‘แดง-น้ำเงิน’รอวันแตกหัก! อัพเดทการเมืองไทย 2 เรื่องผลัก‘เพื่อไทย’เสี่ยงสูงปรี๊ด

‘แดง-น้ำเงิน’รอวันแตกหัก! อัพเดทการเมืองไทย 2 เรื่องผลัก‘เพื่อไทย’เสี่ยงสูงปรี๊ด

‘แดง-น้ำเงิน’รอวันแตกหัก! อัพเดทการเมืองไทย 2 เรื่องผลัก‘เพื่อไทย’เสี่ยงสูงปรี๊ด

วันจันทร์ ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2568, 08.08 น.

‘แดง-น้ำเงิน’รอวันแตกหัก! อัพเดทการเมืองไทย 2 เรื่องผลัก‘เพื่อไทย’เสี่ยงสูงปรี๊ด

28 เมษายน 2568 นายไพศาล พืชมงคล นักกฎหมาย และอดีตกรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Paisal Puechmongkol ระบุว่า…

อัพเดทการเมืองไทย

1.ปัญหาความขัดแย้งหลักของการเมืองไทยยังคงอยู่ภายในพรรคร่วมรัฐบาล

คู่ขัดแย้งหลัก คือ แดงกับน้ำเงิน ที่กำลังรอวันแตกหัก ไม่ว่าจะมีใครมาพูดจา ปะแป้ง แต่งตัวให้ดูดีอย่างไร ในที่สุดก็จะหนีความจริงไปไม่พ้น ลักษณะของความขัดแย้งหลักนี้ จะทำให้น้ำเงินต้องออกไปเป็นฝ่ายค้าน ปัญหาว่าเมื่อใดเท่านั้น

ให้ตั้งข้อสังเกตว่า นายใหญ่และครูใหญ่ จะไม่มีวันยอมให้ลูกสาวลูกชายของตนเป็นบัตรพลีบูชายันต์อย่างแน่นอน

2.ผลการเลือกตั้งที่นครศรีธรรมราช พรรคกล้าธรรม ของผู้กองธรรมนัส ได้รับชัยชนะท่วมท้น สามารถฝ่าดงกระสุนสีน้ำเงิน ที่ครึ้มไปบนท้องฟ้าชนิดพลิกความคาดหมายของชาวนครศรีธรรมราช และคอการเมืองทั้งหลาย

ความแปรเปลี่ยนของผลการเลือกตั้งจากที่คาดหมายกันไว้เดิมว่าสีน้ำเงินจะชนะเด็ดขาด เกิดจากพี่น้องมุสลิมทั้งเขต 8 พากันเทเสียงทุกครอบครัว และทั้งครอบครัวให้แก่พรรคกล้าธรรม

เบื้องลึกก็คือ พลังของท่านผู้นำสูงสุดมุสลิมชีอะห์ไทยและอาเซียน คือ ท่านหุจลตุลเลาะห์อิสลาม ซัยยิดสุไลมานฮูซัยนี ที่ชี้ทางนำให้พี่น้องมสุลิมนครศรีธรรมราช เทคะแนนเสียงให้พรรคกล้าธรรม เพราะมีความเชื่อมั่นในผู้กองธรรมนัส นั่นเอง และยังมีแรงหนุนสำคัญ จาก 7 สมาคมท่องเที่ยวภาคใต้ ที่ประสานงานให้ทุกเครือข่าย เทคะแนนเสียงให้กล้าธรรมอีกด้วย

และชัยชนะครั้งนี้ จะทำให้พลังทางการเมืองของพรรคกล้าธรรมเพิ่มขึ้น และจะเป็นจุดชี้ขาดที่ทำให้ไพ่ฝาก ซึ่งแฝงตัวอยู่ในพรรคอื่นกล้าประกาศตัว ซึ่งเชื่อว่าจะมีอีกอย่างน้อย 5 คน จะมาจากพรรคไหนบ้างคอยดูกันเอาเอง

และยิ่งพรรคกล้าธรรมมีเสียงเพิ่มขึ้น ก็จะทำให้พรรคเพื่อไทยตัดสินใจในการปรับคณะรัฐมนตรีง่ายขึ้นด้วย

3.พรรคพลังประชารัฐเนื้อหอม เพราะอยู่ในกระแสที่จะเข้าร่วมรัฐบาล หากว่ามีการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งใหญ่

แต่ทันทีที่เกิดเหตุการณ์พลิกผัน ในวันประชุมใหญ่ประจำปีของพรรค และแถลงว่าจะไม่เข้าร่วมกับรัฐบาล ก็ทำให้เกิดแรงกระเพื่อมไหวขึ้นภายในพรรคทันที กระทบต่อการรับคนรุ่นใหม่เข้าพรรค เพื่อเตรียมการเลือกตั้งครั้งหน้า และยังผวากันว่าจำนวน สส. ที่เหลืออยู่ยังจะอยู่กันครบต่อไปหรือไม่

ท่าทีครั้งนี้ของพรรคพลังประชารัฐ จึงทำให้ขาดทุนทางการเมืองอาจถึงขั้นพลาดตาเดียวแพ้ทั้งกระดาน

4.ในขณะที่พรรคเพื่อไทยกุมสภาพในรัฐบาลและการบริหารได้กระชับขึ้น แต่ความเสี่ยงทางการเมืองของพรรคก็พุ่งสูงปรี๊ด อย่างน้อย 2 เรื่องคือ

(1) การไต่สวนของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในวันที่ 30 เมษายน ตามคำร้องขอของนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ที่ขอให้ศาลออกหมายจับ และออกหมายขังนายทักษิณ ชินวัตร ตามโทษที่เหลืออยู่ ซึ่งไม่มีใครคาดหมายได้ว่า ผลสุดท้ายจะเป็นอย่างไร แต่ก็อดที่จะหวาดเสียวไม่ได้

(2) การร้อง ป.ป.ช. ให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญถอดถอนคณะรัฐมนตรีพร้อมทั้งคณะกรรมาธิการงบประมาณที่เป็น สส. และสว. ออกจากตำแหน่งเกี่ยวกับกรณีแปรญัตติงบประมาณ ให้นำรายจ่ายประจำเอาไปใช้จ่ายอย่างอื่นซึ่งผิดรัฐธรรมนูญ และมีโทษที่จะต้องถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งตั้งแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ซึ่งหลักฐานมีพร้อมมูลแล้ว ป.ป.ช. และศาลรัฐธรรมนูญ จะใช้เวลาอย่างมากไม่เกิน 3 เดือนก็รู้หมู่จ่าแล้ว

5.ปัญหารุมเร้าจากการขึ้นภาษีจากตาตั้ม แม้ว่ายังพอยึดเวลาหายใจเพราะการเลื่อนการบังคับใช้ไป 90 วัน แต่ก็ไม่ช่วยอะไรมาก เพราะเกิดผลกระทบโดยทั่วไปแล้ว ขณะนี้ปัญหาเศรษฐกิจทรุดตัวลงอย่างรวดเร็ว รายได้ของประเทศและของภาคธุรกิจต่าง ๆ ทรุดตัวลง กระทบต่อการดำรงชีวิตโดยทั่วไปของประชาชนด้วย

ในขณะที่รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องได้แต่มองตากันปริบๆ และยังไม่มีการปรากฏตัวของผู้แก้ปัญหาให้ประชาชนชื่นใจเลยแม้แต่คนเดียว

ประเทศไทยยังต้องคงระวังเหตุการณ์ผีซ้ำด้ามพลอย ที่เกิดจากทั้งผู้ไม่ประสงค์ดี และจากผู้โง่เขลาเบาปัญหาที่หวังเอาใจตาตั้ม แต่สร้างปัญหากระทบกระทั่ง หรือความขัดแย้งให้เกิดขึ้นระหว่างไทย – จีน ซึ่งเท่ากับรื้อฐานทางเศรษฐกิจของบ้านหลังใหญ่คือประเทศไทยของเรา ในขณะที่ปัญหาความไม่สงบ และความมั่นคงตามแนวชายแดนต่าง ๆ ก็กำลังคุกรุ่นมากขึ้น โดยผู้ที่รับผิดชอบไม่ได้แสดงความมั่นใจให้เห็นได้ว่า จะสามารถป้องกันและแก้ไขปัญหาได้เลย ประเทศไทย และคนไทยช่างน่าอนาถเสียนี่กระไร

เช็ค‘วีซ่า’ก่อน! ‘เทพไท’สะกิด‘ทักษิณ’จะไปเจรจา‘ภาษีทรัมป์’ระวังหน้าแตก

เช็ค‘วีซ่า’ก่อน! ‘เทพไท’สะกิด‘ทักษิณ’จะไปเจรจา‘ภาษีทรัมป์’ระวังหน้าแตก

เช็ค‘วีซ่า’ก่อน! ‘เทพไท’สะกิด‘ทักษิณ’จะไปเจรจา‘ภาษีทรัมป์’ระวังหน้าแตก

วันจันทร์ ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2568, 07.37 น.

เช็ค‘วีซ่า’ก่อน! ‘เทพไท’สะกิด‘ทักษิณ’จะไปเจรจา‘ภาษีทรัมป์’ระวังหน้าแตก

28 เมษายน 2568 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์คลิป พร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” เรื่อง “ตอบข้อสงสัย ทักษิณ เจรจาภาษีทรัมป์” ระบุว่า…

ตอบข้อสงสัย ทักษิณ เจรจาภาษีทรัมป์

ผมเห็นข่าวที่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน เคยเรียกร้องให้รัฐบาลออกมาเปิดเผยข้อมูลการเจรจาเรื่องกำแพงภาษีกับอเมริกาอย่างตรงไปตรงมา รวมถึงแนวทางแก้ไขว่าเป็นอย่างไร แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบจากรัฐบาล

กลับมาได้คำตอบจากนายทักษิณ ที่ได้เปิดเผยถึงเรื่องบนโต๊ะเจรจาว่า ได้เอาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง และเรื่องที่มีการจับกุม นายพอล แชมเบอร์ส คดีมาตรา 112 เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย และได้ตั้งคำถามว่า นายทักษิณ ไม่ได้มีตำแหน่งอะไรเลยในรัฐบาลนี้ ไม่ได้เป็นที่ปรึกษา หรืออยู่ในคณะเจรจาด้วย ดังนั้นคำพูดของนายทักษิณ ไม่แน่ใจว่าจะเชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน และจะนำไปสู่การแก้ไขเรื่องนี้อย่างไร

ผมอยากจะตอบข้อสงสัยของ น.ส.ศิริกัญญา ว่า อย่าไปคาดหวังคำตอบจากรัฐบาลเลย เพราะรัฐบาลชุดนี้อยู่ภายใต้กำกับของนายทักษิณ คอยฟังคำสั่งจากนายทักษิณแต่เพียงผู้เดียว เมื่อนายทักษิณพูดอะไรออกไป นั่นหมายถึงทิศทางของรัฐบาล และถ้าหากนายทักษิณจะเดินทางไปเจรจาเรื่องกำแพงภาษี กับโดนัล ทรัมป์จริง ก็สามารถทำได้ จะมีน้ำหนักมากกว่าทีมไทยแลนด์ที่รัฐบาลตั้งขึ้นเป็นตัวแทนในการเจรจาเสียอีก

ถ้าหากนายทักษิณจะขออนุญาตศาลเพื่อเดินทางออกนอกประเทศ ก็เชื่อว่าน่าจะได้รับอนุญาต เพราะศาลเคยอนุญาตให้นายทักษิณเดินทางไปต่างประเทศมาแล้ว 2 ครั้ง

ปัญหาอยู่ที่นายทักษิณจะเดินทางเข้าประเทศสหรัฐอเมริกาได้หรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้ นายมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ  ได้ประกาศขึ้นแบล็คลิสต์ งดวีซ่าเข้าประเทศกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการส่งตัวอุยกูร์กลับประเทศจีน ทั้งตัวผู้บริหารและบุคคลในครอบครัว

ถึงแม้ว่าสหรัฐอเมริกาไม่ได้เปิดเผยรายชื่ออย่างเป็นทางการ แต่จากการวิเคราะห์ของ Human Rights Watch บุคคลที่อาจเข้าข่าย ได้แก่ นายกรัฐมนตรี (น.ส.แพทองธาร ชินวัตร) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (นายภูมิธรรม เวชยชัย) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ (นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม (พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง) เลขาธิการ สมช. (นายฉัตรชัย บางชวด) และเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่มีบทบาทในการอนุมัติ ฯลฯ

ถ้าหากนายทักษิณคิดจะเดินทางไปประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อเจรจาเรื่องกำแพงภาษีจริง ก็ขอให้ตรวจสอบวีซ่าเข้าประเทศเสียก่อน กลัวจะหน้าแตกกลับมา

‘ทำตัวดีๆเผื่อได้เป็นรองนายกฯ’ ‘ทักษิณ’เย้ย‘หนูรี’ หลังถูก‘เสรีพิศุทธ์’หยัน ขู่ระวังจะติดคุกคดีชั้น14

‘ทำตัวดีๆเผื่อได้เป็นรองนายกฯ’  ‘ทักษิณ’เย้ย‘หนูรี’  หลังถูก‘เสรีพิศุทธ์’หยัน  ขู่ระวังจะติดคุกคดีชั้น14

‘ทำตัวดีๆเผื่อได้เป็นรองนายกฯ’ ‘ทักษิณ’เย้ย‘หนูรี’ หลังถูก‘เสรีพิศุทธ์’หยัน ขู่ระวังจะติดคุกคดีชั้น14

วันจันทร์ ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘ทำตัวดีๆเผื่อได้เป็นรองนายกฯ’ ‘ทักษิณ’เย้ย‘หนูรี’ หลังถูก‘เสรีพิศุทธ์’หยัน ขู่ระวังจะติดคุกคดีชั้น14 ลั่น‘ไม่ต้องกังวลแทนผม’ ปชน.จับตาศาล30เมษายน

“ทักษิณ” สวนหมัดคืน “เสรีพิศุทธ์”ขุดสรรพนามเฉพาะ “หนูรี” โต้เสียงเตือนระวังติดคุกปม “ชั้น 14” แซะทำตัวดีๆ เผื่อได้นั่งรองนายกฯ ลั่น “ไม่ต้องกังวลแทนผม” ปชน.รอ 30 เมษายน ศาลรับคำร้องคดีชั้น 14 หรือไม่ก่อนประเมินผลสะเทือนรัฐบาล ด้าน‘จตุพร’เชื่อ‘ทักษิณ’วิตกคำสั่งศาล30เม.ย.ถ้าออกมาลบ มีทางเลือกแค่‘คุกหรือหนี’ลามกระเพื่อมเก้าอี้‘นายกฯอุ๊งอิ๊งค์’ชี้ปรับครม.ได้แค่โควตา‘เพื่อไทย’เขี่ย‘ภูมิใจไทย’ออกยาก

เมื่อวันที่ 27 เมษายน2568 ที่โรงแรม The Idle Hotel & Residence นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวถึงกรณีวันที่ 30 เมษายนนี้ ศาลฎีกา จะมีคำสั่งในคดีชั้น 14 ของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะส่งแรงกระเพื่อมทางการเมืองหรือไม่ ว่า เรื่องนี้จะเป็นใครก็ได้ที่เข้าไปยื่นคำร้อง ส่วนศาลคำตัดสินของศาล ก็เป็นสิ่งที่พวกเราต้องติดตามดู

นายณัฐพงษ์ ยืนยันว่า เรื่องที่พวกเราอภิปรายในสภา กรณีชั้น14 ก็เป็นสิ่งที่พวกเราตั้งข้อวิจารณ์ว่า น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นคนที่มีส่วนรู้เห็นข้อเท็จจริงมาโดยตลอดว่า นายทักษิณ ผู้เป็นบิดา ป่วยจริงหรือไม่ ป่วยถึงขนาดต้องไปอยู่โรงพยาบาลตำรวจจริงหรือไม่ เมื่อมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จะดำเนินการอย่างไร เพื่อรักษาระบบนิติธรรม ไม่ให้เกิดการเลือกปฏิบัติสองมาตรฐาน หรือหลายมาตรฐาน และพรรคประชาชนก็มีการดำเนินการเรื่องนี้ต่อภายหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ในส่วนของการยื่นข้อกล่าวหาการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี เมื่อถามว่า หากศาลรับคำร้อง จะส่งผลถึงรัฐบาลหรือไม่ นายณัฐพงษ์ มองว่า ยังมีกระบวนการอีกหลายอย่าง ขั้นตอนนี้ เป็นเพียงขั้นตอนแรกเท่านั้น ในกระบวนการที่จะต้องดำเนินการต่อไป ส่วนจะส่งผลกระเทือนมากน้อยเพียงใดนั้น รอฟังวันที่ 30 เมษายน ก่อนดีกว่า

ด้าน นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เฟซบุ๊กไลฟ์รายการประเทศไทยต้องมาก่อน เมื่อวันที่ 26 เม.ย. ว่า วันที่ 30 เม.ย.นี้ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (ศาลฎีกานักการเมือง) นัดฟังคำสั่งคำร้องของนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ว่าจะรับไว้ไต่สวนหรือไม่ ซึ่งจะส่งผลให้การเมืองพรรคร่วมรัฐบาลกระเพื่อมทั้งด้านดีและร้าย อย่างไรก็ตาม นายชาญชัย ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกานักการเมืองให้นำตัวทักษิณ ชินวัตร มาลงโทษติดคุก เพราะกรมราชทัณฑ์ส่งตัวไปรักษาที่ รพ.ตำรวจ ชั้น 14 ไม่ได้ขออนุญาตศาลก่อน จึงขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.89 และ ม. 246 ส่วนกรมราชทัณฑ์ อ้างอำนาจตาม ม.55 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ 2560 เป็นเพียงกฎหมายชั้นรอง และขัดต่อบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา นอกจากนี้ นายชาญชัย เคยยื่นคำร้องในกรณีเดียวกันนี้ต่อศาลฎีกานักการเมืองถึง 3ครั้ง โดย 2 ครั้งแรกเมื่อ 19ธ.ค.2566และ15ก.พ.2567 แต่ศาลยกคำร้องไม่ไต่สวน ส่วนครั้งที่สามยื่นเมื่อ 10ม.ค.2568 ซึ่งศาลนัดฟังคำสั่งคำร้องในวันที่ 30เม.ย. นี้

นายจตุพร กล่าวว่า แม้ทักษิณ บอกไม่กังวล แต่สายตาบ่งบอกถึงความวิตก เพราะศาลฎีกานักการเมือง ซึ่งตัดสินคดีทักษิณ จะต้องวินิจฉัยจะรับไต่สวนเอาทักษิณ กลับเข้าคุกหรือไม่ เมื่อฝ่าฝืนการรับโทษติดคุก โดยอ้างป่วยวิกฤตไปพัก ชั้น 14 รพ.ตำรวจ อีกทั้งประเมินได้ว่า หากเปรียบเทียบกับคำร้องทั้งสองครั้งของนายชาญชัย ที่ศาลยกคำร้องแล้ว คำร้องครั้งที่สามนี้ คงมีเหตุควรเชื่อได้ว่า การส่งตัวไปรักษาตัวที่ชั้น 14 รพ.ตำรวจนั้น กรมราชทัณฑ์ฝ่าฝืน ม. 89 และ ม.246 จึงนัดฟังคำสั่ง แต่ทักษิณ บอกไม่กังวล

นายจตุพร กล่าวว่า คาดว่าคงมีทางออก 2 ทางให้เลือก หนึ่งถ้าทักษิณ พร้อมติดคุกแล้วอาจมีบางคนยื่นถวายฎีกาให้ทักษิณกลับสู่สถานะเดิม คือ ขอยกเว้นพระบรมราชโองการลดโทษเหลือ 1 ปีของทักษิณ ก็ได้ เพื่อให้มีโทษติดคุกอยู่ครบ 8 ปี ส่วนทางเลือกที่สอง คงหนีออกนอกประเทศอีกรอบ

“บ้านเมืองจะมีหลักกระบวนการยุติธรรมที่ถูกต้องหรือไม่ ต้องผ่านเรื่องทักษิณหนีคุกไปให้ได้ เพราะถ้ากระบวนการยุติธรรมไม่เป็นไปตามกฎหมาย ก็อย่าคิดถึงการสร้างชาติให้แข็งแรง ยิ่งคำพิพากษาคดีทุจริตคอร์รัปชั่นจะมีความหมายอันใดถ้าไม่มีการบังคับโทษ ทั้งที่ได้รับพระบรมราชโองการล้นพ้นให้ลดโทษเหลือ 1 ปี ยังไม่ยอมติดคุกสักวันอีก” นายจตุพร กล่าว สำหรับการปรับ ครม.นั้น นายจตุพร กล่าวว่า อาจมีการปรับ รมต.เฉพาะโควตาของพรรคเพื่อไทยเท่านั้น ขณะที่พรรคร่วมรัฐบาลพรรคอื่นไม่ปรับ รมต.และนายกฯ คงไปยุ่งไม่ได้ เพราะเป็นอำนาจของพรรคนั้นๆ แต่ยกเว้นมีการเจรจาสับเปลี่ยนกระทรวงกัน ซึ่งคงทำไม่ได้ง่ายๆ เช่นกัน อย่างไรก็ตาม เรื่องคดีของทักษิณ ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 30 เม.ย.นี้ จะรู้ผลก่อนการปรับ ครม. ถ้าผลคำสั่งของศาลออกมาเป็นลบกับทักษิณ คือ ศาลรับไว้ไต่สวนทั้งข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง ย่อมสะเทือนถึงดุลอำนาจในพรรคร่วมรัฐบาลด้วย

นายจตุพร ยังเชื่อว่า ถ้าคำสั่งคดีของทักษิณ ออกมาเป็นลบแล้ว สถานการณ์ของนายกฯ อุ๊งอิ๊งค์-แพทองธาร ชินวัตร ต้องปลงอนิจจัง ขณะเดียวกัน หากทักษิณรอดคือ ศาลยกคำร้อง แต่การปรับ ครม.เอาพรรคภูมิใจไทยออกแล้ว ย่อมส่งผลต่อเสียง สว.มาสนับสนุนผ่านกฎหมายของรัฐบาลเช่นกัน ส่วนความไม่สงบของจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น นายจตุพร กล่าวว่า คนจะแก้ปัญหาได้ต้องไม่มีท่วงทำนองแบบเอาหน้า แต่ต้องมีความมุ่งมั่นแก้ปัญหาแบบเอาชาติบ้านเมืองเป็นตัวตั้ง อย่างไรก็ตาม ที่ทำกันมานั้น ยังไม่เห็นคนแก้ปัญหามีคุณสมบัติเอาชาติบ้านเมืองเป็นตัวตั้งเลย ซึ่งแตกต่างกับคณะทำนโยบาย 66/23 แก้ปัญหาความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์ในประเทศได้ผลสำเร็จ โดยช่วงแก้ปัญหา ไม่เห็นหน้าคณะเจรจาด้วยซ้ำ ดังนั้นรัฐบาลควรไปหารือขอแนวทางการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้จึงจะเหมาะสมกว่าไปปรึกษากับนายกฯ มาเลเซีย เรื่องแบบนี้ถ้าเห็นหน้า ก็จะไม่เห็นผลในทางที่ดี แต่เป็นผลทางร้ายมากกว่า ส่วนการคุยกับนายกฯ มาเลเซีย แล้วเป็นเกิดผลดีกันอย่างไร เพราะที่ผ่านมา มาเลเซียไม่เคยแก้ปัญหาความขัดแย้งให้ไทยได้สำเร็จ ส่วนไทยแก้ปัญหาโจรจีนคอมมิวนิสต์มาลายาให้มาเลเซียได้สำเร็จมาแล้ว ดังนั้น จะหวังอะไรกันกับเหตุการณ์ไม่สงบชายแดนภาคใต้จะสงบด้วยความร่วมมือกับมาเลเซีย

ที่ จ.เชียงใหม่ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวสหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ระบุการเข้าให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในการพักรักษาตัวของนายทักษิณที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ หากจะตัดสินใจหนีก็ขอให้หนีตั้งแต่วันนี้ เพราะหากไม่หนีวันที่ 30 เม.ย. ระวังจะติดคุกว่า “บอกหนูรีเขานะ ให้หนูรีทำตัวดีๆ พูดจาดีๆ เผื่อจะได้ไปเป็นรองนายกฯ กับเขาบ้าง” เมื่อถามว่าก่อนหน้านี้ได้มีการทาบทามหรือมาขอเป็นรองนายกรัฐมนตรีหรือไม่นายทักษิณ กล่าวว่า “เคยฮะเคย แต่หลังจากนั้นก็โกรธกันมา ก็ไม่เป็นอะไร บอกให้หนูเขาใจเย็นๆ” ถามต่อว่ามองว่าเป็นความแค้นส่วนตัวหรือไม่นายทักษิณกล่าวว่า ตนก็ไม่เข้าใจเช่นกันว่า รอจิก คืออะไร ไม่เข้าใจบางครั้งตนก็ถูกเข้าใจผิด เป็นเรื่องธรรมดา เฉยๆ เมื่อถามว่า ประเด็นเรื่องชั้น 14 ในวันที่ 30 เม.ย. เราก็พร้อมใช่หรือไม่ นายทักษิณ กล่าวว่า“ไม่มีอะไร ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการ ไม่ต้องกังวลแทนผม”

จี้รีบเจรจาสหรัฐ พรรคประชาชนกระทุ้งรัฐบาล เคลียร์ปมภาษี‘ทรัมป์’เร็วที่สุด

จี้รีบเจรจาสหรัฐ  พรรคประชาชนกระทุ้งรัฐบาล  เคลียร์ปมภาษี‘ทรัมป์’เร็วที่สุด

จี้รีบเจรจาสหรัฐ พรรคประชาชนกระทุ้งรัฐบาล เคลียร์ปมภาษี‘ทรัมป์’เร็วที่สุด

วันจันทร์ ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หัวหน้าพรรคประชาชน จี้รบ.เร่งเจรจาปรับกำแพงภาษีกับสหรัฐ กระทุ้งเจรจาครั้งแรกต้องเกิดขึ้นเร็ว-ชัดเจนมากที่สุด มองตอนนี้มีแต่เรารู้เราอย่างเดียว “ศิริกัญญา” ขอบคุณ “ทักษิณ” เปิดเผยปัจจัยสหรัฐไม่เจรจาระบุถอนฟ้อง “พอลแชมเบอร์ส”ช่วยผ่อนหนักเป็นเบา แนะคุยกับคนใกล้ชิด “ทรัมป์” ไม่มีประโยชน์

เมื่อวันที่ 27เมษายน ที่โรงแรม The Idle Hotel & Residence นายณัฐพงษ์เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการเจรจาปรับกำแพงภาษีกับสหรัฐฯว่า สิ่งสำคัญอย่างยิ่งคือการเจรจาครั้งแรกต้องเกิดอย่างเร็วที่สุดและชัดเจนมากที่สุด เพราะตอนนี้เหมือนเรารู้เราอย่างเดียว วางแนวทางไว้ 5 ข้อ แต่ขณะเดียวกัน เราไม่รู้ว่าอเมริกาต้องการอะไรจากเราบ้าง เมื่อเทียบกับกรณีของญี่ปุ่นที่เข้าไปเจรจาครั้งแรกก็ได้รับคำตอบกลับมาว่าสหรัฐต้องการส่งออกข้าวไปประเทศญี่ปุ่นเพิ่มเติม ดังนั้นจึงเป็นการปรับทีมเจรจาไปในตัวด้วยเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของทั้งสองฝ่ายมากยิ่งขึ้น ซึ่งสิ่งที่เห็นตามหน้าข่าวตอนนี้มีแค่การนัดหมาย แต่รัฐบาลไม่สามารถให้ความชัดเจนกับประชาชนได้ว่าการนัดหมายเกิดขึ้นหรือยังแล้วจะเกิดขึ้นเมื่อไร อาจให้กรอบเวลากว้างๆไว้ก็ได้ และควรต้องเร่งรีบเจรจาครั้งแรกให้เร็วที่สุดเพื่อให้เห็นว่าสหรัฐฯต้องการอะไรจริงๆจากไทย

นายณัฐพงษ์กล่าวต่อว่า สัปดาห์หน้าจะมีเวทีของฝ่ายค้านเรื่องกำแพงภาษี ซึ่งแน่นอนที่สุดที่จะมีข้อเสนอแนะไปยังรัฐบาล ซึ่งได้จัดเวทีไว้ให้ผู้เข้าร่วมหลายภาคส่วนได้สะท้อนเข้ามาด้วย ซึ่งตนก็พร้อมจะส่งต่อให้รัฐบาล ส่วนไทยควรรอเข้าไปเจรจาถึงเมื่อไร ตนคงตอบแทนไม่ได้เพราะลำดับคิวการเข้าพบอาจอยู่ที่สหรัฐฯเป็นหลัก แต่ยิ่งเราเข้าไปเจรจาได้เร็วที่สุด ก็ยิ่งเป็นผลประโยชน์กับประเทศไทยมากที่สุด

ด้านน.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาพูดถึงการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และพูดถึงเรื่องความมั่นคงเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยว่า กรณีนี้คือสิ่งที่ตนเคยเรียกร้องให้รัฐบาลออกมาเปิดเผยข้อมูลตรงไปตรงมา รวมถึงแนวทางแก้ไขว่าเป็นอย่างไร ซึ่งนายทักษิณได้เปิดเผยถึงเรื่องบนโต๊ะเจรจาว่าเอาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและเรื่องที่มีการจับกุมนายพอลแชมเบอร์สนักวิชาการที่ศึกษาด้านกองทัพจากมหาวิทยาลัยนเรศวร ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คอมพิวเตอร์ ฯ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย โดยอาจเป็นสิ่งที่ติดขัดแล้วทำให้เราไม่สามารถเดินหน้าเจรจาได้ตามปกติเหมือนประเทศอื่น

“ดิฉันก็ขอขอบคุณ คุณทักษิณที่ออกมาเปิดเผยอย่างตรงไปตรงมา เสียดายนิดเดียว ที่มันควรต้องเป็นคนของรัฐบาล คุณทักษิณไม่ได้มีตำแหน่งอะไรเลยในรัฐบาลนี้ ไม่ได้เป็นที่ปรึกษา หรืออยู่ในคณะเจรจาด้วย ดังนั้นคำพูดของคุณทักษิณ ไม่แน่ใจว่าจะเชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน และจะนำไปสู่การแก้ไขเรื่องนี้อย่างไร อยากให้รัฐบาลไม่ว่าจะเป็นรองนายกฯ หรือนายกรัฐมนตรี ที่อาจให้ข่าวนี้กับคุณทักษิณไป ได้ออกมายืนยันกับประชาชนอีกครั้งว่าเป็นเรื่องจริง และก็เป็นเรื่องใหญ่”น.ส.ศิริกัญญากล่าว

และว่า นอกจากนี้ เรื่องความมั่นคง ยังมีเรื่องการส่งชาวอุยกูร์กลับประเทศจีนด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่แก้ไขค่อนข้างยาก เพราะน่ากระทบความสัมพันธ์ของประเทศจีนด้วย ถ้าเราทำอะไรกับชาวอุยกูร์ที่ยังอยู่ในสถานกักกันของตำรวจตรวจคนเข้าเมืองตอนนี้ ส่วนกรณีการจับกุมนายพอลแชมเบอร์ส ก็ยังมีแนวทางแก้ไขอยู่ คือการถอนฟ้อง ดังนั้นจึงขอให้รัฐบาลออกมาสื่อสารว่าจะแก้ไขอย่างไรเพราะถือเป็นเรื่องยากทั้งคู่

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร ออกมาระบุว่า มีความผิดพลาดในขั้นตอนการแปล หลังนายพอลแชมเบอร์ส ถูกจับกุม การถอนฟ้องถ้าเกิดขึ้นจริงจะช่วยให้การเจรจาง่ายขึ้นหรือไม่ น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า เงื่อนไขก็จะหลุดไปอีกเปราะหนึ่ง แต่จะมีคดีอื่นอีกหรือไม่ที่มีพลเมืองชาวอเมริกัน ถูกจับกุมอยู่ จึงต้องให้รัฐบาลเปิดเผยเรื่องราวออกมาทั้งหมด ซึ่งอาจผ่อนหนักเป็นเบาได้ง่ายที่สุดสำหรับกรณีนี้

เมื่อถามว่า ถึงแม้รัฐบาลจะออกมาพูด 2 เรื่องนี้แล้วแต่รัฐบาลเหมือนจะไม่ฟังนั้น น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า เราพูดเรื่องนี้มาหลายรอบ ตั้งแต่ตอนอภิปรายไม่ไว้วางใจ และย้ำอีกครั้ง ตอนที่เสนอญัตติกำแพงภาษีแล้วว่ารัฐบาลกำลังทิ้งไพ่ผิดใบ แต่รัฐบาลไม่ได้ตอบคำถามสักเท่าไหร่ จึงอยากฝากสื่อมวลชนช่วยไปถามรัฐบาลด้วยว่า สิ่งที่นายทักษิณพูดจริงหรือไม่

ถามว่า กรณีนายทักษิณ ระบุว่า สนิทกับคนใกล้ชิดของ โดนัลด์ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา จะสามารถช่วยได้หรือไม่ น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า ต้องทำไปทุกช่องทางที่ทำได้ แต่ช่องทางหลักที่เป็นทางการ เป็นช่องทางที่สำคัญและมีประโยชน์มากที่สุด การมีความสัมพันธ์อันดีกับผู้ที่อยู่ในคณะรัฐมนตรีของสหรัฐอยู่แล้วก็น่าจะมีประโยชน์มากที่สุด ถ้าติดขัดเรื่องนี้จริงๆ การไปพูดคุยกับคนสนิทรอบตัวที่ไม่ได้มีบทบาทในการเจรจาการค้า อาจไม่มีประโยชน์เชิงการเจรจาการค้าเท่าไหร่

ประกาศ‘พปชร.’ไม่ร่วมรัฐบาล ‘บิ๊กป้อม’ทุบโต๊ะ เช็คเสียงสส.ยังอยู่กันครบ ‘เท้ง’พร้อมจับมือพท.ตั้งรบ.

ประกาศ‘พปชร.’ไม่ร่วมรัฐบาล  ‘บิ๊กป้อม’ทุบโต๊ะ  เช็คเสียงสส.ยังอยู่กันครบ  ‘เท้ง’พร้อมจับมือพท.ตั้งรบ.

ประกาศ‘พปชร.’ไม่ร่วมรัฐบาล ‘บิ๊กป้อม’ทุบโต๊ะ เช็คเสียงสส.ยังอยู่กันครบ ‘เท้ง’พร้อมจับมือพท.ตั้งรบ.

วันจันทร์ ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ประกาศ‘พปชร.’ไม่ร่วมรัฐบาล ‘บิ๊กป้อม’ทุบโต๊ะ เช็คเสียงสส.ยังอยู่กันครบ ‘เท้ง’พร้อมจับมือพท.ตั้งรบ. แต่ตั้งแง่ต้องขอโทษปชช.ก่อน ‘อิ๊งค์’ทัวร์ครม.สัญจรนครพนม

ทุกอย่างเป็นไปได้! เท้ง-หัวหน้าพรรคประชาชน อ้างสถานการณ์เปลี่ยนพร้อมผสมพันธ์ุกับพรรคเพื่อไทย ช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ตั้งแง่ให้ขอโทษที่ทำผิดกับประชาชนหลายเรื่อง ด้าน“บิ๊กป้อม” ย้ำนโยบายอนุรักษ์นิยมทันสมัย ขึงขังไม่มีวันไปจูบปากกับเทวดา เดินหน้าพร้อมเลือกต้งเล็งกวาด 60 สส.ทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 27 เมษายน หลังประชุมพรรคประชาชน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรค พร้อมด้วย นายศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรคและนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค ร่วมกันแถลงข่าวมติที่ประชุม

โดย นายศรายุทธิ์ เผยว่า ในวาระการประชุม มีการปรับปรุงข้อบังคับพรรคให้การทำงานของพรรคสะดวกมากขึ้น รายงานผลการดำเนินงาน 1 ปี ที่ผ่านมา และเรื่องงบการเงินของพรรค รวมถึงการเตรียมความพร้อมถึงการเลือกตั้งในอนาคต ก่อนการประชุมครั้งนี้ได้มีการจัดสัมมนาระหว่างวันที่ 25 – 26 เมษายนที่ผ่านมา ในหัวข้อการสร้างพรรคมวลชนที่เข้มแข็ง ไปวางเป้าหมายให้มีจำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้น เพิ่มการมีส่วนร่วมของสมาชิก และการทำให้กลไกโครงสร้างอำนาจภายในพรรคยึดโยงกับสมาชิกพรรคมากขึ้น รวมถึงเรื่องการเงินของพรรคที่จะต้องการเงินของพรรคมาจากประชาชนเป็นส่วนใหญ่ เป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง

เตรียมพร้อมเลือกตั้งในปี70

สำหรับการเตรียมความพร้อมเลือกตั้ง แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือนโยบาย ที่จะต้องสร้างขึ้นให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน ในปี 2570 และการเตรียมผู้สมัครซึ่งเรามีกระบวนการให้ผู้ประสงค์จะลงเลือกตั้งสามารถเข้ารับการคัดสรรได้ ซึ่งได้มีการเปิดการอบรมนักการเมืองของพรรคไปแล้วช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา และยังคงเปิดต่อไปจนถึง 13 มิถุนายน เพราะยังมีความต้องการผู้ประสงค์จะลงเลือกตั้ง และทำงานการเมืองร่วมกับเรา ไม่สามารถเข้ามาได้อีกมาก

ด้านนโยบายเองก็เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น เรายังขาดนโยบายอีกมากที่จะตอบสนองต่อพี่น้องประชาชนทั้งในระดับภูมิภาคและระดับประเทศ จึงยังต้องการพี่น้องประชาชนจำนวนมากที่ประสงค์จะมีส่วนร่วมจัดทำนโยบายร่วมกับเรา จึงขอเชิญชวนทุกท่านที่อยากเห็นความเปลี่ยนแปลง

ตั้งชนะเลือกตั้งอย่างเดียว

ด้านนายณัฐพงษ์ เสริมว่า เรื่องที่เราสื่อสารมาตลอด 3 วันนี้ต่อองค์คาพยพต่างๆ ของพรรค เน้นย้ำว่าในการเลือกตั้งครั้งหน้าหากเรามองโจทย์ของประเทศ คงไม่ได้หมายถึงว่าเราต้องการชนะการเลือกตั้งอย่างเดียว แต่เราต้องการสร้างรัฐบาลที่ดีที่สุด ตามที่ได้ประกาศไว้ตั้งแต่วันก่อตั้งพรรคประชาชน หากดูจากสถานการณ์ทั้งภายในและภายนอกประเทศ มีการทุจริตคอรัปชั่น มีรัฐบาลที่บริหารราชการแผ่นดินล้มเหลว ทางออกสำหรับประเทศของพวกเราคือการเสนอรัฐบาลที่ดีที่สุด และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน

ในอดีตพรรคอนาคตใหม่เคยเป็นความหวังให้กับประชาชน เราชนะการเลือกตั้ง แต่โจทย์ต่อไปหากมองย้อนกลับมาที่พรรคประชาชนเอง ภายในพรรคเองก็ต้องมีการทำงานกับประชาชนอย่างเข้มข้น รวมถึงเตรียมนำเสนอนโยบายในอนาคต ประกอบด้วย 3 เสา คือการเมือง ปฏิรูประบบราชการ และเศรษฐกิจ ส่วนตัวมองว่าประชาชนเห็นความชัดเจนของพรรคมาโดยตลอด

อาสารับใช้ประชาชน

“สิ่งสุดท้ายที่เชื่อว่าจะเป็นความหวังให้กับประชาชนได้คือนโยบายเศรษฐกิจ ซึ่งเคยเป็นจุดแข็งของพรรคเพื่อไทย แต่ก็พิสูจน์แล้วว่าไม่สามารถสร้างทางออกให้กับประชาชนได้ ดังนั้น ก็พร้อมที่จะเสนอตัวอาสามาทำงานในจุดนี้ และเตรียมสื่อสารนโยบายด้านเศรษฐกิจต่อประชาชนต่อไป” นายณัฐพงษ์ กล่าว

สำหรับข้อสังเกตว่า คะแนนจากการเลือกตั้งของอดีตพรรคก้าวไกลเมื่อการเลือกตั้งคราวที่แล้ว อาจเป็นคะแนนจากกลุ่มประชาชนที่ ‘เบื่อลุง’ นายณัฐพงษ์ ระบุว่า ไม่ว่าจะเป็นคนที่เบื่อลุงหรือคนที่ยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตย หรือคนที่อยากเห็นการเมืองโปร่งใสปราศจากการทุจริตคอรัปชัน เชื่อว่าตอนนี้เห็นอยู่แล้วว่ารัฐบาลที่มัดรวมจัดตั้งรัฐบาลด้วยดีลแลกประเทศแบบนี้ ไม่ใช่ทางออก ทางออกของประชาชนทุกกลุ่ม คือนโยบายเศรษฐกิจที่แก้ไขปัญหาปากท้อง ปราศจากการทุจริตคอรัปชัน เชื่อว่าประชาชนไม่ว่าจะเป็นกลุ่มไหนในอดีต ล้วนต้องการนโยบายแบบนี้ ซึ่งทุกอย่างพรรคประชาชนพร้อมผลักดันและเสนอเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดให้กับประชาชน

เชื่อประชาชนมีความหวัง

ส่วนการประเมินว่าในการเลือกตั้งครั้งหน้าอาจมีคนที่ลงคะแนนงดออกเสียงมากขึ้น นายณัฐพงษ์ระบุว่า หากสื่อสารทางความคิดรณรงค์กับประชาชนได้ดีเพียงพอ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนถึงการเลือกตั้งครั้งหน้าในทุกนโยบายที่ได้บอกไป เชื่อว่าประชาชนก็ยังมีความหวังอยู่ สามารถเชื่อมั่นฝากความหวังไว้กับพวกเราได้จากการทำหน้าที่ สส. และตัวแทนของพรรค

ขณะที่บางกลุ่มคาดหมายว่าในการเลือกตั้งรอบหน้าพรรคสีแดงก็จะมาจับมือกับพรรคสีส้ม นายณัฐพงษ์ย้ำว่า ได้พูดไว้ชัดเจนแล้วว่า การจัดตั้งรัฐบาลแบบที่เป็นอยู่ พรรคประชาชนไม่สามารถเข้าร่วมได้ เพราะไม่ได้นำประชาชนมาเป็นศูนย์กลางในสมการการตัดสินใจ และไม่สามารถแก้ไขปัญหาใดๆ ได้เลย ทั้งนโยบายเรื่องปฏิรูปกองทัพ ทลายทุนผูกขาด และอีกหลายเรื่อง ตราบใดที่ประชาชนถูกถอดออกจากสมการการตัดสินใจของผู้มีอำนาจ ปัญหาเชิงโครงสร้างทุกเรื่องก็ไม่สามารถแก้ไขได้

แบะท่าผสมพันธ์เพื่อไทย

สื่อมวลชนถามย้ำว่าในการเลือกตั้งรอบหน้าจะไม่รวมกับพรรคเพื่อไทยใช่หรือไม่ นายณัฐพงษ์ ตอบว่า สิ่งที่เราสื่อสารมาโดยตลอด ว่าถ้าพรรคเพื่อไทยจะสามารถรวมกับพวกเราได้ ก็อาจจะต้องมีเงื่อนไขบางอย่าง“ยกตัวอย่างว่า อาจจะต้องมีการสื่อสารว่าการกระทำที่ผ่านมา เขาทำผิดต่อประชาชนจริงๆ และมีการสื่อสารเรื่องนี้อย่างชัดเจน ไม่อยากให้มองว่าเงื่อนไขการจับกับไม่จับมือกับพรรคใด เป็นเงื่อนไขที่พรรคประชาชนตั้งขึ้นมาเองแต่เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น จริงๆ พรรคอื่นๆ ฝั่งอื่นๆ ก็ตั้งเงื่อนไขกับเราเช่นเดียวกัน”

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อไปว่า ดังนั้น สิ่งที่พรรคประชาชนให้ความสำคัญในตอนนี้ ก็คือการทำงานทางความคิด หาทางออกให้กับประชาชนเป็นหลัก สุดท้ายจะส่งผลต่อการตัดสินใจลงคะแนนเลือกตั้งในอนาคต ส่วนผลออกมาเป็นอย่างไรจะจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่อย่างไร ยืนยันว่าจุดยืนของพรรคประชาชนคือ เราเสนอกับพี่น้องประชาชนว่าอย่างไรก่อนเลือกตั้ง หลังเลือกตั้งเราก็จะยืนยันแบบเดิม ไม่กลับไปกลับมา ว่าหาเสียงไว้แบบหนึ่งทำแบบหนึ่งแน่นอน

ยังไม่ได้ปิดประตูตาย

สื่อมวลชนถามย้ำอีกว่า หมายถึงพรรคประชาชนไม่ได้ปิดประตูตายในการจับมือกับพรรคเพื่อไทยหรือไม่ ใช่หรือไม่ หากต่างฝ่ายต่างมีเงื่อนไขในการจัดตั้งรัฐบาลร่วมกัน นายณัฐพงษ์ ตอบว่า เป้าหมายที่เราต้องการไม่ใช่แค่ชนะการเลือกตั้ง แต่คือหาทางออกให้กับประเทศ หากวันนี้ตนเองในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชนสื่อสารไปแล้วว่า มีเงื่อนไขใดที่ทำให้จัดตั้งรัฐบาลกับพรรคใดไม่ได้ ซึ่งสถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลงตลอด อย่างเรื่องของกำแพงภาษีสหรัฐอเมริกาก็เพิ่งเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ

“เมื่อถึงเวลาที่เงื่อนไขของโลกเปลี่ยน แต่เงื่อนไขที่ผมตั้งไว้ล่วงหน้า อาจจะยังถูกตั้งคำถามได้ในอนาคต อาจจะกลายเป็นว่าอาจเป็นการปิดประตูให้กับประเทศหรือเปล่า ดังนั้น สิ่งที่เราสื่อสารมาตลอดว่า เราต้องการหาทางออกให้กับประเทศ เงื่อนไขในการจับหรือไม่จับมือกับพรรคใด ควรจะต้องไปหารือในช่วงใกล้ๆ การเลือกตั้ง แล้วก็อาจจะไม่ยุติธรรมที่จะมาถามพรรคประชาชนฝ่ายเดียว จริงๆ คนที่ตั้งเงื่อนไขกับพวกเราก็อาจจะเป็นพรรคอื่นๆ ด้วย จึงอยากให้ตั้งคำถามกับพวกเขาด้วยเช่นเดียวกัน”

พร้อมตั้งรัฐบาลพรรคเดียว

ส่วนจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ในสมัยหน้าหรือไม่นั้น ก็อยู่ที่ความไว้วางใจของประชาชน ซึ่งสะท้อนผ่านการทำงานของพวกเราด้วย วันนี้ในการประชุมใหญ่เราได้มีการพูดคุยกันหลายเรื่อง ทั้งการปรับข้อบังคับพรรค การควบคุมวินัย ทำอย่างไรให้ประชาชนเห็นว่าสามารถฝากผีฝากไข้ ฝากความมั่นใจกับตัวแทนของพรรคประชาชนได้ เรามีข้อเสนอนโยบายด้านเศรษฐกิจที่สามารถแก้ปัญหาปากท้องให้กับพี่น้องประชาชน เชื่อว่าถ้าเราทำงานอย่างดีเพียงพอแก้ไขปัญหาที่ผ่านมาในพรรค จะสะท้อนถึงคะแนนที่จะได้รับในอนาคต และหากคะแนนถึงในการเลือกตั้งเราก็สามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้

ย้ำชัด’ปชน.’ไม่มีงูเห่าแน่นอน

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ระบุจะมีการเปิดเผยรายชื่อ ส.ส.ฝ่ายค้านที่จะย้ายเข้าพรรค ในส่วนของพรรคประชาชนมีการเตรียมตัวอย่างไรบ้าง ว่า จริงๆ ไม่ต้องเตรียมตัวอะไร ตนเชื่อมั่นว่าไม่ได้เป็นงูเห่าจากพรรคประชาชนแน่นอน แต่จะเป็นใครบ้างตนตอบแทน ร.อ.ธรรมนัสไม่ได้ ต้องไปถาม ร.อ.ธรรมนัสเอง ยืนยันและเชื่อมั่นในเพื่อนภายในพรรคทุกคน เห็นได้จากในหลายๆ ครั้ง ตั้งแต่พรรคก้าวไกลมาเป็นพรรคประชาชนจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เคยมีงูเห่าใดๆ ทั้งสิ้นจากพรรคประชาชน เพราะฉะนั้น ในครั้งนี้ก็เชื่อมั่นว่าไม่มีจากพรรคประชาชนแน่นอน เมื่อถามว่า จะเป็นการทำลายเสถียรภาพของพรรคร่วมฝ่ายค้านหรือไม่ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า พรรคประชาชนมองเห็นและให้ความสำคัญกับการกระทำ และที่ผ่านมาพรรคประชาชนก็ไม่เคยมีกรณีในเรื่องนี้ เมื่อยิ่งมีการพูดในเรื่องนี้แต่พรรคประชาชนไม่เคยกระทำแบบนั้นเลยจึงคิดว่าในอีกมุมหนึ่ง คนที่ออกมาพูดบ่อยๆ จะเสียเครดิตของตัวเอง

อย่าให้นำหนักคำพูดแม้ว

ส่วนสัญญาณการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายหลัง นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ระบุไม่ปรับพรรคภูมิใจไทยออก ประเมินแนวโน้มหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร ว่า อำนาจในการปรับ ครม.เป็นของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ตนเองไม่อยากให้สังคมให้น้ำหนักกับคำพูดของนายทักษิณ ซึ่งไม่ได้มีอำนาจตัวจริงในการปรับ ครม.ขณะเดียวกัน ประเด็นในพรรคร่วมรัฐบาลซึ่งเห็นกันอยู่ว่ามีรอยร้าว ก็เป็นสิ่งที่ทำให้รัฐบาลขาดเสถียรภาพ และอาจจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน

ดังนั้น ความเป็นผู้นำของนายกรัฐมนตรีที่ต้องควบคุมเสียงภายในพรรคร่วมรัฐบาล และแสดงออกให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในการเจรจากับต่างประเทศ เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยเดินหน้าได้

บิ๊กป้อมนำประชุมพปชร.

วันเดียวกันพรรคพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปีครังที่ 1/2568

ทาง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพปชร. กล่าวเปิดประชุมว่า พรรคพลังประชารัฐขอประกาศจุดยืนทางการเมืองในการเป็นพรรคอนุรักษ์นิยมทันสมัยที่มีเจตจำนงอันแน่วแน่ที่จะยึดมั่นและปกป้องสถาบันชาติศาสนา พระมหากษัตริย์ อนุรักษ์และสืบสาน วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม จารีต ประเพณี และ ค่านิยมอันดีงามของชาติ โดยขอขอบคุณสมาชิกพรรคทุกคนที่เดินทางมาร่วมประชุมใหญ่ของพรรคในวันนี้

จากนั้นที่ประชุมได้ให้ความเห็นชอบการดำเนินกิจการของพรรคการเมืองที่ได้ดำเนินในรอบปี 2567 รวมถึงให้ความเห็นชอบงบการเงินของพรรคการเมืองประจำปี 2567 นอกจากนี้ ยังได้เห็นชอบตราสัญลักษณ์พรรคและความหมายของพรรคพลังประชารัฐตราใหม่ มีลักษณะดังนี้ คำว่า “พรรค” อยู่บนกึ่งกลางด้านในของเครื่องหมายพรรคการเมือง เหนือตัวอักษรคำว่า”พลังประชารัฐ”โดยมี คำว่า “พลัง” เป็นสีเขียว คำว่า “ประชา” เป็นสีน้ำเงิน คำว่า “รัฐ” เป็นสีแดง อยู่ภายในวงล้อพลวัต ที่มี 3 แถบสี เป็นสีแดง สีน้ำเงิน สีเขียว บนพื้นสีขาว ที่ประชุมได้เลือกกรรมการบริหารพรรคเพิ่มเติมตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค 2 ตำแหน่ง ได้แก่ นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล และนายสุรเดช ยะสวัสดิ์ ด้วยคะแนน 339 ทั้ง 2 คน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรรมการบริหารชุดใหม่ได้มีการปรับเปลี่ยนจากชุดเดิมหนึ่งตำแหน่งโดยมีการปลด น.ส.กาญจนา จังหวะ สส.ชัยภูมิ ออกจะกรรมการบริหารพรรค เนื่องจากปรากฏภาพว่าไปร่วมกิจกรรมกับพรรคกล้าธรรม แล้วแต่งตั้ง นายธีระชัยและนายสุรเดช เข้ามาเป็นรองหัวหน้าพรรคเพิ่มเติม

ไม่มีวันจูบปากพรรคเพื่อไทย

พล.อ.ประวิตร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา และประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม (กธ.) ระบุจะมี สส.จากฝ่ายค้าน ไปร่วมกับพรรค กธ.เพิ่ม ได้มีการเช็คเสียงในพรรค พปชร. ว่าจะมีคนย้ายไปหรือไม่ ว่า “ไม่มีหรอก จะมีที่ไหนเล่า”เมื่อถามย้ำว่า ยืนยันว่า ทุกคนยังอยู่กับ พล.อ.ประวิตร ใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า “ก็เนี่ยเขามาประชุมทุกคน” ผู้สื่อข่าวถามว่า มีกระแสข่าวว่า พรรคเพื่อไทย (พท.) จะดึงพรรค พปชร. ไปร่วมรัฐบาล พล.อ.ประวิตร ไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าว ขณะที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน เลขาธิการพรรค พปชร. ได้กล่าวเสริมขึ้นมาว่า ไม่มีหรอก เมื่อถามย้ำว่า ยังหวังกลับไปร่วมรัฐบาลหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวเสียงดังว่า “ไม่ร่วม” จากนั้นได้ขึ้นรถยนต์กลับจากพรรค พปชร.ออกไป

นายไพบูลย์ ยังกล่าวถึงกรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พูดที่ จ.เชียงใหม่ว่าจะไม่ดึงพรรค พปชร.กลับมาร่วมรัฐบาลว่า “ดึงไม่ได้ก็เลยพูดแก้เกี้ยว”

พปชร.พร้อมเลือกตั้ง

นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ แถลงข่าวว่า ตนได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ โดยรับมอบหมายจาก พล.อ.ประวิตร ให้มาทำหน้าที่ดูแลพื้นที่ภาคเหนือตอนบน 8 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยาแพร่ แม่ฮ่องสอน น่าน ทั้งหมด 34 เขต ส.ส.34 คน ซึ่งขณะนี้กำลังดำเนินการอยู่ต่อเนื่องในการเผยแพร่นโยบายของพรรค โดยเฉพาะในส่วนของการปกป้องสถาบันที่ถือว่า เป็นเรื่องสำคัญที่สุดรองลงมาก็คือ เราจะต้องทำให้เกิดเศรษฐกิจทันสมัยไม่ใช่ว่าเป็นพรรคอนุรักษ์นิยม และจะต้องทำงานแบบหัวโบราณ แต่เราร่วมสมัย ไม่ว่าจะเป็นรุ่นเก่าหรือรุ่นใหม่เราก็พร้อมที่จะทำงานร่วมกันได้

“เราจะใช้ความจริงใจในการพบปะกับชาวบ้านว่า พรรคพลังประชารัฐมีความตั้งใจที่จะแก้ปัญหาปากท้องให้กับประชาชน และอยากจะรณรงค์ให้คนทั้งประเทศรักสถาบันให้มากๆ โดยเฉพาะเยาวชนคนรุ่นใหม่ ไม่อยากให้เกิดความสับสนในเรื่องนี้ เพราะเราจะอยู่ได้ก็ต้องมีชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” นายสุรเดช กล่าว

ตั้งเป้ากวาด60สส.

นายสุรเดช กล่าวต่อว่า นโยบายของพลังประชารัฐเรื่องการคัดค้านเปิดกาสิโนนั้น เท่าที่ตนได้พูดคุยกับหัวหน้าชุมชนหลายๆ คน พวกเขาก็เห็นด้วยว่า ไม่ต้องการให้มีกาาสิโนเกิดขึ้น รวมไปถึงปัญหาเรื่องยาเสพติดที่จะต้องแก้ไขให้เป็นรูปธรรม โดยเราเชื่อว่า จะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนภาคเหนือพอสมควร ซึ่งตนขอยึดจำนวน ส.ส.ที่ พล.อ.ประวิตร เคยเป้าเอาไว้ในการเลือกตั้งครั้งหน้าและเคยให้สัมภาษณ์สื่อว่า จำนวน 60 ที่นั่ง โดยตนก็จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด

ผู้สื่อข่าวถามว่า จังหวัดพะเยาจะแข่งกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรมอย่างไร นายสุรเดช กล่าวว่า หากจะใช้คำว่าแข่งกันมันก็ไม่เชิง แต่อยากให้มาช่วยกันพัฒนาบ้านเมืองมากกว่า เพราะ ร.อ.ธรรมนัส ก็เคยอยู่พรรคพลังประชารัฐ และหากมีจิตใจที่รักสถาบันเช่นกันก็มาร่วมมือกันส่วนเรื่องการแข่งขันก็เป็นเรื่องนโยบายของแต่ละพรรค

ยังไม่มีสัญญาณปรับครม.

นายวรชัย เหมะ อดีต สส.สมุทรปราการ ในฐานะที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงกระแสข่าวการปรับ ครม.ว่า เชื่อมั่นว่า ยังไม่มีความเคลื่อนไหวเรื่องปรับ ครม.เพราะช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาผู้เกี่ยวข้องแทบจะทุกฝ่ายได้ออกมาปฏิเสธเรียบร้อยแล้ว เพียงแต่อาจจะมีการวิเคราะห์ของสื่อมวลชนถึงจังหวะเวลาที่อาจะมีการปรับ ครม. ในอนาคตอยู่บ้าง จึงทำให้เป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันต่อเนื่องมา แต่หากสังเกตจะเห็นได้ว่า นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีทุกคน รวมไปถึง สส.พรรคเพื่อไทย ได้เดินหน้าทำงานแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้มีการประสานงานและวางแผนงานร่วมกับกระทรวงต่างๆ ที่ดูแลโดยพรรคร่วมรัฐบาลอื่น มาโดยตลอด อีกทั้งการแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนในปัจจุบันนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสามารถทำให้เสร็จสิ้นภายในระยะเวลาไม่กี่วัน เพราะปัญหาประเทศถูกซ่อนเอาไว้หลายปีที่ประเทศอยู่ภายใต้อำนาจของคณะรัฐประหาร เ

เมื่อรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเข้ามารับหน้าที่บริหารประเทศ โดยเฉพาะรัฐบาลที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ เรามุ่งหมายที่จะทำให้การแก้ไขปัญหาพี่น้องประชาชนประสบความสำเร็จ ดังนั้นจึงจำเป็นจะต้องทำงานร่วมกันของทุกฝ่ายอย่างต่อเนื่อง การประเมินว่าเมื่อถึงเวลาเท่านั้นเท่านี้จะต้องมีการปรับ ครม. เหมือนที่เคยทำมากันในอดีตนั้นคงจะไม่ใช่เสมอไป

อิ๊งค์เตรียมลุยนครพนม

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร ในวันอังคารที่ 29 เมษายน ที่จังหวัดนครพนม ซึ่งนายกรัฐมนตรี มีดำริให้รัฐมนตรี ทุกกระทรวง ลงพื้นที่ตรวจราชการและติดตามงานในทุกมิติ ในพื้นที่กลุ่มจังหวัด ภาคอีสานในวันอาทิตย์ที่ 27 เมษายน และวันจันทร์ที่ 28 เมษายน ก่อนการเข้าร่วมประชุม คณะรัฐมนตรีสัญจรอย่างเป็นทางการ

นิด้าโพลเปิดผลสำรวจก.ม.กาสิโน ร้อยละ46เชื่อไม่ผ่านสภาฯ 35%หนุน‘ลูกเนวิน’ทำถูก

นิด้าโพลเปิดผลสำรวจก.ม.กาสิโน  ร้อยละ46เชื่อไม่ผ่านสภาฯ  35%หนุน‘ลูกเนวิน’ทำถูก

นิด้าโพลเปิดผลสำรวจก.ม.กาสิโน ร้อยละ46เชื่อไม่ผ่านสภาฯ 35%หนุน‘ลูกเนวิน’ทำถูก

วันจันทร์ ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“นิด้าโพล” เช็คกระแส “กาสิโน”จุดแตกหัก “เพื่อไทย-ภูมิใจไทย” ปชช. 35.80% ชูมือหนุน “ลูกเนวิน” ประกาศ‘ไม่เอา’ทำถูกต้องแล้ว ขณะที่46.18%เชื่อ‘ไม่ผ่าน’ความเห็นชอบของสภาฯ

เมื่อวันที่ 27เมษายน2568 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “กาสิโน…จุดแตกหักเพื่อไทย – ภูมิใจไทย ?” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 21-23 เมษายน 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการอนุญาตให้มี “กาสิโน” ในร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์

เมื่อถามถึงการให้ความสำคัญของประชาชนระหว่าง “สถานบันเทิงครบวงจร” หรือ “กาสิโน” ภายหลังรับฟังข่าวเกี่ยวกับการจัดตั้งสถานบันเทิงครบวงจรที่รวมถึงกาสิโน พบว่า ร้อยละ45.73 ระบุว่า ไม่ให้ความสำคัญใด ๆ เลย ร้อยละ 27.24 ระบุว่า ให้ความสำคัญเท่า ๆ กันในข้อมูล ทั้งเรื่องสถานบันเทิงครบวงจรและกาสิโน ร้อยละ 19.47 ระบุว่า ให้ความสำคัญกับข้อมูลเรื่องสถานบันเทิงครบวงจรมากกว่า ร้อยละ 7.56 ระบุว่า ให้ความสำคัญกับข้อมูลเรื่องกาสิโนมากกว่า

ด้านความคิดเห็นของประชาชนต่อร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร หากไม่มีการอนุญาตให้มี “กาสิโน” จะสามารถผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรพบว่า ร้อยละ 46.18 ระบุว่า ไม่ผ่าน ร้อยละ 32.67 ระบุว่า ผ่าน ร้อยละ 19.01 ระบุว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะมีการเสนอร่าง พ.ร.บ. โดยไม่มี “กาสิโน” ร้อยละ 2.14 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ ท้ายที่สุดเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนต่อกรณีที่ นายไชยชนก ชิดชอบ สส.บุรีรัมย์ และเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ประกาศว่า “จะไม่มีวันเห็นด้วยกับกาสิโน” พบว่า ร้อยละ 35.80 ระบุว่า เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง ร้อยละ 29.08 ระบุว่า เป็นการสร้างเงื่อนไขของพรรคภูมิใจไทย เพื่อต่อรองทางการเมือง ร้อยละ 27.63 ระบุว่า เป็นการตัดสินใจส่วนบุคคล โดยพรรคภูมิใจไทย ไม่เกี่ยวข้องด้วย ร้อยละ 22.44 ระบุว่า แค่ประกาศตามกระแสสังคม แต่สุดท้ายก็ต้องทำตามมติพรรค ร้อยละ 20.38 ระบุว่า ในท้ายที่สุด พรรคเพื่อไทย จะหาทางผลักดันให้เกิดสถานบันเทิงครบวงจรที่มี“กาสิโน”ได้ ร้อยละ 17.40 ระบุว่า มีแนวโน้มสูงว่าสถานบันเทิงครบวงจรที่มี“กาสิโน” จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ร้อยละ 16.26 ระบุว่า เป็นการส่งสัญญาณว่าพรรคภูมิใจไทย ไม่เห็นด้วยกับกาสิโน

ร้อยละ 13.59 ระบุว่า ในท้ายที่สุดพรรคภูมิใจไทย ก็ต้องยอมพรรคเพื่อไทย ร้อยละ 10.84 ระบุว่า มีแนวโน้มสูงว่าจะมีความแตกแยกในพรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 9.39 ระบุว่า เป็นการส่งสัญญาณว่าพรรคภูมิใจไทยพร้อมแตกหักกับพรรคเพื่อไทย ร้อยละ 6.72 ระบุว่า มีแนวโน้มสูงว่าพรรคภูมิใจไทยจะถูกถอดออกจากพรรคร่วมรัฐบาล ร้อยละ 5.95 ระบุว่า เป็นการตัดสินใจที่ไม่ถูกต้อง ร้อยละ 4.50 ระบุว่า ในท้ายที่สุดพรรคเพื่อไทยจะยอมถอยให้พรรคภูมิใจไทย

นับครบแล้ว!!! ‘บิ๊กโอ’ชนะขาด เลือกตั้งซ่อม สส.เขต 8 นครศรีฯ

นับครบแล้ว!!! 'บิ๊กโอ'ชนะขาด เลือกตั้งซ่อม สส.เขต 8 นครศรีฯ

นับครบแล้ว!!! ‘บิ๊กโอ’ชนะขาด เลือกตั้งซ่อม สส.เขต 8 นครศรีฯ

วันอาทิตย์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2568, 22.02 น.

เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 21.30 น.ผลการนับคะแนนเลือกตั้ง ส.ส.จังหวัดนครศรีธรรมราช เขตเลือกตั้งที่ 8 แทนตำแหน่งที่ว่าง อย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งนับครบแล้วทั้ง 233 หน่วยเลือกตั้ง ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง 117,717 คน มาใช้สิทธิ์ 81,750 คน คิดเป็นร้อยละ 69.45 บัตรดี 78,530 ใบ คิดเป็นร้อยละ 96.06 บัตรเสีย 1,088 ใบ คิดเป็นร้อยละ 1.33 บัตรไม่เลือกผู้สมัครใด 2,132 ใบ คิดเป็นร้อยละ 2.61

โดยผู้ที่ได้คะแนนมาเป็นอันดับ 1 หมายเลข 5 นายก้องเกียรติ เกตุสมบัติ พรรคกล้าธรรม 38,680 คะแนน

อันดับ 2 หมายเลข 1 นายไสว เลื่องสีนิล พรรคภูมิใจไทย 28,417 คะแนน

อันดับ 3 หมายเลข 3 นายณัฐกิตต์ อยู่ด้วง พรรคประชาชน 6,811 คะแนน

อันดับ 4 หมายเลข 2 นายชินวรณ์ บุญยเกียรติ พรรคประชาธิปัตย์ 4,190 คะแนน

อันดับ 5 หมายเลข 4 ว่าที่ พ.ต.กวี ไกรทอง พรรคพร้อม 238 คะแนน

อันดับ 6 หมายเลข 6 นายพิษณุ รสมาลี พรรคทางเลือกใหม่ 194 คะแนน

– 006

‘ธนาธร’โต้กลับ’ทักษิณ’ หลังถูกปรามาส’พรรคส้ม’ไม่ใช่คู่แข่ง

'ธนาธร'โต้กลับ'ทักษิณ' หลังถูกปรามาส'พรรคส้ม'ไม่ใช่คู่แข่ง

‘ธนาธร’โต้กลับ’ทักษิณ’ หลังถูกปรามาส’พรรคส้ม’ไม่ใช่คู่แข่ง

วันอาทิตย์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2568, 21.45 น.

“ธนาธร”โต้กลับ”ทักษิณ” ให้คนเชียงใหม่เลือกเอง หลังถูกปรามาส”พรรคส้ม”ไม่ใช่คู่แข่ง เชื่อคนต้องการอะไรใหม่ๆ

เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2568 ที่ จ.เชียงใหม่ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ให้สัมภาษณ์กรณี นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มาช่วยผู้สมัครนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ จากพรรคเพื่อไทย (พท.) หาเสียง ได้พาดพิงว่าผู้สมัครจากพรรคประชาชน (ปชน.) จะสู้ไม่ได้ ว่า ให้ถามประชาชนดีกว่า ส่วนเลือกตั้งวันที่ 11 พฤษภาคม ประชาชนจะมาใช้สิทธิ์ออกเสียงขอให้รอวันนั้น เพราะตอนเลือกตั้งนายก อบจ.ก็เป็นแบบนี้ นิดเดียวเท่านั้น เซอร์ไพรส์มาก ตนคิดว่ากระแสการเปลี่ยนแปลงไม่ใช่ระดับประเทศ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงระดับบริหารบ้านเมือง เชื่อว่าคนต้องการนำความรู้ใหม่ๆ ความคิดสร้างสรรค์ เทคโนโลยีมาบริหารเมือง

เมื่อถามว่า การที่พรรคประชาชนเจาะกลุ่มวัยรุ่นในเขตเมืองนั้น จะเป็นแต้มต่อหรือไม่ นายธนาธร ย้ำว่า แน่นอน เรามีความมั่นใจหากดูจากคะแนนการเลือกตั้ง สส.และคะแนนเลือกตั้ง อบจ.ที่ผ่านมา บ่งชี้ให้เห็นว่าในสนามเทศบาลนครเมืองเชียงใหม่ ผู้สมัครพรรคประชาชนมีโอกาส ไม่ใช่แค่เชียงใหม่แต่ในหลายพื้นที่ที่พรรคประชาชนส่งผู้สมัคร นายกเทศบาล

ถามต่อว่า การที่นายทักษิณ ปรามาสว่าหัวหน้าพรรคประชาชนเป็นหนุ่มสึ่งตึง และบอกว่าจะร่วมรัฐบาลต้องขอโทษประชาชน พร้อมพูดว่าไม่มีใครชวน นายธนาธร กล่าวว่า เป็นเรื่องของทางพรรคประชาชน ให้สอบถามกับพรรคจะเหมาะสมกว่า และยืนยันว่าพรรคประชาชน มีจุดยืนชัดเจนสืบทอดมาแต่สมัยพรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล และพรรคประชาชน เชื่อว่าการบริหารประเทศ แบบปะผุ แก้ไปทีละปัญหา ไม่สามารถแก้ไขปัญหาประเทศตอนนี้ได้ เช่น ปลาหมอคางดำที่ระบาด ฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ตนสมัครเลือกตั้งครั้งแรกปี 2562 ก็พูดถึงปัญหานี้ รวมทั้งตึก สตง.ที่ถล่ม การปล่อยให้ทุนจีนศูนย์เหรียญเข้ามาครอบครองภาคการท่องเที่ยว ส่งออกก็ไม่มีใครทำงาน ปล่อยให้กลุ่มทุนใหญ่เอารัดเอาเปรียบประชาชน ไม่มีใครทำ พวกเราพรรคอนาคตมาจนถึงพรรคประชาชน เชื่อว่าจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขโครงสร้าง การแก้ไขปัญหาแบบปะผุ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาของประเทศได้

เปิดประวัติ‘บิ๊กโอ’ ว่าที่ สส.คนที่ 25 ของพรรคกล้าธรรม

เปิดประวัติ‘บิ๊กโอ’ ว่าที่ สส.คนที่ 25 ของพรรคกล้าธรรม

เปิดประวัติ‘บิ๊กโอ’ ว่าที่ สส.คนที่ 25 ของพรรคกล้าธรรม

วันอาทิตย์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2568, 21.34 น.

เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2568 ผลการเลือกตั้งซ่อม สส.เขต 8 นครศรีธรรมราช อย่างไม่เป็นทางการ นายก้องเกียรติ เกตุสมบัติ ผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อม จากพรรคกล้าธรรม (หมายเลข 5) สามารถคว้าชัยชนะไปได้ (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘ธรรมนัส’นำ‘บิ๊กโอ’ประกาศชัยชนะ ขอบคุณชาวนครฯเขต 8 ให้โอกาส‘กล้าธรรม’)

“บิ๊กโอ” เกิดเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2524 ปัจจุบันอายุ 43 ปี เป็นคน อ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช โดยกำเนิด จบการศึกษาระดับปริญญาตรี จากมหาวิทยาลัยศรีปทุม สาขาการตลาด

ประสบการณ์การทำงาน ก่อนจะตัดสินใจเข้าสู่การเมืองได้ประกอบธุรกิจส่วนตัว แต่ในปี 2557 ได้ผันตัวไปเป็นสารวัตรกำนัน ต.ละอาย อ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช ทำให้ได้ทำงานใกล้ชิดกับประชาชนในพื้นที่ และต่อมาในปี 2563 นายก้องเกียรติได้รับเลือกจากประชาชนให้เป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช อ.ฉวาง เขต 1 ก่อนจะลาออกมาสมัครรับเลือกตั้ง สส.ในนามพรรคกล้าธรรม และกำลังจะเป็น สส.ของพรรคกล้าธรรม (คนที่ 25) ในเร็วๆ นี้

– 006

‘ชินวรณ์’ขอบคุณทุกคะแนนเสียง ประกาศยืนหยัดยึดแนวทางการเมืองสุจริต

‘ชินวรณ์’ขอบคุณทุกคะแนนเสียง ประกาศยืนหยัดยึดแนวทางการเมืองสุจริต

‘ชินวรณ์’ขอบคุณทุกคะแนนเสียง ประกาศยืนหยัดยึดแนวทางการเมืองสุจริต

วันอาทิตย์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2568, 21.17 น.

“ชินวรณ์”ขอบคุณทุกคะแนนเสียงของชาวเขต 8 นครศรีธรรมราช ประกาศยืนหยัดยึดแนวทางการเมืองสุจริต

เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2568 นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ผู้สมัครเลือกตั้งซ่อม เขต 8 หมายเลข 2 พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า กราบเรียนพี่น้องประชาชน ชาวเขต 8 จังหวัดนครศรีธรรมราช (นาบอน,ช้างกลาง, ฉวาง, พิปูน) ที่เคารพทุกท่าน ผมขอขอบพระคุณทุกคะแนนเสียงที่บริสุทธิ์ที่พี่น้องกรุณามอบให้ผม ผมภาคภูมิใจที่ได้ยึดแนวทางการหาเสียงที่ขายนโยบายและความดีโดยยึดมั่นการเมืองสุจริตไม่มีการซื้อเสียงแม้คะแนนเดียว

ผมได้เรียนกับพี่น้องตลอดมาว่าผมทราบดี ว่าการหาเสียงในครั้งนี้ ที่ผมจะต้องต่อสู้กับธุรกิจการเมืองและการใช้เงินซื้อเสียงครั้งประวัติศาสตร์ของจังหวัดนครศรีธรรมราชซึ่งใช้เงินซื้อเสียงหัวละกว่า 1,000 บาท และอิทธิพลอำนาจอีกหลายรูปแบบ จนได้ชื่อว่าเป็นการเมืองสีเทาที่รุนแรงที่สุด เมื่อแนวทางการเมืองสุจริตและการขายนโยบายและความดีของผมไม่ประสบความสำเร็จ ผมยืนหยัดจะต่อสู้ในแนวทางนี้ต่อไป

ขอขอบคุณพี่น้องประชาชนอีกครั้งหนึ่งและที่สำคัญ ผมขอกราบขอบพระคุณท่านชวน หลีกภัย ท่านบัญญัติ บรรทัดฐาน ท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ และศาสตราจารย์ ดร. สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ที่ให้ความเมตตามาร่วมรณรงค์หาเสียงช่วยเหลือผมและยืนหยัดในแนวทางการเมืองสุจริตดังกล่าว

ผมต้องขอขอบคุณท่าน ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ท่านเดชอิศม์ ขาวทอง เลขาธิการพรรค สส.ชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้สนับสนุน และประกาศชัดเจนว่าพรรคประชาธิปัตย์จะต่อสู้ด้วยอุดมการณ์และทำการเมืองที่สุจริต ตามความเชื่อของผม เพราะเราเชื่อมั่นว่าการเมืองสุจริตจะเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาประเทศชาติบ้านเมืองสืบไปในอนาคตครับ

การเมืองในพื้นที่เขต 8 จังหวัดนครศรีธรรมราช จะเป็นบทเรียนสำคัญของผม ความดีงามที่พี่น้องมอบให้บนเวทีปราศรัยที่ล้นหลามและความอบอุ่น การต้อนรับการเดินเคาะประตูบ้านของผมจะเป็นความทรงจำที่ไม่อาจรู้ลืมครับ

ผมขอแสดงความเสียใจและขอโทษพรรคประชาธิปัตย์และพี่น้องประชาชนที่สนับสนุนในแนวทางการเมืองการต่อสู้ของผมในครั้งนี้ที่ไม่สามารถนำความสำเร็จมาให้ได้ ผมขอขอบพระคุณคะแนนที่บริสุทธิ์อีกครั้งหนึ่งผมจะต่อสู้ทางการเมืองบนแนวทางประชาธิปไตย ที่สุจริตต่อไป

ด้วยดวงจิตคารวะครับ

– 006