เปิดคำทำนายหมอดูพม่า แผ่นดินไหวสะกาย-มัณฑะเลย์ เป็นจุดจบของรัฐบาลทหาร “มิน อ่องหล่าย”

เปิดคำทำนายหมอดูพม่า แผ่นดินไหวสะกาย-มัณฑะเลย์ เป็นจุดจบของรัฐบาลทหาร "มิน อ่องหล่าย"

2 เม.ย. 2568 11:26 น.

เปิดคำทำนายหมอดูพม่า แผ่นดินไหวสะกาย-มัณฑะเลย์ เป็นจุดจบของรัฐบาลทหาร “มิน อ่องหล่าย”

  • ชาวพม่าส่วนใหญ่กับความเชื่อในทางโหราศาสตร์ การเคารพบูชาภูตผี เป็นสิ่งที่อยู่คู่กันมานาน และมีบทบาทสำคัญอย่างมากในสังคมพม่า รวมถึงมีการตีความที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 มีนาคม ที่ผ่านมา ซึ่งมีแรงสั่นสะเทือนขนาด 7.7 ครอบคลุมหลายพื้นที่ในพม่า โดยเฉพาะที่ เมืองมัณฑะเลย์ และ เมืองสะกาย ซึ่งมีผู้เสียชีวิตรวมกันกว่า 2,700 คน และผู้บาดเจ็บจำนวนมาก 
  • แผ่นดินไหวเกิดขึ้นเพียง 1 วันหลังจากที่มิน ออง หล่าย เป็นประธานพิธีวันกองทัพแห่งชาติ ท่ามกลางสงครามกลางเมืองที่ดำเนินมานานถึง 4 ปี และมีประชาชนเสียชีวิตจากปฏิบัติการทางทหารของรัฐบาล กว่า 6,000 ศพ ขณะที่หลายคนมองว่า แผ่นดินไหวรุนแรงครั้งนี้ เป็นลางร้ายของรัฐบาลทหารพม่า 
  • ภัยพิบัติแผ่นดินไหวในพม่าทำให้หลายคนเชื่อว่า รัฐบาลทหารของมิน ออง หล่าย อาจถึงจุดสิ้นสุด เพราะสัญญาณจากเหตุการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงวันขึ้น 15 ค่ำ ซึ่งถือเป็นการสอดคล้องกับความเชื่อในทางโหราศาสตร์ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงในรัฐบาลและการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอนาคต


ผู้เชี่ยวชาญด้านโหราศาสตร์หลายคนในเมียนมา (พม่า) มองว่าแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นถือเป็น “การลงโทษจากธรรมชาติ” ต่อรัฐบาลทหาร ภายใต้การนำของพลเอกอาวุโสมิน ออง หล่าย เนื่องจากเขาเคยแสดงออกถึงความเชื่อในโหราศาสตร์ในการปกครอง เช่น การทำพิธีกรรมทางศาสนาเพื่อขอพรให้มีอำนาจยาวนานในช่วงที่เกิดพายุไซโคลน โมคา (Mocha) เมื่อปี 2023 โดยในขณะนั้นเขาเลือกที่จะไปทำพิธีกรรมทางศาสนาแทนที่จะให้ความสนใจต่อประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติที่เกิดขึ้น 

สำนักข่าวอิระวดี เคยรายงานเกี่ยวกับบทบาทของมิน อ่องหล่าย ในการไม่ใส่ใจช่วยเหลือประชาชน แต่กลับเอาเวลาไปทำพิธีกรรมยิ่งใหญ่ที่เมืองเชียงตุง รัฐฉาน เป็นเวลานายนับสัปดาห์ ว่าเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของความหลงใหลของเขาที่มีต่อพิธีกรรมความเชื่อเพื่อปัดเป่าสิ่งไม่ดีและความโชคร้ายออกไป

เปิดคำทำนายหมอดูพม่า แผ่นดินไหวสะกาย-มัณฑะเลย์ เป็นจุดจบของรัฐบาลทหาร "มิน อ่องหล่าย"

สังคมพม่ากับความเชื่อด้านโหราศาสตร์
ในพม่า การนับถือผี และคำทำนายด้านโหราศาสตร์เป็นส่วนสำคัญในชีวิตประจำวันของประชาชนและผู้นำรัฐบาล หลายครั้งที่การตัดสินใจทางการเมืองหรือทางทหารของผู้นำถูกแนะนำหรือพิจารณาผ่านคำทำนายจากนักโหราศาสตร์ ซึ่งหลายคนเชื่อว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเช่นนี้อาจเป็นสัญญาณที่ชี้ว่า การเปลี่ยนแปลงในรัฐบาลทหารกำลังจะเกิดขึ้น

ช่วง 1 เดือนก่อนเกิดแผ่นดินไหว บนโซเชียลมีเดียของชาวพม่า มีการแชร์อย่างกว้างขวางถึงคำทำนายของนักโหราศาสตร์ชื่อดังคนหนึ่งที่ระบุว่า เมืองมัณฑะเลย์จะถูกทำลายย่อยยับ มีสภาพไม่ต่างจากซีเรีย และเผด็จการทหารพม่าจะล่มสลายในไม่ช้า โดยผู้นำพม่าจะต้องแก้เคล็ดด้วยการลาออกเพื่อปกป้องเมืองมัณฑะเลย์ ไม่เช่นนั้นก็จะพังทลายทั้งเมืองและมนุษย์

ขณะเดียวกันยังมีรายงานว่า คำทำนายในทางโหราศาสตร์ได้กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงในผู้นำรัฐบาลทหาร หากพลเอกอาวุโส มิน ออง หล่าย ไม่ยอมลงจากตำแหน่ง

ขณะที่มิน ออง หล่าย เป็นที่รู้กันดีว่าเชื่อในไสยศาสตร์และโหราศาสตร์ เช่นเดียวกับผู้นำเผด็จการทหารรุ่นก่อนอย่าง เน วิน ที่เคยเปลี่ยนสกุลเงินของประเทศตามคำทำนาย และพลเอกอาวุโวตาน ฉ่วย ที่เคยสั่งให้ชาวนาปลูกดอกทานตะวันเพื่อเสริมอำนาจ

อดีตนายทหารเมียนมาผู้ไม่ประสงค์ออกนามให้สัมภาษณ์ว่า กองทัพพม่าปลูกฝังให้ทหารเชื่อในเครื่องรางของขลัง โดยเชื่อว่าพวกเขาจะไม่ตายในสนามรบ ตลอดระยะเวลาที่กองทัพยึดอำนาจ ประเทศต้องเผชิญกับความสูญเสียอย่างมหาศาล และครั้งนี้ธรรมชาติกำลังลงโทษเขาอย่างสาสม

เปิดคำทำนายหมอดูพม่า แผ่นดินไหวสะกาย-มัณฑะเลย์ เป็นจุดจบของรัฐบาลทหาร "มิน อ่องหล่าย"

แผ่นดินไหวรุนแรงกับมุมมองด้านโหราศาสตร์ 

นักโหราศาสตร์ในเมืองมัณฑะเลย์เผยว่า แผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดขึ้นในวันศุกร์ตรงกับคืนเดือนมืด ซึ่งในทางโหราศาสตร์ถือเป็นสัญญาณของวิกฤติ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและการเมือง อาจมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในรัฐบาล และอาจหมายถึงการสิ้นสุดอำนาจของมิน ออง หล่าย

นอกจากนี้ แผ่นดินไหวเกิดขึ้นเพียง 1 วันหลังจากที่มิน ออง หล่าย เป็นประธานพิธีวันกองทัพแห่งชาติ ท่ามกลางสงครามกลางเมืองที่ดำเนินมานานถึง 4 ปี และมีประชาชนกว่า 6,000 ศพเสียชีวิตจากปฏิบัติการทางทหารของรัฐบาล

เปิดคำทำนายหมอดูพม่า แผ่นดินไหวสะกาย-มัณฑะเลย์ เป็นจุดจบของรัฐบาลทหาร "มิน อ่องหล่าย"


สถานการณ์ปัจจุบันในพม่า
สถานการณ์ในพม่าในช่วงนี้ยากลำบากมาก เนื่องจากรัฐบาลทหารเผชิญกับฝ่ายต่อต้าน และมีการโจมตีทางทหารในสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2021 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากและผลกระทบต่อประชาชนที่เพิ่มขึ้นทุกวัน

หลายฝ่ายเชื่อว่าเหตุการณ์แผ่นดินไหวในพม่าครั้งนี้อาจเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญทางการเมืองในพม่า โดยเฉพาะการล่มสลายของรัฐบาลทหาร และเป็นการยืนยันถึงความเชื่อในโหราศาสตร์ที่มีบทบาทสำคัญในสังคมพม่า ทั้งนี้ยังมีการคาดการณ์ว่า หากพลเอกมิน ออง หล่าย ยังคงปกครองต่อไป พม่าอาจต้องเผชิญกับความพินาศครั้งใหญ่ยิ่งขึ้นทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ.

สว.สหรัฐฯ สปีชมาราธอน 25 ชม. 4 นาที ประท้วงเชิงสัญลักษณ์ ปธน.ทรัมป์

สว.สหรัฐฯ สปีชมาราธอน 25 ชม. 4 นาที ประท้วงเชิงสัญลักษณ์ ปธน.ทรัมป์

2 เม.ย. 2568 11:11 น.

สว.สหรัฐฯ สปีชมาราธอน 25 ชม. 4 นาที ประท้วงเชิงสัญลักษณ์ ปธน.ทรัมป์

นายคอรี บุ๊กเกอร์ วุฒิสมาชิกสหรัฐฯ ทำลายสถิติการกล่าวสุนทรพจน์ที่ยาวนานที่สุดในวุฒิสภา โดยใช้เวลาไปมากกว่า 25 ชม.

นายคอรี บุ๊กเกอร์ วุฒิสมาชิกสหรัฐฯ ทำลายสถิติการกล่าวสุนทรพจน์ที่ยาวนานที่สุดในวุฒิสภา โดยใช้เวลาไปมากกว่า 25 ชม. โดยคำปราศรัยมาราธอนของพรรคเดโมแครตแห่งรัฐนิวเจอร์ซี ซึ่งเป็นการประท้วงเชิงสัญลักษณ์ต่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยเตือนว่าจะมีเหตุการณ์ “ร้ายแรงและเร่งด่วน” ในประวัติศาสตร์อเมริกา สิ้นสุดลงหลังจากกล่าวสุนทรพจน์นานถึง 25 ชั่วโมง 4 นาที

แม้ว่าจะไม่ใช่สิ่งที่เรียกว่า “ฟิลิบัสเตอร์” (Filibuster) หรือการอภิปรายที่ใช้เวลานานมากกว่าปกติของสมาชิกเสียงข้างน้อย เพื่อถ่วงการออกกฎหมายที่เสียงข้างน้อยไม่เห็นด้วย แต่ก็ทำให้การดำเนินการของสภานิติบัญญัติในวุฒิสภาที่พรรครีพับลิกันควบคุมอยู่ต้องล่าช้าออกไป โดยกฎสำหรับการกล่าวสุนทรพจน์ดังกล่าวกำหนดให้ผู้กล่าวสุนทรพจน์ต้องยืนและงดเว้นการพักเข้าห้องน้ำ

สถิติก่อนหน้านี้เป็นของนายสตรอม เธอร์มอนด์ วุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกัน ซึ่งกล่าวสุนทรพจน์ต่อต้านพระราชบัญญัติสิทธิพลเมืองนานถึง 24 ชั่วโมง 18 นาทีในปี 1957

นายบุ๊กเกอร์กล่าวว่าเขาจะกล่าวสุนทรพจน์นานเท่าที่ร่างกายจะแข็งแรงได้ โดยเริ่มกล่าวสุนทรพจน์เมื่อเวลาประมาณ 19:00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของเย็นวันที่ 31 มี.ค. และกล่าวสุนทรพจน์ปิดท้ายเมื่อเวลา 20:06 น. ของวันที่ 1 เม.ย.

นายบุ๊กเกอร์วัย 55 ปี ซึ่งเป็นสมาชิกพรรคเดโมแครตอันดับสี่ในสภา ได้ใช้เวลาไปกับการอ่านจดหมายจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ระบุว่าตนได้รับอันตรายจากนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์ อดีตผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีรายนี้ยังใช้เวลาไปกับการพูดคุยเกี่ยวกับกีฬา ท่องบทกวี และตอบคำถามจากเพื่อนร่วมงาน

นายบุ๊กเกอร์ ซึ่งเป็นคนอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน กล่าวถึงรากเหง้าของเขาว่าเป็นลูกหลานของทั้งทาสและเจ้าของทาส เขากล่าวว่า “ผมมาที่นี่เพราะแม้ว่าเขาจะมีอำนาจมากเพียงใด แต่ประชาชนก็มีอำนาจมากกว่า” โดยอ้างถึงคำปราศรัยของนายเธอร์มอนด์ ผู้สนับสนุนการแบ่งแยกสีผิวเมื่อ 68 ปีที่แล้ว

เมื่อถึงจุดสำคัญ บุคเกอร์กล่าวว่าเขาจะ “จัดการกับความเร่งด่วนทางชีววิทยาบางอย่างที่ผมรู้สึก”

เขาสามารถผ่อนคลายขากรรไกรของเขาได้ดีในระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์โดยตอบคำถามจากเพื่อนร่วมงาน รวมถึงผู้นำเสียงข้างน้อยในวุฒิสภาชัค ชูเมอร์ จากรัฐนิวยอร์ก วุฒิสมาชิกดิก เดอร์บิน จากรัฐอิลลินอยส์ และวุฒิสมาชิกเคิร์สเตน กิลลิแบรนด์ จากรัฐนิวยอร์ก

พรรคเดโมแครตซึ่งขณะนี้ไม่มีอำนาจในทำเนียบขาว วุฒิสภา และสภาผู้แทนราษฎร ได้สนับสนุนการประท้วงเชิงสัญลักษณ์ของบุ๊กเกอร์

การกล่าวสุนทรพจน์ของบุ๊กเกอร์ยังถือเป็นการกล่าวสุนทรพจน์ที่ยาวนานที่สุดในวุฒิสภา นับตั้งแต่การอภิปรายไม่ไว้วางใจซึ่งกินเวลานานถึง 21 ชั่วโมงในปี 2013 โดยวุฒิสมาชิกเท็ด ครูซ จากรัฐเท็กซัส ซึ่งสังกัดพรรครีพับลิกัน เพื่อต่อต้านนโยบายโอบามาแคร์

ครูซบอกกับสำนักข่าวซีบีเอส ว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นความท้าทายทางร่างกาย โดยเขาสวมรองเท้าที่สบายและพยายามดื่มน้ำให้น้อยที่สุด ซึ่งเขาอธิบายว่าวิธีการนี้ “ถ้าไม่มีอะไรเข้า ก็ไม่มีอะไรออก”.

ที่มา BBC

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

ทรัมป์ไม่แคร์ เดินหน้า ปลดจนท.หน่วยงานสาธารณสุขนับหมื่น

ทรัมป์ไม่แคร์ เดินหน้า ปลดจนท.หน่วยงานสาธารณสุขนับหมื่น

2 เม.ย. 2568 09:58 น.

ทรัมป์ไม่แคร์ เดินหน้า ปลดจนท.หน่วยงานสาธารณสุขนับหมื่น

รัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์เริ่มปลดพนักงานจำนวน 10,000 คน ในหน่วยงานด้านสาธารณสุขของสหรัฐฯ โดยมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยปิดกั้นไม่ให้พนักงานบางคนเข้าไปในสำนักงาน เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่พวกเขาได้รับหนังสือเลิกจ้าง

การปลดพนักงานครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อหน่วยงานสำคัญหลายแห่งภายใต้กระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษย์ของสหรัฐฯ (HHS) รวมถึง องค์การอาหารและยา (FDA), ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) และ สถาบันสุขภาพแห่งชาติ (NIH) โดยเป็นส่วนหนึ่งของแผนการของประธานาธิบดีทรัมป์และ อีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีผู้สนับสนุนเขาเพื่อลดขนาดรัฐบาลกลางและลดค่าใช้จ่าย

โรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของสหรัฐฯ ระบุว่าการปลดพนักงานครั้งนี้มีความจำเป็น เพื่อลดขนาดระบบราชการที่เทอะทะ

อย่างไรก็ตาม การปลดพนักงานครั้งนี้ยังรวมถึง การเลิกจ้างนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำ ที่ดูแลด้านสาธารณสุข การวิจัยโรคมะเร็ง และการอนุมัติวัคซีนและยา ซึ่งทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความสามารถของสหรัฐฯ ในการรับมือกับเหตุฉุกเฉินด้านสุขภาพ เช่น การระบาดของโรคหัดและไข้หวัดนกที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ในขณะนี้

ทรัมป์ไม่แคร์ เดินหน้า ปลดจนท.หน่วยงานสาธารณสุขนับหมื่น

การปลดเจ้าหน้าที่ในครั้งนี้ รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่มีความสำคัญของหลายหน่วยงาน โดยองค์การอาหารและยาของสหรัฐฯ นายปีเตอร์ สไตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานยาใหม่ในศูนย์ประเมินและวิจัยยา ได้ลาออกเมื่อวันอังคาร หลังจากได้รับแจ้งว่าเขาจะถูกปลดออก

ไบรอัน คิง หัวหน้าศูนย์ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบของ FDA ถูกปลดเช่นกัน ตามอีเมลที่เขาส่งถึงพนักงาน FDA นอกจากนี้ ปีเตอร์ มาร์คส์ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของ FDA ที่ดูแลเรื่องวัคซีน ก็ถูกปลดออกก่อนหน้านี้เช่นกัน

พนักงาน FDA หลายคนลาออก และพนักงานที่ยังอยู่กล่าวว่าพวกเขากำลังประสบปัญหาในการปฏิบัติงานตามกำหนดเวลา

มีรายงานว่าในตัวเมืองวอชิงตัน พนักงานหลายคนถูก แจ้งให้ทราบว่าพวกเขาถูกปลดออกจากงาน ขณะพยายามเข้าไปยังอาคารซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานหลายแห่งของ HHS โดยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยต้องทำหน้าที่แจ้งข่าวร้ายให้กับพนักงาน

พนักงาน FDA รายหนึ่งระบุว่าพนักงานที่มาถึงอาคารต้องแสดงบัตรประจำตัว และหากพวกเขาถูกปลดออก ก็จะได้รับตั๋วแจ้งเลิกจ้าง และถูกส่งกลับบ้าน โดยตั๋วแจ้งเลิกจ้างดังกล่าว มีหมายเลขโทรศัพท์ของ 10 หน่วยงาน ที่พนักงานสามารถติดต่อเพื่อขอรับอุปกรณ์ทำงานที่จำเป็น


มิทช์ เซลเลอร์ อดีตผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบของ FDA ระบุว่า การปลดพนักงานครั้งนี้ส่งผลให้สำนักงาน บริหารและกฎหมาย ของศูนย์นี้ ถูกยุบไปทั้งหมด ซึ่งสิ่งนี้อาจจะทำให้ FDA แทบจะไม่สามารถควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบได้เลย.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ทรัมป์

อุตุฯ อินเดียเตือนภัยประชาชนรับมือคลื่นความร้อนรุนแรงช่วงฤดูร้อนปีนี้

 อุตุฯ อินเดียเตือนภัยประชาชนรับมือคลื่นความร้อนรุนแรงช่วงฤดูร้อนปีนี้

2 เม.ย. 2568 09:44 น.

อุตุฯ อินเดียเตือนภัยประชาชนรับมือคลื่นความร้อนรุนแรงช่วงฤดูร้อนปีนี้

อุตุฯ อินเดียเตือนประชาชนเตรียมรับมือคลื่นความร้อนที่รุนแรงในฤดูร้อนนี้ โดยคาดว่าอุณหภูมิในหลายพื้นที่จะสูงกว่าปกติ ด้านผู้เชี่ยวชาญชี้ที่ผ่านมามีผู้เสียชีวิตจากความร้อนปีละหลายร้อยคน

วันที่ 2 เมษายน 2568 สำนักข่าว BBC รายงานว่า สำนักงานอุตุนิยมวิทยาของอินเดีย ประกาศเตือนประชาชน ให้เตรียมรับมือคลื่นความร้อนที่รุนแรงในฤดูร้อนนี้ โดยอุณหภูมิในหลายรัฐจะสูงกว่าปกติกระทบพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ ทำให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพของประชาชนและเกิดภาวะขาดแคลนน้ำกระทบต่อบรรดาเกษตรกร 

นายมรุตยันชัย โมหพัตรา หัวหน้ากรมอุตุนิยมวิทยาอินเดียกล่าวว่า ในปีนี้หลายรัฐจะประสบปัญหาคลื่นความร้อนมากขึ้นกว่าปกติโดยก่อนหน้านี้เริ่มเกิดสัญญาณเมื่อหลายรัฐในอินเดียรายงานอุณหภูมิขั้นต่ำเฉลี่ยรายสัปดาห์สูงกว่าปกติ 1-3 องศาเซลเซียสในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

โดยทุกปีมีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคนจากความร้อนที่รุนแรงในอินเดีย โดยภาคเกษตรกรรมก็ได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนน้ำ ในปี 2024 อินเดียได้บันทึกวันที่ร้อนที่สุดที่ 50.5 องศาเซลเซียสในเมืองชุรุ รัฐราชสถาน เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขของอินเดียรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตจากคลื่นความร้อน 143 รายระหว่างวันที่ 1 มีนาคมถึง 20 มิถุนายน

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญอิสระเชื่อว่าอินเดียไม่ได้รายงานการเสียชีวิตจากคลื่นความร้อนอย่างครบถ้วน โดยรายงาน Heat Watch 2024 ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตจากอาการฮีตสโตรก 733 รายใน 17 รัฐระหว่างเดือนมีนาคมถึงมิถุนายน 2024

ในปีนี้ รัฐอย่างอุตตรประเทศ ฌารขัณฑ์ ฉัตตีสครห์ และโอริสสาจะประสบปัญหาคลื่นความร้อนถึง 10-11 วันในช่วงฤดูร้อน โดยตั้งแต่เดือนเมษายนถึงมิถุนายน พื้นที่ส่วนใหญ่ของอินเดียตอนเหนือ ตะวันออก กลาง และที่ราบในภาคตะวันตกเฉียงเหนือคาดว่าจะประสบปัญหาคลื่นความร้อนเพิ่มขึ้นจากปกติประมาณ 2-4 วัน

ก่อนหน้านี้ บรรดาผู้เชี่ยวชาญของอินเดียออกมาเตือนว่า คลื่นความร้อนในอินเดียอาจกลายเป็นเรื่องปกติหากไม่มีการดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อจัดการกับปัญหาสภาพอากาศที่รุนแรง โดยอินเดียเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นอันดับ 3 ของโลก โดยอุตสาหกรรมต่างๆยังพึ่งพาถ่านหินในการผลิตไฟฟ้าเป็นหลัก ขณะที่ระบบการขนส่งต่างๆ กำลังทำให้มีการสะสมของคาร์บอนมอนอกไซด์ มีเทน และคลอโรคาร์บอน ที่เป็นอันตราย.

ระทึก เครื่องบินแอร์บัส ของแอร์เอเชีย ขัดข้องกลางอากาศต้องบินวกกลับไปลงจอดฉุกเฉินที่มาเลเซีย

ระทึก เครื่องบินแอร์บัส ของแอร์เอเชีย ขัดข้องกลางอากาศต้องบินวกกลับไปลงจอดฉุกเฉินที่มาเลเซีย

2 เม.ย. 2568 08:46 น.

ระทึก เครื่องบินแอร์บัส ของแอร์เอเชีย ขัดข้องกลางอากาศต้องบินวกกลับไปลงจอดฉุกเฉินที่มาเลเซีย

เกิดเหตุระทึก เครื่องบินแอร์บัส ของสายการบินแอร์เอเชีย พร้อมผู้โดยสารกว่า 170 คน ต้องบินวกกลับมาลงจอดฉุกเฉินในมาเลเซีย หลังพบปัญหาเครื่องยนต์ขัดข้องกลางอากาศ

วันที่ 2 เมษายน 2568 สำนักข่าวเอพี รายงานว่า เกิดเหตุเครื่องบินโดยสารแอร์บัส A320 สายการบินแอร์เอเชีย เที่ยวบิน AK-128 ที่ออกจากสนามบินนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ ของมาเลเซีย มุ่งหน้าสู่สนามบินนานาชาติเซินเจิ้น ของจีน เมื่อวันที่ 26 มีนาคมที่ผ่านมา ต้องบินวกกลับไปลงจอดฉุกเฉิน ที่สนามบินกัวลาลัมเปอร์ Terminal 2 หลังจากบินไปได้ประมาณ 2 ชั่วโมง เนื่องจากพบปัญหาเครื่องยนต์ขัดข้อง

สื่อท้องถิ่นของมาเลเซียรายงานว่า นักบินสามารถนำเครื่องบินลำนี้ ลงจอดได้อย่างปลอดภัยหลังจากการบินไปแล้ว 2 ชั่วโมง ผู้โดยสารทั้งหมด 171 คน และลูกเรือ 6 คนลงจากเครื่องบินอย่างปลอดภัย และถูกนำตัวไปยังเครื่องบินลำอื่นซึ่งล่าช้าไป 4 ชั่วโมง โดยเครื่องบินลำใหม่ออกเดินทางและถึงประเทศจีนในเวลา 7.51 น. ของวันที่ 27 มีนาคม

ขณะเดียวกันโลกออนไลน์มีการแชร์ภาพจากผู้โดยสารที่รอออกจากเครื่องบินหลังจากที่กลับมาถึงสนามบิน บางคนร้องไห้ และบางคนปรบมือด้วยความดีใจเมื่อเครื่องบินลงจอดอย่างปลอดภัย ขณะเดียวกันมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ หน่วยกู้ภัย รถพยาบาล และทีมบำรุงรักษาต่างเฝ้าระวังขณะเครื่องบินลงจอดบนรันเวย์

ทางด้านสายการบินแอร์เอเชีย แถลงยืนยันว่า ไม่เกิดเพลิงไหม้ที่เครื่องยนต์ หลังจากการตรวจสอบพบว่าเครื่องยนต์มีปัญหาที่ท่อลม ซึ่งทำให้มีลมร้อนรั่วออกมา ทำให้เครื่องบินต้องหวนกลับไปยังสนามบินเพื่อซ่อมแซม โดยเครื่องบินลำนี้คาดว่าจะสามารถนำกลับมาให้บริการได้ในวันที่ 31 มีนาคม

ขณะเดียวกันดาโต๊ะ เชสเตอร์ วู รองซีอีโอ ของแอร์เอเชียกล่าวว่า มีสัญญาณผิดปกติในเครื่องยนต์หนึ่งตัว และลูกเรือได้ดำเนินการอย่างรวดเร็วและปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัยอย่างถูกต้อง เนื่องจากนักบินและลูกเรือได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีเพื่อรับมือกับสถานการณ์เช่นนี้ และเครื่องบินลงจอดได้อย่างปลอดภัยตามขั้นตอนที่ถูกต้อง

พร้อมกันนี้ได้ขอบคุณการตอบสนองอย่างรวดเร็วจากท่าอากาศยานมาเลเซีย ทีมงานดับเพลิงและกู้ภัยจากท่าอากาศยาน และเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ได้ขอบคุณผู้โดยสารบนเที่ยวบิน AK128 ที่เข้าใจและอดทน รอการจัดเตรียมเที่ยวบินทดแทนให้ทันเวลา.

เบอร์มิงแฮมประกาศภาวะฉุกเฉิน เหตุขยะกองล้นเมือง

เบอร์มิงแฮมประกาศภาวะฉุกเฉิน เหตุขยะกองล้นเมือง

2 เม.ย. 2568 08:44 น.

เบอร์มิงแฮมประกาศภาวะฉุกเฉิน เหตุขยะกองล้นเมือง

เบอร์มิงแฮมประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินจากการประท้วงหยุดงานของพนักงานเก็บขยะ ทำให้กองขยะกองพะเนินส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้ง

สภาเมืองเบอร์มิงแฮมประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เนื่องจากการประท้วงหยุดงานของพนักงานเก็บขยะยังคงดำเนินต่อไป โดยระบุว่าการปิดกั้นศูนย์ขยะจากแนวรั้วของผู้ประท้วงทุกวันส่งผลให้รถเก็บขยะไม่สามารถเข้าไปเก็บขยะที่ค้างอยู่ทั่วเมืองได้ รวมกว่า 17,000 ตัน โดยผู้นำสภาเปิดเผยว่าสถานการณ์กำลังสร้างความเดือดร้อนและอันตราย 

ทางสภาระบุว่าไม่สามารถดำเนินแผนสำรองได้เนื่องจากพนักงานที่ประท้วงขัดขวางรถบรรทุกขยะไม่ให้ออกจากศูนย์ทิ้งขยะ ซึ่งขณะนี้กำลังสร้างความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชน

จอห์น คอตตอน ผู้นำสภากล่าวว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียใจที่ต้องดำเนินการเช่นนี้ แต่ทางสภาไม่สามารถปล่อยให้สถานการณ์นี้สร้างความเดือดร้อนและอันตรายแก่ชุมชนในเบอร์มิงแฮมได้ โดยเขาระบุว่าเขาเคารพสิทธิในการประท้วงและหยุดงาน อย่างไรก็ตาม การกระทำของผู้ประท้วงต้องเป็นไปตามกฎหมาย และขณะนี้พฤติกรรมของบางคนได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อมของเมือง ซึ่งถ้าหากไม่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและดำเนินแผนสำรองของหน่วยงานจัดการขยะ เราจะไม่สามารถเคลียร์ขยะที่ค้างอยู่บนถนนหรือปรับปรุงความถี่ของการเก็บขยะได้

ด้านชาวเมืองรายงานว่ากองขยะกองโตขึ้นเรื่อย ๆ และกำลังดึงดูดหนูมาอาศัยอยู่ตามถนน ขณะเดียวกัน ภาษีสภาจะเพิ่มขึ้น 7.5% ในสัปดาห์นี้

การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทำให้สภาสามารถขอความช่วยเหลือจากสภาเมืองใกล้เคียงและรัฐบาล รวมถึงเพิ่มการทำความสะอาดถนนและกำจัดขยะที่ถูกทิ้งผิดที่ได้

ข้อมูลจากสภาเผยว่าปริมาณขยะที่ยังไม่ได้เก็บในเมืองเพิ่มขึ้นจาก 483 ตันต่อวัน ในสัปดาห์ที่ 10 มีนาคม เป็นเกือบ 900 ตันต่อวัน จำนวนครัวเรือนที่ได้รับบริการเก็บขยะสัปดาห์ละครั้ง ลดลงจาก 87% เหลือเพียง 17% ขณะที่บริการเก็บขยะรีไซเคิล ขยะสีเขียว และขยะขนาดใหญ่ถูกระงับทั้งหมด

ทั้งนี้ การเจรจาระหว่าง สหภาพแรงงาน Unite ซึ่งเป็นตัวแทนของพนักงานเก็บขยะที่ประท้วง และสภาที่นำโดยพรรคแรงงาน ตึงเครียดขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา กลุ่มผู้ประท้วงถูกกล่าวหาว่าขัดขวางไม่ให้รถขยะที่ใช้พนักงานจากบริษัทเอเจนซี่ออกจากศูนย์ขยะ โดยสภาระบุว่าบางครั้งสามารถปล่อยรถออกได้เพียงคันเดียวต่อชั่วโมงเท่านั้น

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สภาเผยว่ากำลังพิจารณาเลิกจ้างพนักงานที่ปฏิเสธข้อเสนอของสภา โดยการเจรจารอบใหม่มีกำหนดเริ่มขึ้นในวันจันทร์

พนักงานเก็บขยะได้เริ่มประท้วงตั้งแต่เดือนมกราคม เนื่องจากสภามีแผน ยกเลิกตำแหน่งเจ้าหน้าที่รีไซเคิลและเก็บขยะออกจากทีมเก็บขยะของเมือง ทางสภาระบุว่าตำแหน่งนี้ ไม่มีอยู่ในหน่วยงานท้องถิ่นอื่น ๆ และหากยังคงตำแหน่งนี้ไว้ จะก่อให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายมหาศาลในอนาคต ซึ่งทางสหภาพ Unite เชื่อว่าการยกเลิกตำแหน่งนี้เป็นก้าวแรกของแผนการลดค่าจ้างและสวัสดิการของพนักงานเก็บขยะในระยะยาว.

ที่มา : thequardian

อ่านข่าวเกี่ยวกับ อังกฤษ

ถอดบทเรียนเหตุแผ่นดินไหวพม่า : หายนะของประเทศที่ไม่พร้อมรับมือภัยพิบัติ

ถอดบทเรียนเหตุแผ่นดินไหวพม่า : หายนะของประเทศที่ไม่พร้อมรับมือภัยพิบัติ

2 เม.ย. 2568 08:00 น.

ถอดบทเรียนเหตุแผ่นดินไหวพม่า : หายนะของประเทศที่ไม่พร้อมรับมือภัยพิบัติ

  • พม่าที่ยังอยู่ในภาวะสงครามกลางเมืองยืดเยื้อมานาน 4 ปี นับว่ายังขาดความพร้อมที่จะรับมือกับภัยพิบัติที่รุนแรงในระดับนี้ ทำให้เกิดความสูญเสียจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่เป็นวงกว้าง ขณะที่ไทยเพิ่งปรับปรุงมาตรฐานการก่อสร้างต้านแผ่นดินไหวในปี 2007 และเหมือนจะปฏิบัติตามแนวทางเป็นอย่างดี จึงช่วยลดความสูญเสียไปได้ไม่น้อย
  • ด้านกลุ่มองค์กรช่วยเหลือและองค์การสหประชาชาติ (UN) ออกคำเตือนว่า แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในพม่า อาจทำให้ปัญหาความอดอยากและการระบาดของโรครุนแรงขึ้นอีก เพราะองค์กรต่างๆ ยากที่จะเข้าถึงพื้นที่ประสบภัย ท่ามกลางสถานการณ์การสู้รบ
  • ภัยพิบัติครั้งนี้ได้ก่อให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความพร้อมรับมือแผ่นดินไหวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และพื้นที่อื่นๆ เช่น ไต้หวัน ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องการเตรียมพร้อมอย่างแข็งขัน

แผ่นดินไหว ขนาด 7.7 แมกนิจูด ที่เกิดขึ้นในภาคกลางของเมียนมา (พม่า) ได้คร่าชีวิตประชาชนไปแล้วหลายพันศพ และทำลายบ้านเรือนจำนวนมาก และด้วยความขัดแย้งภายในที่ยังคงคุกรุ่นส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณสุข และโครงข่ายพลังงานของประเทศพังทลายลง และไร้ศักยภาพที่จะฟื้นฟูตนเองจากเหตุภัยพิบัติครั้งนี้

ก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงประชาชน 3.5 ล้านคนในเมียนมาต้องพลัดถิ่น และเศรษฐกิจล่มสลายอยู่แล้ว แต่เมื่อเกิดภัยพิบัติรุนแรงขึ้นอีก จึงหลีกเลี่ยงได้ยากที่จะเผชิญวิกฤตด้านมนุษยธรรม

องค์การสหประชาชาติ (UN) และองค์กรช่วยเหลือต่างๆ เตือนว่าก่อนเกิดแผ่นดินไหว ประชาชนหลายล้านคนในเมียนมากำลังเผชิญกับวิกฤตด้านมนุษยธรรม และขณะนี้สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลง

ถอดบทเรียนเหตุแผ่นดินไหวพม่า : หายนะของประเทศที่ไม่พร้อมรับมือภัยพิบัติ

ขณะที่มาร์โคลุยจิ คอร์ซี ผู้ประสานงานด้านมนุษยธรรมของ UN ในเมียนมา ระบุว่าองค์การสหประชาชาติ ประเมินว่ามีประชาชน 19.9 ล้านคนที่ต้องการความช่วยเหลือทางมนุษยธรรม ก่อนที่จะเกิดแผ่นดินไหว แต่หลังจากนี้สถานการณ์จะยิ่งเลวร้ายลง

ก่อนเกิดแผ่นดินไหว โครงการอาหารโลก (WFP) ประเมินว่ามีประชาชนมากกว่า 15 ล้านคนจากทั้งหมด 51 ล้านคน ที่ไม่สามารถหาอาหารเพียงพอต่อการดำรงชีพได้

เพียงแค่ 2 วันหลังเกิดแผ่นดินไหว องค์การสหประชาชาติรายงานว่า ความช่วยเหลือถูกขัดขวางเนื่องจากขาดแคลนอุปกรณ์การแพทย์อย่างหนัก ขณะที่ทีมกู้ภัยในพื้นที่ต้องการอุปกรณ์เพิ่มเติมในการค้นหาผู้รอดชีวิตใต้ซากอาคาร

แผ่นดินไหวยังเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ปรับลดงบประมาณและจำนวนบุคลากรของหน่วยงานช่วยเหลือระหว่างประเทศ USAID ส่งผลให้พลเรือนชาวเมียนมากว่าล้านคนอาจเผชิญกับการถูกตัดงบประมาณช่วยเหลือจาก WFP

และแม้หลายประเทศทั่วโลกเริ่มส่งทีมกู้ภัยและความช่วยเหลือมายังเมียนมา แต่ส่วนใหญ่ยังคงเน้นช่วยเหลือในปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยผู้ติดอยู่ใต้ซากอาคาร ขณะที่ความช่วยเหลือในด้านอื่นๆยังไม่เพียงพอ

ถอดบทเรียนเหตุแผ่นดินไหวพม่า : หายนะของประเทศที่ไม่พร้อมรับมือภัยพิบัติ

การปกครองของกองทัพ

กองทัพเมียนมา ภายใต้การนำของ พลเอกมิน อ่อง หล่าย ได้สูญเสียการควบคุมหลายพื้นที่ของประเทศจากสงครามกลางเมือง แต่ยังคงมีอำนาจในเมืองใหญ่ เช่น มัณฑะเลย์ ซึ่งได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากแผ่นดินไหว

อย่างไรก็ตาม หลังรัฐประหาร มีข้าราชการจำนวนมากเปลี่ยนฝ่ายและเข้าร่วมขบวนการต่อต้านรัฐบาลทหาร ทำให้ระบบราชการที่ล้าหลังอยู่แล้วยิ่งอ่อนแอลง การจัดการและกระจายความช่วยเหลือจึงเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น

ด้วยความรุนแรงของภัยพิบัติครั้งนี้ มิน อ่อง หล่าย ได้ออกแถลงการณ์ขอรับความช่วยเหลือจากนานาชาติ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เนื่องจากรัฐบาลทหารในอดีตเคยปฏิเสธการช่วยเหลือจากต่างประเทศ

แต่ปัจจุบัน เมียนมาต้องเผชิญกับความยากจนขั้นรุนแรง เศรษฐกิจพังทลาย และมาตรการคว่ำบาตรจากนานาชาติ ขณะเดียวกัน ค่าใช้จ่ายจากสงครามกลางเมืองยังส่งผลให้รัฐบาลทหารขาดแคลนงบประมาณ

ถอดบทเรียนเหตุแผ่นดินไหวพม่า : หายนะของประเทศที่ไม่พร้อมรับมือภัยพิบัติ

การควบคุมที่กระจัดกระจาย

พื้นที่ส่วนใหญ่ของเมียนมา ถูกควบคุมโดยกองทัพเมียนมา กองกำลังชาติพันธุ์ และกองกำลังเพื่อประชาธิปไตยที่กระจัดกระจายไปทั่วประเทศ ความซับซ้อนของกลุ่มที่ควบคุมพื้นที่ต่างๆ ซึ่งมีวาระทางการเมืองแตกต่างกัน อาจทำให้การกระจายความช่วยเหลือเป็นไปได้ยากขึ้นโดยเฉพาะในเมืองสะกาย  ซึ่งอยู่ใกล้ศูนย์กลางแผ่นดินไหว เป็นพื้นที่ที่เกิดการสู้รบอย่างหนักระหว่างกองทัพและกลุ่มต่อต้าน

กลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธ กองกำลังท้องถิ่น และกองทัพเมียนมา ต่างพยายามแย่งชิงทรัพยากรในพื้นที่ ทำให้เกิดความกังวลว่า อาจมีการแย่งชิงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมด้วย

ถอดบทเรียนเหตุแผ่นดินไหวพม่า : หายนะของประเทศที่ไม่พร้อมรับมือภัยพิบัติ

โครงสร้างพื้นฐานที่ล้าหลัง

กองทัพเมียนมาได้โจมตีโรงพยาบาลในพื้นที่ที่ถูกยึดครองโดยกลุ่มกบฏ ทำให้แพทย์จำนวนมาก ละทิ้งโรงพยาบาลของรัฐและเข้าร่วมขบวนการต่อต้าน

องค์การสหประชาชาติระบุว่า โรงพยาบาลในเมืองมัณฑะเลย์ มะเกว และกรุงเนปิดอว์กำลังประสบปัญหาขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์และไม่สามารถรองรับจำนวนผู้บาดเจ็บที่เพิ่มขึ้นได้

ก่อนเกิดแผ่นดินไหว เมียนมาก็ประสบปัญหาอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์ขัดข้องอยู่แล้ว แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ ยิ่งทำให้ระบบสื่อสารเสียหายหนักขึ้น ทำให้ยากต่อการประสานงานช่วยเหลือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ขณะนี้ การสื่อสารในมัณฑะเลย์เป็นไปอย่างยากลำบาก ส่วนเส้นทางคมนาคมทางบกและทางอากาศได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงหลังจากถนนหลายสายพังเสียหายจากแผ่นดินไหว นอกจากนี้ บ้านเรือนจำนวนมากพังถล่มลงมา องค์การสหประชาชาติและ NGO ต่างๆ กำลังหาทางช่วยเหลือผู้ที่กลายเป็นคนไร้ที่อยู่อาศัย

เมียนมาพร้อมรับมือแผ่นดินไหวแค่ไหน?

LATimes สัมภาษณ์ นูรุ้ล อลัม ผู้เชี่ยวชาญด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ทนทานต่อภัยพิบัติ ซึ่งเคยทำงานที่ศูนย์เตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติแห่งเอเชียในกรุงเทพฯ เกี่ยวกับผลกระทบจากแผ่นดินไหว และสิ่งที่บ่งบอกถึงระดับความพร้อมรับมือภัยพิบัติในเอเชียและที่อื่นๆได้ข้อมูลว่า ในปี 2014 อลัมได้ทำการประเมินความเสี่ยงจากแผ่นดินไหวในเมืองมัณฑะเลย์ ซึ่งอยู่ใกล้ศูนย์กลางของแผ่นดินไหวครั้งล่าสุด ทีมของเขาแนะนำให้รัฐบาลปรับปรุงมาตรฐานการก่อสร้างเพื่อให้โครงสร้างอาคารมีความทนทานมากขึ้น รวมถึงพัฒนาแผนรับมือแผ่นดินไหว เขาเชื่อว่าหากพวกเขาทำตามคำแนะนำ ปัญหาที่เกิดขึ้นตอนนี้คงจะน้อยกว่านี้ เขาระบุว่าที่นั่นมีความเสี่ยงอยู่แล้ว อาคารมีความเปราะบาง และทุกคนก็รู้ว่าเหตุการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้นสักวัน

ถอดบทเรียนเหตุแผ่นดินไหวพม่า : หายนะของประเทศที่ไม่พร้อมรับมือภัยพิบัติ

เปรียบเทียบความพร้อมรับมือแผ่นดินไหวกับไทย

ประเทศไทยได้ปรับปรุง มาตรฐานการก่อสร้างต้านแผ่นดินไหวในปี 2007 และออกระเบียบเกี่ยวกับการออกแบบโครงสร้างต้านแผ่นดินไหวฉบับใหม่ในปี 2021 ความเสียหายที่เกิดจากแผ่นดินไหวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เป็น ความเสียหายที่ไม่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างหลัก เช่น ผนังกั้น ห้องติดตั้งอุปกรณ์ ไฟฟ้า และระบบประปา

อลัมระบุว่า คาน เสา และพื้นอาคารสามารถต้านทานแรงสั่นสะเทือนได้ แม้ว่าตึกสูงบางแห่งจะมีการสั่นไหวรุนแรงก็ตาม นั่นเป็นข้อบ่งชี้ว่าประเทศไทยมีการปฏิบัติตามมาตรฐานการก่อสร้างเป็นอย่างดี ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมความเสียหายจึงไม่รุนแรงมาก อย่างไรก็ตาม เขาเห็นว่าประชาชนยังไม่มีความพร้อมในการตอบสนองต่อเหตุการณ์แผ่นดินไหวเท่าที่ควร 

ถอดบทเรียนเหตุแผ่นดินไหวพม่า : หายนะของประเทศที่ไม่พร้อมรับมือภัยพิบัติ

การรับมือกับแผ่นดินไหวของประเทศอื่นในเอเชียเป็นอย่างไร?

อลัมกล่าวว่า ประเทศที่เผชิญกับแผ่นดินไหวบ่อยครั้งมักมีมาตรฐานการก่อสร้างและแผนรับมือที่แข็งแกร่งกว่า จึงได้รับผลกระทบน้อยกว่าจากแรงสั่นสะเทือนรุนแรง

ญี่ปุ่น มีกฎระเบียบด้านแผ่นดินไหวที่เข้มงวด และระบบเตือนภัยล่วงหน้า เนื่องจากเผชิญกับแผ่นดินไหวบ่อยครั้ง ส่วนไต้หวัน ซึ่งเป็นเกาะที่เกิดแผ่นดินไหวบ่อยเช่นกัน ก็มีมาตรการป้องกันที่ช่วยลดจำนวนผู้เสียชีวิตและความเสียหาย เช่น ในปีที่ผ่านมา แผ่นดินไหวขนาด 7.4 ที่ไต้หวัน ซึ่งสามารถรับรู้แรงสั่นสะเทือนได้ไกลถึงเซี่ยงไฮ้ ทำให้มีผู้เสียชีวิตเพียง 18 ราย โดยเพียงหนึ่งวันก่อนแผ่นดินไหวในเมียนมา รัฐบาลไต้หวันได้จัดการซ้อมป้องกันภัยพิบัติระดับชาติ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ ซึ่งหลายประเทศยังสามารถพัฒนาแนวทางการรับมือให้ดีขึ้นได้

ตุรกี ที่เผชิญกับแผ่นดินไหวขนาด 7.8 ในปี 2023 มีมาตรฐานแผ่นดินไหวที่เข้มงวดกว่าไทย แต่มีอัตราการปฏิบัติตามมาตรฐานที่ต่ำกว่า อาคารใน อินเดีย เนปาล และบังกลาเทศ มีความเปราะบางมากกว่า ในการประเมินความเสี่ยงครั้งหนึ่งที่กรุง ธากา ประเทศบังกลาเทศ พบว่า อาคารประมาณ 70,000 แห่งอาจพังถล่มจากแผ่นดินไหวขนาดเดียวกัน

ถอดบทเรียนเหตุแผ่นดินไหวพม่า : หายนะของประเทศที่ไม่พร้อมรับมือภัยพิบัติ

เมืองต่างๆ สามารถเตรียมตัวรับมือได้อย่างไร?

การประเมินความเสี่ยงจากแผ่นดินไหวโดยละเอียด จะช่วยกำหนดว่ามาตรฐานการก่อสร้างที่ใช้อยู่เพียงพอหรือไม่ และหากต้องมีการเปลี่ยนแปลง ควรดำเนินการตั้งแต่เนิ่นๆ เนื่องจากการแก้ไขกฎหมายก่อสร้างมักใช้เวลาหลายปี โครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่สามารถ เสริมความแข็งแกร่งได้ โดยเฉพาะอาคารที่เคยได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหว ค่าใช้จ่ายในการเสริมความแข็งแกร่งมักอยู่ที่ประมาณ 30% ของต้นทุนการสร้างใหม่ และสามารถดำเนินการเป็นระยะๆ เพื่อให้อาคารยังคงใช้งานได้ แม้จะไม่สามารถหยุดแผ่นดินไหวได้ แต่ยังสามารถทำให้อาคารและสิ่งปลูกสร้างมีความแข็งแกร่งและสามารถต้านทานภัยพิบัติได้ 

อลัมกล่าวเสริมว่า ในช่วงต้นศตวรรษที่ 21 ปัญหาแผ่นดินไหวได้รับความสนใจมาก แต่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ประเด็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเริ่มกลบความสำคัญของแผ่นดินไหวไป แผ่นดินไหวกลายเป็นเรื่องที่ถูกมองข้าม ไม่มีใครกังวลเกี่ยวกับมันมากนัก จนกว่าจะเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ขึ้น ดังนั้นจึงไม่ใช่แค่ในไทยหรือเมียนมา แต่เรื่องนี้เป็นปัญหาทั่วโลก และครั้งนี้อาจเป็นสัญญาณเตือนให้รัฐบาลตื่นตัวขึ้น.

ผู้เขียน : อาจุมมาโอปอล

ที่มา : channelnewsasia , Latimes

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ แผ่นดินไหว

สหรัฐฯ จ่อบังคับใช้ภาษี “วันปลดปล่อย” ทันที 2 เม.ย. คาดมุ่งเป้าประเทศ Dirty 15

สหรัฐฯ จ่อบังคับใช้ภาษี “วันปลดปล่อย” ทันที 2 เม.ย. คาดมุ่งเป้าประเทศ Dirty 15

2 เม.ย. 2568 06:51 น.

สหรัฐฯ จ่อบังคับใช้ภาษี “วันปลดปล่อย” ทันที 2 เม.ย. คาดมุ่งเป้าประเทศ Dirty 15

สหรัฐฯ ยืนยัน มาตรการกำแพงภาษีครั้งใหญ่ของเขาจะมีผลบังคับใช้ทันทีที่ประกาศในวันที่ 2 เม.ย.นี้ (ตามเวลาท้องถิ่น) ท่ามกลางความกังวลว่ามันจะกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างหนัก

เมื่อวันอังคารที่ 1 เม.ย. 2568 น.ส.แคโรไลน์ เลวิตต์ เลขาธิการฝ่ายสื่อของทำเนียบขาวเปิดเผยว่า มาตรการภาษีครั้งใหญ่ของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ หรือที่เรียกว่า นโยบายการค้าวันปลดปล่อย (Liberation Day) จะถูกประกาศในวันพุธที่ 2 เม.ย.นี้ ในเวลา 16.00 น. ตามเวลาเขตตะวันออก (ET) และมาตรการจะมีผลบังคับใช้ทันทีหลังประกาศ

โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวในวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า เขาได้ข้อสรุปเรื่องแผนการสำหรับมาตรการภาษีตอบโต้แบบครอบคลุมของเขา ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อปรับสมดุลความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับหุ้นส่วนต่างๆ ใหม่แล้ว ขณะที่ น.ส.เลวิตต์กล่าวว่า เมื่อช่วงบ่ายวันอังคาร นายทรัมป์ได้เข้าร่วมการประชุมกับทีมการค้าของเขา เพื่อหารือกันเรื่องรายละเอียด

แผนการประกาศมาตรการภาษีต่อหุ้นส่วนการค้าทั่วโลกของสหรัฐฯ ในเวลา 16.00 น. วันที่ 2 เม.ย. ของนายทรัมป์ (ตรงกับ 3.00 น. วันที่ 3 เม.ย.ตามเวลาไทย) เป็นหัวใจหลักของความพยายามของเขาในการดึงการผลิตกลับเข้าสู่สหรัฐฯ และเปลี่ยนโฉมระบบการค้าโลกที่เขาร่ำร้องมานานว่าไม่ยุติธรรมกับสหรัฐฯ

น.ส.เลวิตต์แทบไม่ได้พูดถึงเรื่องขนาดหรือขอบเขตของมาตรการภาษีใหม่นี้ แต่ระบุว่า นายทรัมป์ยินดีที่จะรับฟังรัฐบาลต่างประเทศและผู้นำบริษัทต่างๆ ที่ขอให้ลดอัตราภาษี พร้อมยืนยันด้วยว่า หลายประเทศได้ติดต่อรัฐบาลสหรัฐฯ เกี่ยวกับแผนการของประธานาธิบดีแล้ว

ตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่า แผนของนายทรัมป์จะกำหนดอัตราภาษีต่อหุ้นส่วนการค้าของสหรัฐฯ เท่าใด โดยอาจสูงถึง 20% ต่อสินค้านำเข้าทั้งหมด และยังไม่แน่ชัดด้วยว่าจะบังคับใช้กับทุกประเทศหรือแค่บางประเทศ

แต่นายมาร์ก แซนดี หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ “มูดีส์ อนาลีติกส์” สถาบันวิเคราะห์เศรษฐกิจชื่อดังของโลก ระบุว่า หากกำแพงภาษีแบบครอบคลุม 20% มารวมกับมาตรการภาษีตอบโต้ของประเทศต่างๆ อาจทำให้มีคนตกงานในสหรัฐฯ ถึง 5.5 ล้านคน ดันอัตราว่างงานไปที่ 7% และทำให้จีดีพีลดลง 1.7% จนเศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรง

การประกาศมาตรการภาษีวันปลดปล่อย (Liberation Day) ของนายทรัมป์อาจออกมาได้หลายรูปแบบ หนึ่งในนั้นคือการเริ่มบังคับใช้กำแพงภาษีตอบโต้กับประเทศในกลุ่ม “Dirty 15” หรือ 15% ของประเทศที่สหรัฐฯ ขาดดุลทางการค้าด้วยมากที่สุดก่อน ซึ่งเป็นแนวคิดที่พูดถึงโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ เมื่อเดือนที่แล้ว

สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ระบุว่าประเทศหรือดินแดนที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษได้แก่ อาร์เจนตินา, ออสเตรเลีย, บราซิล, แคนาดา, จีน, สหภาพยุโรป, อินเดีย, อินโดนีเซีย, ญี่ปุ่น, มาเลเซีย, เม็กซิโก, รัสเซีย, ซาอุดีอาระเบีย, แอฟริกาใต้, สวิตเซอร์แลนด์, ไต้หวัน, ไทย, ตุรกี, สหราชอาณาจักร และเวียดนาม

นายทรัมป์กล่าวที่ห้องทำงานรูปไข่เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า “จำนวนตัวเลข (ภาษี) จะต่ำกว่าที่พวกเขา (ประเทศคู่ค้า) กำลังเก็บเรา และในบางกรณีอาจจะต่ำกว่ามากด้วย”

คำพูดดังกล่าวบอกเป็นนัยว่า นายทรัมป์อาจจะไม่ได้กำหนดอัตราภาษีในระดับสูงแต่จะตั้งกำแพงภาษีแบบครอบคลุมยิ่งขึ้น ซึ่งนั่นอาจหมายถึงสินค้าที่นำเข้าสู่สหรัฐฯ ทั้งหมด ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 3.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

ด้านโฆษกหญิงแห่งทำเนียบขาวออกมาปฏิเสธความกังวลว่าตลาดหุ้นจะได้รับผลกระทบอย่างหนัก หลังนักลงทุนแห่ขายหุ้นมานานหลายสัปดาห์แล้ว เพราะกังวลว่าภาษีจะดันราคาสินค้าพุ่งสูง แต่ น.ส.เลวิตต์กล่าวว่า “เหมือนที่พวกเขาเป็นตอนสมัยแรก (ของนายทรัมป์) วอลล์สตรีทจะอยู่ได้ไม่มีปัญหา”

เมื่อถูกถามว่ามีโอกาสหรือไม่ที่ที่ปรึกษาของทำเนียบขาวจะคาดการณ์ผลกระทบจากมาตรการภาษีผิดจนสุดท้ายส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ซึ่ง น.ส.เลวิตต์ ปฏิเสธความเป็นไปได้ดังกล่าวโดยระบุว่า “พวกเขาจะไม่ผิดพลาด มันจะได้ผล ท่านประธานาธิบดีมีทีมที่ปรึกษาอันยอดเยี่ยม ซึ่งศึกษาปัญหาเหล่านี้มาหลายทศวรรษแล้ว”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : yahoo , cnn , bbc

ภูเขาไฟในไอซ์แลนด์ปะทุ ชาวบ้าน-นักท่องเที่ยวต้องอพยพ

ภูเขาไฟในไอซ์แลนด์ปะทุ ชาวบ้าน-นักท่องเที่ยวต้องอพยพ

2 เม.ย. 2568 05:46 น.

ภูเขาไฟในไอซ์แลนด์ปะทุ ชาวบ้าน-นักท่องเที่ยวต้องอพยพ

ภูเขาไฟในพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศไอซ์แลนด์ เกิดปะทุเมื่อวันอังคาร พ่นลาวาออกมาคุกคามเมืองกับสถานที่ท่องเที่ยว ทำให้ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวต้องอพยพ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ภูเขาไฟในพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศไอซ์แลนด์ เริ่มปะทุในเวลาประมาณ 9.45 น. วันอังคารที่ 1 เม.ย. 2568 หลังจากเกิดแผ่นดินไหวหลายครั้งในบริเวณที่เรียกว่า แนวเขาแอ่งภูเขาไฟ “ซุนด์นุค” (Sundhnuk) ทำให้เกิดรอยแยกยาว 1.2 ม. พ่นลาวาสีแดงฉานออกมา

ภูเขาไฟดังกล่าวอยู่ใกล้กับเมืองกรินดาวิค กับ “บลู ลากูน” โรงอาบน้ำร้อนชื่อดัง กำแพงป้องกันลาวาถูกฝ่าเข้ามาได้แล้ว เนื่องจากรอยแยกที่เกิดขึ้นล้นเข้ามาภายในเขตปลอดภัยยาวหลายร้อยเมตร ทำให้ทางการต้องสั่งอพยพประชาชนและนักท่องเที่ยวเพื่อป้องกันอันตราย แต่มีชาวบ้านจำนวนหนึ่งที่ไม่ยอมอพยพ

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งไอซ์แลนด์ (IMO) ระบุว่า ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในบ้าน 7-8 หลังในเมืองกรินดาวิคตัดสินใจรั้งอยู่ในเมืองต่อ แม้ว่าท่อส่งน้ำร้อนทางเหนือของเมืองจะแตกแล้ว และพบเห็นรอยแตกภายในเมืองก็ตาม

อย่างไรก็ดี กิจกรรมแผ่นดินไหวเริ่มลดลงในช่วงบ่ายวันอังคาร

ทั้งนี้ ภูเขาไฟในคาบสมุทรเรคยาเนส (Reykjanes) กลับมาปะทุอีกครั้งนับตั้งแต่ปี 2564 หลังจากไม่มีความเคลื่อนไหวกว่า 800 ปี โดยเมื่อปี 2566 ประชากรส่วนใหญ่จากทั้งหมด 4,000 คน ของเมืองกรินดาวิคอพยพออกจากเมืองไปแล้ว เนื่องจากกังวลอันตรายจากการปะทุของภูเขาไฟ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รัสเซียเกณฑ์ทหาร 160,000 นาย มากที่สุดในรอบกว่าทศวรรษ

รัสเซียเกณฑ์ทหาร 160,000 นาย มากที่สุดในรอบกว่าทศวรรษ

2 เม.ย. 2568 02:12 น.

รัสเซียเกณฑ์ทหาร 160,000 นาย มากที่สุดในรอบกว่าทศวรรษ

รัสเซียเริ่มเกณฑ์ทหารจำนวนมากที่สุดในรอบกว่า 10 ปี เพื่อขยายขนาดกองทัพ โดยยืนยันว่าทหารกลุ่มใหม่นี้จะไม่ถูกส่งไปต่อสู้ในยูเครน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัสเซียเริ่มการเกณฑ์ผู้ชายอายุระหว่าง 18-30 ปี จำนวน 160,000 คน เข้าสู่กองทัพแล้ว โดยนี่เป็นจำนวนการเกณฑ์ทหารที่มากที่สุดนับตั้งแต่ 2554 โดยวลาดิเมียร์ ปูติน กล่าวก่อนหน้านี้ว่า ประเทศของเขาจะเพิ่มจำนวนทหารเป็นเกือบ 2.39 ล้านนาย โดยในจำนวนนี้เป็นเจ้าหน้าที่ที่ประจำการอยู่ 1.5 ล้านคน

รัสเซียจะมีการเกณฑ์ทหารในฤดูใบไม้ผลิระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนกรกฎาคม โดยพวกเขาเพิ่งจะเพิ่มอายุสูงสุดของชายที่จะถูกเกณฑ์เข้าร่วมกองทัพจาก 27 ปี เป็น 30 ปีเมื่อปีก่อน และปีนี้เป็นครั้งแรกที่เพิ่มจำนวนเป็นครั้งละ 160,000 นาย และจะเพิ่มเป็น 180,000 นายในช่วง 3 ปีข้างหน้า โดยทหารใหม่จะต้องเข้ารับใช้กองทัพเป็นเวลา 1 ปี

พลเรือโท วลาดิเมียร์ ซิมลียานสกี ยืนยันว่าทหารที่ถูกเกณฑ์เข้ามาใหม่นี้ จะไม่ถูกส่งไปร่วมการต่อสู้ในยูเครน

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของรัสเซียเกิดขึ้นในขณะที่สหรัฐฯ กำลังพยายามเจรจากับรัสเซียและยูเครนเพื่อบรรลุข้อตกลงหยุดยิง แต่การโจมตีตอบโต้กันระหว่างทั้งสองฝ่ายยังคงเกิดขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง ล่าสุดโรงงานไฟฟ้าในเมืองเคอร์ซอนของยูเครนถูกโจมตี ทำให้เกิดไฟดับกระทบคนกว่า 45,000 คน

ก่อนหน้านี้ รัสเซียระบุว่าพวกเขาเห็นชอบที่จะหยุดโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในยูเครน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc