จี้สว.ติดคดีฮั้วหยุดปฏิบัติหน้าที่ ‘แทนคุณ’ร้องปธ.สภา ชี้ปชช.เอือมพฤติกรรม

จี้สว.ติดคดีฮั้วหยุดปฏิบัติหน้าที่ ‘แทนคุณ’ร้องปธ.สภา ชี้ปชช.เอือมพฤติกรรม

จี้สว.ติดคดีฮั้วหยุดปฏิบัติหน้าที่ ‘แทนคุณ’ร้องปธ.สภา ชี้ปชช.เอือมพฤติกรรม

วันเสาร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

จี้สว.ติดคดีฮั้วหยุดปฏิบัติหน้าที่

‘แทนคุณ’ร้องปธ.สภา ชี้ปชช.เอือมพฤติกรรม ‘เจ๊แมว’ฟ้องหมิ่น‘หนู’ ถูกด่ารุนแรงกักขฬะ หลังยื่นร้องกกต.ยุบภท.

ประชาชนเอือมพฤติกรรมแล้ว! “แทนคุณ”บุกสภายื่น“วันนอร์” ประธานรัฐสภา จี้สว. ต้องคดีฮั้ว หยุดปฏิบัติหน้าที่ ท้าโชว์สปิริตลาออก แฉไม่ใช่แค่“สีน้ำเงิน”แต่ยังมี“สีอื่น”ที่นัดกันก่อนวันเลือก ด้าน “กุสุมาลวตี” ยื่นฟ้องหมิ่น “เสี่ยหนู อนุทิน” รับไม่ได้ใช้คำตอบโต้รุนแรงเกินไป

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 23 พฤษภาคม 2568 ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก นางกุสุมาลวดี ศิริโกมุท อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย และอดีตผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.สำรอง) ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทยเป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ฯ โดยศาลนัดไต่สวนมูลฟ้องวันที่ 21 กรกฎาคม นี้ เวลา 09.00 น.

ภายหลังยื่นฟ้อง นางกุสุมาลวดี กล่าวว่าวันนี้ตนเดินทางมายื่นฟ้องนายอนุทินในข้อหาหมิ่นประมาทจากที่นายอนุทินใช้คำพูดใส่ร้ายทำนองว่าตนเป็นคนกักขฬะ นิสัยไม่ดีชอบพูดโกหก ตนดูส่วนนี้มาแล้วมองว่าเข้าข่ายความผิด การหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา

เผยสว.ถูกครอบงำ

“นายอนุทินมีความเป็นผู้ใหญ่รวมทั้งมีตำแหน่งเป็นถึงรองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทยไม่ควรที่จะใช้คำพูดแบบนี้กับตน และไม่เป็นบรรทัดฐานที่ถูกต้องในฐานะที่เจ้าตัวดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ของรัฐอยู่ด้วย และด้วยความรู้สึกว่าจะต้องมีคนขึ้นมาปกป้องประชาธิปไตยและต่อต้านขบวนการที่ไม่ถูกต้อง เพราะหากปล่อยให้ส.ว.ทั้งหมดถูกครอบงำไม่ว่าจะเป็น ปปช. กกต. และองค์กรอิสระทั้ง 7 ถูกคนบางกลุ่มครอบงำ ประเทศของเราจะอยู่อย่างไร จึงเป็นหน้าที่ของตนที่เป็นพลเมืองคนหนึ่งเข้าร้องเรียนต่อ กกต.เพื่อขอให้ยุบพรรคการเมืองหนึ่งที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ “นางกุสุมาลวดี กล่าว

นางกุสุมาลวดี กล่าวต่อด้วยว่า ตนอยากถามไปยังนายอนุทินว่า ตนทำผิดเรื่องใดทำไม่ไม่ไปแจ้งข้อกล่าวหาให้จบสิ้นกระบวนการก่อน ค่อยออกมาพูด ซึ่งการที่ออกมาบอกว่าร้ายตนนั้นไม่ใช่การติติงในฐานะที่เป็นบุคคลสาธารณะแต่เป็นการพูดในเรื่องส่วนตัว

จ่อร้องเรียนจริยธรรมด้วย

นอกจากนี้ ยังมีลิ่วล้อของนายอนุทินเข้ามาด่าว่าตนอีก ตนขอยืนหยัดอยู่เคียงข้างสิ่งที่ถูกต้อง การพูดจาดูถูกตนแบบนั้นทำให้รู้สึกว่าครอบครัวของตนก็ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมาทั้งสส. และสมาชิกสภาจังหวัดมหาสารคาม การมากล่าวหาแบบนี้รวมถึงให้ลูกน้องมาขุดคุ้ยประวัติของตนนั้นถือว่าไม่ถูกต้อง ตนจึงอยากเอาเรื่องให้ถึงที่สุด และจะไม่มีการถอนฟ้องอย่างแน่นอน ซึ่งหลังจากนี้ภายหลังจากนี้ถ้าเกิดตนชนะคดีขึ้นมา ตนจะฟ้องแพ่งนายอนุทินและเรียกค่าเสียหายด้วยอย่างแน่นอน และหลังจากนี้จะมีการไปร้องเรียนเรื่องจริยะธรรมต่อที่สภาผู้แทนอีกในวันนี้อีกด้วย

รับไม่ได้ใช้คำพูดรุนแรง

เมื่อถามว่าคำพูดที่นายอนุทินพูดนั้นถือว่าเข้าข่ายการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาหรือไม่ ทนายความของนางกุสุมาลวดี กล่าวว่า ถ้อยคำที่ถูกบรรยายเอาไว้ว่าเข้าข่ายการกระทำผิดหมิ่นประมาทโดยการโฆษณานั้น ยังไม่ได้บัญญัติคำว่า กักขระเอาไว้ แต่มีคำพูดหนึ่งที่นายอนุทินใช้พูดถึงนางกุสุมาลวดีนั้น เป็นคนชอบโกหก พูดไม่จริงมานาน นั้น ในฐานะที่นางกุสุมาลวดีเคยดำรงตำแหน่ง ส.ส.นั้น ถือว่าเป็นบุคคลสาธารณะ ถ้าประชาชนเชื่อตามคำพูดของนายอนุทินจะทำอย่างไร ซึ่งตนเข้าใจว่าคำพูดทั้งหมดเมื่อเอามารวมกันเข้าองค์ประกอบการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา แต่ในวันนี้หลังจากยื่นฟ้องไปแล้วจะต้องตรวจก่อนว่าถ้อยคำทั้งหมดนั้นมีส่วนไหนที่เข้าข่ายหมิ่นประมาทหรือไม่ ไม่ว่าศาลจะตีความออกมาภายหลังว่าคำพูดนั้นเข้าข่ายหรือไม่เข้าข่าย ตนก็ถือว่าได้ได้ทำหน้าที่ตรงส่วนนี้แล้วว่าคนเราอย่ามาด้อยค่าคนอื่น

จี้สว.โดนคดีลาออก

เมื่อเวลา10.30น. ที่รัฐสภา นายแทนคุณ จิตต์อิสระ ประธานชมรมสันติประชาธรรม พร้อมภาคประชาชน ยื่นหนังสือถึงนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานรัฐสภา โดยมีนายคัมภีร์ดิษฐากรณ์ โฆษกประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้กำกับดูแลสว. ที่ถูกตั้งข้อกล่าวหาโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ให้มีสำนึกรับผิดชอบต่อสังคม โดยให้หยุดปฏิบัติหน้าที่เพื่อเปิดทางให้มีการสืบสวนสอบสวนอย่างเต็มที่และเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

โดยนายแทนคุณ กล่าวว่า เนื่องจากมีเหตุอันควรสงสัย หรือความปรากฎต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่ามีการกระทำที่เป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาพ.ศ. 2567 มาตรา 70 ประกอบมาตรา 36 มาตรา 77(1) และมาตรา 62 โดยมีสว.ถูกตั้งข้อกล่าวหา และมีหลักฐานชัดเจนว่ากระทำความผิดในคดีพิเศษทั้งอั้งยี่ และฮั้วเลือกตั้งสว. รวมถึงกรณีที่สว.บางส่วนยื่นร้องเรียนให้อธิบดีดีเอสไอและอนุกรรมการสืบสวนของกกต. พ่วงดีเอสไอหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว ซึ่งการกระทำลักษณะนี้เหมือนการแทรกแซงอำนาจการสอบสวนของพนักงานที่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย

นายแทนคุณ กล่าวต่อว่า ในฐานะที่ตนเป็นอดีต สส.และภาคประชาชนทนไม่ไหวต่อพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในในลักษณะต่อต้านการตรวจสอบและปัดความรับผิดชอบต่อสังคม โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมายและขาดวุฒิภาวะ ทำให้ภาพลักษณ์สภาไทยเสียหายรุนแรงอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน สว.หลายคนมีลักษณะยกตนข่มท่าน แสดงท่าทีตลกขบขัน เสียดสีอย่างไร้มารยาท เช่น แลบลิ้น ให้สัมภาษณ์เป็นภาษาต่างประเทศอย่างผิดกาลเทศะ เพียงเพื่อต้องการตอบโต้หรือหลีกหนีการตอบคำถามของสื่อ

จวกไร้ความสง่างาม

นายแทนคุณ กล่าวอีกว่า พวกตนไม่สามารถทนดูสภาพที่อดสูที่เกิดขึ้นได้ จึงขอให้ประธานรัฐสภาหามาตรการดำเนินการให้สว.เหล่านี้หยุดปฎิบัติหน้าที่ชั่วคราว หรือหากให้ดีคือลาออกเพื่อแสดงสปิริตไม่เป็นการสิ้นเปลืองเงินภาษีของประชาชนต่อไป และสามารถอ้างได้ว่าสมาชิกรัฐสภายังมีศักดิ์ศรี คงเกียรติภูมิไว้ให้ลูกหลานได้ภูมิใจบ้าง เพราะหากยังมีพฤติกรรมน่าละอายต่อไปอาจจะเกิดเหตุการณ์บานปลายและไร้ความศรัทธาจากประชาชนจากการกระทำที่ไม่สง่างามเหล่านี้

“แม้ว่ากระบวนการยุติธรรมจะล่าช้ากว่าจะดำเนินการจนถึงที่สุด แต่กระบวนกฎแห่งกรรมที่อยู่ในของท่านจะเป็นตัวชี้วัดสำนึกความละอาย กลัวบาปที่กระทำลงไป ท่านย่อมทราบดีว่าที่ท่านทำคืออะไร และต้องยอมรับผลกฎนั้นแน่นอนและจะรวดเร็วกว่ากฎใดๆ” นายแทนคุณ กล่าว

เผยยังมีสีอื่นมีเอี่ยวด้วย

นายแทนคุณ กล่าวต่อว่า ตนเคยสมัครสว.ในรอบที่ผ่านมา และเห็นว่ามีการนัดหมายกันก่อนวันเลือกตั้งทุกครั้ง ซึ่งไม่ใช่แค่สีน้ำเงิน ยังมีสีอื่นอีก ซึ่งสถานที่นัดหมายคือ พิพิธภัณฑ์ที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าแห่งหนึ่งแถวสยามสแควร์ตรงข้ามกับสนามกีฬาฯ ตนได้ผ่านคัดเลือกไปถึงระดับเขต ก็มีเลขออกมาตรงตามที่ล็อกไว้เลย 2 หมายเลข คะแนนนำโดดจนคนอื่นตามไม่ทัน ตนยังเก็บและจดตัวเลขเหล่านั้นไว้ หากจะให้ตนไปเป็นพยานก็ยินดี ทั้งนี้ที่ตนไม่ออกมาเคลื่อนไหวก่อนหน้านี้ เพราะยังอยากเห็นสำนึกของสว. แต่ตอนนี้สถานการณ์เรื่องการทุจริตลุกลามบานปลายจนได้ชื่อว่าเทาแลนด์ หากจะเริ่มต้นแก้ไขก็ควรเริ่มที่การเมืองซึ่งสามารถตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายได้อย่างเข้มข้นโดยเฉพาะจากสมาชิกวุฒิสภา ตนเชื่อว่าพวกเขาเหล่านี้รู้ตัวว่าทำอะไรลงไป หากมีสำนึกก็ขอให้ลาออกเพราะจะสง่างามมากกว่าการถูกดำเนินคดี เพราะวันนั้นจะไม่เหลือที่ให้อยู่ในแผ่นดินไทย

อัดโกหกจนลิ้นดำ

ด้านนายบุญส่ง ชเลธร รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และรองหัวหน้าพรรคก้าวอิสระ กล่าวว่า แม้คนจะรู้กันทั่วประเทศ แต่ผู้ที่ถูกกล่าวหาก็ออกมาปฏิเสธกันจนลิ้นดำ ตนขอใช้คำว่าโกหกจนลิ้นดำ เพราะความหมายของมันไม่ใช่อยู่ที่การแลบลิ้นมาโชว์ว่าลิ้นขาวหรือไม่ แต่คือการโกหกจนเคยตัว เป็นสันดาน อย่างไม่น่าเชื่อถือ ทุกวันนี้เราปล่อยให้สว.ลิ้นดำทั้งหลายออกมาโฆษณาชวนเชื่อ ปกป้องตัวเอง

นายบุญส่ง กล่าวต่อว่า ดังนั้น ตนจึงไม่เชื่อว่าคนเหล่านี้จะมีจิตสำนึกในการลาออกหรือยุติบทบาทหน้าที่ด้วยตัวเองจึงขอเรียกร้องทุกฝ่ายรวมถึงประธานรัฐสภา และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคนให้ช่วยกันสร้างกระแสกดดันให้สว.ที่ถูกกล่าวหายุติการปฏิบัติหน้าที่โดยทันที เพราะหากปล่อยไว้ สัปดาห์หน้าก็จะมีการรับรองกรรมการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ยิ่งเป็นการขัดกันของผลประโยชน์ชัดเจนจะปล่อยให้สิ่งเหล่านี้ดำเนินต่อไปไม่ได้

ขณะนายคัมภีร์ กล่าวว่า ตนจะรับเรื่องดังกล่าวเพื่อส่งต่อให้นายวันมูหะมัดนอร์พิจารณาดำเนินการต่อไป

วันนอร์”ให้ฝ่ายกม.ไปดูแล

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่มีผู้มายื่นร้องขอให้ประธานรัฐสภาส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้สมาชิกวุฒิสภาหยุดปฏิบัติหน้าที่ จากกรณีการตรวจสอบคดีฮั้วเลือก สว. ว่า ความจริงแล้วการยื่นขอให้สว.หยุดปฏิบัติหน้าที่ ควรจะยื่นไปที่ประธานวุฒิสภามากกว่า แต่เมื่อยื่นมาทางตนก็หมายความว่าอยู่ในฐานะสมาชิกรัฐสภา แต่เมื่อมีการยื่นมาแล้วก็คงต้องให้ฝ่ายที่ปรึกษาด้านกฎหมายพิจารณาในเนื้อหาสาระ ว่าเข้าข่ายที่ประธานรัฐสภาจะดำเนินการศาลรัฐธรรมนูญได้หรือไม่

เมื่อถามว่าเจตนาของการยื่นเรื่องนี้ ส่งผลต่อการพิจารณาเลือกกรรมการองค์กรอิสระหรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องการประชุมของวุฒิสภาว่าจะสามารถดำเนินการตามข้อบังคับได้หรือไม่ และเป็นหน้าที่ของประธานวุฒิสภา ที่จะพิจารณาบรรจุเรื่องใดในการเปิดการประชุมสมัยวิสามัญ ขณะเดียวกันก็เป็นหน้าที่ของสมาชิกที่จะแสดงความคิดเห็นหรืออภิปรายความเห็นของตัวเองก็สามารถทำได้ ซึ่งส่วนตัวไม่สามารถลงลึกในบทบาทของวุฒิสภาได้ เพราะเขามีข้อบังคับของตัวเอง ดังนั้น ประธานวุฒิสภาจะต้องเป็นผู้พิจารณาในเรื่องนี้เอง

เตือน”ชูศักดิ์”อย่าปล่อยล้มมวย

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ยังเป็นประธานเปิดการสัมมนาในหัวข้อเรื่อง “การมุ่งสู่การเป็น Open Government และ ขับเคลื่อน Data Center ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย”

และกล่าวตอนท้ายในการเปิดงานว่า “โดยเฉพาะวิทยากรที่จะมาบรรยายต่อในหัวข้อนี้ คือ นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งในโอกาสนี้นายวันมูฮัมหมัดนอร์ ได้กล่าวแสดงความยินดีและกล่าวแซวนายชูศักดิ์ “ รับตำแหน่งใหม่นะ ดูแลดีเอสไอให้ดี เขากลัวจะเป็นมวยล้มต้มคนดู ระดับมืออดีตอธิการมหาวิทยาลัยรามคำแหงแล้ว คงไม่ล้มคนดูแน่ ก็ต้องทำให้ได้อย่างเต็มที่”ประธานสภาผู้แทน กล่าว

ฟัน 2ผู้สมัครสว.ปากน้ำ

ด้าน เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เผยแพร่คำวินิจฉัยกกต. ที่มีคำสั่งให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งและสิทธิเลือกตั้งของ จ.สมุทรปราการ จำนวน 2 คน พร้อมดำเนินคดีอาญา เนื่องจากหลักฐานชัดเจรจาเสนอตำแหน่ง-ผลประโยชน์แลกลงคะแนนให้

‘ภูมิธรรม’ออกตัวแทน‘อิ๊งค์’ โวรวย-ไม่เอาเงินหลวงไปตปท.

‘ภูมิธรรม’ออกตัวแทน‘อิ๊งค์’ โวรวย-ไม่เอาเงินหลวงไปตปท.

‘ภูมิธรรม’ออกตัวแทน‘อิ๊งค์’ โวรวย-ไม่เอาเงินหลวงไปตปท.

วันเสาร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘ภูมิธรรม’ออกตัวแทน‘อิ๊งค์’ โวรวย-ไม่เอาเงินหลวงไปตปท.

ภูมิธรรม”โต้แทน “นายกฯอิ๊งค์” โวมีทรัพย์สินมหาศาล ไม่ต้องเบียดบังงบหลวง ไปเที่ยวต่างประเทศ จี้หาความรับผิดชอบพวกดรามา รับคุย“ธรรมนัส”หลังไม่ได้เจอนาน ออกตัวอย่าดราโยงคดีฮั้วสว.-ปรับ ครม.แต่ยอมรับหลังงบ 69ผ่านสภา สถานการณ์การเมืองเป็นไปได้ทั้งนั้น ด้าน‘เทพไท’กาง7ข้อสังเกต‘อิ๊งค์’ออกทริปไปอังกฤษ ทำงาน เที่ยว หรือแค่ไปเยี่ยม‘ยิ่งลักษณ์’

เมื่อวันที่ 23พฤษภาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีมีการโจมตี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ใช้งบหลวงไปต่างประเทศ ว่า อยากชี้แจงให้ประชาชนรับทราบถึงประเด็นนี้ การดรามาแล้วนำไปลงใน Facebook หรือช่องทางอื่นๆของสื่อโซเชียลมีเดีย ควรจะมีความรับผิดชอบ ไม่ใช่คิดอะไรแล้วนำไปโพสต์ทำให้เกิดความเสียหาย ที่ดรามากันว่านายกฯไปเที่ยว ไม่มีความจำเป็นเลยที่นายกฯ จะต้องไปใช้งบหลวง ในหลายเรื่องท่านไม่ได้ใช้งบหลวง แต่ใช้งบส่วนตัวด้วยซ้ำไป การไปต่างประเทศของนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีท่านอื่น ไม่จำเป็นที่จะต้องมาบอกรายละเอียด เพราะมีหลายเรื่องที่ไม่สามารถจะเปิดเผยได้ บางคนอยากจะเจอเราแต่เขาก็ไม่อยากเปิดเผยตัวเอง ในการพูดคุยกับผู้นำต่างประเทศ รวมถึงทางการทูตมีทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการ หรือ เป็นทางลับ ดังนั้นหากมีสิ่งใดที่เปิดเผยได้ก็จะดำเนินการทันที เพราะการเปิดเผยสะท้อนให้เห็นว่าเราทำงาน เช่นเดียวกับกรณีการเจรจากับทางสหรัฐ เรื่องภาษี แม้ดูเหมือนยังไม่มีอะไรคืบหน้า แต่ในทางลับเราดำเนินการอยู่ ทางสหรัฐก็มีเงื่อนไขข้อเรียกร้องกับเรา หากเรายังไม่พร้อมก็ต่อรองไป

“ผมมองว่าวิญญูชน เขาตระหนักได้ว่า การที่นายกฯ ที่มีทรัพย์สินส่วนตัวจำนวนมากมายขนาดนั้น ไม่จำเป็นต้องมาเบียดบัง งบหลวง ทำให้เกิดความเสียหายต่อตัวเองเปล่าๆ และท่านก็ไม่ใช่คนที่จะมาเอานั่นเอานี่จากคนอื่น เรื่องดราม่าอยากให้มองที่ข้อเท็จจริง” นายภูมิธรรม กล่าว

นายภูมิธรรม กล่าวว่าต้องเข้าใจว่าการบริหารงานไม่ใช่สิ่งที่จะมาพูดในที่สาธารณะ เพราะบางเรื่องก็ละเอียดอ่อน ซึ่งไม่มีประโยชน์ที่จะนำไปดรามาและทำให้มีความรู้สึกไม่ดีต่อกัน เพราะปัจจุบันสังคมไทยมีปัญหามากอยู่แล้ว เรากำลังแก้ไขปัญหาไปทีละประเด็น เมื่อถามว่า ล่าสุดนายกฯไโพสต์ภาพคู่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯให้กำลังใจในเรื่องคดีจำนำข้าวและไปโจมตีว่า นายกฯไปพบ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ทำไมต้องเดินทางไปพบคุณยิ่งลักษณ์ ตนจะโพสต์ให้กำลังใจ คุณยิ่งลักษณ์ เช่นกัน เพราะรู้สึกเห็นใจ

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่ปรึกษาประธาน พรรคกล้าธรรม เดินทางเข้าพบที่ทำเนียบรัฐบาล วานนี้ (22 พ.ค.)ว่า วานนี้ ตนมีภารกิจค่อนข้างข้างรัดตัว แต่ระหว่างทางที่เดินออกมาจากห้องประชุม ได้พบกับ ร.อ.เอกธรรมนัส ก็เลยชวนเข้าไปนั่งกินกาแฟ ใช้เวลาพูดคุยกันประมาณ 10 นาที พูดคุยทักทายกันตามปกติ เพราะไม่ได้เจอกันมาซักระยะหนึ่งแล้ว เพราะ ร.อ.ธรรมนัส ไม่ได้อยู่ในครม. ชุดนี้ก็เลยไม่เจอกัน ที่ตนต้องออกมาพูดเพราะห่วงว่าจะไปดรามาแล้วโยงคดีฮั้วสว. รวมถึงการปรับครม. ขอย้ำว่าขณะนี้ยังไม่มี

เมื่อถามว่าหลัง งบประมาณปี 69 ก็ไม่แน่ใช่หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า “สถานการณ์ทางการเมืองเป็นไปได้ทั้งนั้น แต่ไม่ใช่การส่งสัญญาณ เดี๋ยวไปพาดหัวข่าวกันอีกว่าภูมิธรรม ส่งสัญญาณปรับครม. ยืนยันยังไม่มีการพูดคุยกันในเรื่องนี้”

นายเทพไท เสนพงษ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก“เทพไท – คุยการเมือง” เรื่อง“อุ๊งอิ๊ง ไปอังกฤษในฐานะใด”ระบุว่า ผมฟังนายสมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ออกมา แก้ต่างตัดพ้อถึงการวิพากษ์วิจารณ์กรณีนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เดินทางไปประเทศอังกฤษว่า “คนที่จ้องจะโจมตี หายใจก็โจมตี ทำอะไรก็โจมตี แต่งตัวไม่ดีก็โจมตี เป็นพวกว่างงาน นายกรัฐมนตรีไปทำงาน ไปทำงานราชการ ไม่ได้คิดว่าจะต้องไปแค่เรื่องส่วนตัวอย่างเดียว ไปทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน” และนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกรัฐบาล ออกมาตอบโต้ถึงคนวิพากษ์วิจารณ์นางสาวแพทองธาร ว่าเกิดจากความอิจฉาตาร้อน ผมไม่ได้อิจฉานางสาวแพทองธาร และไม่มีอคติใดๆทั้งสิ้น แต่อยากจะเรียนข้อเท็จจริงให้ทราบว่า นางสาวแพทองธาร เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นบุคคลสาธารณะ สามารถถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้ การเดินทางไปต่างประเทศครั้งนี้ ใช้งบประมาณแผ่นดินที่มาจากภาษี ของคนไทยทั้งประเทศ ประชาชนก็มีสิทธิ์ที่จะตั้งข้อสงสัย และตรวจสอบได้ ถ้าหากนางสาวแพทองธาร เดินทางไปเป็นการส่วนตัว ใช้เงินของตัวเอง ก็คงจะไม่มีใครวิพากษ์วิจารณ์เช่นนี้

อยากจะตั้งข้อสังเกตการเดินทางของนางสาวแพทองธาร เดินทางไปอังกฤษดังนี้ 1.มีกำหนดการหรือโปรแกรมอะไรที่เป็นทางการหรือไม่ 2.ภาพถ่ายที่เห็นส่วนใหญ่เป็นภาพถ่ายอยู่ข้างถนนทั้งนั้น เหมือนกับนักท่องเที่ยวทั่วไป 3.กิจกรรมส่วนใหญ่เป็นกิจกรรมส่วนตัวเดินห้างเดินซุปเปอร์มาร์เก็ตเจอสินค้าไทยก็หยิบมาถ่ายรูปประกอบ เหมือนกับคนไทยทั่วไปที่เดินซุปเปอร์มาร์เก็ต 4.การแต่งตัวก็แบบสบายๆ หรือPrivate ไม่ได้แต่งตัวแบบทางการ ทำภารกิจในนามรัฐบาล5.ไม่มีทีมประชาสัมพันธ์ของรัฐบาล ไม่เชิญสื่อมวลชน ไปทำข่าวโปรโมท ซึ่งผิดวิสัยของนายกรัฐมนตรี Gen Y 6.เยี่ยมค่ายมวย ถ่ายรูปกับนักมวย เดินห้างถ่ายรูปกับผู้บริหารห้าง และโชว์สินค้าที่ขายในห้าง7.ไม่มีวาระงานที่เข้าพบ หรือเยี่ยมคารวะผู้นำประเทศเลย และไม่มีภารกิจลงนามบันทึกข้อตกลง เซ็นMOU หรือสนธิสัญญาใดๆ ที่ระดับผู้นำประเทศไปเยือนประเทศต่างๆ เมื่อเปรียบเทียบการเดินทางไปต่างประเทศของนางสาวแพทองธาร ไม่ต้องนำไปเปรียบเทียบกับนายกรัฐมนตรีคนอื่นๆ แค่นำมาเปรียบเทียบกับนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีคนพรรคเดียวกัน จะเห็นได้ว่าต่างกันมาก

นายเศรษฐาเดินทางไปต่างประเทศบ่อยก็จริง แต่มีวาระงานที่ชัดเจน และมีเป้าหมายในการเปิดตลาดสินค้าไทย เห็นภาพความเป็นเซลล์แมนของประเทศชัดเจน แต่กรณีของนางสาวแพทองธาร เดินทางไปต่างประเทศแต่ละครั้งไร้สาระมาก เหมือนกับไปเที่ยว ไปช้อปปิ้ง หรือแค่ไปเยี่ยมนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้เป็นอาเท่านั้น ถ้า น.ส.แพทองธาร เดินทางไปประเทศอังกฤษทำได้แค่นี้ วันจันทร์ที่ 26พฤษภาคมนี้ ผมเดินทางไปประเทศอังกฤษด้วยเงินส่วนตัว จะเก็บภาพแบบ น.ส.แพทองธาร มาอวดให้ดูบ้าง

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ในฐานะนายกสมาคมสมาพันธ์สตรีมิตรภาพไทย-จีน และประธานหลักสูตร China Business Leader (CBL) ได้นำนักธุรกิจไทยกว่า 50ราย จากหลักสูตร CBL รุ่นที่ 3 เดินทางไปจับคู่ธุรกิจกับนักธุรกิจชั้นนำในประเทศจีน ที่นครกวางโจวและเซินเจิ้น สาธารณรัฐประชาชนจีน

โดยคุณหญิงสุดารัตน์ ตระหนักว่า ขณะนี้กำลังเกิดวิกฤตของเศรษฐกิจโลก และวิกฤตเศรษฐกิจไทย ที่เดิมก็ย่ำแย่อยู่ก่อนแล้ว เมื่อมาเจอกับมาตรการภาษีทรัมป์ ยิ่งทำให้ผู้ประกอบการไทยตกที่นั่งลำบากมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs จึงมีความตั้งใจที่จะช่วยผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ให้มีโอกาสขยายตลาดไปยังประเทศจีน โดยพยายามที่จะใช้ศักยภาพของตนเองอย่างสุดความสามารถ เพื่อเป็นสะพานเชื่อมผู้ประกอบการไทยให้เข้าไปขายสินค้ายังประเทศจีนได้ทั้ง online และ offline ซึ่งจีนเป็นตลาดใหญ่ที่มีลูกค้ารออยู่ถึงกว่า 1,300 ล้านคน เริ่มจากการนำนักธุรกิจไทยไปพบและหารือกับผู้บริหารบริษัท China Resources Group (CRC) บริษัทยักษ์ใหญ่ของประเทศจีน ที่มียอดขายถึงปีละกว่า 4 ล้านล้านบาท มีทรัพย์สินกว่า 12 ล้านล้านบาท ประกอบธุรกิจหลากหลาย โดยการหารือในครั้งนี้ได้เน้นไปที่บริษัท CR Vanguard ผู้บริหาร Ole Supermarket ซึ่งมีสาขากว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศจีน โดยผู้บริหารมีความสนใจสินค้าของผู้ประกอบการไทยที่เดินทางมาในครั้งนี้เป็นอย่างมาก ซึ่งสินค้าที่นำไปเที่ยวนี้ประกอบด้วยสินค้าเกษตร เกษตรแปรรูป อาหาร เครื่องดื่ม เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรเพื่อสุขภาพ Art Toy จากศิลปินไทย เป็นต้น โดยผู้บริหารห้าง Ole ประสงค์ที่จะนำสินค้าจากผู้ประกอบการไทยมาจำหน่ายในห้าง Ole กว่า 2,000 สาขาทั่วประเทศจีน เนื่องจากคนจีนให้ความนิยมในสินค้าไทยอยู่แล้ว และยิ่งผลิตจากวัตถุดิบที่มีคุณภาพจากไทยแล้ว ยิ่งขายได้ราคาสูง จึงนับเป็นความสำเร็จขั้นต้นสำหรับการเจรจาธุรกิจในวันนี้

คุณหญิงสุดารัตน์ ได้กล่าวขอบคุณในความร่วมมืออย่างดียิ่งจากผู้บริหารของ CR Vanguard ผู้บริหาร Ole Supermarket พร้อมย้ำว่าในยามที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจทั่วโลกเช่นนี้ เราต้องจับมือร่วมกันระหว่างไทย – จีน เพราะไทยจีนไม่ใช่คนอื่นไกล คือพี่น้องกัน ร่วมจับมือกัน ทำธุรกิจร่วมกัน เกื้อกูลกัน เพื่อให้สามารถอยู่รอดได้ในวิกฤตนี้ไปด้วยกัน“ดิฉันตั้งใจเป็นอย่างยิ่งที่จะเป็นสะพานเชื่อมให้ SMEs ไทยได้มีโอกาสนำสินค้ามาขายยังแผ่นดินจีน ที่มีกำลังซื้อมากถึง 1,300 ล้านคน โดยเฉพาะในสภาวะที่เศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทยกำลังวิกฤต เราต้องมองหาช่องทางในการช่วยผู้ประกอบการไทยให้มากที่สุด และดิฉันจะพยายามอย่างสุดความสามารถในการทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมให้ธุรกิจไทยได้สามารถเข้ามาบุกตลาดจีนให้สำเร็จ” คุณหญิงสุดารัตน์ ระบุ

‘ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ’ มองเหตุปัจจัย‘มรสุมการเมือง’ ถาโถมใส่‘พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค’

‘ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ’ มองเหตุปัจจัย‘มรสุมการเมือง’ ถาโถมใส่‘พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค’

‘ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ’ มองเหตุปัจจัย‘มรสุมการเมือง’ ถาโถมใส่‘พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค’

วันเสาร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในช่วง 1 เดือนล่าสุดมานี้ พรรคร่วมรัฐบาลหลายพรรคดูจะมี “มรสุมทางการเมือง” รุมเร้า ซึ่งนอกจากที่เป็นข่าวต่อเนื่องอย่างพรรคเพื่อไทยกับกรณีผู้นำทางจิตวิญญาณของพรรคกับปมชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ หรือพรรคภูมิใจไทยที่ถูกนำไปพาดพิงกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่กำลังเป็นปัญหาถึงขั้นเป็นคดีความ จนล่าสุดในถึงคิวของ “พรรครวมไทยสร้างชาติ” ที่หัวหน้าพรรค นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ถูกจุดประเด็นขึ้นมาว่ากระทำผิดกฎหมาย อาทิ การถือหุ้น 4 บริษัท การติดรูปตนเองบนถุงยังชีพที่ไปแจกให้ประชาชน เป็นต้น      

รายการ “สีสันการเมือง แบบ เด้งเด้ง” ทางช่องยูทูบ “แนวหน้าออนไลน์” ในตอนที่เผยแพร่วันที่ 8 พ.ค. 2568 พูดคุยกับ ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในประเด็นมรสุมทางการเมืองที่นายพีระพันธุ์กำลังเผชิญอยู่ ว่า  นายพีระพันธุ์ไม่ได้มีความกังวลใจ และเท่าที่ตนดูท่านก็บริสุทธิ์ใจทุกเรื่อง ท่านพูดเสมอว่าไม่มีเจตนาปิดบังซ่อนเร้นหรือหาผลประโยชน์ในทางที่ไม่ถูกต้อง แต่เพราะนิสัยท่านเป็นคนพูดน้อย จึงไม่ได้ออกมาชี้แจงข้อกล่าวหาต่างๆ กับสังคม แต่ก็พร้อมชี้แจงกับผู้มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้อง

“ท่านจะเป็นคนลักษณะอย่างนี้แต่ไหนแต่ไรแล้ว ท่านจะเป็นคนที่มุ่งในเรื่องการทำงานมากกว่า แต่เท่าที่ดูในวันนี้ ไม่ว่าเท่าที่ได้พบท่านไม่ว่าจะเป็นการพูดคุย ท่านไม่ได้มีความกังวลเรื่องนี้เลย แล้วก็ได้เรียนถามรายละเอียดต่างๆ ท่านก็ได้พูดให้ผมฟัง ก็ทำให้เราสบายใจ คืออย่างน้อยเราสบายใจอย่างหนึ่ง ทุกอย่างที่โจมตีท่านทั้งหมดผมเรียนว่ามันไม่มีเรื่องทุจริตเลย เป็นเรื่องของการใช้เทคนิคต่างๆ บางเรื่องก็เป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับท่านเลย แล้วพยายามดึงมาเกี่ยวข้อง”

ต่อข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้น ดร.หิมาลัย ยกตัวอย่างเรื่อง “การถือหุ้น” ที่มองว่า “เป็นมุมมองทางข้อกฎหมายที่ไม่เหมือนกัน” แต่ในส่วนของนายพีระพันธุ์ ท่านได้ทำหน้าที่ของท่านในส่วนที่ต้องทำอย่างครบถ้วนแล้ว โดย 1.ไม่มีเจตนาปิดบังซ่อนเร้น เพราะข้อมูลที่ปรากฏก็มาจากที่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยต่อสาธารณะ กับ 2.บริษัทที่ถูกพาดพิงไม่มีบริษัทใดเลยที่ประกอบกิจการเกี่ยวข้องกับพลังงาน จึงไม่ใช่เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน  

ดังนั้นจึงเป็นเรื่องมุมมองทางกฎหมาย ผู้ร้องก็มีโอกาสร้องไป แต่ตนมีข้อสังเกตว่าผู้ร้องบางทีก็แสดงท่าทีเกินเหตุ (Overacting) ไปหน่อย ผู้ร้องก็ร้องกันเป็นรายวันแล้วคำร้องก็มีปรับแก้อยู่ตลอดเวลาราวกับมีทีมงานคอยบอก ซึ่งปกติควรเป็นเรื่องที่ผู้ร้องคิดและเขียนเองในข้อกฎหมาย ก็น่าจะจบแบบเหมือนกันในแต่ละวัน แต่สิ่งที่เห็นคือมีการเพิ่มเติมในคำร้องแต่ละวัน และมีความพยายามร้องไปยังทุกองค์กร รวมถึงเมื่อยื่นคำร้องไปแล้วก็เหมือนจะมีความพยายามกดดันไปที่นายกรัฐมนตรี

อนึ่ง ข่าวนายพีระพันธุ์ถูกร้องเรียน เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกับที่มีข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งตนก็อยากให้กลับไปมองว่านายพีระพันธุ์มาเป็นรัฐมนตรีท่านทำผลงานมาตลอด หากเป็นการสอบตนก็ว่าท่านสอบผ่าน เช่น การแก้ปัญหาราคาน้ำมัน สมัยก่อนขึ้นราคากันตามอำเภอใจแบบไม่มีเหตุผล แต่เมื่อนายพีระพันธุ์เข้ามาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ราคาน้ำมันก็เสถียรมากขึ้น เมื่อต้องขึ้นราคาก็ค่อยๆ ขึ้น และเมื่อถึงช่วงที่ลดราคาลงได้ก็ต้องลด ทำให้ผู้ประกอบการในภาคส่วนต่างๆ สามารถวางแผนต้นทุนได้ดีขึ้นกว่าในอดีต

“ท่านมองว่าที่เป็นแบบนี้เพราะท่านเอาใจใส่ ถ้าท่านลุกไปแล้วจะเป็นอย่างไร? ท่านก็ไปดูรายละเอียดในเรื่องโครงสร้างราคาน้ำมัน ซึ่งโครงสร้างนี้ทำมา 40 – 50 ปีแล้ว ตอนนั้นทำโครงสร้างนี้เพราะมองว่าน้ำมันเป็นของฟุ่มเฟือย คนที่ใช้น้ำมันคือคนที่มีรถเก๋ง สมัยนั้นเป็นคนรวย ฉะนั้นรัฐต้องการหารายได้ก็จะใส่เข้าไปในภาษีน้ำมัน เพื่อมาเก็บกับคนใช้น้ำมัน ตอนนั้นก็ยังไม่มีปัญหา แต่เมื่อโลกมันเปลี่ยนไป วันนี้น้ำมันเป็นของจำเป็น เป็นของพื้นฐานที่ประชาชนทุกคนต้องใช้แล้ว ฉะนั้นการใช้โครงสร้างนี้มันไม่เหมาะสม

ท่านก็มีความคิดว่าถ้าอย่างนั้นปรับแก้กฎหมาย ปรับแก้โครงสร้างเลย นั่นคือสิ่งที่ท่านทำในเรื่องของน้ำมัน ต้องใช้เวลา แต่ท่านก็ต้องถอดในเรื่องกองทุนน้ำมัน ต้องปรับอย่างไร ภาษีต่างๆ ที่เข้าไปต้องถอดอย่างไรเพื่อราคาน้ำมันมันต่ำลงและถูกลงโดยที่เป็นธรรมกับประชาชนมากขึ้น และยั่งยืนกว่าที่จะใช้นโยบายรัฐมนตรี ซึ่งอันนี้ต้องใช้เวลา จะเห็นว่าท่านต้องมีเวลาขลุกอยู่กับเรื่องพวกนี้

จากเรื่องน้ำมันสู่เรื่องไฟฟ้า นายพีระพันธุ์ ปรับนโยบายให้เอื้อต่อการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งในอดีตแม้จะติดตั้งเพื่อใช้งานเองก็ยังต้องขออนุญาต ที่ผ่านมามีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการอนุมัติล่าช้าจำนวนมาก เร็วสุดคือ 8 เดือน และช้าสุดคือนานกว่า 1 ปี ซึ่งพลังงานแสงอาทิตย์คือการพึ่งพาตนเองของประชาชน กระทรวงพลังงานจึงร่วมมือกับกระทรวงอุตสาหกรรม สิ่งใดที่แก้ด้วยกฎกระทรวงได้ก็แก้ แต่หากต้องแก้ในระยะยาวก็ต้องทำเป็นกฎหมาย และด้วยความที่นายพีระพันธุ์เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ทุกมาตราที่ร่างออกมาท่านจะทำด้วยตนเอง

โดยเรื่องร่างแล้วก็ส่งให้ทีมงานของท่านช่วยดูก่อนส่งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อถามความเห็น เช่น สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง กระทรวงอุตสาหกรรม เป็นต้น ตามด้วยกระบวนการประชาพิจารณ์แล้วจึงนำเข้าสู่การพิจารณาเป็นกฎหมาย ทั้งนี้ นับตั้งแต่เข้ามาเป็น รมว.พลังงาน นายพีระพันธุ์ตั้งใจจะตรึงราคาค่าไฟฟ้าไว้ที่หน่วยละ 4.15 – 4.18 บาท เพียงแค่ประกาศแบบนี้ก็ถูกโจมตีว่าทำให้ราคาพลังงานบิดเบี้ยว จะทำให้ประชาชนรับกรรมในระยะยาว และจะทำได้เพียง 3 – 4 เดือน แต่สุดท้ายก็ตรึงมาได้เป็นปี

กระทั่งล่าสุดที่น่าจะเป็นครั้งแรกที่สามารถประกาศราคาค่าไฟฟ้าให้ต่ำกว่า 4 บาทต่อหน่วยได้ โดยอยู่ที่ 3.99 บาทต่อหน่วย ซึ่งที่มาของเรื่องนี้เกิดจากการที่นายพีระพันธุ์ได้พูดคุยกับนักธุรกิจและได้รับรู้ว่าเหตุที่ต้องย้ายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้านเพราะสู้ต้นทุนค่าไฟฟ้าในไทยไม่ไหว เพราะเทคโนโลยีสมัยใหม่ใช้ไฟฟ้ามาก โรงงานในอดีตอาจใช้แรงงาน 1,000 คน  แต่ปัจจุบันใช้เพียง 200 คน โดยต้นทุนค่าจ้างแรงงานถูกเปลี่ยนเป็นต้นทุนค่าไฟฟ้า

“ประเทศไทยมันน่าอยู่ที่สุดเลยนะ ถนนหนทางในการที่ส่งสินค้าไปท่าเรือต่างๆ ถนนอย่างดี ไฟฟ้าก็เสถียร ความเป็นอยู่อย่างเช่นมาตรฐานของสุขภาพ โรงพยาบาลของเราลองไปดูต่างชาติมาใช้เยอะแยะมาก เป็น Hub (ศูนย์กลาง) สุขภาพแถวๆ นี้เลย ต่างประเทศก็ต้องมาใช้บริการ คือมาตรฐานสุขภาพเราสูงมาก ในเรื่องของการศึกษา โรงเรียนนานาชาติมี พูดง่ายๆ บรรยากาศทุกอย่างเหมาะแก่การลงทุน ยกเว้นอย่างเดียวคือค่าไฟ

ดร.หิมาลัย ขยายความจุดเริ่มต้นที่นำมาสู่ “แรงเสียดทาน” ต่อนายพีระพันธุ์ หากจำกันได้ กรณีฝ่ายค้านออกมาเปิดประเด็นเรื่องโครงการประมูลไฟฟ้า 5,200 และ 3,600 เมกะวัตต์ (MW) โดยในส่วนของ 3,600 MW ยังแบ่งเป็น 2,100 MW และ 1,500 MW ซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตว่าสำหรับ 2,100 MW ให้เลือกจากผู้ที่พลาดการประมูล 5,200 MW มารับก่อน ส่วนอีก 1,500 MW ที่เหลือใช้วิธีเปิดประมูล เรื่องนี้เมื่อนายพีระพันธุ์รับทราบก็สอบถามไปหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช่นกัน แต่ก็ยังไม่ได้รับคำตอบกลับมา

ซึ่งเมื่อยังไม่มีคำตอบ นายพีระพันธุ์ก็ทำหนังสือไปบอกหน่วยงานนั้นว่าอย่าเพิ่งประกาศ เพราะต้องตรวจสอบในขั้นตอนต่างๆ ก่อนว่าดำเนินการอย่างถูกต้องหรือไม่ โดยหากยังไม่ประกาศการตรวจสอบย่อมสามารถทำได้หากเจอสิ่งที่บกพร่องต้องปรับปรุงแก้ไข หรือหากมีการทิ้งระยะเวลาไปตามกรอบกฎหมาย ก็สามารถยกเลิกได้โดยปริยายโดยไม่กระทบสิทธิ์ใคร แต่เมื่อประดาศออกมาแล้วการยกเลิกจะทำได้ยากแม้รัฐมนตรีจะเจอสิ่งผิดปกติหลายอย่าง

ประการต่อมา ประเทศไทยมีกำลังการผลิตกระแสไฟฟ้าอยู่ที่ราว 52,000 – 56,000 MW แต่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ 21,000 MW ต่อเดือน หรือในช่วงที่ใช้มากที่สุด ในปี 2567 อยู่ในเดือนพฤษภาคม คือประมาณ 37,000 MW ดังนั้นความมั่นคงทางพลังงานไฟฟ้าของไทยสูงมาก จึงไม่จำเป็นต้องเร่งรีบ นอกจากนั้น โรงไฟฟ้าที่ก่อสร้างยังแบ่งเป็น 3 ระดับ  อย่าง “โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่” มีทั้งหมด 14 โรงทั่วประเทศ เป็นผู้ลงทุนขนาดใหญ่ทั้งหมด โดยจะมีค่า AP (Availability Payment – ค่าพร้อมจ่าย) กับค่า EP (Energy Payment – ค่าพลังงานไฟฟ้า)

 โดยค่า AP จะคำนวณจากการก่อสร้างโรงไฟฟ้าทั้งหมดแล้วมาตัดแบ่งซอยเป็นรายเดือนรวม 25 ปี เพื่อค้ำประกันกับธนาคาร ซึ่งค่า AP ในความรู้สึกของคนเรา หมายถึงเราต้องใช้ไฟฟ้าไม่ต่ำกว่าเท่านี้ แต่เมื่อมีการใช้จริงควรจะนำไปหักลบออกหรือไม่ อนึ่ง ปกติแล้วการก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่เคยเจอคือของรัฐจะแพงกว่าเอกชน แต่เมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้าทั่วโลกกลับพบว่าเอกชนแพงกว่า นายพีระพันธุ์จึงพยายามเข้าไปปรับปรุงค่า AP ในส่วนนี้ ขณะที่ค่า EP นายพีระพันธุ์ก็ขอดูสูตรคำนวณเพื่อพิจารณาว่าสมควรปรับปรุงด้วยหรือไม่

หรือ “โรงไฟฟ้าขนาดย่อมลงมา” ยังมีในส่วนค่า Adder (อัตราค่าไฟฟ้าส่วนเพิ่มโดยบวกเพิ่มจากอัตราค่าไฟฟ้าปกติ) ซึ่งสิ่งเหล่านี้หากสามารถปรับปรุงได้ค่าไฟฟ้าก็จะถูกลง ทั้งนี้ ตนมีข้อสังเกตว่า เมื่อมีการแตะเรื่องไฟฟ้า สารพัดปัญหาก็ถาโถมเข้ามาที่นายพีระพันธุ์ ตนต้องย้ำว่าตนไม่เคยกล่าวหาหรือกล่าวร้ายต่อภาคเอกชน เพราะธรรมชาติของเอกชนย่อมต้องมุ่งกำไรอยู่แล้ว แต่ตั้งคำถามไปที่หน่วยงานของรัฐซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลว่าทำกันอย่างไรถึงปล่อยให้เป็นแบบนี้  

“ค่า Adder ที่ท่านพยายามแก้ไข คือค่า Adder มันจะบวกไปกับค่าไฟ ท่านก็พยายามแก้ไข พยายามจะปรับว่าให้ยกเลิกให้มาเป็นจ่ายตามจริง สิ่งต่างๆ มันกระทบหมด ทีนี้เราก็ถามกลับไปว่าได้ให้ความร่วมมือกับท่านในการแก้ไขสิ่งต่างๆ เหล่านี้หรือเปล่า? เมื่อมันเป็นอย่างนี้ผลกระทบต้องเข้าใจว่าสิ่งที่ท่านทำจะเห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นค่าไฟถูกลง ประชาชนได้ประโยชน์ ประเด็นอย่างนี้ เมื่อท่านเห็นปัญหาท่านร่างเป็นข้อกฎหมายที่จะแก้ไขปัญหานี้อย่างระยะยาว ฉะนั้นค่าไฟฟ้าที่ลดลงทุกวันนี้เป็นนโยบายรัฐมนตรี นโยบายรัฐบาล

ทำไมต้องเกิดปัญหานี้? กฎหมายที่ท่านร่าง ปลายเดือน พ.ค. กับ ต้นเดือน มิ.ย. นี้ ก็จะเข้าสู่วาระของ ครม. จะค่อยทยอยเข้าไป เมื่อเข้าสู่ ครม. เสร็จก็จะต้องไปเข้าสู่สภา ถ้ากฎหมายนี้ผ่านสภาเมื่อไหร่ คนที่ได้รับผลประโยชน์อย่างยั่งยืนคือประชาชนแน่นอน แต่คนที่เสียผลประโยชน์มันก็ต้องมี ฉะนั้นจะสังเกตว่ามีการสกัดกั้นท่านไม่ให้กฎหมายนี้มันไปถึง พูดง่ายๆ ถ้าท่านออกจาก ครม. ตอนนี้ กฎหมายพวกนี้ไม่มีใครผลักดันต่อแน่นอน แล้วท่านเป็นคนเขียนกับมือทั้งหมด

ดร.หิมาลัย ย้ำถึงความสำคัญของตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ซึ่งการที่นายพีระพันธุ์ผลักดันเรื่องต่างๆ ได้รวดเร็วเพราะท่านเป็นรองนายกฯ ที่กำกับทั้งกระทรวงพลังงานและรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรม การทำงานจึงเป็นเนื้อเดียวกัน ดังนั้นหากนายพีระพันธุ์ออกจากตำแหน่งนี้ไปแล้ว ตนก็ถามว่าแล้วใครจะกล้าผลักดันต่อ อีกทั้งยังเป็นตัวอย่างด้วยว่าหากใครคิดแตะเรื่องพลังงานก็จะอยู่ในตำแหน่งไม่ได้

ตนจึงสงสัยว่าเจตนาของผู้ร้องเรียนต้องการอะไร เพราะหากต้องการพิสูจน์ผิด – ถูก กระบวนการก็มีอยู่แล้ว แต่สิ่งที่เห็นคือเมื่อไปร้องเรียนแล้วก็กดดันต่อทันที ซึ่งในขณะที่ทุกคนมักพูดว่าผู้ต้องหาเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะตัดสินว่าผิด แต่เหตุใดผู้ร้องจึงไม่ให้ความเป็นธรรมกับนายพีระพันธุ์ เหตุใดต้องกดดันอยู่ตลอดเวลาว่าต้องปลดนายพีระพันธุ์ ทั้งที่ยังไม่มีคำตัดสินใดๆ ออกมา

ทั้งนี้ ในประเด็นการถือหุ้นนั้นเกี่ยวพันกับกฎหมายหลายฉบับ ที่สำคัญต้องดูเจตนาด้วยซึ่งนายพีระพันธุ์ได้สละไปหมดแล้วในเรื่องการถือครองหุ้นและสิทธิในการบริหาร สิ่งต่างๆ เหล่านี้ที่พูดกันเดี๋ยวก็จะไปเป็นข้อต่อสู้ ซึ่งท่านชี้แจงได้ทั้งหมด แต่สิ่งที่ตนย้ำคือเหตุใดผู้ร้องต้องเร่งเร้าไม่ยอมปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย เดินสายไปองค์กรนั้นองค์กรนี้ทุกวัน ซึ่งจริงๆ ไปร้อง ป.ป.ช. ที่เป็นองค์กรที่เกี่ยวข้องเพียงองค์กรเดียวก็พอแล้วหรือไม่ กระทั่งสุดท้ายก็เปิดเผยออกมาว่าต้องการอะไร ด้วยการไปยื่นหนังสือที่ทำเนียบรัฐบาล

ส่วนคำถามว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องเฉพาะตัวของนายพีระพันธุ์เพียงคนเดียว หรือรวมไปถึงพรรครวมไทยสร้างชาติด้วย ดร.หิมาลัย ตั้งข้อสังเกตว่า ในส่วนของพรรคจู่ๆ ก็มีตัวละครโผล่ขึ้นมาอย่างอดีตหัวหน้าพรรค ซึ่งตนก็ไม่เข้าใจว่าออกมาเคลื่อนไหวในเวลานี้เพื่ออะไรทั้งที่ทิ้งพรรคไปแล้ว โดยก่อนหน้าที่ตนจะเข้ามาเป็นผู้อำนวยการพรรครวมไทยสร้างชาติตนไม่รู้ แต่ช่วงที่ตนเข้ามาเป็นก็ไม่เคยเห็นอดีตหัวหน้าพรรคท่านนี้เข้ามาที่พรรค แต่เป้าหมายในการเคลื่อนไหวจะไปเกี่ยวข้องกับเก้าอี้หัวหน้าพรรคหรือไม่เรื่องนี้ตนไม่ทราบ เพราะเจตนานั้นอยู่ในใจ

ส่วนกรณีถุงยังชีพ ซึ่ง ป.ป.ช. แจ้งข้อกล่าวหากับนายพีระพันธุ์แล้ว ตนขอชี้แจงว่านายพีระพันธุ์แจกถุงยังชีพมาแล้วหลายครั้งแต่ไม่เคยมีเหตุการณ์แบบนี้ ดังนั้นอย่างแรกท่านไม่มีเจตนา อย่างที่สองคือในวันดังกล่าวนายพีระพันธุ์ไปลงพื้นที่ใน 3 จังหวัด คือชุมพร สุราษฎร์ธานีและนครศรีธรรมราช หากจำไม่ผิดเป็นการเดินทางรวม 9 จุด โดยใช้เวลาที่ จ.ชุมพร และ จ.สุราษฎร์ธานี ค่อนข้างมาก จึงเหลือเวลาน้อยในการลงพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช การเดินทางของนายพีระพันธุ์จึงอยู่ในสภาวะเร่งรีบ

“ในจุดที่เป็นปัญหา ไปถึงก็ไปหาประชาชนเลย พูดคุยเสร็จเจ้าหน้าที่ก็เอาถุงยังชีพมาให้แจก ท่านก็แจกไป ท่านก็ไม่ได้สังเกตเห็น ทีนี้พอท่านสังเกตเห็นถุงยังชีพท่านก็หยุด ท่านเห็นสติ๊กเกอร์อะไรท่านก็หยุด บอกว่าคุณไปแก้ไขนะ เอาสติ๊กเกอร์ออก มันไม่ได้ แล้วท่านหยุดแจกเลย ท่านกลับ พูดง่ายๆ ท่านไม่ได้รับรู้เรื่องพวกนี้ด้วย แล้วท่านแสดงชัดเจนว่าสั่งแก้ไขตรงนั้นแล้วออกจากพื้นที่เลย”

ดร.หิมาลัย กล่าวว่า ในการจัดทำถุงยังชีพเป็นเรื่องของคนที่เชิญไป ตนก็พยายามหาข้อมูลว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร ได้ความว่าเมื่อไปลงพื้นที่ เมื่อเชิญมาแล้วก็ต้องมีการแจกถุงยังชีพ ซึ่งด้วยเจตนาดีของนายพีระพันธุ์ ท่านก็ส่งข้าวสารลงไปช่วยทุกจุด แต่ตนไม่ทราบว่าใครเป็นคนเชิญและไม่รู้ด้วยว่าเป็นคนในหรือนอกพรรครวมไทยสร้างชาติ แต่เวลานั้นที่พรรคมีข้าวสารเหลือมาจากช่วงก่อนหน้าที่มีการจัดงาน “รวมไทยสร้างชาติแฟร์” เพื่อช่วยเหลือคนจน

จึงนำมาแบ่งส่งไปช่วยเหลือประชาชนใน 3 จังหวัดดังกล่าว แต่ในส่วนของ จ.นครศรีธรรมราช พบว่าข้าวสารไม่พอ จึงสนับสนุนเงินซื้อข้าวสารเพิ่มเพื่อประกบแจกไปกับถุงยังชีพ ตนเข้าใจว่าทีมงานอาจปรารถนาดี เห็นว่ามีข้าวสารที่นายพีระพันธุ์ส่งมาสมทบ จึงทำสติ๊กเกอร์แปะไปด้วย แต่ทั้งหมดนี้ไม่เคยมีใครมารายงานนายพีระพันธุ์ ซึ่งหากคิดว่าท่านเป็นคนสั่ง คำถามคือเหตุใดจึงไม่พบกรณีเดียวกันใน จ.ชุมพร และ จ.สุราษฎร์ธานี

หมายเหตุ : สามารถรับชมรายการ “สีสันการเมือง แบบ เด้งเด้ง” ดำเนินรายการโดย บุญระดม จิตรดอน ทางช่องยูทูบ “แนวหน้าออนไลน์” ทุกวันอังคาร-พฤหัสบดี เวลา 11.00-12.00 น. โดยประมาณ          

อุดมการณ์สิ้นสูญ! ‘สหายใหญ่’โดนชาวเน็ตเขียนกลอนแขวะแรง

อุดมการณ์สิ้นสูญ! 'สหายใหญ่'โดนชาวเน็ตเขียนกลอนแขวะแรง

อุดมการณ์สิ้นสูญ! ‘สหายใหญ่’โดนชาวเน็ตเขียนกลอนแขวะแรง

วันศุกร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 21.11 น.

เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก “นิรนาม นิรันดร จางวางดำ” ได้โพสต์บทกลอนเสียดสี “สหายใหญ่” นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ดังนี้

ไม่มีอำนาจใดในโลกหล้า
อุดมการณ์ผ่านมาแล้วสิ้นสูญ
ประชาชนไม่ล้ำเลิศน่าเทิดทูน
นายเงินจึงสมบูรณ์นิรันดร์ไป

เมื่อยืนหยัดเคียงคู่ผู้กดขี่
“สหาย”ย่อมมีชีวิตใหม่
เป็นขี้ข้าทุรชนคนจัญไร
เสียงสาบแช่งจึงก้องไปทั่วแผ่นดิน

อย่างไรก็ตาม บทกลอนดังกล่าว ล้อมาจากบทกวีของ “วิสา คัญทัพ” ฉายา “กวีศรีประชา” 1 ใน 9 หัวหอกนักศึกษารามคำแหง และ 1 ใน 13 กบฏคนเดือนตุลา

ไม่มีอำนาจใดในโลกหล้า ผู้ปกครองต่างมาแล้วสาบสูญ

ไม่มีใครล้ำเลิศน่าเทิดทูน ประชาชนสมบูรณ์นิรันดร์ไป

เมื่อยืนหยัดต่อสู้ผู้กดขี่ ประชาชนย่อมมีชีวิตใหม่

เมื่อท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพ ประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน

ทั้งนี้ ในอดีต นายภูมิธรรม คือผู้ที่มีบทบาทในขบวนการนักศึกษาในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และได้เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย โดยมีชื่อจัดตั้งว่า “สหายใหญ่” ต่อมาออกจากป่าคืนเมือง มาทำงานเป็น NGO และเริ่มเส้นทางทางการเมือง กับ นายทักษิณ ชินวัตร ตั้งแต่ก่อตั้งพรรคไทยรักไทย (ทรท.) จนถึงปัจจุบัน ถือเป็นคนที่นายทักษิณไว้วางใจมากที่สุดคนหนึ่งเลยทีเดียว

ไม่อยากรู้‘อิ๊งค์’รวย! ‘โฆษก พปชร.’งงตรรกะ‘ภูมิธรรม’ แจงภารกิจ‘นายกฯ’บินอังกฤษ

ไม่อยากรู้‘อิ๊งค์’รวย! ‘โฆษก พปชร.’งงตรรกะ‘ภูมิธรรม’ แจงภารกิจ‘นายกฯ’บินอังกฤษ

ไม่อยากรู้‘อิ๊งค์’รวย! ‘โฆษก พปชร.’งงตรรกะ‘ภูมิธรรม’ แจงภารกิจ‘นายกฯ’บินอังกฤษ

วันศุกร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 19.04 น.

“โฆษก พปชร.”งงคำตอบ”ภูมิธรรม” แจงภารกิจ”นายกฯ”ไปอังกฤษ วาระชาติใช้เงินหลวงหรือส่วนตัว-กำหนดการไม่ชัด บอกแต่ว่า”นายกฯรวยล้นฟ้า”ย้อนไม่มีใครอยากรู้

เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2568 พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย โฆษกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวว่า ตนเองและประชาชนเกิดความสงสัยว่า น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เดินทางไปประเทศอังกฤษ โดยใช้งบประมาณของทางราชการ และไม่เปิดเผยรายละเอียดของกำหนดการ และรายละเอียดการเดินทางว่าไปติดต่อราชการกับหน่วยงานใด เรื่องอะไร มีรายละเอียดอย่างไร และเกิดประโยชน์กับทางประเทศชาติและประชาชนอย่างไร แต่ปรากฏว่า นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ตอบได้แต่เพียงว่า “นายกฯ รวยล้นฟ้า มีเงินมากมาย ไม่เอางบประมาณหลวงไปเที่ยวส่วนตัว” เพียงเท่านั้น ตนจึงรู้สึกงง ที่นายภูมิธรรม ไม่เข้าใจคำถาม หรือตอบคำถามไม่ได้กันแน่

“ประชาชนเขามีความสงสัยว่า หากนายกฯ ไปด้วยภารกิจส่วนตัว ทำไมจึงต้องใช้งบประมาณของพี่น้องประชาชนไปใช้ในการเดินทางด้วย แต่ถ้าเดินทางไปราชการจริง ก็ไม่ยากที่จะแสดงกำหนดการ รายละเอียดการเดินทาง ผู้ร่วมคณะการเดินทาง งบประมาณที่ใช้เป็นจำนวนเท่าใด วัตถุประสงค์การเดินทางว่าเกิดประโยชน์กับประเทศชาติเพียงใด คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปหรือไม่ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่พี่น้องประชาชนอยากจะรู้ เพราะนายกฯ ถือเป็นคนสาธารณะ อาสามาทำงานให้บ้านเมือง และกรณีดังกล่าว ใช้งบประมาณของราชการ ซึ่งเป็นภาษีของพี่น้องประชาชน ในขณะที่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำเช่นนี้ แต่นายกฯ กลับใช้เงินภาษีของพี่น้องประชาชนไปต่างประเทศโดย ไม่แจ้งรายละเอียด ทำให้พี่น้องประชาชนสงสัย”

พล.ต.ท.ปิยะ กล่าวว่า ถ้านายกฯ อยากไปส่วนตัวเพื่อไปพบใครบางคน ก็ควรใช้เงินส่วนตัว ไม่ใช่ใช้เงินงบประมาณของประชาชน และถ้าใช้เงินส่วนตัวไม่มีใครสนใจหรอก เพราะเป็นเรื่องส่วนตัว ที่สำคัญพี่น้องประชาชนก็ไม่ได้สนใจว่า นายกฯ จะรวยล้นฟ้าแค่ไหนด้วย ตนจึงสงสัยตรรกะในการตอบคำถามของรองนายกฯ ที่เหมือนเป็นการจับแพะชนแกะ เลยงงว่ารองนายกฯ ไม่เข้าใจคำถาม หรือตอบคำถามไม่ได้กันแน่ (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘อิ๊งค์’รวย! ‘ภูมิธรรม’ชี้‘นายกฯ’ทรัพย์สินมหาศาล ไม่ต้องเบียดบัง‘งบหลวง’เที่ยวต่างประเทศ)

ทบ.แจงปม’น้ำมันหาย’ ชี้เหตุเกิดปี 66 เร่งสอบข้อเท็จจริงเพิ่ม

ทบ.แจงปม'น้ำมันหาย' ชี้เหตุเกิดปี 66 เร่งสอบข้อเท็จจริงเพิ่ม

ทบ.แจงปม’น้ำมันหาย’ ชี้เหตุเกิดปี 66 เร่งสอบข้อเท็จจริงเพิ่ม

วันศุกร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.45 น.

ทบ.แจง น้ำมันเชื้อเพลิงคงเหลือในคลัง ไม่สัมพันธ์ตรงกับยอดในทางบัญชี เหตุเกิดปี 66 ชี้ผลสอบยังไม่สมบูรณ์ ขอตรวจสอบเพิ่มเติม

เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2568 ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ชี้แจงกรณีที่ปรากฏเป็นข่าวในสื่อสาธารณะกรณีน้ำมันเชื้อเพลิงคงเหลือในคลัง ไม่สัมพันธ์ตรงกับยอดในทางบัญชี ของหน่วยทหารแห่งหนึ่งนั้น กองทัพบก ขอเรียนชี้แจงว่า เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา กองทัพบกได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ โดยกรมจเรทหารบก เข้าตรวจสอบหน่วยงานในกรมพลาธิการทหารบก หลังได้รับรายงานกรณีพบการบริหารจัดการ และการเก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง ในช่วงปี 2566 มีจำนวนยอดคงเหลือไม่ตรงกับยอดทางบัญชี

จากการตรวจสอบในเบื้องต้น พบว่า ในบางช่วงเวลาในปี 2566 มียอดน้ำมันเชื้อเพลิงที่จัดเก็บไว้ ไม่ตรงกับยอดในทางบัญชีของราชการ ซึ่งในขณะนั้นกำลังพลผู้รับผิดชอบได้มีการดำเนินการแก้ไขด้วยการจัดซื้อน้ำมันฯ มาทดแทน เพื่อให้ยอดน้ำมันที่จัดเก็บครบตามจำนวนตรงกับยอดในบัญชี โดยคณะกรรมการตรวจสอบยังได้ตั้งข้อสังเกตว่า การแก้ไขปัญ​หาลักษณะดังกล่าวแม้จะเป็นการแสดงออกถึงความรับผิดชอบส่วนตัว แต่กลับใช้การทำเอกสารเพื่อสั่งซื้อเหมือนเป็นการดำเนินการซื้อโดยหน่วยงานราชการ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ผลการสอบสวนยังไม่สมบูรณ์ในหลายประเด็น กองทัพบกอยู่ระหว่างการสอบสวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติมในรายละเอียด

ทั้งนี้ กองทัพบกให้ความสำคัญกับความโปร่งใสและความรับผิดชอบในการบริหารงานทุกระดับ โดยเฉพาะการบริหารจัดการสิ่งอุปกรณ์ทางทหารในประเภทน้ำมันเชื้อเพลิง และอาวุธกระสุน ที่ผู้บัญชาการทหารบกได้มีการสั่งการให้หน่วยที่เกี่ยวข้องตั้งชุดตรวจพิเศษดำเนินการตรวจสอบหน่วยทหารในกองทัพบกเป็นประจำตามวงรอบ ซึ่งในกรณีนี้หากผลการสอบสวนปรากฏว่ามีการกระทำที่ไม่ถูกต้อง หรือไม่เป็นไปตามระเบียบของทางราชการ กองทัพบกจะดำเนินการตามขั้นตอนทางวินัยและกฎหมายโดยเคร่งครัด

‘จิรายุ’แจงดราม่าภาพคู่’อาปู-หลานอิ๊งค์’เป็นภาพเก่า ยันทริปอังกฤษ ไม่มีภารกิจนอก

'จิรายุ'แจงดราม่าภาพคู่'อาปู-หลานอิ๊งค์'เป็นภาพเก่า ยันทริปอังกฤษ ไม่มีภารกิจนอก

‘จิรายุ’แจงดราม่าภาพคู่’อาปู-หลานอิ๊งค์’เป็นภาพเก่า ยันทริปอังกฤษ ไม่มีภารกิจนอก

วันศุกร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 17.32 น.

‘จิรายุ’แจงดราม่าภาพคู่’อาปู-หลานอิ๊งค์’เป็นภาพเก่า เผย’นายกฯ’หวังให้กำลังใจต่อสู้ ยันทริปอังกฤษ ไม่มีภารกิจนอกโปรแกรม

เมื่อวันที่ 23 พ.ค.2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่ากรณีที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โพสต์ภาพคู่กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ในโซเชียลมีเดียนั้นเป็นภาพเก่า ซึ่งเป็นภาพคู่ในสมัยที่พบปะกันของบุคคลในครอบครัวเมื่อครั้งที่ยังไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งการโพสต์นั้นเพื่อให้กำลังใจอดีตนายกรัฐมนตรีที่ต้องต่อสู้มาอย่างยาวนาน

นายจิรายุ กล่าวว่า ทั้งนี้การเดินทางไปที่ประเทศอังกฤษก็ไม่มีโปรแกรมนัดหมายใดๆ นอกจากภารกิจทีมไทยแลนด์ อีกทั้งตนก็ไม่ทราบว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ปัจจุบันพำนักอยู่ที่ประเทศใด

ซึ่งนายกรัฐมนตรี มีกำหนดการจะออกเดินทางจากกรุงลอนดอน ไปยังเมืองมอนติคาร์โล ราชรัฐโมนาโก เพื่อร่วมหารือกับผู้บริหารระดับสูงผู้จัดการแข่งขันรถยนต์ สูตร1 ฟอร์มูล่าวัน ซึ่งจัดขึ้นตั้งแต่ปี 1929 ซึ่งได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นหนึ่งในการแข่งขันรถยนต์ที่สำคัญและมีชื่อเสียงที่สุดในโลก และเป็นหนึ่งในการแข่งขันร่วมกับ Indianapolis 500 และ 24 Hours of Le Mans เพื่อเจรจากับผู้จัดการแข่งขันระดับโลก ให้มีโอกาสมาจัดในประเทศไทย 

โดยนายกรัฐมนตรีจะออกเดินทางกลับถึงประเทศไทยในบ่ายวันอาทิตย์ที่ 25 พ.ค. ก่อนจะเดินทางต่อ ไปร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซียในช่วงเย็นวันเดียวกัน ซึ่งการประชุมมีขึ้นระหว่างวันจันทร์ที่ 26-27 พ.ค. นี้

ข่าวแจกvsข่าวเจาะ! ‘สมชาย’เปิด 10 ข้อสังเกต ‘นายกฯอิ๊งค์’บินอังกฤษ

ข่าวแจกvsข่าวเจาะ! 'สมชาย'เปิด 10 ข้อสังเกต 'นายกฯอิ๊งค์'บินอังกฤษ

ข่าวแจกvsข่าวเจาะ! ‘สมชาย’เปิด 10 ข้อสังเกต ‘นายกฯอิ๊งค์’บินอังกฤษ

วันศุกร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.37 น.

เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2568 นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (อดีต สว.) ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า ข่าวแจกvsข่าวเจาะ #ภารกิจนายกจริงหรือ

ถ้าวันนี้ผมยังเป็นนักข่าวหรือเป็นบรรณาธิการข่าว

ผมจะเลือกทำข่าวเจาะมากกว่า รับข่าวแจก ที่กองงานโฆษกทำเนียบรัฐบาลส่งมาให้ลงข่าว PR แบบไม่ตรวจสอบความจริง

เพราะนักข่าวที่ดีมีจรรยาบรรณควรตั้งคำถามและทำข่าวเชิงสืบสวนสอบสวน หรือ เป็น Investigative journalism แทนประชาชน ดังนี้ครับ

1) การเดินทางไปเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีไทยทุกกรณี ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินทุกบาท ต้องเดินทางไปทำภารกิจให้กับรัฐบาล ประเทศชาติเท่านั้น ไม่ใช่การเดินทางไปเพื่อภารกิจส่วนตัวใดๆ

2) การเบิกงบประมาณที่ใช้ทั้งหมดในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรายชื่อคณะทีมงานที่ร่วมเดินทาง ต้องถูกตรวจสอบได้

3) ภารกิจเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี ทุกครั้ง จำเป็นต้องมีโฆษก หรือเจ้าหน้าที่กองงานโฆษก หรือ มีนักข่าวโทรทัศน์หรือวิทยุ กรมประชาสัมพันธ์หรือ โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ ร่วมทีม เพื่อประชาสัมพันธ์ข่าวให้ประชาชนทราบทุกการพบปะผู้นำต่างประเทศหรือ การเจรจาตกลงทางการค้าหรือการเจรจาทวิภาคี หาใช่การพิมพ์ข่าวแจกตามที่กองงานโฆษก นั่งเขียนและส่งข่าวให้กองบรรณาธิการ นสพ tv วิทยุ ฯลฯเพื่อลอกกันลงข่าวโดยสื่อที่ลงข่าว PR (อวย) ไม่รู้เห็นข้อเท็จจริง

4) อังกฤษออกจากสหภายุโรป หรือeu ด้วยการลงมติ Brexit ตั้งแต่ 23มิถุนายค คศ 2016 การเขียนข่าวนั่งเทียนว่าภารกิจบุกเบิกตลาดอียูที่อังกฤษ จึงเป็นการเขียนข่าวที่ไร้เดียงสาและปราศจากความรู้อย่างยิ่ง

5) การเดินทางไปเยี่ยมชมร้านขายของชำ wing yip super สาขา Cricklewood ไม่ใช่ภารกิจหลักของตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่เป็นภารกิจของรมตพาณิชย์ หรือ ทูตพาณิชย์ ประจำกรุงลอนดอนอยู่แล้ว และไม่สามารถสร้างอุปสงค์ใดๆ ต่อสินค้าส่งออกเพราะคนไทยหรือคนเอเชียในอังกฤษรู้จักที่ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค ที่ไปจากไทย จีน เวียดนาม อินเดีย ฯลฯ ที่มีวางจำหน่ายในร้านขายของชำเอเชียทั่วไปที่มีมากมายตามเมืองใหญ่ในอังกฤษและผู้ยลบริโภครู้จักสินค้าในร้าน wing yip อยู่แล้วเดิมแล้ว 4 สาขา คือที่ สาขาเบอร์มิงแฮม แมนเชสเตอร์ ครอยดอน และ คริกเกิลวูด การเลือกซื้อสินค้าเป็นปัจจัยความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยและเอเชียที่อังกฤษ เอง มิใช่แค่ข่าวPR การเดินไปดูของชำในsupermarket ของตำแหน่งนายกฯลฯ

6) การไปเยี่ยมค่ายมวย 1 แห่ง ในลอนดอน ไม่ใช่ภารกิจหลักของนายกฯ เป็นแค่ภารกิจระดับสมาคมมวยไทยหรือรมต ท่องเที่ยวและกีฬา ที่สำคัญคือ Fight City Gym – Moorgate ที่เดินทางไปเยี่ยมชมนั้น ไม่ใช่ค่ายมวยไทยตามที่เสนอข่าว แต่เป็น Gym ทั่วไปที่ใช้เพื่อออกกำลังกายและเปิดสอนศิลปะการต่อสู้ หลายหลาย เช่น คาราเต้ ยิวยิตสู มวยปล้ำ มวยสากล มวยไทยเป็น1ในหลักสูตรที่Gym สอนเท่านั้น

7) การประชุมที่สถานเอกอัครราชทูตไทยในลอนดอน และการแจกประกาศให้กับร้านอาหารไทยอังกฤษ เป็นภารกิจที่ไม่ใช่ภารกิจหลักของนายกรัฐมนตรี เพราะรมตพาณิชย์เคยทำมาแล้ว หากสื่อมวลชนตรวจสอบข่าวจะพบว่า เคยเป็นกิจกรรม thai select ของกรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ ที่นายพิชัย นริทพันธุ์ เคยไปเป็นประธานแจกใบประกาศที่ โรงภาพยนตร์ ในห้าง Selfridges กรุงลอนดอน เมื่อ 20 กันยายน 2567

8) ภารกิจของนายกรัฐมนตรีในการเยือนอังกฤษอย่างเป็นทางการครั้งนี้ ไม่มีการพบปะนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีใดๆของอังกฤษ ไม่มีการลงนามทางการค้าใดๆกับภาครัฐและภาคธุรกิจ ของประเทศอังกฤษ และสหภาพยุโรป (EU) การประชุมทั้ง 3 กลุ่ม และแจกใบประกาศต่างๆ คาดหมายว่า เกิดขึ้นที่ห้องประชุมในสถานเอกอัครราชทูตไทย ในกรุงลอนดอนเท่านั้นและอาจใช้เวลาอาจไม่นานมากนัก

9) การห้ามไม่ให้สื่อมวลชนรัฐและเอกชน โฆษก หรือกองงานโฆษกติดตามไปทำข่าว เป็นเรื่องน่าสนใจไม่แพ้กันกับภารกิจที่กองงานโฆษกแจกให้สื่อโดยที่โฆษกและเจ้าหน้าที่กองงานโฆษกไม่ได้ร่วมคณะไปด้วยนั้น เข้าข่ายสงสัยว่าข่าวที่แจกนั้นอาจไม่ใช่ภารกิจนายกรัฐมนตรี ในฐานะประมุขฝ่ายบริหารของประเทศ แต่สื่อมวลชน ที่ไม่มีสำนักข่าวใดไปทำข่าวที่อังกฤษเลย กลับโหมกระพรือ PR ว่าเป็นผลงานมากมาย จึงมีความน่าสงสัยในมาตรฐานสื่อมวลชนมากครับ

10) เสร็จการประชุม ที่สถานทูตไทย ณ กรุงลอนดอน จัดขึ้นรวบ 3 คณะในที่เดียวกัน แล้วนายกฯ ขอแยกไปภารกิจส่วนตัว โดยมีข่าวว่าไม่ให้ข้าราชการติดตามหรือทราบภารกิจนั้นเป็นเรื่องใด เป็นภารกิจลับส่วนตัวหรือภารกิจในฐานะนายกรัฐมนตรี
คณะกรรมการ ปปช.เคยมีมติชี้มูลความผิดข้าราชการ นักการเมืองระดับชาติและท้องถิ่น ในการใช้งบประมาณเดินทางราชการไปทำภารกิจส่วนตัวทั้งในและต่างประเทศมาแล้วจำนวนมากครับ

สื่อมวลชนควรทำหน้าที่ wachtdog เป็น Investigative journalism แทนประชาชน ครับ

เพราะสังคมสงสัยและมีคำถาม ว่า ใช่ภารกิจนายกรัฐมนตรีและคุ้มค่าต่องบประมาณที่มาจากภาษีประชาชนทุกบาททุกสตางค์หรือไม่ อย่าให้สังคมไปเคลือบแคลงว่าเป็นภารกิจจัดฉากหรือไม่ เพราะความจริงที่สื่อตรวจสอบอาจพบว่า งานนี้อาจไม่เนียน

สมชาย แสวงการ
อดีตสมาชิกวุฒิสภา
อดีตบรรณาธิการข่าว
อดีตนายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย
23 พ.ค.2568

ให้ไปครบแล้ว!!! ‘แพทยสภา’ปัดส่งเอกสาร‘ชั้น 14’เพิ่ม บอกเพียงพอที่จะตัดสินใจ

ให้ไปครบแล้ว!!! ‘แพทยสภา’ปัดส่งเอกสาร‘ชั้น 14’เพิ่ม บอกเพียงพอที่จะตัดสินใจ

ให้ไปครบแล้ว!!! ‘แพทยสภา’ปัดส่งเอกสาร‘ชั้น 14’เพิ่ม บอกเพียงพอที่จะตัดสินใจ

วันศุกร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.01 น.

“แพทยสภา”ปัดส่งเอกสารเพิ่มให้”สมศักดิ์”ย้ำให้ไปครบ เพียงพอที่จะตัดสินใจวีโต้มติลงโทษ 3 หมอ เอี่ยวชั้น 14 ด้าน”หมออมร”ยันเข้าร่วมประชุม 12 มิ.ย.ไร้คนล็อบบี้ บอกไม่ทราบผู้ร้องขอความเป็นธรรมผ่าน”รมว.สธ.”ผิดขั้นตอนหรือไม่ จากปกติมีสิทธิร้องศาลปกครองได้

จากกรณีที่ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สารณสุข ในฐานะสภานายกพิเศษ ได้ทำหนังสือมาขอให้แพทยสภา ส่งเอกสารเกี่ยวกับการพิจารณาจริยธรรมแพทย์ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการส่งตัว นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จาก รพ.ราชทัณฑ์ ไปรักษาที่ชั้น 14 รพ.ตำรวจ ซึ่งต่อมาแพทยสภาได้มีมติให้ลงโทษแพทย์ 3 คน โดยเป็นการลงโทษตักเตือน 1 คน และพักใช้ใบอนุญาต 2 คน และส่งเรื่องให้สภานายกพิเศษพิจารณาว่าจะวีโต้หรือไม่ภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ 16 พ.ค.2568

ล่าสุดวันนี้ (23 พฤษภาคม 2568) ศ.นพ.อมร ลีลารัศมี กรรมการแพทยสภา ให้สัมภาษณ์กรณีนี้ ว่า เรื่องนี้สภานายกพิเศษสามารถเรียกเอกสารเพิ่มได้ แต่ทางแพทยสภาไม่ได้ส่งเอกสารอะไรไปให้เพิ่มเติม เพราะตั้งแต่วันที่ไปยื่นมติแพทยสภาให้สภานายกพิเศษ ก็ได้ยื่นเอกสารประกอบไปหมดแล้วตามที่ควรจะได้ ในส่วนที่สามารถให้ได้ คิดว่าแค่นั้นก็มากเพียงพอที่เขาจะพิจารณาได้แล้ว

เมื่อถามว่า หากแพทยสภาไม่ส่งเอกสารเพิ่มเติมไปให้จะทำให้สภานายกพิเศษมีการตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งกลับมานั้น ศ.นพ.อมร กล่าวว่า เป็นไปตามขั้นตอนกระบวนการยุติธรรมอยู่แล้ว ซึ่งการที่เราจะตัดสินลงโทษอะไรใครมันก็ต้องมีความโปร่งใส ชัดเจนอยู่แล้ว ไม่ใช่ยุกยิกๆ มันมีเอกสาร ข้อมูลต่างๆ ชัดเจนอยู่แล้ว แต่ในการพิจารณามันก็เป็นความลับในกลุ่มกรรมการ แต่ในส่วนของการพิจารณานั้นมีข้อมูลหลักฐานชัดเจน

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีหนึ่งในผู้ร้องขอความเป็นธรรมกับสภานายกพิเศษ ระบุว่า แพทยสภาไม่ควรตัดสินทั้งที่เอกสารไม่ครบ เพราะมีบางอย่างที่เขาไม่ได้ส่งให้แพทยสภา เพราะแพทยสภาไม่ได้ขอ และเชื่อว่าหากเห็นอาจจะมีการตัดสินเป็นอย่างอื่น ศ.นพ.อมร กล่าวว่า อันนี้ไม่ได้ เพราะเราขอให้เขาส่งหมดอยู่แล้ว ขนาดครั้งแรก และครั้งที่ 2 ที่ส่งมาเพิ่มเติมเรายังยอมขยายเวลาให้ ทั้งๆ ที่เราจะสรุปแล้วตั้งแต่วันที่ 10 เม.ย.ที่ผ่านมา จนทำให้แพทยสภาถูกวิพากษ์วิจารณ์ด้วยซ้ำ ดังนั้น เราเปิดช่องให้เขายื่นข้อมูลเอกสารอยู่แล้ว เราไม่เคยปฏิเสธ

“เราให้ความเป็นธรรมหมด เขาส่งอะไรมาเราก็รับ เมื่อไม่ส่งอะไรมาเพิ่มเติม เราก็ตัดสินไปตามนั้น นี่เป็นไปตามขั้นตอน เราให้โอกาสเต็มที่ภายใต้ภาวะวิสัยที่ดีที่สุด เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย” ศ.นพ.อมร กล่าว

เมื่อถามต่อว่า เนื่องจากตอนนี้มีกระแสการล็อบบี้กรรมการไม่ให้เข้าประชุม วันที่ 12 มิ.ย.นี้ จะเข้าประชุมด้วยหรือไม่ ศ.นพ.อมร กล่าวยืนยันว่า ไม่มีใครมาล็อบบี้ตน และยืนยันว่าวันที่ 12 มิ.ย.นี้ ตนเข้าประชุมแน่นอนตามปกติ เพราะที่ผ่านมาก็ไม่เคยขาดประชุม ทั้งนี้ เมื่อสภานายกพิเศษส่งความเห็นกลับมาแล้ว ทางกรรมการแพทยสภาก็มีการพิจารณาตามปกติ ซึ่งโดยทั่วไปไม่ได้ใช้เวลานาน โดยจะดูจากข้อมูลที่เขาส่งกลับมาว่ามีความเห็นอย่างไร แตกต่างกันอย่างไร หากกรรมการแพทยสภาเห็นว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่พิจารณากันหมดเรียบร้อยแล้วก็จบ แต่หากเป็นข้อมูลใหม่เอี่ยมจริงๆ ที่จะสามารถเอามาพิจารณาอะไรได้ ซึ่งจริงๆ มันก็น่าจะหมดแล้ว เพราะสภานายกพิเศษนั้นเราก็ดูในกรอบข้อมูล กระบวนการที่เราได้มา ทั้งข้อมูล ทั้งการสอบสวน ที่เราทำเต็มที่

“ส่วนผู้ถูกร้องนั้นเราก็มีช่องทางไปศาลปกครองที่สามารถทำเพิ่มเติม เป็นความยุติธรรมที่เขาให้อยู่ในระบบอยู่แล้ว ส่วนในชั้นสภานายกพิเศษก็เอาเพียงแต่นี้ ไม่อย่างนั้นมันก็ไม่จบเสียที เขาก็ส่งข้อมูลมาเรื่อยๆ ทุกเดือนๆ มันก็ไม่จบ ดังนั้น ก็ให้จบ แต่เขาก็สามารถไปขอความยุติธรรมที่ศาลปกครองได้ตามสิทธิ์” ศ.นพ.อมร กล่าว

เมื่อถามย้ำว่า แปลว่า การที่ผู้ร้องขอความยุติธรรมที่มายื่นผ่านสภานายกพิเศษนั้นถือเป็นการผิดขั้นตอน ผิดช่องทางหรือไม่ ศ.นพ.อมร กล่าวว่า ตนไม่ทราบ แต่สภานายกพิเศษ รัฐมนตรีสมศักดิ์ ก็ต้องดูตามกติกา ตามขั้นตอน

ด้าน นายกองตรีธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะกรรมการเสนอความเห็นสภานายกพิเศษเพื่อพิจารณาตามมาตรา 25 แห่ง พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 กรณีแพทยสภามีมติลงโทษแพทย์ 3 คน กล่าวว่า เนื่องจากแพทยสภาแจ้งว่าไม่มีเอกสารใดที่จะให้เพิ่มเติม ดังนั้น คณะกรรมการฯ ได้นัดประชุมอีกครั้งในวันที่ 26 พ.ค.นี้ เพื่อนำข้อมูลทั้งหมดที่ได้มาพิจารณาอีกครั้ง แล้วกรรมการแต่ละคนก็เสนอความเห็นต่อนายสมศักดิ์ วันที่ 27 พ.ค.นี้ เพื่อพิจารณาและตัดสินใจว่าจะเห็นด้วยหรือวีโต้มติแพทยสภา

ภาพคู่‘อา-หลาน’อย่าคิดแค่‘ฝนพรำ’ เตรียมรับแรงกระหน่ำจาก‘พายุลูกใหญ่’

ภาพคู่‘อา-หลาน’อย่าคิดแค่‘ฝนพรำ’ เตรียมรับแรงกระหน่ำจาก‘พายุลูกใหญ่’

ภาพคู่‘อา-หลาน’อย่าคิดแค่‘ฝนพรำ’ เตรียมรับแรงกระหน่ำจาก‘พายุลูกใหญ่’

วันศุกร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.37 น.

ภาพคู่‘อา-หลาน’อย่าคิดแค่‘ฝนพรำ’ เตรียมรับแรงกระหน่ำจาก‘พายุลูกใหญ่’

23 พ.ค.68 นายนิธิพัฒน์ พันธุ์ธุมจินดา อดีตนักศึกษาเกาหลี และผู้ประกอบการส่งออกปลาสวยงาม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Nitipat Bhandhumachinda ระบุว่า…

จากกรณีที่สื่อหลักหลายฉบับนำภาพที่ ท่านนายกฯคนปัจจุบันที่ท่านเซลฟี่คู่กับท่านอดีตนายกฯหญิง พร้อมเนื้อเพลงฤดูที่แตกต่าง โดยต่างอ้างแหล่งที่มาเดียวกันว่ามาจากสตอรี่ ในไอจี ของท่านนายกฯเองนั้น

เพื่อนหลายๆท่านอาจะจับประเด็นกันว่าไปพบเจอกันมาหรือไม่ หรือถ่ายไว้เมื่อใด อะไรประมาณนั้น

ซึ่งส่วนตัวผมแล้วก็จะมองต่างประเด็นออกไปว่า เขาจะถ่ายภาพนั้นกันเมื่อไหร่อาจไม่ใช่ประเด็นหลัก

แต่การที่ศาลสถิตยุติธรรมท่านเพิ่งจะแถลงคำตัดสินในคดีจำนำข้าวจีทูจีมาหยกๆ อย่างชนิดตอกย้ำกันชัดๆว่าอดีตนายกฯท่านมีความผิดจริง ซึ่งหากท่านนายกฯคนปัจจุบันนำภาพดังกล่าวมาขึ้น ไอจี อย่างที่เป็นข่าว

ก็แสดงให้เห็นชัดเจนที่สุดว่า ผู้นำฝ่ายบริหาร จงใจไม่ยอมรับการปฏิบัติหน้าที่และคำตัดสิน อีกทั้งแสดงความหยามเกียรติและศักดิ์ศรีของฝ่ายตุลาการ ซึ่งเป็นเสาหลักของระบอบศาลสถิตยุติธรรมของประเทศชาติไทย

อย่างร้ายแรงที่สุด

ซึ่งนี่จะเป็นประเด็นที่ท่านนายกฯในฐานะผู้นำฝ่ายบริหาร ต้องไม่สมควรประพฤติปฏิบัติโดยเด็ดขาด

และจะขอเสริมประเด็นย่อยๆนิดนึงคือ ในเนื้อเพลง ที่คิดไปเองว่าเป็น”เวลาที่ฝนพรำ” ทั้งๆที่หากอ่านหมากการเมืองออกบ้าง ก็จะรู้ว่า กรรมที่สั่งสมจากความเห่อเหิมจนก่อตัวเป็น พายุลูกใหญ่ที่จะประดังประเดเข้ามาไม่รู้กี่ลูกต่อกี่ลูกอย่างนี้นั้น

หากยังนึกไปเองว่าอุ๊ยแค่ฝนพรำๆ ก็เตรียมรับแรงกระหน่ำแบบไม่ทันตั้งตัวได้เลยนะขอรับ