พระราชสาส์น เสียพระราชหฤทัย โป๊ปฟรานซิสสิ้นพระชนม์ นับหมื่นคนร่วมพิธีพระศพ

พระราชสาส์น เสียพระราชหฤทัย โป๊ปฟรานซิสสิ้นพระชนม์ นับหมื่นคนร่วมพิธีพระศพ

24 เม.ย. 2568 07:45 น.

พระราชสาส์น เสียพระราชหฤทัย โป๊ปฟรานซิสสิ้นพระชนม์ นับหมื่นคนร่วมพิธีพระศพ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ส่งพระราชสาส์นแสดงความเสียพระราชหฤทัยต่อการสิ้นพระชนม์ ของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสทรงยกย่อง “โป๊ปฟรานซิส” ทรงเป็นศูนย์รวมแห่งคุณธรรมอันเปี่ยมด้วยศรัทธา ความหวัง ความใฝ่สันติ และความเมตตาต่อมวลมนุษย์ สำนักวาติกันอัญเชิญพระศพสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสไปประดิษฐาน ณ มหาวิหารนักบุญเปโตรอย่างสมพระเกียรติ ระหว่างขบวนเคลื่อนผ่านจัตุรัสเซนต์ปีเตอร์ มีประชาชนนับหมื่นร่วมส่งเสด็จพระศพของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส หรือโป๊ปฟรานซิส ประมุขแห่งคริสตจักรโรมัน คาทอลิก ได้รับการอัญเชิญออกจากโบสถ์คาซา ซานตา มาร์ตา นครวาติกัน สถานที่ประทับของพระองค์ไปยังมหาวิหารนักบุญเปโตร (มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์) อย่างสมพระเกียรติ เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 23 เม.ย. (ตามเวลาท้องถิ่น) ตรงกับประเทศไทยเวลา 14.00 น. ประกอบพิธีสวดภาวนา พร้อมเปิดให้ชาวคริสต์จากทั่วโลกเข้าสักการะพระศพถวายความอาลัย

ในพิธีเคลื่อนพระศพ มีพระคาร์ดินัลคาแมร์เล็งโก เควิน โจเซฟ ฟาร์เรลล์ ที่ปฏิบัติหน้าที่รักษาราชการทั้งหมดในวาติกันเป็นผู้เดินนำขบวน มีทหารองครักษ์สวิสทำหน้าที่ถวายอารักขาเดินขนาบหีบพระศพตลอดเส้นทาง ขณะขบวนพระศพเคลื่อนผ่านจัตุรัสเซนต์ปีเตอร์ ประชาชนกว่า 20,000 คนที่มาเฝ้าส่งเสด็จจนแน่นลานจัตุรัสเซนต์ปีเตอร์ต่างปรบมือเสียงกึกก้องยาวนานถวายแด่พระสันตะปาปาผู้ล่วงลับ

ภายหลังพระศพสมเด็จพระสันตะปาปา เคลื่อนถึงมหาวิหารนักบุญเปโตร ได้ถูกนำขึ้นประดิษฐานบนพระแท่น คณะพระคาร์ดินัลและนักบวชถวายความเคารพ คณะนักร้องร้องเพลงประสานเสียง จากนั้นมีการเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าสักการะพระศพรวม 3 วัน ส่วนพิธีพระศพที่จัตุรัสเซนต์ปีเตอร์จะมีขึ้นในเวลา 10.00 น. วันที่ 26 เม.ย. หรือเวลา 15.00 น. ตามเวลาไทย

วันเดียวกัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ ส่งข้อความพระราชสาส์นแสดงความเสียพระราชหฤทัยไปยังประธานคณะคาร์ดินัลทั่วโลก ในการที่ สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส (His Holiness Pope Francis) สิ้นพระชนม์ ความว่าข้าพเจ้าและพระราชินีรู้สึกเศร้าสลดใจอย่างยิ่งต่อการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานชิส ผู้ซึ่งทรงเป็นที่ชื่นชมยกย่องของโลกและทรงเป็นผู้ซึ่งประชาชนชาวไทยได้เคารพรักยิ่ง โดยเห็นเป็นที่ประจักษ์ว่า พระองค์ทรงเป็นศูนย์รวมแห่งคุณธรรม อันเปี่ยมด้วยศรัทธา ความหวัง ความใฝ่สันติและความเมตตาต่อมวลมนุษย์

พระราชสาส์น เสียพระราชหฤทัย โป๊ปฟรานซิสสิ้นพระชนม์ นับหมื่นคนร่วมพิธีพระศพ

ในทุกพระสมณสาส์นที่สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสทรงมีมานั้น เรามั่นใจว่า จะมีประเทศไทยและประชาชนชาวไทยอยู่ในคำภาวนาของพระองค์เสมอ ในการเสด็จเยือนประเทศไทยครั้งสำคัญเมื่อปี 2562 ความถ่อมตนและความเมตตาอาทรต่อเพื่อนมนุษย์ของพระองค์ได้จุดประกายความรัก ความหวัง ความกล้าหาญ และความเมตตาในดวงจิตของทุกคนทุกหมู่เหล่า ไม่ว่าจะเป็นผู้ศรัทธาร่วมหมื่นที่เข้าร่วมในพิธีมิสซากลางแจ้ง ผู้ยากไร้ ผู้ป่วยที่เสด็จเยี่ยมที่โรงพยาบาลหรือบรรดาผู้นำจากกลุ่มศาสนาต่างๆ ที่เข้าร่วมการประชุมเพื่อสร้างความเข้าใจอันดีและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกัน

ในการเฝ้ารับเสด็จสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส เป็นการส่วนพระองค์ในครั้งนั้น ข้าพเจ้าและพระราชินีก็รู้สึกซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่งในพระจริยวัตร พระปรีชาสามารถและความเป็นผู้นำทางจริยธรรมอันสูงส่งของพระองค์ ข้าพเจ้าและพระราชินีในนามของประชาชนชาวไทย ขอร่วมกับประชาชนทั่วโลกในการแสดงความอาลัยและความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการสูญเสียของมนุษยชาติครั้งยิ่งใหญ่นี้

อีกด้าน น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รมว.วัฒนธรรม ส่งสารแสดงความอาลัยต่อการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ในนามกระทรวงวัฒนธรรมและศาสนิกชนทุกศาสนา ใจความสรุปว่าขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ในวาระที่ท่านได้กลับสู่ความเมตตาของพระผู้เป็นเจ้า ขอพระผู้เป็นเจ้าประทานความสงบสุข แด่พระวิญญาณของพระองค์ในสรวงสวรรค์ ขอเป็นกำลังใจแก่คริสต์ศาสนิกชนทั่วโลกในการสืบสานเจตนารมณ์แห่งความรักและสันติตามแนวทางที่พระองค์ทรงวางไว้ ขณะที่สถานเอกอัครสมณทูตนครรัฐวาติกันประจำประเทศไทย จัดให้ประชาชนร่วมลงนามไว้อาลัย วันที่ 23-26 เม.ย. ณ สถานเอกอัครสมณทูต นครรัฐวาติกันประจำประเทศไทย เวลา 10.00-16.00 น. และพิธีบูชาขอบพระคุณแด่สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ณ อาสนวิหารอัสสัมชัญ เขตบางรัก กทม. วันที่ 25 เม.ย.เวลา 17.00 น.

สมพระเกียรติ

สมพระเกียรติ

24 เม.ย. 2568 07:20 น.

สมพระเกียรติ

พระศพสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ประมุขคริสตจักรโรมันคาทอลิก ได้รับการอัญเชิญจากโบสถ์คาซา ซานตา มาร์ตา นครรัฐวาติกัน ไปประกอบพิธีสวดภาวนา ณ มหาวิหารนักบุญเปโตรอย่างสมพระเกียรติเมื่อ 23 เม.ย. และเปิดให้ประชาชนสักการะพระศพ 3 วัน ก่อนมีพิธีพระศพวันที่ 26 เม.ย.

อินเดียเดือด สั่งปิดพรมแดน-ขับนักการทูตปากีฯ ตอบโต้กราดยิงนักท่องเที่ยวแคชเมียร์ ดับ 26 ศพ

อินเดียเดือด สั่งปิดพรมแดน-ขับนักการทูตปากีฯ ตอบโต้กราดยิงนักท่องเที่ยวแคชเมียร์ ดับ 26 ศพ

24 เม.ย. 2568 05:57 น.

อินเดียเดือด สั่งปิดพรมแดน-ขับนักการทูตปากีฯ ตอบโต้กราดยิงนักท่องเที่ยวแคชเมียร์ ดับ 26 ศพ

รัฐบาลอินเดียสั่งปิดพรมแดนกับปากีสถาน ยกเลิกวีซ่า ไล่นักการทูตออกนอกประเทศ ภายหลังเกิดเหตุกราดยิงนักท่องเที่ยวในเมืองพาฮาลกัม เสียชีวิต 26 ศพ ซึ่งถือเป็นเหตุโจมตีพลเรือนรุนแรงสุดในรอบหลายปี ขณะความตึงเครียดกับปากีสถานปะทุขึ้นอีกระลอก

วันที่ 24 เมษายน 2568 กระทรวงการต่างประเทศอินเดียประกาศปิดพรมแดนหลักระหว่างอินเดีย กับปากีสถาน ตามมาตรการตอบโต้ทันควันหลังเหตุการณ์คนร้ายกราดยิงนักท่องเที่ยวในหุบเขาพาฮาลกัม ในแคชเมียร์ ดับสลด 26 ศพ พร้อมกันนี้ได้สั่งยกเลิกโครงการยกเว้นวีซ่าสำหรับพลเมืองปากีสถานในกลุ่ม SAARC โดยให้ผู้ถือวีซาเดิมออกจากประเทศภายใน 48 ชั่วโมง

ขณะเดียวกัน อินเดียสั่งขับที่ปรึกษาทางทหารจากสถานทูตปากีสถานในกรุงนิวเดลี และเตรียมขับนักการทูตเพิ่มในสัปดาห์หน้า อีกทั้งยังระงับสนธิสัญญาแบ่งปันน้ำระหว่างสองประเทศอย่างไม่มีกำหนด 

นายราชนาถ ซิงห์ รัฐมนตรีกลาโหมอินเดีย ประกาศว่าจะไม่เพียงแต่ตามล่าผู้ก่อเหตุ แต่จะจัดการกับผู้ที่อยู่เบื้องหลังอย่างถึงที่สุด โดยจะตามถึงตัวคนที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นี้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตามบนผืนแผ่นดินอินเดีย

เหตุกราดยิงครั้งนี้เกิดขึ้นในย่านท่องเที่ยวยอดนิยมในเมืองพาฮาลกัม แคว้นอานันตนัก ซึ่งมีภูมิประเทศสูงชัน เข้าถึงได้เฉพาะทางเดินเท้าหรือม้า ผู้เห็นเหตุการณ์ระบุว่า คนร้ายใช้อาวุธปืนกราดยิงนักท่องเที่ยวที่ตั้งแคมป์ โดยผู้รอดชีวิตหลายคนให้ข้อมูลว่าคนร้ายอ้างว่าผู้ถูกยิงสนับสนุนนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี

ต่อมากลุ่มติดอาวุธ The Resistance Front ออกมาอ้างความรับผิดชอบผ่านโซเชียลมีเดีย โดยระบุถึงความไม่พอใจต่อการเข้ามาตั้งถิ่นฐานของคนนอกกว่า 85,000 ราย ซึ่งเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรในพื้นที่

ทางด้านนายกรัฐมนตรีโมดี ซึ่งตัดเยือนซาอุดีอาระเบียก่อนกำหนด ได้ให้คำมั่นว่าจะนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

การโจมตีครั้งนี้สร้างความตื่นตระหนกในหมู่นักท่องเที่ยวที่พากันอพยพออกจากพื้นที่ ขณะที่ผู้นำโลกหลายประเทศ ทั้งจากสหรัฐ รัสเซีย อิหร่าน ฝรั่งเศส และยูเออี ต่างออกแถลงการณ์ประณามเหตุการณ์นี้อย่างรุนแรง

อย่างไรก็ตาม ศ.เออร์ฟาน นูรุดดิน จากมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ เปิดเผยว่า การตอบโต้ของอินเดียถือเป็นการชี้ตัวปากีสถานทันทีว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง แม้ยังไม่มีหลักฐานชัดเจน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า การโจมตีอาจเป็นผลจากความล้มเหลวของกระบวนการเจรจาระหว่างสองประเทศ และความตึงเครียดทางศาสนาภายในอินเดียเอง

รัฐบาลอินเดียชี้ว่าการตอบโต้ครั้งนี้เน้นแสดงให้เห็นว่าปากีสถานอยู่เบื้องหลัง แม้ยังไม่มีหลักฐานยืนยันอย่างเป็นทางการ ขณะที่ทางการอินเดียยังเดินหน้าตามล่าคนร้ายในพื้นที่ โดยระบุว่าเหตุการณ์นี้ถือเป็นหนึ่งในการโจมตีพลเรือนที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายปี.

แผ่นดินไหวตุรกี ขนาด 6.2 อาฟเตอร์ช็อกกว่า 50 ครั้ง ประชาชนตกใจกระโดดจากที่สูง บาดเจ็บ 151 ราย

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2854555

24 เม.ย. 2568 01:00 น.

แผ่นดินไหวตุรกี ขนาด 6.2 อาฟเตอร์ช็อกกว่า 50 ครั้ง ประชาชนตกใจกระโดดจากที่สูง บาดเจ็บ 151 ราย

แผ่นดินไหวขนาด 6.2 นอกชายฝั่งเมืองอิสตันบูล ของตุรกี ทำประชาชนแตกตื่นหนีออกจากอาคารทำให้มีผู้บาดเจ็บ 151 ราย ส่วนใหญ่บาดเจ็บจากการตกใจกระโดดจากที่สูง ขณะที่เกิดอาฟเตอร์ช็อกต่อเนื่องกว่า 50 ครั้ง

วันที่ 23 เมษายน 2568 สำนักงานบริหารภัยพิบัติและเหตุฉุกเฉินแห่งชาติของตุรกี (AFAD) เปิดเผยว่า เมื่อเวลาประมาณ 12.13 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือตรงกับเวลาไทย 16.13 น. เกิดเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 6.2 แมกนิจูด ในทะเลมาร์มารา ใกล้เมืองซิลิฟรี ห่างจากนครอิสตันบูลไปทางตะวันตกประมาณ 70 กิโลเมตร โดยแผ่นดินไหวหลักครั้งนี้กินเวลานานถึง 13 วินาที

แม้ศูนย์กลางของแผ่นดินไหวจะอยู่ใต้ทะเลลึกลงไปประมาณ 7 กิโลเมตร แต่แรงสั่นสะเทือนส่งผลให้ชาวเมืองอิสตันบูลจำนวนมากต่างพากันวิ่งหนีตายลงมาที่ถนนด้วยความตื่นตกใจ โดยเฉพาะในย่านศูนย์กลางเมืองอย่างฟาตีห์ ซึ่งมีรายงานว่าอาคารร้างแห่งหนึ่งได้พังถล่มลงมา

นายอาลี เยร์ลิกายา รัฐมนตรีมหาดไทยของตุรกี เปิดเผยว่า เหตุแผ่นดินไหวกินเวลานานถึง 13 วินาที และตามมาด้วยอาฟเตอร์ช็อกแล้วไม่น้อยกว่า 51 ครั้ง โดยมีอาฟเตอร์ช็อกที่แรงที่สุดอยู่ที่ขนาด 5.9 แมกนิจูด

แม้จะไม่มีผู้เสียชีวิตจากแผ่นดินไหวโดยตรง แต่อย่างน้อย 151 รายได้รับบาดเจ็บจากการกระโดดจากที่สูงด้วยความตกใจ โดยเจ้าหน้าที่ได้ร้องขอให้ประชาชนอย่าประมาทและระมัดระวังแรงสั่นสะเทือนที่จะตามมา โดยเจ้าหน้าที่ด้านภัยพิบัติของตุรกีเตือนประชาชนว่า แผ่นดินไหวอาจยังไม่จบ และอาฟเตอร์ช็อกที่ตามมาอาจก่อให้เกิดอันตรายได้อีก

ทั้งนี้ ตุรกีเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเสี่ยงสูงด้านแผ่นดินไหว เนื่องจากตั้งอยู่บนแนวรอยเลื่อนขนาดใหญ่ 2 แนว ได้แก่ North Anatolian Fault และ East Anatolian Fault โดยเฉพาะนครอิสตันบูลที่ตั้งอยู่ใกล้รอยเลื่อน North Anatolian เพียง 20 กิโลเมตรเท่านั้น

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2023 ตุรกีเคยประสบแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ขนาด 7.8 แมกนิจูด คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 50,000 ราย ทั้งในตุรกีและซีเรีย จนกลายเป็นโศกนาฏกรรมครั้งเลวร้ายที่สุดในรอบศตวรรษ.

‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’เสด็จพระราชดำเนินไปทรงติดตามผลการดำเนินงาน ณ เมืองโพนโฮง-เมืองนาทรายทอง

'กรมสมเด็จพระเทพฯ'เสด็จพระราชดำเนินไปทรงติดตามผลการดำเนินงาน ณ เมืองโพนโฮง-เมืองนาทรายทอง

‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’เสด็จพระราชดำเนินไปทรงติดตามผลการดำเนินงาน ณ เมืองโพนโฮง-เมืองนาทรายทอง

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.21 น.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงติดตามผลการดำเนินงาน ณ เมืองโพนโฮง และเมืองนาทรายทอง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

วันที่ 23 เมษายน 2568 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงติดตามผลการดำเนินงานโรงเรียนวัฒนธรรมป้องกันความสงบ (หลัก 67) เมืองโพนโฮง แขวงเวียงจันทน์ และโครงการศูนย์พัฒนาและบริการด้านเกษตรห้วยซอน – ห้วยซั้ว (หลัก 22) เมืองนาทรายทอง นครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

ในการนี้ นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วยนายฐนันดร์ สุทธิพิศาล รองอธิบดีฝ่ายก่อสร้าง นายสิทธิพร พฤติพิบูลธรรม เลขานุการกรม นายสัณฐิต พีรานนท์ ผู้อำนวยการกองประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ นายภัคภาค คุณะเกษม ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 5 และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ร่วมเข้าเฝ้าฯ รับเสด็จ

สำหรับการดำเนินงานของกรมชลประทานในปีที่ผ่านมาเพื่อการสนับสนุนโรงเรียนวัฒนธรรมป้องกันความสงบ (หลัก 67) ประกอบด้วย งานก่อสร้างอาคารห้องประชุม พร้อมการจัดหาครุภัณฑ์สำหรับการประชุม งานซ่อมแซมอาคารเรียน งานปรับปรุงโรงน้ำดื่มให้มีมาตรฐานต่อการบริโภคของครู นักเรียนและบุคลากรของโรงเรียน

กรมชลประทานได้ดำเนินงานเพื่อสนับสนุนโครงการศูนย์พัฒนาและบริการด้านเกษตรห้วยซอน – ห้วยซั้ว (หลัก 22) ได้แก่ งานก่อสร้างอาคารห้องประชุมและป้ายโครงการ พร้อมอุปกรณ์ห้องประชุม รวมทั้งจัดหาครุภัณฑ์ด้านสำรวจและคอมพิวเตอร์

– 006

ปลัดฯ บวงสรวงคันไถในพระราชพิธีพืชมงคลฯ ปี 2568

ปลัดฯ บวงสรวงคันไถในพระราชพิธีพืชมงคลฯ ปี 2568

ปลัดฯ บวงสรวงคันไถในพระราชพิธีพืชมงคลฯ ปี 2568

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 13.49 น.

กระทรวงเกษตรฯ จัดพิธีบวงสรวงคันไถ เตรียมการในพระราชพิธีพืชมงคลฯ ปี 2568

วันนี้ (24 เม.ย.) นายรพีทัศน์ อุ่นจิตตพันธ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญเป็นพระราชพิธีที่จัดขึ้นทุกปี โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ในฐานะหน่วยงานที่ได้มอบหมายให้เก็บและดูแลรักษาคันไถ จะทำพิธีบวงสรวงคันไถเพื่อความเป็นสิริมงคล ซึ่งถือเป็นการบูชาพระพลเทพ ผู้มีคันไถเป็นอาวุธ และในปี 2568 นี้ นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีบวงสรวงคันไถ พร้อมด้วย คณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหาร หัวหน้าหน่วยงาน ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมพิธี ณ บริเวณปะรำพิธีอาคารเก็บรักษาคันไถ กรมส่งเสริมการเกษตร

สำหรับคันไถที่ใช้ประกอบพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญในปัจจุบัน สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2539 โดยเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมหนองโพ อ.โพธาราม จ.ราชบุรี น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมสร้างถวายพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร กรมส่งเสริมการเกษตรได้เก็บรักษาไว้ที่อาคารจัดเก็บคันไถ ซึ่งมีชุดองค์ประกอบ คือ คันไถ สีแดงชาดลงรักปิดทองตลอดคัน ขนาดความสูง 2.26 เมตร ยาว 6.59 เมตร หัวคันไถทำเป็นเศียรพญานาค ลวดลายประดับคันไถเป็นลายกระจังตาอ้อย ปลายไถหุ้มผ้าขาวขลิบทองสำหรับมือจับ แอกเทียมพระโค ยาว 1.55 เมตร ตรงกลางแอกประดับด้วยรูปครุฑยุดนาคหล่อด้วยทองเหลืองลงรักปิดทองอยู่บนฐานบัว ปลายแอกทั้งสองด้านแกะสลักเป็นรูปเศียรพญานาคลงรักปิดทอง ปลายแอกแต่ละด้านมีลูกแอกทั้งสองด้านสำหรับเทียมพระโคพร้อมเชือกกระทาม ฐานรอง เป็นที่สำหรับรองรับคันไถพร้อมแอก ทำด้วยไม้เนื้อแข็ง และธงสามชาย เป็นธงประดับคันไถติดตั้งอยู่บนเศียรนาคทำด้วยกระดาษและผ้าสักหลาด เขียนลวดลายลงรักปิดทองประดับด้วยกระจกแวว มีพู่สีขาวประดับเป็นเครื่องสูงชนิดหนึ่งเพื่อประดับพระเกียรติ

รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวอีกว่า สำหรับปีนี้ สำนักพระราชวังได้กำหนดวันพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2568 โดยวันพฤหัสบดีที่ 8 พฤษภาคม 2568 เป็นวันสวดมนต์เริ่มการพระราชพิธีพืชมงคลอันเป็นพิธีสงฆ์ ประกอบพระราชพิธี ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม  ในพระบรมมหาราชวัง และวันศุกร์ที่ 9 พฤษภาคม 2568 เป็นวันพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ (วันไถหว่าน) อันเป็นพิธีพราหมณ์ ประกอบพระราชพิธี ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง มีผู้ทำหน้าที่พระยาแรกนาคือ นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ และเทพีคู่หาบ ประกอบด้วย เทพีคู่หาบทอง ได้แก่ น.ส.ธิรดา วงษ์กุดเลาะ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านแมลงเศรษฐกิจ สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จ.เชียงใหม่ กรมส่งเสริมการเกษตร และ น.ส.วราภรณ์ วิสัยมาตย์ เจ้าพนักงานธุรการปฏิบัติงาน กองการเจ้าหน้าที่ กรมวิชาการเกษตร เทพีคู่หาบเงิน ได้แก่ น.ส.ฉันทิสา อารีเสวต นายสัตวแพทย์ชำนาญการ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ และ น.ส.อภิชญา ฟูแสง นักวิชาการตรวจสอบบัญชีปฏิบัติการ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์

สำหรับพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นพระราชพิธีสำคัญ ของไทยมาแต่โบราณ และยังคงถือปฏิบัติสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน เพื่อบำรุงขวัญ และกำลังใจในการประกอบอาชีพการเกษตร ให้เกิดความมั่นใจว่าพืชพันธุ์ธัญญาหารจะเจริญงอกงามอุดมสมบูรณ์ ตลอดจนเพื่อความเป็นสิริมงคล พร้อมแสดงถึงเสถียรภาพของบ้านเมืองและสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้ประกอบพระราชพิธีในแต่ละรัชสมัย นับเป็นการรักษามรดกทางวัฒนธรรมไทยด้านวัฒนธรรมประเพณีอันทรงคุณค่ายิ่งให้คงอยู่สืบไป

015

กรมชลฯ จัดสรรน้ำได้ตามแผนฯ รับฤดูฝน พ.ค.นี้

กรมชลฯ จัดสรรน้ำได้ตามแผนฯ รับฤดูฝน พ.ค.นี้

กรมชลฯ จัดสรรน้ำได้ตามแผนฯ รับฤดูฝน พ.ค.นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 13.08 น.

กรมชลประทาน ปลื้ม เกษตรกรให้ความร่วมมือใช้น้ำตามแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้งปี 2567/68  ส่งผลให้การใช้น้ำทั่วถึง ไม่ขาดแคลน เดินหน้าแผนรับมือฤดูฝนที่กำลังจะมาถึงเดือน พ.ค.นี้

วันนี้ (24 เม.ย.) นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ปัจจุบัน มีปริมาณน้ำรวมกัน 44,821 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) 59% ของความจุอ่างฯ รวมกัน เป็นน้ำใช้การได้ 20,882 ล้าน ลบ.ม.เฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 14,048 ล้าน ลบ.ม. (56% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) ปริมาณน้ำใช้การได้ 7,352 ล้าน ลบ.ม.ขณะนี้ ทั้งประเทศมีการจัดสรรน้ำไปแล้ว 28,396 ล้าน ลบ.ม.(97% จากแผนฯ) ในส่วนของผลการทำนาปรังทั้งประเทศ มีการเพาะปลูกไปแล้วกว่า 9.99 ล้านไร่ (100% จากแผนฯ) เก็บเกี่ยวผลผลิตไปแล้วประมาณ 6.07 ล้านไร่ (61% ของผลการเพาะปลูก)

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้บริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้งปี 2567/68 พบว่าเกษตรกรส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือในการใช้น้ำ ทำให้การใช้น้ำเป็นไปตามแผนที่วางไว้ ส่งผลให้ปริมาณน้ำที่มีอยู่เพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำของทุกภาคส่วน นอกจากนี้ ยังได้เตรียมความพร้อมเข้าสู่ฤดูฝนที่กำลังจะมาถึงอีกไม่วันข้างหน้า ด้วยการวางแผนส่งน้ำให้เกษตรกรในพื้นที่ลุ่มต่ำได้เพาะปลูกข้าวนาปี และเก็บเกี่ยวผลผลิตให้แล้วเสร็จก่อนฤดูน้ำหลากปี 2568 จะมาถึง ช่วยลดความเสี่ยงต่อผลผลิตเสียหาย รวมถึงดำเนินการกำจัดผักตบชวาและสิ่งกีดขวางทางน้ำอย่างต่อเนื่อง เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำให้ดียิ่งขึ้น ตามนโยบายของ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์

015

มกอช.ตอกย้ำศักยภาพทุเรียนไทยแข่งขันตลาดโลก

มกอช.ตอกย้ำศักยภาพทุเรียนไทยแข่งขันตลาดโลก

มกอช.ตอกย้ำศักยภาพทุเรียนไทยแข่งขันตลาดโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 12.58 น.

สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตอกย้ำความสำเร็จในการยกระดับมาตรฐานทุเรียนไทยสู่ตลาดโลก ชูบทบาทเชิงรุกของภาครัฐ เสริมสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และการตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ

วันนี้ (24 เม.ย.) นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ประกาศ มาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง หลักการปฏิบัติในการตรวจและรับผลทุเรียนสำหรับโรงรวบรวมและโรงคัดบรรจุ (มกษ.9070-2566) และจะมีผลบังคับใช้ในเดือนกรกฏาคม พ.ศ. 2568 นี้ มกอช. ได้ตอกย้ำบทบาทสำคัญในการยกระดับมาตรฐานทุเรียนไทย เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก โดยเฉพาะการสนับสนุนผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ให้สามารถเข้าถึงระบบรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรได้อย่างทั่วถึง โดยมุ่งเน้นการอนุญาต กำกับดูแล ตรวจสอบ และรับรองผู้ผลิต ผู้ส่งออกและผู้นำเข้าสินค้าเกษตร ตามกฎหมายว่าด้วยมาตรฐานสินค้าเกษตร โดยเฉพาะมาตรฐานบังคับที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและแปรรูปทุเรียน เช่น โรงรวบรวมและโรงคัดบรรจุ และผู้ผลิตทุเรียนแช่เยือกแข็ง ที่สามารถยื่นขอใบอนุญาตและแสดงเครื่องหมายการรับรองก่อนการส่งออก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประเทศคู่ค้าในด้านคุณภาพและความปลอดภัย

ประเทศไทยมีความได้เปรียบในฐานะประเทศผู้ส่งออกทุเรียนรายใหญ่ของโลก ด้วยระบบความปลอดภัยทางอาหารที่ได้รับการยอมรับ มกอช. ได้พัฒนามาตรฐานบังคับที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ อาทิ มกษ. 9001-2567: การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชอาหาร (GAP) , มกษ. 9070-2566: หลักปฏิบัติในการตรวจและรับผลทุเรียนสำหรับโรงรวบรวมและโรงคัดบรรจุ , มกษ. 9046-2560: หลักปฏิบัติที่ดีสำหรับการผลิตทุเรียนแช่เยือกแข็ง และ มกษ. 3-2567: มาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง ทุเรียน

มาตรฐานเหล่านี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศคู่ค้า อาทิ จีน เกาหลีใต้ ซึ่งเป็นตลาดที่ให้ความสำคัญกับการรับรองคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าเพื่อส่งเสริมศักยภาพของทุเรียนไทย มกอช. ได้ดำเนินกิจกรรมและโครงการต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง อาทิ จัดทำหลักสูตรกลางสำหรับผู้ควบคุมการเก็บเกี่ยวและผู้ตรวจสอบความแก่อ่อนของผลทุเรียน พัฒนาคู่มือการปฏิบัติงาน และระบบ E-learning ผ่านเว็บไซต์ http://www.elearning.acfs.go.th (ผู้เรียนผ่านแล้วกว่า 1,500 คน) ฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ตรวจประเมิน และผู้ตรวจสอบทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ รวมกว่า 1,500 คน ส่งเสริมสถานประกอบการต้นแบบ พร้อมหน่วยตรวจสอบรับรอง (CB) ที่ยื่นขยายขอบข่ายตาม มกษ. 9070 แล้ว 7 ราย จัดทำสื่อวีดิทัศน์ สื่อประชาสัมพันธ์ และการพัฒนาวิทยากรด้านมาตรฐานสินค้าเกษตร จัดสัมมนาและกิจกรรมเตรียมความพร้อมแก่ผู้ประกอบการทั่วประเทศ

“มกอช. ยืนยันว่า จะเดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการโดยเฉพาะกลุ่ม SME อย่างเข้มข้น และร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดเตรียมความพร้อมให้ผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนตลอดห่วงโซ่การผลิตให้ปฏิบัติงานได้อย่างสอดคล้องและสามารถยื่นขอการรับรองตามมาตรฐาน ซึ่งจะช่วยรับประกันคุณภาพทุเรียนของไทยให้คงรักษาชื่อเสียงและความโดดเด่นทั้งด้านรสชาติและคุณภาพระดับพรีเมียม เป็นที่ยอมรับตลาดโลก” เลขาธิการ มกอช. กล่าว

015

กรมส่งเสริมฯแนะ10วิธีดูแลสวนผลไม้ช่วงเกิดพายุฤดูร้อน

กรมส่งเสริมฯแนะ10วิธีดูแลสวนผลไม้ช่วงเกิดพายุฤดูร้อน

กรมส่งเสริมฯแนะ10วิธีดูแลสวนผลไม้ช่วงเกิดพายุฤดูร้อน

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 11.55 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร แนะ10 วิธี ดูแลสวนไม้ผล รับมือ พายุฤดูร้อน หลังสงกรานต์

วันนี้ (24 เม.ย.) นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร แนะนำให้เกษตรกรโดยเฉพาะภาคใต้ที่ได้รับอิทธิพลจากลมตะวันตกพัดปกคลุมภาคใต้ อ่าวไทย และทะเลอันดามัน เฝ้าระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม ซึ่งอาจทำให้สวนไม้ผลเสียหายได้ อย่างไรก็ตาม แม้ประเทศไทยตอนบนจะมีฝนลดลง แต่ยังคงมีฝนฟ้าคะนอง กับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง และอากาศร้อน เนื่องจากลมใต้และลมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุม เกษตรกรจึงควรดูแลสวนให้ถูกต้องตามคำแนะนำของกรมส่งเสริมการเกษตร และหมั่นติดตามพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ พายุฤดูร้อนมักเกิดในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์จนถึงกลางเดือนพฤษภาคมนี้ เป็นช่วงฤดูร้อนของประเทศไทย เป็นพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง เกษตรกรควรเฝ้าระวังและติดตามพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงนี้เข้าสู่ฤดูกาลผลไม้ภาคตะวันออก ได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง กรมส่งเสริมการเกษตร จึงแนะนำให้ชาวสวนเตรียมพร้อมป้องกันบรรเทาความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น โดยระยะก่อนการเกิดพายุฤดูร้อน ควรปลูกต้นไม้บังลม เช่น ไม้ไผ่ กระถินณรงค์ ช่วยลดความสูญเสียจากพายุลมแรงได้ ตัดแต่งกิ่งที่แน่นทึบหรือไม่ให้ผลผลิตออก สำหรับต้นไม้ผลที่มีลำต้นสูง อาจตัดทอนส่วนยอดให้ต่ำลง ใช้เชือกโยงกิ่งและต้น หรือใช้ไม้ค้ำกิ่งและค้ำต้นเพื่อช่วยพยุงต้น และเก็บผลผลิตที่แก่ออกไปบ่มหรือจำหน่ายก่อน เพื่อลดความเสียหาย และลดน้ำหนักบนกิ่งและต้นลง ระยะหลังจากเกิดพายุฤดูร้อน ควรฟื้นฟูสวน โดยตัดแต่งกิ่งฉีกหัก หรือต้นไม้ที่โค่นล้มออกทันทีที่พื้นดินในบริเวณสวนแห้ง ไม่ควรนำเครื่องจักรกลเข้าไปในสวน ขณะที่ดินยังเปียกชื้น เมื่อดินแห้งให้พรวนดินเพื่อเพิ่มออกซิเจนให้แก่รากพืช และใส่ปุ๋ยบำรุงต้น ขุดหรือปาดดินโคลนออกจากบริเวณทรงพุ่มให้ลึกถึงระดับดินเดิม เพื่อให้อากาศถ่ายเทสะดวก หากต้นไม้เอนลง ให้ใช้เชือกหรือลวดดึงลำต้นให้ตั้งตรง พร้อมตัดแต่งกิ่ง จากนั้นควรฉีดพ่นปุ๋ยทางใบ หากต้นไม้ผลใบเหี่ยวเฉา ควรให้น้ำอย่างน้อย 7-10 วันต่อครั้ง หรือเพียงพอกับความต้องการของพืช เพื่อช่วยให้ไม้ผลผ่านช่วงแล้งไปได้

015

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ลงพื้นที่ติดตามการปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือในพื้นที่ภาคใต้

'อธิบดีกรมฝนหลวง'ลงพื้นที่ติดตามการปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือในพื้นที่ภาคใต้

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ลงพื้นที่ติดตามการปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือในพื้นที่ภาคใต้

วันพุธ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568, 19.54 น.

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2568 นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ลงพื้นที่ติดตามการปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือในพื้นที่ภาคใต้ พร้อมทั้งให้กำลังใจเจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในการปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรและไม้ผลในพื้นที่ภาคใต้ ณ กองบิน 7 จังหวัดสุราษฎร์ธานี

– 006