‘สอศ.’ ปั้นผู้อำนวยการอาชีวะยุคใหม่! เสริมภาวะผู้นำ-วิสัยทัศน์ ทันโลกการศึกษา

‘สอศ.’ ปั้นผู้อำนวยการอาชีวะยุคใหม่! เสริมภาวะผู้นำ-วิสัยทัศน์ ทันโลกการศึกษา

‘สอศ.’ ปั้นผู้อำนวยการอาชีวะยุคใหม่! เสริมภาวะผู้นำ-วิสัยทัศน์ ทันโลกการศึกษา

วันอังคาร ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นประธานเปิดโครงการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา สังกัด สอศ. และบรรยายพิเศษ “Growth Mindset : แนวคิดเชิงบวกและการเติบโตขององค์กร” โดยนางธิติมา โรจน์วัชราภิบาล ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาสมรรถนะครูและบุคลากรอาชีวศึกษา กล่าวรายงาน โดยมีผู้บริหารสถานศึกษา ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 4100 อาคารอเนกประสงค์ สถาบันพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา อ.สามพราน จ.นครปฐม

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ กอศ. เปิดเผยว่า เพื่อให้สถานศึกษาสามารถผลิตกำลังคนที่มีคุณภาพ รองรับการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศ สอศ.ได้กำหนดจัดให้มีโครงการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา สังกัด สอศ. เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับบุคลากรที่ผ่านการคัดเลือก จำนวน 33 คน โดยมีเป้าหมายหลักในการพัฒนา อุดมการณ์ วิสัยทัศน์ ความเป็นผู้นำ และจรรยาบรรณวิชาชีพของผู้อำนวยการสถานศึกษา รวมถึงเสริมสร้างองค์ความรู้และทักษะที่จำเป็น เจตคติที่ดี คุณธรรม จริยธรรม ที่เหมาะสมในการบริหารงาน เกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และความก้าวหน้าแก่ราชการ

“ผู้อำนวยการสถานศึกษารุ่นใหม่ ต้องมีความรู้ความสามารถในการบริหารงานอย่างมืออาชีพ พร้อมขับเคลื่อนการศึกษาอาชีวศึกษาให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ยั่งยืน จึงมั่นใจได้ว่าโครงการนี้ได้พัฒนาหลักสูตรสร้างการเรียนรู้ ความเข้าใจองค์กร เกิดความรักความผูกพัน ความศรัทธา ความเชื่อมั่นในองค์กรเชื่อมั่นในตัวผู้บริหาร เชื่อมั่นในตัวทุกท่านที่จะนำพาองค์กรไปสู่การพัฒนาที่ดีขึ้นสิ่งสำคัญ น้องๆ ที่เข้าเรียนอาชีวะ พวกท่านคือผู้สร้างให้น้องๆ ได้มีสมรรถนะทักษะวิชาชีพ เป็นสายพันธุ์อาชีวะที่มีคุณภาพ อันจะเกิดภาพลักษณ์ที่ดีจากความร่วมมือร่วมใจของทุกท่าน พร้อมเสริมสร้างพัฒนาอาชีวศึกษาให้ก้าวหน้าต่อไป” เลขาธิการ กอศ. กล่าว

ทั้งนี้ โครงการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรฯ ได้รับความร่วมมือจาก ผู้บริหารระดับสูงของ สอศ. และผู้ทรงคุณวุฒิจากภาครัฐและเอกชน มาเป็นวิทยากร พร้อมด้วยอดีตผู้บริหารสถานศึกษาที่เป็นข้าราชการบำนาญ และผู้อำนวยการสถานศึกษาปัจจุบัน ร่วมเป็น วิทยากรพี่เลี้ยง เพื่อให้คำแนะนำและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้เข้ารับการพัฒนา ซึ่งการพัฒนาสมรรถนะผู้อำนวยการสถานศึกษา จะใช้ระยะเวลาไม่ต่ำกว่า160 ชั่วโมง ประกอบด้วย กิจกรรม : การปฐมนิเทศผู้เข้ารับการพัฒนา กิจกรรม การเรียนรู้ด้วยตนเอง กิจกรรม : การฝึกประสบการณ์ในสถานศึกษาที่เลือกบรรจุ กิจกรรม : การพัฒนาสมรรถนะผู้อำนวยการสถานศึกษา และศึกษาดูงาน ณ สถานศึกษาภาครัฐและเอกชน

สกสค.จัดสวัสดิการลดภาระครู พร้อมดูแลกลุ่ม LGBTQ ตามหลักสมรสเท่าเทียม

สกสค.จัดสวัสดิการลดภาระครู พร้อมดูแลกลุ่ม LGBTQ ตามหลักสมรสเท่าเทียม

สกสค.จัดสวัสดิการลดภาระครู พร้อมดูแลกลุ่ม LGBTQ ตามหลักสมรสเท่าเทียม

วันอังคาร ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ดร.พีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา และนายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เพื่อส่งเสริมสิทธิและสวัสดิการสำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา และสมาชิก ช.พ.ค. -ช.พ.ส. ให้ครอบคลุมถึงคู่สมรสเพศเดียวกัน ในกลุ่มหลากหลายทางเพศ (LGBTQ) ตามหลักสมรสเท่าเทียม เพื่อครูและบุคลากรที่เป็นสมาชิกได้รับสวัสดิการ วงเงิน 1.2 ล้านบาท ซึ่งจะได้ช่วยเพื่อนครูให้มีหลักประกันเพื่อความสุขและความมั่นคงของครอบครัว โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากทั้งสองหน่วยงาน ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชุมบรรจง ชูสกุลชาติ ชั้น 6 กรมส่งเสริมการเรียนรู้

ดร.พีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการสกสค. กล่าวว่า ซึ่งการบันทึกข้อตกลงฉบับนี้ มีเป้าหมายเพื่อให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับสิทธิประโยชน์ โดยมีข้อตกลงหลัก ดังนี้ 1.สกสค.เป็นผู้จัดหาและดำเนินการในด้านสวัสดิการสวัสดิภาพ สิทธิประโยชน์เกื้อกูลอื่นตลอดจนการเสริมสร้างความมั่นคงให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษาในสังกัด สกร. 2.สกสค. และ สกร.ร่วมกันเผยแพร่และประชาสัมพันธ์พร้อมทั้งสร้างความเข้าใจให้ความรู้เกี่ยวกับการจัดสวัสดิการสวัสดิภาพ สิทธิประโยชน์เกื้อกูลอื่นและการเสริมสร้างความมั่นคงต่างๆ อย่างทั่วถึงให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษาในสังกัด 3.สกร.ร่วมมือให้หน่วยงานในสังกัดที่เป็นหน่วยหักเงินเดือน ดำเนินการหักเงินเดือน ค่าจ้างและ/หรือเงินบำนาญ ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อชำระเงินสงเคราะห์รายศพ สมาชิก ช.พ.ค.-ช.พ.ส. เพื่อชำระเงินโครงการสวัสดิการลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษาตลอดจนสวัสดิการอื่นๆ เพื่อลดค่าครองชีพให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาของ สกสค.

  เลขาธิการ สกสค. กล่าวต่อว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ สกร.ในครั้งนี้ เป็นการเน้นย้ำว่า สกสค. พร้อมสนับสนุนสิทธิประโยชน์ของบุคลากรทางการศึกษาในทุกมิติ ที่มุ่งมั่นส่งเสริมสิทธิและสวัสดิการของครูให้ครอบคลุมและทันสมัย และเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงศึกษาธิการ ครบรอบ 133 ปี สกสค. ในฐานะหน่วยงานในกำกับ มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาสวัสดิการครูและบุคลากรทางการศึกษา จึงขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการฉลองโอกาสพิเศษนี้ ด้วยการเปิดรับสมัครสมาชิก ช.พ.ค.-ช.พ.ส. กรณีพิเศษ
อายุเกิน 35 ปี เป็นจำนวน 133 วัน ทั้งนี้ เพื่อให้การส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพ ของ สกสค. ทั่วถึงและครอบคลุมครูและบุคลากรทางการศึกษาในทุกสังกัด

“สกร.เป็นหน่วยงานแรกและเป็นหน่วยงานสำคัญที่ สกสค.ต้องรีบเข้าร่วม MOU ด้วย เพราะเป็นหน่วยงานที่สัมผัสใกล้ชิดกับครูและประชาชนในท้องถิ่น ซึ่งสกสค.มีโครงการเชิงรุก
หลายเรื่อง ทั้งการตรวจสุขภาพ ตรวจตา ผ่าต้อกระจกตาฟรี ดำเนินโครงการโดยโรงพยาบาลครู ที่ร่วมกับภาคีเครือข่ายภาครัฐและเอกชน ซึ่งในปีที่ผ่านมามีครูเข้าร่วมโครงการ 2 หมื่นกว่าราย โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเลย ซึ่งเป็นความตั้งใจของ สกสค.ที่จะดูแล และ สกสค.มีทุนการศึกษาในโครงการพฤหัสบดีให้กับบุตรของครูซึ่ง สกสค.อยากให้ครูรับรู้และมาใช้สิทธิ์มากๆ รวมถึงมีโครงการดูแลครูที่ผู้ป่วยติดเตียงตามต่างจังหวัดโดยจะนำเงินไปมอบให้ และ สกสค.ยังมีร้านค้าสวัสดิการ อยู่ 77 จังหวัด มีสวัสดิการส่วนลด 5-50% เพื่อนครูบุคลากรทางการศึกษา พนักงานราชการ สามารถเข้าไปใช้บริการได้และในปี 2568 นี้ สกสค. ยังมีโครงการจัดสวัสดิการรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า เพื่อเป็นทางเลือกให้ครู เป็นการลดภาระค่าครองชีพให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้ครูมีเงินเก็บและมีเงินออมมากขึ้น ถ้าครูใช้รถที่เติมน้ำมันจะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า เราจึงสร้างทางเลือกให้ครูใช้รถไฟฟ้า ไม่ใช่เป็นการเพิ่มภาระ และไม่ได้บังคับให้ครูทุกคนต้องซื้อรถไฟฟ้า เพราะถ้าครูผ่อนรถไฟฟ้าเดือนละ 1.1 พันบาท เงินก็จะเหลือ ดีกว่าครูใช้รถที่ใช้น้ำมันมีค่าใช้จ่ายเดือนละ 3 พันบาท และไม่ได้เป็นการส่งเสริมให้ครูเป็นหนี้เพิ่ม เพราะครูที่จะซื้อรถไฟฟ้าได้ต้องมีเงินเหลือตามระเบียบ 70/ 30%”

ด้าน นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดี สกร. กล่าวว่า โครงการสวัสดิการรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า จะสอดรับกับมิติของการลดภาระโลกร้อน และครูสามารถเข้าถึงได้ เป็นทางเลือกส่งผลต่อสภาวะแวดล้อม และลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางลงของครูลงได้กว่าการใช้รถที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง นอกจากนี้ สกร.ยังมุ่งมั่นที่จะสร้างสังคมแห่งความเสมอภาคและความเข้าใจที่จะช่วยให้บุคลากรทางการศึกษาทุกคนได้รับสิทธิอย่างเท่าเทียม และสามารถเข้าถึงสวัสดิการที่พึงได้รับ โดยไม่มีข้อจำกัดด้านเพศสภาพ เป็นการตอกย้ำแนวทางของหน่วยงานภาครัฐที่สนับสนุนความเท่าเทียม และสิทธิของทุกคนในสังคม อันเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบสวัสดิการของบุคลากรทางการศึกษาในประเทศไทย

“เมื่อมีกฎหมายสมรสเท่าเทียมแล้ว เราจึงเปิดกว้างให้สิทธิ์กลุ่มเพศสภาพ สามารถสมัครสมาชิกได้ทั้ง ช.พ.ค.และ ช.พ.ส. และอยากให้พวกเราสมัครเป็นสมาชิก ช.พ.ค.หรือ ช.พ.ส.กันเยอะๆ เพื่อให้องค์กรของครูเราเข้มแข็ง อยากให้ครูร่วมกิจกรรมของเพื่อครูเราเพื่อร่วมบุญกับเพื่อนครูเรา” อธิบดี สกร. กล่าว

สพฐ. คาดวันสอบใหม่ ม.1 ม.4 ทั่วประเทศ 26-27 เม.ย.นี้ หากไม่มีแผ่นดินไหวซ้ำ

สพฐ. คาดวันสอบใหม่ ม.1 ม.4 ทั่วประเทศ 26-27 เม.ย.นี้ หากไม่มีแผ่นดินไหวซ้ำ

สพฐ. คาดวันสอบใหม่ ม.1 ม.4 ทั่วประเทศ 26-27 เม.ย.นี้ หากไม่มีแผ่นดินไหวซ้ำ

วันจันทร์ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2568, 21.49 น.

‘บิ๊ก สพฐ.’ย้ำ นักเรียนต้องปลอดภัย คาดวันสอบใหม่ ม.1 ม.4 ทั่วประเทศ 26-27 เมษายนนี้ หากไม่มีแผ่นดินไหวซ้ำ

วันที่ 31 มีนาคม 2568 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 จนส่งผลกระทบต่อหลายพื้นที่ในประเทศไทย และ สพฐ. ได้ประกาศเลื่อนวันสอบคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาต่อชั้น ม.1 และ ม.4 จากวันที่ 29 และ 30 มีนาคม ออกไปก่อน นั้น ล่าสุด สพฐ. ได้พิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบันและเหตุผลด้านความปลอดภัยที่มีแนวโน้มดีขึ้น คาดว่าจะสามารถกำหนดวันสอบใหม่ได้ เป็นวันเสาร์ที่ 26 และวันอาทิตย์ที่ 27 เมษายน 2568 สำหรับการสอบเข้าชั้น ม.1 และ ม.4 ทั่วประเทศ ตามลำดับ หากสถานการณ์เป็นปกติและไม่มีเหตุการณ์แผ่นดินไหวหรือภัยพิบัติอื่นๆ เกิดขึ้นซ้ำอีก เนื่องจากต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของนักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษา เป็นสำคัญ และให้เกิดผลกระทบกับนักเรียนและผู้ปกครองน้อยที่สุด ตามข้อสั่งการของพลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่มีความห่วงใยสวัสดิภาพของนักเรียนและผู้ปกครอง ครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้มีความปลอดภัยในชีวิตทั้งร่างกายและสภาพจิตใจที่ดีมาเป็นอันดับแรก

“สพฐ. พิจารณาแล้วว่าช่วงเวลาดังกล่าวน่าจะมีความเหมาะสมมากที่สุด เพื่อให้เกิดผลกระทบกับนักเรียนและผู้ปกครองน้อยที่สุด ทั้งด้านความปลอดภัยและสภาพจิตใจโดยรวม ส่วนที่ผู้ปกครองเกิดความกังวลว่าบุตรหลานจะมีที่เรียนได้ทันก่อนเปิดภาคเรียนที่ 1/2568 หรือไม่ ขอให้มั่นใจว่า สพฐ. จะดำเนินการรับนักเรียนได้ทันก่อนเปิดภาคเรียนแน่นอน แต่หากเกิดเหตุแผ่นดินไหวหรือภัยพิบัติใดๆ ขึ้นอีก จนกระทบกับการเปิดเรียนในวันที่ 16 พฤษภาคมนี้ เราก็สามารถจัดการเรียนการสอนที่ยืดหยุ่นเข้ากับสถานการณ์ได้ จึงขอให้ผู้ปกครองคลายความกังวลใจได้ เราจะดูแลนักเรียนทุกคนอย่างดีที่สุด เพราะหัวใจของเรา คือ ความปลอดภัยของนักเรียน” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

สำหรับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 31 มีนาคม 2568 เวลา 15.00 น. พบว่า โรงเรียนในสังกัด สพฐ. ทั่วประเทศได้รับความเสียหายทั้งหมด 2,465 แห่ง แบ่งกลุ่มเป็น เสียหายเล็กน้อย/ไม่เสียหาย จำนวน 2,110 แห่ง เสียหายปานกลาง จำนวน 307 แห่ง และเสียหายมาก จำนวน 48 แห่ง ในส่วนโรงเรียนที่ได้รับความเสียหายหนัก มีทั้งอาคารเกิดการทรุดตัว โครงสร้างอาคารมีการพังถล่ม อาคารเคลื่อนตัวออกจากฐานราก และพื้นผิวรอบเสามีรอยฉีกขาดอย่างรุนแรง ฯลฯ โดยจังหวัดที่มีโรงเรียนรายงานผลกระทบเข้ามามากสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ 190 แห่ง ลำปาง 141 แห่ง กรุงเทพฯ 123 แห่ง กาญจนบุรี 122 แห่ง และพิจิตร 119 แห่ง ตามลำดับ ซึ่งขณะนี้ได้เร่งให้ทำการสำรวจให้แล้วเสร็จภายในวันนี้ เพื่อประเมินสถานการณ์และช่วยเหลือโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบโดยเร็วต่อไป