อย่าก้มหัวให้การเมือง! กลุ่มแพทย์อาวุโส ให้กำลังใจแพทยสภา

อย่าก้มหัวให้การเมือง! กลุ่มแพทย์อาวุโส ให้กำลังใจแพทยสภา

อย่าก้มหัวให้การเมือง! กลุ่มแพทย์อาวุโส ให้กำลังใจแพทยสภา

วันเสาร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.48 น.

กลุ่มแพทย์จุฬาฯ อาวุโส  ออกแถลงการณ์แสดงพลังหนุนมติแพทยสภา ลงโทษ 3 แพทย์ กรณีอ้างนักโทษป่วยวิกฤต ลั่นยกย่องความกล้าหาญในการรักษาจริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพ พร้อมวอนกรรมการแพทยสภาเข้มแข็ง อย่าให้อิทธิพลการเมืองหรือผลประโยชน์ใดๆ มาบงการ หวั่นองค์กรไร้ศักดิ์สิทธิ์หากยอมให้มีการยับยั้งมติเดิม

วันที่ 24 พฤษภาคม 2568  แถลงการณ์ กลุ่มแพทย์จุฬาฯอาวุโสรุ่น27 (จุฬาฯ2514)เพื่อดำรงจริยธรรมและจรรยาบรรณแพทยสภาให้ยั่งยืน

ตามที่คณะกรรมการแพทยสภาได้มีมติในวันที่ 8 พฤษภาคม ศกนี้ ให้ลงโทษแพทย์ 3 คนที่เอื้อประโยชน์ต่อนักโทษบางคนโดยอ้างว่ามีการป่วยหนักชั้นวิกฤต ด้วยการพักใบอนุญาตประกอบวิชาชีพชั่วคราวและว่ากล่าวตักเดือน ไปแล้วนั้น

กลุ่มแพทย์จุฬาฯอาวุโสรุ่น 27 

1. ขอยกย่องชมเชยคณะกรรมการแพทยสภาที่ได้พิจารณาคดีดังกล่าวอย่างรอบคอบและมีมติด้วยความกล้าหาญที่จะดำรงความยุติธรรมภายใต้กรอบของจริยธรรมและจรรยาบรรณของแพทย์ในระดับสูง ทั้งนี้เพื่อปกป้องการรักษาเพื่อนมนุษย์

2.ขอให้กำลังใจแต่คณะกรรมการแพทยสภาทั้งที่มาโดยตำแหน่งและที่มาโดยเลือกสรรจากบรรดาแพทย์ทั้งประเทศ ให้มุ่งมั่นดำเนินการต่อไป ด้วยความกล้าหาญ ไม่ยอมให้อิทธิพลทางการเมือง หรือผลประโยชน์อื่นใตมาโน้มน้าวจูงใจให้กระทำหรือละเว้นการกระทา ไม่ว่าจะโดยลงมติงดออกเสียงหรือขอไม่เข้าประชุม (เพราะจะ ต้องได้มติ 2ใน3 ของจำนวนกรรมการแพทยสภาทั้งหมด)

กลุ่มแพทย์เราขอเป็นกำลังใจ ให้กรรมการแพทยสภายืนยันมติของความถูกต้องดังเดิม เพราะหากปล่อยให้อิทธิพลหรือผลประโยชน์ทางการเมือง มาใช้อำนาจยับยั้งมติเดิมของแพทยสภาฯ ย่อมทำให้องค์กรวิชาชีพแห่ง นี้ขาดความศักติสิทธิยุติธรรม เกิดความแตกแยก และไม่สามารถอำนวยประโยชน์ให้กับสังคมได้อย่างถูกต้องเหมาะสมอีกต่อไป

รายนามแพทย์อาวุโส…
1.พลอ.ต นพ.ธนา ปุกหุต ประธานรุ่น
2.นพ.สมยศ แจ้งจรัส.
3. นพ.ประกอบ แสนมั่นคงกุล.
4.นพ.สมเดช โชครุ่งวรานนท์.
5. นพ.ชูศักดิ์ งามไพบูลย์.
6. ศ.พญ.จรุงจิตร์ งามไพบูลย์.
7. ร.ศ.นพ อัมพร อิทธิระวิวงศ์
8. น.พ.จำรัส ธรรมนิยม
9. นพ.สาชิต อาซานานุภาพ
10. ผศ.นพ.ถวัลย์ เบญจวัง
11. รศ.นพ. วรวัฒน์ จันทร์พัฒนะ
12. พล.ท. สถิตย์ เรืองติลกรัตน์
13.พลอ.ต.ญ พญ ชมนาด นวลปลอด
14. นพ.ครรชิต ลิมปกาญจนารัตน์
15.พญ.สวันทนา เหมะจุฑา
16 น.พ.รณไตร เรืองวีรยุทธ
17.พญ.ชุติมา ปิ่นเจริญ
18. พล ร.ต.เอนก ตันติวรสิทธิ์
19. นพ.สุรเชษฐ์ สุธีรัตน์
20. พลตรีผศ.พญ.กรรณีกา ตาตะนันทน์
21. พญ.ลักษณะพรรณ เจริญวิศาล
22.นพ.วรวีร์ กิตติวัชร
23.รศ. พญ.นวลจันทร์ ปราบพาล
24. พ.ญ. แกมกาญจน์ ศิลปโภซากุล
25. พญ. ธัญลักษณ์ ชัยเสรี
26. พญ. ธนีนาถ ตรีรัตน์วีรพงษ์
27. พญ. สุคนธา ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา
28.นพ. นภตล ยิ่งชาญกุล
29.พญ.อารยา โชครุ่งวรานนท์
30 นพ. สิน ลิ่วศิริรัตน์
31.พล.ต.ต.หญิง สิริยา อารีเจริญเลิศ
32.รศ. พ.ญ.ประสาทนีย์ จันทร
33.พลต. นพ ธัญญะ จันทร
34.พ.ญ.ดวงใจ วิสุทธิชัยกิจ
35.ศ.พญ.อรุณี เจตศรีสุภาพ
36.พ.ญ.ศริน ชยุติมันต์
37 นพ.ปรีชา จำเริญฉันทวงศ์
38. พญ. เรือนแก้ว กนกพงศ์ศักติ์
39. นพ.มนตรี ธนกิจ
40.นพ.พิชาติ ดลเฉลิมยุทธนา
41 นพ.ยุทธนา สงวนศักดิ์โกศล

‘สนธิรัตน์’เตือน! ประเทศขาดถ่วงดุล-ปชช.อ่อนแอ หวั่นไทยจมกับดักเศรษฐกิจ-สังคม-การเมือง

'สนธิรัตน์'เตือน! ประเทศขาดถ่วงดุล-ปชช.อ่อนแอ หวั่นไทยจมกับดักเศรษฐกิจ-สังคม-การเมือง

‘สนธิรัตน์’เตือน! ประเทศขาดถ่วงดุล-ปชช.อ่อนแอ หวั่นไทยจมกับดักเศรษฐกิจ-สังคม-การเมือง

วันเสาร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.39 น.

สัญญาณอันตราย! “สนธิรัตน์” โพสต์เตือนไทยขาดการถ่วงดุลและภาคประชาสังคมที่เข้มแข็ง ชี้ประเทศยังจมกับดักเศรษฐกิจ-การเมือง แนะเร่งหาทางออก สร้างเศรษฐกิจฐานราก ฟื้นฟูการมีส่วนร่วมของประชาชน

วันที่ 24 พฤษภาคม 2568 นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ หัวหน้าศูนย์นโยบายและวิชาการของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้โพสต์ข้อความระบุว่า

ขาดการถ่วงดุล ขาดภาคประชาสังคมที่เข้มแข็ง

ผ่านไปเกือบครึ่งปีแล้ว ประเทศเรายังสาละวนจมอยู่กับกับดักทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม วนซ้ำแล้วซ้ำเล่า 

เมื่อไม่กี่อาทิตย์ที่ผ่านมาเราเจอการคำถามจากสังคม ที่สงสัยในตัวเองว่า เรากำลังเป็นประเทศล้มเหลว ใช่หรือไม่? 

แม้จะไม่ใช่อย่างที่หลายฝ่ายตั้งคำถาม แต่การสะท้อนแบบนี้จากสังคม ทำให้ผมต้องกลับมาคิดครับว่า ที่ผ่านมาเราทำอะไรผิดพลาด เคลือบแคลง จนเป็นที่น่ากังวลสงสัยอยู่หรือไม่ 

หันมาดู เราขาดความเข้มแข็งจากการปล่อยสถาบันแบบแสวงหาผลประโยชน์ (extractive institutions) เกิดขึ้นในสังคม สถาบันที่ทำเพื่อพวกพ้อง ขาดหลักนิติรัฐ นิติธรรม และการถ่วงดุลตรวจสอบ

จากหลายกรณีในหน้าข่าวช่วงนี้ หลายสถาบันตั้งแต่ สถาบันการเมือง การศึกษา ไปจนถึงสถาบันศาสนา เผชิญอยู่กับเหตุเหล่านี้

องค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบเปราะบาง มีความกล้าบ้าง กลัวบ้าง ยอมปิดตาข้างเดียวเพื่อผลพลอยได้อย่างใดอย่างหนึ่ง

ภาคเอกชน ประชาชน ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เจอปัญหากับดักหนี้ครัวเรือน กับดักเศรษฐกิจ จากผลกระทบทางการค้าโลก โดยเฉพาะ Trump 2.0 

การลงทุนที่ยังไม่เกิด ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนเองก็ยังไม่ฟื้น การท่องเที่ยวก็ขาดความต่อเนื่อง เพราะนักท่อวเที่ยวจีนหาย 

เปราะบางมากครับการการจัดการเช่นนี้ และยิ่งไปกว่านั้น คือการประกาศความสำเร็จทางสถิติของรัฐบาลกับตัวเลขจีดีพีในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา

โดย ขาดการมองที่ครอบคลุมและการตั้งคำถามว่าตัวเลขเหล่านั้นมาจากอะไร ใช่การส่งออกที่เป็นเนื้อในของผลผลิตทางเศรษฐกิจในประเทศอย่างแท้จริงอันมาจากความสามารถทางการแข่งขัน หรือเพียงแค่การสวมสิทธิของต่างชาติ รวมถึงนอมินีผิดกฎหมายที่หลบซ่อนอยู่

ต้องยอมรับได้แล้วว่าโครงสร้างเศรษฐกิจบ้านเราเริ่มล้าหลัง ขาดนวัตกรรมและบุคลากรในสาขาวิชาแขนงที่โลกยุคใหม่ต้องการ

ที่ผ่านมา ผมเห็นว่าการชี้นำจากการเมือง/สังคมที่อ่อนแอ ทำให้เราขาดทิศทางการขับเคลื่อนประเทศ

ผมจึงเห็นว่า เราควรจะร่วมหาทางออกและขับเคลื่อนชุดแนวคิดให้กับสังคมเพื่อสร้างภาคประชาสังคมที่เข้มแข็ง ให้กลับคืนมา เพื่อถ่วงดุลความอ่อนแอของกลไกรัฐ การเมือง และองค์กรอิสระ

สร้างเศรษฐกิจ ที่ไม่ได้มองแค่เพียงมหภาคอย่างเดียวแต่มองลึก ครอบคลุมลงไปถึงฐานราก ช่วยหาทางคิดทางเสนอ ให้กับประชาชน กลุ่มคนตัวเล็กๆ อย่างจริงจัง 

ใครทำอะไรได้ต้องมาช่วยกันครับ ผมอยากชวนทุกคน เสนอชุดความคิด ทำเศรษฐกิจให้เข้มแข็งและนำการมีส่วนร่วมของคนในสังคม ให้กลับมาอีกครั้งครับ

‘ภูมิธรรม​’ยกทีมหน่วยมั่นคง​ ลงพื้นที่ 3 จชต. ​คุยระดับปฏิบัติงาน​ ก่อนเคาะแผนยุทธศาสตร์​ชายแดนใต้​

'ภูมิธรรม​'ยกทีมหน่วยมั่นคง​ ลงพื้นที่ 3 จชต. ​คุยระดับปฏิบัติงาน​ ก่อนเคาะแผนยุทธศาสตร์​ชายแดนใต้​

‘ภูมิธรรม​’ยกทีมหน่วยมั่นคง​ ลงพื้นที่ 3 จชต. ​คุยระดับปฏิบัติงาน​ ก่อนเคาะแผนยุทธศาสตร์​ชายแดนใต้​

วันเสาร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.17 น.

“ภูมิธรรม​” ยกทีมงานความมั่นคง​ ลงพื้นที่จชต.​ ก่อนเคาะแผนยุทธศาสตร์​ชายแดนใต้​ ลุย​ คุยระดับปฏิบัติงาน​ รับ​ มีแผนในเบื้องต้นแล้วแต่ยังไม่ใช่ความเห็นทางยุทธศาสตร์ร่วมกัน ยืนยันยังไม่ตัดกลไกเจรจาสันติสุขออกไป​

วันที่ 24 พฤษภาคม 2568 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) นายภูมิธรรม​ เวชยชัย​ รองนายกรัฐมนตรี​และ​รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​กลาโหม​ พร้อมด้วย พลเอกธราพงษ์​ มะละคำ​  รองปลัดกระทรวงกลาโหม​ นายฉัตรชัย​ บางชวด​  เลขาธิการสภาความมั่นคง​แห่งชาติ​(สมช.​)พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้(ศอ.บต.) พลเอกนิพัทธ์​ ทองเล็ก​ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม​ ลงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้​ เพื่อพบปะกับหน่วยปฏิบัติงานในพื้นที่​   ระหว่างวันที่​ 24  -​25 พฤษภา​คม​ 2568  เพื่อพบกับฝ่ายปฏิบัติงาน​ ผู้ประกอบการ​ ภาคประชาสังคมในพื้นที่​  

นายภูมิ​ธรรม​ กล่าวว่า​ การลงพื้นที่ภายในครั้งนี้ต้องการฟังจากผู้ปฏิบัติงานโดยตรง​ แต่ไม่ได้หมายความว่าที่ผ่านมาผู้บังคับบัญชา จะรายงานหรือมองปัญหาไม่ถูกต้อง เพียงแต่อยากรับฟังให้รอบด้าน​ เนื่องจากข้อมูลข้อเท็จจริงเท่าที่ได้ลงไปคลุกคลี​ในช่วงต้นมีมุมมองที่แตกต่างหลากหลายมาก​ จึงอยากประมวลภาพให้เกิดความชัดเจนมากยิ่งขึ้น​ เนื่องจากปัญหาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน และมีปัญหาที่สลับซับซ้อน ซึ่งคิดว่าเป็นการรับฟังครั้งสุดท้ายในเฟสแรก​ และเชื่อว่าหลังจากการรับฟังครั้งนี้น่าจะมีข้อสรุปอะไรที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ก่อนยอมรับว่ามีข้อสรุปชัดเจนในข้างต้นแล้ว แต่ยังพบว่ามีข้อขัดแย้งอยู่ที่น่าคิด และมีข้อคิดเห็นที่แตกต่างออกไป​  

นายภูมิ​ธรรม​ ยังระบุอีกว่า ได้คิดไว้หมดแล้วว่าจะมีการใช้กลไกอะไรบ้าง การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ​จะออกมาเป็นรูปแบบใด​ แต่เนื่องจากยังย้อนแย้งกับเรื่องความมั่นคง และความปลอดภัยของประชาชน เพราะยังไม่ได้ทำให้เห็นว่ามีจุดร่วมกันได้ว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจลดความรุนแรงของปัญหาด้านความมั่นคง​ จึงทำให้เหตุการณ์​ยังคงวนเวียนอยู่เช่นนี้ จึงคิดว่าหากได้พูดคุยกันคงจะได้เห็นทางออกหลายๆอย่าง 

แต่ขณะเดียวกันก็ต้องระงับเหตุความรุนแรงด้วย แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีการพูดคุยกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานด้านความมั่นคงแล้ว แต่ยังไม่ใช่ความเห็นทางยุทธศาสตร์ร่วมกัน และหากทุกฝ่ายเข้าใจตรงกันแล้ว​ จะต้องนำยุทธศาสตร์มาพูดคุยกันอีกครั้งแม้จะมีการประกาศไปแล้วก็ตาม แต่สิ่งสำคัญคือต้องมองยุทธศาสตร์และปัญหา รวมไปถึงทางออกให้สอดรับกัน และทำตามหน้าที่ของแต่ละคน

เมื่อถามว่า การพูดคุยสันติภาพยังจำเป็นหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้ปฏิเสธกลไกใดๆ แต่คงต้องมาดูว่า จะต้องปรับปรุงในสิ่งที่ทำหรือไม่ หรือหากไม่มีบทบาทหรือความสำคัญแล้วก็ต้องทิ้งไป แต่ยังคงยืดหยุ่นอยู่​ ยังไม่ได้คิดว่ายกเลิกอะไรหรือไม่​  

เมื่อถามว่า ต้องรอแผนยุทธศาสตร์ชายแดนใต้แล้วเสร็จก่อนหรือไม่จึงจะเดินหน้าพูดคุยสันติสุขได้ นายภูมิธรรม​ กล่าวว่า หลายอย่างสามารถทำคู่ขนานกันไปได้ เพราะหากจะรอให้เบ็ดเสร็จทีเดียวคงยาก

อย่างไรก็ตามการลงพื้นที่ในครั้งนี้​ นายภูมิธรรม จะพบปะกับฝ่ายปฏิบัติโดยตรง​ 3 ส่วน​ ประกอบด้วย​ ฝ่ายปกครอง​  ผู้กำกับการสถานีตำรวจ​ และกลุ่มผู้ประกอบการ​ ในพื้นที่​ โดยมุ่งเน้นไปที่ข้อจำกัดปัญหา​ของฝ่ายปฏิบัติงาน​ ​  และการหารือในครั้งนี้จะไม่ให้ทั้งแม่ทัพภาค​ รองแม่ทัพภาค​ ผู้ว่าราชการจังหวัด​ และผู้บัญชาการ​ตำรวจภูธร​ภาค​ 9 เข้าหารือด้วย​ เพื่อต้องการให้ผู้ปฏิบัติงานสะท้อนปัญหาโดยตรง​ ขณะเดียวกันก็จะเปิดโอกาสพูดคุยกับภาคประชาสังคม​ หรือ​ เอ็นจีโอด้วย

‘อนุสรณ์‘ ชี้ จำนำข้าว ไม่ควรตัดตอนเพียงมิติบัญชี ควรมองผลทางเศรษฐกิจ-สังคมประกอบ

‘อนุสรณ์‘ ชี้ จำนำข้าว ไม่ควรตัดตอนเพียงมิติบัญชี ควรมองผลทางเศรษฐกิจ-สังคมประกอบ

‘อนุสรณ์‘ ชี้ จำนำข้าว ไม่ควรตัดตอนเพียงมิติบัญชี ควรมองผลทางเศรษฐกิจ-สังคมประกอบ

วันเสาร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.10 น.

‘อนุสรณ์‘ ชี้ จำนำข้าว ไม่ควรตัดตอนเพียงด้านบัญชี ควรมองผลทางเศรษฐกิจและสังคมประกอบ

วันที่ 24 พฤษภาคม 2568 นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณี นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม แสดงความเห็นว่าโครงการรับจำนำข้าวในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่สามารถหักหนี้กับผลประโยชน์ได้ ว่า เป็นการมองแบบตัดตอนเพียงเฉพาะด้านบัญชี โดยไม่พยายามมองมิติทางเศรษฐกิจและสังคมจากนโยบายจำนำข้าว ที่สามารถช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรได้มากกว่า 3.7 ล้านครัวเรือน เงินกว่า 6.8 แสนล้านบาท หมุนเวียนสู่ระบบเศรษฐกิจฐานรากชนบทโดยตรง สร้างการจ้างงาน กระจายรายได้ และยกระดับรายได้ของเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม โครงการรับจำนำข้าวไม่ใช่โครงการแจกเงินแบบไร้ระบบ แต่เป็นนโยบายเชิงโครงสร้าง ที่มุ่งสร้างเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร มีเป้าหมายชัด มีระบบตรวจสอบ และได้รับการยอมรับจากเกษตรกรทั่วประเทศ มีผลลัพธ์ที่ดีชัดเจน ประเทศไทยสามารถกลับมาครองตำแหน่งผู้ส่งออกข้าวอันดับหนึ่งของโลกได้ในช่วงเวลาดังกล่าว

ซึ่งสะท้อนผลลัพธ์ที่ชัดเจนและพิสูจน์ได้ การโจมตีนโยบายด้วยวาทกรรมทางการเมืองเพื่อลดทอนความน่าเชื่อถือของฝ่ายตรงข้ามซ้ำแล้วซ้ำเล่า อาจกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการผลักดันนโยบายเปลี่ยนประเทศ อาจส่งผลให้ในอนาคตพรรคการเมือง อาจจะไม่กล้านำเสนอนโยบายแบบพลิกประเทศ ที่คิดใหม่ ทำใหม่ มุ่งตอบโจทย์และแก้ไขปัญหาของประเทศ อาจได้รัฐบาลที่ไม่กล้าคิด ไม่กล้าทำอะไรเชิงโครงสร้างหรือเชิงระบบ เพราะจะถูกนำมาเป็นเครื่องมือทำลายล้าง หรือทำนิติสงคราม ทำให้การบริหารราชการแผ่นดินติดหล่มในภายหลัง อาจเป็นบรรยากาศที่บั่นทอนระบอบประชาธิปไตยที่ควรเปิดพื้นที่ให้แข่งขันกันด้วยแนวนโยบาย ไม่ใช่ด้วยการบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อทำให้รัฐบาลทำอะไรไม่ได้

“อย่าทำลายบรรยากาศของการแข่งขันกันออกความคิดเชิงนโยบายด้วยการบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองระยะสั้น หากยังเชื่อว่าประชาชนควรมีทางเลือก ควรยอมรับว่านโยบายที่ทำได้จริงและช่วยเหลือคนส่วนใหญ่ของประเทศนั้น สำเร็จได้โดยรัฐบาลที่กล้าผลักดันนโยบาย  รัฐบาลนั้นไม่ควรถูกทำให้กลายเป็นจำเลยทางการเมืองไม่จบสิ้น” นายอนุสรณ์ กล่าว

‘อนุสรณ์‘ ชี้ เวทีอภิปรายงบฯ ไม่ใช่ศึกฝ่ายรัฐบาล-ฝ่ายค้าน แต่คือภารกิจร่วม ของผู้แทนฯ

‘อนุสรณ์‘ ชี้ เวทีอภิปรายงบฯ ไม่ใช่ศึกฝ่ายรัฐบาล-ฝ่ายค้าน แต่คือภารกิจร่วม ของผู้แทนฯ

‘อนุสรณ์‘ ชี้ เวทีอภิปรายงบฯ ไม่ใช่ศึกฝ่ายรัฐบาล-ฝ่ายค้าน แต่คือภารกิจร่วม ของผู้แทนฯ

วันเสาร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.02 น.

‘อนุสรณ์‘ ชี้ เวทีอภิปรายงบฯ ไม่ใช่ศึกฝ่ายรัฐบาล-ฝ่ายค้าน แต่คือภารกิจร่วม ของผู้แทนฯ เพื่อประเทศชาติและประชาชน

วันที่ 24 พฤษภาคม 2568 นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาชนเตรียมขุนพล 40-50 คน เพื่ออภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ว่า การอภิปรายงบประมาณไม่ควรถูกทำให้กลายเป็นสนามประลองกำลังทางการเมืองระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายค้าน เพราะแท้จริงแล้วงบประมาณคือเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศ ซึ่งทุกฝ่ายในสภาควรร่วมกันพิจารณาอย่างสร้างสรรค์และมีเป้าหมายร่วมกันเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน พรรคเพื่อไทยไม่จำเป็นต้องระดมขุนพลจำนวนมากเพื่อมาแสดงบทบาทการชำแหละหรือเตรียมถล่มกันทางการเมือง แต่ได้มอบหมายให้สส.ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ มีความรู้ ความเข้าใจในงบแต่ละด้าน ได้อภิปรายอย่างเต็มที่ ไม่ได้เน้นให้มากด้วยปริมาณ แต่ให้มากและเข้มข้นด้วยเนื้อหาเชิงคุณภาพ เพราะมองว่าการอภิปรายงบประมาณ ไม่ใช่เรื่องของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง แต่คือภารกิจร่วมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในการทำหน้าที่พิจารณากลั่นกรองงบประมาณแทนพี่น้องประชาชนทุกคน ที่จะต้องช่วยกันทำหน้าที่อย่างรอบคอบ รัดกุม ให้แก้ปัญหาตรงเป้า ตรงปัญหา และสามารถนำไปใช้ได้จริง โดยยึดหลักการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า โปร่งใส และตอบสนองต่อยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศในระยะยาว

สภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 26 นี้ ถือว่าเป็นสภาที่มีประสบการณ์ในการพิจารณางบประมาณมาต่อเนื่อง 2 ปีแล้ว จึงเชื่อมั่นว่าสมาชิกทุกฝ่ายจะสามารถอภิปรายบนพื้นฐานข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วน มีเหตุมีผล และเปิดพื้นที่ให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ที่จะพัฒนากลไกการใช้งบประมาณให้ตอบสนองต่อความต้องการที่แท้จริงของประเทศชาติและประชาชนในแต่ละภูมิภาค โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจฐานราก การสาธารณสุข การศึกษา ซึ่งเป็นพื้นฐานของความมั่นคงของประเทศในระยะยาว

“วาระการอภิปรายงบประมาณแผ่นดิน เป็นโอกาสของบ้านเมืองไม่ใช่เวทีของการต่อสู้กันทางการเมือง แต่คือการสะท้อนความรับผิดชอบของผู้แทน ที่ต้องร่วมกันพิจารณาอย่างจริงจังและสร้างสรรค์ เพื่อให้เงินงบประมาณทุกบาททุกสตางค์เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน” นายอนุสรณ์ กล่าว

ศาลสั่ง’ยิ่งลักษณ์’ ชดใช้หมื่นล้าน เค้าลางความขัดแย้งรอบใหม่ปะทุ!

ศาลสั่ง'ยิ่งลักษณ์' ชดใช้หมื่นล้าน เค้าลางความขัดแย้งรอบใหม่ปะทุ!

ศาลสั่ง’ยิ่งลักษณ์’ ชดใช้หมื่นล้าน เค้าลางความขัดแย้งรอบใหม่ปะทุ!

วันเสาร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 08.55 น.

วันที่ 24 พฤษภาคม 2568  นายเทพไท เสนพงศ์ อดีตสส. นครศรีธรรมราช  โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง “เค้าลางความขัดแย้งรอบใหม่” ระบุว่าหลังจากศาลปกครองสูงสุด ได้มีคำพิพากษาให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ต้องชดใช้ค่าเสียหายในโครงการจำนำข้าว จำนวนเงิน 10,028 ล้านบาท ทำให้เห็นการวิพากษ์วิจารณ์หรือการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองเป็นเค้าลาง ให้เห็นถึงฝ่ายสนับสนุนระบอบทักษิณกับฝ่ายต่อต้านระบอบทักษิณเริ่มประทุขึ้นมาอีกแล้ว

ฝ่ายที่แสดงออกเห็นอกเห็นใจนางสาวยิ่งลักษณ์ มีเพจของพรรคเพื่อไทย โพสต์ว่า ”ถูกปล้นความยุติธรรม ครั้งแล้ว ครั้งเล่า“ สส.พรรคเพื่อไทยหรือคนใกล้ชิดนางสาวยิ่งลักษณ์ โพสต์ผ่านสื่อโซเชียล เช่น นางสาวแพทองธาร  ชินวัตร นายกรัฐมนตรี หรือแกนนำ ส.ส.ของพรรคเพื่อไทยหลายคน แสดงจุดยืนว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ไม่ได้รับความเป็นธรรม รวมไปถึงบรรดานายแบก นางแบกหลายคน ก็ออกมาแก้ต่างให้นางสาวยิ่งลักษณ์ว่า เป็นกระทำเป็นการกระทำที่ไม่ยุติธรรม และจะนำไปสู่บรรทัดฐานทางการเมืองในอนาคต รัฐบาลหรือนายกรัฐมนตรีคนต่อไป คงไม่มีใครกล้าสร้างนโยบายที่เป็นประโยชน์กับประชาชน เพราะสุ่มเสี่ยงที่จะมีความผิด เช่นเดียวกับการแสดงออกของนางสาวยิ่งลักษณ์ ผ่าน Facebook ส่วนตัวด้วย

คนการเมืองที่เป็นพรรคฝ่ายค้านอยู่ในขณะนี้ ก็แสดงความเห็นใจนางสาวยิ่งลักษณ์มากกว่าพรรคร่วมรัฐบาลด้วยซ้ำไป นั่นก็คือ นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน บอกว่ากรณีที่ศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษาเช่นนี้ ต้องถามว่า เส้นแบ่งความประมาทเลินเล่อของการจำนำข้าว แค่ไหนที่เรียกว่าประมาท และจะมีผลกระทบต่อนักการเมือง ซึ่งไม่กล้าทำโครงการใหม่ๆ

รวมถึงการโพสต์ Facebook ของอาจารย์ปิยะบุตร แสงกนกกุล ที่ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ได้วิจารณ์เป็นข้อๆ บอกว่านางสาวยิ่งลักษณ์ไม่ควรชดใช้ถึงหมื่นล้าน เปรียบเทียบว่านายกรัฐมนตีที่มาจากการเลือกตั้ง ต้องชดใช้ค่าเสียหาย มีความผิด แต่นายกรัฐมนตรีที่มาจากรัฐประหาร รอดทุกคดีไม่ต้องรับผิดชอบทางการเมือง

แม้แต่นายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ตั้งคำถามว่า ถ้ากรณีโครงการรับจำนำข้าวเป็นความผิดของคนเป็นนายกรัฐมนตรี ได้ยกตัวอย่างโครงการซื้อเรือดำน้ำที่มีปัญหา เรือซื้อของประเทศจีน เครื่องยนต์ซื้อของเยอรมัน กำลังเป็นปัญหาสร้างความเสียหาย อย่างนี้นายกรัฐมนตรีในยุคนั้น จะรับผิดชอบ หรือมีความผิดด้วยหรือไม่

นอกจากนี้ยังมีนักวิชาการเสนอความเห็นให้กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของพรรคเพื่อไทย ทำไมไม่รื้อฟื้นหาหลักฐานการนำข้าวดีไปขายในราคาข้าวเสียของรัฐบาล คสช. ทำให้โครงการรับจำนำข้าวว่าเสียหายขาดทุน ซึ่งสามารถเอาผิดรัฐบาลได้

ส่วนความเห็นของนักเคลื่อนไหว ที่เห็นต่างกับฝ่ายนายทักษิณ ซึ่งเป็นขาประจำเป็นคนหน้าเดิม ต่างก็ยืนยันว่าคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ตัดสินคดีได้ถูกต้องเป็นธรรม พร้อมด้วยอธิบายเหตุผลตอบโต้กองเชียร์นางสาวยิ่งลักษณ์ในทุกประเด็น

ซึ่งทั้งหมดนี้เห็นว่าเป็นปรากฏเค้าลางความขัดแย้ง ของผู้ที่สนับสนุนระบอบทักษิณ กับฝ่ายที่ต่อต้านระบอบทักษิณ จะปรากฏชัดเจนขึ้นมาเรื่อยๆ จนถึงวันที่ 13 มิถุนายน 2568 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทาการเมือง นัดไต่สวนคดีชั้น 14 ของนายทักษิณ ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร ความคิดเห็นของฝ่ายคุณทักษิณ กับฝ่ายที่ไม่เอาคุณทักษิณ ก็จะชัดขึ้นเรื่อยๆ

นี่คือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากดีลการเมือง ระหว่างฝ่ายอนุรักษ์นิยมกับนายทักษิณ กำลังเลือนลาง จืดจางไป หรือกำลังจะเป็นดีลล่มอยู่ในขณะนี้

‘อิ๊งค์’ ชู F-1 Man Made Destination หากจัดไทย สร้างลงทุนครั้งใหญ่ ปรับโครงสร้างพื้นฐาน-ยกระดับแรงงาน

'อิ๊งค์' ชู F-1 Man Made Destination หากจัดไทย สร้างลงทุนครั้งใหญ่ ปรับโครงสร้างพื้นฐาน-ยกระดับแรงงาน

‘อิ๊งค์’ ชู F-1 Man Made Destination หากจัดไทย สร้างลงทุนครั้งใหญ่ ปรับโครงสร้างพื้นฐาน-ยกระดับแรงงาน

วันเสาร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 08.36 น.

“อิ๊งค์” ชู F -1 Man Made Destination หากจัดไทย สร้างลงทุนครั้งใหญ่ ปรับโครงสร้างพื้นฐาน-ยกระดับแรงงาน

วันที่ 23 พฤษภาคม 2568 เวลา 23.39 น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ทวิตบน X ระบุว่า อีกหนึ่งก้าวสำคัญ และข่าวดีของคนไทยกับการจัดการแข่งขัน F1 ในไทยค่ะ 

เครื่องยนต์เศรษฐกิจหลักตัวหนึ่งของไทยคือ #การท่องเที่ยว ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลกำลังยกระดับ ปักหมุดหมายที่จะทำให้การท่องเที่ยวของเราขยายกว้าง ไม่ใช่แค่เที่ยวตามฤดูกาล แต่เป็นการท่องเที่ยวแบบ Man Made Destination การท่องเที่ยวที่ ‘สร้าง’ ขึ้นมา รองรับการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ๆ หนึ่งในแผนงานคือการดึงอีเวนต์ระดับโลกเข้ามาจัดที่ประเทศไทย และการแข่งขัน Formula1 คือหนึ่งในนั้นค่ะ  F1 มีผู้ชมมหาศาลกว่า 600 ล้านคนต่อฤดูกาล เป็นอุตสาหกรรมกีฬาที่มีผู้ร่วมหลากหลาย ตั้งแต่ทีมวิศวะ ทีมช่าง ทีมนักกีฬา แบรนด์รถ และอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่โอบรอบ F1 ไม่ว่าจะเป็น แฟชัน แบรนด์รถ บรรยากาศกีฬา นับรวมแล้วเป็นอุตสาหกรรมกีฬาที่สร้างเศรษฐกิจมหาศาลค่ะ 

การจัด F1 ในไทย สิ่งที่จะเกิดตามมาคือการ ‘ลงทุน’ ครั้งใหญ่ และการปรับโครงสร้างพื้นฐานในบ้านเรา ตั้งแต่การปรับปรุงถนนให้รองรับการแข่งขัน, สร้างอัฒจันทร์-แพดด็อก, การติดตั้งโครงสร้างพื้นฐานด้าน Electronic & Digital และอื่นๆ ซึ่งทั้งหมดนี้จะเกิดการจ้างงานจำนวนมากค่ะ ทั้ง การจ้างงานแบบ Temporary และ Full-time ที่จะมาทำงานในอุตสาหกรรม Motorsport นี่คือการยกระดับแรงงานครั้งใหญ่ไปพร้อมๆ กับทีมระดับโลกอย่าง F1 

ทั้งหมดนี้คือ ‘โอกาส’ ที่อาจเกิดในไทยค่ะ 

ซึ่งที่สนามแข่งขันโมนาโกกรังด์ปรีซ์ ดิฉันมีโอกาสหารือกับคุณ Stefano Domenicali ประธานกรรมการบริหาร บริษัท Formula One Group ถึงความคืบหน้าเรื่องความเป็นไปได้ของสนามแข่งในไทย ลิขสิทธิ์ การทำการประชาสัมพันธ์ รวมถึงโพรเซสอื่นๆ ของการทำงานร่วมกันระหว่าง F1 และทีมไทยแลนด์ ดิฉันได้อัพเดทถึงการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในไทย ที่กำลังดำเนินการรวมถึงศึกษารายละเอียด ข้อจำกัด และโอกาสใหม่ๆ ที่จะเป็นไปได้ในการจัด F1 ในไทย

ที่สนามนี้ได้มีโอกาสเจอกับคุณอเล็กซ์ และคุณเติ้น นักขับชาวไทย ทั้งสองฝากยืนยันถึงพี่น้องชาวไทยค่ะว่า พร้อมกลับมาที่ประเทศไทยเพื่อประชาสัมพันธ์ ผลักดัน ทำให้คนไทยรู้จักกีฬานี้มากขึ้น สร้างบรรยากาศแห่งการกีฬา และร่วมสร้างนักขับชาวไทยรุ่นใหม่ๆ เข้าสู่วงการ F1 ค่ะ

‘เจิมศักดิ์’จวก’แพทองธาร’ถ่ายรูปคู่’ยิ่งลักษณ์’กลางลอนดอนชี้’เหยียดหยามกระบวนการยุติธรรม’

'เจิมศักดิ์'จวก'แพทองธาร'ถ่ายรูปคู่'ยิ่งลักษณ์'กลางลอนดอนชี้'เหยียดหยามกระบวนการยุติธรรม'

‘เจิมศักดิ์’จวก’แพทองธาร’ถ่ายรูปคู่’ยิ่งลักษณ์’กลางลอนดอนชี้’เหยียดหยามกระบวนการยุติธรรม’

วันเสาร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 08.06 น.

วันที่ 24 พฤษภาคม 2568 นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีตสมาชิกวุฒิสภา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว “เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง” พร้อมภาพถ่ายของ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ขณะถ่ายรูปเซลฟี่คู่กับนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งหลบหนีโทษจำคุกจากคำพิพากษาของศาลฎีกาฯ อยู่ในต่างประเทศ โดยระบุว่าเป็นภาพที่ถ่ายในระหว่าง การเยือนสหราชอาณาจักร

โดยรุบว่า “เป็นนายกฯพบนักโทษหนีคุก ถ่ายรูปอวด ขณะเดินทางเยือนอังกฤษ คิดไม่เป็น หรือจงใจเหยียดหยามกระบวนการยุติธรรม ประโยชน์ส่วนตนสำคัญกว่ารักษาระบบ”

ซึ่งโพสต์ดังกล่าว ได้รับความสนใจจากผู้ใช้โซเชียลจำนวนมาก และจุดกระแส วิพากษ์วิจารณ์ 

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่ากรณีที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โพสต์ภาพคู่กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ในโซเชียลมีเดียนั้นเป็นภาพเก่า ซึ่งเป็นภาพคู่ในสมัยที่พบปะกันของบุคคลในครอบครัวเมื่อครั้งที่ยังไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งการโพสต์นั้นเพื่อให้กำลังใจอดีตนายกรัฐมนตรีที่ต้องต่อสู้มาอย่างยาวนาน

หักหน้า‘สมศักดิ์’ ‘แพทยสภา’ยันไม่ส่งเอกสารเพิ่ม ชี้มติฟัน3หมอชั้น14ครบถ้วนแล้ว

หักหน้า‘สมศักดิ์’ ‘แพทยสภา’ยันไม่ส่งเอกสารเพิ่ม ชี้มติฟัน3หมอชั้น14ครบถ้วนแล้ว

หักหน้า‘สมศักดิ์’ ‘แพทยสภา’ยันไม่ส่งเอกสารเพิ่ม ชี้มติฟัน3หมอชั้น14ครบถ้วนแล้ว

วันเสาร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หักหน้า‘สมศักดิ์’ ‘แพทยสภา’ยันไม่ส่งเอกสารเพิ่ม ชี้มติฟัน3หมอชั้น14ครบถ้วนแล้ว

แพทยสภา” ปัดส่งเอกสารเพิ่มให้“รมว.สาธารณสุข”ย้ำให้ไปครบแล้ว เพียงพอที่จะตัดสินใจวีโต้มติลงโทษ “3 หมอ” เอี่ยวชั้น 14 “หมออมร”ยันเข้าร่วมประชุม 12 มิถุนายน ไร้คนล็อบบี้ บอกไม่ทราบผู้ร้องขอความเป็นธรรมผ่าน “รมว.สธ.”ผิดขั้นตอนหรือไม่ จากปกติมีสิทธิร้องศาลปกครองได้ ด้าน“ทีมสมศักดิ์” เตรียมประชุมอีกครั้ง 26 พฤษภาคมนี้

จากกรณีที่ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สารณสุข ในฐานะสภานายกพิเศษ ได้ทำหนังสือมาขอให้แพทยสภา ส่งเอกสารเกี่ยวกับการพิจารณาจริยธรรมแพทย์ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการส่งตัว นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จาก รพ.ราชทัณฑ์ ไปรักษาที่ชั้น 14 รพ.ตำรวจ ซึ่งต่อมาแพทยสภาได้มีมติให้ลงโทษแพทย์ 3 คน โดยเป็นการลงโทษตักเตือน 1 คน และพักใช้ใบอนุญาต 2 คน และส่งเรื่องให้สภานายกพิเศษพิจารณาว่าจะวีโต้หรือไม่ภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ 16 พ.ค.2568

ความคืบหน้าเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2568 ศ.นพ.อมร ลีลารัศมี กรรมการแพทยสภา ให้สัมภาษณ์กรณีนี้ ว่า เรื่องนี้สภานายกพิเศษสามารถเรียกเอกสารเพิ่มได้ แต่ทางแพทยสภาไม่ได้ส่งเอกสารอะไรไปให้เพิ่มเติม เพราะตั้งแต่วันที่ไปยื่นมติแพทยสภาให้สภานายกพิเศษ ก็ได้ยื่นเอกสารประกอบไปหมดแล้วตามที่ควรจะได้ ในส่วนที่สามารถให้ได้ คิดว่าแค่นั้นก็มากเพียงพอที่เขาจะพิจารณาได้แล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากแพทยสภาไม่ส่งเอกสารเพิ่มเติมไปให้จะทำให้สภานายกพิเศษมีการตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งกลับมานั้น ศ.นพ.อมร กล่าวว่า เป็นไปตามขั้นตอนกระบวนการยุติธรรมอยู่แล้ว ซึ่งการที่เราจะตัดสินลงโทษอะไรใครมันก็ต้องมีความโปร่งใส ชัดเจนอยู่แล้ว ไม่ใช่ยุกยิกๆ มันมีเอกสาร ข้อมูลต่างๆ ชัดเจนอยู่แล้ว แต่ในการพิจารณามันก็เป็นความลับในกลุ่มกรรมการ แต่ในส่วนของการพิจารณานั้นมีข้อมูลหลักฐานชัดเจน

เมื่อถามว่า มีหนึ่งในผู้ร้องขอความเป็นธรรมกับสภานายกพิเศษ ระบุว่า แพทยสภาไม่ควรตัดสินทั้งที่เอกสารไม่ครบ เพราะมีบางอย่างที่เขาไม่ได้ส่งให้แพทยสภา เพราะแพทยสภาไม่ได้ขอ และเชื่อว่าหากเห็นอาจจะมีการตัดสินเป็นอย่างอื่น ศ.นพ.อมร กล่าวว่า อันนี้ไม่ได้ เพราะเราขอให้เขาส่งหมดอยู่แล้ว ขนาดครั้งแรก และครั้งที่ 2 ที่ส่งมาเพิ่มเติมเรายังยอมขยายเวลาให้ ทั้งๆ ที่เราจะสรุปแล้วตั้งแต่วันที่ 10 เม.ย.ที่ผ่านมา จนทำให้แพทยสภาถูกวิพากษ์วิจารณ์ด้วยซ้ำ ดังนั้น เราเปิดช่องให้เขายื่นข้อมูลเอกสารอยู่แล้ว เราไม่เคยปฏิเสธ

“เราให้ความเป็นธรรมหมด เขาส่งอะไรมาเราก็รับ เมื่อไม่ส่งอะไรมาเพิ่มเติม เราก็ตัดสินไปตามนั้น นี่เป็นไปตามขั้นตอน เราให้โอกาสเต็มที่ภายใต้ภาวะวิสัยที่ดีที่สุด เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย” ศ.นพ.อมร กล่าว

เมื่อถามต่อว่า เนื่องจากตอนนี้มีกระแสการล็อบบี้กรรมการไม่ให้เข้าประชุม วันที่ 12 มิ.ย.นี้ จะเข้าประชุมด้วยหรือไม่ ศ.นพ.อมร กล่าวยืนยันว่า ไม่มีใครมาล็อบบี้ตน และยืนยันว่าวันที่ 12 มิ.ย.นี้ ตนเข้าประชุมแน่นอนตามปกติ เพราะที่ผ่านมาก็ไม่เคยขาดประชุม ทั้งนี้ เมื่อสภานายกพิเศษส่งความเห็นกลับมาแล้ว ทางกรรมการแพทยสภาก็มีการพิจารณาตามปกติ ซึ่งโดยทั่วไปไม่ได้ใช้เวลานาน โดยจะดูจากข้อมูลที่เขาส่งกลับมาว่ามีความเห็นอย่างไร แตกต่างกันอย่างไร หากกรรมการแพทยสภาเห็นว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่พิจารณากันหมดเรียบร้อยแล้วก็จบ แต่หากเป็นข้อมูลใหม่เอี่ยมจริงๆ ที่จะสามารถเอามาพิจารณาอะไรได้ ซึ่งจริงๆ มันก็น่าจะหมดแล้ว เพราะสภานายกพิเศษนั้นเราก็ดูในกรอบข้อมูล กระบวนการที่เราได้มา ทั้งข้อมูล ทั้งการสอบสวน ที่เราทำเต็มที่

“ส่วนผู้ถูกร้องนั้นเราก็มีช่องทางไปศาลปกครองที่สามารถทำเพิ่มเติม เป็นความยุติธรรมที่เขาให้อยู่ในระบบอยู่แล้ว ส่วนในชั้นสภานายกพิเศษก็เอาเพียงแต่นี้ ไม่อย่างนั้นมันก็ไม่จบเสียที เขาก็ส่งข้อมูลมาเรื่อยๆ ทุกเดือนๆ มันก็ไม่จบ ดังนั้น ก็ให้จบ แต่เขาก็สามารถไปขอความยุติธรรมที่ศาลปกครองได้ตามสิทธิ์” ศ.นพ.อมร กล่าว

เมื่อถามย้ำว่า แปลว่า การที่ผู้ร้องขอความยุติธรรมที่มายื่นผ่านสภานายกพิเศษนั้นถือเป็นการผิดขั้นตอน ผิดช่องทางหรือไม่ ศ.นพ.อมร กล่าวว่า ตนไม่ทราบ แต่สภานายกพิเศษ รัฐมนตรีสมศักดิ์ ก็ต้องดูตามกติกา ตามขั้นตอน

ด้าน นายกองตรีธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะกรรมการเสนอความเห็นสภานายกพิเศษเพื่อพิจารณาตามมาตรา 25 แห่ง พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 กรณีแพทยสภามีมติลงโทษแพทย์ 3 คน กล่าวว่า หลังจากที่คณะกรรมการเสนอความเห็นสภานายกพิเศษเพื่อพิจารณาตามมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 กรณีแพทยสภามีมติลงโทษแพทย์ 3 คนที่รักษานายทักษิณ ที่รักษาตัว ชั้น 14 ในรพ.ตำรวจ ได้ประชุมนัดแรกเมื่อวันที่ 20 พ.ค. ที่ผ่านมา และเห็นว่า ยังมีเอกสารบางส่วนที่ขาดในขั้นตอนการพิจารณาของแพทยสภาที่กรรมการยังสงสัยและได้ขอให้แพทยสภาส่งเพิ่มเติมนั้น จนถึงขณะนี้แพทยสภา ยังไม่ได้ส่งมาให้ โดยแจ้งว่าไม่มีเอกสารใดที่จะให้เพิ่มเติม

ดังนั้นคณะกรรมการฯ ได้นัดประชุมอีกครั้งในวันที่ 26 พ.ค.นี้ เพื่อนำข้อมูลทั้งหมดที่ได้มาพิจารณาอีกครั้ง ก่อนจะสรุปเสนอความเห็นถึงนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข ในฐานะสภานายกพิเศษ แพทยสภา วันที่ 27 พ.ค.นี้ หากแพทยสภาไม่ได้ส่งข้อมูลใดๆ มาเพิ่มเติมหลังจากที่ได้ขอไป ก็ไม่เป็นไร เราก็ทำเท่าที่มี แต่สิ่งที่ไม่ส่งมาให้เรามองว่ามันเป็นประโยชน์ แต่แพทยสภาแจ้งว่าส่งให้ครบแล้ว ซึ่งก็ไม่รู้ว่าข้อเท็จจริงคืออะไร ก็ต้องเป็นความเห็นแพทยสภาที่มีเหตุผลใดที่ไม่ให้มา หรือไม่มีตั้งแต่ต้น

“อย่างไรก็ตามได้นัดประชุมอีกครั้งวันที่ 26 พ.ค.จะต้องให้แล้วเสร็จเสนอท่านสมศักดิ์ ภายในวันที่ 27 พ.ค.นี้ต้องจบแล้ว เพราะมีเวลาแค่ 2-3 วันที่ท่านสมศักดิ์ต้องทำความเห็น ทั้งนี้คณะกรรมการทั้ง 10 คนนี้ไม่ได้สรุปความเห็นหรือมีการโหวตมติว่าเป็นอย่างไร ส่วนจะออกในรูปแบบไหนก็แล้วแต่ประธานคณะกรรมการ ซึ่งกรรมการทั้ง 10 คนจะเสนอความเห็นเป็นเอกสิทธิ์ของแต่ละคน ส่วนท่านสมศักดิ์จะคิดเห็นอย่างไรก็แล้วแต่ท่านจะเป็นผู้สรุปเอง เป็นไปตามกฎหมายที่มอบอำนาจให้สภานายกพิเศษตัดสินว่าจะเห็นด้วยหรือยับยั้งกับมติแพทยสภา” นายธนกฤต กล่าว

เมื่อถามว่าหนักใจหรือไม่กับการพิจารณาเรื่องนี้ นายธนกฤต กล่าวว่า ไม่รู้สึกอะไรเลย เหมือนคนมาร้องเรียนขอความเป็นธรรม ประชาชนมาร้องเรียนตนก็ต้องให้ความเป็นธรรม คุณหมอมาร้องเรียน และหมออยู่ในกรรมการแพทยสภาด้วยซ้ำที่โดนลงโทษ และคุณหมอก็อยู่ในวิชาชีพเดียวกัน ตนก็ต้องให้ความเป็นธรรมเพราะตนเป็นนักกฎหมาย ก็ต้องเอากฎหมายเป็นตัวตั้งและต้องตอบสังคมให้ได้ทุกอย่าง แม้ท่านสมศักดิ์สรุปออกมาอย่างไรตมก็ต้องตอบสังคมได้เช่นกัน คนเราจะทำอะไรเกินที่กฎหมายกำหนดไม่ได้ ได้คุยกับท่านสมศักดิ์ทุกวัน มีอะไรก็เรียนท่านอยู่แล้ว ท่านก็ไม่ได้หนักใจอะไร ส่วนที่มองเป็นเรื่องการเมืองก็เป็นเรื่องธรรมดา เพราะคนมีความเห็นต่างได้ แต่ต้องเอาหลักกฎหมายเป็นตัวตั้ง

‘อ้วน’ขู่เด้งแม่ทัพ4 แต่ให้โอกาสทำงาน เร่งมือลุย‘ดับไฟใต้’

‘อ้วน’ขู่เด้งแม่ทัพ4 แต่ให้โอกาสทำงาน เร่งมือลุย‘ดับไฟใต้’

‘อ้วน’ขู่เด้งแม่ทัพ4 แต่ให้โอกาสทำงาน เร่งมือลุย‘ดับไฟใต้’

วันเสาร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘อ้วน’ขู่เด้งแม่ทัพ4 แต่ให้โอกาสทำงาน เร่งมือลุย‘ดับไฟใต้’ เตรียมลงพื้นที่24พ.ค.

แม่ทัพภาค 4 ลุ้น! “ภูมิธรรม” ให้โอกาสทำงาน“ดับไฟใต้” ก่อนพิจารณาเปลี่ยนตัวหรือไม่ เตรียมสรุปแผนแก้“ไฟใต้” ลงพื้นที่รับฟังฝ่ายปฏิบัติครั้งสุดท้าย ก่อนเยือนมาเลเซีย ย้ำ ผบ.เหล่าทัพ เคลียร์ให้ชัดปมทุจริตในหน่วยงาน หลัง‘น้ำมันหาย’1หมื่นลิตร อย่าอ้าง‘ระเหย’บอกได้ยินมานานแล้ว

เมื่อวันที่ 23พ.ค.68 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงวาระงานในการเดินทางลงพื้นที่ 3จังหวัดชายแดนภาคใต้ วันที่ 24-25พ.ค.ว่า ลงไปรับฟังปัญหา เป็นครั้งสุดท้าย ไปพบตัวแทนฝ่ายปกครอง คือ นายอำเภอ 3จังหวัดชายแดนใต้ ทั้งหมด ส่วนคนอื่นเช่น ผู้ว่าราชการจังหวัด ไม่ต้องมาเป็นการนั่งล้อมวงพูดคุยกัน นอกจากนี้ ผู้กำกับสถานีตำรวจ 3จังหวัดชายแดนใต้ ส่วนผู้บังคับการจังหวัดก็ไม่ต้องเข้ามา สำหรับฝ่ายทหารเชิญระดับผู้การกรมจนถึงผู้บังคับกองพัน ในส่วนของแม่ทัพภาคที่4และรองแม่ทัพ เคยพูดคุยกันแล้วก็ไม่ต้องเข้ามา ซึ่งตนจะลงไปรวบรวมข้อมูลมาสังเคราะห์อีกครั้งก่อนที่จะกำหนดนโยบายที่ชัดเจน

นายภูมิธรรม กล่าวอีกว่า ตนยังจะหารือกับภาคธุรกิจใน 3จังหวัดชายแดนใต้ รวมถึงภาคประชาสังคม ซึ่งตนมองว่าการแก้ไขปัญหา3จังหวัดชายแดนใต้ สิ่งสำคัญต้องเปิดโอกาสให้ผู้ปฏิบัติงานได้พูด และหลังจากนั้นประมาณช่วงปลายเดือนมิ.ย.ต้นจะสรุปแผนการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ทั้งหมดและมอบเป็นนโยบายเพื่อให้รู้ว่า จะได้เดินไปอย่างไร ซึ่งจะต้องเดินไปพร้อมกันทั้งระบบ ทั้งทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง รวมถึงส่วนที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศ

เมื่อถามว่าในส่วนผู้ปฏิบัติงานจะมีการปรับเปลี่ยนตัวบุคคลหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า หากเห็นภาพรวมทั้งหมดแล้วก็ต้องเลือกคนที่เหมาะสม“ไม่ได้หมายความว่า ผมจะเปลี่ยนแม่ทัพภาคที่4 (มทภ.4) เพียงแต่ต้องจัดรูปแบบใหม่ แม่ทัพภาคที่4ต้องช่วยผม ที่ผ่านมาได้พูดคุยกับแม่ทัพภาคที่4เป็นการส่วนตัวมาแล้ว รวมถึงผู้บัญชาการทหารบก ผมคิดว่าเห็นภาพรวมทั้งหมดพอสมควร” นายภูมิธรรม กล่าว

เมื่อถามว่าต้องให้เวลาในการทำงานก่อนหรือไม่ถึงจะมีการปรับเปลี่ยน นายภูมิธรรม กล่าวว่า ทุกอย่างก็อยู่ในกระบวนการนี้ ต้องทำให้รวดเร็วที่สุด ตนก็กำลังจะเดินทางไปมาเลเซีย ขอทำให้ครบก่อนแล้วจะมาบอกว่าจะเปลี่ยนใครอย่างไร

นายภูมิธรรม ยังกล่าวถึงกระแสข่าวหน่วยทหารมีน้ำมันหายประมาณ 10,000ลิตร ซึ่งที่ผ่านมาจะมีลักษณะเช่นนี้เรื่อยๆจะสั่งตรวจสอบอย่างไรเพื่อไม่ให้กรณีนี้เกิดขึ้นซ้ำอีก ว่า เรื่องแบบนี้ตนเคยได้ยิน แต่ไม่ใช่เพิ่งได้ยิน ได้ยินมาก่อนหน้านี้ ซึ่งก่อนหน้านี้ตนได้พบกับผู้บัญชาการเหล่าทัพ จึงได้กำชับไปว่าเรื่องเหล่านี้ต้องทำให้ชัดเจน ซึ่งจากข่าวบอกว่าเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ ไม่ทราบว่าเหล่าไหน ตนจึงได้พูดคุยกับทุกเหล่าว่าช่วยไปทำตรงนี้ให้ชัดเจน ตรวจสอบให้หมด เพราะตนยังไม่ได้เชื่อว่าเรื่องเป็นอย่างนี้หรือไม่ เพราะตนไม่เคยได้ข่าวมาก่อน แต่นักข่าวสายทหารอาจจะทราบ ดังนั้นมีอะไรให้มาบอกตนได้ จะได้ตั้งตัว

เมื่อถามว่า ส่วนใหญ่เวลาตรวจสอบแล้ว มักมีคำอ้างว่า น้ำมันระเหย นายภูมิธรรม กล่าวว่า “โอ้โห ระเหย 10,000ลิตร มันก็ต้องสมเหตุผล จะอ้างอะไร เราก็รับฟังและตรวจสอบ”