ท้า‘ภูมิธรรม’ทำประชามติ‘เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์’

ท้า‘ภูมิธรรม’ทำประชามติ‘เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์’

ท้า‘ภูมิธรรม’ทำประชามติ‘เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์’

วันอาทิตย์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2568, 07.53 น.

ท้า‘ภูมิธรรม’ทำประชามติ‘เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์’

6 เมษายน 2568 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์คลิป พร้อมเนื้อหาผ่านเฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” หัวข้อ “ท้าภูมิธรรม ทำประชามติ” ระบุว่า…

ท้าภูมิธรรม ทำประชามติ

กรณีที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เรียกร้องให้ผู้เห็นต่างหรือผู้คัดค้านร่างพระราชบัญญัติสถานบันเทิงครบวงจร หรือเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ให้กลับมาสู้กันในสภาผู้แทนราษฎรนั้น

ในหลักการประชาธิปไตยเป็นเรื่องที่ถูกต้อง สำหรับการแก้ปัญหาของบ้านเมืองต้องใช้เวทีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร

แต่สำหรับประเทศไทยมติเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ไม่ได้หมายความว่าถูกต้องเสมอไป มีหลายครั้งที่มติในสภาผู้แทนราษฎร เป็นไปในลักษณะเสียงมากลากไป โดยไม่ฟังเสียงคัดค้านจากเสียงข้างน้อยเลย จนเกิดเผด็จการสภาเหมือนที่ผ่านมา

ถ้าจำกันได้ในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เคยออกพรบ.นิรโทษกรรมแบบสุดซอย โดยใช้เสียงข้างมากลากไป ลงมติตอนตี4 จึงเป็นที่มาของพรบ.นิรโทษกรรมฉบับลักหลับ จนเป็นที่มาของการชุมนุมนอกสภา ขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ออกไป

สำหรับการชุมนุมครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน ถ้าหากรัฐบาลไม่ฟังเสียงคัดค้านของประชาชนและส.ส.ฝ่ายค้าน ก็อาจจะเกิดแรงต่อต้านนอกสภามากยิ่งขึ้น ซึ่งตอนนี้มีความเคลื่อนไหวของมวลชนกลุ่มต่างๆมากขึ้นเป็นลำดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์กรทางศาสนา ได้ออกแถลงการณ์คัดค้านการเปิดบ่อนกาสิโนทุกศาสนาแล้ว

ถ้าหากจะเรียกร้องให้นำพรบ.สถานบันเทิงครบวงจร ไปต่อสู้กันในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพียงอย่างเดียว โดยไม่รับฟังความเห็นของประชาชนเลย แน่นอนที่สุดว่า รัฐบาลซึ่งคุมเสียงข้างมากแบบเบ็ดเสร็จ ก็จะผ่านพรบ.สถานบันเทิงครบวงจรฉบับนี้ไปได้ ทั้งที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย

จึงอยากให้รัฐบาลได้ฟังเสียงสะท้อนของประชาชนด้วย ถ้าจะวัดกันด้วยจำนวนมือในสภาผู้แทนราษฎร ก็จะไม่เป็นธรรมกับกฎหมายฉบับนี้ ถ้าหากรัฐบาลต้องการรู้ว่าเสียงส่วนใหญ่ของคนไทยทั้งประเทศคิดอย่างไร ก็ควรทำประชามติ จะได้ข้อยุติอย่างเบ็ดเสร็จ ไม่ต้องมีการถกเถียงกันอีกต่อไป

ม็อบเมียนมากระเจิง ป่วนหน้า UN เจอ ศปปส.ขวาง

ม็อบเมียนมากระเจิง ป่วนหน้า UN เจอ ศปปส.ขวาง

ม็อบเมียนมากระเจิง ป่วนหน้า UN เจอ ศปปส.ขวาง

วันอาทิตย์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ม็อบเมียนมากระเจิง ป่วนหน้าUNเจอศปปส.ขวาง

หน้า UN เดือด!!! กลุ่มแรงงานข้ามชาติพม่านัดชุมนุมประท้วงกรณีเชิญผู้นำเผด็จการเมียนมาร่วมประชุม BIMSTEC ในไทย แต่เจอ ศปปส.บุกขวางจนเกิดการปะทะชุลมุน

วันที่ 5 เมษายน 2568 กลุ่มแรงงานชาวเมียนมาในประเทศไทย ภายใต้การนำของนายวีระ แสงทอง หนึ่งในสมาชิกกลุ่ม Bright Future ได้นัดหมายใส่เสื้อสีดำรวมตัวชุมนุมบริเวณหน้าสำนักงานสหประชาชาติ (UN) ในเวลา 10.00 น. เพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ประท้วงไม่พอใจกรณีเชิญพล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำเผด็จการทหารพม่า ซึ่งเดินทางมาร่วมประชุม BIMSTEC ในประเทศไทยเมื่อวันที่ 3-4 เมษายนที่ผ่านมา

ต่อมาได้มีกลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) นำโดยนายอานนท์ กลิ่นแก้ว ประธานกลุ่ม ศปปส., นายธนเดช ตุลยลักษณะ ประธานกลุ่มอาชีวะพ่อกูวิษณุกรรม และนายทรงชัย เนียมหอม ประธานประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบัน ได้นำรถเครื่องเสียงมายังบริเวณหน้า UN และรวมตัวชุมนุมในพื้นที่ดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่า กลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวดังกล่าวไม่ใช่คนไทย ไม่มีสิทธิในการชุมนุม โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนหนึ่งดูแลรักษาความสงบอยู่ด้วย

เวลาประมาณ 10.45 น. ได้เกิดเหตุการณ์ชุลมุนขึ้นเมื่อ ปรากฏว่ากลุ่ม ศปปส.ได้พยายามเข้าทำร้ายร่างกายผู้จัดกิจกรรมรายดังกล่าว ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่ในพื้นที่ต้องเข้าทำการคุ้มกันและรักษาความปลอดภัยอย่างเร่งด่วน และรีบนำตัวนายวีระผู้จัดกิจกรรมของกลุ่มแรงงานต่างชาติออกจากพื้นที่เพื่อความปลอดภัย ขณะที่กลุ่มศปปส.ได้กลับไปรวมตัวชุมนุมบริเวณหน้า UN ตามเดิม สำหรับวีระ แสงทอง เป็นนักกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยในเมียนมามาตั้งแต่ปี 2021 หลังเกิดรัฐประหาร

จากนั้นกลุ่มผู้จัดกิจกรรม ได้ย้ายพื้นที่ชุมนุมจากหน้า UN มาชุมนุมประท้วงกันต่อที่หน้าสถานทูตเมียนมาร์แทน เพื่อยืนยันในการขับไล่ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย โดยไม่มีเหตุการณ์รุนแรงแต่อย่างใด

พท.โว‘อิ๊งค์’เตรียมตัวล่วงหน้า รับมือภาษี‘ทรัมป์’ ถกภาครัฐเอกชน8เม.ย.

พท.โว‘อิ๊งค์’เตรียมตัวล่วงหน้า รับมือภาษี‘ทรัมป์’ ถกภาครัฐเอกชน8เม.ย.

พท.โว‘อิ๊งค์’เตรียมตัวล่วงหน้า รับมือภาษี‘ทรัมป์’ ถกภาครัฐเอกชน8เม.ย.

วันอาทิตย์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พท.โว‘อิ๊งค์’เตรียมตัวล่วงหน้า รับมือภาษี‘ทรัมป์’ ถกภาครัฐเอกชน8เม.ย. ปชน.แขวะทำงานล่าช้า จี้จัดแพ็กเกจช่วยฉุกเฉิน

“จิรายุ” ยัน “นายกฯอุ๊งอิ๊งค์” สั่งตั้งคณะกรรมการ แก้ปัญหาภาษีสหรัฐฯ มาตั้งแต่ “ทรัมป์” ยังไม่รับตำแหน่ง ปธน.สหรัฐฯ พร้อมนัดถกรับมือ ในวันที่ 8 เมษายน เชื่อการเจรจาเป็นทางออกที่ดีที่สุด ปชน.แขวะทำงานช้า

เมื่อวันที่ 5 เมษายน นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กรณีที่พรรคฝ่ายค้านบางพรรคออกแถลงการณ์เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีเร่งตั้งคณะทำงานพิเศษ (Special Task Force) โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อรับมือกรณีสหรัฐอเมริกาประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยในอัตราสูงนั้น ขอยืนยันว่ารัฐบาลภายใต้การนำของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามมาตรการด้านการค้ากับสหรัฐอเมริกา มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปีที่แล้วก่อนการรับตำแหน่งของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เสียด้วยซ้ำ

สำหรับข้อเสนอของพรรคฝ่ายค้านบางพรรค ที่เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีเร่งตั้งคณะทำงานพิเศษ (Special Task Force) นั้น คงล่าช้าไม่ทันการอย่างแน่นอนอาจเป็นเพราะพรรคฝ่ายค้านบางพรรคไม่ได้ติดตามข่าวสาร ว่ารัฐบาลมีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง อย่างเป็นระบบแล้ว

โดยนายกรัฐมนตรีคาดคะเนล่วงหน้าไว้แล้วว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ จึงได้ลงนามคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานนโยบายการค้าสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่เมื่อ 3 เดือนที่แล้วในวันที่ 6 มกราคม 2568 ก่อนที่ประธานาธิบดีทรัมป์จะเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ ซึ่งประกอบด้วย นายพันศักดิ์ วิญญรัตน์ ประธานที่ปรึกษานโยบายของนายกรัฐมนตรี นายศุภวุฒิ สายเชื้อ ที่ปรึกษานโยบายของนายกรัฐมนตรี นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน นายฉันทานน์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร นางสาวโชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ นางสาวใจไทย อุปการนิติเกษตร รองอธิบดีกรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ นางขวัญนภา ผิวนิล นักวิชาการพาณิชย์เชี่ยวชาญ และนายโอม บัวเขียว คณะทำงานประธานที่ปรึกษานโยบายของนายกรัฐมนตรี และผู้ที่เกี่ยวข้อง

นายจิรายุกล่าวต่อไปว่า ล่าสุดจากแถลงการณ์นายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 เมษายนที่ผ่านมายังได้กำหนดแนวทางความร่วมมือภาครัฐ-เอกชน เพื่อรับมือผลกระทบอย่างเป็นระบบ ดังนี้

รัฐบาลพร้อมหารือกับรัฐบาลสหรัฐฯ ในโอกาสแรก เพื่อปรับดุลการค้าให้เกิดความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่ายและจัดเตรียม “ข้อเสนอเพื่อปรับดุลการค้ากับสหรัฐฯ ที่มีสาระสำคัญเพื่อให้สหรัฐฯ ได้เจรจากับไทย” ที่เหมาะสม

นอกจากนี้คณะกรรมการยังได้เร่งประสานเอกชนปรับโครงสร้างการผลิต ลดต้นทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวให้อุตสาหกรรมไทย และวางมาตรการรองรับในการเยียวยาและบรรเทาผลกระทบต่อผู้ส่งออกไทยที่มีตลาดสหรัฐฯ เป็นตลาดหลัก แสวงหาตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดเดียว ตั้งแต่เดือนมกราคมแล้ว

“รัฐบาลเล็งเห็นถึงความสำคัญในเรื่องดังกล่าว และได้วางมาตรการรองรับในการเยียวยา และบรรเทาผลกระทบที่อาจมีต่อผู้ประกอบการส่งออกของไทยที่มีตลาดสหรัฐฯ เป็นตลาดหลัก ซึ่งนายกรัฐมนตรียังติดตามผลการประชุมอย่างต่อเนื่องมาตลอดกว่า 4 เดือน และในวันอังคารที่ 8 เมษายนนี้ นายกรัฐมนตรีได้เรียกประชุมคณะกรรมการติดตามการดำเนินงานเกี่ยวกับมาตรการการค้าสหรัฐอเมริกา เวลา 13.00 น. ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล โดยมีรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง และหัวหน้าส่วนราชการทั้งหมด เข้าร่วมประชุม

ขอย้ำว่า “รัฐบาลได้เตรียมความพร้อม เพื่อปรับดุลการค้าให้เกิดความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย โดยจะส่งผลกระทบต่อภาคส่วนที่เกี่ยวข้องให้น้อยที่สุด และขอขอบพระคุณที่พรรคฝ่ายค้านบางพรรคให้คำแนะนำ” นายจิรายุ กล่าว

น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค ในฐานะทีมเศรษฐกิจพรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊กว่า

– เวียดนามเปิดการเจรจากับอเมริกาเรียบร้อยในยกที่หนึ่ง และได้รับสัญญาณบวกจากทรัมป์

– กัมพูชาประกาศลดภาษีนำเข้าหลายรายการเหลือ 5% แบบฝั่งเดียวเพื่อเปิดทางเจรจา

– เกาหลีใต้ประกาศแพ็กเกจเยียวยาฉุกเฉินให้ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบก่อน เช่น ยานยนต์

– สิงคโปร์ โดยนายกรัฐมนตรีออกมาสื่อสารโดยตรงกับประชาชนถึงวิกฤตและผลกระทบที่กำลังจะเกิด

– ไทย นายกบอกว่าไม่ต้องเป็นห่วง แต่ยังงงๆ ว่าใครจะเป็นผู้นำเจรจา นายกบอกว่าเป็น อ.พันธุ์ศักดิ์ แต่รมว.คลังบอกจะไปเอง ส่วนประธานคณะทำงานของเรื่องนี้ คือ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ รมว.พาณิชย์บอกโทรหาอเมริกา แต่ยังไม่ติด

พุทธสมาคมฯ-แพทย์จุฬาฯออกโรง รุมต้าน‘กาสิโน’ ซัดยิ่งซ้ำเติมปัญหาสังคม

พุทธสมาคมฯ-แพทย์จุฬาฯออกโรง รุมต้าน‘กาสิโน’ ซัดยิ่งซ้ำเติมปัญหาสังคม

พุทธสมาคมฯ-แพทย์จุฬาฯออกโรง รุมต้าน‘กาสิโน’ ซัดยิ่งซ้ำเติมปัญหาสังคม

วันอาทิตย์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พุทธสมาคมฯ-แพทย์จุฬาฯออกโรง รุมต้าน‘กาสิโน’ ซัดยิ่งซ้ำเติมปัญหาสังคม พท.ลุยถกร่างในสภา9เม.ย. วิปรบ.ห่วงประชาชนเบื่อ ผวา‘ทหาร’ออกมาอีกรอบ

พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย-เครือสมาคมพระพุทธศาสนาทั่วปท.ไม่เอาด้วย! แถลงการณ์คัดค้าน “กาสิโน” แนะ “นายกฯอิ๊งค์”ควรยึดหลัก 5 ข้อ ด้านกลุ่มแพทย์จุฬาฯอาวุโสรุ่น 27 ร่วมลงชื่อ 37 ราย ร่วมคัดค้านด้วย ซัดรัฐบาล “อิ๊งค์” ยิ่งซ้ำเติมปัญหาสังคมให้รุนแรงทั้งอาชญากรรม-ฟอกเงิน-ธุรกิจสีเทา จี้รบ.หยุดดันทันที “ภูมิธรรม” ยันยึดตามกระบวนการรัฐสภา เพื่อให้รัดกุม โวจะสร้างเม็ดเงินมากขึ้น รับมือหลังสหรัฐขึ้นกำแพงภาษี’วิสุทธิ์’อัดฝ่ายค้านเล่นเกมในสภาฯให้รัฐบาลรับบาป ขออย่าทำให้ปชช.เบื่อการเมือง จน‘ทหาร’ออกมาอีก ยืนยันไม่มีนายทุนหน้าโง่คนไหนอยู่เบื้องหลังกาสิโน

เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2568 จากกรณีสภาผู้แทนราษฎรได้เตรียมจะพิจารณาร่างกฎหมายพระราชบัญญัติสถานบันเทิงครบวงจรหรือเอนเทอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ในวันที่ 9 เมษายนนี้ปรากฎว่าได้มีหลายกลุ่มหลายฝ่ายออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านร่างกฎหมายครั้งนี้

พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย แถลงการณ์ ระบุว่า พระพุทธศาสนาซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑ แห่งรัตนโกสินทร์ทรงสังคายนาพระไตรปีอก ครั้งที่ ไว้เป็นหลักฐานจนทุกวันนี้ มีพระพุทธธรรมเป็นคำสอนเป็น ที่ประจักษ์ต่อวงวิชาการและวิทยาศาสตร์ ว่าเป็นกระบวนการค้ายันให้สังคมมนุษย์ชาติ ไม่จำกัดเพศ ผิวพรรณ เชื้อชาติ ให้มีความเจริญพัฒนารุ่งเรือง อย่างสถาพรมั่นคง เป็นอารยธรรมของมนุษย์ มีความศิวิไลซ์และอนาคตตราบนานเท่านาน

ความเจริญรุ่งเรือง ความมั่นคงของชาติ มีได้อาศัยเพียงการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วย การชี้นำประชาชนให้หลงไหลในกิเลส หรือเครื่องเศร้าหมอง คือ อบายมุข แต่ให้ทุกคนมีศีลธรรมจากคำสอนในพระพุทธธรรม มากำกับตนเองให้มีคุณธรรม จากนั้นจึงแสดงออกมาให้คนอื่นหรือชาติอื่น รู้ว่าเราเป็นมนุษย์ เป็นชาติแห่งอารยธรรมคือมีจริยธรรมนั้นเอง

นายกรัฐมนตรีเป็นสุภาพสตรี มีบุตรและธิดาในวัยเด็กที่น่ารักเหมือนน้ำใสสะอาดกำลังเจริญเติบโตเป็นกำลังสำคัญของชาติ จะเป็นคนรุ่นใหม่ในยุคดิจิทัล จะเป็นเยาวชนผู้กุมอนาคตของชาติ จักได้เข้าใจว่า ชาติจะเจริญขึ้นนั้นกับการทำตามคำสอนของพระพุทธธรรม เช่นวุฒิธรรม โดยเฉพาะข้อ ๔ คือ ธรรมานุธรรม-ปฏิบัติ (ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม)คือธรรมะที่ค้ำยันให้เกิดความเจริญรุ่งเรือง โดยปัจเจกบุคคล ใช้ธรรมะนำทางชีวิต มีไข่การมี อาชีพด้วยกิจกรรมที่ตรงข้ามกับศีล ๕ โดยเฉพาะในศีลข้อ ๒ และข้อ ๕ อันจะนำความเสื่อมมาสู่ปวงชนชาวไทยและชาติไทยในที่สุด

แนะ’นายกฯอิงค์’ควรยึดหลัก 5 ข้อ

การที่รัฐบาลจะดำเนินการให้มี Entertainment Complex (EC) โดยอ้างว่ามีใน ต่างประเทศและมีประโยชน์นั้นเป็นการรับรู้ข้อมูลด้านแคบและขาดวิสัยทัศน์ เพราะประเทศไทย เป็นประเทศที่ไม่ต้องพึ่งเศรษฐกิจจาก EC เลย แต่ประเทศไทยมีแผ่นดินอันอุดมสมบูรณ์ หรือ สุวรรณภูมิมีทรัพยากรธรรมชาติ ตั้งอยู่ในตำแหน่งที่เป็นเอกลักษณ์ของโลก การชี้นำเศรษฐกิจนี้จะเป็นการให้วิสัยทัศน์ที่เบี่ยงเบนต่อลูกหลานของท่านนายกรัฐมนตรีให้เข้าใจผิดว่า ปัจจัย ๔

ไม่สำคัญและเห็นว่า กิจการ ECซึ่งขัดต่อศีล-ธรรม และมีผลเสียต่อคุณธรรมนั้น เป็นเรื่องดีแต่ในหลักพระพุทธธรรม EC คือหนทางแห่งความเสื่อม คือ อบายมุข ไม่ควรจะเกิดในแผ่นดินไทยที่มีพระพุทธธรรม ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกว่าเป็นศาสนาที่สอนความจริง ความมีเหตุมีผลตามอริยสัจ ๔ ประการ และนำสังคมสู่ความเจริญ

การพัฒนาชาติให้เจริญ ควรใช้ยุทธศาสตร์ของมรรคมีองค์ ๘ ในกรอบปัญญา ศีล และสมาธิ ด้วยการประยุกต์หลักการสัมมาปฏิบัติ ทั้ง ข้อ มาแก้ปัญหาของชาติด้วยวิถีแห่งพระพุทธธรรม

พุทธสมาคมฯเครือข่ายไม่เอา’กาสิโน’

“พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และเครือสมาคมพระพุทธศาสนาทั่วราชอาณาจักร

ได้ร่วมกันมีปฏิญญากรุงเทพมหานคร ๒๕๖๖ ไว้แล้ว ๕ ประการ (ฉบับย่อ) และ ได้นำเสนอกราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2568 คนไทยควรยึดหลักว่า 1. เดินตามรอย รัชกาลที่ ๙ 2. ปลุกเร้าการไม่โกง 3. จรรโลงพระพุทธศาสนา 4. ศรัทธาทำตามพระพุทธธรรม 5. น้อมนำศีล สู่สังคม

ในนามพุทธสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และเครือสมาคมพระพุทธศาสนาทั่วราชอาณาจักรจึงขอคัดค้านการนำเสนอร่างพระราชบัญญัติเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพลอกซ์(ธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ่วง “กาสิโน”) ฉบับนี้”ลงชื่อ นางศุลีมาศ สิทธิสัมพัน นายกพุทธสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

แพทย์จุฬาฯออกโรงต้านกาสิโน

กลุ่มแพทย์จุฬาอาวุโส รุ่นที่ 27 รวม 37รายชื่อออกแถลงการณ์ร่วมกันเพื่อคัดค้าน (ร่าง)พระราชบัญญัติประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร ของรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ที่มีเป้าหมายผลักดันให้เกิด Entertainment Complex ซึ่งมีการซ่อนบ่อนกาสิโนไว้ภายใน แม้อ้างว่าเป็นเพียง 10% ของพื้นที่ แต่กลุ่มแพทย์ เตือนว่าผลกระทบต่อสังคมจะรุนแรงอย่างไม่อาจประเมินได้ แพทย์กลุ่มนี้ระบุว่าสังคมไทยยังเต็มไปด้วยระบบอุปถัมภ์ การบังคับใช้กฎหมายที่หย่อนยาน และการคอร์รัปชั่นที่ฝังรากลึก การเปิดบ่อนกาสิโนเสรีและการพนันออนไลน์ จะยิ่งเป็นการซ้ำเติมปัญหาสังคม ทำให้ประชาชนโดยเฉพาะเยาวชนตกอยู่ในวังวนของการพนัน และนำไปสู่การเพิ่มจำนวนของปัญหาอาชญากรรม ยาเสพติด โสเภณี การค้ามนุษย์ การฟอกเงินและธุรกิจสีเทา

ในแถลงการณ์ กลุ่มแพทย์ระบุว่า“เศรษฐกิจจะไม่ได้หมุนเวียนดีขึ้นตามที่อ้าง แต่กลับจะล่มจม ประเทศมีแต่จะวิบัติ” พร้อมยืนยันว่า ในฐานะแพทย์ผู้ผ่านชีวิตการทำงานมานานกว่า 50 ปี ได้เห็นปัญหาความทุกข์ยากของคนไทยอย่างลึกซึ้ง และมีวิจารณญาณพอที่จะตัดสินว่าสิ่งใดดี หรือไม่ดีต่อประเทศ

จี้รัฐบาลหยุดดันร่างกม.ทันที

ทั้งนี้ แพทย์จุฬาอาวุโสกลุ่มนี้ เรียกร้องให้รัฐบาลหยุดการผลักดันร่างกฎหมายดังกล่าวโดยทันที เพื่อรักษาเสถียรภาพของสังคมไทยในระยะยาว

รายชื่อแพทย์ทั้ง 37 คนที่ร่วมลงนาม มีดังนี้ 1. พล.อ.ต. นพ.ธนา ปุกหุต (ประธานรุ่น) 2. นพ.สมยศ แจ้งจรัส 3. พญ.สวันทนา เหมะจุฑา 4. นพ.วรวีร์ กิตติวัชร 5. นพ.ปรีดา ทัศนะประดิษฐ์ (รุ่น 12 อดีตรองอธิการบดีจุฬาฯ และผอ.รพ.จุฬาฯ) 6. นพ.ประกอบ แสนมั่นคงกุล 7. นพ.รณไตร เรืองวีรยุทธ (อดีต ผอ.รพ.แม่สอด) 8. พญ.ลักษณะพรรณ เจริญวิศาล 9. นพ.ชูศักดิ์ งามไพบูลย์ 10. ศ.พญ.จรุงจิตร์ งามไพบูลย์ 11. ศ.พญ.อรุณี เจตศรีสุภาพ 12. พญ.ดวงใจ วิสุทธิชัยกิจ 13. นพ.สาธิต อาชานานุภาพ 14. พล.ต. นพ.ธัญญะ จันทร 15. รศ.พญ.ประสาทนีย์ จันทร 16. พญ.เรือนแก้ว กนกพงศ์ศักดิ์ 17. พล.อ.ต.ญ.พญ.ชมนาด นวลปลอด 18. นพ.ครรชิต ลิมปกาญจนารัตน์ (อดีตผู้แทน WHO อินโดนีเซีย) 19. พญ.สุคนธา ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา 20. นพ.สุรเชษฐ์ สุธีรัตน์

21.พญ.ธัญลักษณ์ ชัยเสรี 22. รศ.นพ.วรวัฒน์ จันทร์พัฒนะ 23. นพ.พิชาติ ดลเฉลิมยุทธนา 24. พล.ท.สถิตย์ เรืองดิลกรัตน์ (อดีตรองเจ้ากรมแพทย์ทหารบก) 25. พล.ร.ต.เอนก ตันติวรสิทธิ์ (อดีต ผอ.รพ.อาภากรเกียรติวงศ์) 26. พล.ต.ผศ.พญ.กรรณิกา ตาตะนันทน์ 27. นพ.จำรัส ธรรมนิยม 28. ผศ.นพ.ถวัลย์ เบญจวัง 29. นพ.ประสาน ตั้งจาตุรนต์รัศมี 30. รศ.พญ.นวลจันทร์ ปราบพาล 31. พญ.แกมกาญจน์ วัฒนวรางกูร 32. นพ.ประมวล วีรุตมเสน 33. พญ.กันยาณี อัมพวันนิมิตร 34. พญ.ลัดดา ดำริการเลิศ 35. นพ.ประสาร วงศ์รัตนโสภา 36. นพ.สมศักดิ์ โชติรัตนพฤกษ์ 37. นพ.ปัญญา สุวรรณวาสี

‘บิ๊กอ้วน’ลั่นออกกม.ใช้กระบวนการสภา

ขณะที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีที่สภาผู้แทนราษฎรเตรียมพิจารณาร่างกฎหมายพระราชบัญญัติสถานบันเทิงครบวงจรหรือเอนเทอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ในวันที่ 9 เมษายนนี้ ซึ่งเรื่องนี้มีการเคลื่อนไหวทั้งในและนอกสภาฯ จะทำให้ร่างกฎหมายดังกล่าวพับลงไปหรือไม่ว่า รัฐบาลทำหน้าที่ก็พยายามดูเงื่อนไขต่างๆหากพรรคฝ่ายค้านมีความเห็นก็ควรจะสู้กันในสภาฯในการเสนอความเห็นที่แตกต่างกัน เพื่อให้สภาฯพิจารณา เพราะเมื่อเรายอมรับในระบอบประชาธิปไตยและยอมรับว่ากระบวนการรัฐสภาคือจุดสำคัญในการแก้ไขปัญหา ก็ต้องปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการของรัฐสภา

“ไม่ใช่ว่าความเห็นในสภาฯ“ไม่ตรงกับฉัน ฉันไม่เอา ฉันก็ไปเดินนอกสภาฯอย่างเดียว“ แต่กระบวนการที่มาจากนอกสภาฯ ผมเองไม่ว่าและไม่มีปัญหาอะไร ซึ่งถือเป็นสิทธิของประชาชน ตามระบอบประชาธิปไตย เพียงแต่อย่ามองแค่ว่า การมายืนอยู่หน้าสภา แล้วเหมารวมว่า นี่คือเสียงของประชาชน เพราะเสียงของประชาชนที่แท้จริงคือทั่วประเทศ จึงอยากให้มีกระบวนการที่ชัดเจนว่าประชาชนส่วนใหญ่เห็นอย่างไร เท่าที่ไปดูประชาชนในต่างจังหวัด ประชาชนส่วนใหญ่ ไม่ได้คิดอย่างที่ฝ่ายค้านคิด ดังนั้น เสียงของประชาชนดีที่สุด”นายภูมิธรรมระบุ

ลั่นเดินหน้าร่างกม.เพื่อทำให้รัดกุม

นายภูมิธรรมย้ำอีกว่าส่วนกระบวนการในรัฐสภา ฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาลก็ดำเนินการกันไป เรื่องนี้เปิดกว้างอยู่แล้วซึ่งให้ใช้กระบวนการของรัฐสภาในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงและอะไรที่เป็นประโยชน์กับประเทศ ก็ยึดตรงนั้นเป็นหลัก และอะไรที่จะทำให้รัดกุมขึ้น ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจ ยืนยันว่าการเดินหน้าร่างกม.ดังกล่าว ถือเป็นการหามาตรการปกป้องให้ดี ไม่ใช่มาคัดค้านหัวชนฝาเพราะจริงๆแล้วไม่ใช่การยุยงให้คนเข้ามาใช้ หรือติดการพนันเพราะไม่ใช่ใครก็เข้า“กาสิโน”ได้ เด็กที่มีอายุต่ำกว่าเกณฑ์ก็ไม่สามารถเข้าได้ หรือรายได้น้อยกว่าเกณฑ์ก็เข้าไม่ได้ซึ่งทุกอย่างไม่ได้มีขาวไม่ได้มีดำเพียงอย่างเดียว ต้องใช้มาตรการแก้ไขปัญหาดีกว่า มาคัดค้านโดยที่ไม่รู้อะไร

โวจะสร้างเม็ดเงิน-รับมือภาษีสหรัฐฯ

“และโลกวันนี้สิ่งสำคัญ สหรัฐอเมริกา มีมาตรการด้านภาษี ถือเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก เพราะจากกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงกับประเทศต่าง ๆ ไม่ว่า จะใหญ่ หรือเล็ก อย่างประเทศสิงคโปร์ ที่นายกรัฐมนตรีได้ออกมาแจ้งเตือนประชาชน เตรียมตัวรับมือกับผลกระทบ ซึ่งขนาดสิงคโปร์โดนเรียกเก็บภาษีนำเข้าเพียง 10% แต่ประเทศไทยโดนถึง 36% ซึ่งสิ่งนี้ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จะทำให้เพิ่มรายได้ สร้างเม็ดเงินให้มากขึ้นในระบบ”นายภูมิธรรมย้ำ

‘วิสุทธิ์’ซัดฝ่ายค้านเล่มเกมให้รบ.รับบาป

ด้าน นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์ถึงความวุ่นวายในสภาเกี่ยวกับการเสนอญัตติด่วนเรื่องแผ่นดินไหว และการเสนอเลื่อนพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจรหรือเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ขึ้นมาเป็นญัตติแรกในสัปดาห์ถัดไปว่า

เรื่องแผ่นดินไหวเป็นเรื่องที่ฝ่ายรัฐบาลเตรียมพร้อมพิจารณาเช่นเดียวกับฝ่ายค้าน เราตั้งใจให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการขึ้น มาตรวจสอบการสร้างตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินแห่งใหม่ที่ถล่มลงมา รวมไปถึงตรวจสอบบริษัทก่อสร้าง ที่มีข่าวว่าได้รับงานภาครัฐจำนวนมากว่าสร้างอะไรที่ไหนบ้าง เรื่องนี้ฝ่ายค้านก็ทราบดี แต่มีปัญหาเรื่องการเสนอญัตติซ้อนกัน

“อย่าให้ประชาชนเบื่อการเมือง ถ้าเบื่อมากๆเดี๋ยวทหารออกมาอีก อยากให้เป็นเช่นนั้นหรือ”นายวิศุทธิ์ระบุ

ราชการแนวหน้า : รวมความเห็นเกี่ยวกับกฎหมายล้างมลทินของข้าราชการ

ราชการแนวหน้า : รวมความเห็นเกี่ยวกับกฎหมายล้างมลทินของข้าราชการ

ราชการแนวหน้า : รวมความเห็นเกี่ยวกับกฎหมายล้างมลทินของข้าราชการ

วันอาทิตย์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

สำนักงานก.พ.ได้พิจารณามีความเห็นโดยสรุป ดังนี้ ปัญหาข้อที่ 1 ที่ว่าตามที่ท่านได้รับโทษถึงให้ออกจากราชการตามคำสั่งจังหวัดกระบี่ ลงวันที่5 มิถุนายน 2530 ท่านจะได้รับการล้างมลทินตามพระราชบัญญัติล้างมลทินในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระชนมพรรษา 60 พรรษา พ.ศ.2530 หรือไม่นั้น

ขอเรียนว่า ตามพระราชบัญญัติล้างมลทินฯ พ.ศ.2530 มาตรา 5 ได้บัญญัติว่าให้ล้างมลทินแก่บรรดาผู้ถูกลงโทษทางวินัยในกรณีซึ่งได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2530 แต่ได้รับโทษหรือทัณฑ์ทั้งหมดหรือบางส่วนไปแล้ว ก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ โดยให้ถือว่าผู้นั้นมิเคยถูกลงโทษหรือลงทัณฑ์ทางวินัยในกรณีนั้นๆ กรณีที่หารือนี้ปรากฏว่าท่านได้กระทำผิดทางวินัยและถูกลงโทษให้ออกจากราชการก่อนวันที่ 5 ธันวาคม 2530 ท่านจึงได้รับการล้างมลทินตามนัยมาตรา 5 ของพระราชบัญญัติดังกล่าวโดยถือว่าท่านมิได้เคยถูกลงโทษให้ออกจากราชการมาก่อน

ปัญหาข้อที่ 2 และข้อที่ 3ที่หารือว่า หากท่านได้รับการล้างมลทิน ท่านจะมีสิทธิขอกลับเข้ารับราชการในกรม ก. ได้อีกหรือไม่ และจะมีโอกาสมากน้อยเพียงใด การทำเรื่องขอกลับเข้ารับราชการนั้น จะต้องอ้างข้อกฎหมายหรือเหตุผลประการใดบ้าง นั้น

ขอเรียนว่า มาตรา 57 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2518 ได้บัญญัติเรื่องการขอบรรจุกลับเข้ารับราชการไว้ว่า “ข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ใดออกจากราชการไปแล้ว และไม่ใช่เป็นกรณีออกจากราชการในระหว่างทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ ถ้าสมัครเข้ารับราชการและทางราชการต้องการจะรับผู้นั้นเข้ารับราชการ ให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา 44 สั่งบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งและรับเงินเดือนตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.พ.กำหนด” ดังนั้น ท่านจึงมีสิทธิยื่นเรื่องขอกลับเข้ารับราชการได้ตามมาตรา 57 ดังกล่าว ส่วนโอกาสที่ท่านจะได้รับการบรรจุกลับเข้ารับราชการจะมีมากน้อยเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับการพิจารณาของผู้มีอำนาจตามมาตรา 44 (ประการสำคัญ ในเวลานั้นต้องมีตำแหน่งว่างตรงกับคุณวุฒิการศึกษาของผู้ขอกลับเข้ารับราชการและทางราชการประสงค์จะรับผู้นั้นเข้ารับราชการ)

ประเด็นที่ 4 ที่หารือว่า การยื่นเสนอเรื่องขอบรรจุกลับเข้ารับราชการจะต้องยื่นที่กรม หรือกระทรวง หรือก.พ.และใครเป็นผู้มีอำนาจสั่งการในเรื่องนี้ หรือจะต้องผ่านการพิจารณาตามลำดับขั้นทั้งหมด

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันอาทิตย์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

“สำคัญที่สุดคืออำนาจของประชาชน ที่จะร่วมแรงร่วมใจกันสร้างเมืองของตัวเอง ไม่มีใครรักบ้านเมืองเรามากกว่าคนที่เกิดที่นั่นและจะตายที่นั่น ดังนั้น สำคัญที่สุดคือบ้านเกิดเมืองนอน”

นายเนวิน ชิดชอบ

ประธานบริหารสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

เขย่าแพทยสภา ‘หมอตุลย์-สมชัย’จี้อย่าเลื่อน โชว์ผลสอบหมอรักษา‘แม้ว’

เขย่าแพทยสภา ‘หมอตุลย์-สมชัย’จี้อย่าเลื่อน โชว์ผลสอบหมอรักษา‘แม้ว’

เขย่าแพทยสภา ‘หมอตุลย์-สมชัย’จี้อย่าเลื่อน โชว์ผลสอบหมอรักษา‘แม้ว’

วันเสาร์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2568, 22.50 น.

เขย่าแพทยสภา

‘หมอตุลย์-สมชัย’จี้อย่าเลื่อน โชว์ผลสอบหมอรักษา‘แม้ว’

แพทย์รักษาเทวดาแม้วชั้น 14 สะดุ้ง “หมอตุลย์-อดีตกกต.สมชัย” จี้อย่าเลื่อนการประกาศผลสอบจริยธรรมแพทย์ ข้องใจเล่นขายของกันหรือเปล่า

วันที่ 5 เมษายน 2568 มีรายงานว่า ในวันอังคารที่ 8 เมษายน 2568 เวลา 10.00 น. ที่สำนักงานแพทยสภา นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสมาชิกแพทยสภา เตรียมเดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อกรรมการแพทยสภา เพื่อทบทวนกรณีที่มีการประกาศเลื่อนการพิจารณาผลสอบด้านจริยธรรมของแพทย์โรงพยาบาลราชทัณฑ์ และโรงพยาบาลตำรวจ ที่เกี่ยวข้องกับการรักษานักโทษชายทักษิณ ชินวัตร

โดยในหนังสือดังกล่าว นพ.ตุลย์ ระบุว่า ขณะนี้สังคมกำลังจับตามองแพทยสภาอย่างใกล้ชิด กรณีมาตรฐานการรักษาและจริยธรรมทางการแพทย์ ในช่วงที่นายทักษิณได้รับการรักษานอกเรือนจำ เป็นเวลานานถึง 180 วัน ตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2567 จนถึง 18 กุมภาพันธ์ 2568 โดยไม่มีการส่งตัวกลับไปยังเรือนจำ แม้พ้นภาวะวิกฤตแล้วก็ตาม

นพ.ตุลย์ แสดงความไม่เห็นด้วยต่อการที่แพทยสภาประกาศเลื่อนพิจารณาเรื่องดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่าได้รับเอกสารเพิ่มเติมจากราชทัณฑ์และโรงพยาบาลตำรวจจำนวนมาก หลังพ้นกำหนดส่งเอกสารเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2568 ซึ่งอาจสร้างความเคลือบแคลงใจแก่ทั้งในวงการแพทย์และสาธารณชน และส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของแพทยสภาอย่างรุนแรง

“ผมขอเรียกร้องให้กรรมการแพทยสภาทุกท่านไม่รับฟังเอกสารที่ส่งล่าช้ากว่ากำหนด และดำเนินการพิจารณาเรื่องนี้ตามแผนเดิมในการประชุมวันที่ 10 เมษายน 2568 เพื่อรักษาชื่อเสียงขององค์กร หากจำเป็นต้องเลื่อนออกไป ควรไม่เกินการประชุมครั้งถัดไป” นพ.ตุลย์ระบุในหนังสือ

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงกรณีแพทยสภาเลื่อนการพิจารณาผลสอบจริยธรรมแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับการรักษานักโทษชายทักษิณ ชินวัตร ณ ชั้น 14 ของโรงพยาบาลตำรวจ

โดยระบุว่า เลื่อน เพราะเพิ่งได้เอกสารจาก รพ. ตำรวจมาใหม่ เมื่อ 1 เมษายน 2568 ทั้ง ๆ ที่กำหนด dead line ส่งเอกสาร ตั้งแต่ 15 มกราคม 2568 พ้นเส้นตาย ก็พิจารณาเท่าที่ส่งหลักฐานสิครับ หากเลื่อนเพราะมีเอกสารมาใหม่ เข้าเหลี่ยมคนบางคนสิครับ กำลังจะตัดสิน ก็ส่งเอกสารใหม่ ร้อยปีก็ไม่จบ นี่ระดับแพทยสภา หรือ เล่นขายของกัน

ทหารเมียนถล่มชาวบ้านตาย3

กรณีกองทัพเมียนมาประกาศหยุดยิงต่อฝ่ายต่อต้านเพื่อให้มีการช่วยเหลือผู้ประสบภัยเหตุแผ่นดินไหว ล่าสุดเมื่อวานนี้ กองทัพอากาศเมียนมาได้ใช้เฮลิคอปเตอร์ บินโจมตีราษฎรชาวคาเรนนี เสียชีวิต 3 รายและ ทหารอีก 1 นาย

เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2568 แหล่งข่าวผู้นำระดับสูงกองทัพกะเหรี่ยงคาเรนนี KA เปิดเผยต่อผู้สื่อข่าวว่า เมื่อวันที่ 4 เม.ย.2568 เวลาประมาณ 14.00 น. กองทัพอากาศเมียนมา ได้ส่งเฮลิคอปเตอร์บินมาโจมตี หมู่บ้านระหว่าง บ้านปีเก้ง กับบ้านโกกุ เมืองโมเบีย ส่งผลให้มีราษฎรชาวคาเรนนีเสียชีวิต 3 ราย และทหาร KA อีก 1 นาย รวมเสียชีวิตจำนวน 4 ราย และผลจากการโจมตีด้วยการทิ้งระเบิด จำนวน 2 ลูก ทำให้เกิดไฟไหม้บ้านเรือนราษฎรไปอีก 4 หลัง

แหล่งข่าว กล่าวต่อไปว่า เหตุโจมตีของทหารเมียนมาในครั้งนี้ ถือว่าเป็นการละเมิดคำพูดของตัวเองของกองทัพเมียนมาว่าจะยุติการโจมตีต่อฝ่ายต่อต้านเพื่อให้มีการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ผู้ประสบภัยเหตุแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ทางด้านกองทัพคาเรนนีขอแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ตม.อุบลราชธานีจับแก๊งขนยาเสพติด

5 เมษายน 2568 ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.วริศร์สิริภ์ ลีละสิริ ผบก.ตม.4 , พ.ต.อ.พิษณุ สิทธิฑูรย์ ผกก.ตม.จว.อุบลราชธานี สั่งการให้ชุดสืบสวนปราบปราม บูรณาการร่วมหน่วยงานความมั่นคง ออกตรวจสอบพื้นที่ เพื่อป้องกันปราบปรามอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 และกฎหมายอื่นๆ

ต่อมา พ.ต.ท.สมพัฒน์ อุ่นคำ รอง ผกก.ตม.จว.อุบลราชธานี , พ.ต.ต.หญิง วาสนา เทพประสิทธิ์ สว.ตม.อุบลราชธานี พร้อมชุดสืบสวน แถลงผลการจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับคดีสำคัญตามนโยบายรัฐบาล และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ที่สั่งการให้ระดมกวาดล้างอาชญากรรม

สืบเนื่องจากชุดสืบสวน ตม.จว.อุบลราชธานี จัดชุดเคลื่อนที่เร็วเฝ้าจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ โดยขณะเตรียมการปฏิบัติ ณ จุดผ่านแดนถาวรช่องเม็ก พบ น.ส.รมย์นลิน อายุ 26 ปี ชาวอุบลราชธานี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดอำนาจเจริญ ข้อหา “ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษ” ซึ่งทาง ตร. ต้องการตัว เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการลักลอบขนยาเสพติด ส่งตัวให้ สภ.ชานุมาน ดำเนินตามกฏหมายต่อไป โดยการปฏิบัติเป็นไปตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและกระทำให้บุคคลสูญหาย

‘วิรังรอง’ชวนคนไทย คัดค้านตั้งกาสิโนในไทย 8เม.ย. มาตามนัดที่ลานพระบรมรูป2รัชกาล

'วิรังรอง'ชวนคนไทย คัดค้านตั้งกาสิโนในไทย 8เม.ย. มาตามนัดที่ลานพระบรมรูป2รัชกาล

‘วิรังรอง’ชวนคนไทย คัดค้านตั้งกาสิโนในไทย 8เม.ย. มาตามนัดที่ลานพระบรมรูป2รัชกาล

วันเสาร์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2568, 21.27 น.

วิรังรอง ทัพพะรังสี ชวนคนไทย คัดค้านตั้งกาสิโนในไทย 8 เม.ย.68 มาตามนัดที่ลานพระบรมรูป 2 รัชกาล

5 เม.ย.68  วิรังรอง ทัพพะรังสี ประธานเครือข่ายมหาวิทยาลัยเพื่อการปฏิรูปประเทศ โพสต์เฟซบุ๊ก ขอเชิญพี่น้องปวงชนชาวไทยที่คัดค้าน ไม่เห็นด้วยกับการจัดตั้งกาสิโนในประเทศไทย พร้อมใจพบกันในวันอังคารที่ 8 เมษายน พ.ศ.2568 เวลาประมาณ 17.00 น.-18.00 น. ณ ลานพระบรมราชานุสาวรีย์สองรัชกาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อทำพิธีสักการะพระบรมรูปสองรัชกาล น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของบูรพกษัตริย์ไทยที่ได้ปกป้องทำนุบำรุงประเทศชาติและศาสนาเพื่อพวกเราชนรุ่นหลัง ขอบารมีพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ทรงปกป้องเยาวชนไทยและชาติบ้านเมืองให้พ้นจากการมอมเมาและจากสิ่งชั่วร้ายต่างๆ

นอกจากนี้ จะเป็นโอกาสอันดี ที่พวกเราจะได้ถวายสัตย์ปฏิญาณตนต่อหน้าพระบรมรูปสองรัชกาล ว่าจะเดินตามพระราชปณิธานของบูรพกษัตริย์ไทย ครองตนเป็นคนดี ไม่หมกมุ่นมัวเมาในสิ่งอบายมุข ต่อต้านการจัดสร้างกาสิโน เป็นเสาหลักของแผ่นดิน ร่วมกันปกป้องทำนุบำรุงชาติศาสนาและพระมหากษัตริย์ เพื่อคนรุ่นหลังสืบไป

แม้คณะผู้จัดกิจกรรมครั้งนี้จะเป็นนิสิตเก่าจุฬาฯ แต่การจัดงานครั้งนี้พวกเราจัดในนามประชาชนที่คัดค้าน ไม่เห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร และมีความต้องการให้รัฐบาลถอดถอน ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว ดังนั้นหากท่านใดสามารถมาร่วมกับพวกเราได้เรายินดีเชิญเข้าร่วม ครั้งนี้ไม่มีการลงชื่อใด ๆ ในการคัดค้าน แต่พวกเราจะออกมาแสดงตัวเป็น ๆ ให้รัฐบาลเห็นว่าพวกเราไม่เห็นด้วย

กิจกรรมครั้งนี้จะเรียบง่าย ท่านที่เห็นด้วยกับพวกเรา สามารถมาร่วมกิจกรรมได้โดยไม่ต้องแจ้งชื่อ ท่านสามารถทำป้ายชื่อกลุ่ม จังหวัด สถาบัน หรือองค์กร ขนาดพอประมาณไม่เกะกะบังสายตาผู้ร่วมกิจกรรมที่อยู่ด้านหน้า โปรดติดตามข่าวสารเพิ่มเติมต่อไปทาง FB วิรังรอง ทัพพะรังสี

ขอบพระคุณค่ะ

นางพิมพ์ใจ โพธิภักติ

นางพูนศรี อดุลยพิเชฏฐ์

นางวิรงรอง ทัพพะรังสี

แม้จะกังวลเพียงใดแต่เราจะมาด้วยใจใส ๆ มาร่วมกันทำความดีพบปะคนดี ๆ ค่ะ

‘มทภ.4’แฉกลุ่มป่วนใต้เปลี่ยนเป้าหันมาโจมตีประชาชน เผย’บีอาร์เอ็น’ก่อเหตุมากสุด

'มทภ.4'แฉกลุ่มป่วนใต้เปลี่ยนเป้าหันมาโจมตีประชาชน เผย'บีอาร์เอ็น'ก่อเหตุมากสุด

‘มทภ.4’แฉกลุ่มป่วนใต้เปลี่ยนเป้าหันมาโจมตีประชาชน เผย’บีอาร์เอ็น’ก่อเหตุมากสุด

วันเสาร์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2568, 19.47 น.

‘มทภ.4’ แฉกลุ่มป่วนชายแดนใต้เปลี่ยนเป้าหันมาโจมตี ’ประชาชน’ – ‘บีอาร์เอ็น’ ก่อเหตุมากสุด ยันเข้มเดินหน้าขันน็อต ‘เฝ้าระวัง-ป้องกัน’ เสริมเขี้ยวเล็บ ‘ชคต.’ สานนโยบาย ‘คนพื้นที่รู้ดีสุด-ใช้ชุมชนช่วยเป็นหูเป็นตา’ ชี้คุยเจรจาสันติภาพ ต้องเข้ามาพร้อมกันทั้งหมด

5เมษายน 2568  เพจเฟสบุ๊ค “แนวหน้ามั่นคง” ของทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์ ได้สัมภาษณ์พิเศษ พล.ท.ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่4 (มทภ.4) ที่ค่ายเสนาณรงค์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ดำเนินรายการโดย นายเสริมสุข กษิติประดิษฐ์ หรือ เป๊ปซี่ 

โดยช่วงหนึ่งของการสัมภาษณ์เกี่ยวกับสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคโดยเฉพาะในช่วงรอมฎอนที่ผ่านมา พล.ท.ไพศาล กล่าวว่า พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ได้ลงพื้นที่มาติดตามการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการในพื้นที่ พร้อมทั้งให้กำลังใจ โดยครั้งนี้ที่คุยกันมีหลายประเด็น ประเด็นหลักคือการเกิดเหตุความไม่สงบในพื้นที่ จากเหตุการณ์สำคัญคือการเกิดเหตุยิงเจ้าหน้าที่อาสาสมัครรักษาดินแดน หรือ อส. ในพื้นที่ อ.สุไหงโกลก ซึ่งได้มีการวิเคราะห์เหตุ พร้อมทั้งให้คำแนะนำ ทั้งนี้ได้ตั้งข้อสังเกตว่า การมีกองข่าวในพื้นที่ และแจ้งเตือนเหตุที่เกิดเหตุหน้าอำเภอ ซึ่งด้านหลังเป็นที่ตั้งของอส.นั้น ให้เพิ่มมาตรการป้องกันอย่างเข้มงวดสำหรับสถานที่สำคัญต่างๆรวมทั้งโรงพัก แต่ในส่วนของเหตุลอบยิงเจ้าหน้าที่ได้วิเคราะห์ว่าเกิดความผิดพลาดอย่างไร ก็ได้ให้เพิ่มมาตรการเฝ้าระวัง ป้องกัน ลาดตระเวนเพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามมาลอบทำร้ายได้ 

“เรามีมาตรการด้านการข่าวทุกฐานปฏิบัติการอยู่แล้ว แต่อาจจะมีช่องว่างด้านความละเอียดของเจ้าหน้าที่จะต้องปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัด ทั้งฐานปฎิบัติการของฝ่ายทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ซึ่งเป็นเป้าหมายของฝ่ายตรงข้าม โดยในช่วงเวลาพักต่างๆของเจ้าหน้าที่อาจเป็นเวลาของฝ่ายตรงข้าม ดังนั้นจะต้องมีความระมัดระวังทั้งดูแลตนเอง ดูแลชุมชนดูแลพื้นที่” แม่ทัพภาคที่4 กล่าว

พล.ท.ไพศาล กล่าวต่อว่า สำหรับเป้าหมายที่ตั้งไว้ว่าในปี 2570 ที่จะมีการปรับกำลังพลออกและให้ชุดคุ้มครองตำบล เข้าไปดูแลในเรื่องความปลอดภัยในชุมชนนั้น ที่ผ่านมาหลังมีการจัดตั้งชุดคุ้มครองตำบล ได้มีการเพิ่มปริมาณงานมากขึ้นเรื่องมาตรการความปลอดภัย ส่วนเรื่องงานด้านการข่าว การเมือง อส.ยังคงใช้คนในพื้นที่ซึ่งมีประสิทธิภาพการทำงานสูงขึ้นมาตามลำดับ

“เมื่อเรามีการเสริมกำลังเข้มแข็ง ทางฝ่ายตรงข้ามก็มีการโจมตี โปรยใบปลิวให้ลาออก ซึ่งการที่เขาไม่นิ่งแสดงว่าการทำงานดังกล่าวมีผลต่อกระบวนการ  ยืนยันว่าจาการที่ ผบ.ทบ. ลงพื้นที่ใน อ.ยะหริ่ง จะสังเกตเห็นได้จากร่างกาย สีหน้า แววตา และการดูแลอาวุธ แสดงออกถึงความพร้อมของ อส.ในพื้นที่มีความเข้มแข็งและความพร้อมที่จะปฏิบัติงาน” แม่ทัพภาคที่4 กล่าว

เมื่อถามถึงการก่อเหตุคาร์บอมบ์ในพื้นที่อำเภอสุไหงโก-ลก พล.ท.ไพศาล กล่าวว่า ผบ.ทบ. ได้สอบถามถึงการปรับปรุง ซึ่งได้แจ้งให้ท่านทราบว่า ฝ่ายตรงข้าม ก่อนเกิดเหตุได้มีการแจ้งเตือนมา แต่ในการก่อเหตุได้นั่งรถกระบะและแต่งกายเป็นหญิงใส่ฮิญาบมา ซึ่งต้องระวังว่าอาจไม่ใช่ผู้ก่อเหตุแฝงตัวมาด้วย จึงได้ย้ำกำลังพลให้ตรวจสอบเรื่องนี้ด้วยความรอบคอบ

เมื่อถามว่าการก่อเหตุไม่สงบในช่วงรอมฎอนที่ผ่านมา กำลังพล ทั้งทหาร และตำรวจ ที่ถูกลอบยิงจะมีแผนพิทักษ์กำลังพลอย่างไร แม่ทัพภาคที่4 กล่าวว่า ที่ผ่านมาหลักๆในส่วนของทหารพราน และอส.นั้น พี่น้องประชาชนในพื้นที่มาช่วยราชการในการปฏิบัติหน้าที่ แต่เมื่อมีการลาพักกลับไปสู่ภูมิลำเนาของตนเองก็จะตกเป็นเป้าหมายในการก่อเหตุ ซึ่งผบ.ทบ. มีความเป็นห่วง จะต้องมีการดูแลทั้งในเรื่องของข่าวสารและคนในชุมชน หน่วยพิทักษ์กำลังพล ก็ต้องทราบเพื่อพิทักษ์กำลังคน อย่างไรก็ตาม ประชาชนในพื้นที่เป็นกำลังสำคัญหลักในการเป็นหูเป็นตา เพราะเขาคือคนในชุมชน

“ช่วงรอมฎอนถือศีลอดเมื่อช่วงปลายเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา เกิดเหตุคาร์บอมเมื่อเทียบกับปี 67 จำนวนครั้งเท่ากัน มีผู้เสียชีวิตเท่ากัน แต่ประชาชนบาดเจ็บมากขึ้น รอมฎอนปีนี้พี่น้องประชาชนได้บาดเจ็บเกือบ 30 คน จากเหตุการณ์คาร์บอมบ์ที่อ.สุไหงโกลกและหน้าห้างบิ๊กซี อ.บันนังสตา แสดงว่ากลุ่มก่อเหตุไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนประชาชนมากขึ้น นับว่าเป็นเรื่องแปลก จากเดิมที่กลุ่มก่อเหตุมักจะก่อเหตุกับเจ้าหน้าที่” พล.ท.ไพศาล ระบุ

พล.ท.ไพศาล กล่าวว่า ที่อำเภอเมืองพังงาพบว่าผู้ที่ถูกจับกุมครอบครองอาวุธปืนอาก้า 4 กระบอก เป็นปืนที่ปล้นมาจากเจ้าหน้าที่เมื่อปี 2559 และนำมาใช้ก่อเหตุ 2ครั้ง คาดว่าน่าจะเป็นเรื่องผลประโยชน์การเมืองท้องถิ่น แต่ปืน 2 ใน 4 กระบอก เคยก่อเหตุในจังหวัดนราธิวาส ซึ่งตามข่าวพาดพิงว่า เกี่ยวข้องกับขบวนการก่อเหตุร้าย แต่ผู้ที่ถูกจับกุมได้ให้การปฏิเสธ 

เมื่อถามถึงการเจรจาสันติภาพกับกลุ่มมารา ปาตานี ที่คาดว่าจะเริ่มการพูดคุยช่วงรอมฎอน จะมีกลุ่มบีอาร์เอ็น หรือกลุ่มอื่นๆเข้ามาเจรจาเพิ่มหรือไม่ แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวว่า หากเป็นกลุ่มอื่นๆที่มีศักยภาพก็ต้องเข้ามาคุย ที่อาจเป็นกลุ่มที่มีการเคลื่อนไหว แต่ไม่ชัดเจน ดังนั้นการพูดคุยจะต้องเข้ามาพร้อมกัน ขณะนี้เรารู้ว่ากลุ่มที่ก่อเหตุเป็นกลุ่มบีอาร์เอ็นเกือบทั้งหมด ส่วนกลุ่มอื่นๆก็อยากมีส่วนร่วมในการคุยรอบลึกๆ

เมื่อถามถึงกรณีที่ผบ.ทบ.ได้ลงไปดูการเกณฑ์ทหารในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ พล.ท.ไพศาล กล่าวว่า รัฐบาล และกองทัพไทยใช้นโยบายเป็นทหารอาสาสมัครใจเป็น ซึ่งมีการสมัครทั้งผ่านทางออนไลน์ และ on site เข้ามาที่สัสดีอำเภอ หรือแม้แต่วันที่มีทำการตรวจเลือกก็ยังสามารถเดินทางเข้ามาได้ ครั้งนี้ท่านได้มาที่อำเภอคลองหอยโข่ง จังหวัดสงขลา ก็ยังมีผู้เดินทางเข้ามาสมัครเข้ามาจำนวนมากในขณะที่มีการรับเพียง 24 คน แต่มีผู้สมัครไปแล้ว 20 คน

เมื่อถามว่า ได้กำชับให้นายทหารดูแลทหารเกณฑ์อย่างไร แม่ทัพภาคที่4 กล่าวว่า สิ่งที่เป็นห่วงคืออาการป่วย ซึ่งอาจจะเป็นภาพรวมของประเทศไทยคือคนไทยอ่อนแอมากขึ้น โดยผู้ที่มาสมัครเป็นทหารเกณฑ์พบว่ามีการใช้ยาเสพติด ซึ่งพ่อแม่ต้องการให้มีการสมัครเพื่อรักษาที่หน่วยทหาร ซึ่งคณะกรรมการฝ่ายทหารและฝ่ายการแพทย์ต้องปฏิบัติการกันอย่างเข้มแข็งและละเอียดลออ ที่ผ่านมา การลงโทษที่ไม่อยู่ในอำนาจและขอบเขต ผังการใช้ความรุนแรงต่างๆนั้นทางกองทัพบกได้มีการอบรมหน่วยต่างๆ มีข้อระเบียบปฏิบัติต่างๆมากขึ้น

‘ทักษิณ’พบ‘ไรอัน กิ๊กส์’โดยบังเอิญกลางห้างดัง

‘ทักษิณ’พบ‘ไรอัน กิ๊กส์’โดยบังเอิญกลางห้างดัง

‘ทักษิณ’พบ‘ไรอัน กิ๊กส์’โดยบังเอิญกลางห้างดัง

วันเสาร์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2568, 19.11 น.

เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2568 เฟซบุ๊ค Ing Shinawatra Forever โพสต์ภาพพร้อมข้อความระบุว่า ไรอัน กิ๊กส์ ปีกพ่อมดในตำนานของทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และผู้บริหาร Influos บังเอิญเจอ ”นายกอุ๊งอิ๊ง“ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ One Bangkok ซึ่งได้มีการพูดคุยกันเล็กน้อย ก่อนจะมีกิจกรรม Living Legend Thailand ที่จัดขึ้นโดย INFLUOS ในวันที่ 5 และ 6 เมษายนนี้