีกด้วย

นอกจากนี้ ด้วยเทคนิคการผ่าตัดผ่านกล้องส่องตรวจลำไส้ใหญ่ ที่เรียกว่า Endoscopic Submucosal Dissection หรือ ESD ทำให้สามารถตัดติ่งเนื้อขนาดใหญ่ ที่แม้บางส่วนมีการกลายเป็นมะเร็งแล้ว แต่ยังไม่มีการลุกลามไปยังเนื้อเยื่อชั้นลึกและต่อมน้ำเหลือง ออกได้ผ่านทางกล้องส่องตรวจลำไส้ใหญ่ ทำให้ผู้ป่วยไม่ต้องมีแผลผ่าตัดหน้าท้อง และในบางรายไม่ต้องยกลำไส้เปิดทางหน้าท้อง (colostomy)โดยไม่จำเป็น แต่ทั้งนี้ หลังจากการผ่าตัดผ่านกล้องแล้วผู้ป่วยควรเข้ารับการส่องกล้องติดตามอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำของแพทย์

การเตรียมตัวก่อนส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนปลาย 1.ถ่ายท้องลำไส้สะอาดก่อนถึงวันส่องกล้องเพื่อให้แพทย์เห็นภาพลำไส้ได้ชัดเจนที่สุด โดยใช้วิธีดื่มของเหลวที่ช่วยกระตุ้นให้ลำไส้ทำงานและถ่ายง่าย หรืออาจใช้วิธีสวนล้างลำไส้

งดกินยาบางประเภทตามที่แพทย์สั่ง ก่อนถึงวันเข้ารับการส่องกล้อง

2.ก่อนวันนัดตรวจ 2 วัน ควรทานแต่อาหารเหลวที่ไม่มีกากใย เช่น ซุป อาหารอ่อน หรือโจ๊ก หรือน้ำผลไม้ชนิดใส

หลังการตรวจส่องกล้อง ผู้ป่วยควรนอนพักนิ่ง ๆ 1 ชั่วโมงก่อนกลับบ้าน เพื่อสังเกตอาการ เพราะอาจมีอาการอึดอัดท้อง ท้องอืด เนื่องจากมีลม โดยอาการจะทุเลาลงหลังการตรวจ และไม่ควรขับรถกลับบ้านเอง ควรมีญาติพากลับบ้าน

อย่างไรก็ตาม การส่องกล้องเพื่อตรวจหาติ่งเนื้อ เปรียบเสมือนการตรวจเช็กร่างกาย โดยไม่ต้องรอให้เกิดความผิดปกติ โดยเฉพาะคนที่มีอายุมากกว่า 50 ปี หรือมีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ ควรได้รับการส่องกล้องตรวจทางเดินอาหารอย่างสม่ำเสมอ และควรเลือกตรวจกับแพทย์ที่มีความชำนาญในการใช้เทคโนโลยีการส่องกล้อง เพื่อให้เกิดการวินิจฉัยที่แม่นยำ พร้อมกันนี้ ควรลดพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจส่งผลให้เกิดความผิดปกติกับลำไส้ใหญ่ร่วมด้วย เช่น รับประทานอาหารที่ผ่านกระบวนการปิ้งย่างมีเขม่าไหม้, อาหารแช่แข็ง, หรืออาหารที่ผ่านการแปรรูป เช่น เนื้อแดงและไส้กรอก เป็นต้น

‘Till We Meet Again’ ผ่านงานศิลปะโดยศิลปินรุ่นใหม่ ในโครงการ Early Years Project #8

‘Till We Meet Again’ ผ่านงานศิลปะโดยศิลปินรุ่นใหม่ ในโครงการ Early Years Project #8

‘Till We Meet Again’ ผ่านงานศิลปะโดยศิลปินรุ่นใหม่ ในโครงการ Early Years Project #8

วันอังคาร ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

Bacc หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ชวนชมนิทรรศการ “กว่าจะพบกันอีก” (Till We Meet Again) โดย ลลิตา สิงห์คำปุก ศิลปินรุ่นใหม่ที่ตั้งคำถามถึงประวัติศาสตร์พื้นถิ่นของบ้านเกิดในพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมาร์ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย บนเส้นแดนแห่งความพร่ามัว ไม่แน่นอน และมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อันเป็นผลจากการถูกคุกคามด้วยกิจกรรมอันหลากหลายของมนุษย์ที่สั่งสมมาอย่างต่อเนื่อง หลายเหตุการณ์จึงปะทุขึ้นดั่งสายฟ้าฟาด ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม ดินถล่ม และน้ำป่าไหลหลาก ศิลปินจึงเริ่มสำรวจความเปลี่ยนแปลงนี้ผ่านเหตุการณ์สำคัญในครอบครัว อันเป็นเสมือนสะพานเชื่อมเพื่อย้อนถึงการพยายามประคับประคองตัวในสภาวะคับขันระหว่างถิ่นที่อยู่และผู้อาศัย

ผลงาน “กว่าจะพบกันอีก” นำเสนอ “การดีดบ้านไม้” ผ่านฟุตเทจที่บันทึกภาพกระบวนการดังกล่าวจากบ้านของศิลปิน ผสานเข้ากับวิดีโอทดลองที่สร้างขึ้นจากภาพทรงจำของบ้านที่ถูกยกสูงขึ้น โดยการจำลองโครงสร้างของบ้านไม้ที่โน้มเอียงและได้รับการค้ำจุน ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการสะท้อนถึงการปรับตัวจากความบอบช้ำทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นอย่างซ้ำ ซาก แต่ยังขับเน้นถึงความไม่มั่นคง สั่นคลอน และการรื้อถอนเพื่ออพยพขึ้นสู่ที่สูงกว่า ในขณะที่ชิ้นส่วน รูปภาพการเปลี่ยนแปลงของบ้าน และโคลนจากพื้นที่ เผยให้เห็นถึงเศษซากจากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ที่อำเภอแม่สายในปี 2567

ผลงานของลลิตา จึงไม่ใช่เพียงการบันทึกภาพเหตุการณ์ หากแต่ยังเป็นการทวนถามถึงความหมายของการดำรงอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยการเวียนซ้ำของวิกฤต การสูญเสียที่ยากจะหลีกเลี่ยง และความรวนเรท่ามกลางการผันเปลี่ยนของทิวทัศน์ในภาวะการณ์ที่ใกล้ถึงจุดที่เกินเยียวยาไปทุกที

ชมผลงาน “กว่าจะพบกันอีก” ของลลิตา สิงห์คำปุกและผลงานอื่นๆ ได้ที่นิทรรศการ Early Years Project #8 : Be Your Own Island จัดแสดงตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 29 มิถุนายน 2568 ณ ห้องนิทรรศการชั้น 7 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร 

เอ็ม บี เค สานต่อกิจกรรมบริจาคโลหิตกับสภากาชาด ชวนคนไทยเป็นผู้ให้ที่ยิ่งใหญ่ตลอดปี’68

เอ็ม บี เค สานต่อกิจกรรมบริจาคโลหิตกับสภากาชาด ชวนคนไทยเป็นผู้ให้ที่ยิ่งใหญ่ตลอดปี’68

เอ็ม บี เค สานต่อกิจกรรมบริจาคโลหิตกับสภากาชาด ชวนคนไทยเป็นผู้ให้ที่ยิ่งใหญ่ตลอดปี’68

วันอังคาร ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ใส่ใจคุณภาพชีวิตของคนไทย ภายใต้แนวคิด MBK Care ร่วมกับ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ และ ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย ชวนคนไทยเป็นผู้ให้ที่ยิ่งใหญ่ตลอดปี 2568 ในกิจกรรม บริจาคโลหิต อวัยวะและดวงตา หนึ่งคนให้หลายคนรับ ประจำปี 2568 ซึ่งครั้งแรกของปีเพิ่งจัดไปเมื่อเร็วๆ นี้ โดยมีคณะผู้บริหารระดับสูง พนักงานเอ็ม บี เค และบริษัทในเครือ เช่น โรงแรมปทุมวัน ปริ๊นเซส นอกจากนี้ยังมีผู้ประกอบการร้านค้า ลูกค้าที่มาใช้บริการ และประชาชนทั่วไปให้ความสนใจเข้าร่วมกิจกรรม มีผู้ลงทะเบียนบริจาค 134 ราย จำนวนโลหิตที่ได้รับ 112 ยูนิต ผู้บริจาคดวงตา อวัยวะและร่างกาย จำนวน 98 ราย โดย ศตกมล วรกุล ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท อินเทลลิเจ้นท์ ครีเอทีฟ แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด เป็นตัวแทนผู้บริหารศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ให้การต้อนรับคณะแพทย์ พยาบาลและเจ้าหน้าที่จากสภากาชาดไทย

สำหรับปีนี้ ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ได้จัดทำกระเป๋า MBK Green Bag ตอกย้ำแนวทางการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด 4R ได้แก่ Reduce Reuse Recycle Recovery เพื่อสนับสนุนการรักษ์โลกด้วยการนำกระเป๋า MBK Green Bag ไปใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งสามารถนำมาใช้ซ้ำและลดการใช้ถุงพลาสติก โดยจัดทำ 4 ลวดลาย Reduce,Reuse,Recycle,Recovery เพื่อมอบให้กับผู้ที่มาร่วมกิจกรรมบริจาคโลหิตในแต่ละครั้งไม่ซ้ำแบบ โดยที่เพิ่งผ่านไปในกิจกรรม บริจาคโลหิต อวัยวะและดวงตา หนึ่งคนให้หลายคนรับ ครั้งที่ 17 ผู้ร่วมบริจาคโลหิตได้รับกระเป๋า MBK Green Bag รุ่น Reduce สีส้มสดใส และในครั้งถัดไปจะจัดขึ้นในวันอังคารที่ 24 มิถุนายน 2568 เตรียมกระเป๋า MBK Green Bag รุ่น Reuse พื้นสีฟ้า ลวดลายน่ารักตกแต่งด้วยหัวใจสีชมพูดวงโต ภายในมีขวดน้ำและขวดน้ำที่เหลือใช้ได้รับการดัดแปลงเป็นแจกันใส่ดอกไม้ เพื่อมอบให้กับผู้บริจาคโลหิตแทนคำขอบคุณในการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการให้ที่ยิ่งใหญ่ ส่วนกิจกรรมบริจาคโลหิต อวัยวะและดวงตา หนึ่งคนให้หลายคนรับ ครั้งที่ 19 จะจัดขึ้นใน วันพุธที่ 24 กันยายน 2568 พร้อมรับกระเป๋า MBK Green Bag ลวดลาย Recycle สีชมพูพาสเทล ตกแต่งด้วยสัญลักษณ์ของการรีไซเคิล ส่วน กิจกรรมบริจาคโลหิต อวัยวะและดวงตา หนึ่งคนให้หลายคนรับ ครั้งที่ 20 จะจัดขึ้นใน วันพุธที่ 24 ธันวาคม 2568 พร้อมรับกระเป๋า MBK Green Bag ลวดลาย Recovery สีเหลืองสดใส ประดับด้วยตัวอักษรภาษาอังกฤษ คำว่า Recovery World บนลูกโลกสีเขียว แต่งแต้มด้วยหัวใจสีแดง