‘ไผ่’แอบได้ยิน! ‘ก้องเกียรติ’คะแนนนำเลือกตั้งซ่อมเมืองคอน

'ไผ่'แอบได้ยิน! 'ก้องเกียรติ'คะแนนนำเลือกตั้งซ่อมเมืองคอน

‘ไผ่’แอบได้ยิน! ‘ก้องเกียรติ’คะแนนนำเลือกตั้งซ่อมเมืองคอน

วันศุกร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2568, 15.25 น.

“ไผ่”แอบได้ยิน! “ก้องเกียรติ”คะแนนนำเลือกตั้งซ่อมเมืองคอน บอกเชียร์มวยตัวใหญ่ไม่ผิดหวัง ลั่นถ้าได้เข้าสภาฯแล้วเขต 8 ไม่เปลี่ยนแปลง “กล้าธรรม”ไม่กลับมาเหยียบอีก “อรรถกร”ชี้คนฉวางเสียโอกาสใช้คนหนุ่มมา 2 ปีแล้ว “นฤมล”ระบุไม่ได้หวังสัดส่วน รมต.เพิ่ม แต่อยากมารับใช้ ปชช. “บิ๊กโอ”ขอชนะขาดที่ ต.ละอาย “ธรรมนัส”กร้าวใจนักเลง อ้อนเลือกคนพูดน้อยแต่ทำงาน

เมื่อเวลา 13.00 น.วันที่ 25 เมษายน 2568 ที่โรงเรียนบ้านทอนวังปราง ต.ละอาย อ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม พร้อมด้วย นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะหัวหน้าพรรคกล้าธรรม นําแกนนํา สส.และสมาชิกพรรคกล้าธรรม ลงพื้นที่ช่วย นายก้องเกียรติ เกตุสมบัติ หรือ บิ๊กโอ ผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อม สส.เขต 8 จ.นครศรีธรรมราช พรรคกล้าธรรม หาเสียง

โดยทันทีที่มาถึง ร.อ.ธรรมนัส และนางนฤมล ได้นํานายก้องเกียรติ และคณะ ไหว้สักการะพ่อท่านคล้าย วาจาสิทธิ์ วัดสวนขัน เกจิอาจารย์ที่ชาวนครศรีธรรมราชเคารพนับถือเป็นอย่างมาก และพระพุทธมิ่งมงคล รวมถึงศาลเจ้าพ่อบ้านทอนวังปราง เพื่อความเป็นศิริมงคล

ต่อมา นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร เลขาธิการพรรคกล้าธรรม ขึ้นปราศรัยว่า จริงๆ พรรคเราไม่ใช่พรรคใหม่ อยู่กันมาตั้งแต่เป็นพรรคเศรษฐกิจไทย อยู่กันแบบครอบครัว หาเสียงภาคใต้เราลงมาทุกครั้ง ลงมากับ ร.อ.ธรรมนัส พรรคกล้าธรรมมี สส.อยู่ทุกภาค แต่วันนี้เราต้องการ สส.อีกคน อยากได้คนมาบอกความเดือดร้อนของพี่น้องเขต 8 นครศรีธรรมราช จะได้รู้ จะได้ทำ สำหรับ สส.ไม่ได้เหมือนกันทุกคน บางคนพูดในสภา พูดจนปากฉีก แต่แก้ไขปัญหาประชาชนไม่ได้ บางคนพูดน้อยแต่แก้ปัญหาได้ ร.อ.ธรรมมนัส พูดแล้วว่าต้องมีคอนเน็กชั่น ต้องสั่งการสั่งงาน ใจถึงพึ่งได้ ถ้าชอบต้องเลือกนายก้องเกียรติ พวกเราทำจริง ทำได้ ตนอยู่มาหลายพรรคแล้วไม่มีที่ไหนดูแลเหมือนครอบครัวแบบนี้ ตนขอเดิมพันถ้านายก้องเกียรติเข้าไปสภาแล้วไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง พวกเราจะไม่กลับมาเหยียบอะไรที่นี่อีกเลย

“เวทีเลือกตั้งแห่งนี้ไม่ใช่เวทีที่เอาญาติพี่น้องหรือใครทำผิดมาลง เวทีแห่งนี้ไม่ใช่เวทีที่ใครสอบตกที่ไหนจะมาลง แต่คนๆ นี้รอที่จะลง เตรียมตัวที่จะลงในเขต 8 เป็น สจ.รับใช้พี่น้องมาตลอด แล้วนี่เขตบ้านเกิดนายก้องเกียรติ จะเอาคน อ.ฉวาง หรือไม่ วันนี้ต้องเลือกคนบ้านเรา ผมแอบได้ยินราคาต่อรองเหมือนเราจะนำด้วย เชียร์มวยตัวใหญ่ไม่ผิดหวัง กลับบ้านไปช่วยบอกให้เลือกเราให้ชนะขาดได้หรือไม่ ไปชวนมาว่าให้เลือกคนชนะ” นายไผ่ ระบุ

นายอรรถกร ศิริลัทยากร สส.ฉะเชิงเทรา นายทะเบียนพรรคกล้าธรรม ปราศรัยว่า นายก้องเกียรติเป็นคนใจนักเลงเหมือน ร.อ.ธรรมนัส ไปที่ไหนช่วยเหลือเต็มที่ เลือกตั้งรอบนี้นายก้องเกียรติต้องชนะ จริงๆ นายก้องเกียรติมาสายไป 2 ปี ตอนเลือกตั้งปี 66 นายก้องเกียรติตั้งใจจะลง สส.เขตนี้ แต่อาจจะคุยกันไม่ลงตัวกับทีมงาน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความบาดหมางในพื้นที่ และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งนายก้องเกียรติที่เป็นลูกผู้ชายจึงถอย ทำให้ชาว อ.ฉวาง เสียโอกาสในการใช้คนหนุ่มคนนี้ไป 2 ปีแล้ว

จากนั้น นางนฤมล กล่าวปราศรัยว่า มีพรรคไหนขนมาทั้งพรรคขนาดนี้ ทั้งหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค ประธานที่ปรึกษาพรรค นายทะเบียนพรรค เหรัญญิกพรรค อย่างไรก็ตาม พรรคเราเป็นสายพันธุ์รักสงบ แต่ถึงเวลาเรารบ เราต้องรบไม่ขลาด แล้วเราจะรวมกันไปช่วยกันรบจนกว่าเราจะได้ชัยชนะกลับมา วันนี้นายก้องเกียรติถือเป็นครอบครัวกล้าธรรม วันนี้ถือเป็นโค้งสุดท้ายที่เข้าสู่การเลือกตั้งที่จะมีความสำคัญสำหรับ จ.นครศรีธรรมราช ปัจจุบันเราไม่มีผู้แทนในนครศรีธรรมราชที่จะเป็นปากเป็นเสียงให้กับเราในสภา ถามว่า สส.นครศรีธรรมราช เขต 8 เพิ่มมาอีกหนึ่งคน พรรคกล้าธรรมจะได้อะไรเพิ่มขึ้นหรือไม่ เราได้เหมือนเดิม สัดส่วนรัฐมนตรีตำแหน่งต่างๆ ก็ไม่มีเปลี่ยนแปลง แต่สิ่งที่เราจะได้คือ มีโอกาสได้เข้ามารับ ใช้ได้เข้ามาดูแลพี่น้องที่ อ.ฉวาง พวกเราพรรคกล้าธรรมจะกลับมาพัฒนาให้ อ.ฉวาง เจริญ ได้รับสิ่งที่ต้องการได้รับ การดูแลให้ความเป็นธรรมกับพี่น้องเกษตรกรและทุกอาชีพ

ต่อมา นายก้องเกียรติ ขึ้นปราศรัยว่า ตนเคยเดินทางไป จ.พะเยา กับ ร.อ.ธรรมนัส จ.พะเยา พัฒนาขึ้นมาก ถนนสี่เลน ขณะที่เขตเรายังมีถนนสองเลนอยู่เลย เราเสียโอกาสไปมาก ตนขอพี่น้องประชาชน วันที่ 27 เม.ย.นี้ ช่วยเลือกตนให้ชนะขาด โดยเฉพาะที่ ต.ละอาย อ.ฉวาง

ขณะที่ ร.อ.ธรรมนัส ขึ้นปราศรัยว่า คนเราเกิดมาเป็นเรื่องธรรมชาติ เกิดมาแล้วสัตว์โลกทั่วไปรักถิ่นฐานของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามบนโลกใบนี้ มนุษย์คือสัตว์โลกที่ประเสริฐแล้วพูดได้ สื่อสารกันได้ คิดทำมาหากิน และเลี้ยงสัตว์โลกประเภทอื่น เราก็รักที่นี่ ต.ละอาย เป็นต้นน้ำแม่น้ำตาปี เป็นแม่น้ำที่ชุบเลี้ยงคน จ.นครศรีธรรมราช ลูกหลานคน ต.ละอาย ลงสมัคร สส.พี่น้องจะเลือกหรือไม่ เป็นลูกหลานของท่าน เกิดที่นี่ ตอนปี 66 มีคนให้นายก้องเกียรติลาออกจาก สจ.มาลงสมัคร สส.แต่สุดท้ายไม่ได้ลง สส.ตนจึงบอกนายก้องเกียรติว่ามาลงสมัครในนามพรรคกล้าธรรม แต่ต้องทำใจ พรรคเราพูดไม่เก่งแต่ทำงานเก่ง เราโดนโจมตีว่าเป็นพรรคนักเลง มีคนมาถามตน จึงตอบว่าตนใจนักเลง มีปัญหาอะไรหรือไม่ พี่น้องอย่าเอาคนที่พูดจาเพราะ แต่ทำอะไรไม่ได้ ไม่มีประโยชน์ ต้องพูดให้น้อยและพัฒนา อย่าให้คน ต.ละอาย แพ้เขา บ้านนี้เมืองนี้จะพัฒนาเมื่อท่านเลือกคนกล้าคิด กล้านำเสนอ และกล้าทำในสิ่งที่เกิดประโยชน์กับประชาชน

– 006

‘กมธ.ทหาร’วุฒิสภา ประณามเหตุกราดยิงพระ-สามเณรที่สะบ้าย้อย จี้รัฐเร่งดับไฟใต้

‘กมธ.ทหาร’วุฒิสภา ประณามเหตุกราดยิงพระ-สามเณรที่สะบ้าย้อย จี้รัฐเร่งดับไฟใต้

‘กมธ.ทหาร’วุฒิสภา ประณามเหตุกราดยิงพระ-สามเณรที่สะบ้าย้อย จี้รัฐเร่งดับไฟใต้

วันศุกร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.53 น.

‘กมธ.ทหาร’วุฒิสภา ประณามเหตุกราดยิงพระ-สามเณรที่สะบ้าย้อย จี้รัฐเร่งดับไฟใต้

25 เมษายน 2568 พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา ออกแถลงการณ์ประณามการก่อเหตุกราดยิงพระภิกษุและสามเณร ที่อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา จากเหตุการณ์คนร้ายใช้อาวุธสงครามกราดยิงรถกระบะของ ร.ต.ท.วัฒนา ชูมาปาน เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรสะบ้าย้อย ในขณะที่นำพระภิกษุ สามเมเณร จากวัดกูหว่า ไปบิณฑบาตเป็นเหตุให้สามเณรพงศกร ชูมาปาน มรณภาพ ส่วนพระภิกษุสามเณรรูปอื่นๆ ได้รับบาดเจ็บ

ในนามของ กมธ. รู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อเหตุการณ์อันน่าสลดที่เกิดขึ้น และขอแสดงความอาลัยต่อการมรณภาพของสามเณรพงศกร ชูมาปาน รวมทั้งขอแสดงความห่วงใยต่อพระภิกษุ สามเณรที่ได้รับบาดเจ็บ รวมถึงผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุรุนแรงในครั้งนี้

คณะกรรมาธิการฯ ขอประณามการใช้ความรุนแรงอย่างป่าเถื่อนต่อพระภิกษุ สามเณรตลอดจนเหตุรุนแรงอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ว่าจะต่อไทยพุทธ หรือมุสลิม ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ประชาชน ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบาง ทุกการกระทำอันโหดร้ายและไร้มนุษยธรรม ดังนั้นจึงขอเรียกร้องให้สังคมทุกภาคส่วน ร่วมกันประณามขบวนการผู้ก่อความรุนแรงให้ยุติการกระทำอันป่าเถื่อน ทารุณ ไร้ความเป็นมนุษย์ ทุกรูปแบบ มีให้เกิดขึ้นอีกต่อไป

ขอเรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้สิ้นสุดลงโดยเร็วที่สุด รวมทั้งให้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนและนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษอย่างเด็ดขาดตามกระบวนการตามกระบวนการยุติธรรมอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมโดยเร็วที่สุด

คณะกรรมาธิการฯขอส่งกำลังใจไปยังครอบครัวของสามเณร และพระภิกษุ สนามเณรที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์รุนแรงในครั้งนี้ ทั้งนี้คณะกรรมาธิการฯ เชื่อมั่นในหลักการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข เคารพในศาสนา และสังคมพหุวัฒนธรรมที่สงบสุข ขอเชิญชวนประชาชนคนไทยทุกคนร่วมส่งกำลังใจและสนับสนุนการสร้างสันติภาพในพื้นที่ รวมถึงร่วมกันแก้ไขปัญหาด้วยสติปัญญาเพื่อนำมาซึ่งสันติภาพและความสงบสุขร่วมเย็นร่วมกันอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

‘สมคิด’เตือน ปชช.อย่าหลงเชื่อมิจฉาชีพแอบอ้างเป็นคนกลางของบกองทุนหมู่บ้าน

‘สมคิด’เตือน ปชช.อย่าหลงเชื่อมิจฉาชีพแอบอ้างเป็นคนกลางของบกองทุนหมู่บ้าน

‘สมคิด’เตือน ปชช.อย่าหลงเชื่อมิจฉาชีพแอบอ้างเป็นคนกลางของบกองทุนหมู่บ้าน

วันศุกร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.21 น.

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 25 เมษายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า จากกรณีเงินโครงการพัฒนาศักยภาพหมู่บ้านและชุมชน (SML) ที่นายกรัฐมนตรีได้ไปเปิดโครงการที่เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2568 หลังจากนั้นได้มีเรื่องร้องทุกข์ผ่านศูนย์ดำรงธรรมและผ่านตนว่า มีคนไม่ประสงค์ดี ไม่ว่าจะเป็นใครหรือบริษัทใดก็แล้วแต่ ไปบอกกับชาวบ้านว่าเงินในโครงการ SML จะต้องผ่านเขาเท่านั้น ไม่อย่างนั้นจะไม่สามารถผ่านโครงการได้ จะไม่สามารถเบิกจ่ายได้ ขอเรียนว่าโครงการนี้เป็นของรัฐบาลที่มุ่งหวังให้ประชาชนบริหารจัดการงบประมาณเอง โดยให้ขอผ่านเว็บไซด์กองทุนหมู่บ้าน ซึ่งเขามีกติกาอยู่แล้ว ขอประชาชนอย่าหลงเชื่อว่ารัฐบาลเอาใครไปทำ หากจะลงทะเบียนขอรับการสนับสนุนขอให้ส่งตรงที่เว็ปไซต์ของกองทุนหมู่บ้าน villagefund.or.th หากข้อมูลถูกต้องเขาจะอนุมัติทันทีไม่ต้องมีใครไปบอกว่าผ่านคนโน้นคนนี้

นายสมคิด กล่าวด้วยว่า รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีมีความมุ่งหวังให้ประชาชน 79,610 กองทุนที่มีอยู่ ได้มีโอกาสได้ใช้เงินของรัฐบาลที่โอนไปให้ด้วยตัวเอง จึงขอฝากผู้ที่เกี่ยวข้อง และคนที่ไปหลอกลวงชาวบ้านอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ หากมีอะไรที่ตนทราบชัดเจนจะแจ้งเจ้าหน้าที่ไปดำเนินการ ยืนยันเราไม่มีการส่งเจ้าหน้าที่ไป และขณะนี้ตนกำลังให้ผู้ที่เกี่ยวข้องและทางตำรวจเช็คดูว่าทางจังหวัดไหนที่มีการกระทำแอบอ้างดังกล่าว

ขัดกันแล้ว!‘สว.สรชาติ’เบรก‘หมอวี’ไร้อำนาจเรียกครม.แจงกม.กาสิโน ระวังซวยถึงปธ.วุฒิฯ

ขัดกันแล้ว!‘สว.สรชาติ’เบรก‘หมอวี’ไร้อำนาจเรียกครม.แจงกม.กาสิโน ระวังซวยถึงปธ.วุฒิฯ

ขัดกันแล้ว!‘สว.สรชาติ’เบรก‘หมอวี’ไร้อำนาจเรียกครม.แจงกม.กาสิโน ระวังซวยถึงปธ.วุฒิฯ

วันศุกร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.19 น.

ยังไม่ทันเริ่มก็ขัดกันเองแล้ว!‘สรชาติ’เตือน‘หมอวี’ประธาน กมธ.ศึกษาสถานบันเทิงครบวงจร สว.เล่นใหญ่เชิญ‘ครม.’แจงร่างกฎหมาย ไม่มีอำนาจไปก้าวก่ายฝ่ายบริหาร สอนมวยไปดูข้อบังคับ ซวยขึ้นมาต้องรับผิดชอบคนเดียว ระวัง‘ประธานวุฒิฯ’ติดร่างแหไปด้วย เหตุส่งชื่อมานั่งหัวโต๊ะ

25 เม.ย.2568 นายสรชาติ วิชย สุวรรณพรหม สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร หรือเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ วุฒิสภา กล่าวว่า ตนขอเตือนนายวีระพันธ์ สุวรรณามัย สว. ในฐานะประธานกรรมาธิการฯ ที่จะเชิญคณะรัฐมนตรี (ครม.) เข้ามาชี้แจงเนื้อหาสาระของร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร ไม่ได้เป็นมติของกมธ.ฯ และไม่ได้อยู่ในอำนาจหน้าที่ของวุฒิสภา ซึ่งอาจเป็นการก้าวก่ายงานบริหารผิดข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา โดยกมธ.ฯที่เป็นนักวิชาการหลายคนก็รับรู้รับทราบ แต่ไม่อยากที่จะพูด และขอเตือนในฐานะนักการเมืองมืออาชีพ เตือนนักการเมืองรุ่นใหม่ที่อยากเป็นประธาน

“ตามที่นายวีระพันธ์ ไปก้าวก่ายจะเรียกคนนั้นคนนี้มาไม่ใช่มติของที่ประชุม เป็นความเห็นส่วนตัว ถ้าโดนเรื่องการก้าวก่ายงานบริหาร ให้นายวีระพันธ์โดนคนเดียว และอีกคนที่จะโดนคือนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เพราะเป็นคนส่งหมอวีมาเป็นประธานโดยไม่ดูข้อบังคับ กฎหมายของตัวเองของวุฒิสภา” นายสรชาติ กล่าว

นายสรชาติ กล่าวต่อว่า ขอแนะนำให้นายวีระพันธ์ ไปดูข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา ข้อ 38 ซึ่งเป็นญัตติในการตั้งกรรมาธิการชุดนี้ ส่วนญัตติของนายวีระพันธุ์ วุฒิสภาได้รับและส่งให้ฝ่ายบริหารไปแล้ว รวมถึงญัตติของน.ส.นันทนานันทวโรภาส สว. ที่ส่งรัฐบาลไปแล้วเช่นกันเรื่องการทำประชามติ โดยการประชุมนัดแรกเป็นการเสวนาพูดคุยเรื่องกรอบการทำงานเท่านั้น จึงฝากไปยังประธานวุฒิสภา และวิปวุฒิสภาที่จะต้องเข้าใจในข้อกฎหมายด้วย

“ไม่ใช่มติที่จะเชิญใครเข้ามาชี้แจง และการทำหน้าที่ของกรรมาธิการ ตามข้อ 38 คือจะต้องคุยเรื่องกรอบการทำงานว่าจะศึกษาเรื่องอะไรบ้าง ทำเค้าโครงเหมือนงานวิจัย และระบุว่าจะเสร็จสิ้นเมื่อไหร่และรายงานต่อวุฒิสภาได้เมื่อไหร่นั่นคือหน้าที่และอำนาจของการตั้งญัตติตามข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา” นายสรชาติ กล่าว

‘ธีรรัตน์’ อ้างเจ็บคอ ชิ่งตอบสื่อ หลังมีกระแสหลุดโผ ครม.

‘ธีรรัตน์’ อ้างเจ็บคอ ชิ่งตอบสื่อ หลังมีกระแสหลุดโผ ครม.

‘ธีรรัตน์’ อ้างเจ็บคอ ชิ่งตอบสื่อ หลังมีกระแสหลุดโผ ครม.

วันศุกร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.05 น.

เมื่อเวลา 11.38 น. วันที่ 25 เมษายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวานิช รมช.มหาดไทย ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวมีรายชื่อถูกปรับพ้นคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดย น.ส.ธีรรัตน์ ระบุเพียงว่าไม่สะดวกเจ็บคอ และกระแอมไอโชว์ผู้สื่อข่าวก่อนจะบอกว่ามีประชุมต่อ

‘คลัง-พาณิชย์’เปิดแผนปราบ‘นอมินี-สินค้าสวมสิทธิ์’ จ่อรีเช็ค 49,000 บริษัทต่างชาติถือหุ้น

‘คลัง-พาณิชย์’เปิดแผนปราบ‘นอมินี-สินค้าสวมสิทธิ์’ จ่อรีเช็ค 49,000 บริษัทต่างชาติถือหุ้น

‘คลัง-พาณิชย์’เปิดแผนปราบ‘นอมินี-สินค้าสวมสิทธิ์’ จ่อรีเช็ค 49,000 บริษัทต่างชาติถือหุ้น

วันศุกร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.02 น.

‘รมว.คลัง-พาณิชย์’ถกหามาตรการแก้ปัญหาสั้น-กลาง-ยาว‘นอมินี-สินค้าสวมสิทธิ์’ เน้นเชิงรุก บุกสอบถึงโรงงาน-มาตรฐานคุณภาพสินค้า สร้างความเชื่อมั่นให้สหรัฐ ภาพรวมเป็นที่พอใจ หลังจับกุมไปได้แล้วกว่า 852 บริษัท

25 เมษายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง , นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พาณิชย์ และนางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รมช.มหาดไทย แถลงผลการประชุมหารือเรื่องการแก้ไขปัญหาสินค้า และธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย

นายพิชัย รมว.คลัง กล่าวว่า การหารือวันนี้มีการกำหนดแผนระยะสั้น , กลาง และยาว โดยจะมีความเข้มงวดการตรวจสอบสินค้าที่เข้ามาสู่ประเทศไทยมากขึ้น โดยจะเน้นตรวจสอบเรื่องสินค้าที่ไม่มีคุณภาพ ซึ่งจะสังเกตได้ว่า สินค้าที่ไม่มีคุณภาพจะมีต้นทุนต่ำ และขายในราคาที่ถูก โดยจะมีมาตรการสำหรับสินค้าที่มาจากประเทศต้นทาง และได้รับการอุดหนุนการช่วยเหลือมาจากประเทศต้นทาง ทำให้ราคาสินค้าถูก และไม่ได้คุณภาพ ซึ่งในอดีตการเข้าไปตรวจใช้เวลาระยะเวลานาน โดยการแก้ไขปัญหาดังกล่าวในช่วงระยะสั้น จะใช้วิธีการเมื่อรับสินค้าดังกล่าวเข้ามาจะเข้าไปตรวจสอบทันที หากสินค้าชนิดใดไม่สามารถอธิบายแหล่งที่มาต้นทุนได้ และไม่ได้มาตรฐานตามองค์การอาหารและยา หรือ อย.กำหนด หรือคุณภาพไม่ได้ ก็จะสามารถทำการยกเลิกได้ทันท่วงที

นอกจากนี้จะมีการตรวจสอบสินค้าที่ขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งก็จะเข้าไปตรวจสอบว่า มีการดำเนินการตามข้อบังคับหรือไม่ เพราะสินค้าที่ขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ไม่มีฉลาก และไม่มีใบรับรองมาตรฐาน ซึ่งจะใช้วิธีการแจ้งไปยังเจ้าของแพลตฟอร์ม เพื่อให้ดึงสินค้าดังกล่าวออกจากการขาย ซึ่งหมายความว่า เจ้าของทุกแพลตฟอร์มไม่ว่า จะขายที่ไหนในโลกต้องมาจดทะเบียนอยู่ในประเทศไทย เพื่อให้เป็นคนกลางเชื่อมระหว่างผู้ซื้อ และผู้ขายในไทย ถือจะเป็นมาตรการในระยะสั้นที่จะเร่งทำ

ขณะที่การตรวจสอบเรื่อง “นอมินี” โดยจะมีการเข้าไปตรวจสอบสัดส่วนการถือหุ้น ในสัดส่วนของ 49% และก็จะไปตรวจสอบว่า สัดส่วน 51% คือผู้ใดที่ถือว่า เข้าข่ายเป็น “นอมินี” หรือไม่ มีการใส่เม็ดเงินลงทุนจริงหรือไม่ โดยเรื่องนี้จะเป็นการทำงานร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงมหาดไทย รวมไปถึงต้องมีการตรวจสอบ “นอมินี” เรื่องการถือครองที่ดินด้วย

ส่วนแผนการแก้ไขปัญหาในระยะกลาง และระยะยาว จะต้องมีการไปทบทวนกฎหมายในหลายอย่าง เพื่อทำให้เป็นสากลมากขึ้น ให้มีการควบคุมและกำกับให้ดีขึ้น ซึ่งต้องยอมรับว่า ปัจจุบันนี้ยังมีสินค้า หรือการบริการบางประเภท ที่ไม่อนุญาตให้ชาวต่างชาติดำเนินการ ซึ่งมองว่า วันนี้ควรจะอนุญาตให้ดำเนินการได้แล้ว เพราะจะส่งผลดีกับประเทศไทย ซึ่งจะต้องมีการทบทวนเรื่องเหล่านี้ เพื่อให้ทั่วโลกเห็นว่า ประเทศไทยไม่ได้ปิด แต่ต้องทำให้เป็นสากลมากขึ้น

ขณะที่เรื่องของสินค้า “สวมสิทธิ์” โดยวิธีการเฝ้าระวัง คือ สินค้าที่ประเทศสหรัฐอเมริกาจับตาดูอยู่ หรือ Watch list ซึ่งมีอยู่ประมาณ 49 ชนิด และยังมีการเพิ่มสินค้าที่ต้องจับตาอีก 16 ชนิด ที่ต้องการให้ใครช่วยเฝ้าระวัง โดยจะมีการเข้าไปตรวจสอบถึงโรงงาน, กระบวนการผลิต และแหล่งที่มาของสินค้า แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดต้องตรวจสอบ Certificate of Origin หรือ CO หรือใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า ที่จะให้กระทรวงพาณิชย์เข้าไปร่วมตรวจสอบเพราะใบรับรองดังกล่าวต้องออกโดยประเทศไทย หรือจะให้สภาหอการค้า และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เข้าร่วมตรวจสอบด้วย ซึ่งเดิมทีสามารถออกใบดังกล่าวได้ในพื้นที่กรุงเทพฯ และต่างจังหวัด แต่จะมีการปรับเปลี่ยนให้อยู่กับส่วนกลางที่เดียว เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า สินค้าเหล่านั้นเป็นไปตามกติกา และสามารถส่งต่อได้ เพื่อป้องกันปัญหาสินค้า “สวมสิทธิ์”

ส่วนการพิจารณาสินค้าที่สวมสิทธิ์ จำเป็นที่จะต้องมีการตรวจสอบก่อนที่จะมีการไปเจรจากับสหรัฐฯ ใช่หรือไม่ นายพิชัย กล่าวว่า ขณะนี้ไทยเริ่มดำเนินการแล้ว และทางสหรัฐฯ ก็ได้เห็นขั้นตอนวิธีการทำ และมานั่งดูขั้นตอนการทำ ซึ่งหากพึงพอใจก็จะมีการตรวจสอบไปเรื่อย ๆ และในวันหลังก็อาจจะมีการเพิ่มรายการในการตรวจสอบ ดังนั้นจะต้องมีการค่อย ๆ ปรับ แต่ทั้งนี้ทางสหรัฐฯ พอใจในวิธีการสิ่งที่ได้ตรวจสอบเป็นไปตามมาตรฐาน หรือสิ่งที่เขาอยากเห็น และเรื่องนี้เป็นผลดี เพราะการทำเช่นนี้หลักสากล และยุติธรรมกับผู้ค้าทุกฝ่าย เพราะการที่สินค้าออกไป ได้มาตรฐานหรือไม่  และเป็นสินค้าไทยหรือไม่ เพราะในโลกใบนี้คู่ค้า แต่ละประเทศก็มีการพูดคุยกัน ดังนั้นเรื่องทั้งหมดเป็นหลักสากล ไม่ใช่แค่ประเทศไทย ซึ่งหากไม่มีเรื่องนี้ก็ต้องทำอยู่แล้ว

นายพิชัย รมว.กระทรวงการคลัง ยังระบุอีกว่า จากการทำงานร่วมกันระหว่าง  2 ประเทศไทยกับสหรัฐอเมริกา ก็พบว่า ทางสหรัฐฯ ก็พอใจในระดับหนึ่ง และทางสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา หรือ USTR ได้ทำงานร่วมกับศุลกากรของสหรัฐอเมริกา เพื่อจะดูแลเรื่องนี้ และจะมีการตรวจสอบไปถึงเรื่องวีซา ของนักท่องเที่ยวที่มาพำนักอยู่ในประเทศไทยนานเกินควรด้วย หรือถือวีซา ผิดวัตถุประสงค์หรือไม่

ด้าน นายพิชัย รมว.พาณิชย์ กล่าวถึงการตรวจสอบสินค้าด้อยคุณภาพว่า ได้มีการดำเนินคดีไปแล้วกว่า 29,000 คดี ซึ่งก็จะมีการเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสอบมากขึ้น

ส่วนการจับกุมบริษัท  “นอมินี” มีการจับกุมไปแล้ว 852 บริษัท ทุนจดทะเบียนกว่า 15,000 กว่าล้านบาท และปัจจุบันพบว่ามี 49,000 กว่าบริษัท ที่ต่างชาติถือหุ้นอยู่ ซึ่งก็ต้องไปตรวจสอบว่ามีการถือหุ้นผ่าน “นอมินี” หรือไม่ โดยจะได้ดำเนินการแก้ไขในเรื่องนี้

ขณะที่ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า หลักการในการควบคุมสินค้า จะคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของผู้บริโภคก่อน โดยได้ดำเนินการตามกฎหมายที่มีอยู่ และจะมีการดำเนินการตรวจสอบสินค้าที่นำเข้าจากทุกประเทศอย่างเท่าเทียม และเหมือนกัน โดยจะต้องคำนึงถึงมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือ มอก. และองค์กรอาหารและยา หรือ อย. รวมไปถึงเรื่องของฉลากที่เป็นสินค้าบางรายการ เช่น อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ ที่ต้องระบุวิธีการใช้งาน ซึ่งต้องมีการระบุเป็นภาษาไทย

ส่วนการตรวจสอบสินค้า “สวมสิทธิ์” ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นผู้ออกใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า หรือ CO ได้มีการหารือร่วมกับทางสหรัฐฯ ซึ่งกระบวนการจะเริ่มตรวจ ตั้งแต่โรงงาน และใบรับรองอย่างเข้มงวด โดยมีการตรวจสอบต้นทุน และมีการหารือกับศุลกากรสหรัฐประจำประเทศไทย ซึ่งทางสหรัฐฯ ได้มาดูกระบวนการ และก็พึงพอใจ โดยจะมีการส่งบัญชีสินค้าที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ ซึ่งได้ทำงานร่วมกัน และมีการสอบถามยังมีประเด็นข้อสงสัยตรงจุดใด ซึ่งได้มีการทำงานมาร่วมกันตลอด และทางสหรัฐฯ ก็พึงพอใจ

ตอกนิ่มๆ! ‘พิชัย’กาง 2 เหตุผล ตอบ‘ศิริกัญญา’เลื่อน-ไม่เลื่อนคุย‘ภาษีทรัมป์’ไม่ใช่ประเด็น

ตอกนิ่มๆ! ‘พิชัย’กาง 2 เหตุผล ตอบ‘ศิริกัญญา’เลื่อน-ไม่เลื่อนคุย‘ภาษีทรัมป์’ไม่ใช่ประเด็น

ตอกนิ่มๆ! ‘พิชัย’กาง 2 เหตุผล ตอบ‘ศิริกัญญา’เลื่อน-ไม่เลื่อนคุย‘ภาษีทรัมป์’ไม่ใช่ประเด็น

วันศุกร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2568, 13.42 น.

‘พิชัย’ตอบ‘ศิริกัญญา’เลื่อน-ไม่เลื่อนคุย‘ภาษีทรัมป์’ไม่ใช่ประเด็น ดีใจไม่รีบไป รอจังหวะขอเฝ้ามองกรอบประเทศใหญ่ พร้อมเฝ้าจับตา‘จีน-สหรัฐ’คุยกัน ภาวนาคลื่นเล็กลง ทำงานง่ายขึ้น

25 เมษายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ให้สัมภาษณ์กรณี น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าและสส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ตั้งข้อสังเกตถึงการเลื่อนเยือนสหรัฐอเมริกา เพื่อเจรจาเรื่องกำแพงภาษีของทีมไทยแลนด์ ไทยอยู่ในลิสต์ที่สหรัฐจะเจรจาด้วยหรือไม่ ว่า เราเลื่อนหรือเขาเลื่อน ตนว่าไม่ใช่ประเด็น แต่อยู่ที่ว่าเวลาที่เหมาะสม นั่นคือคำตอบ ถ้าเวลาไม่เหมาะสมเราก็อยากขอเลื่อน เพราะวันนี้เราได้ดูแล้วเวลาและโอกาสที่เหมาะสม

นายพิชัย กล่าวว่า ข้อแรกเราไม่ได้เป็นคู่ค้าที่ใหญ่ใน 10  อันดับแรก ถึงแม้เราจะได้เปรียบดุลการค้า ดังนั้นถ้าเขาจะเจรจาอะไรเขาจะมีกรอบ ก็คงต้องเดินตามกรอบของรายใหญ่ ฉะนั้นถ้าเรารู้ว่ารายใหญ่เขาตกลงอะไรได้ในกรอบเราจะได้หันมาปรับเพื่อให้เท่ากัน ดั้งนั้นจังหวะเวลาตนดีใจที่เราไม่รีบไป เพราะยังไงเขาก็ต้องเอากรอบใหญ่และเดี๋ยวจะไม่มีข้อยุติ

ข้อที่สอง เมื่อมีการทำ เราจะได้พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาของสิ่งที่เกิดการเจรจา ทางเราได้รักษาสภาพการอย่างเป็นทางการ และไม่เป็นทางการในโลกว่ามีการขอพูดคุยเรื่องที่เกี่ยวกับ Tariff และ Non – Tariff และบวกขึ้นไปมากกว่านั้น ซึ่งเงื่อนไขทางการค้าที่เปลี่ยนไป นำมาซึ่งเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ และการเงินที่เปลี่ยนไปและวันนี้ก็เกิดผลกระทบทุกคน ดังนั้นการคุยอาจจะมีเรื่องเงื่อนไขทางการเงินประกอบเงื่อนไขทางการค้าด้วย ก็ต้องเตรียมการเรื่องเหล่านี้ ว่าเราต้องทำอย่างไร ทั้งเรื่องค่าของเงิน อัตราดอกเบี้ย และหลายๆอย่างที่เกี่ยวข้อง เราต้องเตรียมตัวไป ซึ่งแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน 

“ฉะนั้นผมคิดว่าใครจะเลื่อน หรือไม่เลื่อน จังหวะเวลาวันนี้เราต้องดูว่าครบถ้วนไหม ถ้าเขาคิดว่าเขาได้กรอบแล้ว เขาอยากคุยกับเรา เขาคงส่งสัญญาณมา และถ้าเราเห็นว่ากรอบครบแล้ว  เราก็จะบอกว่าเดี๋ยวจะไปนะ เพราะจริงๆแล้วผมคิดว่าทั้งหมดเลยเป็นร้อยประเทศ สุดท้ายแล้วจะแยกเป็นสองประเภท คือประเภทหนึ่งอยู่ในกรอบที่อธิบายได้ว่าอยู่ในกรอบเดียวกัน แต่เงื่อนไขอาจจะต่างกันบ้างตามสถานะของแต่ละประเทศ” นายพิชัย กล่าว

เมื่อถามว่า ต้องดูท่าทีของจีนกับสหรัฐฯที่จะพูดคุยกันด้วยใช่หรือไม่ นายพิชัย กล่าวว่า ถามว่าสำคัญไหม ก็สำคัญ ตนก็เฝ้าจับตาเงื่อนไขนี้ตลอด ก็เห็นพัฒนาการไปในทางที่เราแอบคาดเดาไว้นิดๆอยู่แล้ว ว่ามาทางนี้ ก็ดูอยู่เรื่อยๆ ฉะนั้นก็ภาวนาหวังว่าจะพัฒนาไปทางที่ดีขึ้น คลื่นลูกนี้ก็จะเล็กลง เราก็จะทำงานได้ง่ายขึ้น ซึ่งจำเป็นมากที่จะต้องดูควบคู่กันไป

เมื่อถามต่อว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) พิจารณาลดอัตราดอกเบี้ยจะส่งผลอะไรที่ช่วยได้มากหรือไม่ นายพิชัย กล่าวว่า เรื่องตนไม่ค่อยแตะ เพราะมีอยู่ในเงื่อนไขหนึ่งถ้าอ่านให้ดีจากรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ เขามีกติกาอยู่ตั้งนาแล้ว เวลาจะทำอะไรไม่อยากเห็นการแทรกแซงค่าเงิน ฉะนั้นเมื่อพูดถึงอัตราดอกเบี้ยจะมีผลต่อค่าของเงิน ฉะนั้นตนคิดว่าไม่ควรพูด แต่ก็เป็นหน้าที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่เห็นทุกอย่าง ทั้งเศรษฐกิจ สภาพคล่อง ท่านจะต้องไปคิดเองว่าจะทำอย่างไร

‘พิชัย’อ้างนาฬิกาประเทศเดินไม่เต็มที่ เหตุต้องกู้ 5 แสนล้าน

‘พิชัย’อ้างนาฬิกาประเทศเดินไม่เต็มที่ เหตุต้องกู้ 5 แสนล้าน

‘พิชัย’อ้างนาฬิกาประเทศเดินไม่เต็มที่ เหตุต้องกู้ 5 แสนล้าน

วันศุกร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2568, 13.36 น.

รองนายกฯ และรมว.คลัง แจงเหตุต้องกู้เงิน 5 แสนล้าน อ้าง นาฬิกาประเทศเดินครึ่งๆ เดินบ้างไม่เดินบ้าง ชี้ กู้ที่ไหน ต้องดูโครงการก่อน อ้ำอึ้งแจกเงินหมื่นวัยรุ่นขอให้ใจเย็นๆ

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 25 เมษายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิชัย ชุนหวชิระ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวถึงแผนการกู้เงิน 5 แสนล้านบาท ว่า อย่าเพิ่งเรียกว่าแผนการกู้เงินเลย วันนี้สิ่งที่จะทำทุกคนเห็นหมด โดยเรื่องนี้ที่เกิดขึ้นกว่าจะแก้จบได้จะมีสองเรื่อง ซึ่งการแก้ไขต่อให้จบในทางที่ดีที่สุด ช่วงนี้ทุกคนคิดไม่ออก เหมือนนาฬิกาหยุดเดินไปครึ่งๆ เดินบ้างไม่เดินบ้าง การค้าหยุดชะงัก บางส่วนเรื่องซื้อ บางส่วนไม่ซื้อ บางส่วนไม่ลงทุนเลย ขอหยุดดู ซึ่งมันมีผลต่อจีดีพีแน่นอนในโลกนี้ และนั่นก็ขึ้นอยู่ว่ามันจะแรงไม่แรงอีก ดังนั้นเราขอเดาว่ามีผลต่อจีดีพีแน่นอน และระดับของความรุนแรงขึ้นอยู่กับสิ่งที่มันจะออกมา

“ฉะนั้นวันนี้เราต้องประเมินว่าถ้าระดับธรรมดาเป็นอย่างไร ปานกลาง หรือหนัก เป็นอย่างไร เราก็จะนำมาประเมิน และถ้าเป็นอย่างนั้น คำว่าจีดีพีไม่ดี แปลว่าไม่กินดีอยูดี คือไม่มีกำลังซื้อ ก็คือไม่มีเงิน ไม่มีการจ้างงาน ก็คือไม่มีการผลิตและบริการที่จะมีเพื่อการส่งออก และบริโภคภายในประเทศ ดังนั้นมันไล่ตามมา เราจึงถามว่าเมื่อต้นเหตุเป็นอย่างนี่จะทำอย่างให้คนมีรายได้น้อยกลับมามีรายได้ ทำให้ประเทศกลับมามีเศรษฐกิจ เพื่อเกิดการจ้างงาน เรื่องนี้ต้องคิด” รองนายกฯ และรมว.คลัง กล่าว

นายพิชัย กล่าว ต่อว่า เมื่อมาถามเราว่าขนาดของมันเท่าไหร่ ตนคิดว่าไม่ใช่ลงทุนขนาดย่อมๆ ในควรจะเป็นอะไรที่เราเรียกร้องหามานาน ประเทศไทยเรียกร้องหลายๆ อย่างเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุน การส่งออก ปัญหาโครงสร้างที่ทุกคนพูดถึง เราจะหยิบมาวางถูก ซึ่งก็มีอยู่แล้วหลายส่วน แต่หยิบมาดูอย่างน้อยสื่อให้สังคมทราบว่าน่าจะเป็นความจำเป็นของหลายประเทศที่ต้องดูสิ่งเหล่านี้ ซึ่งเราก็ติดตามความเคลื่อนไหวของอาเซียนตลอด ที่จากการพูดคุยทุกคนลำบากด้วยกันทั้งนั้น เราจะดูแนวทางนี้ประกอบด้วย

“เรื่องนี้ถามว่าไปกู้ที่ไหน ก็ดูเป็นโครงการก่อน และโครงการนั้นต้องตอบโจทย์ว่าจะดีต่ออนาคตประเทศไทย ในเชิงประสิทธิภาพ และเพิ่มการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ ก็ขอบอกแค่นี้ ไม่อย่างนั้นจะเป็นการบอกสิ่งที่เกินสถานการณ์ไป” นายพิชัย กล่าว

เมื่อถามว่า จากสภาพเศรษฐกิจอย่างนี้ เรื่องของเงินหมื่นที่จะแจกกลุ่มวัยรุ่น จะยังอยู่ใช่หรือไม่ นายพิชัย ไม่ตอบคำถามดังกล่าว โดยระบุว่า”ใจเย็นๆ ครับ ขออนุญาตครับ”

แท็กทีมยื่นป.ป.ช.ส่งศาลรธน.ถอดถอนครม.‘เศรษฐา-แพทองธาร’พ่วง‘สส.- สว.’ปัจจุบัน

แท็กทีมยื่นป.ป.ช.ส่งศาลรธน.ถอดถอนครม.‘เศรษฐา-แพทองธาร’พ่วง‘สส.- สว.’ปัจจุบัน

แท็กทีมยื่นป.ป.ช.ส่งศาลรธน.ถอดถอนครม.‘เศรษฐา-แพทองธาร’พ่วง‘สส.- สว.’ปัจจุบัน

วันศุกร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2568, 13.25 น.

‘สมชาย-ชาญชัย-เจษฎ์-ทนายนกเขา’แท็กทีมยื่น ป.ป.ช. ส่งศาลรัฐธรรมนูญถอดถอนครม.‘เศรษฐา-แพทองธาร’พ่วง‘สส.- สว.’ชุดปัจจุบัน ทำผิดปรับงบ68 สวนใช้หนี้มาแจก‘เงินหมื่น’ พร้อมให้ชดใช้เงินภายใน 20 ปี มั่นใจพยานหลักฐานแน่น

25 เมษายน 2568 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) สนามบินน้ำ จ.นนทบุรี นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีตสส.พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมนายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (อดีตสว.) , นายเจษฎ์ โทณะวณิก อดีตที่ปรึกษากรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และนายนิติธร ล้ำเหลือ หรือทนายนกเขา นักเคลื่อนไหว เข้ายื่นต่อ ป.ป.ช. ถึงการกระทำผิดฝ่าฝืนบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา144 ที่บัญญัติไว้ว่าในการพิจารณาร่างพ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี2568

นายชาญชัย กล่าวว่า วันนี้ที่มายื่นเป็นเรื่องที่เราพบการกระทำ ความผิดของคณะรัฐมนตรี(ครม.) และกรรมาธิการงบประมาณของสส. และ สว. มีการกระทำความผิดในรัฐธรรมนูญมาตรา 144 ซึ่งต้องห้ามไม่ให้ไปตัดงบประมาณเกี่ยวกับเรื่องของการให้เงินกู้ที่กฎหมายมีการบังคับเอาไว้ประเด็นแรก ซึ่งปรากฏว่าได้ผ่านวาระ1 เข้าไปแล้ว แต่ต่อครม.ได้มีมติตัดงบประมาณ 35,000 ล้านบาท ที่มีการให้ไปกู้ตามมาตรา 28 ซึ่งเอามาใช้ในกิจกรรม และต้องชดใช้ดอกเบี้ยพร้อมเงินกู้ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ว่า ห้ามมิให้แตะต้องเงินงบประมาณดังกล่าว

ประเด็นที่ 2 กรรมาธิการงบก็รู้ มีการพูดกันอยู่ในการประชุมครั้งที่ 38 มีการถกเถียงกันถึงมาตรา 144 แต่ต่อมาก็ให้ผ่านงบ ซึ่งในรัฐธรรมนูญเขียนไว้ว่า ให้สส. และ สว.ถอด ถอนงบประมาณนี้ และยังเป็นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญปี60 ระบุไว้ว่าแม้แต่ครม.รู้ว่ามีการกระทำแต่ไม่ยับยั้งก็ให้ถอดถอนครม.ทั้งคณะ และยังเป็นครั้งแรกที่ให้อำนาจ ป.ป.ช.ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อถอดถอนครม. สส. และสว. หากเห็นว่าเรื่องดังกล่าวมีมูล อีกทั้งให้เรียกเก็บเงินทั้งหมดที่เอาไปทำเสียหายคืนแก่แผ่นดินภายใน 20 ปี ทั้งหมดนี้จึงมายื่นให้ป.ป.ช.เพื่อดำเนินการต่อไป

ด้านนายเจษฎ์  กล่าวว่า เรื่องนี้ถ้าป.ป.ช.เห็นว่ามีมูลก็ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ แล้วศาลก็จะเป็นผู้วินิจฉัย ดังนั้น ภาระของป.ป.ช.ไม่ได้ถึงต้องตัดสินเรื่องนี้เลย แต่ถ้ามีมูลก็ต้องดำเนินการโดยพลัน ซึ่งการดำเนินการของ ป.ป.ช.คาดว่าไม่เกิน 2 เดือน ส่วน ถ้าส่งศาลรัฐธรรมนูญแล้วศาลมีเวลา 15 วัน

นายเจษฎ์  กล่าวอีกว่า ความผิดนี้จะครอบคลุมตั้งแต่ครม.ชุดของ นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี และการกระทำดังกล่าวยังผลต่อเนื่องมาถึงรัฐบาลของน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แยกเป็น 2 ประเด็น 1.การใช้งบประมาณที่ผิด 2. ได้มีโอกาสเข้าไปใช้งบประมาณ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ส่วน สส.ก็จะเป็นสส. ชุดปัจจุบัน รวมถึงสว.ก็เป็นชุดปัจจุบันด้วยเช่นกัน

เมื่อถามว่ามั่นใจหรือไม่ว่าพยานหลักฐานที่ยื่นไปจะสามารถเอาผิดได้ นายสมชาย กล่าวว่า ข้อมูลนี้เราศึกษากันมา 5-6 เดือน แล้วเรามีรายงานการประชุมของคณะกรรมาธิการต่างๆ มีมติคณะรัฐมนตรียอมรับว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่ แต่ตนและนายเจษฎ์ ก็เป็นกรรมาธิการใน พ.ร.บ.ป.ป.ช. ซึ่งเห็นแล้วว่าการใช้งบประมาณผิดประเภท เป็นเรื่องผิดและเคยตักเตือนมาแล้วว่าขัดรัฐธรรมนูญ จึงมั่นใจว่าจะสามารถเอาผิดได้ แต่ต้องให้ป.ป.ช.เป็นผู้ดำเนินการตามกฎหมาย และคิดว่าเรื่องนี้จะช่วยแก้ปัญหาประเทศเพื่อไม่ให้เสียหายไปมากกว่านี้ เพราะตอนนี้กำลังเข้าสู่การพิจารณางบประมาณปี 2569 และการแจกเงินในดิจิทัลวอลเล็ตก็จะมีขึ้นอีก ทั้งที่ประเทศกำลังจะล้มละลายอยู่แล้ว จึงหวังว่าจะทำให้เรื่องนี้หยุดและทำให้ถูกต้อง ส่วนที่ทำผิดไปแล้วก็ต้องรับผิด ส่วนมองว่าจะเป็นการล้างไพ่หรือไม่ตนเองมองว่า คนทำผิดก็ต้องรับผิดแค่นั้น

ทั้งนี้ หาก ป.ป.ช.ไม่ยอมส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ จะขอรอดูก่อนว่าจะทำอย่างไรต่อไป  ///-005

‘สมาคมสื่อไทย-จีน’ผนึก‘มูลนิธิปัญญาวุฒิ’ดันสร้างภาพยนตร์ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน

‘สมาคมสื่อไทย-จีน’ผนึก‘มูลนิธิปัญญาวุฒิ’ดันสร้างภาพยนตร์ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน

‘สมาคมสื่อไทย-จีน’ผนึก‘มูลนิธิปัญญาวุฒิ’ดันสร้างภาพยนตร์ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน

วันศุกร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.55 น.

‘สมาคมสื่อไทย-จีน’ ผนึก ‘มูลนิธิปัญญาวุฒิ’ ดันสร้างภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน  

เมื่อวันที่ 25 เม.ย.2568 สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน และมูลนิธิปัญญาวุฒิ จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการภาพยนตร์ “สายใยรักสองแผ่นดิน: 50 ปี สายใยมิตรภาพไทย-จีน” เมื่อวันที่24เม.ย.ที่ผ่านมา ที่โรงแรมแม่น้ำรามาดาพลาซ่า กทม. โดยมีนายกร ทัพพะรังสี นายกสมาคมมิตรภาพไทย-จีน เป็นประธานในพิธี และร่วมปาฐกถาในหัวข้อ “เบื้องลึก-เบื้องหลัง การสถาปนาความสัมพันธ์ไทย-จีน” และมีบุคคลสำคัญในวงการสื่อและวัฒนธรรมไทย-จีน อาทิ นายชิบ จิตนิยม สว.  จากสายสื่อมวลชน และเลขาธิการสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน ผู้คร่ำหวอดในแวดวงข่าวต่างประเทศ อดีตเจ้าของรายการ “จับจ้องมองจีน” ที่มีความรู้ลึกและความผูกพันแนบแน่นกับประวัติศาสตร์และพัฒนาการของประเทศจีน รวมถึงสื่อมวลชนอาวุโสที่มาร่วมงานแถลงข่าว เพื่อเตรียมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-จีน  

นายกร กล่าวในระหว่างการปาฐกถาว่า ในขณะนั้นตนดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะผู้ร่วมอยู่ในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์เมื่อครั้งการลงนามในแถลงการณ์ร่วมเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2518 ซึ่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศเกิดขึ้นในช่วงที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเผชิญกับการแพร่ขยายของลัทธิคอมมิวนิสต์ และประเทศไทยกำลังเผชิญภัยคุกคามจากประเทศเพื่อนบ้าน  

“ในฐานะที่ผมอยู่ใกล้ชิดกับเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งนี้ สามารถพูดได้เต็มปากว่ารัฐบาลจีนให้เกียรติและให้ความเป็นกันเองกับรัฐบาลไทยอย่างมาก เนื่องจากตามธรรมเนียมปฏิบัติ ผู้นำระดับสูงของจีนจะไม่ยอมพบเจรจากับผู้นำรัฐบาลอื่นใดที่ยังมีความสัมพันธ์ทางการทูตอยู่กับไต้หวัน แต่กรณีประเทศไทยได้รับการยกเว้นเป็นพิเศษ” นายกร กล่าว  

นายกร เปิดเผยว่า หลังการลงนามในแถลงการณ์ร่วม นายกรัฐมนตรีโจว เอินไหล ได้บอกกับ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้นว่า การลงนามเป็นเพียงพันธสัญญาระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาล ซึ่งควรขยายไปสู่ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศด้วย จึงเป็นที่มาของการก่อตั้งสมาคมมิตรภาพไทย-จีน โดย พล.อ.ชาติชาย เป็นนายกสมาคมคนแรก และนายกร เป็นนายกสมาคมคนที่สอง ดำรงตำแหน่งต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  

“ตลอดระยะเวลานับตั้งแต่ประเทศไทยกับจีนสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน จนถึงทุกวันนี้ ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศได้เจริญก้าวหน้าอย่างมาก ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งระดับราชวงศ์ไปจนถึงภาคประชาชนทุกสาขาอาชีพ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ายินดีอย่างยิ่ง” นายกร กล่าวเสริม  

ด้าน ดร.กำพล มหานุกูล นายกสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน กล่าวว่า โครงการจัดทำภาพยนตร์เพื่อเฉลิมฉลอง 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย-จีนนี้ เป็นกิจกรรมที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง และจะมีส่วนสำคัญในการสื่อสารเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศยั่งยืนมาถึง 50 ปี  

“ผมต้องขอขอบคุณผู้มีอุปการคุณทุกท่านที่มองเห็นคุณค่าและความสำคัญของโครงการนี้ และให้การสนับสนุนค่าใช้จ่ายเพื่อผลักดันให้โครงการนี้สามารถเดินหน้าไปได้” ดร.กำพล กล่าว  

ขณะที่นายศักดิ์ชัย พฤฒิภัค เลขานุการมูลนิธิปัญญาวุฒิ เผยว่า โครงการภาพยนตร์นี้ถูกจุดประกายขึ้นในช่วงปลายปี 2567 และได้หารือกับนายกสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน เพื่อขับเคลื่อนโครงการ โดยได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ให้นำเสนอเรื่องราว 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย-จีน ในรูปแบบภาพยนตร์อิงความจริงที่เข้าถึงได้ง่ายและให้สาระความรู้  

“คำแนะนำของเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย คือที่มาของภาพยนตร์ “สายใยรักสองแผ่นดิน” ซึ่งทั้งสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน และมูลนิธิปัญญาวุฒิต่างเห็นพ้องกันที่จะเชิญชวนผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะมาร่วมสร้างสรรค์ผลงาน” นายศักดิ์ชัย กล่าว  

ด้านนายชิบ กล่าวถึงข้อมูลที่อดีตรองนายกรัฐมนตรี นายกร ทัพพะรังสี ได้เล่ามาว่า สถานการณ์วิกฤตในปี พ.ศ. 2518 เป็นช่วงที่ประเทศไทยตกอยู่ในสถานการณ์ที่เปราะบางอย่างยิ่ง  

“เพื่อนบ้านของเราถูกคอมมิวนิสต์ยึดครองอย่างเบ็ดเสร็จ ในขณะที่สหรัฐอเมริกาถอนตัวออกจากภูมิภาคอย่างไม่คาดคิด และขบวนรถถังนับร้อยได้เคลื่อนพลประชิดชายแดน พร้อมที่จะเคลื่อนทัพเข้าสู่กรุงเทพฯ สถานการณ์เหล่านี้ผลักดันให้ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ตัดสินใจเดินทางไปจีนเพื่อเจรจา แม้ว่าจีนในขณะนั้นจะยังไม่รับรองประเทศที่ยังคงให้การรับรองไต้หวัน และไทยต้องดำเนินการปิดสถานทูตไต้หวันก่อนการเจรจา ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ แม้แต่ ท่านหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมทย์ ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ยังตั้งคำถามกับ พล.อ.ชาติชาย ว่า “จีนเขาจะต้อนรับคุณหรือ??” แต่สิ่งที่ไม่คาดฝันก็บังเกิดขึ้น เมื่อนายกรัฐมนตรีโจว เอินไหล ของจีนยอมอ้าแขนต้อนรับ พล.อ.ชาติชาย อย่างอบอุ่น เพราะความสัมพันธ์ส่วนตัวในอดีตที่ท่านโจว เอินไหล ทราบว่าท่านชาติชายเป็น “ลูกชายของเพื่อนเก่า” คือ จอมพลผิน ชุณหะวัณ ผู้เคยร่วมรบและให้การสนับสนุนกองทัพจีนในสมรภูมิเชียงตุง” นายชิบ กล่าว

นายชิบ กล่าวอีกว่า ความสัมพันธ์อันดีในอดีตนี้เองที่นำไปสู่การเจรจาที่ประสบความสำเร็จ และวางรากฐานความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทย-จีน จนเกิดเป็นวลี “ไทยจีนใช่อื่นไกล พี่น้องกัน”

นายชิบ กล่าวอีกว่า เรื่องราวนี้เป็นบทเรียนทางประวัติศาสตร์ที่คนไทยควรจารึกไว้ในความทรงจำ และภาพยนตร์ “สายใยรักสองแผ่นดิน: 50 ปี สายใยมิตรภาพไทย-จีน” จะเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการนำเสนอเรื่องราวอันทรงคุณค่านี้สู่สาธารณชน  

ส่วนนายปรัชญา ปิ่นแก้ว ผู้กำกับภาพยนตร์ เปิดเผยว่า การทำภาพยนตร์อิงความจริงทางประวัติศาสตร์ 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย-จีน เป็นโจทย์ที่ท้าทายอย่างมาก เนื่องจากเป็นหนังพีเรียดย้อนยุคและมีความต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน ซึ่งทีมงานต้องค้นคว้าข้อมูลย้อนกลับไป 50 ปี และต้องคัดสรรนักแสดงที่จะมารับบทให้สมจริง  

ด้าน ดร.ณรงค์ ปรางค์เจริญ คณบดีคณะดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้รับผิดชอบการประพันธ์ดนตรีประกอบภาพยนตร์ ชี้แจงว่า การทำดนตรีประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้มีความท้าทายเป็นอย่างมาก เนื่องจากต้องออกแบบให้ดนตรีมีจังหวะที่ล้อไปกับภาพยนตร์ และต้องผสมผสานดนตรีไทย ดนตรีจีน และดนตรีสากล ให้ผู้ชมเกิดความรู้สึกซาบซึ้ง  

ทั้งนี้ ภาพยนตร์ “สายใยรักสองแผ่นดิน” จะนำเสนอเรื่องราวความสัมพันธ์ไทย-จีน ตั้งแต่จุดเริ่มต้นเมื่อ 50 ปีก่อน ซึ่งเกิดขึ้นในบริบทที่ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาคอมมิวนิสต์ และการสถาปนาความสัมพันธ์กับจีนเป็นเสมือน “ยันต์เกราะเพชร” คุ้มกันประเทศไทยจากภัยคุกคามจากประเทศเพื่อนบ้าน ไปจนถึงพัฒนาการความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นในปัจจุบัน โดยมีกำหนดฉายในช่วงเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน กลางปี 2568 นี้