ตำนานโลงแก้วคัมแบ็ก!! นุ่น วรนุช อวดโฉมคุณนายลั่นทม สุดสะพรึงเหมือนนอนในโลงจริง

ตำนานโลงแก้วคัมแบ็ก!! นุ่น วรนุช อวดโฉมคุณนายลั่นทม สุดสะพรึงเหมือนนอนในโลงจริง

23 เม.ย. 2568 16:21 น.

ตำนานโลงแก้วคัมแบ็ก!! นุ่น วรนุช อวดโฉมคุณนายลั่นทม สุดสะพรึงเหมือนนอนในโลงจริง

หากใครเป็นแฟนละครระดับตำนานคงจะจำได้กับละครผีสุดหลอนโด่งดังในอดีตเรื่อง “สุสานคนเป็น” กับคุณนายลั่นทม เจ้าของโลงแก้ว โดยล่าสุดได้นำมารีเมคใหม่ทำเป็นหนังจอเงิน ที่นำแสดงโดย นุ่น วรนุช ภิรมย์ภักดี มารับบทเป็น “คุณนายลั่นทม”ก้อย อรัชพร รับบท “รสสุคนธ์” และ แก๊ป ธนเวทย์ รับบท “ชีพ”

ตำนานโลงแก้วคัมแบ็ก!! นุ่น วรนุช อวดโฉมคุณนายลั่นทม สุดสะพรึงเหมือนนอนในโลงจริง

ล่าสุดในงานเปิดตัวหนังเรื่อง สุสานคนเป็น ได้ยกโลงแก้วมาไว้กลางสยามพารากอน ทำเอาหลายคนต่างฮือฮา เพราะในโลงแก้วนั้นได้มีหุ่นของคุณนายลั่นทม นอนอยู่อย่างสงบนิ่ง ซึ่งทำออกมาเหมือน นุ่น วรนุช ตัวจริงจนน่าขนลุก จัดหนักจัดเต็ม ใส่ดีเทลละเอียดยิบ ทั้งชุด ผม เมคอัพสุดเป๊ะ ทำเอาหลายคนที่เห็นต่างขนลุกไปตามๆ กัน

ตำนานโลงแก้วคัมแบ็ก!! นุ่น วรนุช อวดโฉมคุณนายลั่นทม สุดสะพรึงเหมือนนอนในโลงจริง

ด้านนุ่นเองที่รับบทนี้บอกว่า สำหรับการนอนอยู่ในโลงศพ โลงแก้ว ไม่ได้ถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ดี เพราะมันคือการแสดง เคยนอนในโลงมาแล้วในเรื่องพิศวาส ส่วนหุ่นที่นอนในโลงแก้วนั้นเป็นการหล่อทั้งหน้า แต่ตัวจริงสวยกว่า ใช้เวลานานกว่าจะเสร็จ พร้อมกับบอกว่าหลายคนที่ได้เห็นแล้วส่งรูปมา ก็รู้สึกหลอนเหมือนกัน

คลิกเพื่ออ่าน “ข่าวบันเทิง” เพิ่มเติม

ตำนานโลงแก้วคัมแบ็ก!! นุ่น วรนุช อวดโฉมคุณนายลั่นทม สุดสะพรึงเหมือนนอนในโลงจริง
ตำนานโลงแก้วคัมแบ็ก!! นุ่น วรนุช อวดโฉมคุณนายลั่นทม สุดสะพรึงเหมือนนอนในโลงจริง
ตำนานโลงแก้วคัมแบ็ก!! นุ่น วรนุช อวดโฉมคุณนายลั่นทม สุดสะพรึงเหมือนนอนในโลงจริง
ตำนานโลงแก้วคัมแบ็ก!! นุ่น วรนุช อวดโฉมคุณนายลั่นทม สุดสะพรึงเหมือนนอนในโลงจริง
ตำนานโลงแก้วคัมแบ็ก!! นุ่น วรนุช อวดโฉมคุณนายลั่นทม สุดสะพรึงเหมือนนอนในโลงจริง
ตำนานโลงแก้วคัมแบ็ก!! นุ่น วรนุช อวดโฉมคุณนายลั่นทม สุดสะพรึงเหมือนนอนในโลงจริง
ตำนานโลงแก้วคัมแบ็ก!! นุ่น วรนุช อวดโฉมคุณนายลั่นทม สุดสะพรึงเหมือนนอนในโลงจริง

นิกกี้ ณฉัตร ไลฟ์เดือด! อย่ายุ่งเรื่องส่วนตัว ชีวิตคู่พังเพราะคนวุ่นวาย (คลิป)

นิกกี้ ณฉัตร ไลฟ์เดือด! อย่ายุ่งเรื่องส่วนตัว ชีวิตคู่พังเพราะคนวุ่นวาย (คลิป)

23 เม.ย. 2568 16:20 น.

นิกกี้ ณฉัตร ไลฟ์เดือด! อย่ายุ่งเรื่องส่วนตัว ชีวิตคู่พังเพราะคนวุ่นวาย (คลิป)

เรียกว่าเดือดกลางไลฟ์ทีเดียว สำหรับพิธีกรหนุ่มอารมณ์ดี นิกกี้ ณฉัตร จันทพันธ์ ที่ล่าสุดไลฟ์สดคุยกับแฟนคลับ และมี บิ่มบิ๊ม สาวที่มีข่าวกับนิกกี้ร่วมไลฟ์ด้วย แต่ก็มีชาวเน็ตบางคนคอมเมนต์ตำหนินิกกี้เกี่ยวกับเรื่องผู้หญิง

นิกกี้ ณฉัตร ไลฟ์เดือด! อย่ายุ่งเรื่องส่วนตัว ชีวิตคู่พังเพราะคนวุ่นวาย (คลิป)

งานนี้ทำเอา นิกกี้ ณฉัตร เหลือจะทน ด่ากลับชาวเน็ตที่เข้ามาคอมเมนต์แบบเดือดสุด ใช้คำหยาบ โดยมีเนื้อหาทำนองว่า อย่ายุ่งเรื่องชีวิตของตน แม่ยังไม่ยุ่งเรื่องนี้เลย บางคนพิมพ์ปั่น พิมพ์เยอะ ต่อหน้าทำดี แต่ลับหลังพิมพ์อีกแบบ หมั่นไส้ คนแบบนี้มีเยอะมาก รู้สึกรำคาญเพราะเขาไปพิมพ์แบบนี้ ผู้หญิงก็นอยด์

ถ้ามีแฟนจะไม่บอกใครแล้ว เพราะชีวิตคู่พังเพราะพวกนี้ ไปพิมพ์แบบนั้นเขาก็คิด ต่อไปนี้จะไม่มีทางรู้เรื่องส่วนตัวของตนแล้วว่าจะเป็นแฟนกับใคร คบกับใคร เพราะคบกับใครก็ไปพิมพ์หาผู้หญิงและชีวิตตนพัง เหลือทนแล้ว 

นิกกี้ ณฉัตร ไลฟ์เดือด! อย่ายุ่งเรื่องส่วนตัว ชีวิตคู่พังเพราะคนวุ่นวาย (คลิป)

ผมคุยกับใคร บางคนต่อหน้าทำดี แต่ลับหลังพิมพ์คิดใหม่ไหม บอกไปเอาคนอื่นดีกว่า ผู้หญิงจากเขาไม่คิดเขาก็คิด แล้วชีวิตตนพัง เพราะฉะนั้นเลิกยุ่งชีวิตส่วนตัวของผม ผมอึดอัด ผมเลิกไปกี่คนแล้วเพราะคอมเมนต์คน ต่อหน้าพิมพ์ดี ลับหลังพิมพ์ไปหาผู้หญิง ซึ่งตนขออ่าน พอเห็นแล้วมันเซ็ง

บิ่มบิ๊มบอกว่าเมาแล้ว แต่นิกกี้ยืนยันว่าไม่เมา แต่หงุดหงิดเพราะมันหลายรอบแล้ว อีกทั้งพูดถึงความสัมพันธ์กับบิ่มบิ๊มว่าตกลงกันแล้วว่าเป็นพี่น้อง เรื่องส่วนตัวของตน ตนคุยกันแล้ว เพราะฉะนั้นอย่ามายุ่งเรื่องส่วนตัวของพวกตน

คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม

โดรน-ขีปนาวุธรัสเซีย ถล่มกรุงเคียฟ คร่าชีวิตผู้คน 9 ศพ บาดเจ็บกว่า 70 ราย

โดรน-ขีปนาวุธรัสเซีย ถล่มกรุงเคียฟ คร่าชีวิตผู้คน 9 ศพ บาดเจ็บกว่า 70 ราย

24 เม.ย. 2568 14:55 น.

โดรน-ขีปนาวุธรัสเซีย ถล่มกรุงเคียฟ คร่าชีวิตผู้คน 9 ศพ บาดเจ็บกว่า 70 ราย

การโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนของรัสเซียในกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน คร่าชีวิตผู้คนไปอย่างน้อย 9 ศพ บาดเจ็บอีกกว่า 70 ราย

เจ้าหน้าที่ยูเครนเปิดเผยว่า การโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนของรัสเซียเมื่อคืนนี้ (23 เม.ย.) ทำให้เกิดไฟไหม้ อาคารพังเสียหาย และประชาชนถูกฝังอยู่ใต้ซากปรักหักพังในกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 9 ศพ และบาดเจ็บกว่า 70 ราย มีรายงานว่าผู้ได้รับบาดเจ็บเป็นเด็ก 6 ราย

หน่วยงานบริการฉุกเฉินของรัฐบาลยูเครน ระบุบนแอปส่งข้อความเทเลแกรมว่า “มีการทำลายล้างเกิดขึ้น การค้นหาผู้ใต้ซากปรักหักพังยังคงดำเนินต่อไป” เหตุการณ์ที่ร้ายแรงที่สุดเกิดขึ้นที่อาคารอพาร์ตเมนต์ที่ถูกทำลายในเขตสเวียโตชินสกี ทางตะวันตกของใจกลางกรุงเคียฟ

ภาพที่โพสต์บนเทเลแกรม แสดงให้เห็นทีมกู้ภัยทำงานโดยใช้ไฟสปอตไลท์ เคลื่อนตัวผ่านกองเศษปูน และปีนบันไดไปตามด้านหน้าอาคาร โดยตำรวจได้โทรจากอพาร์ตเมนต์หนึ่งไปยังอีกอพาร์ตเมนต์หนึ่งเพื่อตรวจสอบว่าผู้อยู่อาศัยปลอดภัยหรือไม่ หน่วยงานบริการฉุกเฉินกล่าวว่า ทีมกู้ภัยกำลังปฏิบัติการใน 13 จุดในกรุงเคียฟ โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านการปีนและสุนัขดมกลิ่น โดยเกิดไฟไหม้ขึ้น 40 จุด

การโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญของสงคราม ขณะที่ทั้งยูเครนและรัสเซียอยู่ภายใต้แรงกดดันจากสหรัฐฯ เพื่อให้แสดงให้เห็นถึงความคืบหน้าในการบรรลุข้อตกลงสันติภาพ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ และประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน ปะทะกันอีกครั้งเมื่อวันพุธ เกี่ยวกับความพยายามที่จะยุติสงครามในยูเครนที่ดำเนินมา 3 ปี โดยผู้นำสหรัฐฯ ตำหนินายเซเลนสกีที่ปฏิเสธที่จะยอมรับการยึดครองดินแดนไครเมียของรัสเซีย ว่าเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงสันติภาพของสหรัฐฯ รัฐบาลทรัมป์ขู่ว่าจะถอนตัว หากยูเครนและรัสเซียไม่ตกลงตามข้อตกลงสันติภาพของสหรัฐฯ

แอนดรี ซิบีฮา รัฐมนตรีต่างประเทศยูเครน กล่าวทาง X ว่า “เมื่อวานนี้ รัสเซียเรียกร้องให้ยูเครนถอนทัพออกจากภูมิภาคของตน ประกอบกับการโจมตีอย่างรุนแรง แสดงให้เห็นว่ารัสเซีย ไม่ใช่ยูเครน ที่เป็นอุปสรรคต่อสันติภาพ และควรเป็นรัสเซีย ไม่ใช่ยูเครน ที่ควรถูกกดดัน” ด้านนายอิกอร์ เคลเมนโก รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยยูเครน กล่าวว่า นอกจากกรุงเคียฟและภูมิภาคโดยรอบแล้ว ยังมีภูมิภาคอื่นอีก 7 แห่งที่ตกอยู่ภายใต้การโจมตีแบบหมู่

อิกอร์ เทเรคอฟ นายกเทศมนตรีเมืองคาร์คิฟ ซึ่งเป็นเมืองใหญ่เป็นอันดับสองของยูเครน ต้องเผชิญกับการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนของรัสเซียตลอดทั้งคืน นายเทเรคอฟกล่าวว่า เมืองนี้ถูกโจมตีด้วยโดรน 14 ครั้ง และขีปนาวุธ 10 ครั้ง อาคารที่พักอาศัยหลายชั้น สถานพยาบาล อาคารเรียน โรงงานอุตสาหกรรม และโรงแรมแห่งหนึ่งได้รับความเสียหาย และมีคนเข้ารักษาในโรงพยาบาล 1 ราย

นอกจากนี้ ยังมีความเสียหายในเขตซิตโทเมีย ทางตะวันตกของกรุงเคียฟ ซึ่งหน่วยบริการฉุกเฉินรายงานว่ากองกำลังรัสเซียได้โจมตีซ้ำทีมกู้ภัยที่กำลังเข้าช่วยเหลือผู้ประสบเหตุไฟไหม้ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ 1 คน ด้านหน่วยงานด้านการรถไฟของยูเครนกล่าวว่าโครงสร้างพื้นฐานด้านการรถไฟถูกโจมตี และคนงานการรถไฟได้รับบาดเจ็บ 2 คน.

ที่มา Reuters

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

เหตุโจมตีนักท่องเที่ยวในแคชเมียร์ ตอกย้ำรอยร้าวอินเดีย-ปากีสถาน

เหตุโจมตีนักท่องเที่ยวในแคชเมียร์  ตอกย้ำรอยร้าวอินเดีย-ปากีสถาน

24 เม.ย. 2568 14:23 น.

เหตุโจมตีนักท่องเที่ยวในแคชเมียร์ ตอกย้ำรอยร้าวอินเดีย-ปากีสถาน

  • อินเดียดำเนินมาตรการทางการทูตหลายประการต่อปากีสถาน หลังจากเกิดเหตุกราดยิงนักท่องเที่ยวในแคชเมียร์ฝั่งที่อินเดียปกครอง โดยกล่าวหาว่าอิสลามาบัดให้การสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง
  • แม้ปากีสถานจะปฏิเสธความเกี่ยวข้อง แต่เหตุการณ์ดังกล่าวได้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ถึงจุดตกต่ำที่สุดในรอบหลายปี โดยมีความกังวลว่าอินเดียอาจกำลังเริ่มเปิดฉากเคลื่อนไหวเชิงรุก ซึ่งอาจลุกลามไปถึงการปะทะทางทหาร
  • หนึ่งในมาตรการตอบโต้ของอินเดียคือ การระงับสนธิสัญญาการแบ่งปันน้ำจากแม่น้ำสินธุที่ลงนามตั้งแต่ปี 1960 และการปิดด่านพรมแดนหลักระหว่างประเทศ นอกจากนี้ยังมีการเรียกเจ้าหน้าที่ทูตกลับและลดจำนวนเจ้าหน้าที่จากสถานทูตในอิสลามาบัด พร้อมสั่งให้เจ้าหน้าที่ของปากีสถานเดินทางออกจากอินเดียด้วย

เหตุการณ์โจมตีเมื่อวันอังคาร ทำให้มีผู้เสียชีวิต 26 คน ซึ่งเป็นชาวอินเดียเกือบทั้งหมด ยกเว้น 1 คนที่เป็นชาวเนปาล นับเป็นการโจมตีพลเรือนครั้งรุนแรงที่สุดในพื้นที่แคชเมียร์ในรอบ 25 ปี

ประชาชนทั่วอินเดียร่วมจัดพิธีศพและจุดเทียนไว้อาลัยให้กับผู้เสียชีวิต บรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้า

เหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจให้กับรัฐบาลอินเดีย เนื่องจากผู้ก่อเหตุพุ่งเป้าไปที่พลเรือนและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ซึ่งต่างจากเหตุการณ์ในอดีตที่มักโจมตีเจ้าหน้าที่ความมั่นคงของอินเดีย

นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ให้คำมั่นว่าจะนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ โดยประกาศว่าแผนการชั่วร้ายของพวกเขาจะไม่มีวันสำเร็จ ขณะที่นายอิชาค ดาร์ รองนายกรัฐมนตรีของปากีสถานกล่าวว่า อิสลามาบัดจะมีการตอบโต้แบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน

เหตุโจมตีนักท่องเที่ยวในแคชเมียร์  ตอกย้ำรอยร้าวอินเดีย-ปากีสถาน

ท่าทีของอินเดีย

เหตุโจมตีเกิดขึ้นที่เมือง Pahalgam สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมกลางภูเขา โดยคนร้ายที่ซ่อนอยู่ในป่ากราดยิงนักท่องเที่ยวด้วยอาวุธปืนอัตโนมัติ แม้จะยังไม่มีฝ่ายใดออกมาอ้างความรับผิดชอบ แต่พื้นดังกล่าวมีการเคลื่อนไหวของกลุ่มติดอาวุธตั้งแต่ปี 1989 ซึ่งต้องการให้แคชเมียร์แยกตัวเป็นอิสระหรือรวมเข้ากับปากีสถาน

ด้านนายวิกรม มิศรี รัฐมนตรีต่างประเทศของอินเดีย แถลงว่ามาตรการตอบโต้รวมถึงระงับสนธิสัญญาแบ่งปันแม่น้ำสินธุ ปิดด่านพรมแดนระหว่างประเทศ ลดจำนวนเจ้าหน้าที่ทางการทูตของทั้งสองประเทศ นอกจากนี้อินเดียยังมีแผนจัดการประชุมระดับผู้นำพรรคการเมืองในวันพฤหัสบดี เพื่อหารือมาตรการเพิ่มเติม

ท่าทีของปากีสถาน

กระทรวงการต่างประเทศของปากีสถานได้แสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต และเตรียมจัดการประชุมคณะกรรมการความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งจะจัดขึ้นเฉพาะในกรณีสำคัญเท่านั้น โดยทางการปากีสถานปฏิเสธข้อกล่าวหาสนับสนุนการก่อการร้าย และระบุว่าปากีสถานเพียงสนับสนุนสิทธิ ในการกำหนดอนาคตตนเองของชาวแคชเมียร์เท่านั้น

ขณะที่รัฐมนตรีกลาโหมของปากีสถาน นายคาวาจา อาซิฟ กล่าวว่าอินเดียต้องการใช้เหตุการณ์นี้ เป็นข้ออ้างในการถอนตัวจากสนธิสัญญาน้ำ

เหตุโจมตีนักท่องเที่ยวในแคชเมียร์  ตอกย้ำรอยร้าวอินเดีย-ปากีสถาน

ความเห็นของนักวิเคราะห์

นักวิเคราะห์จากสถาบัน Lowy Institute ระบุว่า การโจมตีครั้งนี้อาจเป็นความพยายามของกลุ่มติดอาวุธในการจุดชนวนความตึงเครียดในภูมิภาคอีกครั้ง โดยเฉพาะหลังจากที่อินเดียเพิกถอนสถานะพิเศษของแคชเมียร์ในปี 2019 ซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางประชากรและการเมืองในพื้นที่

เช่นเดียวกับ ไมเคิล คูเกิลแมน นักวิเคราะห์ ซึ่งให้สัมภาษณ์กับแชนแนลนิวส์เอเชียระบุว่า เหตุการณ์นี้เป็นความเสี่ยงร้ายแรงอย่างยิ่งที่จะก่อให้เกิดวิกฤตใหม่ระหว่างอินเดียและปากีสถานและอาจรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เหตุการณ์ปะทะทางทหารเมื่อปี 2019 โดยที่ผ่านมาทั้งอินเดียและปากีสถานต่างกล่าวหากันและกันว่าให้การสนับสนุนกลุ่มก่อความไม่สงบในดินแดนของอีกฝ่าย

การตอบสนองจากนานาชาติ

ผู้นำโลกหลายประเทศได้ออกมาประณามการโจมตีครั้งนี้ รวมถึงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครงของฝรั่งเศส และนายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ของสหราชอาณาจักร ซึ่งต่างแสดงความเสียใจต่อผู้เสียชีวิตและยืนหยัดเคียงข้างอินเดียในการต่อต้านการก่อการร้าย

ขณะที่สหประชาชาติและสหภาพยุโรปก็ได้ออกแถลงการณ์ประณามการโจมตีและเรียกร้องให้มีการนำผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย

ปัจจุบันอินเดียมีทหารประจำการในแคชเมียร์ราว 500,000 นาย และตั้งแต่รัฐบาลของนายโมดีเพิกถอนสิทธิพิเศษของแคชเมียร์ในปี 2019 ความขัดแย้งก็เริ่มซาลง แต่กลับมีการปราบปรามและควบคุมผู้เห็นต่างเพิ่มขึ้น

การโจมตีพลเรือนครั้งรุนแรงที่สุดก่อนหน้านี้เกิดขึ้นเมื่อปี 2000 ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 36 ราย ส่วนเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดในช่วงหลังคือ เหตุระเบิดพลีชีพในปุลวามา เมื่อปี 2019 ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 40 ราย และบาดเจ็บอีก 35 คน.

ผู้เขียน : อาจุมมาโอปอล

ที่มา : channelnewsasia , reuters , lowyinstitute.org 

คลิกอ่านข่าว specialcontent

ทรัมป์โจมตีเซเลนสกี ไม่ยอมรับรัสเซียควบคุมดินแดนไครเมีย

ทรัมป์โจมตีเซเลนสกี ไม่ยอมรับรัสเซียควบคุมดินแดนไครเมีย

24 เม.ย. 2568 13:05 น.

ทรัมป์โจมตีเซเลนสกี ไม่ยอมรับรัสเซียควบคุมดินแดนไครเมีย

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวหาประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน ว่าทำลายการเจรจาสันติภาพ หลังจากเซเลนสกีกล่าวว่ายูเครนจะไม่ยอมรับการควบคุมดินแดนไครเมียของรัสเซีย

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวหาประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน ว่าทำลายการเจรจาสันติภาพ หลังจากเซเลนสกีกล่าวว่ายูเครนจะไม่ยอมรับการควบคุมดินแดนไครเมียของรัสเซีย

ทรัมป์เขียนบทความลงใน Truth Social อ้างว่าข้อตกลงยุติสงคราม “ใกล้จะสำเร็จ” แล้ว แต่การที่เซเลนสกีปฏิเสธที่จะยอมรับเงื่อนไขของสหรัฐฯ “จะไม่ส่งผลอะไรเลยนอกจากยืดเวลา” ความขัดแย้ง ก่อนหน้านี้ เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์ของสหรัฐฯ สำหรับข้อตกลงดังกล่าว โดยกล่าวว่าข้อตกลงดังกล่าวจะ “หยุดเส้นแบ่งเขตดินแดน ที่อยู่ใกล้กับจุดที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน”

ยูเครนกล่าวเสมอมาว่าจะไม่ยอมยกไครเมีย ซึ่งเป็นคาบสมุทรทางใต้ที่ถูกรัสเซียผนวกเข้าอย่างผิดกฎหมายในปี 2014 ให้แก่รัสเซีย แวนซ์กล่าวว่าข้อตกลงดังกล่าวจะทำให้ทั้งยูเครนและรัสเซีย “ต้องยอมสละพื้นที่บางส่วนที่ตนเป็นเจ้าของอยู่ในปัจจุบัน” รัฐบาลสหรัฐฯ ยังไม่ได้แจ้งรายละเอียดต่อสาธารณะว่าจะต้องยอมประนีประนอมทางภูมิศาสตร์ใดบ้าง

เมื่อผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาวถามว่ารัฐบาลต้องการยอมรับอำนาจอธิปไตยของรัสเซียเหนือไครเมียหรือไม่ ทรัมป์ตอบว่าเขาต้องการเห็นสงครามยุติลงเท่านั้น “ผมไม่มีตัวเต็ง ผมไม่ต้องการตัวเต็ง ผมต้องการให้บรรลุข้อตกลง”

การยอมรับการยึดครองไครเมียโดยมิชอบของรัสเซีย ไม่เพียงแต่เป็นไปไม่ได้ทางการเมืองสำหรับนายเซเลนสกีเท่านั้น แต่ยังขัดต่อบรรทัดฐานทางกฎหมายระหว่างประเทศหลังสงครามที่ระบุว่าไม่ควรเปลี่ยนพรมแดนด้วยกำลัง เขาปฏิเสธข้อเสนอที่ให้ยูเครนสละการอ้างสิทธิ์ในคาบสมุทรไครเมียมาโดยตลอด “ไม่มีอะไรจะพูดที่นี่ เรื่องนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญของเรา”

เมื่อคืนนี้ ยูเครนรายงานว่ามีการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนของรัสเซียในหลายภูมิภาค ในกรุงเคียฟ นายกเทศมนตรีวิทาลี คลิทช์โก กล่าวว่ามีผู้เสียชีวิต 2 ราย และบาดเจ็บ 54 ราย รวมทั้งเด็กและหญิงตั้งครรภ์ ซากโดรนทำให้เกิดไฟไหม้หลายครั้ง และมีคนติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังของอาคารที่พักอาศัย ส่วนในเมืองคาร์คิฟ ทางตะวันออกเฉียงเหนือ มีรายงานเหตุระเบิดในเมือง

ก่อนหน้านี้ มีผู้เสียชีวิต 9 ราย และบาดเจ็บอีกหลายสิบรายในเมืองมาร์ฮาเนตส์ ทางตะวันออกของยูเครน หลังโดรนของรัสเซียพุ่งชนรถบัสที่บรรทุกคนงาน

เมื่อวันพุธ (23 เม.ย.) ทรัมป์กล่าวที่ห้องทำงานรูปไข่ว่า เขาสามารถจัดการกับรัสเซียได้ง่ายกว่ายูเครน “ผมคิดว่ารัสเซียพร้อมแล้ว” โดยระบุว่าเขาเชื่อว่ากำลังใกล้บรรลุข้อตกลงกับรัสเซีย แต่ยังไม่บรรลุกับยูเครน “ผมคิดว่าการจัดการกับเซเลนสกีอาจจะง่ายกว่า แต่จนถึงตอนนี้มันยากกว่า” เขากล่าวว่าอาจจะพบกับผู้นำยูเครน ในพิธีพระศพของสมเด็จพระสันตปาปาฟรานซิสในวันเสาร์นี้.

ที่มา BBC

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

อัยการเกาหลีใต้สั่งฟ้อง อดีต ปธน. มุนแจอิน ข้อกล่าวหาฐานรับสินบน

อัยการเกาหลีใต้สั่งฟ้อง อดีต ปธน. มุนแจอิน ข้อกล่าวหาฐานรับสินบน

24 เม.ย. 2568 12:14 น.

อัยการเกาหลีใต้สั่งฟ้อง อดีต ปธน. มุนแจอิน ข้อกล่าวหาฐานรับสินบน

อัยการเกาหลีใต้สั่งฟ้องนายมุน แจอิน อดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ในข้อหารับสินบน เพื่อแลกกับการที่อดีตลูกเขยของเขา ได้เป็นซีอีโอของสายการบินแห่งหนึ่ง

อัยการเกาหลีใต้สั่งฟ้องนายมุน แจอิน อดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ในข้อหารับสินบน เพื่อแลกกับการที่อดีตลูกเขยของเขา ได้เป็นซีอีโอของสายการบินแห่งหนึ่ง อัยการกล่าวว่าอดีตลูกเขยของเขา ซึ่งระบุเพียงนามสกุลว่า นายซอ ซึ่งไม่มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมการบิน แต่ได้รับการแต่งตั้งเป็นซีอีโอของสายการบิน “ไทย อีสตาร์ เจ็ต”

มูนเป็นผู้นำเกาหลีใต้ตั้งแต่ปี 2017 ถึง 2022 และมีบทบาทสำคัญจากความพยายามในการไกล่เกลี่ยข้อตกลงสันติภาพกับคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ เขาเป็นหนึ่งในอดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้ที่ต้องเผชิญเรื่องอื้อฉาว ตั้งแต่การจำคุก การลอบสังหาร ไปจนถึงการฆ่าตัวตาย เช่นเดียวกับอดีตประธานาธิบดี ยุน ซอกยอล ซึ่งถูกปลดออกจากตำแหน่ง จากการประกาศกฎอัยการศึก ก็ถูกตั้งข้อกล่าวหาทางอาญาเช่นกัน

อัยการกล่าวว่า นอกจากนายมุนแล้ว นายอี ซังจิก อดีตสมาชิกรัฐสภา ก็ถูกตั้งข้อกล่าวหาว่ารับสินบนและการกระทำผิดหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายในปี 2022 นายอีถูกตัดสินจำคุก 6 ปีในข้อหาฉ้อโกงเงินของบริษัท

นายอี ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งสายการบินราคาประหยัด อีสตาร์ เจ็ต ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของเกาหลีใต้ ในปี 2018 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่นายซอได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการบริหารของ ไทย อีสตาร์ เจ็ต ซึ่งเป็นบริษัทลูกของสายการบินของเขา

อัยการพิจารณาว่าเงินเดือนประมาณ 223 ล้านวอน และค่าตอบแทนอื่นๆ ที่สายการบินจ่ายให้แก่นายซอและมุน ดา-ฮเย ลูกสาวของนายมุน ระหว่างปี 2018 ถึง 2020 เป็นการติดสินบนอดีตประธานาธิบดี

ตามรายงานของรอยเตอร์ระบุว่า นายซอได้รับการแต่งตั้ง “แม้จะไม่มีประสบการณ์หรือคุณสมบัติที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมสายการบินก็ตาม”ร อยเตอร์ระบุว่า เขา “ออกจากตำแหน่งเป็นเวลานานบ่อยครั้ง และไม่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเหมาะสมกับตำแหน่ง”

บ้านพักของมุน ดา-ฮเย ลูกสาวของนายมุน แจอิน ถูกตรวจค้นในเดือนกันยายนที่ผ่านมา ระหว่างการสอบสวนข้อกล่าวหาเรื่องสินบน

การฟ้องร้องของนายมุนเกิดขึ้นท่ามกลางการฟ้องร้องเจ้าหน้าที่ในรัฐบาลของเขาหลายคดี เมื่อต้นเดือนนี้ อดีตที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติและรัฐมนตรีกลาโหมในรัฐบาลของนายมุน ถูกฟ้องร้องในข้อกล่าวหาเปิดเผยข้อมูลข่าวกรองให้กับนักเคลื่อนไหว

อัยการของเกาหลีใต้มักถูกกล่าวหาว่าถูกทำให้เป็นเครื่องมือทางการเมือง และเมื่อรัฐบาลเปลี่ยนมือ ก็มักจะมีการสอบสวนนักการเมืองคู่แข่ง ขณะที่รัฐบาลปัจจุบันนำโดยนายฮัน ด๊อกซู รักษาการประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรี จากพรรคพลังประชาชน

พรรคประชาธิปไตยของนายมุนประณามการฟ้องร้องครั้งนี้ โดยเรียกการกระทำดังกล่าวว่าเป็น “การเคลื่อนไหวที่มีแรงจูงใจทางการเมืองที่มุ่งหมายเพื่อทำให้อดีตประธานาธิบดีอับอาย”

ที่มา Yonhap

โบอิ้งยอมรับ ลูกค้าจีนปฏิเสธเครื่องบินรุ่นใหม่ เพราะภาษีนำเข้าทรัมป์

โบอิ้งยอมรับ ลูกค้าจีนปฏิเสธเครื่องบินรุ่นใหม่ เพราะภาษีนำเข้าทรัมป์

24 เม.ย. 2568 11:20 น.

โบอิ้งยอมรับ ลูกค้าจีนปฏิเสธเครื่องบินรุ่นใหม่ เพราะภาษีนำเข้าทรัมป์

บริษัทโบอิ้ง กล่าวยืนยันว่าลูกค้าสายการบินจีน ปฏิเสธที่จะรับมอบเครื่องบินใหม่ที่ผลิตขึ้น เนื่องจากภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์  โดยเครื่องบินลำที่ 3 ของโบอิ้งเริ่มเดินทางกลับสหรัฐฯ ในวันพฤหัสบดี

บริษัทโบอิ้ง กล่าวยืนยันว่าลูกค้าสายการบินจีน ปฏิเสธที่จะรับมอบเครื่องบินใหม่ที่ผลิตขึ้น เนื่องจากภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยเครื่องบินลำที่ 3 ของโบอิ้งเริ่มเดินทางกลับสหรัฐฯ ในวันพฤหัสบดี

นายเคลลี ออร์ตเบิร์ก ซีอีโอของโบอิ้ง กล่าวระหว่างการประชุมผลประกอบการไตรมาสแรกว่า “เนื่องจากภาษีศุลกากร ลูกค้าจำนวนมากของเราในจีนได้แจ้งว่าจะไม่รับมอบเครื่องบิน” 

ออร์ตเบิร์กกล่าวว่าจีนเป็นประเทศเดียวที่โบอิ้งกำลังเผชิญกับปัญหานี้ และทางผู้ผลิตเครื่องบินจะเปลี่ยนเส้นทางการจัดหาเครื่องบินรุ่นใหม่ให้กับลูกค้ารายอื่นที่ต้องการรับมอบเครื่องบินเร็วกว่ากำหนด เนื่องจากเครื่องบินพาณิชย์รุ่นใหม่ขาดแคลนทั่วโลก

ก่อนที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จะทำการรุกคืบการค้าโลก เครื่องบินพาณิชย์ทั่วโลกได้รับการยกเว้นภาษีศุลกากรภายใต้ข้อตกลงการบินพลเรือนปี 1979

สายการบินจีนที่รับมอบเครื่องบินโบอิ้ง อาจได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการที่รัฐบาลจีนกำหนดภาษีศุลกากรตอบโต้การนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ โดยเครื่องบิน 737 MAX รุ่นใหม่ มีมูลค่าในตลาดประมาณ 55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามข้อมูลของบริษัทที่ปรึกษาการบิน IBA โดยเครื่องบิน 737 MAX 8 จำนวน 2 ลำ ซึ่งถูกขนส่งไปยังประเทศจีนในเดือนมีนาคม เพื่อส่งมอบให้กับสายการบินเซียะเหมิน แอร์ ได้กลับมายังศูนย์การผลิตของโบอิ้งในเมืองซีแอตเทิล เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

ข้อมูลจาก AirNav Radar และ Flightradar24 ซึ่งเป็นบริษัทติดตามเที่ยวบิน ระบุว่า เครื่องบิน 737 MAX 8 ลำที่สามได้ออกจากศูนย์การผลิตโจวซาน ของบริษัทโบอิ้ง ใกล้กับนครเซี่ยงไฮ้ เพื่อไปยังเกาะกวม ดินแดนของสหรัฐฯ ในวันนี้ (24 เม.ย.) ตามฐานข้อมูลการติดตามของ Aviation Flights Group ระบุว่าเครื่องบินลำนี้ถูกผลิตขึ้นครั้งแรกสำหรับสายการบินแอร์ไชน่า 

เครื่องบินลำนี้ถูกขนส่งจากเมืองซีแอตเทิล เมื่อวันที่ 5 เมษายน ซึ่งเป็นช่วงระหว่างที่ทรัมป์ประกาศภาษีนำเข้าจากจีนเป็นครั้งแรก และจีนเริ่มบังคับใช้ภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น

เกาะกวมเป็นหนึ่งในจุดจอดที่เที่ยวบินดังกล่าวใช้เดินทางข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกระยะทาง 8,000 กม. ระหว่างเมืองซีแอตเทิลและโจวซาน ซึ่งเครื่องบินจะถูกขนส่งโดยโบอิ้งเพื่อดำเนินการขั้นสุดท้ายและส่งมอบให้กับสายการบินของจีน ด้านรัฐบาลจีนยังไม่ได้แสดงความคิดเห็นว่าเหตุใดเครื่องบินเหล่านี้จึงถูกส่งคืน

ไบรอัน เวสต์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของโบอิ้ง กล่าวว่า เครื่องบินจีนคิดเป็นประมาณ 10% ของเครื่องบินพาณิชย์ที่โบอิ้งยังคงไม่ได้ส่งมอบ เวสต์กล่าวว่าโบอิ้งมีแผนที่จะส่งมอบเครื่องบินใหม่ประมาณ 50 ลำให้กับจีน ในช่วงที่เหลือของปีนี้ และกำลังพิจารณาทางเลือกในการนำเครื่องบิน 41 ลำที่ผลิตแล้วหรืออยู่ในระหว่างการผลิตกลับมาจำหน่ายอีกครั้ง

ออร์ตเบิร์กกล่าวว่า “สำหรับเครื่องบิน 9 ลำที่ยังไม่ได้อยู่ในระบบการผลิต เรากำลังติดต่อกับลูกค้าเพื่อทำความเข้าใจถึงความตั้งใจของพวกเขาในการรับมอบ และหากจำเป็น เราก็มีความสามารถในการมอบหมายตำแหน่งเหล่านั้นให้กับลูกค้ารายอื่น” ออร์ตเบิร์กกล่าวว่า “เราจะไม่สร้างเครื่องบินให้กับลูกค้าที่ไม่รับเครื่องบินเหล่านี้ต่อไป”

ข้อมูลการติดตามของ Aviation Flights Group แสดงให้เห็นว่าเครื่องบิน 36 ลำที่สร้างขึ้นสำหรับลูกค้าชาวจีนในขั้นตอนต่างๆ ของการผลิตและการทดสอบอยู่ในสหรัฐฯ แล้ว รวมถึงเครื่องบิน 3 ลำที่ถูกส่งคืน

ข้อมูลของโบอิ้งแสดงให้เห็นว่ามีคำสั่งซื้อที่ยังไม่ได้ส่งมอบ 130 รายการ สำหรับสายการบินและผู้ให้เช่าเครื่องบินในจีน รวมถึงรุ่น 737 MAX ซึ่งเป็นรุ่นขายดีที่สุด 96 รายการ แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมการบินระบุว่า คำสั่งซื้อที่ยังไม่ได้ส่งมอบมากกว่า 760 รายการ ซึ่งโบอิ้งยังไม่ได้ระบุชื่อผู้ซื้อนั้นส่วนใหญ่เป็นคำสั่งซื้อจากจีน

สงครามภาษีเกิดขึ้นในขณะที่โบอิ้งกำลังฟื้นตัวจากการระงับการนำเข้าเครื่องบินรุ่น 737 MAX มายังจีนเป็นเวลานานเกือบ 5 ปี และความตึงเครียดทางการค้ารอบก่อนหน้านี้ เวสต์กล่าวว่าปัญหาดังกล่าวเป็นเพียงความท้าทายในระยะสั้น และจีนต้องเริ่มรับเครื่องบินอีกครั้ง หรือไม่ก็โบอิ้งต้องเตรียมเครื่องบินเหล่านี้สำหรับการทำตลาดใหม่

สัปดาห์นี้ สหรัฐฯ ส่งสัญญาณต่อการลดระดับสงครามการค้า โดยระบุว่าภาษีศุลกากรที่สูงระหว่างสหรัฐฯ และจีนนั้นไม่ยั่งยืน อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์กล่าวว่าความสับสนเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงภาษีศุลกากรอาจทำให้การส่งมอบเครื่องบินหลายลำอยู่ในสภาวะไม่แน่นอน โดยซีอีโอของสายการบินบางคนเสนอว่าพวกเขาจะเลื่อนการส่งมอบเครื่องบินแทนที่จะจ่ายภาษีศุลกากร.

ที่มา Reuters

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

ไฟป่าสหรัฐลามหนัก เร่งอพยพคน

ไฟป่าสหรัฐลามหนัก เร่งอพยพคน

24 เม.ย. 2568 09:47 น.

ไฟป่าสหรัฐลามหนัก เร่งอพยพคน

ไฟป่ายังคงลุกลามอย่างรวดเร็วในพื้นที่ไพน์ แบร์เรนส์ของรัฐนิวเจอร์ซีย์ เจ้าหน้าที่ต้องเร่งอพยพประชาชนราว 5,000 คนออกจากพื้นที่ โดยยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ แต่คาดว่าไฟจะยังคงขยายวงกว้างก่อนที่จะมีฝนตกมาช่วยทุเลาสถานการณ์ในช่วงปลายสัปดาห์นี้

ยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ จากเหตุไฟป่าซึ่งลุกลามอย่างรวดเร็วในพื้นที่บางส่วนของป่าไพน์ แบร์เรนส์ ของรัฐนิวเจอร์ซีย์ แต่คาดว่าไฟจะยังคงลุกลามต่อไปจนกว่าจะมีฝนตกลงมาตามที่พยากรณ์ไว้ในช่วงปลายสัปดาห์นี้ โดยประชาชนประมาณ 5,000 คน ต้องอพยพออกจากพื้นที่ ก่อนจะได้รับอนุญาตให้เข้ากลับพื้นที่ได้ในเวลาต่อมา

ล่าสุดมีรายงานว่าไฟป่าได้เผาผลาญพื้นที่ไปแล้วราว 30,700 ไร่ โดยเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมได้ประมาณ 40%

ไฟป่าสหรัฐลามหนัก เร่งอพยพคน

พื้นที่ไพน์ แบร์เรนส์ของรัฐนิวเจอร์ซีย์ เป็นพื้นที่ที่มักเกิดไฟป่าบ่อยครั้ง และช่วงนี้ก็ถือเป็นฤดูไฟป่าที่รุนแรงที่สุดของภูมิภาคนี้

อาคารพาณิชย์ 1 หลัง และยานพาหนะบางส่วนได้รับความเสียหาย ขณะที่อาคารอีก 12 หลัง ยังอยู่ในความเสี่ยงในช่วงเย็นวันพุธ โดยคาดว่าพื้นที่ที่ถูกเผาไหม้จะยังขยายออกไป โดยจะลุกลามในพื้นที่ที่ไม่มีผู้คนอาศัยอยู่

เจ้าหน้าที่กล่าวว่า ไฟป่าครั้งนี้นับเป็นครั้งที่รุนแรงที่สุดเป็นอันดับ 2 ในรอบสองทศวรรษ รองจากเหตุการณ์ไฟป่าในปี 2007 ซึ่งเผาผลาญพื้นที่ไปกว่า 42,000 ไร่

วิดีโอที่เผยแพร่โดยหน่วยงานของรัฐที่ดูแลด้านการดับไฟป่า แสดงให้เห็นกลุ่มควันสีขาวและดำจำนวนมาก เปลวไฟที่ลุกไหม้ต้นสนอย่างรุนแรง และภาพเจ้าหน้าที่ดับเพลิงกำลังฉีดน้ำใส่โครงสร้างที่ถูกไฟไหม้จนดำเป็นตอตะโก

ไฟป่าสหรัฐลามหนัก เร่งอพยพคน

พื้นที่ไพน์ แบร์เรนส์ เป็นเขตอนุรักษ์ที่ได้รับการคุ้มครองทั้งในระดับรัฐและระดับรัฐบาลกลาง มีขนาดราว 1.1 ล้านเอเคอร์ หรือประมาณ ประมาณ  2,781,250 ไร่ หรือใหญ่ประมาณเดียวกับแกรนด์แคนยอน ตั้งอยู่ระหว่างฟิลาเดลเฟียทางตะวันตกกับชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกทางตะวันออก

พื้นที่นี้มีลักษณะดินทรายที่ระบายน้ำได้รวดเร็ว จึงแห้งง่ายในช่วงที่มีลมแรงและความชื้นต่ำ ต้นไม้ยังอยู่ในช่วงกำลังผลิใบ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการเกิดไฟป่า โดยขณะนี้ถือว่าเป็นช่วงฤดูไฟป่าที่รุนแรงที่สุดของภูมิภาคนี้.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ไฟป่าสหรัฐ

หนุ่มเกาหลีคลั่ง ใช้มีดไล่แทงคนในซูเปอร์มาร์เก็ตกลางกรุงโซล ดับ 1 ศพ บาดเจ็บ 1 ราย

หนุ่มเกาหลีคลั่ง ใช้มีดไล่แทงคนในซูเปอร์มาร์เก็ตกลางกรุงโซล ดับ 1 ศพ บาดเจ็บ 1 ราย

24 เม.ย. 2568 09:34 น.

หนุ่มเกาหลีคลั่ง ใช้มีดไล่แทงคนในซูเปอร์มาร์เก็ตกลางกรุงโซล ดับ 1 ศพ บาดเจ็บ 1 ราย

ชายชาวเกาหลีใต้สวมชุดผู้ป่วยโรงพยาบาล ก่อเหตุใช้มีดไล่แทงผู้คนในซูเปอร์มาร์เก็ตที่กรุงโซล ทำให้มีผู้หญิงเสียชีวิต 1 ศพ บาดเจ็บ 1 ราย ตำรวจเร่งสอบสวนหาแรงจูงใจในการก่อเหตุ

วันที่ 24 เมษายน 2568 สำนักข่าวยอนฮับ ของเกาหลีใต้ รายงานว่า เกิดเหตุชายวัยประมาณ 30 ปี สวมชุดคนไข้โรงพยาบาล บุกเข้าไปในซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่งใกล้สถานีรถไฟใต้ดินมีอา แล้วไปแกะกล่องบรรจุมีดที่วางขายอยู่ ก่อนใช้เป็นอาวุธก่อเหตุแทงผู้คนแบบไม่เลือกหน้า 

รายงานข่าวระบุว่า คนร้ายใช้มีดแทงผู้หญิงเสียชีวิต 1 ศพ และแทงคนอื่นๆบาดเจ็บอีก 1 ราย โดยจากการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ตำรวจ หนึ่งในผู้เคราะห์ร้ายเป็นหญิงวัย 60 ปี ถูกแทงจนหัวใจหยุดเต้น และแม้จะถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน แต่แพทย์ก็ไม่สามารถยื้อชีวิตไว้ได้ ส่วนหญิงอีกคน อายุประมาณ 40 ปี ได้รับบาดเจ็บ ถูกนำส่งโรงพยาบาลเช่นกัน ขณะนี้อาการพ้นขีดอันตราย

ขณะที่หลังเกิดเหตุไม่นานตำรวจตามจับตัวผู้ต้องสงสัยก่อเหตุได้ทันควัน แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ทราบมูลเหตุจูงใจ และทราบว่าผู้ต้องหากับเหยื่อทั้งสองรายไม่มีความเกี่ยวข้องกันมาก่อนแต่อย่างใด ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังสอบสวนเพิ่มเติมเพื่อหาข้อเท็จจริงและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.

มาเลเซีย-จีน ชื่นมื่นขยายข้อตกลงฟรีวีซ่าต่ออีก 5 ปี

มาเลเซีย-จีน ชื่นมื่นขยายข้อตกลงฟรีวีซ่าต่ออีก 5 ปี

24 เม.ย. 2568 09:22 น.

มาเลเซีย-จีน ชื่นมื่นขยายข้อตกลงฟรีวีซ่าต่ออีก 5 ปี

มาเลเซียและจีน เห็นชอบขยายข้อตกลงเดินทางระหว่างกันไม่ต้องขอวีซ่าเพิ่มอีก 5 ปี หลังการเยือนของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง

นักเดินทางจากมาเลเซียและจีนจะยังคงได้รับสิทธิ์การเดินทางระหว่างกันแบบไม่ต้องขอวีซ่าต่อไปอีก 5 ปี จากข้อตกลงใหม่ที่เกิดขึ้นระหว่างการเยือนอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง แห่งจีน

ข้อตกลงนี้เป็นการขยายระยะเวลาจากข้อตกลงเดิมที่มีอยู่แล้วที่เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2566 ซึ่งผู้เชี่ยวชาญระบุว่าอาจส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้ โดยภายใต้ข้อตกลง นักท่องเที่ยวชาวจีนจะสามารถพำนักอยู่ในมาเลเซียได้สูงสุด 90 วัน และจีนจะมอบสิทธิ์ลักษณะเดียวกันให้กับนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย

มาเลเซีย-จีน ชื่นมื่นขยายข้อตกลงฟรีวีซ่าต่ออีก 5 ปี

ข้อตกลงฉบับใหม่นี้เป็นหนึ่งในบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU ทั้งหมด 31 ฉบับ ที่ลงนามเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ระหว่างการเยือนของประธานาธิบดีสี จิ้นผิงที่มาเลเซีย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการทัวร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ระหว่างวันที่ 14 ถึง 18 เมษายน โดยมีเวียดนามและกัมพูชาด้วย

ไซฟุดดิน นาซูติออน อิสมาอิล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของมาเลเซีย กล่าวว่าระหว่างการเยือนของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง 1 ใน MOU ที่ลงนามคือเรื่องการขยายเวลาข้อตกลงยกเว้นวีซ่า ที่ตกลงขยายออกไปอีก 5 ปี และยังมีทางเลือกในการขยายเวลาเพิ่มอีก 5 ปีหลังจากหมดอายุด้วย

โดยมาตรการมีผลต่อการส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจผ่านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เห็นได้จากจำนวนนักท่องเที่ยวจากจีนเพิ่มขึ้นอย่างมาก เฉพาะในปีนี้ จนถึงเดือนเมษายน มีนักท่องเที่ยวจากจีนเดินทางเข้ามามาเลเซียเกือบ 900,000 คน ขณะที่ปีที่แล้วทั้งปีมีจำนวนประมาณ 4 ล้านคน.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ จีน