พบศพทหารสหรัฐฯ คนสุดท้ายที่หายไปในลิทัวเนีย หลังเจอรถหุ้มเกราะในบึง

พบศพทหารสหรัฐฯ คนสุดท้ายที่หายไปในลิทัวเนีย หลังเจอรถหุ้มเกราะในบึง

2 เม.ย. 2568 01:03 น.

พบศพทหารสหรัฐฯ คนสุดท้ายที่หายไปในลิทัวเนีย หลังเจอรถหุ้มเกราะในบึง

เจ้าหน้าที่พบร่างของทหารอเมริกันคนที่ 4 ที่หายตัวไปขณะฝึกซ้อมทางทหารในลิทัวเนียเมื่อสัปดาห์ก่อนแล้ว หลังพบรถหุ้มเกราะของพวกเขาจมอยู่ในบึงโคลน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานในวันที่ 1 เม.ย. 2568 ว่า เจ้าหน้าที่กู้ภัยพบร่างของทหารสหรัฐฯ คนสุดท้าย จากทีมเจ้าหน้าที่ 4 คนที่หายตัวไปขณะดำเนินการฝึกซ้อมทางทหารในลิทัวเนียเมื่อสัปดาห์ก่อนแล้ว หลังจากก่อนหน้านี้ พบรถหุ้มเกราะที่พวกเขาโดยสารจมอยู่ในบึงโคลนแห่งหนึ่ง ใกล้กับเมืองพาบราเด (Pabradė)

ทั้งนี้ ทหารทั้ง 4 นายหายตัวไปเมื่อช่วงเช้าวันที่ 25 มี.ค. ขณะฝึกซ้อมโดยใช้รถหุ้มเกราะขนาดใหญ่ “M88A2 เฮอร์คิวลีส” ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อเก็บกู้รถถังหรือยานพาหนะอื่นๆ ที่ได้รับความเสียหายในสมรภูมิ โดยพวกเขากำลังทำภารกิจซ่อมแซมและลากจูงยานพาหนะที่เคลื่อนไหวไม่ได้ ก่อนจะหายสาบสูญไป

จนกระทั่งเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ซึ่งมาจากกองทัพบกและกองทัพเรือสหรัฐฯ ร่วมกับกองทัพของประเทศลิทัวเนียและโปแลนด์ ก็พบรถหุ้มเกราะอยู่ภายในบึงโคลนดังกล่าว ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ชายแดนประเทศเบลารุส ก่อนในวันจันทร์ (31 มี.ค.) พวกเขาจะพบศพทหารที่หายตัวไป 3 นายอยู่ภายในบึงแห่งนี้

การพบศพทหารทั้ง 3 นายเกิดขึ้นหลังปฏิบัติการเก็บกู้รถหุ้มเกราะซึ่งเป็นไปอย่างยากลำบาก ต้องใช้เจ้าหน้าที่หลายร้อยนาย ยาน M88A2 เฮอร์คิวลีส อีก 2 คัน รถแทรกเตอร์ กับอุปกรณ์ และทรัพยากรมูลค่ามหาศาล จนกระทั่งสามารถดึงรถกลับขึ้นมาได้สำเร็จในวันจันทร์

กองทัพสหรัฐฯ ระบุว่า พวกเขากำลังสืบสวนข้อเท็จจริงว่าเกิดอะไรขึ้นกับทหารกลุ่มนี้กันแน่ โดยที่ไม่เปิดเผยว่า ร่างของทหารศพที่ 4 ถูกพบที่ใด

อนึ่ง ทหารสหรัฐฯ ที่ประสบเหตุถูกส่งเข้าไปในลิทัวเนีย โดยเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการ “โอเปอเรชัน แอตแลนติก รีโซล์ฟ” (Operation Atlantic Resolve) เพื่อตอบสนองต่อการรุกรานยูเครนของรัสเซีย โดยฐานหลักของพวกเขาอยู่ที่ฐานทัพ ฟอร์ต สจ๊วต ในรัฐจอร์เจีย ของสหรัฐ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เหยื่อแผ่นดินไหวพม่าพุ่ง 2,700 ศพ ผู้รอดชีวิตไม่มีอาหาร-ที่อยู่

เหยื่อแผ่นดินไหวพม่าพุ่ง 2,700 ศพ ผู้รอดชีวิตไม่มีอาหาร-ที่อยู่

1 เม.ย. 2568 23:27 น.

เหยื่อแผ่นดินไหวพม่าพุ่ง 2,700 ศพ ผู้รอดชีวิตไม่มีอาหาร-ที่อยู่

จำนวนผู้เสียชีวิตในเมียนมาจากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรง เพิ่มขึ้นจนมากกว่า 2,700 ศพแล้ว ขณะที่ผู้รอดชีวิตกำลังขาดแคลนที่อยู่และอาหารอย่างหนัก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า องค์กรช่วยเหลือในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวมากที่สุดในเมียนมา ออกมาเตือนถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องจัดหาที่พักชั่วคราว, อาหาร และน้ำดื่ม ให้แก่ผู้ประสบภัย หลังแผ่นดินไหวทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก นอกจากนั้น สงครามกลางเมืองยังขัดขวางการส่งความช่วยเหลือไปยังคนที่ต้องการด้วย

พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา เปิดเผยในการแถลงทางโทรศัพท์เมื่อวันอังคารที่ 1 เม.ย. 2568 ว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงระดับ 7.7 แมกนิจูดที่เกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ก่อน เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 2,719 ศพแล้ว ขณะที่ผู้บาดเจ็บเพิ่มเป็น 4,521 ราย และมีผู้สูญหายอีก 441 คน

แผ่นดินไหวดังกล่าว นับเป็นหนึ่งในแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่สุดที่เกิดขึ้นในเมียนมาในรอบมากกว่า 100 ปี สร้างความเสียหายแก่สิ่งปลูกสร้าง เจดีย์เก่าแก่ ท้องถนน และอื่นๆ ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ นอกจากนั้นยังส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วภูมิภาค สร้างความเสียหายในกรุงเทพมหานครของไทย กับมณฑลยูนนานและเสฉวนของจีน

ที่เมืองมัณฑะเลย์ เมืองใหญ่อันดับ 2 ของเมียนมา เจ้าหน้าที่ของสำนักงานเพื่อการประสานงานด้านมนุษยธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNOCHA) ยืนยันว่า มีเด็ก 50 คน กับครูอีก 2 คน เสียชีวิตหลังโรงเรียนอนุบาลที่พวกเขาอยู่พังถล่มลงมาเพราะแผ่นดินไหวเมื่อ 28 มี.ค.

UNOCHA บอกด้วยว่า ในพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายรุนแรงที่สุดอย่างเช่น มัณฑะเลย์ ผู้คนกำลังดิ้นรนหาของใช้จำเป็น เช่น น้ำสะอาดและสุขภัณฑ์ต่างๆ ในขณะที่ทีมกู้ภัยกำลังทำงานอย่างไม่ลดละ เพื่อค้นหาผู้รอดชีวิตที่อาจติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง และให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย

ด้านคณะกรรมการการกู้ภัยระหว่างประเทศ (IRC) ระบุว่า ความช่วยเหลือด้านที่พัก, อาหาร, น้ำ และการแพทย์ เป็นสิ่งจำเป็นในสถานที่อย่างเมืองมัณฑะเลย์ ซึ่งอยู่ใกล้จุดศูนย์กลางของแผ่นดินไหว ในขณะที่ผู้คนต้องนอนกลางแจ้งเพราะกลัวเกิดอาฟเตอร์ช็อก จนทำให้อาคารถล่มซ้ำ

ไม่เพียงเท่านั้น สถานการณ์สงครามกลางเมืองในเมียนมา ซึ่งดำเนินมาตั้งแต่กองทัพยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในปี 2564 ทำให้ความพยายามในการเข้าถึงผู้บาดเจ็บและผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวที่ต้องกลายเป็นคนไร้บ้าน ซับซ้อนขึ้นไปอีก

องค์การนิรโทษกรรมสากล (แอมเนสตี อินเทอร์เนชันนัล) ออกมาระบุว่า รัฐบาลทหารจำเป็นต้องอนุญาตให้ความช่วยเหลือถูกส่งถึงพื้นที่อื่นๆ ในประเทศที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของพวกเขาด้วย หลังจากกองทัพมีพฤติกรรมขัดขวางการส่งความช่วยเหลือไปยังพื้นที่ของฝ่ายต่อต้านมาอย่างยาวนาน

แต่การควบคุมเครือข่ายสื่อสารอย่างเข้มงวดของรัฐบาลทหาร กับถนนและสะพาน และโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ที่ได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหว ก็ยังทำให้งานขององค์กรช่วยเหลือมีความท้าทายมากขึ้น ท่ามกลางรายงานว่า กองทัพยังคงโจมตีทางอากาศเข้าใส่ฐานที่มั่นของฝ่ายต่อต้าน แม้จะเกิดภัยพิบัติระดับชาติ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เจ็บ 145 คน ท่อแก๊สระเบิดในรัฐสลังงอร์ ทำไฟพุ่งขึ้นฟ้าสูงเท่าตึก 20 ชั้น

เจ็บ 145 คน ท่อแก๊สระเบิดในรัฐสลังงอร์ ทำไฟพุ่งขึ้นฟ้าสูงเท่าตึก 20 ชั้น

1 เม.ย. 2568 22:00 น.

เจ็บ 145 คน ท่อแก๊สระเบิดในรัฐสลังงอร์ ทำไฟพุ่งขึ้นฟ้าสูงเท่าตึก 20 ชั้น

เกิดเหตุท่อส่งแก๊สระเบิดในมาเลเซียทำให้ไฟพุ่งขึ้นฟ้าสูงหลายสิบเมตร ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บถึง 145 ราย ชาวบ้านจำนวนหนึ่งต้องอพยพ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุท่อส่งแก๊สรั่วที่เมืองปุตรา ไฮส์ (Putra Heights) ภายในรัฐสลังงอร์ ของประเทศมาเลเซีย เมื่อวันอังคารที่ 1 เม.ย. 2568 และเกิดไฟลุกไหม้ทำให้ไฟพุ่งขึ้นฟ้าสูงเทียบเท่าตึก 20 ชั้น จนสามารถมองเห็นได้จากระยะห่างหลายกิโลเมตร และทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บถึง 145 คน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของมาเลเซียระบุว่า ผู้บาดเจ็บ 41 คนได้รับอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลแล้ว ขณะที่ยังมีอีก 37 คนที่ยังต้องรับการรักษาในโรงพยาบาล โดยส่วนใหญ่มีบาดแผลไฟไหม้ระดับ 2 แต่ทั้งหมดมีอาการทรงตัว

ด้านผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานดับเพลิงและกู้ภัยรัฐสลังงอร์ระบุว่า เกิดเหตุไฟไหม้ร่วมกับเหตุการณ์รั่วที่ท่อส่งแก๊สปิโตรนาส ทำให้ไฟลุกท่วมท่อเป็นระยะทางยาวกว่า 500 ม. ซึ่งปิโตรนาสได้ดำเนินการปิดท่อส่งแก๊สที่ถูกไฟลุกไหม้แล้ว

ขณะเดียวกัน สื่อบางเจ้าในมาเลเซียรายงานว่า ท่อส่งแก๊สระเบิด โดยชาวบ้านท้องถิ่นบอกกับสำนักข่าวเบอร์นามา (Bernama) ว่า พวกเขารู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนเมื่อเวลาประมาณ 8.10 น. วันอังคาร (1 เม.ย.) ตอนที่เหตุการณ์เกิดขึ้น

ตามการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ ผู้ได้รับบาดเจ็บมีอาการหลากหลาย ทั้งเป็นแผลไฟไหม้, หายใจลำบาก หรืออาการบาดเจ็บอื่นๆ นอกจากนั้น บ้านเรือนหลายหลังยังถูกไฟลุกไหม้ ขณะที่หน่วยดับเพลิงกำลังทำงานเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ติดค้าง และจัดหาความช่วยเหลือให้แก่ผู้ประสบภัยที่ศูนย์บรรเทาทุกข์ชั่วคราวในมัสยิดปุตรา ไฮส์

สำนักงานดับเพลิงฯ บอกด้วยว่า เหตุไฟไหม้ครั้งนี้สร้างความเสียหายให้บ้านเรือน 190 หลัง, รถยนต์ 148 คัน และจักรยานยนต์อีก 11 คัน ซึ่งนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรี ประกาศมอบเงินเยียวยา 5,000 ริงกิตมาเลเซีย (ราว 38,500 บาท) ให้แก่เจ้าของบ้านที่เสียหายทั้งหมด และ 2,500 ริงกิตแก่เจ้าของบ้านที่เสียหายบางส่วน

นายอามิรุดดิน ชารี หัวหน้ารัฐบาลรัฐสลังงอร์ เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ดับไฟที่ท่อส่งแก๊สได้สำเร็จในเวลา 15.45 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือหลังเกิดเหตุเกือบ 8 ชั่วโมง ขณะที่ประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงจุดเกิดเหตุ ต้องถูกอพยพออกไปเพื่อป้องกันไว้ก่อน โดยนายชารีระบุว่า มีชาวบ้านถูกอพยพแล้ว 305 คน นับจนถึงเวลา 17.00 น.

ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการเคหะและการปกครองส่วนท้องถิ่นมาเลเซียกล่าวว่า รัฐบาลกำลังดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ศาลรัฐธรรมนูญเกาหลีใต้ ประกาศวันตัดสินถอดถอน ปธน.ยุนซอกยอล 4 เม.ย. นี้

ศาลรัฐธรรมนูญเกาหลีใต้ ประกาศวันตัดสินถอดถอน ปธน.ยุนซอกยอล 4 เม.ย. นี้

1 เม.ย. 2568 16:13 น.

ศาลรัฐธรรมนูญเกาหลีใต้ ประกาศวันตัดสินถอดถอน ปธน.ยุนซอกยอล 4 เม.ย. นี้

ศาลรัฐธรรมนูญเกาหลีใต้ระบุว่า จะอ่านคำวินิจฉัยถอดถอนประธานาธิบดียุน ซอกยอล ในเวลา 11.00 น. ของวันที่ 4 เม.ย. นี้ เพื่อยุติความวุ่นวายทางการเมืองในเกาหลีใต้ นับตั้งแต่ที่เขาประกาศใช้กฎอัยการศึกเมื่อเดือนธันวาคม

ศาลรัฐธรรมนูญเกาหลีใต้ระบุว่า จะอ่านคำวินิจฉัยถอดถอนประธานาธิบดียุน ซอก ยอล ในเวลา 11.00 น. ของวันที่ 4 เม.ย. นี้ เพื่อยุติความวุ่นวายทางการเมืองในเกาหลีใต้ นับตั้งแต่ที่เขาประกาศใช้กฎอัยการศึกเมื่อเดือนธันวาคม

ศาลระบุในจดหมายแจ้งต่อสื่อมวลชนเมื่อวันอังคารว่า คำพิพากษาจะประกาศจากศาลและอนุญาตให้มีการถ่ายทอดสด รวมถึงประชาชนทั่วไปสามารถเข้าร่วมได้ โดยคำพิพากษาดังกล่าวจะมีขึ้นเกือบ 4 เดือนหลังจากที่สมัชชาแห่งชาติมีมติถอดถอนนายยุน ซอก ยอล จากข้อกล่าวหาละเมิดรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ผ่านการประกาศใช้กฎอัยการศึกเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม

ในระหว่างนี้ เกาหลีใต้มีประธานาธิบดีรักษาการอยู่ 2 คน หนึ่งในนั้นถูกถอดถอนและได้รับการแต่งตั้งใหม่ และเผชิญกับความท้าทายทางการเมืองและเศรษฐกิจมากมาย ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากภาวะผู้นำที่ว่างลง

ระหว่างการพิจารณาคดี นายยุนถูกกล่าวหาว่าส่งทหารไปที่สมัชชาแห่งชาติเพื่อขัดขวางไม่ให้สมาชิกรัฐสภาลงคะแนนเสียงไม่เห็นด้วยกับพระราชกฤษฎีกา และสั่งจับกุมนักการเมืองหลายคน รวมถึงข้อกล่าวหาอื่นๆ แต่นายยุนปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยระบุว่าคำสั่งดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อตักเตือนพรรคฝ่ายค้านเกี่ยวกับสิ่งที่เขาเรียกว่าการใช้อำนาจนิติบัญญัติในทางมิชอบ

ภายใต้รัฐธรรมนูญ จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้พิพากษาอย่างน้อย 6 คนจึงจะยืนยันต่อคำร้องถอดถอนได้ ปัจจุบันมีผู้พิพากษา 8 คนในคณะตุลาการ หากคำร้องถอดถอนได้รับการสนับสนุน นายยุนจะถูกปลดออกจากตำแหน่ง หากถูกยกฟ้อง เขาจะได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งต่อจนครบวาระจนถึงเดือนพฤษภาคม 2027

นอกเหนือจากการพิจารณาถอดถอนซึ่งสิ้นสุดลงด้วยการไต่สวนครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ นายยุนยังต้องขึ้นศาลอาญาในข้อกล่าวหายุยงปลุกปั่นการก่อกบฏผ่านความพยายามประกาศกฎอัยการศึก เขาถูกเจ้าหน้าที่สอบสวนควบคุมตัวในเดือนมกราคมและถูกคุมขังที่ศูนย์กักขังจนถึงวันที่ 8 มีนาคม จากนั้นเขาได้รับการปล่อยตัวตามคำตัดสินของศาลที่ว่าการคุมขังของเขาไม่ถูกต้อง

ด้านทีมกฎหมายของยุนกล่าวว่า การปรากฏตัวที่ศาลเพื่อฟังคำตัดสินนั้นยังไม่มีการตัดสินใจ

ทั้งพรรคพลังประชาชน ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลและพรรคประชาธิปไตยซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านหลัก ต่างยินดีกับการประกาศของศาล

ควอน ยองเซ รักษาการหัวหน้าพรรคพลังประชาชน กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “เป็นเรื่องน่าโล่งใจที่สถานการณ์ที่ไม่มั่นคงทางรัฐธรรมนูญนี้จะได้รับการแก้ไข” ด้านนายควอน ซองดง ผู้นำสมาชิกพรรคพลังประชาชนในสภา ยืนยันอีกครั้งว่าพรรคของเขาจะยอมรับคำตัดสิน โดยกล่าวว่าศาลไม่ควร “หวั่นไหวกับการโจมตีของพรรคประชาธิปไตยที่พยายามชักจูงให้เกิดผลลัพธ์บางอย่าง”

ขณะเดียวกัน นายพัค ชานแด หัวหน้าพรรคประชาธิปไตย แสดงความเชื่อมั่นว่าผู้พิพากษาจะลงมติเอกฉันท์เพื่อปลดยุนออกจากตำแหน่ง “คำตัดสินที่ดีที่สุดที่จะระงับและยุติภาวะกบฏในปัจจุบันได้ก็คือการปลดยุน ซอก ยอล หัวหน้ากลุ่มกบฏออกจากตำแหน่ง”

สำนักงานประธานาธิบดีออกแถลงการณ์สั้นๆ ต่อสื่อมวลชนโดยระบุว่าสำนักงานจะ “รอฟังคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญอย่างใจเย็น”

ศาลใช้เวลา 38 วันในการตัดสินคดีการถอดถอนประธานาธิบดีหลังการพิจารณาคดีครั้งสุดท้าย ซึ่งถือเป็นระยะเวลาที่นานที่สุด ในอดีตคดีจของอดีตประธานาธิบดี โนห์ มู-ฮยอน และพัค กึน-เฮ ศาลใช้เวลา 14 วัน และ 11 วัน ตามลำดับ

ทั้งนี้ ทางออก 4 จาก 6 ทาง ของสถานีรถไฟใต้ดินฮันกุก ใกล้กับศาลรัฐธรรมนูญ ถูกปิดชั่วคราวหลังจากมีการประกาศดังกล่าว เพื่อความปลอดภัยของผู้ประท้วงที่ชุมนุมสนับสนุนและคัดค้านการถอดถอน โดยรถไฟจะไม่จอดที่สถานีดังกล่าวในวันที่ 4 เม.ย. และอาจมีการดำเนินการในลักษณะเดียวกันนี้กับสถานีใกล้เคียงอย่างสถานีกวางฮวามุน ,เคียงบกกุง, จองโน 3-กา, จงกัก และศาลาว่าการกรุงโซล รวมถึงสถานีฮันกังจินใกล้กับบ้านพักประธานาธิบดี.

ที่มา Yonhap

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

เกาหลีใต้หยุดแข่งเบสบอล ชิ้นส่วนโลหะตกใส่ผู้ชมเสียชีวิตในสนาม

เกาหลีใต้หยุดแข่งเบสบอล ชิ้นส่วนโลหะตกใส่ผู้ชมเสียชีวิตในสนาม

1 เม.ย. 2568 15:05 น.

เกาหลีใต้หยุดแข่งเบสบอล ชิ้นส่วนโลหะตกใส่ผู้ชมเสียชีวิตในสนาม

การแข่งขันเบสบอลทั่วเกาหลีใต้ถูกยกเลิกในวันนี้ หลังจากชิ้นส่วนโลหะที่สนามกีฬาตกลงมาใส่แฟนเบสบอลรายหนึ่งเสียชีวิต

การแข่งขันเบสบอลทั่วเกาหลีใต้ถูกยกเลิกในวันนี้ (1 เม.ย.) หลังจากชิ้นส่วนโลหะที่สนามกีฬาตกลงมาใส่แฟนเบสบอลรายหนึ่งเสียชีวิต ตำรวจระบุว่าหญิงวัย 20 ปี เสียชีวิตจากอาการบาดเจ็บที่ศีรษะ

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในวันเสาร์ระหว่างการแข่งขันเคบีโอ ลีก (KBO League) ระหว่างทีมเจ้าบ้าน NC Dinos และทีม LG Twins ที่ สนามชางวอน เอ็นซี พาร์ก ในเมืองชางวอน ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ

ชิ้นส่วนอะลูมิเนียมที่ติดตั้งไว้ด้านนอกหน้าต่างสำนักงานของสโมสร ตกลงมาจากความสูงประมาณ 18 เมตร ทำให้แฟนเบสบอลหญิงรายดังกล่าวได้รับบาดเจ็บสาหัส และกระดูกไหปลาร้าของน้องสาวของเธอหัก 

องค์กรเบสบอลเกาหลี (KBO) ระบุในแถลงการณ์ว่า “เคบีโอได้กำหนดให้วันที่ 1 ถึง 3 เม.ย. เป็นช่วงไว้อาลัย” และเกมการแข่งขันทั้งหมดใน เคบีโอ ลีก และไมเนอร์ ลีก ถูกยกเลิกวันนี้ ยังไม่ชัดเจนในทันทีว่าเกมเหล่านั้นจะแข่งขันในภายหลังหรือไม่ โดยก่อนการแข่งขันในวันพุธจะมีการยืนสงบนิ่ง นักกีฬาจะติดริบบิ้นสีดำ และแฟนบอลจะได้รับแจ้งให้ไม่ส่งเสียงเชียร์

แถลงการณ์ระบุว่า “นอกจากนี้เคบีโอและสโมสรทั้ง 10 แห่งจะทำการตรวจสอบความปลอดภัยอย่างละเอียดเกี่ยวกับโครงสร้างของสนามกีฬาก่อนการแข่งขัน”

โดยในวันนี้ ทีม NC Dinos ได้ดำเนินการตรวจสอบความปลอดภัยอีกครั้งที่ชางวอน เอ็นซี พาร์ก โดยใช้รถกระเช้าตรวจสอบแผงอลูมิเนียมประเภทเดียวกับที่ติดตั้งในสนามกีฬาแห่งอื่น หลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ (29 มี.ค.) ซึ่งมีทั้งหมด 231 ชิ้น เพื่อให้แน่ใจว่ามีความปลอดภัย ทีมยังกล่าวว่าจะทำการตรวจสอบให้เสร็จสิ้นในวันพุธหรือพฤหัสบดีนี้

ด้านลีกฟุตบอลอาชีพเกาหลี (K League) เปิดเผยเว่าได้แจ้งให้ทีมต่างๆ 26 ทีม ในลีก K League 1 และ K League 2 ตรวจสอบสนามกีฬาของตนเองอีกครั้งเมื่อวันก่อนหน้านี้ เพื่อดูว่ามีอันตรายใดๆ หรือไม่ และเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ โดยลีกได้ขอให้สโมสรต่างๆ ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับรัฐบาลในภูมิภาคของตนเพื่อทำการตรวจสอบความปลอดภัย.

ที่มา  CNA Yonhap

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

จีนซ้อมรบรอบเกาะไต้หวัน เรียก ปธน.ไล่ ชิงเต๋อ เป็น “ปรสิต”

จีนซ้อมรบรอบเกาะไต้หวัน เรียก ปธน.ไล่ ชิงเต๋อ เป็น "ปรสิต"

1 เม.ย. 2568 13:35 น.

จีนซ้อมรบรอบเกาะไต้หวัน เรียก ปธน.ไล่ ชิงเต๋อ เป็น “ปรสิต”

จีนเริ่มการซ้อมรบร่วมกองทัพบก กองทัพเรือ และกองกำลังจรวดรอบเกาะไต้หวัน โดยถือเป็นการเตือนต่อความพยายามในการแบ่งแยกดินแดน และเรียกนายไล่ ชิงเต๋อ ประธานาธิบดีไต้หวัน ว่าเป็น “ปรสิต”

จีนเริ่มการซ้อมรบร่วมกองทัพบก กองทัพเรือ และกองกำลังจรวดรอบเกาะไต้หวัน โดยถือเป็นการเตือนต่อความพยายามในการแบ่งแยกดินแดน และเรียกนายไล่ ชิงเต๋อ ประธานาธิบดีไต้หวัน  ว่าเป็น “ปรสิต” ขณะที่ไต้หวันส่งเรือรบไปตอบโต้กองทัพเรือจีนที่เข้าใกล้ชายฝั่ง

การซ้อมรบรอบเกาะไต้หวันเกิดขึ้นหลังจากที่เมื่อเดือนที่แล้ว นายไล่เรียกจีนว่าเป็น “กองกำลังต่างชาติที่เป็นปรปักษ์” ขณะที่จีนมองว่านายไล่อยู่ในฐานะ “ผู้แบ่งแยกดินแดน” และในวิดีโอที่แนบมากับการประกาศการซ้อมรบของกองบัญชาการภาคตะวันออก แสดงภาพของนายไล่ว่าเป็นแมลงการ์ตูนที่ถูกตะเกียบคู่หนึ่งคีบอยู่เหนือไต้หวันที่กำลังลุกไหม้ และเรียกเขาเป็น “ปรสิต” 

กองบัญชาการภาคตะวันออกระบุในแถลงการณ์ว่า “การฝึกซ้อมเน้นไปที่การลาดตระเวนเตรียมพร้อมรบในทะเลและทางอากาศ การเข้ายึดการควบคุมอย่างครอบคลุม การโจมตีเป้าหมายทางทะเลและทางบก และการกำหนดการควบคุมการปิดล้อมในพื้นที่และเส้นทางสำคัญ” 

รัฐบาลไต้หวันประณามการฝึกซ้อมดังกล่าว โดยสำนักงานประธานาธิบดี กล่าวว่าจีน “ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากนานาชาติว่าเป็นผู้สร้างปัญหา” และรัฐบาลมีความมั่นใจและความสามารถในการปกป้องตนเอง

รัฐบาลไต้หวันปฏิเสธการอ้างสิทธิ์อธิปไตยของจีน โดยระบุว่ามีเพียงประชาชนของไต้หวันท่านั้นที่สามารถตัดสินอนาคตของพวกเขาได้

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของไต้หวัน 2 คนกล่าวว่าเรือรบจีนมากกว่า 10 ลำได้เข้าใกล้เขตต่อเนื่อง 24 ไมล์ทะเล หรือ 44 กม. ของไต้หวัน และไต้หวันได้ส่งเรือรบของตัวเองไปตอบโต้ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่คนหนึ่งกล่าวว่าไต้หวันไม่ได้ตรวจพบการยิงจริงจากกองทัพจีน

กระทรวงกลาโหมไต้หวันระบุในแถลงการณ์ว่า เรือบรรทุกเครื่องบินซานตงของจีนได้เข้าสู่พื้นที่ตอบโต้ของไต้หวันเมื่อวันจันทร์ และเสริมว่าได้ส่งเครื่องบินและเรือรบทางทหาร รวมถึงเปิดใช้งานระบบขีปนาวุธภาคพื้นดินเพื่อตอบโต้

การซ้อมรบดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ เดินทางออกจากไต้หวัน หลังจากเยือนญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์ โดยเขาวิพากษ์วิจารณ์จีนและกล่าวว่าญี่ปุ่น “มีความจำเป็นอย่างยิ่ง” ต่อการรับมือกับการรุกรานของจีน

เจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านความมั่นคงของไต้หวัน กล่าวโดยอ้างถึงการประเมินภายในว่า จีนจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับสหรัฐฯ ก่อนการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ดังนั้น ไต้หวันจึงกลายเป็นข้ออ้าง เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวระบุว่า “ไต้หวันเป็นข้ออ้างที่ดีที่สุดของพวกเขา นั่นเป็นเหตุผลที่พวกเขาเลือกที่จะเปิดฉากการซ้อมรบดังกล่าวทันทีที่รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ เดินทางออกจากเอเชีย”

สถาบันอเมริกันในไต้หวัน ซึ่งเป็นสถานทูตสหรัฐฯ โดยพฤตินัย กล่าวว่าสหรัฐฯ จะยังคงให้การสนับสนุนไต้หวันต่อไป โฆษกสถาบันฯ กล่าวในแถลงการณ์ว่า “จีนได้แสดงให้เห็นอีกครั้งแล้วว่าจีนไม่ใช่ผู้กระทำที่มีความรับผิดชอบ และไม่มีปัญหาใดๆ ที่จะเสี่ยงต่อความปลอดภัยและความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาค”.

ที่มา Reuters

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

จังหวัดคยองกี เกาหลีใต้รุกท่องเที่ยว เปิดสำนักงานในไทย ส่งเสริมการท่องเที่ยวและ MICE

จังหวัดคยองกี เกาหลีใต้รุกท่องเที่ยว เปิดสำนักงานในไทย ส่งเสริมการท่องเที่ยวและ MICE

1 เม.ย. 2568 12:13 น.

จังหวัดคยองกี เกาหลีใต้รุกท่องเที่ยว เปิดสำนักงานในไทย ส่งเสริมการท่องเที่ยวและ MICE

องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดคยองกีเปิดสำนักงานในกรุงเทพฯ พร้อมจัดงาน “2025 The Real Korea, Gyeonggi” เพื่อกระชับความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวและ MICE ระหว่างไทยและเกาหลีใต้

องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดคยองกี (GTO) ได้ฤกษ์เปิดสำนักงานในกรุงเทพฯ ณ อาคาร Interchange 21 ย่านอโศก พร้อมจัดงาน “2025 The Real Korea, Gyeonggi” เพื่อกระชับความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวและ MICE ระหว่างไทยและเกาหลีใต้ โดยนับเป็นหน่วยงานท่องเที่ยวท้องถิ่นเกาหลีแห่งแรกที่ตั้งสำนักงานในต่างประเทศ

แผนที่ที่ตั้งของจังหวัดคยองกี
แผนที่ที่ตั้งของจังหวัดคยองกี

จังหวัดคยองกี นับเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวที่สำคัญของเกาหลีใต้ มีแหล่งท่องเที่ยวโดดเด่น เช่น สวนสนุกเอเวอร์แลนด์, หมู่บ้านยุโรป Petite France & Italian Village, ป้อมฮวาซองซูวอน, เขตปลอดทหาร DMZ และยังเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรม MICE (Meetings, Incentives, Conferences, and Exhibitions) ด้วย

ทำเลที่ตั้งใกล้กรุงโซลและสนามบินนานาชาติอินชอน ทำให้สะดวกต่อการเดินทาง และยังมีศูนย์ประชุมและโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย โดยมีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการจัดแสดงและการประชุมขนาดใหญ่ เช่น KINTEX (Korea International Exhibition Center) รวมถึงยังมีโรงแรมและห้องประชุมที่รองรับการจัดงาน

จังหวัดคยองกี เกาหลีใต้รุกท่องเที่ยว เปิดสำนักงานในไทย ส่งเสริมการท่องเที่ยวและ MICE


สำหรับปี 2025 จังหวัดคยองกีจะส่งเสริมการท่องเที่ยวผ่าน 4 ธีมหลัก ได้แก่ ตามรอยซีรีส์เกาหลี, ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ, ธรรมชาติและสันทนาการ, อาหารและช้อปปิ้ง พร้อมเปิดตัว ประกันความปลอดภัย นักท่องเที่ยวต่างชาติฟรี ทั้งนี้ ในปี 2024 จังหวัดคยองกีได้ต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ 2.17 ล้านคน เพิ่มขึ้น จากปีก่อน 48.3% ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวไทยอยู่ที่ 330,000 คน โดยคาดว่าในปี 2025 จะฟื้นตัวสู่ระดับ 570,000 คน เท่าช่วงก่อนโควิด-19

นาย โจ วอนยง ประธานบริหารองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดคยองกี
นาย โจ วอนยง ประธานบริหารองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดคยองกี

นายโจ วอนยง ประธานบริหารองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดคยองกี กล่าวว่า “องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดคยองกีมีเป้าหมายที่จะขยายความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวกับประเทศไทยในระยะยาว หากนักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางมาเกาหลี อย่าลืมแวะเยือนจังหวัดคยองกี เพื่อสัมผัสเสน่ห์ของธรรมชาติ วัฒนธรรม แหล่งท่องเที่ยวอันเป็นเอกลักษณ์ และความบันเทิงหลากหลาย ซึ่งจะทำให้ทุกการเดินทางเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำ”

นาย ลี นัมจู หัวหน้าทีมนโยบายการท่องเที่ยว จังหวัดคยองกี
นาย ลี นัมจู หัวหน้าทีมนโยบายการท่องเที่ยว จังหวัดคยองกี

ขณะที่นาย ลี นัม จู หัวหน้าทีมนโยบายการท่องเที่ยว จังหวัดคยองกี กล่าวว่า “การที่มีสำนักงานตัวแทนในกรุงเทพฯ จะเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของจังหวัดคยองกีอย่างเต็มที่ เพื่อดึงดูดทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้มาเยือนมากยิ่งขึ้น อีกทั้งจังหวัดคยองกียังมีศักยภาพพร้อมก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเกาหลีในไทย และจะเป็นศูนย์กลางใหม่ของอุตสาหกรรม MICE”

นอกจากนี้ยังมีประกันความปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่เปิดตัวเป็นครั้งแรกในเกาหลีใต้ มอบความคุ้มครองฟรีให้กับนักท่องเที่ยวครอบคลุมเหตุการณ์ไม่คาดฝันระหว่างการเดินทางในจังหวัดคยองกีโดยอัตโนมัติ เพื่อสร้างความมั่นใจและสภาพแวดล้อมการท่องเที่ยวที่ปลอดภัยอีกด้วย

สวนน้ำลาเวนิซ กิมโป
สวนน้ำลาเวนิซ กิมโป

หัวหน้าทีมนโยบายการท่องเที่ยวจังหวัดคยองกี ยังเปิดเผยด้วยว่า จะมีสินค้าและบริการที่หลากหลายสำหรับนักท่องเที่ยวอิสระ และนักท่องเที่ยวแบบกลุ่ม รวมถึงการดึงดูดการท่องเที่ยวประเภทที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เช่น ทัวร์สำหรับ Incentive Tour เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวในตลาดประเทศไทย

โดยในปี 2024 จังหวัดคยองกีต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ 2.17 ล้านคน เพิ่มขึ้น 48.3% เมื่อเทียบกับปี 2023 ที่ผ่านมา และฟื้นตัวถึง 83.2% เทียบกับช่วงก่อนโควิด-19 คาดว่าในปี 2025 จำนวนนักท่องเที่ยวจะ เพิ่มขึ้นอีกจากกระแส K-Culture และแพ็กเกจท่องเที่ยวใหม่ๆ

นักท่องเที่ยวสัมผัสวัฒนธรรมเกาหลี
นักท่องเที่ยวสัมผัสวัฒนธรรมเกาหลี

ด้านนักท่องเที่ยวชาวไทย เมื่อปี 2019 ก่อนเกิดโควิด มีนักท่องเที่ยวชาวไทยไปเยือนเกาหลีประมาณ 570,000 คนล่าสุดปี 2024 มีนักท่องเที่ยวชาวไทยลดลงเหลือประมาณ 330,000 คน ซึ่งในปี 2025 นี้คาดหวังว่า นักท่องเที่ยวจะกลับมาเป็นตัวเลขเดิม ที่ประมาณ 570,000 คน.

อ่านข่าวเกี่ยวกับ เกาหลีใต้

มาเลเซียระทึก ไฟพุ่งสูงนับร้อยเมตร คาดเกิดจากท่อแก๊สระเบิด (คลิป)

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2850521

1 เม.ย. 2568 11:23 น.

มาเลเซียระทึก ไฟพุ่งสูงนับร้อยเมตร คาดเกิดจากท่อแก๊สระเบิด (คลิป)

เกิดเหตุไฟไหม้ครั้งใหญ่ที่ย่านปุตราไฮส์ ในรัฐสลังงอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยเปลวไฟพุ่งสูงนับร้อยเมตร และสามารถมองเห็นได้ไกลหลายกิโลเมตร คาดเกิดจากท่อแก๊สระเบิด

เกิดเหตุไฟไหม้ครั้งใหญ่ที่ย่านปุตราไฮส์ ในรัฐสลังงอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยเปลวไฟพุ่งสูงนับร้อยเมตร และสามารถมองเห็นได้ไกลหลายกิโลเมตร คาดเกิดจากท่อแก๊สระเบิด

เจ้าหน้าที่สถานีดับเพลิงและกู้ภัยเมืองซูบังจายา กล่าวว่าได้รับแจ้งเหตุฉุกเฉินเมื่อเวลา 8.10 น. วันนี้ ตามเวลาท้องถิ่น โดยไฟไหม้เกิดขึ้นที่ถนนปุตราฮาร์โมนี สามารถมองเห็นไฟขนาดใหญ่ได้จากระยะทางหลายกิโลเมตร โดยมีการแชร์ภาพและวิดีโอของไฟไหม้นี้อย่างแพร่หลายบนโซเชียลมีเดีย

ด้านนายหว่อง เฉิน ส.ส. ซูบังจายา ยืนยันในแถลงการณ์ว่า ไฟไหม้เกิดขึ้นที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งในเขตปุตราไฮส์ เช่นเดียวกับหน่วยดับเพลิงและกู้ภัยสลังงอร์ (JBPM) ยืนยันว่าเกิดไฟไหม้ท่อส่งก๊าซขนาดใหญ่ในเมืองซูบังจายา 

อาหมัด มุคห์ลิส มุคห์ตาร์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการของสำนักงานดับเพลิงสลังงอร์ ยืนยันว่าได้รับแจ้งเหตุฉุกเฉินเมื่อเวลา 8.10 น. โดยเจ้าหน้าที่ดับเพลิงมาถึงที่เกิดเหตุ 12 นาทีต่อมา “ไฟไหม้เกิดจากท่อส่งก๊าซของปิโตรนาสรั่ว โดยมีท่อส่งก๊าซยาวประมาณ 500 ม. ถูกไฟไหม้” 

ไฟซึ่งปะทุขึ้นใกล้กับพื้นที่อยู่อาศัย ได้ลุกลามไปยังบ้านหลายหลัง ทำให้ประชาชนต้องอพยพ นายมุคห์ตาร์ยืนยันว่าสามารถช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้ 7 ราย รวมถึงผู้สูงอายุ 2 ราย แต่ยังไม่สามารถระบุจำนวนผู้ได้รับผลกระทบทั้งหมดและขอบเขตของไฟที่ลุกลามในพื้นที่อยู่อาศัยได้

เจ้าหน้าที่ทั้งหมด 78 นาย พร้อมด้วยรถดับเพลิง หน่วยเก็บวัสดุอันตราย และรถบรรทุกน้ำ อยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุเพื่อควบคุมเพลิงไหม้ นายมุคห์ตาร์กล่าวอีกว่าปิโตรนาสได้ปิดวาล์วท่อแล้ว แต่ยังไม่ชัดเจนว่าปิดวาล์วไปถึงบริเวณต้นทางหรือไม่.

ที่มา Free Malaysia Today  AP

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

รัฐบาลทหารพม่าออกคำสั่ง ห้ามสื่อต่างชาติเข้าไปรายงานข่าวแผ่นดินไหว อ้างปัญหาที่พัก และน้ำไฟ

รัฐบาลทหารพม่าออกคำสั่ง ห้ามสื่อต่างชาติเข้าไปรายงานข่าวแผ่นดินไหว อ้างปัญหาที่พัก และน้ำไฟ

1 เม.ย. 2568 10:53 น.

รัฐบาลทหารพม่าออกคำสั่ง ห้ามสื่อต่างชาติเข้าไปรายงานข่าวแผ่นดินไหว อ้างปัญหาที่พัก และน้ำไฟ

รัฐบาลทหารพม่าสั่งห้ามสื่อมวลชนต่างชาติเข้าพื้นที่รายงานข่าวสถานการณ์แผ่นดินไหว โดยอ้างว่ากำลังประสบปัญหาขาดแคลนที่พัก ไฟฟ้าดับและขาดแคลนน้ำ ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตพุ่งสูงกว่า 2,400 ศพ

วันที่ 1 เมษายน 2568 นายพลจัตวาซอ มิน ตุน โฆษกรัฐบาลทหารเมียนมา (พม่า) แถลงว่า รัฐบาลมีคำสั่งห้ามนักข่าวต่างชาติเข้าพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ โดยให้เหตุผลว่ามีปัญหาเรื่องที่พัก ไฟฟ้าดับ และการขาดแคลนน้ำสำหรับรองรับผู้มาเยือน

โฆษกฯ กล่าวว่า เป็นไปไม่ได้ที่นักข่าวต่างชาติจะเดินทางมา พักอาศัย หรือเดินทางในพื้นที่เหล่านี้ และรัฐบาลต้องการให้ทุกคนเข้าใจเรื่องนี้ 

โดยการสั่งห้ามผู้สื่อข่าวเช้าไปทำข่าวสร้างความกังวลเกี่ยวกับความโปร่งใสของรัฐบาลทหารพม่า เนื่องจากนักข่าวท้องถิ่นก็เผชิญกับข้อจำกัดอย่างเข้มงวดอยู่แล้ว หลายฝ่ายยังกล่าวหาว่ารัฐบาลทหารขัดขวางความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมไม่ให้เข้าถึงบางพื้นที่ที่อยู่นอกการควบคุมของตน

ตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2021 ที่โค่นล้มรัฐบาลพลเรือนของนางออง ซาน ซูจี พม่ามาตกอยู่ในภาวะสงครามกลางเมืองกับกลุ่มต่อต้านหลายฝ่าย ล่าสุด มีรายงานว่ากองทัพเมียนมายังคงเดินหน้าโจมตีทางอากาศในหลายพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากทั้งความรุนแรงและภัยพิบัติ

ขณะที่ประชาคมโลกเรียกร้องให้มีการเปิดทางให้สื่ออิสระและเจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์เข้าถึงพื้นที่ประสบภัยโดยไม่มีข้อจำกัด หลังเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.7 เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างหนักทั่วประเทศ

ทางด้านสำนักข่าว Myanmar Now รายงานว่า การปราบปรามสื่อของรัฐบาลทหารเป็นสิ่งที่มีหลักฐานชัดเจน โดยในปี 2023 ไซ ซอ แตงค์ ช่างภาพข่าวของสำนักข่าวดังกล่าวถูกจับกุมขณะรายงานข่าวพายุไซโคลนโมคา และถูกตัดสินจำคุก 20 ปี

ด้านกรมอุตุนิยมวิทยาและอุทกศาสตร์เมียนมาเปิดเผยว่า ตั้งแต่เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อวันศุกร์ ได้เกิดอาฟเตอร์ช็อกแล้ว 36 ครั้ง โดยมีขนาดระหว่าง 2.8 -7.5 แมกนิจูด

แผ่นดินไหวครั้งนี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 2,400 ศพ บาดเจ็บ 3,400 ราย และสูญหายอีกกว่า 300 คน ศูนย์กลางของแรงสั่นสะเทือนอยู่ห่างจากเมืองมัณฑะเลย์เพียง 20 กิโลเมตร ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของประเทศที่มีประชากรกว่า 1.5 ล้านคน ขณะที่ก่อนหน้านี้ ทางการได้ประกาศภาวะฉุกเฉินในหลายพื้นที่ รวมถึงเขตสะกาย มัณฑะเลย์ มะกเว รัฐฉานตอนเหนือ เนปีดอว์ และเขตพะโค.

พม่าสงบนิ่ง 1 นาที ไว้อาลัยเหยื่อแผ่นดินไหว ลดธงลงครึ่งเสา 7 วัน

พม่าสงบนิ่ง 1 นาที ไว้อาลัยเหยื่อแผ่นดินไหว ลดธงลงครึ่งเสา 7 วัน

1 เม.ย. 2568 10:44 น.

พม่าสงบนิ่ง 1 นาที ไว้อาลัยเหยื่อแผ่นดินไหว ลดธงลงครึ่งเสา 7 วัน

พม่าร่วมยืนสงบนิ่งไว้อาลัย 1 นาที ให้แก่เหยื่อแผ่นดินไหวในพม่า พร้อมลดธงลงครึ่งเสา 7 วัน ขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ภัย กำลังเร่งทำงานแข่งกับเวลาในการค้นหาผู้รอดชีวิตที่ติดอยู่ใต้ซากอาคารถล่ม หลังผ่านมาเกือบ 4 วันแล้ว

ทางการเมียนมา (พม่า) ร่วมกันยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 1 นาทีในวันนี้ และยังคงลดธงลงครึ่งเสาถึงวันที่ 6 เมษายน รวม 7 วัน เพื่อร่วมไว้อาลัยให้แก่เหยื่อแผ่นดินไหวในเมียนมา ขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยเมียนมาและทีมกู้ภัยนานาชาติที่เข้าไปช่วยเหลือต่างยังคงทำงานอย่างหนักทั้งในเมืองสะกาย และมัณฑะเลย์ ของเมียนมา ซึ่งเป็นสองพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากแผ่นดินไหวรุนแรงเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยตลอดทั้งวันเมื่อวานนี้ (31 มี.ค.) เจ้าหน้าที่ยังคงสามารถช่วยผู้รอดชีวิตติดใต้ซากตึกออกมาได้อย่างต่อเนื่อง

ล่าสุดจำนวนผู้เสียชีวิตพุ่งทะลุ 2,400 ศพ ทำให้เตาเผาศพแห่งต่างๆ ก็กำลังท่วมท้นไปด้วยครอบครัวผู้เสียชีวิตที่นำร่างของบุคคลอันเป็นที่รักมาฌาปนกิจ ขณะที่ผู้บาดเจ็บกว่า 3,900 รายยังรักษาตัวอยู่ตามโรงพยาบาลและศูนย์อนามัยต่างๆ ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่สาธารณสุขยังต้องรับมือความเสี่ยงสูงในการเกิดโรคระบาดอย่างเช่น โรคอหิวาตกโรค โดยเริ่มมีกลิ่นศพผู้เสียชีวิตโชยออกมาจากซากตึก ส่งกลิ่นคละคลุ้งทำให้เกิดบรรยากาศแห่งความเศร้าสลดไปทั่วบริเวณ และโอกาสที่จะพบผู้รอดชีวิตเพิ่ม กำลังลดน้อยลงไปทุกนาที

ด้านกลุ่มองค์กรช่วยเหลือและองค์การสหประชาชาติ (UN) ออกคำเตือนว่า แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในเมียนมา อาจทำให้ปัญหาความอดอยากและการระบาดของโรครุนแรงขึ้น เนื่องจากเมียนมาต้องเผชิญกับสงครามกลางเมืองและมีโครงสร้างพื้นฐานที่ย่ำแย่อยู่แล้ว ทำให้ที่นี่เป็นหนึ่งในประเทศที่ยากที่สุดสำหรับองค์กรด้านมนุษยธรรมในการให้ความช่วยเหลือ และสถานการณ์เลวร้ายลงอีกเนื่องจาก ถนนและสะพานพังเสียหาย ไฟฟ้าดับ ขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง และระบบสื่อสารล่มซึ่งทำให้สถานการณ์ยิ่งน่าเป็นห่วง.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ แผ่นดินไหว