‘ไผ่ ลิกค์’วอนฝ่ายเห็นต่าง‘กม.กาสิโน’อย่าเพิ่งกดดัน ชี้‘ที่ตั้ง’ควรเป็น‘เมืองรอง’

‘ไผ่ ลิกค์’วอนฝ่ายเห็นต่าง‘กม.กาสิโน’อย่าเพิ่งกดดัน ชี้‘ที่ตั้ง’ควรเป็น‘เมืองรอง’

‘ไผ่ ลิกค์’วอนฝ่ายเห็นต่าง‘กม.กาสิโน’อย่าเพิ่งกดดัน ชี้‘ที่ตั้ง’ควรเป็น‘เมืองรอง’

วันอาทิตย์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2568, 13.36 น.

‘ไผ่ ลิกค์’วอนฝ่ายเห็นต่าง‘กม.กาสิโน’อย่าเพิ่งกดดัน เชื่อยังถกหากฎหมายบังคับใช้ร่วมกันได้ มองสถานที่ตั้งควรเป็น‘เมืองรอง’จะช่วยกระจายความเจริญ

6 เมษายน 2568 นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร พรรคกล้าธรรม(กธ.)ในฐานะอดีตรองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการเปิดสถานบันเทิงครบวงจร (Entertainment Complex)กล่าวถึง(ร่าง) พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. … ซึ่งน่าจะมีการพิจารณาในวันที่ 9 เม.ย. 2568 ว่า แนวคิดดังกล่าวถูกนำมาพิจารณากันตั้งแต่รัฐบาลชุดที่แล้ว เพราะต้องยอมรับว่า ประเทศไทยเรามีบ่อนการพนันผิดกฎหมายอยู่ทั่วไปหมด ซึ่งมันมีทางเลือกในการแก้ไขปัญหาอยู่ 2 ทางคือ 1.เอาของที่อยู่ใต้ดินขึ้นมาอยู่บนดิน 2.เดินหน้าปราบปรามอย่างเข้มงวด ซึ่งในคณะกรรมาธิการตอนนั้นทุกคนมองว่า การพนันใต้ดินเราไม่เคยปราบปรามได้ ดังนั้น เราจึงควรที่จะนำสิ่งที่ผิดกฎหมายขึ้นมาทำให้ถูกต้อง

นายไผ่ กล่าวต่อว่า กาสิโน จะเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของสถานบันเทิงครบวงจรเท่านั้น ไม่ใช่ว่าเราจะไปเน้นเปิดบ่อนตามที่พูดกัน ถ้าถามว่ามีแล้วได้อะไร หรือถ้าไม่มีแล้วได้อะไร ตนมองว่า วันนี้ต้องยอมรับว่า ถึงเราไม่มี คนไทยก็ออกไปเล่นการพนันในประเทศเพื่อนบ้านอยู่ดี อย่าไปมองว่า เมื่อเปิดกาสิโนแล้วทุกคนจะต้องแห่กันไปเล่น ตนว่า มันไม่ถึงขนาดนั้น ก่อนหน้านี้ในสมัยที่ตนเคยสังกัดพรรคเพื่อไทยจะมีอยู่โครงการหนึ่ง ซึ่งตนชอบมาก แต่ในวันนี้มันผิดกฎหมายไปแล้วก็คือ หวยบนดิน ตอนนั้นหวยใต้ดินหมดไปทันที เพราะไม่มีใครไปเล่น เรื่องนี้ก็เช่นกัน สิ่งที่ผิดกฎหมาย เราก็นำมาทำให้ถูกต้อง ปัญหาความรุนแรงจากพวกมาเฟีย ผู้มีอำนาจทั้งหลายจะได้หมดไป

“ผมเชื่อว่า สส.ในสภาผู้แทนราษฎรทุกคนไม่มีใครอยากจะให้เปิดบ่อนมามอมเมาคนไทย แต่ทุกคนพูดว่า อยากให้นักท่องเที่ยวเข้ามาใช้บริการ เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวของประเทศ ผมไม่ได้ว่าคนต่อต้าน หรือคนที่เห็นด้วย ทุกคนมีสิทธิกังวลใจ ดังนั้น สิ่งสำคัญคือ เราต้องทำกฎหมายให้ชัดเจนและครอบคลุมก่อนที่จะมีการเปิดสถานบันเทิงครบวงจร ไม่ใช่เปิดก่อน แล้วค่อยมาออกกฎหมาย ผมขอวิงวอนทุกภาคส่วนที่วันนี้ยังมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน อย่าเพิ่งกดดันกัน ขอให้เรื่องนี้ถูกพิจารณาในที่ประชุมสภาฯก่อน เพราะเรายังมีเวลาพูดคุยกันอีกมาก ทั้งฝ่ายเห็นด้วย และไม่เห็นด้วย เรายังสามารถมาร่วมกันออกรูปแบบ กฎเกณฑ์ต่างๆ และกฎหมายที่จะต้องมีการออกมาบังคับใช้เมื่อมีการเปิดสถานบันเทิงครบวงจร” นายไผ่ กล่าว

นายไผ่ กล่าวทิ้งท้ายว่า ส่วนเรื่องสถานที่ตั้งนั้น ตนมองว่าอยากให้เกิดในจังหวัดเมืองรองมากกว่า เพื่อความเจริญจะได้ขยายวงกว้างไปบ้าง

‘ภูมิใจไทย’จัดงานก้าวสู่ปีที่ 17 เปลี่ยนโลโก้เป็น‘พรรคสีน้ำเงิน’ตัวจริง

‘ภูมิใจไทย’จัดงานก้าวสู่ปีที่ 17 เปลี่ยนโลโก้เป็น‘พรรคสีน้ำเงิน’ตัวจริง

‘ภูมิใจไทย’จัดงานก้าวสู่ปีที่ 17 เปลี่ยนโลโก้เป็น‘พรรคสีน้ำเงิน’ตัวจริง

วันอาทิตย์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2568, 12.46 น.

‘ภูมิใจไทย’ก้าวเข้าสู่ 17 ปี! เล่นใหญ่เปลี่ยน‘โลโก้’เป็น‘พรรคสีน้ำเงิน’ตัวจริง มาพร้อมสโลแกน‘เดินหน้าการเมือง สันติสามัคคี เทิดทูนสถาบัน’ ขณะที่บรรดา‘พรรคร่วมรัฐบาล’เข้าอวยพรคึกคัก

6 เมษายน 2568 ที่พรรคภูมิใจไทย(ภท.) พรรคภูมิใจไทย จัดพิธีทำบุญครบรอบวันก่อตั้งพรรค ก้าวสู่ปีที่ 17 โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นประธาน พร้อมด้วยนายไชยชนก ชิดชอบ สส.บุรีรัมย์ ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย คณะกรรมการบริหารพรรค รัฐมนตรีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกพรรค เข้าร่วมพิธีทางศาสนาพุทธ และศาสนาอิสลาม

บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก มีพรรคการเมืองมาร่วมแสดงความยินดี อาทิ  นายสรวงศ์ เทียนทองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย นายวราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรครวมไมยสร้างชาติ นายเดชอิศม์ ขาวทอง เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ตัวแทนพรรคชาติพัฒนา

จากนั้น มีการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 มีวาระสำคัญคือ การแก้ไขข้อบังคับพรรคภูมิใจไทย และเปลี่ยนโลโก้พรรค เป็นสีน้ำเงิน ล้วนทั้งหมดซึ่งหมายถึงการดำเนินงานทางการเมืองที่ยึดมั่นในวิถีของความเป็นไทย สื่อถึงความรักชาติ จรรโลงศาสนา และเทิดทูนปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ของคนไทยทั้งชาติ ภายในการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ต่อมา เวลา 11.15 น.นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงการเปลี่ยนตราสัญลักษณ์ของพรรคภูมิใจไทยว่าพรรคภูมิใจไทย เป็นสถาบันทางการเมือง ที่มีอายุครบ 16 ปี ในวันนี้ว่า พรรคภูมิใจไทย เป็นสถาบันทางการเมือง ที่มีการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง มีประสบการณ์การทำงานทางการเมือง และการบริหารมาแล้วทุกรูปแบบ  ในทุกสถานการณ์การเมือง เป็นพรรคการเมืองฝ่ายบริหาร เป็นพรรคการเมืองฝ่ายค้าน เป็นพรรคการเมืองที่ถูกแช่แข็งในห้วงเวลาการเมืองไม่ปกติไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใด พรรคภูมิใจไทย สามารถบริหารจัดการพรรค ดูแลสมาชิกพรรคและดำเนินงานทางการเมือง มาได้โดยไม่มีสะดุด ไม่มีหยุดพัก

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า 16 ปีที่ผ่านมาเราทำงานกันทุกวัน ไม่มีวันหยุด สมาชิกพรรคภูมิใจไทย เข้าไปทุกพื้นที่ที่ประชาชนมีปัญหา ช่วยกันแก้ไขปัญหา ดูแลทุกข์สุขของพี่น้องประชาชน สม่ำเสมอ ไม่เคยทอดทิ้งประชาชน จะมีตำแหน่งหรือไม่มีตำแหน่ง แต่เราทุกคนมี หน้าที่ เพราะเราอาสามาเป็นผู้แทนราษฎร  อาสามาทำงานการเมืองเพื่อพี่น้องประชาชนทุกลมหายใจของเรา คือ สำนึกในบุญคุณของประชาชน ตระหนักในความเดือดร้อนของประชาชน และทุกวันเวลาของเรา คือ ความตั้งใจจะทำงานเพื่อตอบแทนพี่น้องประชาชน เพราะเราคิดกันแบบนี้ ทำงานกันแบบนี้  เพราะคนภูมิใจไทย เป็นแบบนี้จึงเป็นเหตุให้พรรคภูมิใจไทย เติบโตขึ้นทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง  พี่น้องประชาชน ไว้ใจเชื่อใจเรามากขึ้น จำนวนส.ส.ที่เพิ่มขึ้น คือ คำตอบว่า การทำงานของพรรคภูมิใจไทย เป็นที่ชื่นชอบ ของประชาชนมากขึ้นหรือไม่  เชื่อว่าเลือกตั้งครั้งต่อไป ไม่ว่าจะมีขึ้นเมื่อไร พรรคภูมิใจไทย จะเติบโตมากขึ้นกว่าปัจจุบัน จะได้รับโอกาส และความไว้วางใจจากประชาชนมากขึ้น อีกเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า 16 ปีที่ผ่านมา ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่เปลี่ยนแปลง ทั้งการเปลี่ยนแปลงในระบบ และการเปลี่ยนแปลงนอกระบบ ด้วยความรุนแรง ทำให้สถานะของพรรคภูมิใจไทย เปลี่ยนแปลงไปตามที่กล่าวไว้ตอนต้นแต่สิ่งหนึ่งที่พรรคภูมิใจไทย ไม่เคยเปลี่ยนแปลง และยังคงยึดมั่นเป็นอุดมการณ์สูงสุด เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจคนภูมิใจไทย ไว้ได้ ก็คือ ความจงรักภักดีต่อสถาบันสำคัญของชาติ ซึ่งมีความมั่นคง ไม่มีเปลี่ยนแปลงอุดมการณ์ และความจงรักภักดีต่อสถาบันสำคัญของชาติ หล่อหลอมพรรคภูมิใจไทย และสมาชิกพรรคภูมิใจไทย มาอย่างยาวนานจนกระทั่งถูกเรียกว่า เป็นพรรคสีน้ำเงิน ซึ่งเราถือว่าเป็นการให้เกียรติต่อพรรคภูมิใจไทย และ เป็นการแสดงให้เห็นว่าพี่น้องประชาชน สื่อมวลชน ยอมรับ และสัมผัสได้ ถึงอุดมการณ์ของพรรคภูมิใจไทย และจิตวิญญาณของสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ตลอดจนองค์กรเครือข่ายที่ร่วมทำกิจกรรมทางการเมืองกับพรรคภูมิใจไทย อาทิ องค์การบริหารปกครองส่วนท้องถิ่น ต่างๆ ทั่วประเทศ

สีน้ำเงิน หมายถึง ความสงบ ความสันติ และ ความสามัคคี

สีน้ำเงิน หมายถึง ความเข้มแข็ง ความมั่นคง ความหนักแน่น  และความเป็นปึกแผ่น

สีน้ำเงิน หมายถึง ความมีสติ ความมีเหตุผล ความสุขุม นุ่มลึก ไร้ ริษยา ความเยือกเย็น และ ความอบอุ่น

สีน้ำเงิน คือ สีบนธงชาติไทย และเป็นสัญลักษณ์ของสถาบันพระมหากษัตริย์

ความหมายของสีน้ำเงิน ถูกต้องตรงกับบุคลิกลักษณะ และอุดมการณ์ของพรรคภูมิใจไทย ทุกประการ 

หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวด้วยว่า ดังนั้น วันนี้ พรรคภูมิใจไทย โดยที่ประชุมใหญ่ของพรรค จึงมีมติให้เปลี่ยนสีตราสัญลักษณ์ของพรรคภูมิใจไทย เป็น สีน้ำเงิน เพื่อให้สอดคล้องกับชื่อเรียก หรือ ฉายาที่พี่น้องประชาชน สื่อมวลชนเรียกเรา พรรคสีน้ำเงิน  ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจ ของสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ทุกคน

จากนี้ไปเมื่อกล่าวถึงพรรคสีน้ำเงิน ให้เป็นที่รับรู้ว่า คือ พรรคภูมิใจไทย  แต่เราจะไม่นำความเป็นพรรคสีน้ำเงิน ไปแบ่งแยกพี่น้องประชาชน หรือ ก่อให้เกิดความแตกแยก หรือ สร้างสงครามสีเสื้อ สร้างความบอบช้ำ สูญเสียให้แก่พี่น้องประชาชน ดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นในอดีต  ความเป็นพรรคสีน้ำเงิน ของพรรคภูมิใจไทย จะเป็นสถาบันทางการเมืองที่เป็นหลักให้กับการเมืองไทย ก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยความมั่นคง เข้มแข็ง ด้วยความสงบ สันติ สามัคคี สร้างความเป็นปึกแผ่นให้แก่ประเทศไทย และธำรงรักษาไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ตลอดไป

“ในโอกาสที่วันนี้ เป็นวันครบรอบการก่อตั้งพรรคภูมิใจไทย ครบ 16 ปี  จึงขอเชิญชวนให้สมาชิกพรรคภูมิใจไทย ทุกคน ร่วมกันเปลี่ยนแปลงตราสัญลักษณ์พรรคภูมิใจไทย และร่วมกันประกาศตัวเป็นสมาชิกพรรคสีน้ำเงิน สมาชิกพรรคภูมิใจไทย  ร่วมกันประกาศเจตนารมณ์การทำงานเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน ตามอุดมการณ์ของพรรคภูมิใจไทย คือ การธำรงรักษาไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข และ นำพาพี่น้องประชาชน ก้าวเดินเข้าสู่ยุคการเปลี่ยนแปลงของโลก    ทั้งทางการเมือง  เศรษฐกิจ  สังคม  และ ภัยธรรมชาติรูปแบบต่างๆ  ที่จะรุนแรงขึ้น  ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทย และ คนไทย มากขึ้น  ด้วยความปลอดภัย และมีความพร้อมที่จะรับมือกับทุกสถานการณ์ และทุกการเปลี่ยนแปลงของโลก ได้อย่างมีประสิทธิภาพ” นายอนุทิน กล่าว

จากนั้น นายอนุทิน  รัฐมนตรีของพรรค คณะกรรมการบริหาร และสส.พรรคภูมิใจไทย ได้ร่วมกันเปิดผ้าคลุมที่ทำการพรรคภูมิใจไทย   ซึ่งเป็นโลโก้และสัญลักษณ์ใหม่ เป็นสีน้ำเงินล้วน ไม่มีสีอื่นๆปนแต่อย่างใด

ประกบหัวใจ! ‘เพื่อไทย-ภูมิใจไทย’หวานเจี๊ยบ มั่นใจรัฐบาลครบเทอม

ประกบหัวใจ! ‘เพื่อไทย-ภูมิใจไทย’หวานเจี๊ยบ มั่นใจรัฐบาลครบเทอม

ประกบหัวใจ! ‘เพื่อไทย-ภูมิใจไทย’หวานเจี๊ยบ มั่นใจรัฐบาลครบเทอม

วันอาทิตย์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2568, 12.31 น.

‘เพื่อไทย-ภูมิใจไทย’โชว์ปึ้ก! ประกบมือเป็นรูปหัวใจ มั่นใจร่วมรัฐบาลครบเทอม มีเห็นต่างบ้าง ขนาดพี่น้องคลานตามกันมายังเห็นไม่ตรง แต่คุยกันได้

6 เมษายน 2568 เวลา 09.45 น. ที่พรรคภูมิใจไทย(ภท.) นายสรวงศ์ เทียนทอง รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) พร้อมคณะ เดินทางเข้ามาร่วมอวยพรวันเกิดพรรคภูมิใจไทยก้าวสู่ปีที่  17 พร้อมกล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยอยู่คู่กับประชาชนมา 17 ปี แล้ว ซึ่งตนได้เป็นตัวแทนของน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคเพื่อไทย มาแสดงความยินดีและอวยพรให้กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่ทำคุณประโยชน์ให้กับบ้านเมืองมาอย่างต่อเนื่อง

พร้อมยืนยันว่า รัฐบาลจะต้องประคองและทำงานร่วมกันไปจนครบวาระ ก่อนที่นายอนุทิน จะเดินเข้ามาร่วมวงสัมภาษณ์ และยกมือทำรูปหัวใจครึ่งหนึ่ง จากนั้้นนายสรวงศ์ จึงได้ยกมือทำรูปหัวใจอีกครึ่งหนึ่งมาประสานกัน

เมื่อถามว่า เรื่องที่เห็นต่าง ยังพอไปด้วยกันได้ใช่หรือไม่ นายสรวงค์ กล่าวว่า ขนาดพี่น้องคลานตามกันมา ยังเห็นไม่ตรงกันเลย แต่นี่อยู่ในการเมือง และทุกพรรคการเมือง มีจุดยืน ดังนั้น ทุกสิ่งทุกอย่าง มีการพูดคุยทำความเข้าใจกันเมื่อร่วมรัฐบาลกันแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างไปด้วยกันได้

โดยหลังจากการสัมภาษณ์เสร็จสิ้น นายอนุทินได้เดินโอบเอวนายสรวงศ์ ไปส่งที่รถอีกด้วย

แสลงหู!‘เลขาฯเพื่อไทย’วอนอย่าเรียก‘กฎหมายกาสิโน’ มั่นใจพรรคร่วมยกมือโหวตหนุน

แสลงหู!‘เลขาฯเพื่อไทย’วอนอย่าเรียก‘กฎหมายกาสิโน’ มั่นใจพรรคร่วมยกมือโหวตหนุน

แสลงหู!‘เลขาฯเพื่อไทย’วอนอย่าเรียก‘กฎหมายกาสิโน’ มั่นใจพรรคร่วมยกมือโหวตหนุน

วันอาทิตย์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2568, 12.23 น.

แสลงหู!‘เลขาฯเพื่อไทย’วอนอย่าเรียก‘กฎหมายกาสิโน’ มั่นใจพรรคร่วมรัฐบาล ผนึกกันแล้ว ต้องไปด้วยกัน ยกมือโหวตหนุน‘ร่างกฎหมายเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์’

6 เมษายน 2568 นายสรวงศ์ เทียนทอง รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจรฯ หรือ ร่างกฎหมายเอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์ จะยังคงพิจารณาในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 9 เม.ย.นี้ อยู่หรือไม่ รวมถึงเสียงจากหลายภาคส่วนที่ออกมาคัดค้านว่า ตนขอทำความเข้าใจก่อนว่า ร่างพ.ร.บ.ฯนี้คือสถานบันเทิงครบวงจร อย่าเรียกว่ากฎหมายกาสิโน เลิกทำให้ประชาชนรู้สึกเป็นลบเสียที ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างต้องมีเวลาทำความเข้าใจ และสิ่งที่เราทำอยู่ตอนนี้คือช่วงเวลาของการศึกษา ดังนั้นการที่จะศึกษาได้ กฎหมายต้องเอื้อด้วย เราจึงยังไม่ฟันว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะเกิดขึ้นหรือไม่ ดังนั้นการจะทำอะไรก็แล้วแต่ ตนมั่นใจว่าทุกภาคส่วนหวังดีกับประเทศทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายที่สนับสนุนหรือต่อต้าน แต่ต้องเปิดโอกาสให้พวกเราได้ชี้แจงหรือพูดคุยกันบ้าง

เมื่อถามว่า ในชั้นรับหลักการ พรรคร่วมรัฐบาลเห็นไปในทางเดียวกันหรือไม่ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เท่าที่คุยก็โอเค เพราะเราทำความเข้าใจกันแล้วว่าตรงนี้เป็นช่วงของการศึกษาจริงๆ ในเรื่องของกฎหมายหรืออะไรต่างๆที่จะมารองรับ เพราะเราคุยกันบนพื้นฐานของเหตุผล

เมื่อถามย้ำว่า พรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคจะโหวตเห็นด้วยกับร่างกฎหมายนี้ใช่หรือไม่ นายสรวงศ์ ระบุว่า ในเมื่อร่วมรัฐบาลแล้ว เราคุยกันว่าก็ต้องไปด้วยกัน ความคิดเห็นต้องไปด้วยกัน ตนคิดว่าพรรคมีจุดยืน แต่ในเมื่อมาร่วมรัฐบาลกันแล้ว และทำนโยบายร่วมกันแล้วตนคิดว่าทุกพรรคการเมืองต้องไปด้วยกัน

เมื่อถามย้ำว่า ได้คุยกันทุกพรรคแล้วใช่หรือไม่ นายสรวงศ์ กล่าวว่า หัวหน้าทุกพรรคคุยกันอยู่

‘กลุ่มอาจารย์เศรษฐศาสตร์ มธ.’แถลงการณ์ค้าน‘กฎหมายกาสิโน’ ซัดอ้างผลได้เศรษฐกิจ‘เลื่อนลอย’

‘กลุ่มอาจารย์เศรษฐศาสตร์ มธ.’แถลงการณ์ค้าน‘กฎหมายกาสิโน’ ซัดอ้างผลได้เศรษฐกิจ‘เลื่อนลอย’

‘กลุ่มอาจารย์เศรษฐศาสตร์ มธ.’แถลงการณ์ค้าน‘กฎหมายกาสิโน’ ซัดอ้างผลได้เศรษฐกิจ‘เลื่อนลอย’

วันอาทิตย์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2568, 12.13 น.

‘กลุ่มอาจารย์เศรษฐศาสตร์ มธ.’แถลงการณ์ค้าน‘กฎหมายกาสิโน’ ซัดอ้างผลได้เศรษฐกิจ‘เลื่อนลอย’

6 เมษายน 2568 กลุ่มอาจารย์และนักวิชาการ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ออกแถลงการณ์ “คัดค้านการออก พรบ.ประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร (เพื่อตั้งบ่อนกาสิโน) ระบุว่า

“….นี่คือความเลวร้าย แค่คิดก็เลวร้าย สร้างอุบายทั้งอกุศลเกิดขึ้น เพื่อชักนำไปสู่สิ่งที่ไม่ถูกต้องว่าถูกต้อง คนพวกนี้ไม่ควร ปกครองแผ่นดิน”

พระราชวัชรสุทธิวงศ์ (พระอาจารย์อารยวังโส)

๒๙ มีนาคม ๒๕๖๘

การดำเนินนโยบายจัดตั้งบ่อนกาสิโน โดยรัฐบาลอ้างว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจจากการลงทุนและการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น พิจารณาโดยรอบด้านแล้วเห็นว่า ผลได้ทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลกล่าวอ้างอย่างเลื่อนลอยไม่อาจหักล้างผลเสียที่จะเกิดกับสังคมในวงกว้างและยาวนานอย่างแน่นอน และจะเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจที่ไม่ยั่งยืน ไม่ปลอดภัย

ปัญหาสังคมต่างๆ ในสังคมไทยที่รุนแรงเรื้อรังขยายตัวสืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้ ส่วนมากเกี่ยวโยงบ่มเพาะจากการพนันและการเสี่ยงโชคทุกชนิด เป็นอบายมุขที่คนไทยที่ตั้งใจทำงานต้องรับภาระจากผลกระทบที่เกิดขึ้น

ปัญหาความยากจน กลุ่มที่หาเช้ากินค่ำ กู้เงินดอกเบี้ยรายวันเพื่อเสี่ยงโชคซื้อหวยใต้ดิน คนกลุ่มนี้จึงมีหนี้อมตะ คนที่รายได้มากขึ้นก็เสี่ยงโชคกับล็อตเตอรี่รัฐบาล ซึ่งปัจจุบันพิมพ์เพิ่มนับล้านใบ  ต่อไปความยากจนจะมากขึ้น เพราะมีแหล่งอบายมุขเพิ่มมาก

ปัญหาทักษะอาชีพตกต่ำไร้คุณภาพ มีเงินเท่าไรจึงหมดไปกับการเสี่ยงโชค ไม่คิดที่จะใช้ เงินเพื่อเพิ่มทักษะการประกอบอาชีพ  เพิ่มพูนรายได้เป็นเงินออมไว้ใช้ในยามชรา

ปัญหาครอบครัวแตกแยก หากผู้ใหญ่ในครอบครัวหมกมุ่นอยู่กับการเสี่ยงโชคการพนันละเลยการดูแลเอาใจใส่  อบรมสั่งสอนลูกหลาน จึงเป็นการทำร้ายเยาวชนของชาติ ทั้งยังเป็นตัวอย่างเลวร้ายแก่บุตรหลานอีกด้วย

ปัญหาอาชญากรรม จะเพิ่มมากขึ้น ปัจจุบันนักโทษล้นคุกก็แก้ปัญหาโดยระบายนักโทษจำนวนหนึ่งออกจากคุกเป็นระยะๆ อาจก่ออาชญากรรมซ้ำซาก จะเกิดนักโทษมือใหม่จี้ปล้นหาเงินไปเสพอบายมุข ซึ่งรวมการพนันต่างๆ ทุกชนิดที่มีพร้อมในเวลานี้

ปัญหาความฉ้อฉลของบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมการรับสินบนส่วนหนึ่งเกี่ยวเนื่องกับการพนันและการเสี่ยงโชคที่ฝังอยู่ในกมลสันดานของคนไทยจำนวนมาก ความไม่พร้อมในการควบคุมให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ กฎหมายจะทำให้บ่อนกาสิโน และพนันออนไลน์ขยายตัว

ปัญหาการฟอกเงิน บ่อนกาสิโนเป็นแหล่งฟอกเงินของคนโกง สามารถอ้างว่าทรัพย์สินที่ถือครองอย่างผิดปกติ ได้จากการเสี่ยงโชคในสถานกาสิโน

ทำลายล้างอนาคตประเทศไทย เมื่อเยาวชนถูกมอมเมาด้วยการพนันและการเสี่ยงโชค นอกเหนือจากยาเสพติดที่ฝังรากอยู่แล้ว สมรรถภาพทั้งทางร่างกายและสภาพจิตใจจึงถูกทำลาย ทำการงานไม่ได้ แถมยังกลายเป็นภาระของครอบครัวและสังคม

กลุ่มอาจารย์และนักวิชาการคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  จึงจำเป็นต้องคัดค้าน พรบ. ประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร  อันมีเป้าหมายหลักคือการเปิดบ่อนกาสิโน และคัดค้าน พรบ.เกี่ยวกับการพนันออนไลน์ที่จ่อคิวตามมา

หากรัฐบาลแพทองธาร ยังดื้อดึงผลักดันให้มีบ่อนกาสิโนพนันออนไลน์ จะถือว่ารัฐบาลนี้มุ่งมั่นทำลายประเทศและสังคมไทย ซึ่งไม่ควรให้เป็นผู้ปกครองประเทศอีกต่อไป

๖ เมษายน พ.ศ.๒๕๖๘

รายนามอาจารย์และนักวิชาการคณะเศรษฐศาสตร์

 ๑. รองศาสตราจารย์ ดร.สุกัญญา นิธังกร

๒. รองศาสตราจารย์ วันรักษ์ มิ่งมณีนาคิน

๓. รองศาสตราจารย์ ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

๔. ศาสตราจารย์ ดร. ปราณี ทินกร

๕. ศาสตราจารย์ ดร.อภิชัย พันธเสน

๖. รองศาสตราจารย์ ดร.ภาวดี ทองอุไทย

๗. ดร. สาธิต อุทัยศรี

๘. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ จินตนา เชิญศิริ

๙. อาจารย์ สุพรรณ นพสุวรรณชัย

๑๐.รองศาสตราจารย์ พรพิมล สันติมณีรัตน์

๑๑.รองศาสตราจารย์ ชูศรี มณีพฤกษ์

๑๒.รองศาสตราจารย์ สุขุม อัตวาวุฒิชัย

๑๓.รองศาสตราจารย์ ดร. สมศักดิ์ แต้มบุญเลิศชัย

๑๔.รองศาสตราจารย์ ดร.  เพลินพิศ สัตย์สงวน

๑๕.รองศาสตราจารย์ ดร. ดาว มงคลสมัย

๑๖.รองศาสตราจารย์ ดร.เยาวเรศ ทับพันธุ์ 

๑๗.รองศาสตราจารย์ ดร. สมนึก ทับพันธุ์

๑๘.รองศาสตราจารย์ ดร.ลิลี่ โกศัยยานนท์

๑๙.รองศาสตราจารย์ ดร. สิริลักษณา คอมันตร์

๒๐.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วัชรียา โตสงวน

๒๑.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ จรินทร์ พิพัฒนกุล

๒๒.รองศาสตราจารย์ ชยันต์ ตันติวัสดาการ

๒๓.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. นิธินันท์ วิศเวศวร

๒๔.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ประชา คุณธรรมดี

๒๕.อาจารย์ พงศ์ พ ลิน  ยิ่ งชนม์เจริญ

๒๖.รองศาสตราจารย์ รัชนีวรรณ อุทัยศรี

๒๗.ศาสตราจารย์ดร. พรายพล คุ้มทรัพย์

 ๒๘. รองศาสตราจารย์่ดร.วรากรณ์่ สาม โกเศศ

๒๙. รองศาสตราจารย์  มณีรัตน์ ภิญโญภูษาฤกษ์

๓๐. รองศาสตราจารย์ วณี จีระแพทย์

‘กรณ์’ชี้ไทยเข้าสู่‘โซนอันตราย’ โชคดี‘ธปท.’ไม่บ้าจี้ตามการเมืองเอาทุนสำรองออกมาใช้

‘กรณ์’ชี้ไทยเข้าสู่‘โซนอันตราย’ โชคดี‘ธปท.’ไม่บ้าจี้ตามการเมืองเอาทุนสำรองออกมาใช้

‘กรณ์’ชี้ไทยเข้าสู่‘โซนอันตราย’ โชคดี‘ธปท.’ไม่บ้าจี้ตามการเมืองเอาทุนสำรองออกมาใช้

วันอาทิตย์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2568, 11.55 น.

‘กรณ์’ชี้ไทยเข้าสู่‘โซนอันตราย’ โชคดี‘ธปท.’ไม่บ้าจี้ตามการเมืองเอาทุนสำรองออกมาใช้

6 เมษายน 2568 นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรมว.คลัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “กรณ์ จาติกวณิช – Korn Chatikavanij” ระบุว่า…

เวลานี้ถือว่าโชคดีที่แบงค์ชาติไม่ยอมเอาด้วยกับข้อเสนอจากภาคการเมืองให้เอาทุนสำรองออกมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ และเข้าใจมากขึ้นว่าการ ‘เก็บกระสุน’ ชะลอการลดดอกเบี้ยเพื่อเอาไว้ใช้ยามยากนั้นหมายความว่าอย่างไร

เพราะเรากำลังเข้าโซนอันตรายทางเศรษฐกิจ  จากท่าทีและนโยบายของทรัมป์  โอกาสที่เศรษฐกิจโลกจะชะงักงันสูงมาก การค้าระหว่างประเทศลดลงแน่นอน แต่การลงทุนก็จะลดด้วย ที่ทรัมป์หวังว่าจะมีการย้ายกำลังผลิตไปที่อเมริกาจะยังไม่เกิด เพราะความไม่แน่นอนสูง CEO ทุกคนหยุดรอก่อนตัดสินใจ  ตลาดเงินตลาดทุนทรุดทั่วโลก และที่ต่างกับวิกฤตในอดีต (เช่นปี 2008) คือโลกขาดผู้นำและขาดความสามัคคีที่จะแก้ปัญหาร่วมกัน

ผลกับเราอาจจะไม่เป็นที่ประจักษ์ทันทีทันควันเหมือน 1997, 2008 หรือปีโควิด แต่จะมีผลรุนแรงแน่นอน ดังนั้นเรายังต้องพึ่งเสถียรภาพที่สะสมมาเพื่อช่วยเรารอดจากวิกฤตที่จะเกิดนี้

‘ปิยะ’มองทีมเจรจากำแพงภาษีที่‘นายกฯ’ตั้งยังเด็กไป สหรัฐไม่เกรงใจ แนะจัดทีมใหม่

‘ปิยะ’มองทีมเจรจากำแพงภาษีที่‘นายกฯ’ตั้งยังเด็กไป สหรัฐไม่เกรงใจ แนะจัดทีมใหม่

‘ปิยะ’มองทีมเจรจากำแพงภาษีที่‘นายกฯ’ตั้งยังเด็กไป สหรัฐไม่เกรงใจ แนะจัดทีมใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2568, 11.21 น.

‘ปิยะ’มองทีมเจรจากำแพงภาษีกับ‘สหรัฐ’ที่‘นายกฯ’ตั้ง ดำเนินการช้า-ยังเด็กไป แนะควรจัดทีมใหม่ เหตุอาจไม่ได้รับความเกรงใจ

6 เมษายน 2568 พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย โฆษกพรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้มีการเร่งตั้งคณะทำงานพิเศษ (Special Task Force) เพื่อรับมือภายหลังประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศขึ้นกำแพงภาษี ว่า จริงๆ แล้ว เรื่องนี้ทาง สหรัฐฯ ได้มีการขับเคลื่อนมาได้ประมาณ 3-4 เดือนแล้ว และตนคิดว่านายกรัฐมนตรี และรัฐบาล ดำเนินการช้าเกินไป  เพราะประเทศอื่น อย่าง จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ได้มีการเจรจาไปเมื่อ 3-4 วันที่แล้ว ขณะที่ สิงคโปร์ เวียดนาม ก็ได้มีการส่งเจรจากับทาง สหรัฐฯ แล้วเช่นเดียวกัน แต่ของเราเพิ่งเตรียมไป ซึ่งตนคิดว่าช้ามาก 

เมื่อถามว่า มองอย่างไรกับศักยภาพทีมเจรจาของไทยที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งในการเดินทางไปเจรจา พล.ต.ท.ปิยะ กล่าวว่า ดูแล้วยังเด็กไป ถ้าหากเป็นทีมระดับนี้ไปคุยกับทาง สหรัฐฯ เขาก็คงไม่ให้น้ำหนัก ซึ่งตนมองว่า นายกรัฐมนตรีควรจะต้องจัดทีมใหม่ เอาคนที่เป็นผู้ใหญ่กว่านี้ และที่สำคัญคือ ควรที่จะเอาคนที่เคยมีความสัมพันธ์กับคนที่เคยทำงานร่วมกับทาง สหรัฐฯ หรือคนที่เขาให้ความเกรงใจมาเป็นตัวหลักในการเจรจา มิเช่นนั้น การเจรจาครั้งนี้ จะไม่ได้ผล

เมื่อถามถึงภาวะผู้นำของนายกรัฐมนตรีในการตัดสินใจเรื่องนี้ ถือว่าช้าไปหรือไม่ พล.ต.ท.ปิยะ กล่าวว่า ช้าไป เพราะอย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่า ทาง สหรัฐฯ ได้มีการเตรียมการเรื่องนี้ไปแล้ว 3-4 เดือน ประเทศอื่นเขาก็รีบจับมือไปเจรจา แต่ของเราเหมือนโดดเดี่ยว มีแต่ประเทศไทยประเทศเดียวที่เพิ่งจะไปคุย

‘เฉลิมชัย’ลุยนำ‘ปชป.’เป็นพรรคการเมืองทันโลก แง้มส่ง‘ดร.เอ้’ชิงผู้ว่าฯ กทม.สมัยหน้า

‘เฉลิมชัย’ลุยนำ‘ปชป.’เป็นพรรคการเมืองทันโลก แง้มส่ง‘ดร.เอ้’ชิงผู้ว่าฯ กทม.สมัยหน้า

‘เฉลิมชัย’ลุยนำ‘ปชป.’เป็นพรรคการเมืองทันโลก แง้มส่ง‘ดร.เอ้’ชิงผู้ว่าฯ กทม.สมัยหน้า

วันอาทิตย์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2568, 11.13 น.

‘เฉลิมชัย’ลุยสู่ทศวรรษที่ 8 เป็นพรรคการเมืองทันโลก ยึดมั่นชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เผยพูดคุย‘ชินวรณ์’สู้ศึกเลือกตั้งซ่อมบนวิถีประชาธิปไตย ไม่ซื้อสิทธิ์ขายเสียง แง้มส่ง‘ดร.เอ้’ชิงผู้ว่าฯ กทม.สมัยหน้า

6 เมษายน 2568 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) ให้สัมภาษณ์ถึงทิศทางของพรรคประชาธิปัตย์ต่อจากนี้ ว่า ในโอกาสที่พรรคประชาธิปัตย์เข้าสู่ทศวรรษที่ 8 สิ่งที่ประชาธิปัตย์ทำอันดับแรก คือการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้ทันกับโลกและสถานการณ์ปัจจุบัน ยึดมั่นในอุดมการณ์ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซึ่งตนเชื่อมั่นว่า การสร้างความเป็นเอกภาพภายในที่กำลังดำเนินการอยู่นี้ จะเป็นการขับเคลื่อนที่ดีที่สุด เพื่อพาประชาธิปัตย์เดินไปข้างหน้า ต้องฝากประชาชนช่วยติดตามประชาธิปัตย์ด้วยว่า การเดินหน้าต่อไปครั้งนี้ คือการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้ประชาธิปัตย์ เป็นพรรคที่อยู่คู่พี่น้องประชาชนจริงๆ

เมื่อถามถึงการเลือกตั้งซ่อมในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช นายเฉลิมชัย กล่าวว่า ตนได้มีการพูดคุยกับผู้บริหารทางภาคใต้ และนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ผู้สมัคร สส.นครศรีธรรมราช แล้วว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ให้ประกาศบนเวทีไปเลยว่า เราจะไม่มีการซื้อสิทธิ์ขายเสียงโดยเด็ดขาด เราจะใช้วิธีการหาเสียงในรูปแบบของประชาธิปัตย์ โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางและเป็นตัวตั้ง ส่วนผลจะเป็นอย่างไรก็ให้ประชาชนจังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นคนชี้ ย้ำว่าพรรคเราจะดำเนินตามแนวทางอย่างสุจริต

เมื่อถามถึงกรณีที่พรรคร่วมรัฐบาลหลายพรรค ส่งผู้สมัครลงแข่งขันกันเอง นายเฉลิมชัย กล่าวว่า ประชาธิปไตยจบแล้วก็จบ จบแล้วก็ทำงานด้วยกันได้

เมื่อถามถึงแผนเข้าสู่การเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภากรุงเทพมหานครนั้น  นายเฉลิมชัย กล่าวว่า ขณะนี้กำลังคุยและปรึกษากัน โดยมีนายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ย้ำว่า พรรคประชาธิปัตย์เกิดจากกรุงเทพมหานคร เพราะฉะนั้น โอกาสที่จะส่ง ก็มีสูงมาก

‘ปชป.’ฉลองครบ79 ปี ‘เฉลิมชัย’ไม่ประกาศอยู่พรรคจนตาย ลั่นยึดมั่นประชาธิปไตย

‘ปชป.’ฉลองครบ79 ปี ‘เฉลิมชัย’ไม่ประกาศอยู่พรรคจนตาย ลั่นยึดมั่นประชาธิปไตย

‘ปชป.’ฉลองครบ79 ปี ‘เฉลิมชัย’ไม่ประกาศอยู่พรรคจนตาย ลั่นยึดมั่นประชาธิปไตย

วันอาทิตย์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2568, 10.50 น.

‘ปชป.’ฉลองครบ79 ปี ก้าวต่อไปสู่ทศวรรษที่ 8 จัดพิธี 3 ศาสนา แกนนำ‘พท.-ภท.-ชทพ.-รทสช. พปชร.’ร่วมยินดีคึกคัก ด้าน‘เฉลิมชัย’ลั่นไม่ขอประกาศอยู่‘ปชป.’จนตาย แต่จะยึดมั่นหลักการ-อุดมการณ์ประชาธิปไตย ขอพาพรรคเดินไปข้างหน้าให้ได้

6 เมษายน 2568 ที่พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) ปราโมช  นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.สธ.) นายเดชอิศม์ ขาวทอง เลขาธิการพรรค รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (รมช.สธ.) เป็นประธานในพิธี ร่วมเป็นประธานจัดงานฉลองครบรอบ 79 ปี ภายใต้แนวคิด “ก้าวต่อไปสู่ทศวรรษที่ 8” 

ภายในงานมีการจัดพิธี 3 ศาสนา เริ่มจากพิธีอิสลาม  ต่อมาพิธีพราหมณ์ เพื่อบวงสรวงพระแม่ธรณีบีบมวยผม องค์สัญลักษณ์สำคัญของพรรค และพิธีทางศาสนาพุทธมีการนิมนต์สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี (ธงชัย ธมฺมธโช) กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร เขตสัมพันธวงศ์ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วยคณะสงฆ์จากวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร รวม 9 รูป ร่วมประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ถวายจตุปัจจัยไทยธรรม ภัตตราหารเพล เพื่อความเป็นสิริมงคล และอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ล่วงลับ โดยมีแกนนำพรรคเข้าร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก

นอกจากนี้ยังมีแกนนำต่างพรรคการเมือง ร่วมมอบช่อดอกไม้แสดงความยินดีด้วย อาทิ นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาฯ คนที่ 2 นายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ สส.สระบุรี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สส.ศรีสะเกษ จากพรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายวราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) รมว.กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายนิกร จำนง ผู้อำนวยการพรรค และนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม  พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย โฆษกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นำแจกันดอกไม้เข้าอวยพร รวมถึงพรรคเพื่อไทย (พท.)นายสรวงศ์ เทียนทอง รมว.ท่องเที่ยวและกีฬาของไทย ในฐานะเลขาธิการพรรคฯ ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรงที่พรรคเพื่อไทยส่งตัวแทนมาร่วมยินดี ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลโดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก

ส่วนบริเวณรอบงานมีการจัดซุ้มอาหารรองรับแขกผู้ร่วมงาน และจัดกิจกรรมให้ผู้มาร่วมงานร่วมสนุกตอบคำถามพันธุ์แท้ประชาธิปัตย์ กับบรรดาผู้มาร่วมงานทั่วหน้าให้ได้รับความความสนุกคึกคัก

อย่างไรก็ตามในช่วงพิธีทางศาลนาอิสลามเฉลิมชัยได้กล่าวตอนหนึ่งว่า นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2489 ได้มีการรวมตัวกลุ่มบุคคลจัดตั้งพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นเพื่อเป็นตัวแทน เป็นปากเสียงของพี่น้องประชาชน ด้วยหลักการและอุดมการณ์ของพรรคตั้งแต่วันนั้นในเรื่องประชาธิปไตย ในเรื่องการต่อต้านเผด็จการ จนถึงปัจจุบันพรรคของเรายังมีอยู่อย่างไม่เปลี่ยนแปลง หากจะมองย้อนไป 40 ปีที่แล้ว ในวันนั้นเราเองก็คงคาดคิดไม่ถึงว่า วันนี้โลกจะเปลี่ยนแปลงไปขนาดนี้ ไม่มีใครคาดคิดว่าเทคโนโลยีสิ่งต่างๆ จะรวดเร็ว ดังนั้นเราจึงคาดการณ์ไม่ได้ว่าอีก 10 ปีข้างหน้า อะไรจะเกิดขึ้นกับโลกใบนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่ประชาธิปัตย์มี ไม่ว่าจะกาลเวลาเปลี่ยนไปอย่างไร ก็คือหลักการและอุดมการณ์

“นี่คือสิ่งที่ผมถือว่าเป็นหัวใจของพรรคประชาธิปัตย์ ถ้าคนเรารักกันก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าคนเราไม่รักกันการจะทำลาย ทำร้ายกัน ก็จะทำที่หัวใจ เพราะฉะนั้นประชาธิปัตย์วันนี้เมื่อถูกกล่าวหาว่าไม่มีหลักการไม่มีอุดมการณ์ ผมขอเรียนว่า ผมเข้ามาเป็น สส. ตั้งแต่ปี 44 ยังไม่เคยคิดย้ายพรรค แต่ผมอาจจะไม่ได้ประกาศว่าจะอยู่ประชาธิปัตย์จนตาย เพราะเห็นหลายคนประกาศอย่างนั้นแต่ก็ไปแล้ว แต่ผมไม่ทำเพราะผมรู้ว่าใจผมคืออะไร ผมรู้ตัวเองว่าชีวิตผมมีได้แค่ครั้งเดียวเท่านั้น ชีวิตผมเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นไม่ได้ ดังนั้นหลักการที่เป็นหัวใจของประชาธิปัตย์ต้องมีอยู่ ผมรู้ว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พระผู้เป็นเจ้ากำหนดเพื่อทำภารกิจอะไร นี่คือสิ่งที่ผมตั้งใจ” ดร.เฉลิมชัย กล่าว

นายเฉลิมชัย กล่าวว่า เมื่อตนอาสามาเป็นหัวหน้าพรรค สิ่งที่จะต้องทำคือ ก็ต้องพาประชาธิปัตย์เดินไปข้างหน้าให้ได้ และมีความตั้งใจให้เป็นพรรคการเมืองที่ต้องรวมทุกกลุ่มชนทุกหมู่เหล่าทุกศาสนาเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทย เพื่อความอยู่ดีกินดีของพี่น้องประชาชน และเพื่อความสันติสุข อันเป็นสิ่งที่เป็นเป้าหมายสูงสุดซึ่งเป็นภาระที่หนักหน่วง แต่วันนี้จะเป็นอีกวันที่เป็นการเริ่มต้นของความเป็นสิริมงคล โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้ทำกิจกรรมให้เป็นประโยชน์กับสังคมและมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนในส่วนของศาสนาต่อไป

‘สวนดุสิตโพล’ชี้คนไทยไม่เชื่อมั่นรัฐจัดการภัยพิบัติ ‘แจ้งเตือน’ล่าช้า แนะยกเป็นวาระแห่งชาติ

‘สวนดุสิตโพล’ชี้คนไทยไม่เชื่อมั่นรัฐจัดการภัยพิบัติ ‘แจ้งเตือน’ล่าช้า แนะยกเป็นวาระแห่งชาติ

‘สวนดุสิตโพล’ชี้คนไทยไม่เชื่อมั่นรัฐจัดการภัยพิบัติ ‘แจ้งเตือน’ล่าช้า แนะยกเป็นวาระแห่งชาติ

วันอาทิตย์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2568, 10.35 น.

‘สวนดุสิตโพล’ชี้คนไทยไม่เชื่อมั่นรัฐจัดการภัยพิบัติ ‘แจ้งเตือน’ล่าช้า แนะยกเป็นวาระแห่งชาติ

6 เมษายน 2568 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “คนไทยกับเหตุการณ์แผ่นดินไหว” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,239 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 1-4 เมษายน 2568 สรุปผลได้ ดังนี้

1. ประชาชนติดตามข่าวเหตุการณ์แผ่นดินไหวจากช่องทางใด

อันดับ 1 โซเชียลมีเดีย เช่น เฟซบุ๊ก เอ๊กซ์ ติ๊กต็อก ยูทูป ไลน์ 89.11%

อันดับ 2 โทรทัศน์ 61.87%

อันดับ 3 เพื่อน ครอบครัว 43.54%

2. ประชาชนมีความกังวลต่อภัยพิบัติประเภทใดมากที่สุด

อันดับ 1 แผ่นดินไหว 84.91%

อันดับ 2 น้ำท่วม 55.85%

อันดับ 3 ฝุ่น PM 2.5 49.80%

3. จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งนี้ ประชาชนมีความกังวลต่อความปลอดภัยและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต มากน้อยเพียงใด

อันดับ 1 ค่อนข้างกังวล 48.83%

อันดับ 2 กังวลมาก 41.40%

อันดับ 3 ไม่ค่อยกังวล 8.47%

อันดับ 4 ไม่กังวลเลย 1.30%

4. เหตุการณ์แผ่นดินไหวทำให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างไรบ้าง

อันดับ 1 ติดตามข่าวสารต่างๆมากขึ้น 79.43%

อันดับ 2 เพิ่มความระมัดระวังในการใช้ชีวิตประจำวัน 76.26%

อันดับ 3 วางแผนการรับมือหรือเตรียมอุปกรณ์จำเป็นหากเกิดเหตุฉุกเฉิน 52.36%

5. ข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการรับมือกับภัยพิบัติในอนาคต

อันดับ 1 มีระบบติดตาม แจ้งเตือนภัยพิบัติที่รวดเร็ว แม่นยำ 72.18%

อันดับ 2 ยกระดับเรื่องภัยพิบัติเป็นวาระแห่งชาติ 45.10%

อันดับ 3 จัดตั้งหน่วยงานช่วยเหลือป้องกันภัยเฉพาะกิจ มีงบประมาณสนับสนุนเพียงพ  อ 40.45%

อันดับ 4 ให้ความรู้แก่ประชาชนในการรับมือ เอาตัวรอด 28.82%

อันดับ 5 ควรตรวจสอบความปลอดภัยและโครงสร้างของอาคารทุกประเภทอย่างเข้มงวด 21.01%

อื่นๆ เพิ่มค่าตอบแทนให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านภัยพิบัติ  สร้างขวัญกำลังใจ ฯลฯ 6.73%

นางสาวพรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลโพลสะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยตื่นตัวกับภัยธรรมชาติที่ไม่อาจคาดเดาได้ ท่ามกลางความไม่แน่นอนก็รู้สึกว่า “ข้อมูลจากรัฐ” นั้นล่าช้า สังคมออนไลน์ก็เต็มไปด้วยข่าวปลอมที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว จึงเรียกร้องให้รัฐบาลจัดลำดับความสำคัญให้กับเรื่องนี้ เร่งพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยที่ “แม่นยำ ฉับไว ไว้ใจได้ และเข้าถึงทุกคน” เพื่อไม่ให้เกิดการถอดบทเรียนซ้ำ ๆ แต่ไม่ได้นำมาปฏิบัติจริง

ด้านอาจารย์มณฑล สุวรรณประภา อาจารย์ประจำหลักสูตรอนามัยสิ่งแวดล้อมและสาธารณภัย คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ผลการสำรวจสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในการรับรู้ด้านภัยพิบัติของคนไทย โดยเฉพาะแผ่นดินไหวซึ่งไม่เคยเป็นปัญหาหลักของประเทศไทยจนกลายเป็นความกังวลอันดับหนึ่ง ขณะที่พฤติกรรมการรับข้อมูลข่าวสารผ่านโซเชียลมีเดียชี้ให้เห็นว่าภาครัฐยังขาดช่องทางการสื่อสารด้านภัยพิบัติที่น่าเชื่อถือ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ภาครัฐต้องปรับกลยุทธ์การสื่อสารผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลต่าง ๆ เพื่อให้สามารถเข้าถึงประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม ถือเป็นความท้าทายสำคัญที่ภาครัฐต้องสนับสนุนและผลักดันให้ภัยพิบัตินี้เป็นวาระแห่งชาติ โดยบูรณาการการทำงาน ทั้งในระดับนโยบายและปฏิบัติ ตั้งแต่การพัฒนาระบบฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงกัน การจัดสรรงบประมาณที่เพียงพอ การสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ทนต่อภัยพิบัติ ไปจนถึงการเสริมสร้างศักยภาพชุมชนในการรับมือภัยด้วยตนเอง เพื่อลดความเปราะบางและเพิ่มความยืดหยุ่นของสังคมไทยต่อภัยพิบัติที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นในอนาคต