อาจเป็นอุปาทานหมู่!! ‘อนุทิน’มองหลังคนแห่วิ่งลงจากตึกอีกรอบ บอกเป็นตนก็วิ่ง

อาจเป็นอุปาทานหมู่!! 'อนุทิน'มองหลังคนแห่วิ่งลงจากตึกอีกรอบ บอกเป็นตนก็วิ่ง

อาจเป็นอุปาทานหมู่!! ‘อนุทิน’มองหลังคนแห่วิ่งลงจากตึกอีกรอบ บอกเป็นตนก็วิ่ง

วันจันทร์ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2568, 15.51 น.

‘อนุทิน’ยันคนเข้าใช้อาคารจำนวนมากไม่กระทบตัวอาคารหลังแผ่นดินไหว รับอาจเป็นเพียงอุปาทานหมู่ หลังประชาชนยังตื่นตระหนกอยู่ บอกเป็นตนก็วิ่ง วอนนิติบุคคล ตรวจอาคารอีกครั้งไม่ต้องรอวงรอบ ขอมั่นใจ’ชัชชาติ’นั่งบัญชาการ เหตุเป็นวิศวกรโยธา น่าเชื่อถือ ย้ำ’เซลล์ บอร์ดแคช’เตรียมส่งมอบปลาย ก.ค. นี้

เมื่อวันที่ 31 มี.ค.2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวก่อนการประชุมติดตาม และแก้ไขปัญหาการเตือนภัย SMS ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ว่า ที่ประชุมวันนี้ไม่มีอะไรเสนอ เนื่องจากขณะนี้มีการลดระดับความรุนแรง จากระดับ 3 เหลือระดับ 2  ซึ่งขณะนี้สถานการณ์ผู้ว่าราชการทุกจังหวัด มีอำนาจสั่งการอย่างเต็มที่ หากยังขาดอะไรก็ยังขอการสนับสนุนมาเป็นกรณีไป

ผู้สื่อข่าวถามว่า ช่วงเช้าที่ผ่านมาเกิดเหตุวุ่นวาย มีการอพยพคนออกจากอาคารในหลายพื้นที่ นายอนุทิน ยืนยันว่า กรมทรัพยากรธรณี กรมอุตุนิยมวิทยา ออกมายืนยันแล้วว่า ไม่มีเหตุการณ์แผ่นดินไหวอย่างที่คิด และกรมโยธาธิการและผังเมือง นายกสภาวิศวกรก็เข้าไปตรวจดูที่ศูนย์ราชการอาคาร A แล้วว่าไม่มีอะไร แต่อาจเป็นอุปทานหมู่ ซึ่งยอมรับว่า เป็นไปได้เนื่องจากเป็นช่วงที่คนยังตื่นตระหนกอยู่ ส่วนที่เป็นรอยแยกหรือที่เรียกว่า Expansion joint (ข้อต่อขยายสำหรับการเคลื่อนไหว) ซึ่งทุกอาคารมีอยู่แล้ว หากมีการขยายตัวเพื่อที่จะไม่ให้เกิดรอยร้าว

เมื่อถามว่า จะนำนักวิชาการหรือวิศวกรมาอธิบายเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนมากขึ้นหรือไม่ นายอนุทิน ย้อนถามว่า เห็นกรมประชาสัมพันธ์ก็มีอยู่ไม่ใช่หรือ แล้วนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ก็ออกมาชี้แจงยังไม่พออีกหรือ ท่านเป็นวิศวกรโยธา และก่อนที่จะมีการประกาศลดระดับสถานการณ์ ก็ได้มีการตรวจสอบก่อนแล้วว่าไม่น่าจะมีอะไรที่เลวร้าย และเมื่อลดระดับสถานการณ์จากระดับ3 มาอยู่ที่ระดับ 2 ก็ไม่ได้หมายความว่ากระทรวงมหาดไทย หรือกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ไม่ทำหน้าที่ ผู้บัญชาการสถานการณ์ แต่เป็นการเกิดภัยทั่วประเทศก็จะมีการรวบศูนย์บัญชาการสถานการณ์มาอยู่ที่รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย แต่เมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ควบคุมได้ก็กระจายอำนาจออกไป เพื่อจะให้สามารถทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นยืนยันว่า ภาครัฐได้มีการเผยแพร่ข้อมูลโดยตลอด

ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา มีคนเข้าไปใช้อาคารมาก จึงอาจจะเกิดผลกระทบต่อเนื่องจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา(28มี.ค.) นายอนุทิน ส่ายศรีษะ ก่อนกล่าวยืนยันว่า เป็นไปไม่ได้ ถ้าเฉพาะคนเข้าไปเยอะขึ้นแล้วน้ำหนักคนกับตัวอาคารมันเทียบไม่ได้ พร้อมกล่าวย้ำว่า เป็นอุปาทานที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ในช่วงที่ยังหวั่นวิตกกันอยู่ พอเราเห็นคนอื่นลงไปเราก็ลง หากเป็นตนก็ลงไปเหมือนกัน อย่าว่าแต่คนอื่นเลย อย่างเช่นกรณีศูนย์ราชการอาคารเอ ก็มีความเป็นห่วง ซึ่งได้มีการส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปดูทันที และยืนยันว่าไม่มีอะไรน่าห่วง ส่วนที่บอกว่าตึกเอียงนั้น ตึกเขาออกแบบมาเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีผนังเปลือกอาคารด้านนอกที่สร้างครอบตึกบัญชาการ 1 มีรอยร้าว นายอนุทิน ได้แหงนหน้าขึ้นไปดู และอธิบายว่านี่คือ Hair Crack หรือรอยร้าวขนาดเล็ก อาคารขยับแม้ไม่มีแผ่นดินไหว ก็มีการยืดเข้ายืดออกได้โดยอุณหภูมิความร้อน เมื่อมีการเปลี่ยนอุณหภูมิก็จะยืดเข้ายืดออก อย่างถนนก็จะมีเส้นตีแบ่งไว้เพื่อไม่ให้ร้าวลามไปจุดอื่น

“ขออย่าตื่นตระหนก หากอยากให้สบายใจ หลายหน่วยงานและหลายบริษัทสามารถออกนโยบายเวิร์คฟอร์มโฮมได้ คงไม่ได้ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง ส่วนรอยร้าวของอาคารต่างๆ เมื่อเกิดเหตุแผ่นดินไหว 7.8 ริกเตอร์ บางตึกก็เกิดรอยร้าวขึ้นได้ ที่บ้านผมก็มี ดังนั้นขอย้ำว่า หากกระทบโครงสร้างก็ต้องหยุดใช้งาน โดยได้สั่งการให้กรมโยธาธิการและผังเมือง ออกคำสั่งฯว่าให้เจ้าของอาคารทุกอาคารเร่งตรวจสอบอาคาร”

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า การตรวจสอบอาคารต้องมีอยู่แล้ว อย่ารอให้กรมโยธาธิการและผังเมืองเข้าไป แต่ทุกอาคารชุด และอาคารตึกสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มีนิติบุคคล ทุกปีควรจะต้องมีการตรวจสอบ ไม่ต้องรอให้ถึงวงรอบ หากใครตรวจก่อนวันที่ 28 มี.ค. ขอให้ตรวจอีกรอบหนึ่ง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ที่อยู่อาศัยในอาคาร

เมื่อถามว่างบประมาณที่จะมาดูแลเรื่องการป้องกันภัยมีเพียงพอหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า งบประมาณการป้องกันภัยมีอยู่แล้ว ส่วนในเรื่อง เซลล์ บอร์ดแคช ทางกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.)เพิ่งลงนามในการจัดหาอุปกรณ์ในช่วงก่อนสิ้นเดือนมี.ค.นี้ เพราะตอนประมูลตั้งแต่ก่อนที่ตนจะเข้ามาก็มีความล่าช้า พอตนเข้ามาประมูลได้ ก็ไปติดเรื่องร้องเรียน พอประมูลอีกครั้งก็ไปติดผู้ประมูลต่ำสุดคนหนึ่งเป็นรายปกติ อีกคนหนึ่งมีสิทธิ์ SME ที่ได้เปรียบอีกรายกว่า 10% จึงเกิดการร้องเรียน ทำให้เกิดการตรวจสอบ เพื่อไม่ให้เกิดการผิดระเบียบและเป็นไปตามกฏหมายทุกอย่าง

“ยอมรับว่า มีขั้นตอนอีกมาก นี่ขนาดเร่งแล้วนะ ขู่แล้วขู่อีก ก็ยังใช้เวลา เพิ่งเซ็นไปก่อนแผ่นดินไหวไม่กี่วันนี้เอง น่าจะเป็นช่วงปลายเดือนก.ค. ต้นเดือนส.ค. ก็น่าจะส่งมอบเป็นที่เรียบร้อย ทุกอย่างเป็นไปตามสัญญา ซึ่งต้องไปเชื่อมกับทางสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) ” 

รุมสับรัฐบาล! ‘สว.’ถล่มเหลวแจ้งเตือนภัย‘แผ่นดินไหว’ หยันมิจฉาชีพยังไวกว่า

รุมสับรัฐบาล! ‘สว.’ถล่มเหลวแจ้งเตือนภัย‘แผ่นดินไหว’ หยันมิจฉาชีพยังไวกว่า

รุมสับรัฐบาล! ‘สว.’ถล่มเหลวแจ้งเตือนภัย‘แผ่นดินไหว’ หยันมิจฉาชีพยังไวกว่า

วันจันทร์ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2568, 15.14 น.

โกลาหลเหมือนโลกแตก! ‘สว.’พุ่งเป้ารุมสับ‘รัฐบาล’เหลวสื่อสารในภาวะวิกฤติ‘แผ่นดินไหว’ หยันมิจฉาชีพยังส่งข้อความเร็วกว่า ชี้คนไทยยังไม่ได้รับการฝึกซ้อมที่ดี ขณะที่‘พันธุ์ใหม่’ซัดเดือด‘นายกฯอิ๊งค์’ไม่รู้จักนำบทเรียน‘สึนามิ-น้ำท่วมใหญ่’ จาก‘พ่อ-อา’มาใช้     

31 มีนาคม 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีพล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติด่วนด้วยวาจา ขอให้ที่ประชุมพิจารณากรณีเหตุการณ์แผ่นดินไหวในประเทศเมียนมา ซึ่งส่งผลกระทบต่อประเทศไทย เมื่อวันศุกร์ที่ 28 มี.ค. ที่ผ่านมา ของพล.ต.ต.รมย์สิทธิ์ วีริยาสรร เป็นผู้เสนอ

นาวาตรีวุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สว. อภิปรายว่า ช่วงเกิดเหตุ ตนได้ออกจากรัฐสภา เผอิญไปผ่านที่ไหนก็ไม่ผ่าน ดันไปผ่านถนนกำแพงเพชรในเวลานั้นเวลานั้นพอดีเลย ในเวลานั้นมีแผ่นดินไหว และเห็นตึกถล่มลงมากับตาสองข้าง เราก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น มองไปทางขวาก็เห็นน้ำกระฉอกจากตึกเต็มไปหมดเลย ขับรถไปอีกสักพัก คนก็วิ่งลงจากตึกจำนวนมาก เหมือนกับในภาพยนตร์ เรื่องโลกจะแตกอะไรทำนองนั้น

นาวาตรีวุฒิพงศ์ กล่าวต่อว่า ตนคิดว่าประชาชนมากมายก็สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับระบบของประเทศไทย ทำไมการเตือนภัยพิบัติหลังจากเกิดเหตุแล้ว ตั้งแต่สึนามิ ผ่านมาเกือบ 20 ปีแล้ว จนถึงปัจจุบันนี้ เราไม่มีอะไรดีขึ้นเลยหรือ จึงย้อนกลับไปศึกษา เพื่อนำมาอภิปรายในวันนี้ การแจ้งเตือนของภาครัฐแทบจะไม่มาเลย SMS ก็ไม่มา บอกว่าจะส่ง ส่งเมื่อไหร่ กี่โมงกว่าจะได้ บางคนเขาก็ได้ ตอนประมาณเกือบ 1-2 ทุ่ม ซึ่งคือหลังจากเกิดเหตุแล้วประมาณ 5- 6 ชั่วโมง แบบนี้ถือว่าเป็นการแก้ปัญหาเร่งด่วนหรือไม่

“คนตกอกตกใจส่งอะไรกันเรื่อยๆเปื่อย มิจฉาชีพยังส่งข้อความได้เร็วกว่าภาครัฐอีก แถมส่งลิงค์มาด้วย  เสร็จแล้วคนกดพลาด เข้าไปก็นึกว่าเตือนภัยจากภาครัฐ ที่ไหนได้ กลายเป็นมิจฉาชีพอีกแล้ว” นาวาตรีวุฒิพงศ์ กล่าว

นาวาตรีวุฒิพงศ์ กล่าวว่า หน่วยงานของรัฐยิ่งไปกันใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) , กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รวมถึงกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) และกระทรวงมหาดไทย ไม่มีหน่วยงานที่ชัดเจนประชาชนก็ไม่รับการฝึกซ้อมอย่างดี

“ถึงเวลาแม้กระทั่งอาจงอาจารย์ชั้นนำ ที่เป็นไอคอนของประเทศนี้ ยังวิ่งออกมาก่อนเลยจากศูนย์สิริกิติ์ ก็เพราะมันไม่มีการซ้อม ตั้งแต่เด็กจนโต ผมก็ไม่เคยเห็นการสอน  ในสภาแห่งนี้ก็เพิ่งเริ่มตื่นเต้นกัน” นาวาตรีวุฒิพงศ์ กล่าว

นาวาตรีวุฒิพงศ์ กล่าวอีกว่า หน่วยงานของภาครัฐใช้งบประมาณไปมาก แต่ไม่เกิดผล รัฐบาลได้กำหนดให้ดำเนินการเกี่ยวกับ Cell Broadcast มานานแล้ว แต่ก็ไม่ได้ทำ ยังจัดซื้อจัดจ้างไม่แล้วเสร็จ พร้อมยกคำพูดนายกรัฐมนตรีที่กล่าวในที่ประชุม ที่บอกว่า ท่านต้องตอบคำถามตรงนี้ให้ได้ เพราะดิฉันต้องตอบคำถามประชาชน ดิฉันสั่งไปตั้งแต่ก่อน 14.00 น. แต่ระบบไม่ออก ก่อนจะย้ำว่า ถึงเวลาปฏิรูปแล้ว

ขณะที่น.ส.นันทนา  นันทวโรภาส สว. อภิปรายอย่างดุเดือดว่า แผ่นดินไหวที่ผ่านมาเปลือยเปล่าระบบราชการไทยและรัฐบาลอย่างชัดเจนที่สุด จนทำให้คนไทยตาสว่างกันเลยทีเดียว

“นี่เป็น Once in a lifetime แต่เราคงไม่ใช้คำว่าเป็นบุญที่ได้เจอแน่นอน แม้จะเป็นครั้งแรกที่ประสบ แต่รัฐบาลก็ไม่อาจแสดงความรักไร้เดียงสา ปฏิเสธความรับผิดชอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ ถ้าจะว่าไปแล้วครอบครัวของท่านนายกฯ เคยเผชิญวิกฤตแล้ว รุ่นพ่อเจอสึนามิ รุ่นอาเจอน้ำท่วมใหญ่ มาถึงท่านนายกฯ น่าจะเอาประสบการณ์การบริหารภาวะวิกฤติมาใช้ได้บ้างไม่มากก็น้อย แต่นี่หาได้มีความเป็นมืออาชีพไม่” น.ส.นันทนา กล่าว

น.ส.นันทนา กล่าวว่า แผ่นดินไหวสะท้อนการจัดการของรัฐบาลมากมาย ประการที่หนึ่งคือขาดการสื่อสารในภาวะวิกฤติอย่างมีประสิทธิภาพ

“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ประชาชนตะลึงตึงตึง ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ผู้สูงอายุโทษตัวเองว่าโรคความดัน หัวใจ บ้านหมุน ทำอะไรไม่ถูก เพราะไม่มีใครมาบอกว่าเกิดอะไรขึ้น ต้องรอจนโซเชียลมาช่วยกันแชร์ภาพ ถึงได้รู้ว่านี่คือแผ่นดินไหว ก่อนหน้านี้หาทางออกชีวิตไม่เจอ” น.ส.นันทนา กล่าว

น.ส.นันทนา กล่าวต่อว่า ประการที่สองคือปัญหาการบริหารจัดการ ขาดเจ้าภาพสั่งการในที่เกิดเหตุ หน่วยงานภาครัฐไปถึงช้ากว่าองค์กรพัฒนาเอกชน ที่สำคัญภาครัฐไม่มีใครบัญชาการสถานการณ์ ปล่อยตามธรรมชาติเรียกว่าตามมีตามเกิด ประการที่สาม การช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ล่าช้า จนไม่รู้จะร้องขอความช่วยเหลือจากใคร มีแต่องค์กรพัฒนาเอกชนที่ประชาชนต้องช่วยกันเอง ประการที่สี่ ได้แก่ ขาดการปฎิบัติการแบบมืออาชีพ ในสถานการณ์ที่ตึกถล่ม ไม่มีการปิดล้อมพื้นที่ทันทีที่เกิดเหตุ ทุกคนกรูเข้าไป ไม่มีการรักษาหลักฐาน คนที่บาดเจ็บอยู่ใต้ซากปรักหักพัง เขาต้องการการกู้ภัยแบบมืออาชีพ แต่กลายเป็นว่าทุกอาชีพเข้าไปอยู่ในพื้นที่ประสบภัย การช่วยเหลือจะมีประสิทธิภาพได้อย่างไร เรายังไม่ทราบเลยว่ามีกี่คนที่เขาไปทำงานในที่เกิดเหตุ เราจะเยียวยาอย่างไรถือเป็นเรื่องเร่งด่วนมาก

น.ส.นันทนา กล่าวว่า การสื่อสารในภาวะวิกฤตเป็นเรื่องที่รัฐบาลทำช้าและทำน้อยเกินไป เพราะทันทีที่เกิดแผ่นดินไหว รัฐต้องแจ้งต่อประชาชนให้ทราบทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น มันจะต้องเกิดภัยพิบัติอีกเมื่อไหร่อี รัฐบาลถึงจะเตือนภัยประชาชน รัฐบาลไม่เคยสื่อสารให้ประชาชนอุ่นใจ มีแต่คอลเซ็นเตอร์เท่านั้นที่อยู่กับเรา แม้ว่าเราจะไม่ต้องการมันเลย ซึ่งเรื่องนี้ ตนทราบว่ารัฐบาลนี้ได้ตั้งงบประมาณพันล้านบาท เพื่อสร้างระบบเตือนภัย

“ท่านนายกฯ พูดว่าสั่งการไปตั้งแต่ 14.00 น. แต่ระบบไม่ออก ปัญหาใหญ่ขนาดนี้ หน่วยงานภาครัฐเกี่ยงกันทำงานอีก มีกระแสข่าวว่าบริษัทอินเทอร์เน็ตทั้ง 2 ค่าย พร้อมส่ง SMS แต่ กสทช. และ ปภ.ไม่พร้อม ไม่รู้ว่าจะส่งข้อความอะไร มัวแต่ลังเลไป 23 ชั่วโมงผ่านไป ดิฉันได้รับ SMS ถึงวิธีการปฏิบัติตัวหากเกิดอาฟเตอร์ช็อก ดิฉันไม่แน่ใจว่า SMS นี้ ท่านส่งมาเตือนตัวเองหรือไม่ ให้รวบรวมสติแล้วรีบส่งข้อความอย่างเร็วไปให้ประชาชนรับรู้” น.ส.นันทนา กล่าว

จากนั้น พล.ต.ท.บุญจันทร์ นวลสาย สว.ลุกหารือว่า เหตุการณ์มันเกิดขึ้นแล้ว เรามาร่วมกันหาทางออกดีกว่าหรือไม่ ในวุฒิสภามีผู้มีความรู้ความสามารถ วิศวกรหลายท่าน แต่พลเอกเกรียงไกร กล่าวตัดบทว่า ที่อภิปรายอยู่ขณะนี้ มีคนเก่งๆ กำลังหาทางออกให้อยู่ เดี๋ยวจะให้รัฐบาลทำอะไรก็คงได้คุยกัน รวมถึงที่ทุกคนพูดถึงเมื่อเช้านี้ด้วย หลายคนปราดเปรื่องมาก จะเสนอให้รัฐบาลว่ากันไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการอภิปรายส่วนใหญ่ สว.พุ่งเป้าไปที่การแจ้งเตือนหลังเกิดเหตุ โดยยกประสบการณ์ตนเอง และหลายคนยกตัวอย่างการแจ้งเตือนของต่างประเทศที่รวดเร็ว เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี และสหรัฐอเมริกา เป็นต้น

หอการค้าไทยแถลงเสนอรัฐ 8 แนวทาง เรียกความเชื่อมั่นหลังเหตุ‘แผ่นดินไหว’

หอการค้าไทยแถลงเสนอรัฐ 8 แนวทาง เรียกความเชื่อมั่นหลังเหตุ‘แผ่นดินไหว’

หอการค้าไทยแถลงเสนอรัฐ 8 แนวทาง เรียกความเชื่อมั่นหลังเหตุ‘แผ่นดินไหว’

วันจันทร์ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2568, 15.01 น.

หอการค้าไทยแถลงเสนอรัฐ 8 แนวทาง เรียกความเชื่อมั่นหลังเหตุ‘แผ่นดินไหว’

31 มีนาคม 2568 นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยว่าเศรษฐกิจไทยยังสามารถเดินหน้าต่อไปได้ หากมีการบริหารจัดการร่วมกันจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนอย่างเป็นระบบ โปร่งใส และมีการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องแผ่นดินไหวครั้งนี้ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากแรงสั่นสะเทือนโดยตรง จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่น พัฒนาระบบเตือนภัย และจัดตั้งศูนย์กลางเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อให้ทั้งในและต่างประเทศเข้าใจสถานการณ์อย่างชัดเจน นักลงทุนยังคงให้ความสนใจต่อภาคการผลิตและการส่งออกที่ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์ยังคงดำเนินต่อไปได้ แต่จำเป็นต้องฟื้นฟูความเชื่อมั่นโดยเร็ว

นอกจากนี้ ควรมีการตรวจสอบโครงสร้างอาคารทั่วประเทศเพื่อระบุความเสี่ยงและเร่งแก้ไข หอการค้าไทยเสนอแนวทาง 8 ประการ ได้แก่

1) เร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัยโดยร่วมมือกับหน่วยงานภายในและต่างประเทศ พร้อมศึกษาข้อเท็จจริงเพื่อป้องกันเหตุซ้ำ

2) ตรวจสอบโครงสร้างอาคารทั่วประเทศเพื่อรับรองความปลอดภัย

3) จัดทำระบบเตือนภัยพิบัติและแผนบริหารความเสี่ยง โดยสนับสนุนระบบสื่อสารฉุกเฉินและอบรมเจ้าหน้าที่

4) ยกระดับมาตรฐานการก่อสร้างและควบคุมอาคารให้เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด

5) เร่งมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการรายย่อย พร้อมประสานงานด้านวัสดุก่อสร้างเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชน

6) สื่อสารเชิงรุกเพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนและนักลงทุน

7) จัดตั้งหน่วยงานกลางเพื่อเผยแพร่ข่าวสารที่ถูกต้องและทันเหตุการณ์

8) ตั้งศูนย์ช่วยเหลือ SMEs สำหรับซ่อมแซมอาคารและสนับสนุนสินเชื่อเพื่อบรรเทาผลกระทบ

หอการค้าไทยพร้อมประสานงานกับผู้ประกอบการทั่วประเทศเพื่อลดผลกระทบทางเศรษฐกิจและฟื้นฟูประเทศให้มั่นคงและยั่งยืน พร้อมทั้งแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของผู้สูญเสียและผู้ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวในเมียนมา ซึ่งส่งผลกระทบมายังหลายพื้นที่ของไทย รายงานล่าสุดจากศูนย์เอราวัณ กรุงเทพมหานคร ณ วันที่ 30 มีนาคม 2568 เวลา 18.00 น. ระบุว่ามีผู้บาดเจ็บ 33 ราย เสียชีวิต 18 ราย และสูญหาย 78 ราย ซึ่งยังอยู่ระหว่างการค้นหาและให้ความช่วยเหลือ

ในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ หอการค้าไทยขอส่งกำลังใจถึงผู้ประสบภัยและเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ พร้อมชื่นชมมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐ เช่น โครงการ “พักหนี้-ลดดอกเบี้ย” ของธนาคารแห่งประเทศไทยและธนาคารพาณิชย์ รวมถึงมาตรการสนับสนุนจาก SMED Bank และ บสย. ที่ช่วยบรรเทาผลกระทบของผู้ประกอบการและประชาชน นอกจากนี้ ยังมีมาตรการด้านประกันภัยจาก คปภ. สมาคมประกันวินาศภัยไทย และสมาคมประกันชีวิตไทย ที่เร่งดำเนินการจ่ายค่าสินไหมให้ผู้ถือกรมธรรม์ในพื้นที่ได้รับผลกระทบ หอการค้าไทยมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับทุกฝ่ายเพื่อให้ประเทศไทยก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปได้อย่างเข้มแข็งและมั่นคง

‘อนุทิน’ไม่ขัด! ‘พรรคร่วมฯ’ลงแข่งชิงเลือกตั้งซ่อม‘สส.เมืองคอน’

‘อนุทิน’ไม่ขัด! ‘พรรคร่วมฯ’ลงแข่งชิงเลือกตั้งซ่อม‘สส.เมืองคอน’

‘อนุทิน’ไม่ขัด! ‘พรรคร่วมฯ’ลงแข่งชิงเลือกตั้งซ่อม‘สส.เมืองคอน’

วันจันทร์ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2568, 15.01 น.

“อนุทิน”ไม่ขัด! “พรรคร่วมฯ”ลงแข่งชิงเลือกตั้งซ่อม”สส.เมืองคอน” ชี้ผลเป็นอย่างไรอยู่ที่ ปชช.เลือก บอกไม่ผิดมารยาทร่วมรัฐบาล แต่ยกเคสบึงกาฬ”นายกฯ”แสดงสปิริตหลีกทางให้

เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงการส่งผู้สมัครเลือกตั้งซ่อม สส.นครศรีธรรมราช เขต 8 ว่า ในส่วนภาคใต้พรรคได้มอบให้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.แรงงาน รับผิดชอบดูแลพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งตนยังไม่ได้พูดคุยกับนายพิพัฒน์ แต่เราคงส่งคนลงเลือกตั้งซ่อม เพราะเป็นพื้นที่ที่เราเสียไป

ผู้สื่อข่าวถามว่า เรื่องนี้ต้องคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า อย่างกรณีที่ จ.บึงกาฬ นายกฯ ก็บอกว่าเป็นสปิริตพรรคร่วมรัฐบาล พรรคเพื่อไทยจึงไม่ส่ง ซึ่งตนก็ต้องกราบขอบพระคุณนายกฯ อย่างมาก อย่างไรก็ตาม แต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน เราจะไปบอกหรือเจรจาว่าห้ามส่งไม่ได้ ก็ต้องแล้วแต่ หากพรรคอื่นส่งก็แข่งกันไป ไม่มีปัญหาอะไร ทั้งฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร ตนคงไม่ไปขอว่าอย่าส่งเลยไม่ได้ เพราะถ้าเขาจะส่ง เราจะไปทําอะไรเขาได้

เมื่อถามว่า ธรรมเนียมปฏิบัติที่ผ่านมา พรรคที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาลควรจะหลีกพื้นที่ให้ผู้สมัครคนเดิม นายอนุทิน กล่าวว่า ยอมรับว่าเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ แต่ไม่ใช่ระเบียบ

เมื่อถามยํ้าว่า หากพรรคร่วมรัฐบาลอื่นส่ง จะถือเป็นการผิดมารยาทหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวย้อนผู้สื่อข่าวว่า “เนี่ย คุณถามแบบนี้อีกแล้ว เขาไม่มีอะไรห้าม ถ้าเขาบอกว่าเขามีพื้นที่อยู่ตรงนั้น โดยอาจบอกว่าเป็นพื้นที่ที่ครั้งที่แล้วแพ้เราแค่นิดเดียว เขาอาจจะมีความหวัง อย่างที่บึงกาฬ นายกฯ บอกว่ารักษามารยาทการร่วมรัฐบาลไว้ ซึ่งขนาดนายกฯ ยังทำ ตนก็ยินดีและขอบคุณนายกฯ”

เมื่อถามว่า มั่นใจในตัว นายไสว เลื่องสีนิล สามีของ นางมุกดาวรรณ เลื่องสีนิล อดีต สส.นครศรีธรรมราช ที่ถูกตัดสินให้พ้นจากตำแหน่ง ว่าจะชนะหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เมื่อลงแข่งขัน เราก็ต้องทำทุกอย่างให้ผู้สมัครได้รับชัยชนะ ส่วนจะชนะหรือไม่อยู่ที่ประชาชน ตนเคารพการตัดสินใจของประชาชนเสมอ เราไม่ได้เป็นคนให้คะแนน และตนไม่มีสิทธิ์ไปเลือกด้วยซ้ำ เพราะไม่ได้อยู่ จ.นครศรีธรรมราช

เมื่อถามว่า จะลงพื้นที่ไปช่วยหาเสียงด้วยตัวเองหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า หากกฎหมายทําได้ ตนก็ลง แต่ก็ต้องดูเรื่องการเป็นผู้ช่วยหาเสียงด้วย เดี๋ยวจะกลายเป็นใช้ตำแหน่ง มท.1 มาช่วย หากไม่ได้ลงทะเบียนให้เป็นผู้ช่วยหาเสียง เดี๋ยวก็วุ่น แต่ความเป็นหัวหน้าพรรคก็ยังมีอยู่ ก็น่าจะทำอะไรได้ ทั้งนี้ เราก็ต้องเชื่อมั่นในผู้สมัครเราว่ามีพื้นฐานที่แข็งแรงอยู่แล้ว

เมื่อถามว่า ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ถือว่าน่ากลัวหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า น่ากลัวทุกคน เราก็ต้องเตรียมพร้อมตลอด เมื่อถามว่า จะต้องจัดทัพใหญ่ไปช่วยหาเสียงหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราก็ต้องทำตามกฎระเบียบที่มีอยู่

เมื่อถามว่า ในฐานะที่มีความสนิสนมกับ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะมีการพูดคุยกันก่อนหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราไปบังคับใครไม่ได้หรอก

‘รัฐบาล’เตรียมชงญัตติด่วนถกผลกระทบจาก‘แผ่นดินไหว’สัปดาห์นี้

‘รัฐบาล’เตรียมชงญัตติด่วนถกผลกระทบจาก‘แผ่นดินไหว’สัปดาห์นี้

‘รัฐบาล’เตรียมชงญัตติด่วนถกผลกระทบจาก‘แผ่นดินไหว’สัปดาห์นี้

วันจันทร์ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2568, 14.56 น.

เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2568 ที่รัฐสภา นายวิสุทธิ์ ไชณยรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมสภาฯในช่วง 2 สัปดาห์ที่เหลือนี้จะมีการกำชับ สส.ให้เข้าร่วมประชุมอย่างไร เพราะเพิ่งผ่านเหตุการณ์แผ่นดินไหวมา ว่า เรื่องแผ่นดินไหวที่หลายคนเห็นเป็นเรื่องสำคัญ ทั้งรัฐบาล รวมถึงพรรคเพื่อไทย ก็เห็นความสำคัญในเรื่องนี้ ที่มีคนบอกว่าตนจะนำเรื่องแผ่นดินไหวมาพิจารณาหลังเรื่องเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ นั้นไม่เป็นความจริง ดังนั้น วันที่ 2 – 3 เม.ย.รัฐบาลก็จะเสนอเป็นญัตติด่วน เพื่อให้สภาฯ ได้พิจารณาเรื่องนี้ว่าผลกระทบของแผ่นดินไหว ที่เกิดขึ้นในประเทศเมียนมา มีแรงสั่นสะเทือนมาถึงประเทศไทยนั้นมีผลกระทบอย่างไร และในอนาคตจะมีวิธีการแก้ไขอย่างไร ซึ่งไม่ต้องรอจนถึงวันที่ 9 เม.ย.

“ขอยืนยันว่าจะพิจารณากันภายในอาทิตย์นี้ เพราะมีการเตรียมการไว้แล้ว ทั้งพรรคเพื่อไทย และพรรคร่วมรัฐบาล ก็มีความคิดเห็นตรงกัน ซึ่งถือว่าเป็นญัตติด่วนที่จะนำมาศึกษาในสภาผู้แทนราษฎร” นายวิสุทธิ์ กล่าว

ไม่กลัว‘ม็อบต้าน’ ‘วิปรัฐ’ยันเข็น‘ร่าง กม.เอ็นเตอร์เทนเมนต์ฯ’เข้าสภาฯ 9 เม.ย.นี้

ไม่กลัว‘ม็อบต้าน’ ‘วิปรัฐ’ยันเข็น‘ร่าง กม.เอ็นเตอร์เทนเมนต์ฯ’เข้าสภาฯ 9 เม.ย.นี้

ไม่กลัว‘ม็อบต้าน’ ‘วิปรัฐ’ยันเข็น‘ร่าง กม.เอ็นเตอร์เทนเมนต์ฯ’เข้าสภาฯ 9 เม.ย.นี้

วันจันทร์ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2568, 14.50 น.

“วิปรัฐบาล”ยันเข็นดัน”ร่าง กม.เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์”เข้าสภาฯ 9 เม.ย.นี้ ลั่นไม่กลัว”ม็อบต้าน” ถ้ากลัวก็ไม่ทำ

เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2568 ที่รัฐสภา นายวิสุทธิ์ ไชณยรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวถึงการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร หรือ เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ จะเข้าสู่ที่ประชุมสภาฯ ได้เมื่อไหร่ ว่า วิปรัฐบาลจะพิจารณาเรื่องนี้ โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจกับวิปรัฐบาลก่อน และหลังจากนั้นประมาณวันที่ 3 เม.ย.จะขอสภาฯ บรรจุในระเบียบวาระวันที่ 9 เม.ย.คิดว่าไม่เร็วเกินไป เป็นเวลาที่พอดี เพราะเรื่องนี้ได้พิจารณามานานแล้ว ไม่ใช่เร่งด่วนอะไร และตั้งแต่สมัย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ ก็เคยมีการพิจารณา และเมื่อมาสภาฯชุดปัจจุบัน ก็พิจารณาไปแล้วประมาณปีเศษ โดยมีการศึกษาแล้ว จึงไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนอย่างที่ใครเขาว่า

“ถ้าตัดสินใจจะทำอะไรก็ต้องทำ ถ้าไม่ตัดสินใจ หรือเป็นการตัดสินใจที่ช้าก็ไม่ได้ทำ ทุกอย่างต้องรอบคอบ สภาฯ จะเป็นที่พิสูจน์ได้ว่าเรื่องไหนที่สำคัญ เมื่อเข้าที่ประชุมแล้วก็ให้ สส.ทั้งฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาล ได้อภิปรายเต็มที่ และพี่น้องประชาชนก็รับฟังว่าข้อมูล และสิ่งสำคัญที่รัฐบาลนำเสนอ โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) นั้นจะเป็นประโยชน์กับประชาชนหรือไม่” นายวิสุทธิ์ กล่าว

เมื่อถามว่า ในการพิจารณาจะใช้ร่างของ ครม.อย่างเดียว หรือพรรคการเมืองจะมีร่างประกบเข้ามาด้วย นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่ทราบว่าจะมีร่างของพรรคการเมืองหรือไม่ จึงน่าจะใช้ร่างของ ครม.และเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา ซึ่งการพิจารณาในวันที่ 9 เม.ย.นี้ จะมีการตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อให้กรรมาธิการพิจารณาในช่วงปิดสมัยประชุม เพื่อใช้เวลาให้เกิดประโยชน์ที่สุด

เมื่อถามว่า ส่วนที่ สส.พรรคประชาชาติ ซึ่งเป็นมุสลิม ไม่เห็นด้วยกับการมีเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า เขาอาจจะมีความกังวล เพราะพรรคประชาชาติเป็นพรรคของพี่น้องชาวมุสลิม ซึ่งเราเข้าใจ แต่คงไม่มีปัญหาอะไร เพราะสุดท้ายคงมีการเจรจากัน เราเชื่อมั่นว่าเสียงรัฐบาลพออยู่แล้วไม่น่ากังวล ไม่ต้องไปวิ่งหาเสียงที่อื่น เชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะชี้แจงได้ และทุกคนจะเห็นประโยชน์ของประเทศชาติบ้านเมือง ฉะนั้น เมื่อนำเรื่องนี้เข้าสู่สภาฯ ก็มีความจำเป็น เพราะประเทศเราต้องหาเงิน รัฐบาลก็ต้องหาตังค์ ซึ่งหลายโครงการก็อยากได้และอยากให้ดูแล

“อย่างผมกลับไปบ้าน ซึ่งอยู่ชนบท ผู้สูงอายุก็อยากให้เพิ่มเงินผู้สูงอายุให้มากขึ้น คนพิการก็อยากได้มากขึ้น ฉะนั้น ที่จะทำเรื่องนั้นเรื่องนี้ก็ต้องดูว่ารัฐบาลจะหาเงินมาจากที่ไหน เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ก็เป็นอีกทางหนึ่ง จึงอย่าไปกังวล หลายคนก็อธิบายจนผิด คิดว่าเปิดผ่อนการพนันเสรี อันนี้ไม่จริง เพราะเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ เป็นสถานบันเทิงครบวงจรที่ต้องทำ และมีการพนันไม่เกิน 10 เปอร์เซนต์ และไม่ได้มีทุกจังหวัด เราก็ต้องชี้แจง แต่หลายคนไปตีข่าวใหญ่โตว่าเปิดทุกจังหวัด ทุกอำเภอ ซึ่งเกินความจริง แต่คงมี 2 – 3 ที่ในประเทศนี้ ที่มีเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ เพื่อให้นักท่องเที่ยวเข้ามา และไม่ใช่ว่าใครอยากเดินเข้าไปเล่นการพนันก็ได้ ที่ผมไปเห็นมาเขาตรวจบัตรสารพัด ถ้าครอบครัวหนึ่งไปเล่น ลูกหรือพ่อแม่ไม่พอใจแล้วไปแจ้ง เขาก็ไม่ให้เข้า นักการเมืองเขาก็ไม่ให้เข้า เพราะกลัวจะไปฟอกเงิน ดังนั้น จะพูดต้องพูดให้ครบ และสิ่งที่อยู่ใต้ดินทุกวันนี้ก็มีอยู่แล้ว บ่อนการพนันมีให้เห็นตั้งแต่จำความได้ ทำไมไม่ทำให้ถูกกฎหมายแล้วเก็บภาษีมาใช้ให้เกิดประโยชน์” นายวิสุทธิ์ กล่าว

‘สุริยะ’ชี้ตึก สตง.ถล่ม ยังไม่เข้าเกณฑ์แบล็กลิสต์กรมบัญชีกลาง

'สุริยะ'ชี้ตึก สตง.ถล่ม ยังไม่เข้าเกณฑ์แบล็กลิสต์กรมบัญชีกลาง

‘สุริยะ’ชี้ตึก สตง.ถล่ม ยังไม่เข้าเกณฑ์แบล็กลิสต์กรมบัญชีกลาง

วันจันทร์ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2568, 14.39 น.

“สุริยะ”ชี้ตึก สตง.ถล่ม ยังไม่เข้าเกณฑ์แบล็กลิสต์กรมบัญชีกลาง เผยคืบหน้าประเมินความเสียหายโครงสร้างพื้นฐานทางด่วน-รถไฟฟ้า ลั่นโครงการของคมนาคม ยังไม่มีอะไรผิดพลาดจากแผ่นดินไหว จ่อรายงาน ครม.พรุ่งนี้

เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ให้สัมภาษณ์ถึงการตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมหลังเกิดเหตุแผ่นดินไหว ว่า ได้สั่งการให้ปลัดกระทรวงคมนาคม ประสานหัวหน้าหน่วยงานราชการที่ขึ้นกับกระทรวงคมนาคม รวมถึงหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ซึ่งขณะนี้ข้อมูลต่างๆ ได้ทยอยส่งมาว่า มีประเด็นเรื่องความปลอดภัยใดบ้าง จะมีผลกระทบหรือไม่ ค่อยๆ มีการประเมินกันมา ในส่วนของรถไฟฟ้า ขณะนี้เหลืออยู่เพียงรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงสถานีมีนบุรีเพียงสถานีเดียว รวมถึงได้ตรวจสอบโครงสร้างของทางด่วนต่างๆ ก็ไม่มีอะไร ขณะที่บริเวณทางขึ้นทางด่วนดินแดงที่มีเครนก่อสร้างหล่นลงมานั้น ได้มีการประสานกระทรวงมหาดไทย ซึ่งสามารถตัดชิ้นส่วนออกได้บางส่วนแล้ว และสามารถเปิดให้สัญจรไปมาปกติได้ หลังจากนี้จะดำเนินการให้เสร็จสิ้นให้หมด ส่วนเรื่องความปลอดภัยโครงการก่อสร้างบนถนนพระราม 2 นั้น ตนสั่งการให้ไปตรวจสอบดูแล้ว ไม่มีผลกระทบจากเรื่องนี้ ทั้งนี้ ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 1 เม.ย.จะมีการรายงานให้ที่ประชุม ครม.ทราบ

ผู้สื่อข่าวถามว่า บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ไอทีดี ซึ่งได้งานตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่ถล่ม จะต้องถูกแบล็กลิสต์หรือไม่ เพราะเกิดเหตุไม่คาดฝันซ้ำซาก นายสุริยะ กล่าวว่า เรื่องแบล็กลิสต์ กระทรวงคมนาคมก็ห่วงใยในเรื่องที่ผ่านมา ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงคมนาคมจะมีการจัดลำดับชั้นผู้รับเหมา ที่ผ่านมาเมื่อถูกปรับชั้นขึ้นไปแล้วไม่เคยถูกปรับลงมาเลย ผลงานไม่ดีก็ยังอยู่ในชั้นพิเศษ สมัย นายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกฯ และรมว.คลัง คุมกรมบัญชีกลาง ซึ่งเป็นหน่วยงานกำหนดกฎเกณฑ์ ดังนั้น จึงมีการระบุกันว่า ควรจะมีการทบทวนตามที่ตนเคยให้สัมภาษณ์เรื่องสมุดพก โดยสัญญาในปัจจุบันกรณีผู้รับเหมาทำผิดสัญญา เช่น งานล่าช้าจะถูกปรับเท่าไหร่ แต่ไม่มีเรื่องของความปลอดภัยไว้เลย ฉะนั้น สัญญาจากนี้ต่อไปได้คุยกับกรมบัญชีกลางแล้ว ถ้าเกิดงานในสัญญานั้นๆ เกิดการบาดเจ็บ หรือทำให้มีผู้เสียชีวิตจะถูกหักกี่คะแนน ถ้าถูกหักจนถึงเกณฑ์ที่ว่าจะถูกแบล็กลิสต์ ซึ่งจะเริ่มใช้กับสัญญาใหม่ๆ การเซ็นสัญญาจะมีการระบุในเรื่องของความปลอดภัยเข้าไปด้วย

เมื่อถามอีกว่า ตึก สตง.ที่ถล่มยังไม่เข้าเกณฑ์ที่ระบุใช่หรือไม่ นายสุริยะ กล่าวว่า “ถ้าพูดกันตามหลักตัวนี้ยังไม่ได้ออกมา แต่เรื่องนี้เราจะพิจารณาว่าจะทำอย่างไร” เมื่อถามย้ำว่า จะมีโทษอาญาใช่หรือไม่ นายสุริยะ กล่าวว่า มีโทษอาญาแน่นอน เหมือนกรณีทางด่วนพระราม 3 ที่ถล่ม ได้แจ้งตำรวจดำเนินคดีไปแล้ว ซึ่งเจ้าหน้าที่ต้องไปดูเรื่องสาเหตุและอะไรต่างๆ โดยในส่วนของพระราม 3 หน่วยงานของเราพยายามส่งข้อมูลหลักฐานให้ตำรวจเพิ่มเติม

เมื่อถามว่า จะทำอย่างไรให้ประชาชนเกิดความมั่นใจ นายสุริยะ กล่าวว่า ในส่วนของกระทรวงคมนาคมที่เกี่ยวข้องกับแผ่นดินไหว ไม่มีอะไรที่กำหนดผิดพลาด แต่สำหรับในอดีตที่ผ่านมา รวมถึงถนนพระราม 2 ทุกคนรู้อยู่ว่า เวลาผ่านเส้นทางดังกล่าวก็กลัว ทางกระทรวงคมนาคมจึงกำหนดว่าให้ก่อสร้างเฉพาะตอนกลางคืน เนื่องจากรถน้อย สามารถใช้ทางเบี่ยงแทนได้ หากมีวัสดุหรืออุปกรณ์ตกลงมาก็จะมีเฉพาะแรงงานเอง ซึ่งเราก็เสียใจ แต่อย่างน้อยเราให้ความมั่นใจกับประชาชนที่ใช้รถใช้ถนน ซึ่งตั้งแต่กฎเกณฑ์ดังกล่าวก็ยังไม่มีใครได้รับอุบัติเหตุจากตรงนี้

เตือนระวัง SMS ข่าวปลอม’แผ่นดินไหว’ แนะตรวจสอบผ่านแพลตฟอร์ม cofact.org

เตือนระวัง SMS ข่าวปลอม'แผ่นดินไหว' แนะตรวจสอบผ่านแพลตฟอร์ม cofact.org

เตือนระวัง SMS ข่าวปลอม’แผ่นดินไหว’ แนะตรวจสอบผ่านแพลตฟอร์ม cofact.org

วันจันทร์ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2568, 14.37 น.

รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ เตือนระวัง SMS ข่าวปลอม “แผ่นดินไหว” แนะ ปชช. ตรวจสอบข่าวผ่านแพลตฟอร์ม cofact.org  เช็กข่าวชัวร์ก่อนแชร์ ป้องกัน ไม่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ

เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2568 นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ย้ำเตือนประชาชน ระวังมิจฉาชีพส่ง SMS ดูดข้อมูลส่วนตัว อย่าหลงเชื่อข่าวปลอมบนออนไลน์ อ้างเหตุการณ์แผ่นดินไหว หลังพบประชาชนเข้าแพลตฟอร์ม cofact.org ของสำนักงานสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ เพื่อตรวจสอบข่าวเหตุการณ์ภัยพิบัติเป็นจำนวนมาก

นายคารม กล่าวว่า จากกรณีการเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย ทำให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน รวมทั้ง ทำให้ประชาชนมีภาวะเครียด วิตกกังวล และต้องเผชิญภัยหลอกลวงจากมิจฉาชีพ เนื่องจากหลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ในโลกออนไลน์ได้มีการแชร์ข่าวปลอมจำนวนมาก สอดคล้องกับรายงานสถิติผู้ใช้งานแพลตฟอร์ม cofact.org เพื่อตรวจสอบข่าวลวง พบมีประชาชนเข้าระบบตรวจสอบข่าวเกี่ยวกับการรายงานเหตุการณ์ภัยพิบัติ อาคารสูงที่มีรอยร้าวจากแผ่นดินไหว สอบถามข้อเท็จจริงผู้รับเหมาอาคารที่ตึกถล่ม กว่า 7,832 ราย นอกจากนี้ ยังพบอีกว่ามิจฉาชีพอาศัยสถานการณ์ดังกล่าว ส่งลิงก์ผ่าน SMS และโพสต์ลิงก์ข่าวปลอม โดยอ้างว่าเป็นการแจ้งเตือนเหตุการณ์แผ่นดินไหว หากประชาชนรู้ไม่เท่าทันและเผลอกดลิงก์ดังกล่าว จะส่งผลให้มิจฉาชีพสามารถเข้าควบคุมเครื่องโทรศัพท์จากทางไกลได้ นำมาสู่ความไม่ปลอดภัยในทรัพย์สินและข้อมูลส่วนตัว ส่งผลทำให้เกิดความสูญเสียตามมา

“เพื่อป้องกันการสับสนของข้อมูล และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่น่าเชื่อถือ ขอให้ประชาชนรับฟังข้อมูลจากส่วนราชการเท่านั้น เช่น สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย หรือ NBT กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) และศูนย์บัญชาการเหตุการณ์กรุงเทพมหานคร กรณีเกิดแผ่นดินไหว ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อข่าวปลอมของมิจฉาชีพ รัฐบาลขอเชิญชวนร่วมกันใช้แพลตฟอร์ม “cofact.org” เพื่อตรวจสอบข่าวให้ชัวร์ ก่อนแชร์ ขอให้ประชาชน “อย่าเพิ่งเชื่อ อย่าเพิ่งแชร์ อย่าเพิ่งโอน” ป้องกันไม่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ” นายคารม กล่าว

ม.กรุงเทพมอบทุน ‘Super Tech Talent’ ให้เด็กสายสร้างสรรค์ร่วมขับเคลื่อนวงการ IT

ม.กรุงเทพมอบทุน ‘Super Tech Talent’ ให้เด็กสายสร้างสรรค์ร่วมขับเคลื่อนวงการ IT

ม.กรุงเทพมอบทุน ‘Super Tech Talent’ ให้เด็กสายสร้างสรรค์ร่วมขับเคลื่อนวงการ IT

วันอังคาร ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยกรุงเทพ มอบทุนSuper Tech Talent และทุน Tech Talent พร้อมที่พักฟรี ระยะเวลา 1 ปี ณ DoBeDo Student Residence ให้กับนักเรียนที่จบชั้นมัธยมตอนปลาย (ม.6) ที่มีความสนใจสายเทคโนโลยีและมีไอเดียสร้างสรรค์นำเสนอผลงานสุดล้ำ มหาวิทยาลัยกรุงเทพเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนากำลังคนในสายเทคโนโลยีถือเป็นทรัพยากรที่มีความต้องการสูงในตลาดแรงงานของประเทศไทยอย่างมาก สำหรับผู้ที่ได้รับทุนจะได้เรียนในคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรม และคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

โดยทุน Super Tech Talent เป็นทุนที่มอบให้กับเด็กสายเทคฯ ตัวจริงชอบลงมือทำ หรือมีโปรเจกท์ไอทีสุดเจ๋งที่พร้อมโชว์ของ สนใจเทคโนโลยีใหม่ และมี Passion ชัดเจน โดยเป็นทุน 100% ค่าหน่วยกิต พร้อมได้รับค่าใช้จ่ายรายเดือน เดือนละ 12,000 บาท และทาง Zipcode Developer มอบทุน BU Residence 100% ที่พักฟรี ระยะเวลา1 ปี ณ DoBeDo Student Residence และทุน Tech Talent เป็นทุนที่มอบให้กับเด็กเทคโนโลยี มีไอเดีย มีโปรเจกท์ หรือเคยเข้าร่วมโครงการพัฒนาทักษะ Portfolio คิดเป็น วิเคราะห์เก่ง และพร้อมปรับตัวกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เป็นทุน 100% ค่าหน่วยกิต และทาง Zipcode Developer มอบทุน BU Residence 100% ที่พักฟรี ระยะเวลา 1 ปี ณ DoBeDo Student Residence

อาจารย์ธนัท กิจเจริญ ที่ปรึกษาอธิการบดีด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ม.กรุงเทพ กล่าวว่า “เด็กๆ ทุกคนมีความชอบในสายเทคโนโลยีและทุกคนแสดงศักยภาพให้เห็นถึงความชอบที่มีและม.กรุงเทพสามารถต่อยอดเรื่องวิชาการ พาร์ทเนอร์ให้กับพวกเขาขอให้ใช้เวลาให้คุ้มค่าและเต็มที่สนุกกับสิ่งที่ตั้งใจไว้ได้สร้างชื่อให้ตนเองและมหาวิทยาลัย ทุนนี้เราต้องการตอบโจทย์ความต้องการของตลาดอุตสาหกรรมที่ต้องการนักศึกษาที่จบแล้วทำงานได้จริง และผมเล็งเห็นถึงที่เด็กกลุ่มนี้มี Passion บวก ความคิดสร้างสรรค์พวกเขาสามารถเลือกในสิ่งที่สนใจนำมาต่อยอดตลอด 4 ปีที่ในรั้วม.กรุงเทพขอให้ปล่อยของเต็มที่”

ผศ.ดร.ลักคณา วรศิลป์ชัย รองอธิการบดีสายพัฒนาธุรกิจ ม.กรุงเทพ กล่าวว่า “ขอแสดงความยินดีกับนักศึกษาทั้ง 13 คนที่ได้รับทุน Super Tech และ Tech Talent โครงการที่เฟ้นหานักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่มีความสามารถและความสนใจในเรื่องของ Technology โดยได้รับความสนใจจากนักเรียนจากทั่วประเทศกว่า 400 คน ตลอด 4 ปีที่ได้รับทุนขอให้ได้นำความรู้มาต่อยอดกับความชอบที่สนใจ และเรียนรู้ด้วยความสนุก”

ด้าน นายสรรพโชติ สวัสดิ์เรืองไพศาล ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจบริษัท ซิปโคด จำกัด ผู้มอบทุน BU Residence 100% ที่พัก DoBeDo กล่าวว่า โครงการนี้เป็นความร่วมมือที่ทางเรามีที่พักที่คุณภาพดีมี Community ที่พร้อมในที่พัก DoBeDo ได้ตอบโจทย์ Passion และ Creativity ของนักศึกษาที่มาใช้พื้นที่เป็นตัวช่วยส่งเสริมทุกเรื่องให้ประสบความสำเร็จ

และเด็กๆ 2 ตัวแทนผู้ได้รับทุน Super Tech บุ๊ง – ปณิธิพงศ์ ชูประเสริฐโชค นักศึกษาคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรม สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ มุ่งเน้นในด้านวิทยาการข้อมูลและความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ กล่าวด้วยความภูมิใจว่า “ทุนที่ได้รับในครั้งนี้ไม่เพียงแค่เป็นการสนับสนุนทางการเงินสำหรับการศึกษาของผมเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างโอกาสให้ผมสามารถมุ่งมั่นในการเรียนรู้และพัฒนาโดยไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับค่าใช้จ่าย ผมสามารถใช้เวลาที่มีไปพัฒนาผลงานที่มีคุณค่าและต่อยอดในอนาคตได้อย่างเต็มที่ครับ” และผู้ได้รับทุน Tech Talent ลุฟ – อธิปภูวัส เรืองสา นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์และหุ่นยนต์ กล่าวว่า “การได้รับทุนในครั้งนี้เปิดโอกาสให้ผมได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และต่อยอดความรู้เพื่อพัฒนาผลงานในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ซึ่งไม่เพียงแค่ให้ความรู้ในห้องเรียน แต่ยังส่งเสริมให้เรามีโอกาสแสดงความสามารถและความสนใจในด้านต่างๆ นอกห้องเรียนอย่างเต็มที่”

เดินหน้าปรับสถานะสำนักใน สพฐ. ลดซ้ำซ้อน รับการเปลี่ยนแปลง

เดินหน้าปรับสถานะสำนักใน สพฐ. ลดซ้ำซ้อน รับการเปลี่ยนแปลง

เดินหน้าปรับสถานะสำนักใน สพฐ. ลดซ้ำซ้อน รับการเปลี่ยนแปลง

วันอังคาร ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานในการประชุมผู้บริหาร สพฐ. โดยนำข้อสั่งการของพลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) แจ้งต่อที่ประชุม เพื่อให้ผู้บริหารและบุคลากรดำเนินการขับเคลื่อนอย่างเร่งด่วน และติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานที่ได้สั่งการไปแล้ว โดยมีผู้บริหารระดับสูงของ สพฐ. ได้แก่ นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการ กพฐ., นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการ กพฐ., นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ., นางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อยผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ., รวมถึงผู้อำนวยการเขตตรวจราชการผู้อำนวยการสำนักต่างๆ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบ Zoom meeting

ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า ที่ประชุมได้หารือประเด็นต่างๆ ที่สำคัญ เรื่องแรกคือ สพฐ.ได้จัดทำ TOR ในโครงการส่งเสริมการเรียนรู้ทุกที่ทุกเวลา โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นฐาน ซึ่งเป็นโครงการสำคัญตาม พ.ร.บ.งบประมาณฯปี 2568 เสร็จสิ้นแล้ว โดยโครงการนี้จะมีการพัฒนาระบบนิเวศด้านเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น จัดหาซอฟต์แวร์สำเร็จรูปสำหรับการรักษาความปลอดภัยข้อมูล การเชื่อมโยงฐานข้อมูลและการบริหารจัดการระบบ การจัดทำนวัตกรรมสื่อการเรียนรู้ในรูปแบบดิจิทัลคอนเทนต์ มีการเช่าใช้ระบบคลาวด์สำหรับแพลตฟอร์มด้านการศึกษา รวมถึงการจัดหาอุปกรณ์การเรียนการสอน เพื่อส่งเสริมสนับสนุนการเรียนรู้ทุกที่ทุกเวลา ให้นักเรียนทุกคนมีโอกาสเข้าถึงแหล่งเรียนรู้และเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัย ยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนรู้ และลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ซึ่งโครงการดังกล่าวต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมากในการดำเนินการจัดทำ เนื่องจากเป็นโครงการที่มีงบประมาณสูงกว่า 14,000 ล้านบาท จึงต้องทำงานด้วยความรอบคอบ เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้เรียนและทางราชการ

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมได้หารือเรื่อง การรับนักเรียน ปีการศึกษา 2568 ขณะนี้อยู่ในระหว่างการสอบคัดเลือกนักเรียน ชั้น ม.1 และ ม.4 ประเภทห้องเรียนปกติ ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 29 และ 30 มีนาคม 2568 นี้ ตามลำดับ เมื่อประกาศผลสอบแล้วนักเรียนคนไหนยังไม่มีที่เรียน สามารถติดต่อไปยัง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาได้ทุกแห่ง ซึ่งมีศูนย์ประสานงานการรับนักเรียน ปีการศึกษา 2568 เพื่อช่วยเหลือ ประสานงานให้ข้อเสนอแนะแก่นักเรียนและผู้ปกครอง รวมทั้งจัดหาที่เรียนให้แก่นักเรียนทุกคน ยืนยันว่ายังมีโรงเรียนที่มีที่นั่งรองรับนักเรียนได้ทุกคน ขอให้พ่อแม่ผู้ปกครอง มั่นใจว่าในวันที่ 16 พ.ค.นี้ นักเรียนทุกคนจะต้องมีที่เรียนแน่นอน ส่วนนักเรียนที่ไม่สามารถเข้าเรียนที่โรงเรียนได้ จะมีการนำการเรียนไปให้ เช่น ที่บ้าน โรงพยาบาล ฯลฯ ตามนโยบาย OBEC Zero Drop Out “พาน้องกลับมาเรียนนำการเรียนไปให้น้อง”

“อีกเรื่องที่สำคัญ คือ การปรับสถานะสำนักหลักภายใน สพฐ. ให้เป็นไปตามกฎกระทรวงฯที่กำหนด ซึ่งตอนนี้ สพฐ. มีสำนักหลักอยู่ 24 สำนัก ก็จะมีการปรับสถานะในเร็ว ๆ นี้ เพื่อตอบสนองนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ของ พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศธ. และนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำ ศธ. ในเรื่องการลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งการปรับสถานะในครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดความซ้ำซ้อนของงาน มีการจัดสรรทรัพยากรและงบประมาณได้อย่างเหมาะสม เกิดความเชื่อมโยง ความต่อเนื่อง และความสอดคล้องกันของงาน รวมถึงเตรียมความพร้อมสำหรับกฎหมายใหม่ และการเข้าสู่องค์กรคุณภาพ รองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต โดยไม่กระทบกับบุคลากรในสำนักแต่อย่างใด” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว