ยังไม่คิดเอาใครเข้า/เขี่ยใครออก ‘แม้ว’โวรบ.เสียงเยอะ ถ้าปรับครม.ก็ต้องปรับทีเดียว

ยังไม่คิดเอาใครเข้า/เขี่ยใครออก ‘แม้ว’โวรบ.เสียงเยอะ ถ้าปรับครม.ก็ต้องปรับทีเดียว

ยังไม่คิดเอาใครเข้า/เขี่ยใครออก ‘แม้ว’โวรบ.เสียงเยอะ ถ้าปรับครม.ก็ต้องปรับทีเดียว

วันอาทิตย์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ยังไม่คิดเอาใครเข้า/เขี่ยใครออก ‘แม้ว’โวรบ.เสียงเยอะ ถ้าปรับครม.ก็ต้องปรับทีเดียว ‘อิ๊งค์’หายไข้จ่อบุกนครพนม ‘เฉลิมชัย’ลั่นพาปชป.กลับมา ยึดอุดมการณ์ไม่มีวันทิ้งพรรค

เทวดาทักษิณ เปิดสวนสาธารณะให้ชาวเชียงใหม่รดน้ำดำหัว ย้ำปรับ ครม.เป็นอำนาจของลูกสาว แย้มหากต้องปรับ ก็ปรับทีเดียว บอกยังไม่คิดดึงใครเข้า-ปรับใครออก โวเสียงมีเยอะแยะ “เฉลิมชัย” ยอมรับปชป.อยู่ช่วงวิกฤต ประกาศกร้าว พาปชป.ชนะเลือกตั้งครั้งหน้า ย้ำรักปชป.ไม่มีวันทำให้เสื่อมเสีย ลั่นไม่ท้อตั้งเป้าปชป.ต้องกลับมา’ด้าน‘เสรีพิศุทธ์’ยัน’เสรีรวมไทย’เดินหน้าทำงานเพื่อประเทศแนะนายกฯยุบสภาไปเลย

เมื่อเวลา10.10น.วันที่ 26เมษายน 2568 ที่ท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมือง นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางด้วยเครื่องบินพาณิชย์ ไปยังจังหวัดเชียงใหม่ โดยมี นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี นางเยาวภา ชินวัตร น้องสาว นายพายัพ ชินวัตร น้องชาย พร้อมด้วย น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) นายดนุพร ปุณณกันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค พท.และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ร่วมเดินทางไปด้วย

โดยเมื่อเดินทางไปถึงสนามบินเชียงใหม่มีประชาชนมวลชนคนเสื้อแดงมารอให้การต้อนรับ พร้อมชูป้าย “รดน้ำดำหัวนายกทักษิณ”,“สมาพันธ์คนเสื้อแดงจังหวัดเชียงราย”พร้อมถ่ายรูปด้วย จากนั้น นายทักษิณจะไปรับประทานก๋วยเตี๋ยวเนื้อนครปฐมโอชา สันกำแพง และวันเดียวกันนี้ เวลา 16.30 น.นายทักษิณ จะเปิดให้ประชาชนรดน้ำดำหัว ที่สวนสาธารณะรถไฟ ขณะที่ในวันที่ 27 เมษายน เวลา16.00น. นายทักษิณ จะขึ้นเวทีปราศรัยช่วยนายอัศนี บูรณุปกรณ์ ผู้สมัครนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ ในนามพรรค พท.ที่ศูนย์ประชุมนานาชาติเอ็มเพรส ก่อนจะเดินทางกลับ กทม. ในเวลา 19.05 น. วันเดียวกัน

เวลา12.10 น.ที่ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อนครปฐมโอชา จ.เชียงใหม่ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.)ว่า ต้องแล้วแต่นายกฯ เพียงแค่ทุกคนเอาเรื่องของการเมือง และการบริหาร โดยเฉพาะเรื่องงานบางอย่างไม่ค่อยออก ซึ่งหากมีการติดขัดอะไร ก็ต้องไปคุยกับนายกฯ และนายกฯกำลังพิจารณาว่า จะต้องทำเช่นไร เป็นเรื่องของนายกฯ

ลั่นปรับ ครม.ก็ปรับทีเดียว

เมื่อถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ ที่การปรับครม. จะปรับในส่วนของพรรคเพื่อไทยที่ทำได้ก่อน นายทักษิณ กล่าวว่า“ไหนๆจะปรับ ก็ต้องปรับทีเดียว”

เมื่อถามอีกว่า มองอย่างไรที่จะมีการปรับครม.โดยผลักให้พรรคภูมิใจไทยไปเป็นฝ่ายค้าน นายทักษิณ กล่าวว่า“ไม่มี ไม่เคยคิดว่า จะให้ใครออกไปเป็นฝ่ายค้าน ไม่มีความคิดตรงนั้น”

เมื่อถามว่า กระแสที่ออกมามองว่าเป็นการเมืองขย่มกันเองหรือไม่ นายทักษิณ กล่าวว่า ก็หลายพรรค บางครั้งเราก็ไม่รู้ เพราะแต่ละพรรคก็มีความคิดเห็นเป็นของตนเอง

ไม่คิดดึงใครเข้า-ออก/โวเสียเยอะ

เมื่อถาม ถามถึงกระแสข่าวที่จะดึงพรรคพลังประชารัฐมาร่วมรัฐบาลมีแนวโน้มหรือไม่ นายทักษิณ กล่าวว่า พรรคพลังประชารัฐมีส่วนหนึ่งที่เขา มีการพูดคุยกับเพื่อนเขา เรายังไม่ได้คิดเรื่องที่จะดึงใครไม่ดึงใคร แต่วันนี้ส่วนใหญ่รัฐบาลคงมองว่าที่มีอยู่ก็ดีอยู่แล้ว อาจจะปรับตำแหน่งมากกว่า

เมื่อถามว่า หากงูเห่าของพรรคพลังประชารัฐจะมาเราก็ไม่ได้ปิดทางใช่หรือไม่ นายทักษิณ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ ไม่ได้คุยเรื่องงูเห่าเลย ซึ่งก็คงไม่มีความจำเป็นอะไร เสียงรัฐบาลก็เยอะแยะ

วันเดียวกัน น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีโพสต์สตอรี่ไอจีระบุว่า“ ขอบพระคุณทุกท่านที่เป็นห่วงค่ะ ทั้งเรื่องสุขภาพ ซึ่งตอนนี้ดีขึ้นเยอะแล้ว หมอบอกว่า น่าจะมีภาวะที่ขาดน้ำ และอากาศร้อนมาก รวมทั้งพักผ่อนน้อย หายใจได้ไม่เต็มที่ค่ะ และทุกท่านที่ห่วงเรื่องแว่น เพลียมากหลับไปทั้งแว่นเลยค่ะ แต่ไม่แตกใดๆนะคะเพราะคุณปอเอาออกให้เรียบร้อยค่า”พร้อมติดแฮชแท็ก @pidok_s ขอบคุณสามีมา ณ ที่นี้ค่ะ

นายกฯจ่อลุยครม.สัญจรนครพนม

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยเกี่ยวกับกรณีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ที่เข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล โดยระบุว่า ล่าสุดแพทย์ได้แนะนำให้นายกรัฐมนตรีทราบว่า น.ส.แพทองธารสามารถกลับไปพักผ่อนที่บ้านได้แล้ว นายกรัฐมนตรี ได้แจ้งกับแพทย์ว่าขออนุญาตกลับไปพักผ่อนที่บ้าน หลังจากนั้น น.ส.แพทองธารได้ออกจากโรงพยาบาล และกลับไปพักผ่อนที่บ้านเรียบร้อยแล้วและจะเดินทางไปร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรที่จังหวัดนครพนมในเช้าวันจันทร์ที่จะถึงนี้

ปชป.จัดประชุมใหญ่คนร่วมคับคั่ง

เวลา 09.30 น.ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ เขตหลักสี่ กทม.พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.)จัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 เพื่อรับรองรายงานการประชุมและเลือกโฆษกพรรคและคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.ตามกฎหมายพรรคการเมือง โดยมีนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หัวหน้าพรรคฯเป็นประธาน พร้อมด้วย นายเดชอิศม์ ขาวทอง รมช.สาธารณสุข เลขาธิการพรรค และนายบัญญัติ บรรทัดฐาน นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ อดีตหัวหน้าพรรค และบรรดาแกนนำคนสำคัญ อาทิ นายประมวล พงศ์ถาวราเดช นายสมบัติ ยะสินธุ์ นายชัยชนะ เดชเดโช นายไชยยศ จิรเมธากร ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรค ตลอดจนบรรดา สส.กรรมการบริหาร อดีต สส. อดีตรัฐมนตรี ประธานสาขาพรรค ตัวแทนพรรคและสมาชิกพรรคเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้อย่างคับคั่ง

โดยมีนายเฉลิมชัยในฐานะหัวหน้าพรรคปชป.กล่าวเปิดการประชุมว่าพรรคประชาธิปัตย์ก้าวเข้าสู่ปีที่80ซึ่ง79ปีที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านวิกฤตต่างๆ มากมาย มีทั้งรุ่งเรืองและมีทั้งตกต่ำ นี่เป็นธรรมชาติทางการเมือง แต่สถานการณ์วันนี้ด้วยสังคมและบริบทที่เปลี่ยนเปลี่ยน ทำให้พรรคประชาธิปัตย์อยู่ในจุดที่วิกฤตอีกครั้งหนึ่ง

ยอมรับประชาธิปัตย์อยู่ช่วงวิกฤต

ในช่วง 10-15ปีที่ผ่านมา สส.เราลดลงเหลือ25คน ถ้าพูดตามหลักวิทยาศาสตร์ ก็ยืนยันว่าวันนี้พรรคเราอยู่ในช่วงวิกฤต เราต้องยอมรับความจริง สิ่งที่เราดำเนินการอยู่ คือ กล้าเปลี่ยนแปลง กล้าตัดสินใจ ในการนำประชาธิปัตย์เดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง โดยมีหลักการและอุดมการณ์ที่ไม่เปลี่ยนแปลง ที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์ได้ทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติมาก สิ่งที่จะทำให้เราเดินและต่อสู้ไปข้างหน้าได้คือความมีเอกภาพซึ่งเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ของพรรค และไม่ว่าพรรคจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ ตนไม่มีวันทิ้งพรรค จะยืนอยู่กับพวกเราทุกคน โดยยึดมั่นใจอุดมการณ์ หลักการประชาธิปไตยที่สุจริต

รักปชป.ไม่มีวันทำให้เสื่อมเสีย

นายเฉลิมชัย กล่าวต่อว่า สิ่งที่คณะกรรมการบริหารพรรคชุดนี้ตัดสินใจร่วมรัฐบาลนั้นอยู่บนพื้นฐานประโยชน์ของประเทศชาติ ประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์เป็นหลัก ตนซึ่งเข้าไปเป็น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะไม่ยอมให้มีการทุจริตคอรัปชั่น ทำให้ประชาธิปัตย์เสื่อมหรือแปดเปื้อน การที่พรรคมาเป็นรัฐบาล 7 เดือนกว่า ก็เป็นไปตามข้อบังคับของพรรคทุกประการ ไม่ใช่นายเฉลิมชัย หรือใครคนใดคนหนึ่งบอกว่าจะเป็นรัฐบาล แล้วจะเป็นได้ ความเห็นต่างมีได้ แต่ไม่ใช่ทำความเสียหายให้กับองค์กร แต่ประชาธิปไตยคือความรู้หน้าที่ตัวเองและเคารพสิทธิผู้อื่น เมื่อเราตัดสินใจมาเป็นรัฐบาลแล้ว

พร้อมยืนยันว่าหลักการของเราไม่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะการซื่อสัตย์สุจริต เพราะเป้าหมายเราอย่างเดียว คือ ทำงานให้เต็มที่ รักษาชื่อเสียงของพรรค และพาพรรคกลับมาในเส้นทางการเมืองให้ได้ นี่คือเป้าหมายที่เราต้องการ ทั้งนี้ การไม่การตัดสินใจ ไม่มีอะไรถูก หรือผิด 100% จะคำตอบอยู่ที่การเลือกตั้งครั้งหน้า และคนที่ตัดสินใจให้เข้าร่วมรัฐบาลก็ต้องรับผิดชอบด้วยกัน จึงเรียกร้องให้ทุกคนมาช่วยกัน ย้ำว่าความเป็นเอกภาพดีที่สุด

ลั่นรักปชป.ไม่มีวันทำให้เสื่อมเสีย

“ผมและนายกชายเข้าไปเป็นรัฐมนตรี ท่ามกลางคำปรามาสว่าจะไปโกงที่ประเทศชาติ เข้าไปเพื่อหาเงิน หาทอง หาทรัพย์สิน หาประโยชน์ เพื่ออะไรก็แล้วแต่ ผมขอยืนยันว่าผมมีสำนึกและยืนยันว่าจะไม่มีวันเกิดเหตุการณ์อย่างนี้เด็ดขาด ผมไม่บ้าจี้อย่างที่เขากล่าวหา ผมมีสติ ผมรักประชาธิปัตย์ไม่มีวันทำให้ประชาธิปัตย์เสื่อมเสีย ถ้ามีข่าวเรื่องพวกนี้ ผมก็อยู่ไม่ได้จะกลายเป็นคนเนรคุณทันที โดย 24ปีกับการที่ประชาธิปัตย์ให้ผมมีที่ยืนตรงนี้ เรียกว่าใช้หนีบุญคุณไม่หมด และไม่มีวันใช้หมด”นายเฉลิมชัย กล่าว

หัวหน้าพรรคปชป.กล่าวถึงการขับเคลื่อนพรรคว่า ตนยึดมั่นระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ เป็นประมุข ยึดมั่นหลักการและอุดมการณ์พรรคโดยเฉพาะความซื่อสัตย์สุจริต สิ่งที่อยากเห็นที่สุดคือ ประชาธิปไตยสุจริต จึงอยากให้ประชาชนมาร่วมสร้างด้วยกันโดยเพาะเขต8นครศรีธรรมราช มาร่วมกันสร้างประชาธิปไตยสุจริต ให้นครศรีธรรมราช เป็นจุดเริ่มต้นประชาธิปไตยสุจริตของไทย ตนคิด หวังและอยากให้เป็นอย่างนั้น แต่ทั้งหมดอยู่ที่ประชาชน ไม่ใช่อยู่ที่ตนพูดตรงนี้

“การเลือกซ่อมตั้งครั้งนี้เชื่อทุกคนทำเต็มที่และขอขอบคุณ อดีตหัวหน้าพรรคทุกคนที่ไปช่วยนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ และเห็นกับตาว่าเราทำประชาธิปไตยสุจริตจริงๆไม่ได้พูดอย่างเดีย”หัวหน้าพรรคปชป.ย้ำ

หนุนคนรุ่นใหม่-ปี70พร้อมส่งทุกจว.

นายเฉลิมชัยกล่าวอีกว่า การทำงานของพรรคประชาธิปัตย์ จะเน้นการให้ความสำคัญกับสมาชิกพรรค และคนรุ่นใหม่ เปิดโอกาสให้เข้ามาร่วมกันทำงาน มีโอกาสเติบโตในเส้นทางการเมือง ตนจะเปิดพื้นที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ และเชิญชวนประชาชนที่อยากเข้าร่วมทำกิจกรรมกับพรรค เราก็มีพื้นที่ให้ทุกคน คนเก่าๆ ก็มีคุณค่าที่มาร่วมทำงานให้กับพรรคเช่นกัน และเชื่อว่าเราจะมีคนรุ่นใหม่มาร่วมทำงานมากขึ้น และในการเลือกตั้งปี2570 เราพร้อมและจะมีผู้สมัครทุกจังหวัด โดยจะทำงานไปตามยุทธศาสตร์ที่พรรคกำหนดไว้ คือ“ชนะการเลือกตั้ง”

ปชป.เคาะ‘ดร.เจนจิรา’นั่งโฆษกฯ

เวลา10.30น.พรรคประชาธิปัตย์จัดการประชุมใหญ่สามัญพรรค ประจำปี 2568 โดยมีวาระรับรองรายงานการดำเนินงานของพรรคในรอบปีปฏิทินที่ผ่านมา และรับรองงบการเงินประจำปี 2567 ตามมาตรา 43 และมาตรา 61 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองปี 2560 ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)กำหนด สำหรับวาระในการเลือกตั้งโฆษกพรรค ที่ประชุมใหญ่ได้เลือกให้น.ส. เจนจิรา รัตนเพียร ดำรงตำแหน่งโฆษกพรรคอย่างเป็นทางการ

ส่วนผลการเลือกตั้งคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประกอบด้วย 1.นายนริศ ขำนุรักษ์ 2.นายประมวล พงศ์ถาวราเดช 3.นายธารา ปิตุเตชะ 4.นายชวลิต รัตนสุทธิกุล 5.พ.ต.อ.ภิญโญ ป้อมสถิตย์ 6.นายเมฆินทร์ เอี่ยมสอาด 7.นายประจวบ สิงคราช 8.นายจิตติ เชิดชู 9.นายวรเดช สุขขวัญ 10.นางขนิษฐา นิภาเกษม 11.นายกุลเดช พัวพัฒนกุล

ลั่นไม่ท้อตั้งเป้าพาปชป.คัมแบค

ทั้งนี้ นายเฉลิมชัยกล่าวปิดการประชุมว่าขอบคุณอดีตหัวหน้าพรรค กรรมการบริหาร สส. อดีต สส.และสาขา ตัวแทนพรรค ตลอดจนสมาชิกพรรคจากทั่วทั้งประเทศที่มาร่วมประชุมใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์ในวันนี้

“ยืนยันว่าจะทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่ คณะกรรมการบริหารพรรคทุกคนและสส.ทุกคนของเราจะทุ่มเทการทำงานอย่างเต็มที่เพื่อที่จะให้ประชาธิปัตย์กลับมาอีกครั้งหนึ่งให้ได้ แม้วันข้างหน้ามีระยะทางมีเวลาที่ต้องพิสูจน์กัน แต่ยืนยันว่าเราจะไม่ท้อและเป้าหมายที่สำคัญที่ชัดเจนที่สุด ประชาธิปัตย์ต้องกลับมา”นายเฉลิมชัย ย้ำทิ้งท้าย

’เสรีรวมไทย’เดินหน้าทำงานเพื่อชาติ

ที่โรงแรมริเวอร์ไซด์ กรุงเทพมหานคร พรรคเสรีรวมไทย จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี ครั้งที่ 1/2568 โดยมีพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย เป็นประธานการประชุม

โดยพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ให้สัมภาษณ์ถึงการเดินหน้าทำงานของพรรคเสรีรวมไทยว่ายังคงเดินหน้าทำงานต่อไปภายใต้หลักการตรงไป ตรงมา ไม่เล่นการเมือง ประเด็นปัญหาที่ต้องทำต่อไป ประชาชนก็เห็นอยู่แล้วว่าเกือบทุกพรรคในสภาฯเห็นประโยชน์ส่วนตน ไม่ทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ทะเลาะเบาะแว้งแย่งชิงตำแหน่ง ตนจึงต้องอยู่ทำงาน เพื่อประเทศชาติและสังคมอย่างแท้จริง

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ยังยืนยันอีกว่าตนและพรรคเสรีรวมไทย จะยังทำงานต่อไป เพราะการทำงานจะทำให้คนไม่โง่ และอายุยืนยาว อยู่กับลูกหลานได้นานๆ ไม่ใช่ประเภทที่ว่า ปากเลี้ยงหลาน แต่ตัวไป ส.ท.ร.กับเขาทั้งหมด ไม่เคยเห็นภาพนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เลี้ยงหลานเลย

ไม่ควรปรับครม.แต่ควรยุบไปเลย

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ยังให้สัมภาษณ์ถึงการทำงานของรัฐบาลตอนนี้ดูเหมือนว่า มีปัญหารุมเร้าว่า โง่ ก็เลยมีปัญหารุมเร้า คิดไม่เป็น ทำไม่เป็น กว่าตนจะมายืนจุดนี้ ก็ใช้เวลา 55 ปี แล้วเด็กวานซืนที่ไม่เคยทำอะไรเลย อยู่ดีๆมาเป็นนายกฯ หรือแม้แต่รัฐมนตรีอื่นก็เด็กฝึกใหม่ทั้งนั้น และยังทำเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง วันนี้ประเทศชาติโทรมลงไปทุกวัน หนี้สินเพิ่ม ประชาชนจนขึ้น ส่วนถามกระแสข่าวการปรับครม.ที่จะเขี่ยพรรคภูมิใจไทยออก พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กล่าวว่า“อยากให้ยุบเลิกไปเลย บริหารโง่แบบนี้จะมีไปทำไม”

‘ยูเนสโก’ยกย่อง สมุดไทยคำหลวง พระเจ้าช้างเผือก มรดกความทรงจำ

‘ยูเนสโก’ยกย่อง สมุดไทยคำหลวง พระเจ้าช้างเผือก มรดกความทรงจำ

‘ยูเนสโก’ยกย่อง สมุดไทยคำหลวง พระเจ้าช้างเผือก มรดกความทรงจำ

วันอาทิตย์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ยูเนสโก ยกย่อง 3 มรดกไทย “สมุดไทยคำหลวง-พระเจ้าช้างเผือก-เอกสารอาเซียน” เป็นมรดกความทรงจำแห่งโลกปี 2568 ตอกย้ำบทบาทสำคัญของชาติไทยในประวัติศาสตร์โลก

นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยข่าวดีจากกรมศิลปากรว่า องค์การยูเนสโก (UNESCO) ได้ประกาศให้เอกสารสำคัญของประเทศไทย 3 รายการ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น “มรดกความทรงจำแห่งโลก” (Memory of the World) ประจำปี 2568 จำนวน 74 รายการ ซึ่งมีเอกสารจากประเทศไทยได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกความทรงจำแห่งโลก 3 รายการ ได้แก่

รายการที่ 1 เอกสารสมุดไทย นันโทปนันทสูตรคำหลวง (The Manuscript of Nanthopananthasut Kamlaung) เอกสารโบราณล้ำค่าของไทย เป็นวรรณคดีทางพระพุทธศาสนาที่เจ้าฟ้าธรรมธิเบศรไชยเชษฐสุริยวงศ์ (เจ้าฟ้ากุ้ง) ทรงพระนิพนธ์ขึ้นเมื่อปี 2279 ซึ่งเก็บรักษาไว้ที่หอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร

รายการที่ 2 ภาพยนตร์เรื่อง พระเจ้าช้างเผือก และเอกสารจดหมายเหตุที่เกี่ยวข้อง (The King of the White Elephant and the archival documents) ภาพยนตร์เก็บรักษาไว้ที่หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) และเอกสารจดหมายเหตุที่เกี่ยวข้องเก็บรักษาไว้ที่สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

รายการที่ 3 เอกสารการก่อตั้งประชาคมอาเซียน (The Birth of the Association of Southeast Asia Nations (ASEAN) (Archives about the Formation ASEAN, 1967 – 1976) เก็บรักษาไว้ที่หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ซึ่งประเทศไทยเสนอขึ้นทะเบียนร่วมกับประเทศอินโดนีเซีย ประเทศมาเลเซีย และประเทศสิงคโปร์

ปัจจุบันประเทศไทย มีเอกสารที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจำแห่งโลกแล้ว 9 รายการ ได้แก่ จารึกวัดโพธิ์ ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง เอกสารจดหมายเหตุ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิรูปการปกครองของสยาม พุทธศักราช 2411 – 2453 ฟิล์มกระจกและภาพต้นฉบับ ชุดหอพระสมุดวชิรญาณ บันทึกการประชุมของคณะกรรมการสยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ และคัมภีร์ใบลาน เรื่องตำนานอุรังคธาตุ

“ การประกาศมรดกความทรงจำแห่งโลกในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญทางวรรณกรรม พุทธศาสนา และศิลปวัฒนธรรมของชาติไทย ที่มีคุณูปการต่อมนุษยชาติอย่างแท้จริง สมควรที่จะช่วยกันอนุรักษ์และสืบทอดให้คงอยู่สืบไป ผู้ที่สนใจสามารถดูรายการเอกสารมรดกความทรงจำแห่งโลกของประเทศไทยได้ที่ https://www.nat.go.th/mow/th-th ” นางสาวศศิกานต์ กล่าว

เศร้าครบ1เดือน เหตุตึกสตง.ถล่ม ‘สุดารัตน์’ชำแหละ ระบบทุจริตเรื้อรัง

เศร้าครบ1เดือน เหตุตึกสตง.ถล่ม ‘สุดารัตน์’ชำแหละ ระบบทุจริตเรื้อรัง

เศร้าครบ1เดือน เหตุตึกสตง.ถล่ม ‘สุดารัตน์’ชำแหละ ระบบทุจริตเรื้อรัง

วันอาทิตย์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“สุดารัตน์” โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก ครบ 1 เดือนเหตุตึกสตง.ถล่ม ชี้เป็นภาพสะท้อนปัญหาทุจริตเรื้อรังในระบบราชการไทย เรียกร้องสร้างการเมืองสุจริตเพื่อหยุดโศกนาฏกรรมซ้ำรอย”

เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2568 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า พรุ่งนี้ครบ 1 เดือน “ตึก สตง. ถล่ม” ซึ่งคือภาพสะท้อนของ“ฝีเน่า”ที่อยู่ทั่วร่างกายประเทศไทย คือสัญลักษณ์ของ “การทุจริต” ที่ฝังรากลึกในทุกระดับ ตั้งแต่ข้าราชการระดับล่างจนถึงนักการเมืองระดับสูง

ดิฉันขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของผู้สูญเสียอีกครั้ง ไม่มีใครควรต้องสังเวยชีวิตจากการกระทำที่ไร้ความรับผิดชอบของผู้มีอำนาจ“เหตุการณ์นี้ ไม่ควรเป็นเพียงแค่โศกนาฏกรรมที่ถูกลืม แต่ควรเป็น #หมุดหมาย แห่งการเปลี่ยนแปลง ที่เราทุกคนจะไม่ยอมให้ความเสียหายเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำอีก โดยเฉพาะเมื่อรากเหง้าคือ การ #ทุจริต”

การทุจริต – ตัวทำลายประเทศ ประเทศไทยติดหล่มการทุจริตมานาน จนวันนี้กลายเป็น “อุปสรรคสำคัญที่สุด” ต่อการเติบโตของประเทศ จากรายงานดัชนีคอร์รัปชันโลก (Corruption Perceptions Index: CPI) ประจำปี 2023 ประเทศไทยได้คะแนนเพียง 34 จาก 100 คะแนน รั้งอันดับ 101 ของโลก ต่ำกว่าแม้แต่ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย (อันดับ 57), เวียดนาม (77) รูปแบบของการทุจริตในประเทศไทย มีทุกระบบเช่น

การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่ไม่โปร่งใสจากรายงานขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ปัจจุบันมีการเรียกผลประโยชน์จากโครงการรัฐสูงถึง 20-30% ของวงเงินงบประมาณ

การใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทุจริต รีดไถประชาชนของข้าราชการบางส่วน เราจึงเห็นบ่อนอยู่ข้างโรงพัก ยาบ้าขายเกลื่อนเมือง สินค้าและธุรกิจต่างชาติที่เข้ามาแย่งอาชีพคนไทย โดยไม่ต้องทำตามกฏหมายไทย ขณะที่คนไทยโดยเฉพาะ #คนตัวเล็ก ถูกรีดไถสารพัดรูปแบบจากผู้มีอำนาจ

ทุจริตเชิงนโยบายโครงการประชานิยม เพื่อคนตัวเล็ก แต่กลับแฝงการแสวงหาประโยชน์ เช่น โครงการรับจำนำ หรือประกันราคาสินค้าเกษตร รวมทั้งโครงการใหญ่ที่ไม่มีการศึกษาผลกระทบ และเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส เช่น โครงการเอนเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์ ที่กำลังเป็นที่วิจารณ์อยู่ในขณะนี้

ทุจริตเชิงอำนาจ เช่น การใช้อำนาจแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม หรือองค์กรตรวจสอบการทุจริต ทำให้คนโกงสามารถลอยนวลอยู่ได้ทุกวันนี้ต้นตอของการทุจริตอยู่ที่การเข้าสู่อำนาจของนักการเมืองด้วยการซื้อเสียง ซึ่งการเลือกตั้งในครั้งที่ผ่านมา เชื่อได้ว่าเป็นการเลือกตั้งที่ใช้เงินในการซื้อเสียงมากที่สุดในประวัติการและคงไม่ได้หยุดแค่นี้ คาดว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าจะใช้เงินในการซื้อเสียงมากกว่าการเลือกตั้งในครั้งที่ผ่านมาอีก ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีการซื้อตัว สส.

ด้วยผลประโยชน์มหาศาล เพื่อให้ได้อำนาจ เป็นรมต. แล้วถอนทุนคืน ผ่านงบประมาณรัฐ ที่มีการเรียกเงินใต้โต๊ะสูงถึง 30% เป็นอย่างต่ำ เพื่อตุนเงินไว้ซื้อเสียงในการเลือกตั้งครั้งหน้า — กลายเป็นวงจรอุบาทว์ที่ทำลายประเทศไทยอยู่ในขณะนี้ประเทศไทยจะเดินหน้าไม่ได้ หากไม่ลงมือจัดการกับ “ฝีเน่า”การทุจริตอย่างจริงจัง ซึ่งต้องเริ่มจาก “ผู้นำ”ทุกระดับ โดยเฉพาะผู้นำประเทศ ต้องมีเจตจำนงทางการเมือง (Political Will) อย่างแน่วแน่ ในการปราบทุจริตอย่างจริงจัง และต้องลงมือทำทันที ที่สำคัญผู้นำต้องเป็นตัวอย่างที่ดี ในการ #สร้างการเมืองสุจริต

โดยผู้นำ ต้องกล้าเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้าง สร้างระบบตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ การเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งบประมาณ การจัดซื้อจัดจ้าง และรายงานผลการดำเนินงานทุกขั้นตอนให้สาธารณะได้รับทราบในรูปแบบ Open Data เต็มรูปแบบ รวมทั้งผู้นำ ต้องให้ความสำคัญกับความคิดเห็นของประชาชน พร้อมรับฟังและเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจและตรวจสอบการใช้ งบประมาณของรัฐ

ผู้นำประเทศของเราได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นเหล่านี้หรือไม่? ถ้าเรามีผู้นำที่มีความมุ่งมั่นในการจัดการปัญหาทุจริตอย่างจริงจัง จะทำให้ประชาชนได้รับความเป็นธรรมในทุกระดับประเทศจึงจะพัฒนา และความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนได้“การเมืองสุจริต” ต้องเริ่มจากการยืนหยัดอย่างแน่วแน่ เริ่มตั้งแต่การขจัดนักการเมืองที่ใช้เงินซื้อเสียง ประชาชนต้องลงโทษนักการเมืองเหล่านี้ ด้วยการไม่เลือกให้มาเป็นตัวแทนของเราดิฉันจึงขอเชิญชวนทุกคน มาร่วมกันสร้างการเมืองใหม่

“ การเมืองสุจริต ” ที่ไม่เปิดช่องให้คนโกงอยู่เหนือกฎหมายเพื่อเปิดทางให้ประเทศเดินหน้าและให้อำนาจประชาชนในการร่วมสร้างอนาคตประเทศอย่างแท้จริงเราต้องไม่ยอมให้ “ฝีเน่า” ทุจริต ทำลายชีวิตคนไทยอีกต่อไป

ราชการแนวหน้า : การสอบสวนทางวินัยกับการสอบสวนทางคดีอาญา

ราชการแนวหน้า : การสอบสวนทางวินัยกับการสอบสวนทางคดีอาญา

ราชการแนวหน้า : การสอบสวนทางวินัยกับการสอบสวนทางคดีอาญา

วันอาทิตย์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

1.โดยที่หน่วยงานของรัฐไม่ว่าจะเป็นส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจมหาวิทยาลัย ตลอดจนองค์กรอิสระต่างๆ ก็จะมีบุคลากรของตนเองไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ พนักงานตลอดจนลูกจ้างร่วมทำงานตามหน้าที่ของตนที่ได้รับมอบหมายต่างก็มีโอกาสเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด ขณะปฏิบัติหน้าที่ของตนทั้งในทางวินัยหรือคดีอาญาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบทำให้หน่วยงานนั้นๆ ได้รับความเสียหายผู้บังคับบัญชาจะต้องดำเนินการทั้งทางวินัยและคดีอาญาไปด้วยกัน

2.ในกระบวนการสอบสวนพิจารณาโทษทางวินัยมีขั้นตอนการดำเนินการสอบสวนหาข้อเท็จจริงที่จำเป็นต้องใช้เวลาในการดำเนินการเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ครบถ้วนสมบูรณ์ประกอบการพิจารณาโทษทางวินัยต่อไป ทำให้เกิดความล่าช้าในการดำเนินการจนกระทั่ง นายกรัฐมนตรีได้หยิบประเด็นนี้ไปเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อปี 2497 ว่า การสอบสวนพิจารณาโทษทางวินัย ควรจะเร่งรัดการสอบสวนให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว ไม่ควรปล่อยให้เรื่องคั่งค้างอยู่เป็นเวลานานหลายๆ เดือนหรือแรมปีซึ่งทำให้ผู้ถูกกล่าวหาเดือดร้อน และทางราชการก็ขาดผู้ปฏิบัติงาน

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่นายกรัฐมนตรีเสนอและให้กระทรวง ทบวง กรม ต่างๆ ถือเป็นหลักปฏิบัติในการสอบสวนพิจารณาโทษข้าราชการต่อไป

(มติคณะรัฐมนตรีตามหนังสือกรมสารบรรณคณะรัฐมนตรี ฝ่ายบริหารที่ น.ว.41/2497 ลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2497)

3.ต่อมามีผู้ร้องเรียนว่าได้รับผลกระทบจากการถูกสั่งให้พักราชการนานเกินสมควร คงจะเนื่องจากเจ้าหน้าที่เพิกเฉยไม่เอาใจใส่ไม่หยิบยกเรื่องขึ้นมาพิจารณาให้เสร็จไป ทำให้ผู้ร้องได้รับความลำบาก ระหว่างถูกกล่าวหาจนกระทั่งถูกส่งตัวดำเนินคดีอาญา หลังจากนั้นศาลพิพากษาว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ การถูกสั่งให้พักราชการ ทำความเดือดร้อนต่อการครองชีพเป็นอย่างยิ่ง

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

วาทะเด็ด : 27 เมษายน 2568

วาทะเด็ด : 27 เมษายน 2568

วาทะเด็ด : 27 เมษายน 2568

วันอาทิตย์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

“ไม่ใช่หายนะกำลังจะมา แต่มาแล้วในเวลานี้ คำถามคือจะบริหารจัดการอย่างไร และหากประชาชนห่วง รัฐบาลในฐานะผู้นำยิ่งต้องห่วงมากกว่า เพราะประชาชนห่วงก็ได้แต่บ่น แต่ผู้บริหารประเทศห่วงแล้วต้องมีมาตรการ กลุ่มไหนทำอะไร จะช่วยใครได้บ้าง”

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์
อดีต รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

ยังยิ้มได้-ไม่กังวล ‘มงคล’ของดให้ความเห็น กรณีดีเอสไอจำลองฮั้วเลือก สว.

ยังยิ้มได้-ไม่กังวล 'มงคล'ของดให้ความเห็น กรณีดีเอสไอจำลองฮั้วเลือก สว.

ยังยิ้มได้-ไม่กังวล ‘มงคล’ของดให้ความเห็น กรณีดีเอสไอจำลองฮั้วเลือก สว.

วันเสาร์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2568, 21.25 น.

เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2568 นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ถึงความกังวลกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ลงพื้นที่จำลองเหตุการณ์วันเลือก สว.หาหลักฐานปมฮั้ว สว.เมื่อวันที่ 25 เมษายนที่ผ่านมาว่า ตนไม่มีความเห็น เพราะคนประธานพูดอะไรไม่ได้ จึงไม่ขอแสดงความเห็น

เมื่อถามว่ามีความกังวลหรือไม่ นายมงคล กล่าวว่า ไม่เห็นมีอะไร และคงไม่มีความเห็นเพราะคนเป็นประธานจะเที่ยวไปออกความเห็นไม่ได้

เมื่อถามย้ำว่ากังวลหรือไม่ อาจจะมีข้อมูลเกี่ยวโยงมาถึงได้ นายมงคลหัวเราะ พร้อมกล่าวว่า ไม่เห็นมีอะไร จริงก็จริงไม่จริงก็ไม่จริง “ตอนนี้ก็ยังนอนยิ้มอยู่ ไม่มีความกังวลอะไร”

เมื่อถามว่าจะมีการปรึกษาหารือกับเพื่อนสว.หรือไม่ ประธานวุฒิสภา กล่าวว่า ยังไม่ทราบ และตนพูดไม่ได้ทั้งนั้น เพราะไม่มีอะไร

ฮือฮา! ‘พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์’ นั่งแท่นหัวหน้า’พรรคเศรษฐกิจ’คนใหม่

ฮือฮา! 'พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์' นั่งแท่นหัวหน้า'พรรคเศรษฐกิจ'คนใหม่

ฮือฮา! ‘พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์’ นั่งแท่นหัวหน้า’พรรคเศรษฐกิจ’คนใหม่

วันเสาร์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2568, 20.15 น.

จาก ‘เส้นด้าย’สู่การเปิดตัว ‘พรรคเศรษฐกิจ’ ‘พล.อ. รังษี กิติญาณทรัพย์’ นั่งแท่นหัวหน้าคนใหม่ประกาศยุทธศาสตร์ฟื้นประเทศไทย  THE FINAL EXIT FOR THAILAND

หลังจากที่ “คริส โปตระนันทน์” ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว คริส โปตระนันทน์ – Chris Potranandana ถึงการ ลาออกจากหัวหน้าพรรคเส้นด้าย เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา ให้เหตุผลว่า เพื่อเปิดทางให้สมาชิกเลือกคนที่เหมาะสม แต่ก็ยืนยันว่าจะเป็นสมาชิกพรรคเส้นด้ายต่อไป ให้เหตุผลในจดหมายลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคเส้นด้ายว่า พรรคเส้นด้ายก่อตั้งขึ้นจากความหวังที่ว่าประชาชนธรรมดา สามารถรวมพลังกันขึ้นมาเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ได้ ไม่ใช่ด้วยการใช้อำนาจ ไม่ใช่ด้วยเงินทุนมหาศาล แต่ด้วยการยืนหยัดในความจริง ด้วยความตั้งใจ และด้วยหัวใจที่ไม่ยอมแพ้ต่อระบบที่บิดเบี้ยว โดยพรรคมีจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อ ส.ก.พีรพล กนกวลัย เลขาธิการพรรค กล้าพูดถึงประเด็นที่ไม่มีใครกล้าพูด เรื่อง “ศพใต้ตึก สตง.” กับ “คนไทยที่ยังรอความยุติธรรม”ตามที่เป็นข่าวไปแล้วนั้น

เมื่อวันที่ 26 เม.ย.68 มีการประชุมใหญ่ของพรรคเส้นด้าย ที่โรงแรมรอยัลริเวอร์ และมีการเปลี่ยนชื่อเป็นพรรคเศรษฐกิจ (Economic Party: ECON) และพลเอก รังษี กิติญาณทรัพย์ ได้รับเลือกตั้งเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ ซึ่งเป็นนายทหารผู้มีประสบการณ์ทางการบริหารและทางการเมือง โดยประกาศยุทธศาสตร์ฟื้นฟูประเทศ ที่ทางพรรคระบุว่าท่ามกลางภาวะวิกฤตที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่

พลเอก รังษี ให้สัมภาษณ์ว่า พรรคเศรษฐกิจ เป็นการเปลี่ยนแปลงจากชื่อพรรคเส้นด้าย อันเนื่องมาจากประเทศไทยกำลังเผชิญเศรษฐกิจที่ถดถอยอย่างต่อเนื่อง (Ongoing Recession) ผู้ประกอบการทยอยปิดกิจการ แรงงานตกงานจำนวนมาก รายได้ประชาชนลดลงอย่างน่ากังวล หนี้สินของประเทศ ทั้งภาคครัวเรือน (Household Debt), ภาคเอกชน (Corporate Debt) และภาครัฐ (Public Debt) พุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะหนี้เสียที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Non-Performing Loans – NPLs) กำลังกลายเป็นระเบิดเวลาทางเศรษฐกิจ

โดยพรรคเศรษฐกิจเสนอ 4 เสาหลักเพื่อพลิกฟื้นประเทศไทย แก้วิกฤตครั้งนี้ด้วยการลงมือทำจริงอย่างเป็นระบบ  4 นโยบายหลัก (Key Pillars) ดังนี้:

1. MEGA PROJECT INFRASTRUCTURE: ยกระดับไทยสู่ Logistics Superpower ผลักดันโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ (Mega Projects)เชื่อมต่อระบบรางความเร็วสูง (High-Speed Rail) ระหว่าง ลาว – ไทย – พม่า – อินเดีย – มาเลเซีย – สิงคโปร์ ครอบคลุมประชากรกว่า 1.7 พันล้านคน ทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางขนส่งและการท่องเที่ยวระดับภูมิภาค

2. OCEAN LINK STRATEGY: ปลดล็อกศักยภาพทางทะเล สู่ตลาดโลก เดินหน้าโครงการเชื่อมมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิกผ่านไทยพัฒนาเขตอุตสาหกรรม นิคมเกษตรกรรม และคลังสินค้า ดึงการลงทุนผ่านกลุ่ม BRICS เพิ่มรายได้ประชาชนจาก 7,000 ดอลลาร์/ปี เป็น 20,000 ดอลลาร์/ปี ภายใน 10 ปี

3. ZERO CORRUPTION: ปฏิรูปกฎหมาย ปราบโกงอย่างเด็ดขาด เสนอกฎหมายปราบปรามการทุจริตฉบับใหม่ (Anti-Corruption Act) กำหนดโทษสูงสุดคือประหารชีวิต ไม่มีสิทธิ์ลดโทษ บังคับลงโทษภายใน 1 ปีหลังคำพิพากษาศาลฎีกา เน้นหลักโปร่งใส ตรวจสอบได้ รับผิดชอบสูงสุดในทุกขั้นตอน

4. JUSTICE SYSTEM REFORM: ยกระดับระบบยุติธรรม ปฏิรูประบบตำรวจและการสอบสวนแยกจากการจับกุมตัดวงจรอาชญากรรมเชิงระบบ เช่น บ่อน ผับเถื่อน เว็บพนันผิดกฎหมาย ปลดล็อกระบบอนุญาตที่ซ้ำซ้อนและเปิดโอกาสให้แข่งขันอย่างเสรี

เป้าหมายระยะยาวของพรรคเศรษฐกิจ รายได้เฉลี่ยของคนไทยต้องเพิ่มเป็น 50,000 บาทต่อเดือน ภายใน 16 ปี ,เศรษฐกิจไทยต้องเติบโตเฉลี่ยปีละ 6.5% ,พลิกประเทศไทยให้หลุดจากกับดักรายได้ปานกลางสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งพรรคเศรษฐกิจ ไม่ใช่แค่พรรคการเมือง แต่คือภารกิจเพื่อชาติ และยืนยันพันธกิจที่จะนำพาประเทศไทยให้รอดพ้นจากวิกฤติ นำเสรีภาพกลับคืนสู่ประชาชน สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างเท่าเทียม และยืนหยัดบนเวทีโลกอย่างมีศักดิ์ศรี

“We are not just a party — We are a national mission. We act. We fight. We deliver. For Thailand.”

สำหรับคณะกรรมการบริหารพรรคเศรษฐกิจ ประกอบด้วย พลเอก รังษี กิติญาณทรัพย์  หัวหน้าพรรค ,คริส โปตระนันทน์ ประธานพรรค ,พ.ต.อ. ชาติพรรณ โชติช่วง รองหัวหน้าพรรค ,พีรพล กนกวลัย  เลขาธิการพรรค, อังสณา เนียมวณิชกุล รองเลขาธิการพรรค ,จิณณฉัตร อริยสวโรจน์ เหรัญญิกพรรค ,วรินทร อัศนีวุฒิกร  นายทะเบียนพรรค ส่วนกรรมการบริหารพรรคคือ พริษฐ์ รัตนกุลเสรีเริงฤทธิ์ , วิษณุ วราโชติเศรษฐ์ , นพ. กอบชัย เปี่ยมเพชรกุล ,ส่งศักดิ์ ฉัตรชูกุล ,สาธิต สาตรพันธ์ และ ศรัทธา คชพลายุกต์ 

นักกฏหมายชี้ช่องยื่นศาล รธน.สอบปม’พีระพันธุ์’ส่อขาดคุณสมบัติรัฐมนตรี

นักกฏหมายชี้ช่องยื่นศาล รธน.สอบปม'พีระพันธุ์'ส่อขาดคุณสมบัติรัฐมนตรี

นักกฏหมายชี้ช่องยื่นศาล รธน.สอบปม’พีระพันธุ์’ส่อขาดคุณสมบัติรัฐมนตรี

วันเสาร์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2568, 19.17 น.

นักกฎหมายมหาชน เผยปม”พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค”เข้าข่ายมีปัญหาเรื่องคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีส่อขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ หลังมีการร้องป.ป.ช. กรณียังมีชื่อเป็นกรรมการในบริษัทเอกชน แม้จะมีการโอนหุ้นไปให้บริษัทจัดการทรัพย์สินแทนแล้วก็ตาม โดยอาจถือว่าเป็นการฝ่าฝืนเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญในการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนว่าด้วยผลประโยชน์ขัดกันหรือไม่ พร้อมชี้ช่องยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาด

วันที่ 26 เมษายน 2568 สืบเนื่องจากนายสนธิญา สวัสดี ได้ยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช.เพื่อตรวจสอบกรณีนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาครองนายกรัฐมนตรี   และรมว.กระทรวงพลังงาน ส่อขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 187 กรณียังมีชื่อเป็นกรรมการในบริษัทเอกชน แม้จะมีการโอนหุ้นไปให้บริษัทจัดการทรัพย์สินแทนแล้วก็ตาม โดยอาจถือว่าเป็นการฝ่าฝืนเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญในการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนว่าด้วยผลประโยชน์ขัดกัน

ล่าสุด ดร.ณัฏฐ์ ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน ได้ให้ความเห็นความรู้ทางด้านกฎหมายมหาชน อันเป็นประโยชน์สาธารณะในประเด็นดังกล่าวว่า      รัฐธรรมนูญได้บัญญัติเป็นคุณสมบัติต้องห้ามในการเป็นเจ้าของหรือถือครองหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ ในมาตรา 98(3) และห้ามรัฐมนตรีถือครองหุ้นในห้างหุ้นส่วนและบริษัท รวมถึงห้ามเป็นลูกจ้างอีกด้วย โดยบัญญัติห้ามไว้ในมาตรา 187

แต่รัฐธรรมนูญเปิดช่องให้รัฐมนตรีจะต้องแจ้งให้ ประธาน ป.ป.ช.ทราบภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง และจะต้องโอนหุ้นให้นิติบุคคลแก่นิติบุคคลไปบริหารจัดการเพื่อประโยชน์ของผู้อื่นภายใน 90 วัน และจะต้องแจ้งให้ ปปช.ทราบภายใน 10 วัน ตามพระราชบัญญัติการจัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรี พ.ศ.2543 โดยกฎหมายกำหนดหุ้นขั้นต่ำ ที่รัฐมนตรีถือไว้ได้ ไม่เกิน 5 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนหุ้นทั้งหมด

แตกต่างกรณีเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ได้บัญญัติห้ามผู้สมัคร สส. หรือ สว.จะต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามไว้ในมาตรา 98(3) และ พรป.สส. หรือ พรป.สว.ต้องไม่มีคุณสมบัติลักษณะต้องห้ามก่อนยื่นใบสมัคร แต่รัฐธรรมนูญบัญญัติเป็นส่วนหนึ่งของคุณสมบัติลักษณะต้องห้าม รวมถึงรัฐมนตรีในมาตรา 160(6) เช่นกัน

ประเด็นของนายพีระพันธุ์ มีการโอนหุ้นให้แก่นิติบุคคลซึ่งจัดการทรัพย์สินเพื่อประโยชน์ของคนอื่นหรือไม่ จากการตรวจสอบพบว่า นายพีระพันธุ์ยังถือครองหุ้นทั้ง 4 บริษัท เพราะรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้เด็ดขาดจะต้องโอน หมายความว่า กรรมสิทธิ์ในหุ้นจะต้องโอนด้วย แม้ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ได้ทำสัญญาให้บริษัทอื่นบริหารจัดการก็ตาม แต่รัฐธรรมนูญห้ามเด็ดขาด รัฐมนตรีจะเข้าไปเกี่ยวข้องการบริหารจัดการหุ้นหรือกิจการของห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทไม่ได้ โดยบัญญัติไว้ในมาตรา 187 วรรคสาม

ทั้งนี้ ยังพบข้อเท็จจริงที่ปราฎอันแพร่หลายของนายทะเบียน กรมพัฒนาธุกิจการค้า พบว่า นายพีระพันธุ์ รัฐมนตรี มีการถือหุ้นอยู่ในบริษัทเอกชน ปรากฏชื่อของ พล.ท.เจียรนัย วงศ์สอาด ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในปัจจุบัน เป็นผู้มีอำนาจลงนาม หรือเป็นกรรมการบริษัท โดยในส่วนของ นายพีระพันธุ์ ถือครองหุ้นใน 4 บริษัท ตามเอกสารที่ปรากฏในบัญชีทรัพย์สินที่ ป.ป.ช.เปิดเผยข้อมูล ได้แก่

1.บริษัท วีพี แอโร่เทค จำกัด นายพีระพันธุ์ ถือหุ้นอยู่ 588,500 หุ้น (คิดเป็น 73.58%) บริษัทนี้ มีกรรมการ 3 คน ได้แก่ พล.ท.เจียรนัย วงศ์สอาด นายสยาม บางกุลธรรม และร้อยเอกพีระภัฏ บุญเจริญ

2.บริษัท พี แอนด์ เอส แลนด์ แอนด์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด  นายพีระพันธุ์ ถือหุ้นอยู่ 46,500 หุ้น (คิดเป็น 93%) มีกรรมการ 2 คน ได้แก่ น.ส.กนกวรรณ ลิ้มสุวรรณ และพล.ท.เจียรนัย วงศ์สอาด

3.บริษัท รพีโสภาค จำกัด บริษัทนี้ นายพีระพันธุ์ ถือหุ้นอยู่ 22,000 หุ้น (คิดเป็น 73.33%) บริษัทนี้มีกรรมการ 2 คน ได้แก่ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐภาค และ นางโสภาพรรณ สาลีรัฐวิภาค

และ4.บริษัท โสภา คอลเล็คชั่นส์ จำกัด นายพีระพันธุ์ ถือหุ้นอยู่ 1,000 หุ้น (คิดเป็น 10%) โดยบริษัทนี้มีกรรมการ 1 คน ได้แก่ น.ส.ภัทรพรรณ สาลีรัฐวิภาค

ดร.ณัฏฐ์ กล่าวอีกว่า แม้ว่าตามรัฐธรรมนูญเปิดช่อง ให้การถือหุ้นของผู้ที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีนั้น สามารถโอนหุ้นไปให้บริษัทดูแลบริหารจัดการแทนได้ กรณีของนายพีระพันธุ์ ทำสัญญาโอนหุ้นไปให้ บมจ.เอ็มเอฟซี ตั้งแต่เมื่อวันที่ 4 ก.ย. 2567 แต่จากการตรวจสอบยังพบว่า ในปัจจุบันนายพีระพันธุ์ยังคงเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามอยู่ในบริษัท รพีโสภาค จำกัด ที่ตนเองเคยถือหุ้นอยู่กว่า 73.33% จากข้อมูลทะเบียนนิติบุคคลของบริษัทของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ระบุชัดเจนว่านายพีระพันธุ์เป็นกรรมการบริษัทมาตั้งแต่วันที่ 5 มิ.ย.2556 จนถึงปัจจุบัน โดยแม้เป็นรัฐมนตรีก็ไม่ได้มีการลาออกแต่อย่างใด

ก่อนหน้านี้นายพีระพันธุ์ยังเคยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจในบริษัทที่ตนเองถือหุ้นอีก 2 บริษัท ได้แก่ บริษัทวีพี แอโร่เทค จำกัด บริษัท โสภา คอนเล็คชั่น ก่อนที่จะลาออกไปเมื่อวันที่ 29 ต.ค.2567  ดังนั้นจึงเป็นที่น่าสังเกตว่านายพีระพันธุ์เข้ามารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงานตั้งแต่วันที่ 2 ก.ย.2566 หรือประมาณ 1 ปีก่อนที่จะมีการแจ้งลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัททั้ง 2 แห่ง จึงเป็นกรณีสงสัยอย่างยิ่งในการเข้าสู่ตำแหน่งและดำรงตำแหน่งของนายพีระพันธุ์ฯ เข้าข่ายขาดคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีหรือไม่ และคุณสมบัติขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตั้งแต่ครั้งที่ นายเศรษฐา ทวีสิน ยังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือไม่

“การที่รัฐมนตรีคนใดคนหนึ่ง มีพฤติกรรมที่ขัดกับรัฐธรรมนูญแบบนี้ ย่อมไม่ได้เป็นปัญหาเฉพาะตัวของรัฐมนตรีเท่านั้น แต่จะมีปัญหาในการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง กระทบไปถึงสถานะการดำรงตำแหน่งของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่เสนอทูลเกล้าฯ อีกด้วย อีกทั้ง อาจมีผล ลุกลามกระทบต่อสถานะ กก.บห.พรรครวมไทยสร้างชาติ ที่นายพีระพันธุ์ฯดำรงตำแหน่ง เป็นหัวหน้าพรรคการเมือง ตาม พ.ร.ป.พรรคการเมืองอีกด้วยหรือไม่”ดร.ณัฏฐ์ระบุ

ส่วนที่ถามว่า กรณีมีข้อสงสัยสถานะความเป็นรัฐมนตรีของนายพีระพันธุ์ฯสิ้นสุดลงหรือไม่  สามารถดำเนินการตรวจสอบช่องใดได้บ้างนั้น ดร.ณัฏฐ์ กล่าวว่า โดยหลัก รัฐธรรมนูญเปิดช่องให้ตรวจสอบได้ ทั้ง สส. สว. กกต.หรือผู้ตรวจการแผ่นดิน  แต่อำนาจในการวินิจฉัยชี้ขาดเป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ แต่หากช่องทาง ล่ารายชื่อ สส.หรือ สว.ค่อนข้างรวดเร็วที่สุด  เพราะตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคสาม ประกอบ มาตรา 82 วรรคสาม ประชาชนสามารถยื่นคำร้องของให้ กกต.ตรวจสอบได้  

ส่วนสมาชิกรัฐสภา โดย สส.หรือ สว. จำนวนหนึ่งในสิบของสมาชิกแต่ละสภา มีสิทธิเข้าชื่อต่อประธานแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิกสภาแห่งนั้น เพื่อยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรง เหมือนที่ สว.สีน้ำเงิน ร้องตรวจสอบต่อประธานวุฒิสภา ปมใช้อำนาจแทรกแซงของนายภูมิธรรม เวชชยชัย รองนายกและ รมว.กลาโหม และนายทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม หากมีความสงสัยว่าคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง  ซึ่งรัฐธรรมนูญไม่เปิดช่องให้ประชาชนยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรง เว้นแต่ตามมาตรา 213 ถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพ ซึ่งอีกช่องทางหนึ่ง หากสงสัยในคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงหรือไม่ ประชาชนสามารถยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 231(1) ทั้งนี้ ต้องร้องขอให้ ปปช.ตรวจสอบ การขัดกันว่าด้วยผลประโยชน์เพื่อตรวจสอบ ตามมาตรา 235 วรรคหนึ่ง(1) กรณีฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอีกช่องทางหนึ่งได้

‘ทักษิณ’เปิดสระเกล้า ดำหัว จ.เชียงใหม่ ‘บิ๊กตร.-ขรก.-นักการเมือง’ตบเท้าเช็คชื่อพรึ่บ!

'ทักษิณ'เปิดสระเกล้า ดำหัว จ.เชียงใหม่ 'บิ๊กตร.-ขรก.-นักการเมือง'ตบเท้าเช็คชื่อพรึ่บ!

‘ทักษิณ’เปิดสระเกล้า ดำหัว จ.เชียงใหม่ ‘บิ๊กตร.-ขรก.-นักการเมือง’ตบเท้าเช็คชื่อพรึ่บ!

วันเสาร์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2568, 18.38 น.

‘ทักษิณ’เปิดสระเกล้า ดำหัว จ.เชียงใหม่ บิ๊กตร. – ขรก. นักการเมือง ตบเท้าเช็คชื่อ พรึ่บ! ประกาศ Make Thailand Great Again

เมื่อวันที่ 26 เม.ย.2568 ที่สวนสาธารณะสถานีรถไฟ อบจ.เชียงใหม่ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดให้ประชาชนชาว จ.เชียงใหม่ รดน้ำดำหัวในงานสระเกล้า ดำหัว ซึ่งทันทีที่นายทักษิณ เดินทางมาถึงได้เข้าไปยังห้องรับรอง และได้นั่งหัวโต๊ะ ร่วมกับนายพายัพ ชินวัตร  นายฉัตรชัย พรหมเลิศ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย นายสมชาย วงษ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี นางเยาวภา ชินวัตร น้องสาว นายจตุพร บุรุษพัฒน์  ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม (ทส.) น.ส.จิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) นายดนุพร ปุณณกันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค พท. น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล สส.บัญชีรายชื่อ พรรค พท. นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส.บัญชีรายชื่อพรรค พท. นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และนายพิชัย เลิศพงศ์อดิศร นายองค์การบริการส่วนจังหวัด (อบจ.) เชียงใหม่ มาร่วมด้วย จากนั้นได้ออกมานั่งรับฟังบทเพลงชาวเหนือขับร้องโดยอ้อม รัตนัง 

โดยนายพิชัย กล่าวสุมาคารวะว่า วันนี้ตน และพี่น้องชาวเชียงใหม่ได้มาทำพิธีของชาวเหนือคือการสระเกล้า ดำหัว วันนี้เป็นวันดีวันหนึ่งที่ชาวเชียงใหม่รัก และเคารพนายทักษิณมาสระเกล้า ดำหัว อะไรที่เคยทำไม่ดีก็ขอขมาท่าน และอยากขอรับพรจากท่านด้วย 

ขณะที่นายทักษิณ กล่าวว่า ขอบคุณที่ทางอบจ.ได้จัดงานนี้ เวลาตนกลับมาเชียงใหม่ทีไรใจมันสงบ ไม่วุ่นวาย ได้ฟังเพลงเมือง และได้พบพวกเราคนเมือง ก็รู้สึกว่าใจมันเย็นขึ้นมาก อยู่กรุงเทพฯ บางทีใจมันก็ร้อนหลายเรื่อง และร้อนการเมือง แต่เมื่อมาอยู่เชียงใหม่ทีไรทำให้ใจมันชุ่มฉ่ำ 

นายทักษิณ กล่าวว่า วันนี้มีการมาดำหัว ก็ต้องขอบคุณทุกคนที่ตั้งใจมา อยากให้เข้าใจว่าตนเป็นคนง่ายๆ แม้ว่าจะอยู่มาจนแก่แล้ว แต่ก็เป็นคนง่ายๆ ไม่ค่อยได้ถือสาอะไร ขอให้เราคิดดีทำดีเพื่อบ้านเมือง ตนก็ดีใจแล้ว ตนต้องไปอยู่เมืองนอกมา 10 กว่าปี กลับมาเมืองไทย ถึงอย่างไรก็ต้องทำเพื่อบ้านเมือง ตนคิดอย่างเดียวว่าหากบ้านเมืองดี ลูกหลานดี ทุกคนก็จะมีความสุขหมด

“อยากขออวยพรให้ทุกคนสุขภาพแข็งแรง อายุยืนนาน มีความแข็งแรงที่จะทำอะไรเพื่อส่วนรวม ให้ครอบครัว และตัวเองมีความสุข มีความแข็งแรงมากๆ เพราะเรายังต้องช่วยกัน และสามัคคีกันเพื่อที่จะทำให้ประเทศไทยแข็งแรงอีกครั้ง ทำให้ไทยกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง หรือ Make Thailand Great Again เราต้องทำให้เชียงใหม่เป็นที่ประทับใจของทุกคนทั่วโลก มาเชียงใหม่แล้วก็มีความสุขเหมือนตอนที่ตนมีความสุขในตอนนี้” นายทักษิณ กล่าว

ก่อนจะเปิดโอกาสให้บรรดาข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ตำรวจ นักการเมือง ภาคเอกชน และภาคประชาชน ขึ้นเวทีเพื่อสระเกล้า ดำหัว โดยเริ่มจากนายสมชาย-นางเยาวภา นายนิรัตน์ และภรรยา นอกจากนี้ ยังมีบุคคลสำคัญ ตำรวจชั้นผู้ใหญ่ อาทิ พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข รอง ผบ.ตร. นายหิมาลัย ผิวพรรณ หรือ เสธฯ หิ ผู้อำนวยการพรรครวมไทยสร้างชาติ และประชาชนชาวเชียงใหม่ร่วมสระเกล้า ดำหัว จำนวนมาก

ประชุมใหญ่’ไทยภักดี’คึกคัก ‘หมอวรงค์’ชูธงนำปราบโกงต้องเพิ่มโทษประหาร

ประชุมใหญ่'ไทยภักดี'คึกคัก 'หมอวรงค์'ชูธงนำปราบโกงต้องเพิ่มโทษประหาร

ประชุมใหญ่’ไทยภักดี’คึกคัก ‘หมอวรงค์’ชูธงนำปราบโกงต้องเพิ่มโทษประหาร

วันเสาร์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2568, 18.26 น.

“ไทยภักดี”ประชุมใหญ่สามัญ ปี 2568 ด้าน“หมอวรงค์”ประกาศชูธงนำปราบโกงต้องเพิ่มโทษประหาร คดีทุจริตต้องไม่มีการลดโทษ

เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2568 ที่โรงแรม เอส.ดี. อเวนิว กรุงเทพมหานคร พรรคไทยภักดี จัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 เพื่อให้ความเห็นชอบรายงานงบการเงินประจำปี 2567 การแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรค และเลือกตั้งกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง โดยมีสมาชิกกว่า 500 คนเข้าร่วม  มีการจัดทำโพลล์กรณีบ่อนกาสิโนและพนันออนไลน์ถูกกฏหมาย ซึ่งผลโพลล์ 100 % ไม่เห็นด้วย

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดีประกาศแถลงการณ์จุดยืนพรรคว่า วันนี้ประชาชนได้ประจักษ์แล้วว่า รัฐบาลหลังการเลือกตั้งเผยให้เห็นธาตุแท้ของพรรคการเมืองต่างๆ นิทานเรื่องดีลลับ การผสมพันธ์ข้ามขั้ว ฝ่ายประชาธิปไตย ฝ่ายรัฐประหาร  อนุรักษ์นิยม เสรีนิยม เป็นเพียงวาทกรรมก่อนการเลือกตั้ง เพราะถึงที่สุด การเมืองในทำเนียบรัฐบาลและรัฐสภาล้วนยึดโยงกับผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม  โจรปล้นชาติกลับมา ระบอบทักษิณฟื้นคืนชีพ กระบวนการยุติธรรมถูกทำลาย การคอรัปชั่นเชิงนโยบายกลับมาเฟื่องฟู

นพ.วรงค์ กล่าวว่า  รัฐบาลกำลังนำประเทศไปสู่สภาวะความเป็นรัฐล้มเหลว ปล่อยให้ผู้มีอิทธิพลอยู่เหนือกฏหมาย นโยบายที่หาเสียงไม่ทำกลับเร่งรัดนโยบายที่ไม่ได้หาเสียงเพื่อเอื้อประโยชน์เฉพาะกลุ่ม ปล่อยให้กลุ่มทุนผูกขาดขูดรีด ปล่อยให้ทุนเทาขยายอาณาจักร ละเลยปัญหาปากท้อง ต้นทุนชีวิตของประชาชนสูงขึ้น หมูแพง ข้าวเปลือกราคาตกต่ำ แต่นโยบายกลับเน้นประชานิยม ที่สร้างภาระต่อประเทศในระยะยาว

นพ.วรงค์ กล่าวว่า พรรคไทยภักดีมีปณิธานที่ยิ่งใหญ่ ต้องการอำนาจจากประชาชนเพื่อคืนประโยชน์ให้ประชาชน นำประเทศพัฒนา สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีทัดเทียมกับนานาอารยประเทศ 
วันนี้พี่น้องประชาชนผู้ร่วมอุดมการณ์มีจำนวนมากขึ้นทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ รวมถึงพี่น้องประชาชนในภาคส่วนต่างๆ ที่รักชาติรักแผ่นดิน พร้อมจะออกมายืนเคียงข้างความถูกต้อง

“เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ประเทศชาติต้องมีการบังคับใช้กฏหมายอย่างจริงจัง ปราบโกงให้สิ้นซากคดีทุจริตต้องไม่มีการลดโทษ และต้องเพิ่มโทษสูงสุดคือประหารชีวิต คดีทุจริต ประชาชนสามารถฟ้องเองได้  กาสิโนและพนันออนไลน์ต้องยุติ MOU 44 ต้องยกเลิก  นักโทษชั้น 14 ต้องติดคุก พรรคไทยภักดีพร้อมเป็นหัวหอกชูธงนำประชาชน เพื่อต่อสู้กับสิ่งเหล่านี้” ประธานพรรคไทยภักดีระบุ

นางสาวกรรญดา ณ หนองคาย หัวหน้าพรรคไทยภักดี กล่าวว่า ปัจจุบันฐานสมาชิกพรรคขยายตัวมากขึ้น พรรคทำงานคู่ขนาน ด้านหนึ่งตรวจสอบการใช้อำนาจการเมือง ด้านหนี่งทำงานความคิด เปลี่ยนความคิดประชาชนให้รักชาติบ้านเมืองรู้เท่าทันนักการเมืองฉ้อฉล นอกจากนี้พรรคกำลังระดมผู้เชี่ยวชาญร่างนโยบาย ทั้งนโยบายปราบโกง ค่าไฟราคาถูก โครงสร้างราคาข้าวที่เป็นธรรม เป็นต้น