ทำไม‘หมูแพง’!? ทำความเข้าใจวัฏจักรการผลิต-กลไกราคา แค่สถานการณ์ชั่วคราว

ทำไม‘หมูแพง’!? ทำความเข้าใจวัฏจักรการผลิต-กลไกราคา แค่สถานการณ์ชั่วคราว

ทำไม‘หมูแพง’!? ทำความเข้าใจวัฏจักรการผลิต-กลไกราคา แค่สถานการณ์ชั่วคราว

วันพุธ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568, 18.02 น.

ทำไม‘หมูแพง’!? ทำความเข้าใจวัฏจักรการผลิต-กลไกราคา แค่สถานการณ์ชั่วคราว

หลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยตั้งคำถามว่า “ทำไมหมูแพง?”

ตามหลักเศรษฐศาสตร์เกษตรจะมีคำอธิบายได้ดีในสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น ไม่ใช่ความผิดปกติของตลาด หากแต่เป็น “วัฏจักรปกติ” ของการเลี้ยงสุกรในประเทศไทย ซึ่งมีอยู่ 2 วัฏจักรหลักที่ควรทำความเข้าใจ ดังนี้:

1. วัฏจักรฤดูกาล: หน้าร้อน หมูโตช้า ผลผลิตลด ราคาปรับขึ้น

ประเทศไทยมีภูมิอากาศร้อนชื้นเหนือเส้นศูนย์สูตรเล็กน้อย โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนที่อุณหภูมิสูงจัด ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพและพฤติกรรมของสุกร สุกรที่เลี้ยงในสภาพอากาศร้อนมักจะกินอาหารน้อยลง โตช้าลง ส่งผลให้เกษตรกรไม่สามารถจับหมูขายได้ตามเวลาที่กำหนด ต้องเลี้ยงต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ เพื่อให้ได้น้ำหนักตามมาตรฐานที่ตลาดต้องการ ผลที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ ต้นทุนการเลี้ยงที่สูงขึ้น และปริมาณสุกรที่เข้าสู่ตลาดลดลง ราคาหมูจึงปรับตัวสูงขึ้น เป็นกลไกพื้นฐานของอุปสงค์และอุปทานในตลาดที่เราเห็นกันทุกปีช่วงนี้

2. วัฏจักรเศรษฐกิจสุกร: ขาดทุน 4 ปี กำไร 1 ปี

การเลี้ยงสุกรในประเทศไทย โดยทั่วไปต้องเผชิญกับวัฏจักรเศรษฐกิจที่ผันผวนยาวนาน ผู้เลี้ยงส่วนใหญ่ต้องขาดทุนต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี (ปัจจุบันเฉลี่ย 4 ปี) เพราะเมื่อราคาดีก็จะแห่เลี้ยงกันจนผลผลิตเกินความต้องการ ก่อนจะได้กำไรในปีที่ตลาดขาดแคลนสุกร โดยเฉพาะหลังจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 และโรค ASF (African Swine Fever) เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรต้องลงทุนมากขึ้นในการดูแลสุขภาพสัตว์ด้านปัจจัยการป้องกันโรคระบาดตามระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ ซึ่งจำเป็นต้องลงทุนเพิ่มขึ้นส่งผลให้ช่วงเวลาการขาดทุนยืดยาวขึ้น แต่ระยะเวลาที่มีกำไรยังคงเท่าเดิม

เหล่านี้ คือสาเหตุที่เราเห็นเกษตรกรจำนวนมากทยอยเลิกเลี้ยงหมูเมื่อขาดทุนหนัก ทำให้ปริมาณสุกรในระบบลดลง เมื่อถึงจุดที่ตลาดขาดแคลน ราคาก็จะพุ่งสูง กระตุ้นให้ผู้เลี้ยงกลับมาเลี้ยงอีกครั้ง ส่งผลให้หมูล้นตลาดในปีถัดไป ราคาก็ตกต่ำ กลับไปสู่วงจรขาดทุนอีกหน

เมื่อเปรียบเทียบราคาเฉลี่ยหมูมีชีวิตหน้าฟาร์มต่อกิโลกรัมในภูมิภาคอาเซียน ราคาในประเทศไทยอยู่ที่ 88 บาท ขณะที่สูงสุด คือ มาเลเซีย 125 บาท รองลงมา คือ เมียนมา 104 บาท เวียดนาม 98 บาท กัมพูชา 94 บาท และลาว 85 บาท ตามลำดับ เห็นได้ว่าราคาหมูของไทยยังต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ   

ทั้งนี้ภาครัฐและสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ได้ร่วมมือกันเพื่อรักษาสมดุลอุปสงค์-อุปทาน เพื่อให้การผลิตใกล้เคียงกับการบริโภคให้ราคาไม่สูงมากจนผู้บริโภคชะลอการซื้อ และไม่ต่ำเกินไปจนผู้เลี้ยงขาดทุน ซึ่งที่ผ่านมา สมาคมฯ ได้ปลดทั้งลูกหมูขุนและแม่พันธุ์สุกร เพื่อลดผลผลิตที่จะเข้าสู่ตลาด

สำหรับผู้บริโภค หากมีความเข้าใจในบริบท และ “ภาพรวม” ของการผลิตสุกรในประเทศ ราคาหมูที่สูงขึ้นในช่วงฤดูร้อนนี้ ไม่ใช่การเอาเปรียบผู้บริโภค แต่เป็นผลจากปัจจัยธรรมชาติและกลไกตลาดที่หมุนเวียนเป็นประจำทุกปี เมื่อเข้าสู่ฤดูฝน อากาศเย็นลง สุกรจะโตเร็วขึ้น การผลิตดีขึ้น ปริมาณหมูเข้าสู่ตลาดมากขึ้น ราคาก็จะลดลง เป็นวัฏจักรตามธรรมชาติอย่างชัดเจน

ยิ่งไปกว่านั้น หมูที่ผลิตในประเทศไทยได้มาตรฐานระดับสากล ปลอดภัยจากสารต้องห้ามและยาปฏิชีวนะตกค้าง เป็นโปรตีนคุณภาพดี อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ราคาหมูตกต่ำ ขอให้ผู้บริโภคช่วยกันบริโภคเนื้อหมูเพิ่มขึ้น เพื่อพยุงเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูในประเทศไม่ให้ล่มสลาย เพราะถ้าผู้เลี้ยงหมูหมดกำลังใจและเลิกเลี้ยงกันหมด วันหนึ่งข้างหน้าเราอาจต้องพึ่งพาการนำเข้าอย่างถาวรและควบคุมมาตรฐานด้านสุขอนามัยได้ยาก ขอเพียงเกษตรกรอยู่ได้ ผู้บริโภคได้อาหารดี ราคายุติธรรม คือ เป้าหมายร่วมกันของทุกคน

#แทนขวัญ มั่นธรรมะ นักวิชาการอิสระ

‘มูลนิธิไทย’ เชิญเสนอชื่อผู้สมควรได้รับ ‘รางวัลการทูตสาธารณะ 2568’ เพื่อเชิดชูเกียรติผู้สร้างชื่อเสียงไทยสู่เวทีโลก

'มูลนิธิไทย’ เชิญเสนอชื่อผู้สมควรได้รับ ‘รางวัลการทูตสาธารณะ 2568’ เพื่อเชิดชูเกียรติผู้สร้างชื่อเสียงไทยสู่เวทีโลก

‘มูลนิธิไทย’ เชิญเสนอชื่อผู้สมควรได้รับ ‘รางวัลการทูตสาธารณะ 2568’ เพื่อเชิดชูเกียรติผู้สร้างชื่อเสียงไทยสู่เวทีโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 11.32 น.

กระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับ มูลนิธิไทย จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการรางวัลการทูตสาธารณะ ประจำปี 2568 (Thailand’s Public Diplomacy Award 2025 – TPDA2025) ณ ห้องแถลงข่าว กรมสารนิเทศ โดยมี นายนิกรเดช  พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ และ นายธฤต จรุงวัฒน์ เลขาธิการมูลนิธิไทย ร่วมกันแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ

นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า “รางวัลการทูตสาธารณะ” เป็นรางวัลที่กระทรวงการต่างประเทศและมูลนิธิไทยร่วมกันจัดตั้งขึ้น เพื่อเชิดชูเกียรติบุคคล   กลุ่มบุคคล หรือองค์กร ทั้งสัญชาติไทยหรือต่างประเทศ ที่มีผลงานอันเป็นที่ประจักษ์ในต่างประเทศ ในด้านสาธารณประโยชน์ มนุษยธรรม วัฒนธรรม กีฬา และนวัตกรรม ซึ่งส่งผลให้ประเทศไทยเป็นที่รู้จักมากขึ้นในมิติที่สร้างสรรค์ สง่างาม และมีเกียรติภูมิ

“การทูตไม่ได้จำกัดเพียงการสานความสัมพันธ์ในระดับรัฐต่อรัฐ แต่ประชาชนก็สามารถเป็นนักการทูตโดยการสร้างชื่อเสียงเกียรติภูมิทำให้ประเทศไทยเป็นที่รู้จัก ด้วยบทบาทหรือความสามารถของตัวเอง รางวัลนี้จึงไม่ใช่เพียงการมอบเกียรติยศให้แก่บุคคลผู้สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้คนไทยทุกกลุ่มเห็นว่า ‘ทุกคนสามารถสร้างการยอมรับให้กับประเทศไทยได้’ โดยเฉพาะในโลกยุคใหม่ที่พรมแดนการสื่อสารไร้ขีดจำกัด”

นายธฤต จรุงวัฒน์ เลขาธิการมูลนิธิไทย กล่าวว่า โครงการนี้ดำเนินต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 แล้ว และได้มอบรางวัลมาแล้วทั้งสิ้น 4 ท่านกับหนึ่งองค์กร โดยมีผู้ได้รับประโยชน์ในวงกว้างและหลากหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งปีนี้จะมีการมอบรางวัลจำนวน 1–3 รางวัลเช่นเคย 

“เรายินดีที่เห็นจำนวนผู้เสนอชื่อเพิ่มขึ้นในทุกปี สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจและการรับรู้ของสังคมไทยที่มีต่อบทบาทของการทูตสาธารณะอย่างกว้างขวาง ตัวอย่างเช่นในปีที่ผ่านมา มีผู้เสนอชื่อเข้ารับรางวัลถึง 21 ราย ซึ่งมากกว่าปีก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับรางวัลการทูตสาธารณะประจำปี 2568 มีจำนวน 1-3 รางวัล โดยรางวัลจะประกอบด้วย การจารึกชื่อผู้ได้รับรางวัลบนถ้วยรางวัล (Trophy) ที่มีชื่อว่า “Goodwill” หรือ “ความปรารถนาดี” ซึ่งจะจัดแสดงที่กระทรวงการต่างประเทศ  การจารึกชื่อบนแผ่นป้ายเกียรติยศ ณ กระทรวงการต่างประเทศ  ถ้วยรางวัลจำลองที่มีการสลักชื่อมอบให้เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ได้รับรางวัล ประกาศนียบัตรประกาศเกียรติคุณ และ เงินรางวัลจำนวน 300,000 บาทต่อรางวัล

การคัดเลือกผู้สมควรได้รับรางวัล ประจำปี 2568 จะดำเนินการโดยคณะอนุกรรมการซึ่งประกอบด้วย ข้าราชการระดับสูงของกระทรวงการต่างประเทศ เลขาธิการมูลนิธิไทย ผู้แทนภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และภาคสื่อมวลชน รวม 10 คน ภายใต้การกำกับของคณะกรรมการมูลนิธิไทย ซึ่งจะร่วมกันพิจารณาผลงานของผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อ และคัดกรองผู้สมควรได้รับรางวัลเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการมูลนิธิไทย ซึ่งเป็นผู้ตัดสินในขั้นสุดท้าย

ทั้งนี้ บุคคลทั่วไปสามารถร่วมเสนอชื่อบุคคล กลุ่มบุคคลหรือองค์กรที่สมควรได้รับรางวัลการทูตสาธารณะ ประจำปี 2568 ได้  เปิดรับการเสนอชื่อ ตั้งแต่วันนี้ถึง 25 กรกฎาคม 2568 โดยจะประกาศผลในเดือนกันยายน 2568 และจัดพิธีมอบรางวัลในช่วงปลายปีนี้

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ มูลนิธิไทย โทร. 02-203-5000 ต่อ 11030-1 อีเมล: info@thailandfoundation.or.th ติดตามรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์มูลนิธิไทย: http://www.thailandfoundation.or.th

เปิดรับสมัครแล้ว เยาวชนสืบสานรักษ์เพลงไทย ซีซั่น 2 ปี 2568

เปิดรับสมัครแล้ว เยาวชนสืบสานรักษ์เพลงไทย ซีซั่น 2 ปี 2568

เปิดรับสมัครแล้ว เยาวชนสืบสานรักษ์เพลงไทย ซีซั่น 2 ปี 2568

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 11.16 น.

สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ร่วมกับ โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง และหน่วยงานภาคี จัดแถลงข่าวการประกวดร้องเพลงไทยอมตะร่วมสมัย โครงการ “เยาวชนสืบสานรักษ์เพลงไทย โดย สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์” ซีซั่น 2 ประจำปี 2568  ชิงถ้วยรางวัล เกียรติบัตรและเงินรางวัลมูลค่ารวมกว่าแสนบาท โดยมี อดุลย์ บุญลึก รองผู้อำนวยการทรัพย์สินพระมหากษัตริย์, ดร.นฤมล ล้อมทอง กรรมการผู้จัดการโรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง, อ.วิรัช อยู่ถาวร ศิลปินแห่งชาติ ผู้ควบคุมวงดนตรีเฉลิมราชย์, บริพันธ์ ชัยภูมิ กรรมการผู้จัดการบริษัท เซเว่นสตาร์สตูดิโอ จำกัด ร่วมแถลงข่าว โดยมี ปัทมนิธิ เสนาณรงค์ หัวหน้าฝ่ายบริหารนิทรรศน์รัตนโกสินทร์ เป็นผู้ดำเนินรายการ และได้รับเกียรติจาก อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย, อรรษิษฐ์  สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และแขกผู้มีเกียรติจำนวนมาก ร่วมในงานแถลงข่าวด้วย

อดุลย์ บุญลึก รองผู้อำนวยการทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ กล่าวว่า “สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ได้จัดการประกวด ร้องเพลงภายใต้โครงการ “เยาวชนสืบสานรักษ์เพลงไทยฯ” ประเภทเพลงลูกทุ่ง และเพลงลูกกรุง ซีซั่น ๑ ไปเมื่อปี ๒๕๖๗ ซึ่งจัดใน ๓ จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และนครนายก ได้รับผลตอบรับจากเยาวชน ผู้ปกครอง และคุณครูที่ช่วยสนับสนุน นอกจากนั้นแล้ว ยังได้รับการสนับสนุนจากกรมดุริยางค์ทหารบก กองดุริยางค์ทหารเรือ กองดุริยางค์ทหารอากาศ ดุริยางค์ตำรวจ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) บริษัท เทเวศประกันภัย จำกัด (มหาชน) โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง และบริษัท เซเว่นสตาร์ สตูดิโอ จำกัด และในปีที่ ๒ นี้ได้รับการสนับสนุนเพิ่มขึ้นจาก บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน)  สำนักงานทรัพย์สินฯ  หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การประกวดร้องเพลง ซีซั่น ๒ ปี ๒๕๖๘ นี้ ซึ่งเปิดให้ผู้สนใจทั่วประเทศสมัครเข้าร่วมโครงการฯ จะเป็นเวทีให้เยาวชนได้แสดงความสามารถ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ บรรยากาศการแข่งขัน เพิ่มพูนทักษะการขับร้องเพลงจากคณะครู และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิต่างๆ เพื่อนำไปพัฒนาตนเองในอนาคตต่อไป”

ดร.นฤมล ล้อมทอง กรรมการผู้จัดการโรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง กล่าวว่า “การอนุรักษ์บทเพลงไทยอมตะร่วมสมัย ประเภทเพลงลูกกรุง มีช่วงหนึ่งที่เพลงลูกกรุงได้หายไปจากวงการเพลง ศาลาเฉลิมกรุงจึงเริ่มทำโครงการประกวดร้องเพลง “ศาลาเฉลิมกรุงสืบสานตำนานเพลง” เพื่อส่งเสริมให้นักร้องรุ่นใหม่ได้มาร่วมสืบสานและมีเวทีแสดงความสามารถ และได้มีโอกาสได้ร้องกับวงดนตรีเฉลิมราชย์ ส่งผลให้ได้มีนักร้องแชมป์ซึ่งเป็นเยาวชนรุ่นใหม่มาเป็นผู้สืบสานเพลงลูกกรุง และเติบโตขึ้นจนเป็นนักร้องที่มีชื่อเสียงทั้ง โก๊ะตุลย์ พันธนนท์, แอ๊ค โชคชัย  ผิงผิง สรวีย์ เป็นต้น จึงยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ศาลาเฉลิมกรุงได้รับมอบหมายให้ร่วมดำเนินโครงการ “เยาวชนสืบสานรักษ์เพลงไทยฯ” เพื่อให้เพลงลูกกรุงและลูกทุ่งได้มีผู้สืบสานสืบต่อไป ศิลปินแห่งชาติที่แต่งเพลงลูกกรุงหลายท่าน ฝากขอบคุณโครงการที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของเพลงลุกกรุงที่แต่งไว้ แม้จะไม่มีการแต่งเพิ่ม แต่เพลงลุกกรุงที่มีอยู่อีกหลายพันเพลง สามารถเอามาสืบสาน รักษา ต่อยอด กันได้อีกยาวนาน”

บริพันธ์ ชัยภูมิ กรรมการผู้จัดการบริษัท เซเว่น สตาร์ สตูดิโอ จำกัด กล่าวว่า “เพลงลูกทุ่ง ถือเป็นอัตลักษณ์ของชาติ ซึ่งมีนักร้องลูกทุ่งต้นแบบจากไปหลายคน โรงเรียนสอนร้องเพลงลุกทุ่งแทบไม่ค่อยมีการประกวดร้องเพลงลูกทุ่งจึงเป็นโรงเรียนสอนร้องเพลงชั้นดี ช่วงหนึ่งมีปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์เพลง ส่งผลให้นักร้องที่จะเลือกเพลงลุกทุ่งมาร้องเริ่มหายไป การประกวดร้องเพลงในครั้งนี้ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์หลายท่านและหลายหน่วยงานให้นำเพลงจำนวนมากมาใช้ประกวด จึงเป็นโอกาสอันดียิ่งของการพลิกฟื้นเพลงลุกทุ่ง ที่เด็กและเยาวชนไทยทั่วประเทศจะมีโอกาสได้เลือกร้องเพลงลูกทุ่งกันได้อย่างเต็มที่”

อ.วิรัช อยู่ถาวร ศิลปินแห่งชาติ ในนามคณะกรรมการตัดสินการประกวดร้องเพลง กล่าวว่า “การร้องเพลงและเล่นดนตรีมีคุณค่าทุกอย่างไป เมื่อร้องเพลงหรือเล่นดนตรีต้องมีการฝึกซ้อม การฝึกซ้อมทำให้รู้จักหน้าที่ของตนเอง ทำให้มีสมาธิ เมื่อมีสมาธิก็จะทำทุกอย่างได้ดี การมาประกวดร้องเพลงทำให้มีเพื่อนใหม่เพิ่มขึ้น เวลามาเล่นดนตรีและร้องเพลงเวลาส่วนใหญ่จะไปอยู่ที่การซ้อม จึงไม่มีเวลาไปสนใจสิ่งที่เป็นอบายมุข”      

จากนั้นนักร้องผู้ชนะการประกวดร้องเพลงโครงการเยาวชนสืบสานรักษ์เพลงไทยฯ ซีซั่น 1 น.ส.รรณิดา ตันตะราวงศา รางวัลชนะเลิศประเภทเพลงลูกทุ่ง ขับร้องเพลงฉะเชิงเทราที่รัก และ ด.ช.สิรวิชญ์ ใจบุญ รางวัลชนะเลิศประเภทเพลงลูกกรุง ขับร้องเพลงชีวิตละคร พร้อมด้วยนักร้องรุ่นใหม่ที่มาร่วมขับร้องเพลงเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ น้องผักบุ้ง หิมพานติ์และน้องมายมิ้นท์ โฟร์เอส ศิลปินเพลงลูกทุ่ง ขับร้องเพลง กับข้าวเพชฌฆาต ปิดท้ายด้วย พล.อส. พันธนนท์  วังกะหาด  นักร้องแชมป์จากรายการ The Golden Song เวทีเพลงเพราะ ซีซั่น 6 และแชมป์จากเวทีศาลาเฉลิมกรุง ขับร้องเพลง ทาสรัก บรรเลงโดย วงเฉลิมราชย์ ควบคุมวงโดย อ.วิรัช อยู่ถาวร(ศิลปินแห่งชาติ)

จึงขอเชิญชวนเยาวชนผู้สนใจเข้าร่วมโครงการ สามารถสมัครผ่านช่องทางออนไลน์ สแกน QR Code กรอกใบสมัคร พร้อมแนบคลิปวิดีโอร้องเพลงตามประเภทที่สมัคร พร้อมประกอบ Backing Track หรือ Karaoke จำนวน 1 คลิป ความยาว 1 นาที หรือขนาดไฟล์ไม่เกิน 1 GB

คุณสมบัติผู้เข้าประกวด

– เยาวชนอายุไม่เกิน 18 ปี หรือกำลังศึกษาไม่เกินระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือเทียบเท่า

– ไม่ติดสัญญาห้ามกับหน่วยงาน บริษัท ค่ายเพลง และรายการ

ถ้วยรางวัลและเงินรางวัล

– ชนะเลิศ ได้รับถ้วยรางวัลและเงินรางวัล 50,000 บาท

– รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้รับถ้วยรางวัลและเงินรางวัล 30,000 บาท

– รองชนะเลิศอันดับ ๒ ได้รับถ้วยรางวัลและเงินรางวัล 20,000 บาท

– รางวัลชมเชย 4 รางวัล รางวัลละ 5,000 บาท

– รางวัลพิเศษ 4 รางวัล รางวัลละ 5,000 บาท

ถ้วยรางวัลและเงินรางวัลพิเศษ

– รางวัลเสน่ห์เยาวชนสืบสานรักษ์เพลงไทย (Charming and Entertaining Award) 1 รางวัล  50,000 บาท

โครงการ “เยาวชนสืบสานรักษ์เพลงไทย โดย สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์” ซีซั่น 2 ปี 2568 เปิดรับสมัครเยาวชนจากทั่วประเทศ ตั้งแต่บัดนี้ – 15 มิถุนายน 2568

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ เฟซบุ๊กแฟนเพจ เยาวชนสืบสานรักษ์เพลงไทย หรือโทร. 09-097-5555  เวลา 08.30-16.30 น. (ในวันและเวลาทำการ)

เอส แอนด์ พี 12 สาขา รับรางวัล G-Green 2567 ร้านอาหารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ต่อเนื่อง 3 ปีซ้อน

เอส แอนด์ พี 12 สาขา รับรางวัล G-Green 2567 ร้านอาหารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ต่อเนื่อง 3 ปีซ้อน

เอส แอนด์ พี 12 สาขา รับรางวัล G-Green 2567 ร้านอาหารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ต่อเนื่อง 3 ปีซ้อน

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 10.53 น.

บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) นำโดย คุณอรรถ ประคุณหังสิต ประธานเจ้าหน้าที่สายปฏิบัติการธุรกิจ เอส แอนด์ พี พร้อมด้วยคณะผู้จัดการสาขา เอส แอนด์ พี ฝ่ายปฏิบัติการ รับมอบรางวัลตราสัญลักษณ์ G-Green ระดับทอง ประจำปี 2567 ภายใต้โครงการส่งเสริมการบริการร้านอาหารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Restaurant) ในงานประกาศเกียรติคุณตราสัญลักษณ์ G-Green ระดับประเทศ ซึ่งเป็นการยกย่องและเชิดชูเกียรติร้านอาหารที่มีความมุ่งมั่นในการดูแลสิ่งแวดล้อม ผ่านการใช้ทรัพยากรต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยเฉพาะการลดปริมาณขยะและการบริหารจัดการของเสียตั้งแต่ต้นทางอย่างเป็นระบบ อีกทั้งยังส่งเสริมการบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยมี คุณจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธี จัดโดย กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ ณ เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2568

สำหรับปี 2567 ร้านอาหารเอส แอนด์ พี ได้รับมอบรางวัลตราสัญลักษณ์ G-Green ระดับทอง (ดีเยี่ยม) ทั้งสิ้น 12 แห่ง ได้แก่ สาขาเซ็นทรัลพระราม 2 สาขาแมกซ์แวลูนวมินทร์ สาขาบางพลี กม.23.5 สาขาบิ๊กซี สายไหม สาขาเดอะ มอลล์ 6 งามวงศ์วาน สาขาคลินิคศูนย์แพทย์พัฒนา สาขาโรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา สาขาโรงพยาบาลสมิติเวชศรีราชา สาขาโรงพยาบาลพญาไท1 สาขาโรงพยาบาลเซ็นต์หลุยส์ สาขาชินวัตร 2 และสาขาโรงพยาบาลสมิติเวชธนบุรี

ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการบริการร้านอาหารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Restaurant) มาอย่างต่อเนื่อง โดย ปี 2565 บริษัทฯ ได้รับมอบรางวัลตราสัญลักษณ์ G-Green ระดับประเทศ ทั้งสิ้น 6 แห่ง แบ่งเป็น รางวัลG-Green ระดับทอง (ดีเยี่ยม) จำนวน 1 แห่ง และรางวัล G-Green ระดับเงิน (ดี) จำนวน 5 แห่ง และในปี 2566 บริษัทฯ ได้รับมอบรางวัลตราสัญลักษณ์ G-Green ระดับประเทศ 11 แห่ง แบ่งเป็น รางวัลG-Green ระดับทอง (ดีเยี่ยม) จำนวน 6 แห่ง และรางวัล G-Green ระดับเงิน (ดี) จำนวน 5 แห่ง

เอส แอนด์ พี มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจอาหารและเบเกอรี่ ด้วยการส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า พร้อมให้ความสำคัญกับการพัฒนาร้านอาหารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่คุณค่า เพื่อร่วมขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำต่อไป

นิทรรศการ “รอยยิ้มแห่งสยาม” เฉลิมพระเกียรติ 70 พรรษา กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ

นิทรรศการ “รอยยิ้มแห่งสยาม” เฉลิมพระเกียรติ 70 พรรษา กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ

นิทรรศการ “รอยยิ้มแห่งสยาม” เฉลิมพระเกียรติ 70 พรรษา กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 10.46 น.

กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ ร่วมเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุ 70 พรรษา จึงร่วมกับ 7 มูลนิธิได้แก่ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ สภากาชาดไทย ร้านภูฟ้า  ในกองทุนพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร มูลนิธิสายใจไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ มูลนิธิสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ร้านภัทรพัฒน์ มูลนิธิชัยพัฒนา และมูลนิธิมหาจักรีสิรินธรเพื่อคณะอักษรศาสตร์ ร่วมด้วยสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และกลุ่มช่างภาพสห+ภาพ จัดงาน “รอยยิ้มแห่งสยาม : น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ” ตั้งแต่วันนี้ – 27 เมษายน 2568 ณ Living Hall ชั้น 3 สยามพารากอน

ภายในงานจะได้พบกับผลิตภัณฑ์ และของที่ระลึกต่างๆ จาก 7 มูลนิธิมาให้เลือกชมและช้อปฯ ในราคาพิเศษอย่างมากมาย อาทิ เสื้อและสินค้าลายภาพฝีพระหัตถ์, กระเป๋าสานในดีไซน์ทันสมัย, เครื่องแก้ว, เซรามิก, งานหัตถกรรม, ของตกแต่งบ้านดีไซน์เก๋, ผลิตภัณฑ์ผ้าสีสันและลวดลายสดใส, งานช่างไม้ รวมถึงกาแฟสำเร็จรูป, เมล็ดกาแฟ, เนยถั่วหลากรส ฯลฯ โดยรายได้จากการจำหน่ายทุกมูลนิธิจะนำกลับไปต่อยอดการดำเนินการเพื่อส่งเสริมอาชีพ ช่วยเหลือชาวบ้าน และสมาชิกในมูลนิธิให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

นอกจากนั้น สมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และกลุ่มช่างภาพสห+ภาพ ยังร่วมจัดแสดงนิทรรศการ เชิญภาพพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มาจัดแสดง พร้อมด้วยภาพรอยยิ้มของพสกนิกรไทยโดยช่างภาพอาชีพชั้นนำ อีกทั้งยังจัดให้มีการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย อาทิ การแสดงบรรเลงดนตรีไทย รำไทย โขน  เพื่อสะท้อนถึงพระอัจฉริยภาพด้านดนตรีไทย

กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ ยังจัดกิจกรรมจิตอาสา สยามพิวรรธน์ Blood Hero ภารกิจแห่งการ ให้ที่ยิ่งใหญ่ ตลอดปี 2568 ภายใต้โครงการ “70 พรรษา 70 ล้านซีซีเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี”  เชิญชวนผู้สนใจร่วมบริจาคโลหิตได้ ในวันที่ 26 มิถุนายน, 25 กันยายน และ 24 ธันวาคม ณ Activity Room 1 ชั้น 4 อาคารจอดรถสยาม

เชิญร่วมชมและช้อปฯ ผลิตภัณฑ์ และของที่ระลึกในราคาสุดพิเศษอย่างมากมาย พร้อมร่วมกิจกรรมงาน “รอยยิ้มแห่งสยาม : น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ” เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสวันคล้าย วันพระราชสมภพสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ   สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุ 70 พรรษา ได้ระหว่างวันที่ 23-27 เมษายน 2568 ณ Living Hall ชั้น 3 สยามพารากอน

038

ฤกษ์ดี เปิดโรงแรม อมัน นายเลิศ กรุงเทพ

ฤกษ์ดี เปิดโรงแรม อมัน นายเลิศ กรุงเทพ

ฤกษ์ดี เปิดโรงแรม อมัน นายเลิศ กรุงเทพ

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นับเป็นสัปดาห์แห่งงานพิธีสำคัญอันเป็นสิริมงคลของนายเลิศ ปาร์คดีเวลลอปเม้นท์ ในการเปิดบริการโรงแรม อมัน นายเลิศ กรุงเทพ เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2568

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงเจิมป้ายชื่อ “นายเลิศ กรุ๊ป” และ “โรงแรม อมัน นายเลิศ กรุงเทพ”

สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงประทาน “พระพุทธอังคีรส” ให้แก่ ณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูรประธานบริหาร นายเลิศ กรุ๊ป

สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานให้คณะผู้บริหาร พิไลพรรณ สมบัติศิริ ประธาน กก.บจ.นายเลิศพัฒนา ,สัณหพิศ โพธิรัตนังกูร ประธาน กก.นายเลิศ กรุ๊ป, ณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร ประธานบริหาร นายเลิศ กรุ๊ป พร้อมคณะผู้บริหาร นายเลิศ กรุ๊ป และ รร.อมัน นายเลิศ กรุงเทพ เข้าเฝ้า

สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช  เป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ณ รร.อมัน นายเลิศ กรุงเทพ

โดยก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 5 มีนาคม ที่ผ่านมา สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระวโรกาสให้ ณพาภรณ์โพธิรัตนังกูร ประธานบริหารนายเลิศ กรุ๊ป พร้อมคณะผู้บริหาร นายเลิศ กรุ๊ป และโรงแรม อมัน นายเลิศ กรุงเทพ เข้าเฝ้า ณ พระวิหารวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามเพื่อกราบทูลอาราธนาทรงเจิมป้ายชื่อ “นายเลิศ กรุ๊ป” และ “โรงแรม อมันนายเลิศ กรุงเทพ” โดยเชิญป้ายดังกล่าวไปประดับไว้ที่ด้านหน้าบริษัทฯ และบริเวณส่วนด้านหน้าของโรงแรมฯ โอกาสสำคัญนี้ สมเด็จพระสังฆราชฯ ทรงมีพระเมตตาประทาน “พระพุทธอังคีรส” พระพุทธรูปองค์จำลองสำคัญคู่บ้านคู่เมืองของประเทศไทย และเป็นพระประธานในพระอุโบสถวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม สร้างความปลาบปลื้มปีติยินดีเป็นอย่างยิ่งแก่คณะผู้บริหาร

ณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร ประธานบริหาร นายเลิศ กรุ๊ป

มร.เท็ด ทัคเกอร์ ผจก.ทั่วไป รร.อมัน นายเลิศ กรุงเทพ,สัณหพิศ โพธิรัตนังกูร ประธาน กก.นายเลิศ กรุ๊ป,พิไลพรรณ สมบัติศิริ ประธาน กก.บจ.นายเลิศพัฒนา,ณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร ประธานบริหาร นายเลิศ กรุ๊ป,โรแมน จิสโชต์ ผจก.รร.อมัน นายเลิศ กรุงเทพ

ในสัปดาห์เดียวกัน สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช เป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ณ โรงแรมอมัน นายเลิศ กรุงเทพ เพื่อสร้างความเป็นสิริมงคล ก่อนการเปิดโรงแรมให้บริการอย่างเป็นทางการ โดยมี ณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร ประธานบริหาร นายเลิศ กรุ๊ป, สัณหพิศ โพธิรัตนังกูร ประธานกรรมการ นายเลิศ กรุ๊ป, พิไลพรรณ สมบัติศิริ ประธานกรรมการ บริษัท นายเลิศพัฒนาจำกัด พร้อมด้วยครอบครัว และคณะผู้บริหาร ต้อนรับ

ณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร  ประธานบริหาร นายเลิศ กรุ๊ปเชิญป้าย “รร.อมัน นายเลิศ กรุงเทพ” และ “นายเลิศกรุ๊ป” ประดับไว้ที่ด้านหน้าบริษัทฯ และบริเวณส่วนด้านหน้าของโรงแรมฯ 

ณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร พร้อมกำลังใจจากคุณพ่อคุณแม่ ร.ท.ชุติภัทร-สัณหพิศ โพธิรัตนังกูร

พิไลพรรณ สมบัติศิริ พร้อมครอบครัว  ร.ท.ชุติภัทร-สัณหพิศ โพธิรัตนังกูร และลูกๆ ดวงภัทร-ณพาภรณ์-พัชรวิภา โพธิรัตนังกูร มี มร.เอเว่น ไลซาแซก ร่วมถ่ายภาพด้วย

อมัน นายเลิศ กรุงเทพ เออร์บันแซงชัวรีแห่งใหม่ใจกลางกรุงเทพฯ ในเครืออมัน แบรนด์ด้านการบริการและไลฟ์สไตล์เลื่องชื่อระดับโลก เปิดบริการแล้วเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2568 ตั้งอยู่ในอาณาบริเวณปาร์คนายเลิศสวนสวยอันร่มรื่นดั่งโอเอซิสส่วนตัว ประกอบด้วย ห้องสวีท 52 ห้อง ซึ่งนับเป็นห้องสวีทที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ พร้อม อมัน สปาแอนด์ เวลเนส ครอบคลุมพื้นที่กว่า 1,500 ตารางเมตร อีกทั้งห้องอาหารและพื้นที่พบปะสังสรรค์อันหลากหลาย ควบคู่ไปกับ อมัน เรสซิเดนเซสนายเลิศ กรุงเทพฯ อันเหนือระดับ พร้อมเปิดสำรองห้องพักแล้ววันนี้เพื่อเข้าพักตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

เตือนภัยมิจฉาชีพแฝงตัวเป็น ‘ทนายอาสา’ หลอกซ้ำเหยื่อถูกโกงออนไลน์

เตือนภัยมิจฉาชีพแฝงตัวเป็น ‘ทนายอาสา’ หลอกซ้ำเหยื่อถูกโกงออนไลน์

เตือนภัยมิจฉาชีพแฝงตัวเป็น ‘ทนายอาสา’ หลอกซ้ำเหยื่อถูกโกงออนไลน์

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในยุคที่การหลอกลวงทางออนไลน์ระบาดหนัก ผู้คนจำนวนมากตกเป็นเหยื่อของกลโกงสารพัดรูปแบบ ทั้งชักชวนลงทุนในหุ้นปลอม สกุลเงินดิจิทัล ไปจนถึงโครงการที่ไม่มีอยู่จริง เมื่อผู้เสียหายสูญเสียเงินจำนวนมาก ก็มักมองหาทนายเพื่อขอความช่วยเหลือทางกฎหมาย แต่แทนที่จะได้ทนายความจริง กลับมี “มิจฉาชีพ” อีกรูปแบบหนึ่งที่แฝงตัวมาในคราบ “ทนายอาสา” เสนอตัวช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน โดยอ้างว่าจะดำเนินคดีให้ชนะ หรือเรียกเงินคืนให้ได้ 100% ซึ่งล้วนเป็นคำพูดที่ฟังดูดีเกินจริง และนำไปสู่การเรียกเก็บค่าใช้จ่ายล่วงหน้า หรือหลอกเอาข้อมูลส่วนตัวไปใช้ในทางมิชอบ เมื่อรู้ตัวว่าถูกหลอก ผู้เสียหายก็มักจะหมดเงิน หมดหวัง และพยายามหาทนายอาสาอีกครั้ง และอาจตกเป็นเหยื่อซ้ำสอง

นายศุภชัย เมืองรักษ์ หรือ ทนายเอก 

นายศุภชัย เมืองรักษ์ หรือ ทนายเอก ผู้บริหารสำนักงานกฎหมาย นคร อินเตอร์ ลอว์ ขอย้ำเตือนประชาชนว่า อย่าปล่อยให้ความเดือดร้อนทำให้เราหลงเชื่อผู้ไม่หวังดี หากต้องการความช่วยเหลือทางกฎหมาย ควรตรวจสอบให้รอบคอบก่อนตัดสินใจ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อซ้ำในช่วงเวลาที่อ่อนแอที่สุด

ข้อควรระวัง 1.ระวังการติดต่อจากช่องทางที่ไม่น่าเชื่อถือ เช่น เบอร์โทรศัพท์แปลกๆ ไลน์ หรือโซเชียลมีเดียที่ไม่สามารถตรวจสอบตัวตนได้ 2.อย่าหลงเชื่อคำโฆษณาเกินจริง ไม่มีทนายคนใดสามารถรับประกันผลคดีได้ 100% 3.ระวังการเรียกเก็บเงินล่วงหน้าโดยไม่มีความชัดเจน โดยเฉพาะหากไม่มีใบเสร็จหรือข้อตกลงที่เป็นทางการ 4.หลีกเลี่ยงทนายที่ไม่มีสำนักงานไม่มีที่ตั้งอย่างชัดเจนหรือไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลได้

นอกจากนี้ ควรตรวจสอบชื่อทนาย ผ่านเว็บไซต์ของ สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ www.lawyerscouncil.or.th  หรือโทรศัพท์ 02-522-7124  หรือหากต้องการทนายอาสา ควรติดต่อผ่านหน่วยงานที่เชื่อถือได้ เช่นสภาทนายความฯ, ศูนย์ดำรงธรรม, ยุติธรรมจังหวัด หรือองค์กรคุ้มครองผู้บริโภค ฯลฯ ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมาย หรือหน่วยงานราชการรับรอง

‘กระดูกสะโพกหัก’ ไม่รีบรักษาอาจเสี่ยงเป็นผู้ป่วยติดเตียง

‘กระดูกสะโพกหัก’	 ไม่รีบรักษาอาจเสี่ยงเป็นผู้ป่วยติดเตียง

‘กระดูกสะโพกหัก’ ไม่รีบรักษาอาจเสี่ยงเป็นผู้ป่วยติดเตียง

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หกล้มเบาๆ แต่เจ็บสะโพกมาก ขยับไม่ไหว ลุกไม่ได้ อาการเหล่านี้คือสัญญาเตือน กระดูกสะโพกหัก หากไม่รีบเข้ารับการรักษา อาจกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง และเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่อันตรายถึงชีวิตได้

นายแพทย์เปรมเสถียร ศิริธนาพิพัฒน์

นายแพทย์เปรมเสถียร ศิริธนาพิพัฒน์ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อชำนาญการด้านการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าและข้อสะโพกเทียม โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวว่า กระดูกสะโพกหัก เป็นอาการบาดเจ็บที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะกระดูกพรุน (Osteoporosis) หรือผู้ที่เคยประสบอุบัติเหตุรุนแรง อาการนี้ไม่เพียงส่งผลต่อการเคลื่อนไหว แต่ยังอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรงหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

อาการของกระดูกสะโพกหัก มีดังนี้ เจ็บมากจนขยับไม่ไหว ลงน้ำหนักหรือยืนไม่ได้ ช่วงปลายเท้าเย็น เนื่องจากเลือดไปเลี้ยงได้น้อยลง มีรอยฟกช้ำ บวม และรู้สึกขัดบริเวณสะโพก

หากผู้สูงอายุประสบอุบัติเหตุลื่นล้ม และสงสัยว่ากระดูกสะโพกหักหรือส่วนใดส่วนหนึ่งเสียหาย ควรรีบโทรแจ้งโรงพยาบาล เพื่อให้ทีมเคลื่อนย้ายผู้ป่วยเฉพาะทาง มาเคลื่อนย้ายผู้ป่วยกระดูกหัก เพื่อป้องกันไม่ให้กระดูกเคลื่อนตัว ลดการบาดเจ็บ และลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ป่วย

กระดูกสะโพกหัก จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดอย่างเร็วที่สุด ภายใน 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมา เช่น เป็นผู้ป่วยติดเตียง เกิดแผลกดทับ ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในกระแสเลือด กระเพาะปัสสาวะอักเสบ และเกิดการติดเชื้อ ซึ่งหากปล่อยไว้อาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

ปัจจุบันการผ่าตัดกระดูกสะโพก ไม่น่ากลัวเหมือนสมัยก่อน เนื่องจากมีเทคนิคการผ่าตัด Minimal Invasive Surgery ที่เป็นการผ่าตัดกระดูกสะโพกแบบเปิดแผลเล็ก โดยกล้ามเนื้อถูกทำลายน้อย กระทบโครงสร้างกระดูกต่ำ จึงทำให้ผู้ป่วยบาดเจ็บน้อย ฟื้นตัวเร็ว สามารถลุกยืนได้ภายใน 6 – 12 ชั่วโมงหลังการผ่าตัด และยังช่วยให้สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้เป็นปกติ รวมถึงทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การวิ่ง ว่ายน้ำ และสามารถขับรถได้ภายใน 1 เดือน

สำหรับการป้องกันความเสี่ยงในการเกิดสะโพกหัก ได้แก่ การกินอาหารเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรงตั้งแต่อายุยังน้อย โดยเฉพาะสารอาหารในกลุ่มวิตามินดีและแคลเซียม เพื่อป้องกันภาวะกระดูกพรุน ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เลี่ยงการสูบบุหรี่ และที่สำคัญคือหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุรุนแรง ส่วนบ้านที่มีผู้สูงอายุควรจัดบ้านให้เป็นระเบียบ ปรับพื้นที่ทางเดินให้เหมาะสม ไม่ลื่น และเพิ่มแสงสว่างให้เพียงพอ เพื่อป้องกันผู้สูงอายุสะดุดหรือลื่นล้ม  

ไมโครซอฟท์ ต่อยอดความร่วมมือกับรัฐบาลไทย เปิดตัว ‘THAI Academy’ ยกระดับทักษะ AI ให้คนไทย 1 ล้านคน

ไมโครซอฟท์ ต่อยอดความร่วมมือกับรัฐบาลไทย เปิดตัว ‘THAI Academy’ ยกระดับทักษะ AI ให้คนไทย 1 ล้านคน

ไมโครซอฟท์ ต่อยอดความร่วมมือกับรัฐบาลไทย เปิดตัว ‘THAI Academy’ ยกระดับทักษะ AI ให้คนไทย 1 ล้านคน

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

รัฐบาลไทย โดย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ผนึกกำลัง ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย เปิดตัวโครงการ “THAI Academy ขับเคลื่อนอนาคต AI ประเทศไทย” ยกระดับพันธกิจการเสริมทักษะด้าน AI  ให้ครอบคลุมคนไทยกว่า 1 ล้านคน ผ่านแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ “AI Skills Navigator”  โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ภายใต้ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างไมโครซอฟท์และรัฐบาลไทย พร้อมพันธมิตรจากภาครัฐและภาคเอกชนกว่า 35 องค์กร และขยายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในการขับเคลื่อนประเทศสู่ยุค AI First

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า “AI เป็นเทคโนโลยีที่มีบทบาทสำคัญในการนำพาประเทศไทยให้ก้าวเดินและเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งบนเวทีโลก รัฐบาลไทยได้วางแผนแม่บท AI แห่งชาติที่มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพในหลายมิติ รวมถึงการสร้างความรู้ความเข้าใจด้าน AI ให้กับประชาชนอย่างกว้างขวางและทั่วถึง การร่วมกันเปิดตัวโครงการ THAI Academy ครั้งนี้ สอดคล้องเป็นอย่างดีกับแผนงานของภาครัฐในการจับมือกับผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยี เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยโดยเร็วที่สุด”

นายธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) 

นายธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) เผยว่า “ขอขอบคุณรัฐบาลไทย ที่เล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาทักษะ AI ให้กับคนไทย ภายใต้โครงการ THAI Academy ไมโครซอฟท์ มุ่งมั่นทำงานประสานกับหลากหลายหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน เปิดโอกาสการเรียนรู้ทักษะ AI ให้กับคนไทยได้อย่างกว้างขวาง ให้พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีเป้าหมายยกระดับทักษะคนไทยมากกว่า 1 ล้านคน ภายในปี 2568 นี้”

“AI Skills Navigator” เป็นแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ที่รวบรวมหลักสูตรด้าน AI จากไมโครซอฟท์และพันธมิตร รวมกว่า 200 หลักสูตร เพื่อตอบโจทย์การฝึกทักษะ ทำความเข้าใจ และใช้ประโยชน์จาก AI ในหลากหลายสถานการณ์ นับตั้งแต่ผู้เริ่มต้นใช้งาน บุคคลทั่วไป คนทำงานเฉพาะทาง ไปจนถึงนักพัฒนาซอฟต์แวร์ โดยมีหลักสูตรไฮไลท์สำหรับผู้เริ่มเรียนรู้ใน 3 ระดับ ได้แก่ AI Basics – ปูพื้นฐานตั้งแต่ความเข้าใจในเทคโนโลยี AI ประวัติศาสตร์และที่มาเบื้องหลังนวัตกรรม และพื้นฐานในการเริ่มใช้งาน AI Skills for Everyone – หลักสูตรรวบรัดที่เจาะพื้นฐานการใช้งานเครื่องมือ AI บนแพลตฟอร์มของไมโครซอฟท์ในสถานการณ์ประจำวันอย่างถูกต้อง แม่นยำ และได้ผลจริง Azure AI: Zero to Hero – เปิดประตูให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์และนักศึกษาก้าวสู่โลกของคลาวด์และ AI อย่างเต็มตัว กับพื้นฐานในการสรรสร้างเครื่องมือและโซลูชันพลังงาน AI เพื่อแก้ปัญหาและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

กรรมการผู้จัดการใหญ่ ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) กล่าวทิ้งท้ายว่า “คน เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการเปลี่ยนแปลงประเทศ หากเรายังไม่เริ่มพัฒนาทักษะด้าน AI วันนี้ เราจะเสียโอกาสและถูกทิ้งห่างอย่างรวดเร็ว การพัฒนาทักษะด้าน AI ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างนวัตกรรมและความก้าวหน้าในทุกภาคส่วนของประเทศ การลงทุนในทักษะ AI วันนี้ จะเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคตที่เต็มไปด้วยโอกาสและความท้าทาย ข้อมูลจาก LinkedIn ชี้ให้เห็นว่า 70% ของทักษะที่จำเป็นสำหรับตำแหน่งงานส่วนใหญ่ในอนาคตจะแตกต่างไปจากปัจจุบัน โดยมีตำแหน่งงานที่ต้องการทักษะการใช้งาน AI เพิ่มขึ้นถึง 6 เท่า”

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถเริ่มเรียนรู้ทักษะ AI ด้วยตนเองผ่าน AI Skills Navigator ได้แล้ววันนี้ที่ https://aiskillsnavigator.microsoft.com/th-th โดยไม่มีค่าใช้จ่าย นอกจากเนื้อหาทั้ง 200 หลักสูตรที่รวบรวมไว้ในที่เดียวแล้ว แพลตฟอร์มนี้ยังสามารถแนะนำหลักสูตรที่เหมาะสม ตรงตามเป้าหมายและความสนใจที่แตกต่างกันไปของผู้เรียนแต่ละคน

สองยูทูบเบอร์ฉลอง 6 ปี ชานม BEARHOUSE อัพเดท Patch 3.2 แทนคำขอบคุณ

สองยูทูบเบอร์ฉลอง 6 ปี ชานม BEARHOUSE อัพเดท Patch 3.2 แทนคำขอบคุณ

สองยูทูบเบอร์ฉลอง 6 ปี ชานม BEARHOUSE อัพเดท Patch 3.2 แทนคำขอบคุณ

วันพฤหัสบดี ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในโลกที่ร้านชานมเปิดใหม่แทบทุกวัน BEARHOUSE เลือกจะไม่แข่งกันแค่รสชาติหรือความหวือหวา แต่เรายืนหยัด “อัพเดตตัวเองอยู่เสมอ” เพื่อเป็นแบรนด์ที่ดีขึ้นในทุกวัน และสื่อสารสิ่งนั้นอย่างโปร่งใส ผ่านระบบที่เราเรียกว่า Patch Update!  พร้อมฉลองครบรอบ 6 ปี ปล่อยอัพเดต Patch 3.2 เพิ่มน้ำ +37.5% เพิ่มเนื้อผลไม้ +40% ลดน้ำแข็ง แทนคำขอบคุณ

จากจุดเริ่มต้นของสองยูทูบเบอร์  ซารต์ – ปัทมพร ปรีชาวุฒิเดช  และ  กานต์ – อรรถกร รัตนารมย์ ในปี 2562 BEARHOUSE ถือเป็นหนึ่งในแบรนด์ไทยที่เติบโตจาก Passion อย่างแท้จริง โดยมีหัวใจหลักคือการส่งต่อ “ความสุขเล็กๆ ที่เกิดขึ้นได้ทุกวัน”

Patch Update ไม่ใช่แค่ศัพท์เทคนิค แต่มันคือ ระบบการพัฒนาแบรนด์อย่างต่อเนื่อง และได้แรงบันดาลใจจากเกม ซึ่งมักจะมีการอัพเดตเวอร์ชั่นเพื่อปรับปรุงประสบการณ์ผู้เล่นอย่างสม่ำเสมอ แนวคิดเดียวกันนี้ถูกนำมาใช้กับแบรนด์ เพื่อให้ลูกค้าไม่ต้องเดาว่าอะไรเปลี่ยนไป แต่สามารถเข้าใจได้เลยว่า BEARHOUSE ปรับปรุงอะไร และทำไปเพื่ออะไร

เพื่อฉลองครบรอบ 6 ปี BEARHOUSE ได้อัพเดตครั้งสำคัญ โดยยังคงราคาขายเท่าเดิม คือ เพิ่มปริมาณน้ำ +37.5% ทุกเมนู ลด น้ำแข็ง -37.5% เพื่อให้ปริมาณเครื่องดื่มมีความสมเหตุสมผลมากขึ้น เพิ่มเนื้อผลไม้ +40% ในชาผลไม้ เพิ่มสกิลความสดชื่นด้วยเมนูใหม่ เพิ่มเมนูใหม่ให้ลูกค้าฟินมากขึ้น เพิ่มทางเลือกเสิร์ฟเมนูพิเศษใน แก้ว GLITTER เมนูเดิม ในมุมมองใหม่ ขยายไซซ์เมนูอุ่นคุ้มขึ้น ให้ลูกค้ามากกว่าเดิม

สองยูทูบเบอร์ผู้ก่อตั้ง กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เกิดจากการที่ BEARHOUSE เติบโตมีถึง 42 สาขาทั่วไทย สามารถบริหารต้นทุนได้ดีขึ้น และตั้งใจนำผลกำไรกลับมา “ให้ลูกค้าได้มากขึ้น” จากร้านชานมไข่มุกโมจิเล็กๆ สู่ความตั้งใจที่จะเป็นร้านชานมไข่มุกโมจิอันดับ 1 ของไทย  เพราะ “การพัฒนาอย่างต่อเนื่องในทุกวัน” คือเส้นทางที่พา BEARHOUSE ไปได้ไกลกว่าเดิมในอนาคตอย่างแน่นอน

ตลอด 6 ปีจุดยืนไม่เปลี่ยน โดยใช้วัตถุดิบไทย ไม่ยอมลดคุณภาพเพื่อลดต้นทุน เพราะเชื่อว่า “คุณภาพที่ดี” สำคัญกว่า “ต้นทุนที่ถูก”  BEARHOUSE ย้ำชัดว่าแบรนด์ยังคงใช้ ใบชาจาก ไร่ชาจังหวัดเชียงราย ที่ได้รางวัลระดับโลก 2 ปีซ้อน และหนึ่งในเอกลักษณ์สำคัญของ BEARHOUSE คือ “ไข่มุกโมจิ” ที่ทำสดใหม่ในแต่ละวัน ไม่ใส่น้ำตาล ไม่ใช้สารกันบูด ไม่มีสารกันรา เพราะ BEARHOUSE เชื่อว่าความสุขในทุกแก้ว ควรเป็นความสุขที่สบายใจ และทานได้ทุกวัน

BEARHOUSE ยังคงเดินหน้าอัพเดตตัวเองแบบไม่หยุดนิ่ง Patch 3.2 ไม่ใช่แค่การเพิ่มหรือเปลี่ยนแปลงบางอย่าง แต่คือการประกาศเจตนารมณ์ของแบรนด์ว่า จะไม่หยุดอยู่กับมาตรฐานเดิมๆ และจะใช้แนวทางการ “อัพเดตอย่างเปิดเผย” เป็นเครื่องมือพัฒนาแบรนด์ระยะยาว เพื่อให้ลูกค้าเห็นถึงความตั้งใจ ไม่ใช่แค่ความเปลี่ยนแปลง 6 ปีที่ผ่านมา BEARHOUSE พิสูจน์ว่าความใส่ใจเล็กๆ สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า และยังเดินหน้าต่อด้วยเป้าหมายที่ใหญ่กว่าเดิม พร้อมสร้างมาตรฐานใหม่ให้วงการชานมไข่มุกโมจิไทย

นอกจากนี้ BEARHOUSE ยังเซอร์ไพรส์ให้กับลูกค้าด้วยการฉลองครบรอบ 6 ปี กับแคมเปญ HAPPINESS INFINITE in the CUP  เริ่มต้นด้วย “แก้วจุ่ม” ที่มีสิทธิ์ได้รับรางวัลรวมมูลค่ากว่า 1,200,000 บาท   รวมทั้งฉลองความสุขครั้งใหญ่ ในวันที่ 24 – 27 เมษายน 2568 ที่เซ็นทรัลลาดพร้าว ภายในงาน แจกกระเป๋า BEARHOUSE 6th Anniversary  พร้อมทั้งยังมีโปรโมชันชานมอัสสัม (M) แก้วที่สอง 6 บาท และยิ่งกว่านั้น BEARHOUSE ยกแก้วไซซ์ยักษ์มาให้ทุกคนแชร์โมเมนต์ Happiness  และกิจกรรมสนุกๆ อีกมากมาย อย่าง Lucky Game ลุ้นรับของรางวัลสุดพิเศษ และตู้สติกเกอร์ให้ถ่ายรูปเก็บความทรงจำสุดคิ้วท์

“สุดท้าย BEARHOUSE จะไม่หยุดอยู่แค่ 6 ปี แต่เราจะเดินหน้าต่อไปในแบบที่ดีกว่าเดิมในทุกๆ วัน ขอบคุณทุกคนที่อยู่เคียงข้าง และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางนี้ มาร่วมสร้างความสุขที่ไม่มีสิ้นสุด ไปด้วยกันอีกยาวๆ” สองยูทูปเปอร์ ผู้ก่อตั้ง กล่าว

ติดตามข้อมูลข่าวสารและกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่ Instagram: @bearhouse_thailand  /  Facebook: BEARHOUSE