‘อิ๊งค์’ตีมึน!!! หลัง‘ทักษิณ’เขย่า‘ภูมิใจไทย’ จ้องฮุบ‘เก้าอี้ มท.’คืน‘พท.’

‘อิ๊งค์’ตีมึน!!! หลัง‘ทักษิณ’เขย่า‘ภูมิใจไทย’ จ้องฮุบ‘เก้าอี้ มท.’คืน‘พท.’

‘อิ๊งค์’ตีมึน!!! หลัง‘ทักษิณ’เขย่า‘ภูมิใจไทย’ จ้องฮุบ‘เก้าอี้ มท.’คืน‘พท.’

วันศุกร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.21 น.

“อิ๊งค์”ตีมึน!!! หลัง”ทักษิณ”เขย่า”ภูมิใจไทย” จ้องฮุบ”เก้าอี้ มท.”คืน”พท.” อ้างงานเยอะยังไม่ได้ฟัง

เมื่อเวลา 15.55 น.วันที่ 30 พฤษภาคม 2568 ที่อาคารรัฐสภา น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ออกมาระบุว่าพรรคเพื่อไทย (พท.) ควรปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้กระทรวงมหาดไทย (มท.) มาอยู่ในความดูแลของพรรคเพื่อไทย โดยนายกฯ ย้อนถามว่า “ใครเป็นคนพูด เดี๋ยวจะต้องขอกลับไปดูก่อน เพราะว่าวันนี้ภารกิจเยอะมาก” เมื่อถามต่อว่า แนวคิดนี้จะทำให้เกิดแรงกระเพื่อมทางการเมืองหรือไม่ นายกฯ ย้อนถามอีกว่า “ใครเป็นคนให้สัมภาษณ์นะ” โดยผู้สื่อข่าวตอบกลับว่า “นายทักษิณ” นายกฯ จึงตอบว่า “อ๋อ หรอ เดี๋ยวขอกลับไปฟังก่อนนะ ยังไม่ได้ฟังเลย” (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : เขย่าภูมิใจไทย! ‘ทักษิณ’ปรามาสไม่ถอนตัวรัฐบาล เลิกกั๊กจ้องฮุบ‘มหาดไทย’)

​‘นันทนา-วุฒิพงศ์’จวก​‘มุ้งใหญ่สีน้ำเงิน’ ฝืนใจ ปชช.ฝ่าพิษ‘คดีฮั้ว’

​‘นันทนา-วุฒิพงศ์’จวก​‘มุ้งใหญ่สีน้ำเงิน’ ฝืนใจ ปชช.ฝ่าพิษ‘คดีฮั้ว’

​‘นันทนา-วุฒิพงศ์’จวก​‘มุ้งใหญ่สีน้ำเงิน’ ฝืนใจ ปชช.ฝ่าพิษ‘คดีฮั้ว’

วันศุกร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.40 น.

“นันทนา-วุฒิพงศ์”จวก”มุ้งใหญ่สีน้ำเงิน” ฝืนใจ ปชช.ฝ่าพิษ”คดีฮั้ว” เดินหน้าเลือก”องค์กรอิสระ-ศาล” ส่อผลประโยชน์ทับซ้อน

เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2568 ที่รัฐสภา น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว.แถลงภายหลังที่ประชุมวุฒิสภามีมติไม่เห็นด้วยที่จะชะลอการพิจารณาตามญัตติชะลอการตั้งคณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ รวมทั้งให้ความเห็นชอบกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จนกว่ามีคำตัดสินในคดีที่สมาชิกวุฒิสภาจำนวนมากตกเป็นผู้ถูกร้องและผู้ร้องขณะนี้ ว่า ผลการลงมติในการชะลอการลงมติเห็นชอบองค์กรอิสระและการตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติผู้ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระในวันนี้ ซึ่งเสียงข้างมากสามารถทำให้ญัตตินี้ตกไปด้วยเสียง จำนวน 125 เสียง ซึ่งถือว่าเป็นเสียงข้างมากที่ใช้ในการลงมติโดยปกติทั่วไป ไม่ว่าเสียงข้างน้อยของ สว.จะอภิปรายด้วยหลักการด้วยเหตุผลที่สมเหตุสมผลเพียงใด แต่ก็ไม่อาจที่จะโน้มน้าวให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกระบวนการการลงมติ และที่สำคัญประชาชนจำนวนมากไม่ต้องการให้สว.ลงมติเพื่อที่จะดำเนินการเลือกองค์กรอิสระในวันนี้ซึ่งมีถึง 7 ตำแหน่ง โดยจะเป็นสถานะขององค์กรอิสระไปอย่างสิ้นเชิง ทั้งนี้ สว.เสียงข้างมากก็ไม่ได้สนใจ ไม่เห็นหัวประชาชน ยังเดินหน้าเลือกองค์กรอิสระ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ฝืนความรู้สึกประชาชนและทำให้กระบวนการองค์กรอิสระบิดเบี้ยวไปหมด โดย สว.เสียงข้างน้อยได้อภิปรายและแสดงเหตุผลว่าเพราะอะไรที่ไม่ควรที่จะเลือกองค์กรอิสระ เนื่องจากเป็นประโยชน์ทับซ้อน

“เมื่อคู่กรณีนั่นคือ สว.ไปลงมติเลือกองค์กรอิสระซึ่งจะมาตัดสินคดีของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น กกต. , ป.ป.ช.หรือศาลรัฐธรรมนูญ ย่อมเกิดการบิดเบี้ยวของกระบวนการดังกล่าว จึงขอแสดงความเสียใจกับประชาชน ว่า สว.เสียงข้างมากเดินหน้าที่จะเห็นชอบองค์กรอิสระต่อไป และขอฟ้องประชาชน การทำหน้าที่ของ สว.เสียงข้างมากนั้นเหมาะสมหรือไม่” น.ส.นันทนา กล่าว

ด้าน น.ต.วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สว.กล่าวว่า ในนาม สว.เสียงข้างน้อย 30 คน เราพยายามทำเต็มที่แล้ว เราพยายามบอกว่าขอเลื่อนการพิจารณาออกไปก่อนเพื่อให้ผู้ที่ตรวจสอบเราดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 1 – 2 เดือน แต่สุดท้ายแล้วก็ได้เท่านี้ ขั้นตอนต่อไปประชาชนจะต้องพิจารณาเอาเอง

เมื่อถามว่า สว.เสียงข้างน้อยมีจำนวน 40 คน แต่ทำไม สว.เหล่านี้จึงไม่ร่วมลงชื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญ น.ส.นันทนา กล่าวว่า กระบวนการวันนี้เป็นแค่การชะลอการลงมติ ไม่ได้มีผลไปกล่าวโทษหรือส่งผลกระทบต่อผู้ที่ทำหน้าที่ แต่ญัตติที่ตนเสนอไปที่ต้องการ สว. 20 คน คือ 1 ใน 10 เป็นเรื่องตามมาตรา 82 คือการถอดถอนก่อนแล้วจึงขอให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ จึงเป็นยาแรงที่ส่งผลกระทบต่อผู้ที่ร่วมลงชื่อจึงมีผู้ร่วมลงชื่อไม่ครบตามจำนวน การชะลอตรงนี้เมื่อ สว.ทั้งหลายที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหาได้รับการพิพากษาว่าบริสุทธิ์ เขาก็สามารถกลับมาทำหน้าที่ต่อไป ฉะนั้น สว.เสียงข้างน้อยมองว่าเป็นมาตรการที่เหมาะสม

เมื่อถามว่า มั่นใจได้อย่างไรว่า สว. 37 คน ที่ลงมติเห็นชอบให้ชะลอการเลือกองค์กรอิสระจะอยู่รอดปลอดภัย น.ต.วุฒิพงศ์ กล่าวว่า ไม่ปลอดภัย ทุกวันนี้เราเสี่ยงค่อนข้างสูง เพราะเขาอาฆาตมาดร้ายเราแล้ว ส่วนการทำงานต่อไปของ สว.เสียงข้างน้อยค่อนข้างยากลำบาก อย่างไรก็ตาม หาก กกต.และดีเอสไอ จะทำงานล่าช้า คิดดูแล้วกันว่าจะเกิดผลกระทบอะไรกับเสียงข้างน้อย โดนกันหมดทุกฝ่าย ทำงานลำบาก

ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า กลุ่ม สว.เสียงข้างมาก เริ่มน้อยลงนั้น น.ต.วุฒิพงศ์ และ น.ส.นันทนา เห็นตรงกันว่า ขณะนี้เริ่มมีปฏิกิริยาจาก สว.เสียงข้างมาก ที่วันนี้มีการลาถึง 25 คน เพราะถูกแจ้งข้อกล่าวหาไปแล้ว จึงคิดว่าไม่มาเสียดีกว่า ส่วน สว.เสียงข้างน้อย ก็มีหายไปเช่นกัน ซึ่งเป็นพวกที่กลัว เพราะอาจมีปัญหาในการทำงาน วันนี้ทุกคนหวั่นเกรงต่อประชาชน แม้จะไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เพราะประชาชนกว่า 80 – 90% ไม่เห็นชอบ

“บางคนไปตลาดถูกถามว่าเป็น สว.หรือไม่ จะไม่ขายของให้ อีกทั้งถูกญาติพี่น้องสอบถามว่าเหตุใดจึงไม่ร่วมลงชื่อถอดถอน สว.ซึ่งเป็นเรื่องลำบากที่จะทำให้อยู่อย่างปลอดภัย และเมื่อฟังการอภิปรายในห้องประชุม ผมก็น้ำตาไหล สงสารตัวเอง สงสารประชาชน วันนี้จึงตัดสินใจลงมาชี้แจงกับประชาชนว่าอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ตอนนี้ผมไม่กลัวแล้ว แต่ขอยอมรับว่าก่อนหน้านี้เคยกลัว วันนี้ความกลัวเปลี่ยนเป็นความกล้าแล้ว อย่าขู่มาก ผมเป็นอดีตทหาร หากเจอขู่มากแล้วจะกล้า กล้าแล้วบ้าบิ่นด้วย หลายคนก็เป็นเพื่อนกันมา แต่วันนี้เขาบอกว่าไม่อยากพูดกับผม ไม่อยากมองหน้า แต่ก็ไม่เป็นอะไร ผมมองหน้าประชาชนได้ มองหน้าสื่อมวลชนได้ ไม่ละอายใจ แหงนหน้าไม่อายฟ้า ก้มหน้าไม่อายดิน ถ้าทำงานไม่ได้ ไม่สนุก อย่างมากก็กลับไปอยู่บ้านเลี้ยงหลาน วันนี้อายุ 64 ปีแล้ว” น.ต.วุฒิพงศ์ กล่าว

‘นักเขียนซีไรต์’สาดคำถามใครกันแน่ไม่เคารพกติกา ฟาดไม่มี‘แม้ว’ชาติสงบสุข

‘นักเขียนซีไรต์’สาดคำถามใครกันแน่ไม่เคารพกติกา ฟาดไม่มี‘แม้ว’ชาติสงบสุข

‘นักเขียนซีไรต์’สาดคำถามใครกันแน่ไม่เคารพกติกา ฟาดไม่มี‘แม้ว’ชาติสงบสุข

วันศุกร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.35 น.

‘นักเขียนซีไรต์’สาดคำถามใครกันแน่ไม่เคารพกติกา ฟาดไม่มี‘แม้ว’ชาติสงบสุข

30 พ.ค.68 นายวิมล ไทรนิ่มนวล นักเขียนรางวัลซีไรต์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า…

ใครไม่เคารพกติกา?

ใครไม่มีจรรยาบรรณ?

ใครสร้างความแตกแยก?

ไม่มีเมิงกับพรรคของเมิง รวมทั้งพรรคอะไหล่ของเมิงด้วย

บ้านเมืองก็สงบสุขแล้ว

โพสต์ดังกล่าวสืบเนื่องจากนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาระบุว่า “ถ้าทุกคนเคารพกติกา ไม่มีอคติต่อกัน มีจรรยาบรรณในวิชาชีพของตัวเอง ก็ไม่มีปัญหา แต่บางทีบางครั้ง ก็เลือกข้าง วันนี้ประเทศไทยเราต้องหยุดเลือกข้างได้แล้ว ต้องมาเลือกข้างประชาชน เลือกข้างประเทศไทยดีกว่า มันจะทำให้บ้านเมืองสงบเสียที” (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘ทักษิณ’มองเป็นอำนาจ‘รมว.สธ.’ วีโต้มติแพทยสภา) 

‘พุทธิพงษ์’ลั่น คิดให้ดีคิดให้ได้ ถึงเวลาที่ ปชช. ต้องตัดสินใจ ‘เลือกข้าง’

'พุทธิพงษ์'ลั่น คิดให้ดีคิดให้ได้ ถึงเวลาที่ ปชช. ต้องตัดสินใจ 'เลือกข้าง'

‘พุทธิพงษ์’ลั่น คิดให้ดีคิดให้ได้ ถึงเวลาที่ ปชช. ต้องตัดสินใจ ‘เลือกข้าง’

วันศุกร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.23 น.

30 พ.ค. 68 นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โพสต์ข้อความระบุว่า “ถึงเวลาเลือกข้าง… วันนี้ไม่มีแล้วการแบ่งสีเสื้อหรือ ความแตกแยกทางการเมือง วันนี้มีแต่ฝั่งคนคิดดี กับฝั่งคนคิดไม่ดี ไม่ซับซ้อน ดูได้จากการกระทำ ความคิด มันบ่งบอก 

เลือกเอาว่าจะยืนอยู่ข้างไหน… เคารพกฏระเบียบ หรือ ไม่เคารพกฏกติกา คิดสร้างคุณธรรม หรือ คิดสร้างกาสิโน คิดปกป้องผืนแผ่นดิน หรือ คิดแต่จะขายแผ่นดิน คิดจะออมเงิน หรือ คิดแต่จะใช้เงิน อยู่กับจริยธรรม หรืออยู่กับอธรรม…

ถึงเวลาที่ประชาชนต้องตัดสินใจ #อยู่ตรงกลางไม่เลือกข้างคงไม่ได้ #คิดให้ดีคิดให้ได้” 

ทั้งนี้ นายพุทธิพงษ์ เป็นบุตรคนโตของ ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.เหลือพร ปุณณกันต์ ซึ่งเป็นศิษย์เก่าแพทย์ศิริราชรุ่น 72 มีความเชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์และโรคต่อมไร้ท่อ

.-008 

เขย่าภูมิใจไทย! ‘ทักษิณ’ปรามาสไม่ถอนตัวรัฐบาล เลิกกั๊กจ้องฮุบ‘มหาดไทย’

เขย่าภูมิใจไทย! ‘ทักษิณ’ปรามาสไม่ถอนตัวรัฐบาล เลิกกั๊กจ้องฮุบ‘มหาดไทย’

เขย่าภูมิใจไทย! ‘ทักษิณ’ปรามาสไม่ถอนตัวรัฐบาล เลิกกั๊กจ้องฮุบ‘มหาดไทย’

วันศุกร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.23 น.

เขย่าภูมิใจไทย! ‘ทักษิณ’ปรามาสไม่ถอนตัวรัฐบาล เลิกกั๊กจ้องฮุบ‘มหาดไทย’

30 พฤษภาคม 2568 นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์พิเศษกับทาง 3 บก.เครือเนชั่น โดยนายทักษิณ สวมบทบาทเป็น บก.คนที่ 4 เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์การเมือง โดยเฉพาะความเป็นพรรคแกนนำรัฐบาลที่มักต้องคุมกระทรวงสำคัญๆไว้ในมือ ทางพรรคเพื่อไทยควรมีคนของตัวเองไปเป็น รมว.มหาดไทย หรือไม่

นายทักษิณ ระบุว่า การนำนโยบายไปถึงประชาชน กระทรวงหลักคือกระทรวงมหาดไทย วันนี้มันไม่ค่อยถึง เพราะว่ากระทรวงมหาดไทยยังไม่ค่อยทำเต็มที่ เวลามันเหลือ 2 ปีแล้ว จำเป็นอย่างยิ่งที่มหาดไทยต้องทำงานให้เต็มที่

เมื่อถามว่านายทักษิณ ผ่านการเมืองมาเยอะ และรู้จักพรรคเพื่อไทยดี วิเคราะห์ในฐานะ บก.คนที่4 รอบนี้ พรรคเพื่อไทยจะกล้ายึดหรือไม่ นายทักษิณ กล่าวว่า ผมยังไม่ได้ถามหัวหน้าพรรค ถ้าให้วิเคราะห์ก็เป็นเรื่องที่คงต้องพูดกันว่าให้พรรคเพื่อไทยเข้าไปทำบ้าง จะได้ทำนโยบายถึงเพื่อประชาชนได้สักที เพราะเวลาเหลือน้อยแล้ว อีก 2 ปีจะเลือกตั้งแล้ว

เมื่อถามว่า แล้วพรรคร่วมรัฐบาลที่มี 69 เสียง เขาจะยอมหรือไม่ ในเมื่อกระทรวงนั้นคือหัวใจหลักคุมอำนาจบริหารและเอาชนะทางการเมือง นายทักษิณ กล่าวว่า คือมันเป็นเรื่องการทำงานเพื่อประชาชน ถ้าอยากทำงานให้ได้ผล พรรคเพื่อไทยต้องตัดสินใจเพื่อให้นโยบายถึงประชาชนจริงๆ ก็ต้องให้กระทรวงมหาดไทยอยู่ในความดูแลของพรรคเพื่อไทย นี่คือหลักการ

เมื่อถามว่านอกจากกระทรวงมหาดไทยแล้ว ยังต้องมีกระทรวงไหนอีกที่สามารถทำให้รัฐบาลทำงานกระฉับกระเฉง และสามารถชนะเลือกตั้งครั้งต่อไป นายทักษิณ กล่าวว่า ก็กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ , กระทรวงพาณิชย์ , กระทรวงการคลัง และกระทรวงคมนาคม ก็เป็นหัวใจ คมนาคมก็เรื่องของรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย พูดไปแล้วต้องทำให้ได้ ถ้าทำไม่ได้ก็ต้องมีเหตุผลบอกกับประชาชน มันเสียนิสัย เพราะมันเคยเป็นพรรคใหญ่มาก่อน

เมื่อถามว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยเอากระทรวงมหาดไทยมาได้ คิดในฐานะนักวิเคราะห์ซึ่งมีประสบการณ์ทางการเมือง พรรคภูมิใจไทยเขาจะกล้าถอนตัวจากรัฐบาลหรือไม่ นายทักษิณ กล่าวว่า “คิดว่าน่าจะคุยกันรู้เรื่อง คงไม่ถอนมั้ง เราไม่อยากให้เขาถอนอ่ะ ก็อยู่ด้วยกันมา”

เมื่อถามว่า แต่ถ้าเขาอยู่ไม่ได้ นายทักษิณ กล่าวว่า อันนั้นก็เป็นเรื่องที่เราไม่สามารถควบคุมการตัดสินใจของแต่ละพรรคได้

‘สุดารัตน์’อัดรัฐบาล จัดงบฯ 69 แบบ’ขาดวิสัยทัศน์’ ลดงบลงทุน อีก7.3% ซ้ำเติมเศรษฐกิจ

'สุดารัตน์'อัดรัฐบาล จัดงบฯ 69 แบบ'ขาดวิสัยทัศน์' ลดงบลงทุน อีก7.3% ซ้ำเติมเศรษฐกิจ

‘สุดารัตน์’อัดรัฐบาล จัดงบฯ 69 แบบ’ขาดวิสัยทัศน์’ ลดงบลงทุน อีก7.3% ซ้ำเติมเศรษฐกิจ

วันศุกร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.19 น.

‘สุดารัตน์’อัดรัฐบาล จัดงบฯ 69 แบบ’ขาดวิสัยทัศน์’ ลดงบลงทุน อีก7.3% ซ้ำเติมเศรษฐกิจ หนี้สาธารณะแตะ 13 ล้านล้าน จ่อทะลุเพดาน เตือนใช้งบกลางอย่างโปร่งใส โดยเฉพาะงบ 1.57 แสนล้าน ที่ถูกโยกมาจากโครงการแจกเงินหมื่น เตือนอย่าให้กลายเป็นงบที่โกงแบบ Fast track  วอนนายกฯ ต้องเอาจริงกับการสร้างการเมืองสุจริต

เมื่อวันที่ 30 พ.ค.2568 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย แสดงความกังวลต่อการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ของรัฐบาล ที่แม้จะตั้งวงเงินสูงถึง 3.78 ล้านล้านบาท แต่กลับลด งบลงทุนลงถึง 7.3% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ทั้งที่ปีนี้ควรเป็นปีแห่ง “การฟื้นฟูเศรษฐกิจ” อย่างจริงจังหลังผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลก และสงครามการค้าของประเทศมหาอำนาจ

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า การลดงบลงทุนในช่วงเวลาที่ประเทศต้องการการฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจ พัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน เป็นการบริหารงบประมาณที่ “ขาดวิสัยทัศน์” และเสี่ยงซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจถดถอยในระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อเศรษฐกิจโลกยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งจากสงครามการค้า ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ราคาน้ำมันผันผวน และความท้าทายทางเทคโนโลยี

คุณหญิงสุดารัตน์ ระบุว่า การลงทุนภาครัฐควรเป็นหัวใจหลักของการฟื้นเศรษฐกิจ เพราะเป็นการสร้างการจ้างงาน กระจายรายได้ และยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ การลดงบในส่วนนี้สะท้อนถึงการขาดแผนระยะยาวและการตัดสินใจที่มองแค่ระยะสั้น รัฐบาลยังคงจัดสรรงบกลางสูงถึง 632,000 ล้านบาท ซึ่งอยู่ภายใต้อำนาจของนายกแต่เพียงผู้เดียว โดยไม่ต้องผ่านสภาอีก ซึ่งกังวลว่าการใช้งบในลักษณะนี้ ที่ผ่านมาเป็นเสมือน “งบเงินทอน“ แบ่งกันกินแบ่งกันใช้ เข้ากระเป๋าเฉพาะผู้มีอำนาจ โดยไม่สามารถนำมาแก้ไขปัญหา และทำให้ประชาชนมีกินมีใช้ได้จริง

ดังนั้นขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี ใช้งบประมาณมหาศาลนี้อย่างโปร่งใส มีประสิทธิภาพ ระมัดระวังและคิดอย่างรอบคอบยิ่งกว่าการใช้เงินในกระเป๋าของตัวเอง พร้อมทั้งเปิดเผยข้อมูลต่อประชาชน และเปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมกันตรวจสอบได้ เช่น กรณีรัฐบาลยกเลิกแจกเงินหมื่น แล้วโยกงบ 157,000 ล้านบาทไปใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ โดยให้เวลาเสนอแผนงานเพียง 3 วัน ซึ่งไม่เพียงพอและเสี่ยงต่อการทุจริตและการแบ่งผลประโยชน์ แบบ (Fast Track) ขณะเดียวกันโครงการอาจซ้ำซาก ตรวจสอบยาก ทั้งการสร้างถนน สร้างตึก จัดอบรมสัมมนา ขุดลอกคลอง ซึ่งองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น หรือ ACT ระบุว่าอาจมีการเรียกรับเงินใต้โต๊ะสูงถึง 30% หากเอกชนต้องการรับงานจากรัฐ 

หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ยังชี้ว่า การใช้งบประมาณที่ไม่มีทิศทาง และยังคงให้น้ำหนักกับงบด้านความมั่นคง มากกว่างบพัฒนาด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และเศรษฐกิจ อาจทำให้ประเทศไทยหลุดจากโอกาสในการยกระดับความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลก และพลาดโอกาสในการเตรียมพร้อมรับมือกับวิกฤตใหม่ ที่อาจเกิดขึ้น ในด้านรายได้ รัฐบาลคาดว่าจะจัดเก็บภาษีได้เพียง 2.88 ล้านล้านบาท ทำให้ต้องกู้เงินเพิ่มอีก 865,000 ล้านบาท เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ ส่งผลให้หนี้สาธารณะของประเทศจ่อทะลุ 13 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 69% ของ GDP ซึ่งเข้าใกล้เพดานหนี้สาธารณะที่กฎหมายกำหนดไว้ที่ 70% อย่างน่าเป็นห่วง

คุณหญิงสุดารัตน์ จึงเสนอให้รัฐบาลเร่ง เปลี่ยนแนวคิดการจัดงบประมาณใหม่ โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และกล้าลงทุนในสิ่งที่ตอบโจทย์ การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจให้กับประชาชน  พร้อมเสนอ 3 แนวนโยบายที่พรรคไทยสร้างไทยพร้อมให้รัฐบาลนำไปใช้ ดังนี้

1. ผลักดันโครงการ กองทุนเครดิตประชาชน ดอกเบี้ยต่ำ เพื่อช่วยผู้มีหนี้นอกระบบให้กลับเข้าระบบการเงินปกติ

2. เพิ่มงบรีสกิล-อัพสกิลแรงงาน ทุกกลุ่ม ให้พร้อมรับเศรษฐกิจยุคใหม่ และความต้องการแรงงานทักษะสูง

3. การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภาคเกษตรและอุตสาหกรรม เพื่อสร้างความยั่งยืนระยะยาว

คุณหญิงสุดารัตน์ ย้ำว่า ประเทศไทยไม่ได้ขาดงบประมาณ แต่ขาดแผน ขาดวิสัยทัศน์ของผู้นำ และที่สำคัญที่สุดคือ ขาดหัวใจที่มองเห็นความเดือดร้อนของประชาชน พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนร่างงบประมาณประจำปี 2569 อย่างรอบคอบ ก่อนประเทศจะเข้าสู่กับดักหนี้และความล้มเหลวทางเศรษฐกิจในระยะยาว

’ณัฐชา‘บี้ถาม‘งบเบี้ยยังชีพกลุ่มเปราะบาง’ เหน็บ‘นายกสแกมเมอร์’โฆษณาชวนเชื่อแต่ทำไม่ได้

’ณัฐชา‘บี้ถาม‘งบเบี้ยยังชีพกลุ่มเปราะบาง’ เหน็บ‘นายกสแกมเมอร์’โฆษณาชวนเชื่อแต่ทำไม่ได้

’ณัฐชา‘บี้ถาม‘งบเบี้ยยังชีพกลุ่มเปราะบาง’ เหน็บ‘นายกสแกมเมอร์’โฆษณาชวนเชื่อแต่ทำไม่ได้

วันศุกร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.10 น.

’ณัฐชา‘บี้ทวงถาม‘งบเบี้ยยังชีพกลุ่มเปราะบาง’ เหน็บมี‘นายกสแกมเมอร์’หรือไม่ ขายฝัน-สร้างโฆษณาชวนเชื่อแต่ทำไม่ได้ 

เมื่อวันที่ 30 พ.ค.2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร (สมัยวิสามัญ) เป็นพิเศษ ที่มีนายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท วาระแรก ต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 โดยนายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.กทม. พรรคประชาชน อภิปรายงบฯ กระทรวงพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ในการดูแลชีวิตของประชาชนตลอดจนความเป็นอยู่ของประชาชนตั้งแต่แรกเกิดจนถึงช่วงสุดท้ายของชีวิตว่า ยังขาดการดูแลจากภาครัฐ ที่ผ่านมารัฐบาลมีการโฆษณาชวนเชื่อ ให้ความหวังประชาชนขายฝันรายวันนับครั้งไม่ถ้วน โดยยังไม่มีผลงานใดๆ ในงบประมาณปี 2569 ที่จะมาดูแลประชาชน โดยเฉพาะการเพิ่มเบี้ยยังชีพให้กลุ่มเปราะบางทั้ง เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้พิการ ตามที่คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบในหลักการ เมื่อวันที่ 29พ.ย.2567

นายณัฐชา กล่าวต่อว่า ครม.เห็นชอบในหลักการการเพิ่มเบี้ยยังชีพตั้งแต่ครรภ์อายุ 4 เดือน – อายุ 6 ปี เมื่อประชาชนรับทราบก็ไปเตรียมความพร้อม จนตอนนี้ตั้งท้องกันหลายคน คาดว่าภายใน 4 เดือนในเดือนตุลาคมนี้ จะได้รับเงินช่วยเหลือจากทางภาครัฐ แต่ดูสัญญาณท่าทีแล้วก็ดูจะคว้าน้ำเหลวต่อไป ส่วนการปรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุแบบขั้นบันได แม้จะขึ้นมาเพียงน้อยนิด แต่นับว่าเป็นก้าวสำคัญที่กลุ่มผู้สูงอายุจะได้รับเบี้ยยังชีพที่สูงเพิ่มขึ้น เพื่อประทังชีวิตให้รอดความตายรายวัน ส่วนเบี้ยคนพิการ จาก 800 เป็น 1,000 บาทแบบถ้วนหน้า โดยเพิ่มขึ้นมา 200 บาท แม้เราจะไม่เห็นด้วยในจำนวน แต่อย่างน้อยก็ได้เพิ่มขึ้น 

นายณัฐชา กล่าวอีกว่า การเพิ่มเบี้ยยังชีพในครั้งนี้ไม่ใช่แค่ตนที่ดีใจ แต่ว่า สส.พรรครัฐบาล ต่างก็ดีใจแจ้งข่าวประชาชน ซึ่งลุงป้าน้าอา ตั้งท่าเฮมาได้ 6 เดือน ต้องฝันสลาย ครม.ไฟเขียวแล้วแต่ไฟเขียวท่าไหน วันนี้ติดไฟแดง ซึ่งเป็นการซ้ำเติมความทุกข์ร้อนของประชาชน เป็นคำโฆษณาชวนเชื่อที่เชื่อถือไม่ได้ แต่สุดท้ายเราก็มองหาคนรับผิดชอบ เมืองนี้เราอยู่กับผู้นำประเทศนายกสแกมเมอร์หรืออย่างไร เพราะสิ่งที่พูดมา กับสิ่งที่ท่านทำมา กลับไม่เป็นผล 

“มีการตั้งคำของบประมาณมาแล้วเต็มจำนวน รัฐมนตรีลงนามเห็นชอบแล้ว ส่วนครม.ก็รับทราบไปแล้ว แล้วกระบวนการเหลืออะไร เหลือเพียงการพยักหน้าจากท่านนายกฯ เหรอ หากครม.ชุดนี้มีความพยายามได้เศษเสี้ยวของความพยายามสู้เพื่อกลุ่มนายทุน ที่จะทำเอนเตอร์เทนเม้นท์คอมเพล็กซ์ แม้เงินไม่มีก็พยายามหาอย่างสุดใจ แต่โครงการเพิ่มเบี้ยยังชีพมีโครงการพร้อมแล้ว ขาดเพียงความจริงใจจากนายกรัฐมนตรี” นายณัฐชา กล่าว 

นายณัฐชา กล่าวด้วยว่า ตนขอเสนอทางออก ดังนี้ 1.ให้ออกมติคณะรัฐมนตรี รับรองไว้ และ 2. หาเงินใส่เต็มจำนวนให้ได้ ในข้อที่ 2 นั้น ขอกราบวิงวอนเพื่อนสมาชิกแห่งนี้ ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล ร่วมกันทำเพราะนี่คือหน้าที่ครั้งยิ่งใหญ่ ในฐานะตัวแทนของประชาชนที่เลือกเรามา ทำหน้าที่ช่วยกันตัดงบประมาณในชั้นกรรมาธิการให้มากที่สุด เพื่อนำมาดูแลชีวิตของลูกหลานพี่ป้าน้าอา ต้องการเพียง 38,548 ล้านบาท จะทำให้เด็ก ไม่ต้องถูกตกหล่น ผู้สูงอายุจะได้ขยับเขยื้อนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น 

ด้านนายวราวุฒิ ศิลปอาชา รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ชี้แจงว่า ขอบคุณสมาชิกที่ช่วยทวงเงิน เด็ก ผู้พิการ และผู้สูงอายุ เราได้ดำเนินการอย่างเต็มที่ ขณะนี้รอเงินอย่างเดียว 

สกร.เปิดช่องผู้ต้องขังสะสมเรียนรู้เข้าธนาคารหน่วยกิต

สกร.เปิดช่องผู้ต้องขังสะสมเรียนรู้เข้าธนาคารหน่วยกิต

สกร.เปิดช่องผู้ต้องขังสะสมเรียนรู้เข้าธนาคารหน่วยกิต

วันศุกร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 20.54 น.

สกร. จับมือกรมกรมราชทัณฑ์ ส่งเสริมการเรียนรู้มิติใหม่ เปิดโอกาสผู้ต้องขังนำผลลัพธ์การเรียนรู้ มาสะสมในธนาคารหน่วยกิต หรือ Credit Bank พร้อมพัฒนาหลักสูตรรายวิชาเลือก เทียบโอนได้ยืดหยุ่นขึ้น

นายธนากร  ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้  กล่าวว่า การส่งเสริมการเรียนรู้ ในมิติใหม่ต้องเกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา อยู่ที่ไหนก็เรียนได้  Anywhere Anytime  ตามนโยบาย ของ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ได้พัฒนาแนวทางและวิธีการจัดการเรียนรู้ ให้มีความยืดหยุ่น ใช้เวลาเรียนลดลง สอดคล้องกับบริบทการจัดการศึกษาในพื้นที่ต่างๆ รวมถึงผู้ต้องขังในเรือนจำ เพื่อเปิดโอกาสให้กลุ่มเป้าหมายผู้ต้องขังในเรือนจำได้รับวุฒิการศึกษาที่สูงขึ้น โดยเมื่อเร็วๆนี้ สกร.ได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อจัดทำและพัฒนาหลักสูตรรายวิชาเลือก เพื่อการเทียบโอนเข้าสู่หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 พร้อมทั้งได้กำหนดแนวทางการเทียบโอนผลการเรียนจากการศึกษาต่อเนื่องหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 สำหรับกลุ่มเป้าหมายผู้ต้องขังในเรือนจำ และ ประชุมชี้แจงแนวทางการเทียบโอนหลักสูตรการพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังกับรายวิชาของกรมส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานด้านการศึกษาของเรือนจำ/ทัณฑสถาน และสถานศึกษาในสังกัด สกร.ได้มีความรู้ความเข้าใจในการดำเนินการเทียบโอนหลักสูตรและปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้เรียนกลุ่มเป้าหมาย

“กรมส่งเสริมการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการ กับ กรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม ได้มีบันทึกความร่วมมือในการจัดการศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานให้แก่ผู้ที่อยู่ในความควบคุมของกรมราชทัณฑ์ตามคำสั่งศาล ที่ด้อยหรือพลาดโอกาสการศึกษา เพื่อให้สามารถกลับตนเป็นพลเมืองที่ดีไปใช้ชีวิตอย่างสุจริตชนในสังคมหลังจากพ้นโทษและไม่หวนกลับมากระทำผิดซ้ำอีก โดยจัดให้มีการเทียบโอนทักษะชีวิต ประสบการณ์ หรือ สิ่งที่ผู้ต้องขังได้เรียนรู้ผ่านกระบวนการพฤตินิสัยในด้านต่างๆ เป็นรายวิชาตามหลักสูตรของ สกร. รวมทั้งกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ได้เปิดโอกาสให้ผู้เรียนกลุ่มเป้าหมายดังกล่าว สามารถนำผลการเรียน หรือ ผลลัพธ์การเรียนรู้ มาสะสมในธนาคารหน่วยกิต หรือ Credit Bank เพื่อใช้ประโยชน์ในการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น และการประกอบอาชีพในอนาคตต่อไปได้ ” อธิบดี สกร.กล่าว

นายธนากร กล่าวด้วยว่า ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 ที่ผ่านมา มีกลุ่มเป้าหมายผู้ต้องขังในเรือนจำทั่วประเทศให้ความสนใจเรียนรู้ผ่านกระบวนการพฤตินิสัยในด้านต่างๆ เป็นรายวิชาตามหลักสูตรของ สกร. จำนวนทั้งสิ้น 27,027 คน จำแนกเป็นระดับประถมศึกษา 9,895 คน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 9,520 คน และ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 7,612 คน และเมื่อจำแนกตามภูมิภาค พบว่า มีผู้ต้องขังภาคเหนือ ลงทะเบียนระดับประถมศึกษา 2,050 คน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 1,679 คน และ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 1,276 คน ผู้ต้องขังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ลงทะเบียนระดับประถมศึกษา 1,996 คน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 2,600 คน และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 1,761 คน ผู้ต้องขังภาคกลาง ลงทะเบียนระดับประถมศึกษา 1,822 คน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 2,111 คน และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 21,85 คน ผู้ต้องขังภาคใต้ ลงทะเบียนระดับประถมศึกษา 2,612 คน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 1,969 คน และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 1,378 คน ผู้ต้องขังภาคตะวันออก ลงทะเบียนระดับประถมศึกษา 1,415 คน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 1,161 คน และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 1,012 คน.

‘บอร์ดคุรุสภา’ ยกเลิกข้อบังคับเก่า 3 ฉบับ รวมเป็นฉบับใหม่พิจารณาประพฤติผิดจรรยาบรรณครู

‘บอร์ดคุรุสภา’ ยกเลิกข้อบังคับเก่า 3 ฉบับ รวมเป็นฉบับใหม่พิจารณาประพฤติผิดจรรยาบรรณครู

‘บอร์ดคุรุสภา’ ยกเลิกข้อบังคับเก่า 3 ฉบับ รวมเป็นฉบับใหม่พิจารณาประพฤติผิดจรรยาบรรณครู

วันศุกร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.25 น.

‘บอร์ดคุรุสภา’ ยกเลิกข้อบังคับเก่า 3 ฉบับ รวมเป็นฉบับใหม่พิจารณาประพฤติผิดจรรยาบรรณครูบุคลากร ‘อมลวรรณ’ เผย หากข้อบังคับใหม่ประกาศใช้จะสรางคดีค้างท้อ 759 คดีให้เสร็จภายใน 2 เดือน

วันที่ 30 พฤษภาคม 2568 ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา ในฐานะกรรมการและเลขานุการการประชุมคณะกรรมการคุรุสภา ครั้งที่ 6/2568 โดยมี พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมวาระด่วน ว่า ที่ประชุมได้มีการพิจารณาวาระสำคัญและมีมติเห็นชอบ (ร่าง) ข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. ….  โดยได้ยกเลิกข้อบังคับเก่าทั้ง 3 ฉบับ และรวบเป็นฉบับใหม่ ซึ่งถือเป็นกฏหมายหลักที่สำคัญในการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณ ตามนโยบาย เรียนดีมีความสุข และรวดเร็ว ถูกต้อง ประโยชน์ ประหยัด ของ รมว.ศธ และทางคณะกรรมการคุรุสภา มองว่าเพื่อทำให้การลงโทษผู้ประพฤติผิดจรรยาบรรณเกิดความรวดเร็วเป็นธรรม ถูกต้อง ที่สำคัญทำให้เส้นทางของการพิจารณาทันเวลา ทันเหตุการณ์ เพราะโลกเปลี่ยนแปลงไป จึงได้มีการปรับให้มีความชัดเจนขึ้น 

โดยสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง จัดทำข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2559 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2563 บังคับใช้มาเป็นระยะเวลานาน และเพื่อให้การดำเนินงานทางจรรยาบรรณของวิชาชีพมีความรวดเร็วยิ่งขึ้น สอดรับกับสภาวการณ์ในปัจจุบัน เห็นควรแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับคุรุสภาดังกล่าว ตาม (ร่าง)ข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. …. ซึ่งได้ผ่านการพิจารณาของคณะอนุกรรมการกลั่นกรองการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ และคณะอนุกรรมการกฎหมายและระเบียบแล้ว โดยมีสาระสำคัญของประเด็นการปรับปรุงข้อบังคับ ดังนี้

ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวว่า สาระสำคัญของประเด็นการปรับปรุงข้อบังคับคุรุสภา ประกอบด้วย   1. ปรับปรุงข้อกำหนดเดิมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ประกอบด้วย 1.1 ทำให้ข้อกำหนดเดิมมีความชัดเจนมากขึ้น เช่น การพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพตามข้อบังคับคุรุสภา ในชั้นการสืบสวนเพื่อชี้มูลการประพฤติผิดจรรยาบรรณฯ ครอบคลุมบุคคลสองกลุ่ม ได้แก่ ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา และผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาโดยไม่มีใบอนุญาตเป็นการชั่วคราว  1.2 ปรับกระบวนการพิจารณาการประพฤติผิดทางจรรยาบรรณของวิชาชีพ ให้มีความกระชับมากขึ้น แต่มีมาตรฐานไม่ต่ำกว่ากฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง และปรับปรุงเหตุการคัดค้านอนุกรรมการสอบสวนให้สอดคล้องกับกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง

1.3 ปรับเพิ่มกรณีความผิดที่ปรากฏชัดแจ้ง ให้ครอบคลุมการพิจารณาคดีแพ่ง และ การดำเนินการทางวินัยของหน่วยงานต้นสังกัดของผู้ประกอบวิชาชีพ ซึ่งเป็นที่สิ้นสุดแล้ว

1.4 ปรับเพิ่มกรณีการพักใช้ใบอนุญาตไว้ก่อน ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ครอบคลุม กรณีที่เห็นประจักษ์ชัดของสังคมและอาจส่งผลเสียหายต่อวิชาชีพอย่างร้ายแรง เช่น เรื่องที่ปรากฏเป็นข่าวทางสื่อมวลชนที่อาจส่งผลเสียหายต่อวิชาชีพอย่างร้ายแรง  1.5 ปรับกระบวนการพิจารณาให้รองรับกับนโยบายการกระจายภารกิจไปยังพื้นที่จังหวัด เพื่อให้มีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดยให้บุคลากรของหน่วยงานทางการศึกษา ตำแหน่งนิติกรที่ปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัด และผู้ที่มีความรู้ทางกฎหมายไม่ต่ำกว่าระดับปริญญาตรี ร่วมปฏิบัติงานในคณะอนุกรรมการสอบสวนการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพได้ ทั้งนี้ บุคคลดังกล่าวต้องไม่มีลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา 13 และมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และไม่เคยประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพหรือกระทำผิดวินัย  1.6 กำหนดให้มีบุคคลผู้มีความรู้ในด้านจิตวิทยาหรือสังคมสงเคราะห์ เข้าร่วมในการสอบปากคำผู้เสียหายหรือพยานซึ่งเป็นเด็ก เพิ่มเติม 1.7 เพิ่มช่องทางการร้องเรียนกล่าวหา/กล่าวโทษ โดยกำหนดให้ร้องเรียนผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ได้

2. เพิ่มเติมข้อกำหนดใหม่ ประกอบด้วย

2.1 ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ และคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพวินิจฉัยชี้ขาดว่าเป็นความผิด แต่ใบอนุญาตหมดอายุ เป็นผลให้การออกคำสั่งทางปกครองไม่มีผลในการบังคับใช้ จึงกำหนดให้บันทึกข้อเท็จจริงไว้ในฐานข้อมูลเพื่อประกอบการพิจารณาลักษณะต้องห้ามของผู้ขอใบอนุญาตต่อไป  2.2 ในระหว่างการสืบสวนและสอบสวน หากผู้ถูกกล่าวหาหรือกล่าวโทษเสียชีวิต ให้เลขาธิการ
สั่งยุติเรื่อง และให้รายงานต่อคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพเพื่อทราบต่อไป  2.3 ข้อกำหนดเกี่ยวกับการดำเนินการพิจารณากรณี ดังนี้

1) กรณีการกระทำผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพในขณะที่ผู้กระทำผิดเป็นผู้มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ และขณะที่อยู่ระหว่างการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพดังกล่าวยังไม่แล้วเสร็จใบอนุญาตประกอบวิชาชีพของผู้กระทำผิดหมดอายุและมิได้ยื่นขอต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพที่หมดอายุแล้ว และไม่พบข้อมูลการต่ออายุใบอนุญาต

2) กรณีการกระทำผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพในขณะที่ผู้กระทำผิดเป็นผู้มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพที่หมดอายุแล้ว และไม่พบข้อมูลการต่ออายุใบอนุญาต

เลขาธิการคุรุสภา กล่าวเพิ่มเติมว่า ขบวนการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณ ทางคุรุสภาจะจัดทำ MOU กับ สำนักงานปลัดศธ. และทุกหน่วยงานต้นสังกัด ดังนั้น ต่อไปการสืบสวนสอบสวนส่วนหนึ่งคุรุสภาจะนำข้อมูลสำนวนมาจากต้นสังกัด เป็นการทำงานแบบบูรณาการร่วมกัน เพื่อให้การสอบสวนเกิดความรวดเร็วยิ่งขึ้น และผลที่ออกมาก็สอดคร้องกัน และได้มีการเพิ่มโทษ กรณีที่กระทำผิดชัดแจ้งจะครอบคลุมทั้งคดีแพ่งและการดำเนินการทางวินัยของต้นสังกัด และมีการปรับเพิ่มการของการพักใช้ใบอนุญาตให้สอดคร้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เรื่องที่ปรากฏเป็นข่าวก็สามารถดำเนินการพักใช้ใบอนุญาตได้เลย จึงจะทำให้คนที่ประพฤติผิดจรรยาบรรณได้รับโทษโดยเร็วที่สุด และจะมีบุคคลภายนอกที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาร่วมพิจารณาคดีความในขบวนการสืบสวนสอบสวนได้ด้วย  

“ข้อบังคับใหม่ของขบวนการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณ ถ้าความผิดไม่รุนแรง คุรุสภาก็สามารถพักใช้ใบอนุญาตได้ทันทีตามความผิดที่ปรากฏชัดแจ้ง  เหมือนกับวิชาชีพอื่นๆที่พักใช้ไว้ก่อน การดำเนินกานขึ้นอยู่กับระดับความผิด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นในขบวนการจะดำเนินไปเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกคน  ดังนั้น ระยะเวลา จึงขึ้นอยู่กับระดับของความผิด แต่การลดขั้นตอนต่างๆลงจะทำให้ระยะเวลาของการตรวจสอบสั้นลงมาก ซึ่งตั้งแต่ปี 2550 -2568 เราสามารถสะสร้างได้ 759 คดี จาก 2,000 กว่าคดี ดังนั้น หากข้อบังคับฉบับใหม่นี้ประกาศใช้ได้เร็ว คุรุสภาก็น่าจะพิจารณาคดีที่ค้างเหลือ เสร็จได้ภายใน 2 เดือนนี้ ต้องขอขอบคุณกรรมการคุรุสภา ที่มี พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ.เป็นประธาน ท่านได้เน้นย้ำในเรื่องนี้ เพื่อทำให้ครูและบุคลากรทางการศึกษา คนที่จะทำให้วิชาชีพของเราถูกมองในทางที่ไม่ดี ถูกดำเนินการโดยเร็วที่สุด ซึ่งในวันนี้(30 พ.ค.) รมว.ศธ.ท่านก็จะลงนามในข้อบังคับฉบับใหม่นี้ จากนั้น คุรุสภาจะส่งให้กฤษฎีกาพิจารณาและประกาศในราชกิจจานุเบกษาเร็วที่สุด“ เลขาธิการ คุรุสภา กล่าว 

Thai PBS ร่วมมือ EBS เกาหลีใต้ ผลิตสารคดีชุด ‘Chemistry’

Thai PBS ร่วมมือ EBS เกาหลีใต้ ผลิตสารคดีชุด 'Chemistry'

Thai PBS ร่วมมือ EBS เกาหลีใต้ ผลิตสารคดีชุด ‘Chemistry’

วันศุกร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.51 น.

ไทยพีบีเอส เดินหน้าสร้างความร่วมมือระดับนานาชาติ กับ EBS เกาหลีใต้ สร้างสรรค์สารคดี ชุด“Chemistry” เชื่อมโยงชีวิตจริงและการเปลี่ยนแปลงของโลก พร้อมคว้ารางวัล PD of the Monthly Award จากสมาคมผู้ผลิตและผู้กำกับภาพยนตร์เกาหลี เตรียมออนแอร์ใน Thai PBS ปลายปีนี้ 

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส โดย รศ.ดร.วิลาสินี พิพิธกุล ผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ได้ลงนามข้อตกลงความร่วมมือในการผลิตสารคดี กับ นัม ซุนซุก ผู้อำนวยการใหญ่ สถานีโทรทัศน์เพื่อการศึกษาแห่งเกาหลี (EBS) ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรสื่อสาธารณะชั้นนำของเอเชีย เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์สารคดีชุด “Chemistry”ความยาว 2 ตอน ตอนละ 50 นาที ในรูปแบบความร่วมมือในการผลิตทั้งทางเทคนิคเนื้อหา และเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ร่วมกัน เมื่อวันที่ 24 เม.ย. 2568 ที่ผ่านมา 

รศ.ดร.วิลาสินี พิพิธกุล ผู้อำนวยการ ส.ส.ท. เปิดเผยว่า โครงการนี้เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของไทยพีบีเอสในการพัฒนาความร่วมมือระดับภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างสรรค์เนื้อหาที่มีคุณค่าและเข้าถึงผู้ชมหลากหลายประเทศ เชื่อว่าสารคดีเรื่อง Chemistry จะไม่เพียงนำเสนอความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ในเชิงลึกที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริงอน่างเป็นรูปธรรมเท่านั้น แต่ยังถ่ายทอดมิตรภาพและความเข้าใจระหว่างคนต่างวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้งด้วย

ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว Thai PBS ดูแลการผลิตในประเทศไทย รวมถึงการจัดทำเวอร์ชันภาษาไทย ขณะที่ EBS จะดูแลการกำกับการผลิต การถ่ายทำหลัก และการผลิตเวอร์ชันสากลในภาษาอังกฤษและภาษาอื่น ๆ และมีการวางแผนออกอากาศในประเทศเกาหลีใต้ภายในเดือนเม.ย. 2568 และในประเทศไทยภายในเดือน ธ.ค. 2568

ในด้านลิขสิทธิ์และการจัดจำหน่าย ทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมกันในการแบ่งปันสิทธิและรายได้อย่างเป็นธรรม โดยมีเป้าหมายให้เนื้อหานี้เข้าถึงผู้ชมในระดับสากล รวมถึงการส่งเข้าประกวดในเวทีเทศกาลภาพยนตร์และสื่อระดับนานาชาติ

“เราหวังว่าสารคดีเรื่องนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้ชมได้เห็นบทบาทของศาสตร์ด้านเคมีที่เชื่อมโยงกับตนเองและการเปลี่ยนแปลงในระดับโลก เพื่อการใช้ประโยชน์อย่างรู้เท่าทันและเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระหว่างประเทศในรูปแบบอื่น ๆ ต่อไปในอนาคต” รศ. ดร.วิลาสินีกล่าว

และล่าสุด ทาง EBS ได้แจ้งมายัง ส.ส.ท.เมื่อ 8 พฤษภาคม 2568 ว่าหลังจากเผยแพร่สารคดีดังกล่าวในประเทศเกาหลีแล้วได้รับรางวัล PD of the Monthly Award จากสมาคมผู้ผลิตและผู้กำกับภาพยนตร์เกาหลี และได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณจากสมาคมเคมีเกาหลีอีกด้วย
ไม่พลาดทุกข่าวสาร สาระความรู้ และคอนเทนต์คุณภาพ ติดตามไทยพีบีเอสทุกช่องทางออนไลน์ ได้ที่
▪ Website : http://www.thaipbs.or.th
▪ Application : Thai PBS
▪ Social Media Thai PBS : Facebook, YouTube, X , LINE, TikTok, Instagram, Threads, Linkedin