‘สุรเดช’ นำทีม พปชร.ลงพื้นที่เชียงใหม่ รับฟังปัญหาราคาน้ำนมดิบตกต่ำ

'สุรเดช' นำทีม พปชร.ลงพื้นที่เชียงใหม่ รับฟังปัญหาราคาน้ำนมดิบตกต่ำ

‘สุรเดช’ นำทีม พปชร.ลงพื้นที่เชียงใหม่ รับฟังปัญหาราคาน้ำนมดิบตกต่ำ

วันเสาร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.04 น.

“สุรเดช” นำทีม พปชร.ลงพื้นที่เชียงใหม่ รับฟังปัญหาราคาน้ำนมดิบตกต่ำ-การเข้าถึงกองทุนฟื้นฟู

นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พร้อมด้วย นายภัครธรณ์ เทียนไชย รองเลขาธิการพรรค ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานการเลือกตั้ง พปชร. และคณะ ได้ลงพื้นที่ ต.ออนกลาง อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ พบปะและรับฟังปัญหากลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ที่กำลังเผชิญกับปัญหาราคาน้ำนมดิบตกต่ำและอุปสรรคเข้าถึงกองทุนฟื้นฟูเกษตรกรกร โดยมีตัวแทนกลุ่มประชาชนที่เดือดร้อนและได้รับผลกระทบเข้าร่วมกว่า 100 คน

นายสุรเดช กล่าวว่า ตนเป็นตัวแทน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้า พปชร. มารับฟังปัญหาประชาชนที่ร้องเรียนผ่านทางว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.พรรค  ซึ่งตอนนี้แม้ไม่ได้เป็น ส.ส.เชียงใหม่ ก็ตาม ถือเป็นการสะท้อนความมุ่งมั่นของพรรคในการเข้าถึงและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนประชาชนระดับรากหญ้า พร้อมเปิดเวทีรับฟังปัญหาสำคัญจากกลุ่มเกษตรกรหลายประเด็น เช่น ปัญหาน้ำนมดิบราคาตกต่ำที่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมพื้นที่ อ.แม่ออน ได้รับผลกระทบเพราะตอนนี้ราคาน้ำนมดิบลดลงอย่างต่อเนื่อง

นายสุรเดช  กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีปัญหาจากกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร จ.เชียงใหม่ ซึ่งตัวแทนเกษตรกรได้หยิบยกประเด็นเกี่ยวกับซื้อหนี้ และขอรับงบประมาณสนับสนุนจากกองทุนการผลักดัน และส่งเสริมกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถสร้างรายได้ให้กับกลุ่มดังกล่าว ซึ่งการทำงานพรรคได้คำนึงถึงความเดือดร้อนของประชาชนไม่ว่าอยู่ตรงไหนก็ตาม

กมธ.เทคโนโลยีสารสนเทศฯ หารือร่วม อสมท. ถกอนาคตทีวีดิจิทัล ชี้ต้องเร่งปรับตัวแข่งเอกชน

กมธ.เทคโนโลยีสารสนเทศฯ หารือร่วม อสมท. ถกอนาคตทีวีดิจิทัล ชี้ต้องเร่งปรับตัวแข่งเอกชน

กมธ.เทคโนโลยีสารสนเทศฯ หารือร่วม อสมท. ถกอนาคตทีวีดิจิทัล ชี้ต้องเร่งปรับตัวแข่งเอกชน

วันเสาร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.02 น.

กมธ.เทคโนโลยีสารสนเทศฯ หารือร่วม อสมท. ถกประเด็นอนาคตทีวีดิจิทัล ชี้ต้องเร่งปรับตัวแข่งเอกชน พร้อมแนะแนวทางต่อใบอนุญาตหลังปี 2572

วันที่ 24 พฤษภาคม 2568  ที่บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) คณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา นำโดย นายนิเวศ พันธ์เจริญวรกุล ประธานคณะกรรมาธิการ พร้อมด้วยคณะกรรมาธิการ เดินทางไปราชการเพื่อหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคณะกรรมการและผู้บริหาร บมจ.อสมท โดยมี นายผาติยุทธ ใจสว่าง รักษาการผู้อำนวยการใหญ่ และคณะผู้บริหารให้การต้อนรับ

การหารือครั้งนี้มุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับ ยุทธศาสตร์ของ อสมท. ในฐานะสื่อสาธารณะภายใต้ระบบดิจิทัล ท่ามกลางความท้าทายจากเทคโนโลยีสื่อใหม่ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค และการแข่งขันจากแพลตฟอร์มเอกชน ทั้งยังหารือถึงแนวทางการเตรียมความพร้อมในการสิ้นสุดใบอนุญาตโทรทัศน์ดิจิทัลในปี 2572 ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการรายเดิมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นายนิเวศ พันธ์เจริญวรกุล กล่าวแสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์อุตสาหกรรมสื่อที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วว่า แม้ อสมท. จะเป็นรัฐวิสาหกิจ แต่ต้องพึ่งพาตนเองอย่างเต็มที่ ไม่มีงบประมาณสนับสนุนจากภาครัฐ ขณะเดียวกัน มูลค่าหลักทรัพย์ในตลาดก็ลดลง การแข่งขันกับเอกชนที่ได้เปรียบทั้งด้านต้นทุนและการเข้าถึงสปอนเซอร์ ยิ่งกดดันให้ อสมท. ต้องเร่งปรับตัว

โดยนายนิเวศ เสนอให้ อสมท. หันมาใช้ประโยชน์จากทรัพย์สิน เช่น การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ หรือการสร้างคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มหลากหลาย เพื่อเพิ่มรายได้ พร้อมเรียกร้องให้ภาครัฐสนับสนุนกลไกการแข่งขันที่เป็นธรรมให้กับผู้ประกอบการรายเดิมที่มีภาระทางสังคมควบคู่กับภาระธุรกิจ

ด้านนายชิบ จิตนิยม วุฒิสมาชิกและโฆษกคณะกรรมาธิการฯ ได้หยิบยกประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการหมดอายุสัมปทานของทีวีดิจิทัลในปี 2572 ขึ้นหารือ พร้อมเสนอว่า หากมีการต่ออายุใบอนุญาต น่าจะเป็นแนวทางที่เหมาะสมกว่า เพราะหากเลือกใช้วิธีประมูลใหม่ อาจมีผู้เข้าร่วมจำนวนน้อย และในท้ายที่สุดประเทศอาจเหลือผู้ประกอบการเพียง 6–7 ราย

นายชิบยังแสดงความกังวลถึงความไม่ชัดเจนของ กสทช. ว่า นโยบายและแนวทางของ กสทช. ในหลายประเด็นยังไม่มีความคืบหน้า ปัญหาเก่ายังไม่ถูกแก้ ไม่นับรวมปัญหาใหม่ที่ยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง พร้อมระบุว่า อสมท. ยังคงเผชิญผลประกอบการขาดทุนทั้งในกิจการวิทยุและโทรทัศน์ ซึ่งถือเป็นความท้าทายครั้งสำคัญในการรักษาสถานะและบทบาทในยุคดิจิทัล

การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในครั้งนี้ ได้เปิดประตูสู่ ความร่วมมือระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติและภาคธุรกิจสื่อ เพื่อกำหนดแนวทางนโยบายที่ตอบโจทย์อนาคตของอุตสาหกรรมสื่อไทย อันจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนทั้งในแง่ของการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศให้ทันโลกที่หมุนเร็วอย่างไม่มีวันหยุด
 

‘นายกฯอิ๊งค์’ สั่งการ ‘อนุทิน’ รุดช่วยเหลือน้ำท่วมแม่สาย พร้อมให้ตรวจสอบสารปนปื้นในน้ำด้วย

'นายกฯอิ๊งค์' สั่งการ 'อนุทิน' รุดช่วยเหลือน้ำท่วมแม่สาย พร้อมให้ตรวจสอบสารปนปื้นในน้ำด้วย

‘นายกฯอิ๊งค์’ สั่งการ ‘อนุทิน’ รุดช่วยเหลือน้ำท่วมแม่สาย พร้อมให้ตรวจสอบสารปนปื้นในน้ำด้วย

วันเสาร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.58 น.

“นายกฯ”สั่ง”อนุทิน”ลงพื้นที่ช่วยเหลือปชช. ชาวแม่สายด่วน หลังเกิดน้ำท่วมกะทันหัน พร้อมให้ตรวจสอบสารปนปื้นในน้ำด้วย

วันที่ 24 พ.ค. นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งอยู่ระหว่างการเดินทางในการส่งเสริมและผลักดันความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน การขายสินค้าไทยในตลาดและห้างสรรพสินค้าต่างประเทศ และขยายแผนการท่องเที่ยวภาคพื้นยุโรป ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร และหารือกับผู้บริหาร Formula 1 ณ เมืองมอนติคาร์โล ราชรัฐโมนาโก ได้โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า ดิฉันได้รับรายงาน กรณี น้ำท่วมแม่สาย ซึ่งเป็นน้ำที่ทะลักจากเมียนมาลงสู่แม่สายบริเวณใกล้วัดพรหมวิหาร ขณะนี้ดิฉันได้สั่งการให้ท่าน

อนุทิน รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กระทรวงมหาดไทย เข้าไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชนโดยด่วน และให้กระทรวงสาธารณะสุข ลงพื้นที่เพื่อเก็บตัวอย่างน้ำมาตรวจ ลดความตื่นตระหนกเรื่องน้ำมีสารปนเปื้อน และให้ตรวจเช็คร่างกายพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบ พร้อมเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดต่อไปค่ะ

รัฐบาลโชว์ผลงาน 6 เดือน แก้หนี้นอกระบบ ช่วยลูกหนี้กว่า 7.7 หมื่นราย วงเงิน 2.4 พันล้านบาท

รัฐบาลโชว์ผลงาน 6 เดือน แก้หนี้นอกระบบ ช่วยลูกหนี้กว่า 7.7 หมื่นราย วงเงิน 2.4 พันล้านบาท

รัฐบาลโชว์ผลงาน 6 เดือน แก้หนี้นอกระบบ ช่วยลูกหนี้กว่า 7.7 หมื่นราย วงเงิน 2.4 พันล้านบาท

วันเสาร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.49 น.

รัฐบาลโชว์ผลงาน 6 เดือน แก้หนี้นอกระบบ ช่วยลูกหนี้กว่า 7.7 หมื่นราย วงเงิน 2.4 พันล้านบาท
 
นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยความคืบหน้าการช่วยเหลือทางการเงิน เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ ของกระทรวงการคลังที่ร่วมกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ได้แก่ ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ผ่านมาตรการสินเชื่อต่าง ๆ พบว่า  ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. 66 – 22 พ.ค. 68 มีประชาชนที่เป็นหนี้นอกระบบได้รับอนุมัติให้ความช่วยเหลือทางการเงินไปแล้ว 77,929 ราย มียอดอนุมัติรวมทั้งสิ้น 2,400.98 ล้านบาท โดยเพิ่มขึ้นจากผลการดำเนินการ ณ วันที่ 7 พฤษภาคม 2568 จำนวน 2,406 ราย และมียอดอนุมัติเพิ่มขึ้น 53.02 ล้านบาท

ทั้งนี้ กระทรวงการคลัง ได้เพิ่มช่องทางในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบให้แก่ประชาชนรายย่อยในอัตราดอกเบี้ยที่เป็นธรรม ไม่ถูกเอาเปรียบจากเจ้าหนี้นอกระบบที่เรียกเก็บอัตราดอกเบี้ยที่เกินกว่ากฎหมายกำหนด รวมทั้งยังเป็นช่องทางให้เจ้าหนี้นอกระบบสามารถเข้ามาให้บริการสินเชื่อในระบบอย่างถูกกฎหมายด้วย 

จากข้อมูลเดือน เม.ย 68  รายงานว่า มีนิติบุคคล (บริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด) ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์และเปิดดำเนินการแล้ว 1,155 ราย ใน 75 จังหวัด และช่วงสิ้นเดือน มี.ค. 68 มีการอนุมัติสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์ให้กับประชาชนรายย่อยสะสมทั้งสิ้น 5,081,240 บัญชี เป็นจำนวนเงินรวม 50,066.09 ล้านบาท โดยเป็นยอดสินเชื่อคงค้าง 393,010 บัญชี เป็นจำนวนเงิน 7,429.15 ล้านบาท

เปิดโปรแกรม’นายกฯอิ๊งค์’ เตรียมร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 46

เปิดโปรแกรม'นายกฯอิ๊งค์' เตรียมร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 46

เปิดโปรแกรม’นายกฯอิ๊งค์’ เตรียมร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 46

วันเสาร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.34 น.

“นายกฯ”เตรียมร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 46 มาเลเซีย จับมือกันแก้ปัญหาในทุกมิติของสมาชิกพร้อมร่วมกำหนดวิสัยทัศน์ร่วมกันอีก 20 ปีข้างหน้า เพื่อประชาชนในภูมิภาคกว่า 670 ล้านคน ย้ำเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญของอาเซียน

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่านางสาว แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีกำหนดการออกเดินทางไปร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่46 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ประเทศมาเลเซียในวันพรุ่งนี้ (25 พ.ค.)เวลา 18.30 น. และจะเข้าร่วมประชุมอาเซียนเช้าวันจันทร์ที่ 26 และวันอังคารที่27 พฤษภาคม นี้ ภายใต้แนวคิดหลัก “การมีส่วนร่วมอย่างทั่วถึง และความยั่งยืน” (Inclusivity and Sustainability)  โดยนายกรัฐมนตรีจะเข้าร่วมการประชุมในกรอบอาเซียน 7 รายการ และเข้าร่วมการประชุม IMT-GT (Indonesia– Malaysia–Thailand Growth Triangle) ระดับผู้นำ ครั้งที่ 16 

สำหรับการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 46 นี้เป็นการประชุมระดับผู้นำวาระแรกของปี โดยนายกรัฐมนตรีจะร่วมกันกับผู้นำอาเซียนกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนอาเซียน ตลอดปี 2568 รวมถึงแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ระหว่างประเทศและในภูมิภาคที่มีผลกระทบต่อภูมิภาค เพื่อกำหนดแนวทางรับมือสำหรับอาเซียน ซึ่งผู้เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้  ประกอบด้วย ผู้นำอาเซียน 9 ประเทศ และปลัดกระทรวงการต่างประเทศเมียนมา และเลขาธิการอาเซียน 

สาระสำคัญในการประชุมครั้งนี้ ผู้นำอาเซียนจะร่วมกันรับรองวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียน ปี ค.ศ. 2045 ซึ่งจะใช้ขับเคลื่อนประชาคมอาเซียนในอีก 20 ปีข้างหน้า
     
สำหรับการประชุมในวันอังคาร ที่27 พฤษภาคม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียนได้เชิญผู้นำกลุ่มประเทศความร่วมมือ รัฐอ่าวอาหรับ (GCC) ซึ่งประกอบด้วย ประเทศบาห์เรน คูเวต โอมาน กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และซาอุดีอาระเบีย และนายกรัฐมนตรีจีน เข้าร่วมการประชุมด้วย ซึ่งจะเป็นโอกาสของไทยและอาเซียน ในการแสวงหาความร่วมมือและความเป็นพันธมิตรกับประเทศนอกอาเซียนที่มีศักยภาพสูง นายจิรายุกล่าว

สำหรับกำหนดการสำคัญของนายกรัฐมนตรี มีดังนี้ 

วัน อาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม 2568 เวลา 18.30 น. นายกรัฐมนตรีจะออกเดินทางจากท่าอากาศยานทหาร บน. 6 ซึ่งจะไปถึงกรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย ในเวลา 21.50 น. ตามเวลาท้องถิ่น (เวลาที่กรุงกัวลาลัมเปอร์เร็วกว่ากรุงเทพฯ 1 ชม.)

วันที่ 26 พฤษภาคม 2568  นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการเข้าร่วมการประชุม ดังนี้ 1) การประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 46 (Plenary) 2) การประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 46 อย่างไม่เป็นทางการ (Retreat) 3) การพบหารือระหว่างผู้นำอาเซียนกับคณะผู้แทนสมัชชารัฐสภาอาเซียน 4) การพบหารือระหว่างผู้นำอาเซียนกับผู้แทนเยาวชนอาเซียน และ 5) การพบหารือระหว่างผู้นำอาเซียนกับผู้แทนสภาที่ปรึกษาธุรกิจอาเซียน 

จากนั้นในช่วงเย็น นายกรัฐมนตรีจะเข้าร่วม พิธีลงนามปฏิญญากรุงกัวลาลัมเปอร์ว่าด้วยอาเซียน 2045: อนาคตร่วมกันของเรา (Kuala Lumpur Declaration on ASEAN 2045: Our Shared Future) และเข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำ ที่นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และภริยา เป็นเจ้าภาพ

วันจันทร์ที่ 27 พฤษภาคม 2568 นายกรัฐมนตรีจะเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน – คณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (ASEAN – GCC Summit) ครั้งที่ 2 จากนั้น สมเด็จพระราชาธิบดีอิบราฮิมพระราชทานเลี้ยงอาหารกลางวันแก่ผู้นำอาเซียน

โดยในช่วงบ่าย นายกรัฐมนตรีจะเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน – คณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ – จีน (ASEAN – GCC – China Summit) ก่อนเข้าร่วมการประชุมแผนงานการพัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่าย อินโดนีเซีย – มาเลเซีย – ไทย (IMT – GT) จากนั้น นายกรัฐมนตรีจะเดินกลับโดยจะถึงประเทศไทย ณ ท่าอากาศยานทหาร บน.6 ในเวลา 20.35 น. 

‘หมอวรงค์’ สั่งสอน ‘ทนาย-รมต.อุ๊งอิ๊งค์’ ปมจะเอาเงินระบายข้าว 18 ล้านชดใช้แทน ชี้’คนละส่วน’ ทุจริตต้องจ่ายเอง!

'หมอวรงค์' สั่งสอน 'ทนาย-รมต.อุ๊งอิ๊งค์' ปมจะเอาเงินระบายข้าว 18 ล้านชดใช้แทน ชี้'คนละส่วน' ทุจริตต้องจ่ายเอง!

‘หมอวรงค์’ สั่งสอน ‘ทนาย-รมต.อุ๊งอิ๊งค์’ ปมจะเอาเงินระบายข้าว 18 ล้านชดใช้แทน ชี้’คนละส่วน’ ทุจริตต้องจ่ายเอง!

วันเสาร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.21 น.

วันที่ 24 พฤษภาคม 2568 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม  ประธานพรรคไทยภักดี โพสต์เฟซบุ๊กว่าให้ความรู้ทนายและรัฐมนตรีอุ๊งอิ๊ง

ขอให้ความรู้กับทนายความ และรัฐมนตรี ของรัฐบาลอุ๊งอิ๊ง ที่ออกมาพูดว่า

จะเอาเงินที่ระบายข้าว18ล้านตัน มาชดใช้แทน ที่ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งให้ยิ่งลักษณ์ต้องชดใช้ค่าสินไหม(ค่าเสียหาย) 10,028 ล้านบาท

คนที่มีสติปัญญาปกติ ก็น่าจะรู้ว่า ศาลเห็นว่า การระบายข้าวแบบจีทูจี เป็นการร่วมกันทุจริต ขายข้าวสารราคาถูก ในขณะที่ข้าวสารตลาดราคาสูง เพื่อเลี่ยงการประมูล มีทั้งสิ้น 4สัญญา นำไปสู่ค่าเสียหาย 20,057 ล้านบาท แต่ให้ยิ่งลักษณ์รับผิดชอบ 50% คือ 10,028 ล้านบาท ศาลท่านให้ชดใช้เรื่องที่มีการทุจริต

ส่วนข้าวสารที่เหลือ ที่มีความเสียหาย ยิ่งลักษณ์ไม่ต้องรับผิดชอบ ข้าวที่เหลือเมื่อขายได้ ต้องไปจ่ายเงินกู้ ที่กู้มาลงทุนทำโครงการรับจำนำข้าว (ราคาข้าวเปลือกในตลาด 10,000บาทต่อตัน แต่รับจำนำ 15,000 บาทต่อตัน)

เพื่อให้เห็นภาพ ข้าวสารที่เหลือ หลังจากรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ เข้ามารับต่อ ได้มีการแต่งตั้งกรรมการตรวจนับสต๊อกรวมถึงคุณภาพข้าวในโกดังรัฐบาล โดยมีมล.ปนัดดา ดิสกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ เป็นประธานในการตรวจนับ

ยอดคงเหลือข้าวในสต็อก17.5ล้านตัน คณะกรรมการที่ตรวจนับรายงานว่า มีข้าวที่ผ่านเกณฑ์หรือคุณภาพยังดีอยู่เพียง 2.9 ล้านตัน ส่วนที่เหลือเป็นข้าวที่คุณภาพต่ำและไม่ตรงชนิด 

นอกจากนี้ ยังมีสต็อกข้าวที่ไม่สามารถตรวจนับได้ หรือที่เรียกว่า ข้าวกองล้ม เช่น กระสอบแตกเสียหาย มีจำนวนประมาณ 4.25 แสนตัน ซึ่งในทางบัญชีถือว่า ยังเป็นข้าวที่มีคุณภาพดี ส่วนข้าวที่คุณภาพแย่หรือข้าวเน่านั้น ประเมินว่า มีอยู่จำนวนประมาณ 8 แสนตัน 

อนุกรรมการปิดบัญชีจำนำข้าว รอบปีบัญชี 2557 ได้มีการปิดบัญชี และประเมินว่า โครงการรับจำนำข้าวสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ มีผลขาดทุนทางบัญชี 5.36 แสนล้านบาท โครงการจำนำข้าว ใช้เงินซื้อข้าวเปลือก 878,000 ล้านบาท 

สิ่งที่ทนายและรัฐมนตรีที่ออกมาพูดว่า จะเอาข้าวที่เหลือไปขาย และมาใช้หนี้แทนยิ่งลักษณ์ พวกคุณต้องรู้ว่า โครงการจำนำข้าว ใช้เงินซื้อข้าวเปลือก 878,000 ล้านบาท เงินพวกนี้เป็นเงินกู้ และต้องใช้ภาษีประชาชนมาจ่าย ข้าวสารที่ขายได้ ต้องนำมาชดใช้เงินที่ลงทุนไปซื้อข้าวเปลือกนี้ ส่วนที่โกงจีทูจี ก็ต้องร่วมกันชดใช้กันเอง

ผมไม่ทราบว่า ทนายและรัฐมนตรีที่ออกมาพูด เพราะไม่รู้หรือตั้งใจมั่ว ส่วนที่นายอนุสรณ์ออกมาตำหนิผมนั้น ผมคิดว่าคนนี้สุดมั่ว ไม่มีข้อมูล ชอบดำน้ำพูด ถ้าคิดว่าจำนำข้าวได้ประโยชน์ต่อประเทศจริง ให้รัฐบาลอุ๊งอิ๊งเริ่มทำได้เลย ไม่ใช่ปล่อยให้ราคาข้าวเปลือกตกต่ำขนาดนี้

‘ชวน–นิพนธ์’ ร่วมงาน Roadshow สานต่อความร่วมมือเศรษฐกิจไทย–จีน

‘ชวน–นิพนธ์’ ร่วมงาน Roadshow สานต่อความร่วมมือเศรษฐกิจไทย–จีน

‘ชวน–นิพนธ์’ ร่วมงาน Roadshow สานต่อความร่วมมือเศรษฐกิจไทย–จีน

วันเสาร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.12 น.

‘ชวน–นิพนธ์’ นำคณะผู้แทนไทยเยือนจีนร่วมงาน Roadshow ดันสานต่อผนึกความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ เปิดเวที Southern Thailand Night ดึงนักลงทุนสู่ภาคใต้ไทย

วันที่ 24 พฤษภาคม 2568 ที่มณฑลเสฉวน สาธารณรัฐประชาชนจีน นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตประธานรัฐสภา พร้อมด้วยนายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรมช.มหาดไทย อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา และอดีตสส. พรรคประชาธิปัตย์ นำคณะผู้แทนฝ่ายไทยซึ่งประกอบด้วยข้าราชการทั้งเหล่าทัพและข้าราชการพลเรือน ผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นักธุรกิจ นักวิชาการ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายส่งเสริมการลงทุน เข้าร่วมภารกิจ Roadshow เสริมความร่วมมือไทย–จีน ระหว่างวันที่ 24–28 พฤษภาคม 2568

การเดินทางในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดเวทีแลกเปลี่ยนเชิงนโยบาย เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี ระหว่างไทย–จีน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่เป็นจุดแข็งของภาคใต้ไทย เช่น ยางพารา อุตสาหกรรมอาหารฮาลาล การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และเทคโนโลยีการเกษตรอัจฉริยะ

ไฮไลต์สำคัญของการเดินทางครั้งนี้คือกิจกรรม “Southern Thailand Night และงานส่งเสริมการลงทุนภาคใต้ของไทย” ที่จัดขึ้นเพื่อแสดงศักยภาพของ 4 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ในฐานะ “สะพานเศรษฐกิจ” เชื่อมไทยกับอาเซียนใต้ และเป็นฐานยุทธศาสตร์ใหม่ของนักลงทุนจีน

คณะไทยยังมีแผนการเดินทางเยี่ยมชมกลุ่มบริษัทด้านเทคโนโลยีโดรน, อุตสาหกรรมยางสมัยใหม่, เมืองต้นแบบด้านการจัดการพลังงาน และศูนย์การเรียนรู้เกษตรอัจฉริยะ เพื่อศึกษารูปแบบการพัฒนาเมืองและอุตสาหกรรมที่สามารถนำมาปรับใช้กับพื้นที่ในประเทศไทย โดยเฉพาะในโครงการ Rubber City และนิคมอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลในอนาคต

การเดินทางครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างเวทีเชื่อมโยงนักลงทุน นักพัฒนาโครงการ และผู้กำหนดนโยบายทั้งสองฝ่าย โดยมีเป้าหมายเพื่อผลักดันความร่วมมือให้เกิดผลเป็นรูปธรรมภายโดยเร็วเพื่อยกระดับความร่วมมือ และสร้างงาน สร้างอาชีพให้กับประชาชนภาคใต้โดยเฉพาะ

ไทยติดอันดับโลก! ดินแดนปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวหญิง

ไทยติดอันดับโลก! ดินแดนปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวหญิง

ไทยติดอันดับโลก! ดินแดนปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวหญิง

วันเสาร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.03 น.

“ไทยติดอันดับโลก ดินแดนปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวหญิง” รัฐบาลย้ำเดินหน้านโยบายท่องเที่ยวปลอดภัย ยกระดับแบรนด์ Amazing Thailand ครองใจคนทั้งโลก

นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งใน 10 ประเทศที่มีความปลอดภัยสูงที่สุดสำหรับนักท่องเที่ยวผู้หญิงที่เดินทางเพียงลำพัง ประจำปี 2025 โดยผลการจัดอันดับดังกล่าวมาจาก New York Post ซึ่งเป็นสื่อชั้นนำของสหรัฐอเมริกา ระบุว่า ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 8 ของโลก

นอกจากนั้น ยังมีสื่อด้านการท่องเที่ยวชื่อดังระดับสากลหลายแห่งที่ให้การยอมรับในความเหมาะสมของประเทศไทยสำหรับนักเดินทางหญิงโดยเฉพาะ โดยเว็บไซต์ Adventurous Kate ได้เสนอแนะว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่ตอบโจทย์สำหรับนักท่องเที่ยวหญิงที่เดินทางคนเดียว ด้วยจุดเด่นเรื่องความปลอดภัย ความสะดวกของระบบการท่องเที่ยว และการต้อนรับที่อบอุ่นของคนไทย

ในทำนองเดียวกัน เว็บไซต์ Be My Travel Muse ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มนักเดินทางหญิงจากทั่วโลก ก็ยกให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศในทวีปเอเชียที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการท่องเที่ยวแบบเดินทางคนเดียว ด้วยเหตุผลด้านความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยว ระบบขนส่งที่เข้าถึงง่าย และบริการต่าง ๆ ที่เป็นมิตรกับนักท่องเที่ยว

ความเห็นและการจัดอันดับเหล่านี้ ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของไทยในระดับนานาชาติเท่านั้น แต่ยังเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งการดูแลความปลอดภัย การบริการที่เป็นระบบ และวัฒนธรรมไทยที่เปิดใจและเป็นมิตร กลายเป็นเสน่ห์สำคัญที่สร้างความประทับใจให้กับนักเดินทางทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิงที่มองหาประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ปลอดภัยและอุ่นใจ

และนับเป็นอีกก้าวสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นและยกระดับแบรนด์ “Amazing Thailand” ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นในเวที

‘เจิมศักดิ์’เผยแถลงการณ์กลุ่มแพทย์อาวุโสห่วงอิทธิพลการเมืองแทรกแซงแพทยสภา ชี้ต้องโปร่งใส

'เจิมศักดิ์'เผยแถลงการณ์กลุ่มแพทย์อาวุโสห่วงอิทธิพลการเมืองแทรกแซงแพทยสภา ชี้ต้องโปร่งใส

‘เจิมศักดิ์’เผยแถลงการณ์กลุ่มแพทย์อาวุโสห่วงอิทธิพลการเมืองแทรกแซงแพทยสภา ชี้ต้องโปร่งใส

วันเสาร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.02 น.

“เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง”เผยแถลงการณ์กลุ่มแพทย์อาวุโส ห่วงอิทธิพลการเมืองแทรกแซงแพทยสภา เรียกร้องให้รักษาจรรยาบรรณและความโปร่งใส

วันที่ 24 พฤษภาคม 2568 รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์และอดีตสมาชิกวุฒิสภา ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว “เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง” โดยระบุถึงแถลงการณ์ของ “กลุ่มแพทย์อาวุโส” ที่แสดงความห่วงใยและให้กำลังใจต่อกรรมการแพทยสภา

ในข้อความดังกล่าว รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ระบุว่า “กลุ่มแพทย์อาวุโส ออกแถลงการณ์ แสดงความห่วงใยและให้กำลังใจกรรมการแพทยสภาให้ทำหน้าที่โดยไม่ให้อิทธิพลการเมืองแทรกองค์กรวิชาชีพ ขอให้รักษาจรรยาบรรณและความโปร่งใส”

ลูกหนี้ กยศ. ตรวจสอบสิทธิด่วน! หากจ่ายเกิน ลงทะเบียนขอรับเงินคืนได้

ลูกหนี้ กยศ. ตรวจสอบสิทธิด่วน! หากจ่ายเกิน ลงทะเบียนขอรับเงินคืนได้

ลูกหนี้ กยศ. ตรวจสอบสิทธิด่วน! หากจ่ายเกิน ลงทะเบียนขอรับเงินคืนได้

วันเสาร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.55 น.

ลูกหนี้ กยศ. ตรวจสอบสิทธิด่วน! หากจ่ายเกิน ลงทะเบียนขอรับเงินคืน ผ่านเว็บไซต์  http://www.studentloan.or.th กยศ. คืนเงินภายในพฤษภาคม ย้ำคืนเงินผ่านระบบพร้อมเพย์เท่านั้น 

นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่ากองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)รายงานความคืบหน้าการดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้ตาม พ.ร.บ. ฉบับใหม่ พ.ศ. 2566 เพื่อช่วยเหลือผู้กู้ยืมลดภาระหนี้ เพิ่มโอกาสการศึกษา จากข้อมูลพบว่ามีผู้กู้ยืมมาทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ รวมทั้งสิ้น 598,334 บัญชี ซึ่งขณะนี้ กยศ.ได้ดำเนินการคำนวณยอดหนี้ใหม่ ให้แก่ผู้กู้ยืมที่อยู่ระหว่างการชำระเงินคืน จำนวน 3,835,213 บัญชี โดยเปลี่ยนลำดับการตัดชำระหนี้ ตัดชำระเงินต้นเฉพาะส่วนที่ครบกำหนด ดอกเบี้ย และเบี้ยปรับตามลำดับ คิดดอกเบี้ยในอัตรา 1% ต่อปี และลดเบี้ยปรับเหลือเพียงอัตรา 0.5% ต่อปี ซึ่งผลจากการคำนวณพบว่ามีผู้กู้ยืมที่มียอดหนี้ลดลง 3,548,016 บัญชี กลุ่มที่มียอดหนี้เท่าเดิม 755 บัญชี และกลุ่มที่ไม่มีหนี้คงเหลือ (ปิดบัญชี) 80 บัญชี ทั้งนี้ มีผู้กู้ยืมที่มีสิทธิขอรับคืนเงินที่ชำระหนี้เกิน จำนวน 286,362 บัญชี ซึ่งปัจจุบันมีผู้กู้ยืมลงทะเบียนขอรับเงินคืนแล้ว จำนวน 26,463 บัญชี และได้รับการโอนคืนแล้วจำนวน 2,602 บัญชี เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 73.70 ล้านบาท

สำหรับการคืนเงินส่วนที่ชำระหนี้เกิน จะคืนเงินผ่านระบบโอนเงินแบบพร้อมเพย์ที่ผูกบัญชีธนาคารด้วยเลขประจำตัวประชาชนของผู้กู้ยืมเท่านั้น และแบ่งการคืนเงินให้ผู้กู้ยืมแต่ละรายเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนแรก กยศ. จะคืนให้ในอัตรา 70% ของยอดเงินที่คำนวณได้ ส่วนที่สอง จะคืนให้เมื่อ กยศ. ดำเนินการคำนวณยอดหนี้ผ่านระบบ DSL แล้วเสร็จ หากยังมีเงินส่วนที่ชำระเกินเพิ่มเติม กยศ. จะคืนเงินส่วนที่เหลือให้ทั้งหมดตามสิทธิ โดยสามารถเข้าระบบตรวจสอบสถานะบัญชีผู้กู้ยืมเงินที่เว็บไซต์  http://www.studentloan.or.th หากมีสิทธิได้รับเงินคืนจะสามารถลงทะเบียนขอรับเงินคืนได้ โดยผู้กู้ยืมจะได้รับเงินคืนภายในเดือนพฤษภาคมนี้

นายอนุกูล กล่าวว่า ในกรณีการหักเงินเดือนผ่านองค์กรนายจ้าง ที่ผ่านมาการหักเงินเดือนจะครอบคลุมเฉพาะยอดหนี้ของปีปัจจุบัน โดยไม่รวมยอดหนี้ค้างในปีก่อนหน้า ทำให้บางรายมียอดหนี้ค้างเก่าและถูกหักเงินเดือนเพิ่มขึ้นในเดือนเมษายน 2568 เพื่อรองรับผู้กู้ที่ได้รับผลกระทบจากการหักเงินเพิ่มเดือนละ 3,000 บาทต่อบัญชี กยศ. ได้กำหนดแนวทางดูแลแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้

1. กรณีผู้กู้ที่ทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้แล้ว จะต้องชำระยอดหนี้งวดแรกด้วยตนเอง และแจ้งนายจ้างให้ทราบ  เพื่อป้องกันการถูกหักเงินเดือนเพิ่ม 3,000 บาทในเดือนนั้น โดยการหักเงินเดือนตามสัญญาใหม่จะเริ่มในงวดที่ 2 เป็นต้นไป
 2. กรณีผู้กู้ที่ยังไม่ได้ทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ และไม่สามารถให้หักเงินเดือนเพิ่มได้ สามารถยื่นขอปรับลดจำนวนเงินหักเดือนละ 3,000 บาท ได้ทางเว็บไซต์ กยศ. โดยยื่นภายในวันที่ 24 พ.ค. 68 สำหรับงวดเดือน พ.ค. หรือยื่นภายในวันที่ 14 มิ.ย.68 สำหรับงวดเดือน มิ.ย. โดย กยศ. จะพิจารณาและแจ้งผลผ่าน SMS พร้อมส่งข้อมูลให้กับนายจ้างผ่านระบบ e-PaySLF

“ ขอให้ผู้กู้ยืม กยศ. ทุกคน ชำระเงินคืน เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนส่งต่อโอกาสทางการศึกษาต่อไป  โดยมาตรการลดหย่อนหนี้ กยศ. ส่งเสริมให้ผู้กู้ชำระหนี้ปิดบัญชีในช่วงวันที่ 1 มี.ค. – 31 พ.ค. 68 โดยมอบส่วนลดต้นเงิน 5 – 10% และส่วนลดเบี้ยปรับ 100% ทั้งนี้ ผู้กู้ที่ยังไม่ถูกดำเนินคดี และยังอยู่ในระยะเวลาปลอดหนี้หรือกำลังชำระหนี้อยู่ สามารถลงทะเบียนเพื่อขอรับสิทธิและดำเนินการทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์ได้ด้วยตนเองผ่านเว็บไซต์ http://www.studentloan.or.th หรือยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชัน ThaiD