เปิดขั้นตอนรับเงินเยียวยา‘แผ่นดินไหว’

เปิดขั้นตอนรับเงินเยียวยา‘แผ่นดินไหว’

เปิดขั้นตอนรับเงินเยียวยา‘แผ่นดินไหว’

วันอาทิตย์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2568, 10.17 น.

รัฐบาลเร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหว เปิดขั้นตอนรับเงินเยียวยาครบวงจร-ซ่อมบ้าน เสริมทุนอาชีพ มอบเงินปลอบขวัญ ยื่นคำร้องภายใน 30 วัน

6 เมษายน 2568 นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า รัฐบาลระดมทุกสรรพกำลังในการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุแผ่นดินไหวอย่างเต็มที่ โดยภารกิจค้นหา ให้ความช่วยเหลือยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่องควบคู่ไปกับการเยียวยาและสนับสนุนการซ่อมแซมที่อยู่อาศัยอย่างเร่งด่วน โดยทาง กรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้กำหนดแนวทางการให้ความช่วยเหลือ พร้อมเปิดเงื่อนไขและขั้นตอนในการขอรับเงินช่วยเหลือครอบคลุมในหลายด้าน อาทิ ค่าซ่อมแซมที่พักอาศัย เงินปลอบขวัญ และเงินทุนสำหรับการประกอบอาชีพ เพื่อฟื้นฟูคุณภาพชีวิตของผู้ประสบภัยโดยเร็ว

การช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุแผ่นดินไหว เป็นไปตามการประเมินของคณะกรรมการระดับเขตพื้นที่ ซึ่งเป็นหน่วยดำเนินการสำรวจและประเมินความเสียหาย ดังนี้

1) ค่าวัสดุซ่อมแซมที่อยู่อาศัยประจำ จ่ายตามจริงหลังละไม่เกิน 49,500 บาท

2) ค่าที่พักอาศัยชั่วคราว หรือ ค่าเช่าบ้าน จ่ายเฉพาะอาคารที่ กทม.ประกาศระงับการใช้ และไม่ได้เข้าไปอยู่ในศูนย์พักพิงที่ กทม. จัดสรร เป็นเงินค่าเช่าบ้านเดือนละ 3,000 บาท ไม่เกิน 2 เดือน เป็นเงินไม่เกิน 6,000 บาท

3) ค่าจัดงานศพผู้เสียชีวิตรายละ 29,700 บาท และกรณีผู้ประสบภัยที่เสียชีวิตเป็นหัวหน้าครอบครัว หรือผู้หารายได้หลักของครอบครัว ได้เพิ่มครอบครัวละไม่เกิน 29,700 บาท

4) ค่าช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ (ตามใบรับรองแพทย์) กรณีบาดเจ็บสาหัส ช่วยเหลือเบื้องต้นเป็นเงิน 4,000 บาท ส่วนกรณีบาดเจ็บถึงขั้นพิการ ช่วยเหลือเบื้องต้นเป็นเงิน 13,300 บาท

5) เงินปลอบขวัญ (ตามใบรับรองแพทย์) กรณีรับบาดเจ็บจากเหตุสาธารณภัยรายละ 2,300 บาท

6) เงินทุนประกอบอาชีพ ครอบครัวละไม่เกิน 11,400 บาท

ผู้ประสบภัยที่ได้รับความเสียหายสามารถดาวน์โหลดแบบคำร้อง ได้ที่เว็บไซต์สำนักงานเขตทั้ง 50 เขต ภายใน 30 วันนับแต่วันเกิดเหตุ หรือเว็บไซต์ของกรุงเทพมหานคร (กทม.) และยื่นเอกสารคำร้อง พร้อมหลักฐานที่ฝ่ายปกครองของสำนักงานเขต ประกอบด้วย แบบสอบข้อเท็จจริงผู้ประสบภัย  สำเนาบัตรประชาชน หรือพาสปอร์ต (กรณีไม่มีสัญชาติไทย) สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาโฉนดที่ดิน (ต้องระบุชื่อเจ้าบ้าน/เจ้าของบ้าน) หรือ แบบคำรับรอง (แทนโฉนดที่ดิน) สำเนาใบ อช.2 (กรณีคอนโด) สำเนาบันทึกประจำวันจากสถานีตำรวจท้องที่ที่เกิดเหตุ หนังสือรับรองผู้ประสบภัยและบัญชีความเสียหาย (แบบ บ.ส.3) บันทึก ป.ค.14 (ใช้กรณีเอกสารไม่ครบถ้วน) เอกสารประกอบการขอรับความช่วยเหลือค่าวัสดุซ่อมแซมที่พักอาศัยฯ และรูปถ่ายความเสียหายที่เกิดขึ้น

“รัฐบาลขอแสดงความห่วงใยต่อพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว และเดินหน้าให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มกำลัง โดยไม่ละทิ้งใครไว้ข้างหลัง ทุกขั้นตอนจะดำเนินไปด้วยความใส่ใจ โปร่งใส และเท่าเทียม เพื่อให้ทุกครอบครัวสามารถฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ได้อย่างมั่นคงอีกครั้ง รัฐบาลจะอยู่เคียงข้างประชาชนในทุกย่างก้าวของการฟื้นฟูและก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน” นางสาวศศิกานต์ กล่าว

‘รมช.พาณิชย์’ยันเตรียมมาตรการรับมือ‘สหรัฐ’ขึ้นภาษีไว้แล้ว เผยเน้นใช้วิธีต่อรอง

‘รมช.พาณิชย์’ยันเตรียมมาตรการรับมือ‘สหรัฐ’ขึ้นภาษีไว้แล้ว เผยเน้นใช้วิธีต่อรอง

‘รมช.พาณิชย์’ยันเตรียมมาตรการรับมือ‘สหรัฐ’ขึ้นภาษีไว้แล้ว เผยเน้นใช้วิธีต่อรอง

วันอาทิตย์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2568, 10.12 น.

‘รมช.พาณิชย์’ยันเตรียมมาตรการรับมือ‘สหรัฐ’ขึ้นภาษีไว้แล้ว เผยเน้นใช้วิธีต่อรอง ขณะที่รายละเอียดขอรอ‘วอร์รูม’ที่นายกฯตั้ง เล็งหาตลาดใหม่เพิ่มเติม เชื่อไทยมี‘ผลไม้’เป็นจุดแข็ง ชี้ต้องใช้ตลาดนำการผลิต

6 เมษายน 2568 ที่พรรคภูมิใจไทย(ภท.) นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รมช.พาณิชย์ กล่าวถึงการที่ สหรัฐอเมริกา ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าไทย 36% ว่า เรื่องนี้นายกรัฐมนตรีได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาโดยตรง มีทั้งกระทรวงพาณิชย์กระทรวงการคลัง ซึ่งอยู่ระหว่างการหารือในรายละเอียดว่า เราใช้วิธีการต่อรอง แต่เราจะเอาอะไรบ้างไปต่อรอง ซึ่งขอยังไม่ลงรายละเอียดเนื่องจากตนไม่ได้อยู่ในคณะกรรมการชุดนี้

นายนภินทร ยืนยันว่า เรื่องนี้กระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมมาตรการรับมือไว้แล้ว เพียงแต่ว่าเราขอดูว่าภาษีที่ขึ้นมีอะไรบ้าง และเหตุผลที่เขาขึ้นภาษีเรา 36%มาจากอะไร ซึ่งอาจจะมาจากโควตานำเข้า ส่วนเกินโควตาประเทศไทย72% สิ่งเหล่านี้เราต้องมาดูว่าตัวเลข 72% เอามาจากอะไรและเอาไปต่อรองสินค้าบางอย่าง หรือสินค้าบางอย่างที่เราคุมโควตานำเข้าเราก็อาจจะเพิ่มโควตาต่างๆ แต่เรื่องนี้ขอให้เป็นเรื่องของคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นระหว่างกระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์ ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และปลัดกระทรวงพาณิชย์รวมอยู่ในคณะกรรมการ

เมื่อถามถึงการหาตลาดใหม่เพิ่มเติม นายนภินทร กล่าวว่า เรื่องตลาดใหม่ในส่วนของผลไม้ ได้เตรียมไว้หมดแล้วซึ่งประเทศไทยมีจุดแข็งเรื่องผลเม้เพราะเราเป็นประเทศเมืองร้อนที่ผลิตผลไม้ที่ดีที่สุดของโลก โดยเตรียมทั้งตลาดจีนที่เราบุกเพิ่มขึ้น ตลาดอินเดีย ตลาดตุรกีเชื่อได้ว่าในส่วนของสินค้าเกษตรโดยเฉพาะผลไม้ประเทศไทยพร้อมที่จะผลิตเพิ่มเติมได้ ดังนั้นพืชเกษตรที่รัฐต้องลงไปอุดหนุน ช่วยเหลือสามารถนำไปปรับเปลี่ยน เป็นพืชที่ทำกำไรได้โดยที่รัฐไม่ต้องเข้าไปอุดหนุน แต่ต้องให้เวลาโดยการตลาดต้องนำการผลิต อะไรที่ต้องอุดหนุนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องเข้าไปดูว่าพื้นที่ตรงนั้นสามารถปลูกอะไรได้บ้าง เลือกมา4-5อย่างและ ถ้าหากขายไม่ได้กระทรวงพาณิชย์จะเข้าไปหนุนให้

‘นภินทร’เร่งสอบ‘นอมินีไทย’ ดัน 8 หน่วยงานส่งข้อมูลเสริม-สอบเพิ่มอีก 37 บริษัท

‘นภินทร’เร่งสอบ‘นอมินีไทย’ ดัน 8 หน่วยงานส่งข้อมูลเสริม-สอบเพิ่มอีก 37 บริษัท

‘นภินทร’เร่งสอบ‘นอมินีไทย’ ดัน 8 หน่วยงานส่งข้อมูลเสริม-สอบเพิ่มอีก 37 บริษัท

วันอาทิตย์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2568, 10.03 น.

‘นภินทร’แจงคดี‘ตึก สตง.’ถล่ม ‘ดีเอสไอ’รับเป็น‘คดีพิเศษ’แล้ว เร่งสอบข้อมูล‘นอมินีไทย’เหมาะถือหุ้นหรือไม่ ดัน 8 หน่วยงานส่งข้อมูลเสริม-สอบเพิ่มอีก 37 บริษัท

6 เมษายน 2568 ที่พรรคภูมิใจไทย(ภท.) นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รมช.พาณิชย์ ให้สัมภาษณ์กรณีการตรวจสอบรายชื่อผู้ถือหุ้น บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 มีชื่อคนไทยแต่คุณสมบัติอาจจะไม่เหมาะ กระทรวงพาณิชย์จะมีการตรวจสอบอย่างไรว่า ได้ตรวจสอบคนไทยแล้ว จากลักษณะมีเหตุผลว่าจะเป็นนอมินี ในทางกฎหมายไทยต้องมีหลักฐานการพิสูจน์ได้ว่าเป็นนอมินีจริง ต้องมีเอกสาร เช่น หลักฐานการเสียภาษี บัญชีเงินฝากว่าคุณมีเงินลงทุนหรือไม่ ที่ตัวประกอบไม่จำเป็นต้องพบตัว จะหลบยังไงก็ตามแต่ถ้าหลักฐานมา คปง. ดีเอสไอ ต้องสอบสวน แล้วคดีนี้เป็นคดีพิเศษแล้วที่ดีเอสไอรับแล้ว เชื่อว่าจะมีการตั้งข้อหาในเร็วๆ นี้

เมื่อถามว่า การตรวจสอบผู้ถือหุ้นในปัจจุบันเข้าข่ายผิดอะไรบ้าง เพราะผู้ถือหุ้นรายใหญ่คือคนจีน นายนภินทร เผยว่าการจดทะเบียนผู้ถือหุ้นรายใหญ่ 49% เป็นคนจีน 51% ที่คนไทยถือหุ้นถือจริงหรือไม่ นี่คือประเด็นข้อมูลมีผลที่เชื่อว่าเป็นลามินีจริงๆ เราได้ส่งให้ดีเอสไอ และการติดต่อต้องเอาเอกสารมาประกอบ เอกสารการเงินของผู้ถือหุ้นคนไทยว่ามีเงินจริงหรือไม่ มีรายได้อย่างไร เสียภาษีอย่างไร มีบัญชีเงินฝากแค่ไหน ที่จะสามารถไปหุ้นได้ หลักฐานเหล่านี้เจ้าที่คงเรียกมาตรวจสอบ หากพิสูจน์ได้ว่าไม่มีเงินลงทุนจริงสามารถตั้งข้อหาได้ เป็นหลักฐานที่เชื่อถือได้โดยปราศจากข้อสงสัย

เมื่อถามว่า หน้าที่ในการตรวจสอบเป็นของกรมภายใต้กระทรวงหรือของใคร นายนภินทร กล่าวว่า ตอนนี้เป็นของดีเอสไอ กรมจะส่งข้อมูลให้ทั้งหมด 8 หน่วยงาน และส่งให้ดีเอสไอสรุป เราจะไม่ทำงานก้าวล่วงกัน ส่วนอีก 37 บริษัทที่เชื่อมโยงกันนั้น จะตรวจเช่นกัน กรมพัฒนาการค้าจะตรวจทั้งหมดและจะส่งข้อมูลให้ดีเอสไอและ 13 บริษัทที่เกี่ยวกับไชน่า เรลเวย์ ก็ส่งข้อมูลให้กับดีเอสไอเช่นกัน

เมื่อถามว่าจากข้อมูลที่ออกมา เพราะว่าเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง เอื้อประโยชน์ให้กับบริษัท รมช.พาณิชย์ กล่าวว่า ข้อมูลอยู่ที่ดีเอสไอ ซึ่งตั้งข้อสังเกตบริษัทร่วมค้าทั้งหมดของ ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์เท็น ในภาพรวมการยื่นกองทุนต่างๆ ใช้บริษัทร่วมค้า ซึ่งต้องเช็คว่ามีการเกี่ยวข้องยังไง ใครถือหุ้นบ้าง

‘อนุทิน’รับเป็นเพื่อนซี้‘ผู้ว่าฯสตง.’คอนเนคชั่น‘วปอ.’ แต่ยันไม่อุ้มปม‘ตึก สตง.ถล่ม’

‘อนุทิน’รับเป็นเพื่อนซี้‘ผู้ว่าฯสตง.’คอนเนคชั่น‘วปอ.’ แต่ยันไม่อุ้มปม‘ตึก สตง.ถล่ม’

‘อนุทิน’รับเป็นเพื่อนซี้‘ผู้ว่าฯสตง.’คอนเนคชั่น‘วปอ.’ แต่ยันไม่อุ้มปม‘ตึก สตง.ถล่ม’

วันอาทิตย์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2568, 09.57 น.

‘อนุทิน’รับเป็นเพื่อนซี้‘ผู้ว่าฯสตง.’คอนเนคชั่น‘วปอ.’ แต่ยันไม่มีอุ้มช่วยเหลือปม‘ตึก สตง.ถล่ม’ ลั่นถึงช่วยได้ก็ไม่ช่วย โต้‘เพจดัง’ปั่นข่าวเท็จ เผยเจ้าตัวเครียด ชี้ไร้เอี่ยว ไม่ได้ลงนามสัญญา เหตุเพิ่งมารับตำแหน่ง แจง‘มท.-โยธาฯ’สอบโครงสร้างอาคาร ขณะที่‘ดีเอสไอ’ดู‘ทุจริต-ฮั้ว’

6 เมษายน 2568 ที่พรรคภูมิใจไทย(ภท.) นายอนุทิน ชาวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีเพจ CSI LA โพสต์ภาพความสนิทสนมของนายอนุทิน กับนายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และตั้งข้อสังเกตเชื่อมโยงการสอบสวน อาคาร สตง. แห่งใหม่ถล่มจากเหตุแผ่นดินไหวว่ายอมรับว่า สนิทสนมกับนายมณเฑียรจริง เป็นเพื่อนรักกัน สนิทกันมา 10 กว่าปีแล้ว เพราะเรียนหลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร(วปอ.) ด้วยกัน ตนเป็นประธานรุ่น และนายมณเฑียร เป็นเลขารุ่น จึงเป็นเรื่องปกติ แต่ข้อมูลที่บอกว่ามีการช่วยเหลือกันเป็นเรื่องตึก สตง. ถล่ม ข้อมูลเท็จ เป็นการนั่งเทียนเขียนข่าว

“ความเป็นเพื่อนกันไม่รู้จะทำอย่างไร ก็รู้จักกันมาก่อน แต่ข้อเท็จจริงก็คือ ไม่ว่าจะพูดอย่างไรก็ตาม อาคารหลังนี้ท่านมณเฑียร เจริญผล ไม่ได้เป็นคนลงนามสัญญา เพราะท่านเพิ่งเข้ามาเป็นผู้ว่าฯ สตง. ไม่ถึงครึ่งปี เพิ่งจะโปรดเกล้าฯเมื่อสิ้นปีที่แล้ว อาคารก็จะเสร็จอยู่แล้ว ไม่เกี่ยวข้องกัน พยายามขอให้ให้ข้อมูลบนพื้นฐานความเป็นจริง แล้วดูรูปที่ไปลงแต่ละรูป กี่ปีแล้ว ตั้งแต่ตายังไม่มีรอยตีนกาเลย” นายอนุทิน กล่าว

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ยืนยันว่าหากเกิดเหตุการณ์แบบนี้แล้วมีความผิด ไม่มีใครช่วยเหลือใครได้ การสอบสวนทุกอย่างต้องตรงไปตรงมา และนี่คือเหตุผลที่คณะกรรมการสอบสวนมีแต่ตัวแทนจากสภาวิศวกร วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย และจากมหาวิทยาลัยหลากหลายแห่งเพราะฉะนั้นตรงนี้ไม่มีทางที่จะชี้นำหรือบิดเบือนข้อเท็จจริง แต่ต่อให้ทำได้ก็ไม่ทำตึกถล่มลงมาขนาดขนาดนี้ จะคิดไปช่วยเหลือคนผิดมันทำไม่ได้อยู่แล้ว การเขียนข่าวต้องให้มีข้อเท็จจริง ส่วนจะมีการฟ้องร้องกลับหรือไม่นั้น เรื่องดังกล่าวไม่จริง ตนก็ไม่รู้จะไปฟ้องทำไม เรื่องแค่นี้ แต่ยืนยันว่าเป็นเพื่อนกันจริง แต่เรื่องความช่วยเหลือไม่มี อย่างไรก็ตาม หลังเกิดเหตุอาคารสตง. ถล่ม ได้มีการพูดคุยกับนายมณเฑียร เมื่อวานก็คุย ในไลน์กลุ่มพวกเราทุกคนก็เห็นว่ามันไม่ใช่ข้อเท็จจริง

“เป็นไปไม่ได้ที่จะช่วยเหลือใครให้ผิดเป็นถูก ในเหตุการณ์นี้มีแต่ความเศร้าโศกเสียใจ นอกจากจะไม่ช่วยเหลือแล้วผมเองเป็นคนย้ำกับทุกฝ่ายว่าต้องหาเหตุให้ได้ เพราะอาคารในกรุงเทพฯ มีเป็นหมื่นแสนอาคาร ไม่ถล่ม แต่มีอาคารเดียวที่ถล่ม เพราะฉะนั้นต้องมีความผิดพลาดอย่างแน่นอน ไม่ปัจจัยใดก็ปัจจัยหนึ่ง ไม่มีทางช่วยเหลือใครอยู่แล้ว” นายอนุทิน กล่าว

นายอนุทิน กล่าวด้วยว่า เท่าที่คุยกับนายมณเฑียร เจ้าตัวเครียด เพราะเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งไม่นาน ก็เกิดเหตุการณ์ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทย โดยกรมโยธาธิการและผังเมือง มีหน้าที่สอบว่าทำไมตึกถึงถล่ม มีข้อผิดพลาดในการก่อสร้างอย่างไร ไม่ได้มีหน้าที่สอบที่มาที่ไปของตึกว่ามีทุจริตหรือฮั้วกันหรือไม่ เป็นหน้าที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ที่จะตรวจสองเรื่องสัญญา

เปิดมุมมอง‘วอร์รูม’แก้ภาษีทรัมป์ ‘ช้าไปก็ไม่ดี เร็วไปก็เสี่ยง’

เปิดมุมมอง‘วอร์รูม’แก้ภาษีทรัมป์ ‘ช้าไปก็ไม่ดี เร็วไปก็เสี่ยง’

เปิดมุมมอง‘วอร์รูม’แก้ภาษีทรัมป์ ‘ช้าไปก็ไม่ดี เร็วไปก็เสี่ยง’

วันอาทิตย์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2568, 09.27 น.

‘นายกฯ’ติดตามวอร์รูมแก้‘ภาษีทรัมป์’หลังคณะกรรมการวางกรอบอย่างรอบคอบเพื่อประโยชน์ของประเทศมากที่สุด เหตุหลายชาติ‘วืด’หลังเจรจาไปก่อนหน้า แต่กลับถูกเก็บภาษีหนักขึ้น ยืนยันอังคารที่ 8 เม.ย.นี้ พร้อมสรุปแนวทางการเจรจา

6 เมษายน 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เมื่อช่วงค่ำวานนี้ (5 เม.ย.68) ตรงกับเวลาในสหรัฐฯ 09.00 น.โดยประมาณ  นายกรัฐมนตรีประชุมร่วมกับคณะวอร์รูมเกาะติดสถานการณ์ภาษีสหรัฐ ฯ เพื่อติดตามและนำมาเป็นข้อมูลเชิงเปรียบเทียบในแต่ละประเทศว่าจะดำเนินการอย่างไร  ที่จะทำให้ประเทศไทยได้ประโยชน์สูงสุดทางการค้าระหว่างประเทศครั้งนี้

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าความหวั่นวิตกเกิดขึ้นอย่างหนักในสหรัฐอเมริกาเอง ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงอย่างหนักเป็นวันที่ 2 ติดต่อกันในวันศุกร์ (4 เม.ย.) โดยมีความกังวลเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับสงครามการค้าโลกซึ่งทวีความรุนแรงขึ้น ฉุดตลาดหุ้นตกลงหนักที่สุดนับตั้งแต่เกิดโควิด-19 ขณะที่ ดัชนี Nasdaq ได้เข้าสู่ภาวะตลาดหมี (bear market) ภาวะตลาดหุ้นตกต่ำอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ทำให้เห็นว่าประเทศไทยต้องตั้งมั่นในฐานข้อมูลที่เป็นประโยชน์สำคัญของประเทศในการเจรจาในทุกมิติกับสหรัฐ ฯ

คณะทำงานของรัฐบาลไทยในการการเจรจากับสหรัฐฯ ต้องรอบคอบและกำหนดห้วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศไทยให้ดีที่สุด โดยวอร์รูม มีความเห็นตรงกันว่า  “ช้าไปก็ไม่ดี เร็วไปก็เสี่ยง” จึงจำเป็นต้องรอบคอบ ซึ่งเห็นได้ว่าประเทศอื่นที่เริ่มการเจรจาไปก่อนการประกาศขึ้นภาษีของประธานาธิบดี ทรัมป์ ก็ไม่ได้ช่วยสถานการณ์ประเทศนั้นๆให้ดีขึ้นแต่อย่างใด กลับถูกตั้งกำแพงภาษีมากกว่าที่คาด ดังนั้น การเร่งรีบจึงไม่ได้ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า ตรงกันข้ามกลับกลายเป็นการประกาศ “ให้ของฟรี” กับอเมริกาไปก่อนหน้าการประกาศขึ้นภาษี

นายจิรายุ กล่าวว่า วอร์รูมเห็นว่า ท่าทีของประเทศไทยหลังจากที่รัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตั้งแต่ต้นเดือนมกราคมจนถึงปัจจุบัน ทำให้เห็นข้อมูลที่ เหมาะสมที่สุด ซึ่งถือเป็นเทคนิคการวางแผนในการเจรจาที่ประเทศไทยต้องได้รับประโยชน์สูงสุด  ซึ่งวันนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศชัดเจนแล้ว คณะกรรมการฯเห็นว่า เรามีห้วงเวลาที่เหมาะสมและข้อมูลจากการดำเนินการมาตลอด 3 เดือน มีความพร้อมแล้ว ที่จะเจรจาอย่างเป็นทางการ

สำหรับกรอบการเจรจาของรัฐบาลไทยมีหลากหลายมิติ ทั้งในเชิงของการลดภาษี ศุลกากร การเปิดตลาดใหม่ๆรวมทั้งแนวทางในการปรับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจให้ประเทศไทยเป็นพันธมิตรกับเกษตรกรของสหรัฐฯ ในการที่เราจะซื้อสินค้าเกษตรของสหรัฐฯ มากขึ้นเพื่อนำมาเป็นวัตถุดิบ เนื่องจากประเทศไทยเป็นผู้ผลิตอาหารคุณภาพที่ส่งออกไปสู่ตลาดโลก

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการธุรกิจส่งออกได้ให้ข้อมูลไปพร้อมๆกับการทำงานของคณะกรรมการชุดนี้มาตั้งแต่ต้นปี เพื่อเตรียมรับมือมาอย่างต่อเนื่อง โดยเชื่อมั่นว่า การติดตามและตรวจสอบและรวบรวมข้อมูลที่สำคัญเพื่อเป็นข้อมูลที่ ชัดเจนในการตัดสินใจแก้ไขปัญหานี้จะสามารถทำงานได้อย่างรอบคอบ  เนื่องจากนักวิเคราะห์หลายประเทศเขียนบทวิเคราะห์ตรงกันว่าบางประเทศตื่นตระหนกไปเจรจาก่อนการประกาศโดยยื่นข้อเสนอต่างๆไปโดยเปล่าประโยชน์

นายจิรายุกล่าวต่อไปว่า ที่ประชุมวอร์รูมเกาะติดสถานการณ์ระบุว่า รัฐบาลไทยประเมินสถานการณ์อย่างเป็นระบบมาอย่างต่อเนื่องโดยวันอังคารนี้ (8 เมษายน ) เวลา 13:00 น. จะเป็นช่วงที่สรุปผล และกรอบของการเจรจา เพื่อทำให้ประเทศไทยและภาคธุรกิจส่งออกของไทย ได้ประโยชน์สูงสุดในการแก้ไขปัญหานี้

‘นายกฯ’แถลงการณ์รับมือกำแพงภาษี‘ทรัมป์’ เปิด‘ข้อเจรจา’สหรัฐ เผย 8 เม.ย.สรุปทุกแนวทาง

‘นายกฯ’แถลงการณ์รับมือกำแพงภาษี‘ทรัมป์’ เปิด‘ข้อเจรจา’สหรัฐ เผย 8 เม.ย.สรุปทุกแนวทาง

‘นายกฯ’แถลงการณ์รับมือกำแพงภาษี‘ทรัมป์’ เปิด‘ข้อเจรจา’สหรัฐ เผย 8 เม.ย.สรุปทุกแนวทาง

วันอาทิตย์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2568, 09.12 น.

‘นายกฯ’แถลงการณ์รับมือกำแพงภาษี‘ทรัมป์’ ส่ง‘พิชัย’บินสหรัฐเจรจาสัปดาห์หน้า เสนอแนวทางเพิ่มนำเข้า-ลดเงื่อนไข มั่นใจบรรลุผล เป็นคู่ค้าเป็นมิตรต่อกัน ให้คำมั่นภาคธุรกิจไม่โดดเดี่ยว มีมาตรการเยียวยาเร่งด่วน พร้อมเร่งขยายตลาดส่งออกใหม่ กระจายความเสี่ยง เผย 8 เม.ย.สรุปทุกแนวทางเพื่อประโยชน์ประเทศ

6 เมษายน 2568 น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แถลงการณ์ท่าทีของประเทศไทยกับนโยบายการค้าของสหรัฐอเมริกา (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘นายกฯ’ออกแถลงการณ์ ท่าทีไทยต่อนโยบายรีดภาษี‘ทรัมป์’ ขอสหรัฐปรับดุลการค้าให้เป็นธรรม) ดังนี้

เรียนพี่น้องประชาชน ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ประเทศไทยของเราได้เผชิญกับเหตุการณ์หลายอย่างที่ไม่คาดคิด ทั้งเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อชีวิตทรัพย์สิน และสภาพจิตใจของคนไทย   รัฐบาลได้ตระหนักถึงเหตุการณ์ดังกล่าวและได้ดำเนินการอย่างเต็มที่ในทุกมิติ เพื่อให้การช่วยเหลือและเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น  ทั้งนี้เราเคยผ่านวิกฤตของประเทศมาแล้วหลายครั้งและด้วยความสามัคคีความช่วยเหลือเกื้อกูลและความเอื้ออารีต่อกันของคนในชาติ  ทำให้ดิฉันเชื่อมั่นว่าเราจะสามารถก้าวผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้

วันนี้ประเทศไทย กำลังเผชิญกับมาตรการในการขึ้นภาษีสินค้าของไทยที่ส่งไปขายในสหรัฐอเมริกาในอัตราร้อยละ 36  อีกทั้งหลายประเทศก็ได้ตกอยู่ใสถานการณ์เดียวกันกับประเทศไทยและก็ต่างเตรียมมาตรการรับมือ ซึ่งเราเชื่อว่าทั่วโลกกำลังจะเห็นการตอบโต้กันอย่างหนักหน่วงผ่านเครื่องมือทางภาษี และหลายประเทศก็ตัดสินใจไปเจรจาพูดคุยกับรัฐบาลสหรัฐฯ แต่จนถึงวันนี้ยังไม่มีใครได้ข้อสรุปของการเจรจาแต่อย่างใด   ในส่วนของประเทศไทยมาตรการนี้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการส่งออกสินค้าของเราโดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ อาหารแปรรูป และสินค้าเกษตร

รัฐบาลได้ตั้งคณะทำงานในเรื่องนี้ขึ้นมา  ตั้งแต่เมื่อวันที่ 6 มกราคมปีนี้ และมีการหารือกับภาคเอกชนรวมทั้งตัวแทนของสหรัฐฯถึงข้อเสนออย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ มาโดยตลอด  และในสัปดาห์หน้านี้ นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะเดินทางไปหารือ กับหลายภาคส่วนในสหรัฐฯ ทั้งภาครัฐ เอกชนและผู้ที่มีส่วนได้เสีย จากการเปลี่ยนแปลงการค้าที่สำคัญ ของรัฐบาลสหรัฐฯในครั้งนี้  สำหรับสิ่งที่เราจะสื่อสารกับรัฐบาลสหรัฐฯก็คือ  ประเทศไทยไม่ใช่แค่ผู้ส่งออกเท่านั้น  แต่เราคือพันธมิตรและหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่สหรัฐฯเชื่อถือได้ในระยะยาว

โดยขณะนี้ รัฐบาลได้สรุปข้อเสนอเชิงนโยบายต่างๆ เช่นการเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ในด้านพลังงาน อากาศยาน และ สินค้าเกษตร โดยประเทศไทยมีแผนที่จะสร้างความร่วมมือกับภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และกลุ่มอื่นๆ ที่มีส่วนได้เสียสำคัญในระบอบประชาธิปไตยของสหรัฐฯ ซึ่งมีรายละเอียดในนโยบายอีกมาก โดยขอให้มั่นใจว่าข้อเสนอเหล่านี้ ล้วนแต่คำนึงถึงประโยชน์ของประเทศไทยเหนือสิ่งอื่นใด  นอกจากนี้ประเทศไทย จะมีการเจรจา เรื่องการส่งเสริมการลงทุนของไทยในสหรัฐฯและลดเงื่อนไขการนำเข้าที่เป็นอุปสรรครวมไปถึงการปราบปราม การสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้าที่ใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านไปยังสหรัฐฯ

ดิฉันมั่นใจว่า ข้อเสนอข้างต้นนี้ จะทำให้การเจรจากับสหรัฐฯ บรรลุผลเพื่อให้ประเทศไทยและสหรัฐ ฯ ยังคงเป็นพันธมิตรและคู่ค้าที่เป็นมิตรต่อกัน นอกจากนี้รัฐบาลยังมีอีกหลายมาตรการที่พร้อมจะรับฟังและพูดคุยเพิ่มเติมกับสหรัฐฯ  และขอให้ความมั่นใจว่าข้อเสนอที่รัฐบาลเตรียมไว้ ล้วนคำนึงถึงประชาชนและผลประโยชน์ของประเทศไทยเป็นสำคัญและเพื่อประโยชน์ของผู้ประกอบธุรกิจของเราและคนที่อยู่ในระบบเศรษฐกิจไทยทุกท่าน

ดิฉันขอให้คำมั่นว่า ทุกท่านไม่ได้โดดเดี่ยว ไม่ได้ต่อสู้เพียงลำพัง รัฐบาลจะมีมาตรการเยียวยาเร่งด่วนในระยะสั้น และระยะยาวเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการทั้ง SME และอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ได้รับผลกระทบ โดยการเร่งขยายตลาดส่งออกใหม่ๆ อีกทั้งยังจะเป็นการกระจายความเสี่ยงของภาคธุรกิจไทย ที่เรามุ่งมั่นที่จะเจรจาการค้า ในการเปิดตลาดใหม่ๆ ในตะวันออกกลาง ยุโรป และ อินเดีย โดยจะเร่งเจรจาการค้า FTA ให้เร็วยิ่งขึ้น

ท้ายนี้ ดิฉันขอเรียนว่าในวันอังคารที่ 8 เมษายนนี้ หลังจากประชุมสรุปกับคณะกรรมการและทุกหน่วยงานอีกครั้งหนึ่ง จะสรุปแนวทางเพื่อผลประโยชน์ของประเทศไทยเป็นสำคัญ  และขอเรียนย้ำอีกครั้ง ว่ารัฐบาลจะทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติ  เพื่อสร้างฐานเศรษฐกิจไทยให้มั่นคง แข็งแรง และเท่าทันโลก และเพื่อให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างมีศักดิ์ศรีเพื่อประเทศไทยของเรา

ดันสุดซอย!‘เพื่อไทย’ยก‘เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์’ของดี กระตุ้นศก. แก้เกมภาษีทรัมป์

ดันสุดซอย!‘เพื่อไทย’ยก‘เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์’ของดี กระตุ้นศก. แก้เกมภาษีทรัมป์

ดันสุดซอย!‘เพื่อไทย’ยก‘เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์’ของดี กระตุ้นศก. แก้เกมภาษีทรัมป์

วันอาทิตย์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2568, 08.55 น.

ดันสุดซอย!‘เพื่อไทย’ยก‘เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์’ของดี กระตุ้นศก. แก้เกมภาษีทรัมป์

6 เมษายน 2568 นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณีการพิจารณาร่างพ.ร.บ.การบริหารสถานบันเทิงครบวงจร หรือเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ว่า ขณะนี้ทุกอย่างดำเนินไปตามกระบวนการทางกฎหมายอย่างถูกต้อง โปร่งใส และรอบคอบ ไม่ได้มีการเร่งรัด หรือผลักดันโดยข้ามขั้นตอนตามที่บางฝ่ายพยายามสร้างความเข้าใจผิด

ทั้งนี้ การตรากฎหมายจำเป็นต้องผ่าน 3 วาระ ตั้ง กมธ. และผ่านการพิจารณาของวุฒิสภา ซึ่งยังมีเสียงคัดค้านในบางส่วน จึงเชื่อว่าหนทางยังอีกยาวไกล โดยคาดว่าจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 6-8 เดือนไม่ใช่พิจารณาวันที่ 9 เมษายน แล้วจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 10 เมษายนทันทีอย่างแน่นอน

นายอนุสรณ์ กล่าวยืนยันว่า รัฐบาลยึดหลักการมีส่วนร่วม เปิดกว้างรับฟังทุกความเห็น และพร้อมให้ทุกภาคส่วนร่วมกันขับเคลื่อน ร่างกฎหมายฉบับนี้ เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่รัฐบาลได้แถลงต่อรัฐสภาตั้งแต่ต้น การดำเนินการทุกขั้นตอนจึงต้องอยู่บนพื้นฐานของประโยชน์ประเทศชาติเป็นหลัก ไม่ใช่เพื่อเอื้อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

นอกจากนี้เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ไม่ใช่เพียงการจัดตั้งกาสิโนอย่างที่บางกลุ่มพยายามลดทอนให้เข้าใจผิด แต่เป็นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจใหม่ ที่สามารถจูงใจการลงทุน กระตุ้นการจ้างงาน ส่งเสริมการท่องเที่ยว และเพิ่มรายได้จากกิจกรรมหลากหลาย เช่น โรงแรม สเตเดียมคอนเสิร์ต สนามกีฬา สวนน้ำ สวนสนุก ร้านอาหาร เกมเซนเตอร์ และอื่น ๆ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 90% ขณะที่กาสิโนมีเพียง 10% เท่านั้น สิ่งที่พรรคเพื่อไทยเห็นคือ “การสร้างเศรษฐกิจใหม่” ไม่ใช่แค่ “ตั้งกาสิโน” อย่างที่บางพรรคพยายามชี้นำ

“ในขณะที่เศรษฐกิจโลกเผชิญกับแรงสั่นสะเทือนจากสงครามการค้าระลอกใหม่ โดยเฉพาะการที่สหรัฐฯ ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมเก็บภาษีนำเข้าสินค้าทุกประเภทจากประเทศที่ได้เปรียบดุลการค้า รวมถึงประเทศไทยที่ถูกเรียกเก็บภาษีสูงถึง 37 % ซึ่งจะมีผลในวันที่ 9 เม.ย.นี้ หากประเทศไทยยังไม่มีมาตรการเชิงรุกหรือแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจที่เพียงพอ อาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม” นายอนุสรณ์ กล่าว

นายอนุสรณ์ กล่าวว่า ส่วนการที่ฝ่ายค้านมองว่าพรรคเพื่อไทยจะใช้ร่างกฎหมายนิรโทษกรรมที่จะพิจารณาต่อจาก พ.ร.บ.เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ มาบีบพรรคประชาชนนั้น ไม่เป็นความจริงและพรรคเพื่อไทยไม่มีความจำเป็นต้องทำเช่นนั้น ร่างกฎหมายทุกฉบับที่ประเทศชาติและประชาชนได้ประโยชน์มีความสำคัญ รัฐบาลต้องการผลักดันให้สำเร็จโดยชอบในทุกกฎหมาย

“เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมการท่องเที่ยว ทั้งยังช่วยลดปัญหาเงินไหลออกนอกประเทศ นี่ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นทางรอดของเศรษฐกิจที่เราต้องกล้าคิด กล้าทำ และทำให้ถูกต้อง เพื่อให้ประเทศชาติและประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด” นายอนุสรณ์ กล่าว

‘บิ๊กเนม’อดีตสสร.50 ออกโรง ร่อนหนังสือถึงประธานรัฐสภา กาง 6 ข้อต้านกาสิโน

‘บิ๊กเนม’อดีตสสร.50 ออกโรง ร่อนหนังสือถึงประธานรัฐสภา กาง 6 ข้อต้านกาสิโน

‘บิ๊กเนม’อดีตสสร.50 ออกโรง ร่อนหนังสือถึงประธานรัฐสภา กาง 6 ข้อต้านกาสิโน

วันอาทิตย์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2568, 08.38 น.

‘บิ๊กเนม’อดีตสสร.50 ออกโรง ร่อนหนังสือถึงประธานรัฐสภา กาง 6 ข้อต้านกาสิโน

6 เมษายน 2568 ชมรมสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ส่งหนังสือเปิดผนึกถึงประธานรัฐสภาและสมาชิกรัฐสภา เรื่อง “คัดค้านร่างพระราชบัญญัติการประกอบการธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. ….” ระบุว่า…

ตามที่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้นำรัฐบาล ได้ผลักดันร่างพระระราชบัญญัติการประกอบการธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. … ที่ประชาชนเรียกกันโดยทั่วไปว่า ร่างกฎหมายบ่อนกาสิโน และนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ได้รับร่างกฎหมายดังกล่าวบรรจุเข้าในระเบียบวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎรอย่างเร่งด่วน เพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาตามระเบียบวาระ นั้น

ชมรมสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวนี้ ไม่สมควรบรรจุเข้าเป็นวาระเพื่อการพิจารณา ด้วยเหตุผลดังนี้

1.ร่างกฎหมายนี้ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะเร่งรีบพิจารณา เพราะไม่ปรากฏในนโยบายการหาเสียงของพรรคเพื่อไทย และนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลที่หาเสียงไว้กับประชาชนในการเลือกตั้งทั่วไป แต่เป็นเรื่องที่นายทักษิณ ชินวัตรเป็นผู้แสดงวิสัยทัศน์ไว้ที่เนชั่นทีวี และรัฐบาลไปรับมาบรรจุในนโยบายของรัฐบาลนางสาวแพทองธาร ชินวัตร

2.การกระทำทั้งหมดที่เกี่ยวกับร่างกฎหมายนี้เป็นการกระทำที่มาจากนโยบายที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๖๕ พระราชบัญญัติการจัดทำยุทธศาสตร์ของชาติ พ.ศ.ศ. ๒๕๖๐ และประกาศพระบรมราชโองการ เรื่อง ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ปี(พ.ศ. ๒๕๖๑-๒๕๘๐) ลงวันที่ ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๑ ในส่วนสำคัญคือ วิสัยทัศน์ของยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ที่ระบุว่า “ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่งการเสนอร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ดังกล่าว ซึ่งตราบใดที่ยังไม่มีการทบทวนแผนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ในรอบทุก ๕ ปีเสียก่อน การกระทำใดของคณะรัฐมนตรี รัฐสภา และหน่วยงานของรัฐทุกหน่วย ย่อมต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ที่ได้ประกาศไว้แล้ว

ดังนั้นการกำหนดนโยบายของรัฐบาลก็ดี การเสนอร่างกฎหมายนี้ต่อรัฐสภาก็ดี และการหยิบยกร่างกฎหมายนี้ขึ้นพิจารณาในรัฐสภาก็ดี ล้วนแล้วแต่เป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๖๕ และมาตรา ๗๕ และพระราชบัญญัติการจัดทำยุทธศาสตร์ของชาติ พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๕ มาตรา ๖ มาตรา๘ และมาตรา ๑๑ ตามที่อ้างถึง(๓)-(๓) ซึ่งจะส่งผลให้บรรดาผู้กระทำต้องตกเป็นผู้กระทำการใช้อำนาจอธิปไตยอันไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย และอาจต้องรับผลจากการกระทำของตนด้วยบทบัญญัติอันเกี่ยวกับมาตรฐานทางจริยธรรมตามรัฐธรรมนูญ

3.ร่างกฎหมายนี้ส่งผลกระทบต่อความคงอยู่และการใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินของรัฐอย่างมากมาย เพราะมีการนำที่ดินของรัฐที่หน่วยงานของรัฐครอบครองใช้ประโยชน์ไปให้เอกชนจัดทำสถานบันเทิงครบวงจรโดยไม่ปรากฏการตอบแทนที่คุ้มค่า เท่ากับเป็นการแปลงและนำทรัพย์สินของรัฐไปแปลงให้กับเอกชนใช้ประโยชน์โดยไม่ชอบด้วยหลักการของกฎหมายเกี่ยวกับการใช้สอยทรัพย์สินของรัฐ โดยขัดหรือแย้งกับหน้าที่ของรัฐในการดูแล

4.การเสนอร่างกฎหมายนี้ไม่สามารถแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจของชาติและปัญหาปากท้องของประชาชนได้ แต่กลับเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนมาเฟียการพนันต่างชาติเพียงบางกลุ่ม โดยที่ประเทศไทยจะได้รับความสูญเสียและมีความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ อาจมีอาชญากรรม และกระทบต่อสังคมทุกระดับอย่างมากมายเป็นเวลายาวนาน ร่างกฎหมายนี้จึงเป็นเรื่องที่เอื้อต่อผู้ประกอบการที่เป็นกลุ่มทุนมาเฟียการพนันบางกลุ่มให้ได้รับประโยชน์โดยไม่คำนึงถึงหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จึงเป็นร่างกฎหมายที่ไม่ชอบด้วยแนวนโยบายแห่งรัฐตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๗๕ วรรคหนึ่งและวรรคท้า

5.ร่างกฎหมายนี้เป็นการส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงอบายมุขที่จะเกิดขึ้นในสถานบันเทิงครบวงจร และการพนันออนไลน์ที่จะมีการพยายามทำให้ถูกกฎหมายแอบแฝงอยู่กับบ่อนกาสิโนให้มีการเล่นที่แพร่หลายจนไม่อาจควบคุมได้ ทั้งอาจทำให้เยาวชนของชาติเข้าไปมัวเมาในการพนันหลากหลายรูปแบบจนทำให้เสียผู้เสียคนอันอาจส่งผลให้ต้องก่ออาชญากรรมและการค้ามนุษย์เกิดขึ้นขึ้นได้อย่างง่ายดาย อันจะทำให้เยาวชนเหล่านั้นกลายเป็นพลเมืองที่ด้อยคุณภาพของประเทศชาติ นำไปสู่ความวิบัติของบ้านเมืองในอนาคตอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

6.ร่างกฎหมายนี้ไม่มีมาตรการใดๆ ในการคุ้มครองป้องกันมิให้ประชาชนในชาติมีภูมิคุ้มกันต่ออบายมุขในรูปแบบต่างๆของสถานประกอบการธุรกิจบันเทิงครบวงจรได้ อันจะนำพาประเทศไปสู่ความวิบัติได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม

ชมรมสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ จึงถือว่าเรืองดังกล่าวเป็นการการกระทำที่ไม่ชอบด้วยอำนาจหน้าที่ของรัฐบาลที่ดีตามหลักการของรัฐธรรมนูญทุกฉบับที่เคยมีมาในราชอาณาจักรไทย เป็นการดำเนินการตามนโยบายที่ขัดแย้งต่อพระราชบัญญัติการจัดทำยุทธศาสตร์ของชาติ พ.ศ. ๒๕๖๐ เป็นการกระทำที่ขาดจริยธรรม ไร้ศีลธรรมและคุณธรรมที่นักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยพึงมีและต้องรับผิดชอบต่อประชาชน บิดเบือนการใช้อำนาจอธิปไตยที่ได้รับมาจากการเลือกตั้งของประชาชน โดยมุ่งหวังเพียงเพื่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้องโดยไม่ฟังการเรียกร้องและการปฏิเสธของสังคม ที่ปฏิเสธการตรากฎหมายฉบับนี้ อันเป็นการกระทำที่ขัดแย้งกับคำถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา๑๖๑ และข้ออ้างของตนที่ให้ไว้กับประชาชนตามที่อ้างตัวเองว่าเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ชมรมสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ จึงขอเรียกร้องต่อ สมาชิกรัฐสภา ซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยทางนิติบัญญัติของปวงชนชาวไทย ควรพิจารณาทำหน้าที่สมาชิกรัฐสภาให้เป็นไปตามหลักนิติธรรม และตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ด้วยการมีมติไม่รับหลักการของร่างพระราชบัญญัติการประกอบการธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. … เพื่อประโยชน์โดยรวมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม อันจะนำไปสู่สันสู่สันติสุขของสังคมประเทศอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาไม่รับหลักการของร่างพระราชบัญญัติการประกอบการธรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. ..ที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอด้วยเหตุผลข้างต้น

ขอแสดงความนับถือ

ศ.พิเศษ จรัญ ภักดีธนากุล

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย

นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์

นายโอรส วงษ์สิทธิ์

รศ.รุจิรา เตชางกูร

นางกรรณิการ์ บันเทิงจิตร

นายสมยศ สมวิวัฒน์ชัย

ดร.วิทธยา บริบูรณ์ทรัพย์

นายศักดิ์ชัย อุ่นจิตติกุล

นาย ช.ชัยนาท ศรีเสมาเมือง

ศ.ไชยยศ เหมะรัชตะ

ศ.ดร.เจริญศักดิ์ โรจนฤทธิ์พิเชษฐ์

นายมานิจ สุขสมจิตร

นายเกียรติรติชัย พงษ์พาณิชย์

รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

นายสุรพล พงษ์ทัดศิริกุล

ศ.พิเศษ วิชา มหาคุณ

รศ.ดวงสุดา เตโชติรส

ผศ.พรรณราย แสงวิเชียร

ดร.กฤษฎา ให้วัฒนานุกูล

นางสาวพวงเพชร สารคุณ

นายคมสัน โพธิ์คง

ดร.อาภา อรรถบูรณ์วงศ์

ดร.อภิชาติ ดำดี

นายชาลี กางอิ่ม

นายสมเกียรติ รอดเจริญ

นายปริญญา ศิริสารการ

ดร.วีนัส ม่านมุ่งศิลป์

นายรัฐ ชูกลิ่น

นายอรรครัตน์ รัตนจันทร์

‘กลุ่มแพทย์เชียงใหม่’ประกาศคัดค้าน‘เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์’

‘กลุ่มแพทย์เชียงใหม่’ประกาศคัดค้าน‘เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์’

‘กลุ่มแพทย์เชียงใหม่’ประกาศคัดค้าน‘เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์’

วันอาทิตย์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2568, 08.11 น.

‘กลุ่มแพทย์เชียงใหม่’ประกาศคัดค้าน‘เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์’

6 เมษายน 2568 มีรายงานว่า “กลุ่มแพทย์เชียงใหม่” ได้ร่วมคัดค้าน “เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์” ระบุว่า…

เสียงจากแพทย์เชียงใหม่รุ่น๑๕ (พ.ศ.2515-2521)

พวกเราเกิดในแผ่นดินไทย มีความภูมิใจในความเป็นคนไทยและประเทศไทยของเรา

เรามีในหลวงร.๙ เป็นต้นแบบในการดำเนินชีวิต มีศรัทธาในการทำงานและปฏิบัติตนเป็นพลเมืองที่ดีมาโดยตลอด

พวกเราไม่เคยร่วมกันแสดงความเห็นเป็นสาธารณะมาก่อน

แต่ปัจจุบันรัฐบาลมีความคิดที่จะสร้าง  entertainment complex ที่มีบ่อนคาสิโนแฝงมาด้วย พวกเราจึงยอมรับไม่ได้ ประเทศไทยมีทรัพยากรธรรมชาติ

ที่มีค่ามากมาย  มีธรรมชาติและวัฒนธรรมที่สวยงาม เป็นที่ดึงดูดใจนักท่องเที่ยวทั่วโลกให้มาเยือน ไม่จำเป็นต้องสร้างสิ่งเหล่านี้ที่จะมาเป็นปัญหาในระยะยาวให้กับลูกหลานของเรา

เราจึงขอคัดค้านนโยบายการมี entertainment complex อย่างที่สุด

1. นพ.พิษณุ ขันติพงษ์

2.นพ.สกล ภูมิรัตนประพิณ

3.นพ.สุวัฒน์ มหัตนิรันดร์กุล

4.นพ.ณรงค์ เบศรภิญโญวงศ์

5. นพ.สุชัย สุทธิกาศนีย์

6. นพ. สมนึก เตมียสถิต

7. นพ. วิวัฒน์ วิริยกิจจา

8. นพ. มนัส วงษ์สุรีย์รัตน์

9.นพ.กฤษณ์ ปาลสุทธิ์

10.พญ.อัญชนา ปาลสุทธิ์

11.นพ.ถนอมศักดิ์ อัศวดิลกชัย

12.นพ.พิสิทธิ์ เอื้อวงศ์กูล

13. นพ. สุทัศน์ ศรีวิไล

14.นพ.สมภพ คนิษฐเสวี

15. พญ. อภัย วิวัฒนชัยกุล

16. นพ ณรงค์ วงศ์บา

17. นพ.ชรินทร์  กานตวนิชกูร

18. นพ.อุกฤษฏ์ มิลินทางกูร

19. นพ. สมัย กังสวร

20. นพ.เกรียงศักดิ์ นิมมานเทอดวงศ์                         

21.นพ.วีระชัย จันทร์ดียิ่ง

22.นพ. สมเดช แจ้งศรีสุข

23.นพ.พิรุณ คำอุ่น

24.นพ.ประสิทธิ์ โกยศิริพงศ์

25.นพ.ชาคร พุทธิศรี

26.พญ.พูนสุข พุทธิศรี

27.นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์

รายงานพิเศษ : ยกระดับปราบปรามสินค้าเถื่อน ชี้เป้า ‘X-Ray รายจังหวัด’

รายงานพิเศษ : ยกระดับปราบปรามสินค้าเถื่อน ชี้เป้า ‘X-Ray รายจังหวัด’

รายงานพิเศษ : ยกระดับปราบปรามสินค้าเถื่อน ชี้เป้า ‘X-Ray รายจังหวัด’

วันอาทิตย์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2568, 08.08 น.

จากความมุ่งมั่นของ นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในการจัดการปัญหา “สินค้าเถื่อน” ที่เริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรมจากการลงนามความร่วมมือกับบริษัทขนส่งยักษ์ใหญ่อย่าง เจ แอนท์ ที และ เคอีเอ็กซ์ เอ็กซ์เพรส เพื่อยกระดับการตรวจสอบยึด และอายัดสินค้าที่ลักลอบนำส่งผ่านพัสดุ ซึ่งมีเจตนาชัดเจนในการหลีกเลี่ยงภาษีสรรพสามิตนั้น นับเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองและสมควรได้รับการชื่นชม

การตัดสินใจครั้งนี้ของ รมช. เผ่าภูมิ ถือเป็นการ “ตัดไฟแต่ต้นลม” เพราะช่องทางการขนส่งพัสดุได้กลายเป็นช่องทางสำคัญที่ขบวนการสินค้าเถื่อนใช้ในการลำเลียงสินค้าผิดกฎหมาย โดยเฉพาะสุราและบุหรี่ ซึ่งไม่เพียงแต่จะสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศจากการสูญเสียรายได้ภาษี แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของผู้บริโภคอีกด้วย อย่างไรก็ตามหากมองให้ลึกซึ้งและต้องการยกระดับการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การเพิ่มกลยุทธ์การ “X-Ray รายจังหวัดความเสี่ยงสูง” จะเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังและตรงจุดยิ่งกว่าการ “เหวี่ยงแห” ไปทั่วประเทศอย่างแน่นอน

การปราบปรามสินค้าเถื่อนในภาพรวมทั่วประเทศนั้น แม้จะมีความสำคัญ แต่ด้วยทรัพยากรที่มีจำกัดและเครือข่ายของผู้กระทำผิดที่ซับซ้อน การมุ่งเน้นไปที่การวิเคราะห์และเจาะลึกปัญหาในระดับจังหวัด จะช่วยให้การค้นหา ป้องกัน และปราบปราม มีเป้าหมายที่ชัดเจนและแม่นยำมากยิ่งขึ้น โดยเหตุผลหลัก 4 ประการ คือ

ประการแรก การระบุ “พื้นที่เสี่ยง” ที่ชัดเจน : ในแต่ละจังหวัด ย่อมมีลักษณะทางภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ และสังคม ที่แตกต่างกัน ซึ่งอาจเอื้อต่อการลักลอบนำเข้า จัดเก็บ หรือจำหน่ายสินค้าเถื่อนที่แตกต่างกัน การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกในระดับจังหวัด จะช่วยให้สามารถระบุพื้นที่เสี่ยงที่มีการกระทำผิดสูงได้อย่างแม่นยำ เช่น พื้นที่ชายแดนที่มีการค้าข้ามแดนหนาแน่น เช่น จังหวัดชายแดนภาคตะวันออก จันทบุรี สระแก้ว ตราด หรือภาคใต้ เช่น สงขลา สตูล พัทลุง นราธิวาส พื้นที่ที่มีตลาดการค้าหรือแหล่งท่องเที่ยวขนาดใหญ่ เช่น ภูเก็ต รวมไปถึงพื้นที่เมืองที่มีการเติบโตของการซื้อ-ขายออนไลน์และส่งของทางพัสดุอย่างรวดเร็ว เช่น กรุงเทพฯและปริมณฑล

ประการที่สอง การปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ : เมื่อทราบถึงลักษณะปัญหาและพื้นที่เสี่ยงในแต่ละจังหวัดแล้ว หน่วยงานสรรพสามิตและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะสามารถปรับกลยุทธ์และมาตรการในการป้องกันและปราบปรามให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบตามแนวชายแดน การเฝ้าระวังตลาดค้าส่งค้าปลีก หรือการติดตามความเคลื่อนไหวของการซื้อขายออนไลน์ในพื้นที่นั้นๆ

ประการที่สาม การบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานระดับท้องถิ่น : การ “X-Ray รายจังหวัด”จะเปิดโอกาสให้กรมสรรพสามิตสามารถบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานระดับท้องถิ่นได้อย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้นไม่ว่าจะเป็นฝ่ายปกครอง ตำรวจ ศุลกากร หรือแม้แต่ภาคส่วนประชาชนในพื้นที่ ซึ่งมีความเข้าใจในสภาพปัญหาและเครือข่ายของผู้กระทำผิดในพื้นที่นั้นๆ เป็นอย่างดี การทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสืบสวน จับกุม และขยายผลได้อย่างมาก เพื่อลบคำครหาที่มักได้ยินเสมอว่าทำไมประชาชนรู้ แต่เจ้าหน้าที่ไม่รู้

ประการที่สี่ การวัดผลและประเมินผลที่ชัดเจน : เมื่อมีการกำหนดเป้าหมายและดำเนินการในระดับจังหวัดแล้ว การวัดผลและประเมินผลการดำเนินงานก็จะมีความชัดเจนและสามารถติดตามความคืบหน้าได้อย่างใกล้ชิด ทำให้สามารถปรับปรุงและพัฒนาแนวทางการทำงานได้อย่างต่อเนื่อง

การ “X-Ray รายจังหวัด” จะช่วยเสริมประสิทธิภาพของนโยบาย Zero Tolerance ได้เป็นอย่างดี เพราะจะเริ่มต้นจากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพื่อรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวข้องในระดับจังหวัดอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นสถิติการจับกุมสินค้าเถื่อน ข้อมูลการค้าชายแดน ข้อมูลการร้องเรียนจากประชาชน ข้อมูลการซื้อ-ขายออนไลน์ รวมถึงข้อมูลทางเศรษฐกิจและสังคมอื่นๆ หลังจากนั้นก็จะมีการจัดลำดับความสำคัญโดยกำหนดจังหวัดเป้าหมายที่มีความเสี่ยงสูง หรือมีแนวโน้มการกระทำผิดเพิ่มขึ้น

เพื่อจัดสรรทรัพยากรและดำเนินการอย่างเข้มข้น พร้อมกันนั้นยังต้องมีการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ สร้างกลไกการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานภาครัฐระดับจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาชน

รวมถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล เฝ้าระวัง และติดตามความเคลื่อนไหวของผู้กระทำผิดในแต่ละพื้นที่ และที่สำคัญคือการสร้างความเข้าใจและกระตุ้นให้ประชาชนในแต่ละจังหวัดมีส่วนร่วมในการแจ้งเบาะแสและต่อต้านสินค้าเถื่อน

การปรับกลยุทธ์จากการ “เหวี่ยงแห” ไปสู่การ “X-Ray รายจังหวัด” เปรียบเสมือนการใช้เครื่องมือที่เจาะจงและแม่นยำมากขึ้นในการผ่าตัดปัญหา แทนที่จะเป็นการรักษาแบบครอบคลุมแต่ไม่ตรงจุด เชื่อมั่นว่าหากกระทรวงการคลังและกรมสรรพสามิตนำแนวทางนี้ไปพิจารณาและดำเนินการอย่างจริงจัง จะสามารถยกระดับการปราบปรามสินค้าเถื่อนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สร้างความเป็นธรรมทางภาษี และปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติได้อย่างยั่งยืน

ถึงเวลาแล้วที่เราจะ “ชี้เป้า” และ “X-Ray” ปัญหาในระดับจังหวัด เพื่อให้การต่อสู้กับขบวนการสินค้าเถื่อนมีความคมชัดและได้ผลลัพธ์ที่จับต้องได้มากยิ่งขึ้น