จากอาสู่หลาน! บทเรียน‘ยิ่งลักษณ์’คือบทเรียน‘แพทองธาร’ ภาวนาให้เรียนรู้ทัน

จากอาสู่หลาน! บทเรียน‘ยิ่งลักษณ์’คือบทเรียน‘แพทองธาร’ ภาวนาให้เรียนรู้ทัน

จากอาสู่หลาน! บทเรียน‘ยิ่งลักษณ์’คือบทเรียน‘แพทองธาร’ ภาวนาให้เรียนรู้ทัน

วันศุกร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 08.07 น.

จากอาสู่หลาน! บทเรียน‘ยิ่งลักษณ์’คือบทเรียน‘แพทองธาร’ ภาวนาให้เรียนรู้ทัน

23 พ.ค.68 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์เฟซบุ๊ก “ปั่นไปไหน – สมชัย ศรีสุทธิยากร” เรื่อง “บทเรียนยิ่งลักษณ์ คือ บทเรียนของแพรทองธาร” ระบุว่า…

บทเรียนยิ่งลักษณ์ คือ บทเรียนของแพทองธาร

การที่ศาลปกครองสูงสุดตัดสินให้อดีตนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องชดใช้ค่าเสียหายคดีจำนำข้าว กว่าหมื่นล้านบาท ในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหารที่ต้องรับผิดชอบกำกับดูแลนโยบายมิให้ราชการต้องเสียประโยชน์นับแสนล้านบาทเป็นบทเรียนสำคัญต่อนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน

การเป็นนายกรัฐมนตรีใช่ว่าจะเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองที่มีเสียงข้างมากในสภาโดยไม่เคยมีประสบการณ์ทางการบริหารหรือทางการเมืองใดๆ อาศัยเพียงเชื้อสายตระกูลของนักการเมืองผู้มีอำนาจเท่านั้น ท้ายสุดจะกลับเป็นภัยถึงตัวเอง

เพราะในการบริหารราชการแผ่นดินจำเป็นต้องรอบรู้เกี่ยวกับประเด็นอำนาจหน้าที่รับผิดชอบและเล็งเห็นผลความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นต่อประเทศจากการตัดสินใจทางการเมืองด้วยตัวเอง  ไม่ใช่เพียงแค่ใครเสนออะไรและสอบทานเพียงแค่ว่า ไม่ผิดกฎหมายแน่นะ ก็ตัดสินใจทันที

ฝ่ายที่เสนอ ฝ่ายที่ให้คำปรึกษา เขาไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ เพราะคนตัดสินใจสุดท้ายคือนายกรัฐมนตรีที่ต้องรับผิดชอบ

กรณีของนายกยิ่งลักษณ์ จึงเป็นบทเรียนสำคัญให้กับนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ที่ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีโดยไม่มีประสบการณ์การบริหารราชการแผ่นดินที่เพียงพอ ว่าจะต้องรอบคอบต่อการตัดสินใจในฐานะนายกรัฐมนตรีในทุกๆเรื่อง

บทเรียนมาแล้ว แต่จะเรียนรู้ทันหรือไม่ นาทีนี้ต้องภาวนาแล้ว

กาง 7 ข้อสังเกต ‘อิ๊งค์’ออกทริปไปอังกฤษ ทำงาน เที่ยว หรือแค่เยี่ยม‘ยิ่งลักษณ์’

กาง 7 ข้อสังเกต ‘อิ๊งค์’ออกทริปไปอังกฤษ ทำงาน เที่ยว หรือแค่เยี่ยม‘ยิ่งลักษณ์’

กาง 7 ข้อสังเกต ‘อิ๊งค์’ออกทริปไปอังกฤษ ทำงาน เที่ยว หรือแค่เยี่ยม‘ยิ่งลักษณ์’

วันศุกร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 07.37 น.

กาง 7 ข้อสังเกต ‘อิ๊งค์’ออกทริปไปอังกฤษ ทำงาน เที่ยว หรือแค่เยี่ยม‘ยิ่งลักษณ์’  

23 พฤษภาคม 2568 นายเทพไท เสนพงษ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” เรื่อง “อุ๊งอิ๊ง ไปอังกฤษ ในฐานะใด” ระบุว่า…

อุ๊งอิ๊ง ไปอังกฤษ ในฐานะใด

ผมฟังนายสมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ออกมา แก้ต่างตัดพ้อถึงการวิพากษ์วิจารณ์กรณีนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เดินทางไปประเทศอังกฤษว่า “คนที่จ้องจะโจมตี หายใจก็โจมตี ทำอะไรก็โจมตี แต่งตัวไม่ดีก็โจมตี เป็นพวกว่างงาน นายกรัฐมนตรีไปทำงาน ไปทำงานราชการ ไม่ได้คิดว่าจะต้องไปแค่เรื่องส่วนตัวอย่างเดียว ไปทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน” และนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกรัฐบาล ออกมาตอบโต้ถึงคนวิพากษ์วิจารณ์นางสาวแพทองธาร ว่าเกิดจากความอิจฉาตาร้อน

ผมไม่ได้อิจฉานางสาวแพทองธาร และไม่มีอคติใดๆทั้งสิ้น แต่อยากจะเรียนข้อเท็จจริงให้ทราบว่า นางสาวแพทองธาร เป็นนายกรัฐมนตรี  เป็นบุคคลสาธารณะ สามารถถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้ การเดินทางไปต่างประเทศครั้งนี้ ใช้งบประมาณแผ่นดินที่มาจากภาษี ของคนไทยทั้งประเทศ ประชาชนก็มีสิทธิ์ที่จะตั้งข้อสงสัย และตรวจสอบได้ ถ้าหากนางสาวแพทองธาร เดินทางไปเป็นการส่วนตัว ใช้เงินของตัวเอง ก็คงจะไม่มีใครวิพากษ์วิจารณ์เช่นนี้

อยากจะตั้งข้อสังเกตการเดินทางของนางสาวแพทองธาร เดินทางไปอังกฤษดังนี้

1.มีกำหนดการหรือโปรแกรมอะไรที่เป็นทางการหรือไม่

2.ภาพถ่ายที่เห็นส่วนใหญ่เป็นภาพถ่ายอยู่ข้างถนนทั้งนั้น เหมือนกับนักท่องเที่ยวทั่วไป

3.กิจกรรมส่วนใหญ่เป็นกิจกรรมส่วนตัวเดินห้างเดินซุปเปอร์มาร์เก็ตเจอสินค้าไทยก็หยิบมาถ่ายรูปประกอบ เหมือนกับคนไทยทั่วไปที่เดินซุปเปอร์มาร์เก็ต

4.การแต่งตัวก็แบบสบายๆ หรือPrivate ไม่ได้แต่งตัวแบบทางการ ทำภาระกิจในนามรัฐบาล

5.ไม่มีทีมประชาสัมพันธ์ของรัฐบาล ไม่เชิญสื่อมวลชน ไปทำข่าวโปรโมท ซึ่งผิดวิสัยของนายกรัฐมนตรี Gen Y

6.เยี่ยมค่ายมวย ถ่ายรูปกับนักมวย เดินห้างถ่ายรูปกับผู้บริหารห้าง และโชว์สินค้าที่ขายในห้าง

7.ไม่มีวาระงานที่เข้าพบ หรือเยี่ยมคารวะผู้นำประเทศเลย และไม่มีภารกิจลงนามบันทึกข้อตกลง เซ็นMOU หรือสนธิสัญญาใดๆ ที่ระดับผู้นำประเทศไปเยือนประเทศต่างๆ

เมื่อเปรียบเทียบการเดินทางไปต่างประเทศของนางสาวแพทองธาร ไม่ต้องนำไปเปรียบเทียบกับนายกรัฐมนตรีคนอื่นๆ แค่นำมาเปรียบเทียบกับนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีคนพรรคเดียวกัน จะเห็นได้ว่าต่างกันมาก

นายเศรษฐาเดินทางไปต่างประเทศบ่อยก็จริง แต่มีวาระงานที่ชัดเจน และมีเป้าหมายในการเปิดตลาดสินค้าไทย เห็นภาพความเป็นเซลล์แมนของประเทศชัดเจน

แต่กรณีของนางสาวแพทองธาร เดินทางไปต่างประเทศแต่ละครั้งไร้สาระมาก เหมือนกับไปเที่ยว ไปช้อปปิ้ง

หรือแค่ไปเยี่ยมนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้เป็นอาเท่านั้น

ถ้านางสาวแพทองธาร เดินทางไปประเทศอังกฤษทำได้แค่นี้ วันจันทร์ที่ 26 พฤษภาคมนี้ ผมเดินทางไปประเทศอังกฤษด้วยเงินส่วนตัว จะเก็บภาพแบบนางสาวแพทองธารมาอวดให้ดูบ้าง

ศาลปกครองสูงสุดสั่งชดใช้คดีจำนำข้าว10,028ล้าน ‘ยิ่งลักษณ์’กระอัก! เหตุประมาทเลินเล่อร้ายแรง ปล่อยให้การระบายข้าวทุจริต

ศาลปกครองสูงสุดสั่งชดใช้คดีจำนำข้าว10,028ล้าน  ‘ยิ่งลักษณ์’กระอัก!  เหตุประมาทเลินเล่อร้ายแรง  ปล่อยให้การระบายข้าวทุจริต

ศาลปกครองสูงสุดสั่งชดใช้คดีจำนำข้าว10,028ล้าน ‘ยิ่งลักษณ์’กระอัก! เหตุประมาทเลินเล่อร้ายแรง ปล่อยให้การระบายข้าวทุจริต

วันศุกร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศาลปกครองสูงสุดสั่งชดใช้คดีจำนำข้าว10,028ล้าน

‘ยิ่งลักษณ์’กระอัก! เหตุประมาทเลินเล่อร้ายแรง ปล่อยให้การระบายข้าวทุจริต เจ้าตัวโอดใช้หนี้ทั้งชีวิตก็ไม่หมด ทนายดิ้นจ่อยื่นหลักฐานใหม่สู้คดี

ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยเพิกถอนคำสั่งที่ให้ “ยิ่งลักษณ์” ชดใช้ค่าเสียหายโครงการรับจำนำข้าว 35,000 ล้านบาท แต่สั่งชดใช้ค่าเสียหายเฉพาะในส่วนการระบายข้าวแบบจีทูจี 50% ของมูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท คิดเป็นเงินที่ต้องชดใช้ 10,028,861,880 บาท  ด้านทนาย “ปู”เตรียมยื่นหลักฐานการขายข้าวของทางราชการเป็นหลักฐานชิ้นใหม่ ร้องขอความเป็นธรรมให้“ยิ่งลักษณ์” ยันถ้าศาลไม่รับถือว่าทุกอย่างจบ

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาคดีที่นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ 1 และนายอนุสรณ์ อมรฉัตร ที่ 2 ผู้ฟ้องคดี กับนายกรัฐมนตรีที่ 1 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ 2 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ที่ 3 ปลัดกระทรวงการคลัง ที่ 4สํานักนายกรัฐมนตรี ที่ 5กระทรวงการคลัง ที่ 6 กรมบังคับคดี ที่ 7 อธิบดีกรมบังคับคดี ที่ 8 และเจ้าพนักงานบังคับคดีสํานักงานบังคับคดีแพ่ง กรุงเทพมหานคร 6 ที่ 9 ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งผู้ฟ้องคดีที่ 1 ฟ้องขอให้ศาลมีคําพิพากษาหรือคําสั่งให้เพิกถอนคําสั่งกระทรวงการคลังที่ให้รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 35,717,273,028.23 บาท

กรณีโครงการรับจํานําข้าวเปลือก กับชดใช้ค่าเสียหาย และเพิกถอนคําสั่งยึดและอายัดทรัพย์สิน รวมทั้ง คําสั่งการขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดีที่ 1 และผู้ฟ้องคดีที่ 2 ฟ้องขอให้เพิกถอนคําสั่งปฏิเสธคําขอกันส่วนในฐานะเจ้าของรวม และให้ผู้ฟ้องคดีที่ 2 เป็นผู้มีสิทธิกันส่วนในฐานะเจ้าของรวม โดยศาลปกครองกลางมีคําพิพากษาเพิกถอนคําสั่งกระทรวงการคลัง ที่ให้ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เพิกถอนคําสั่งประกาศการยึด อายัดทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดีที่ 1 เพื่อขายทอดตลาด และเพิกถอนคําสั่งของกระทรวงการคลัง เรื่อง คําร้องขอกันส่วนในฐานะเจ้าของรวม ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งเก้าอุทธรณ์

ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า การดําเนินโครงการรับจํานําข้าวเปลือก แยกพฤติการณ์าของผู้ฟ้องคดีที่ 1 ในฐานะนายกรัฐมนตรี และประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (ประธาน กขช.) ออกเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนที่หนึ่ง การดําเนินการในส่วนนโยบายการรับจํานําข้าวเปลือก ที่แถลงต่อรัฐสภา ซึ่งไม่มีส่วนที่ต้องรับผิดทางละเมิดต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6 (กระทรวงการคลัง) ส่วนที่สอง การดําเนินการในการปฏิบัติให้เป็นไปตามนโยบายรับจํานําข้าวเปลือก ซึ่งเป็นการกระทําทางปกครองแยกออกจากการดําเนินการในส่วนนโยบาย ผู้ฟ้องคดีที่ 1 อยู่ในฐานะเจ้าหน้าที่ ตามมาตรา 4 แห่งพ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539

ซึ่งศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้ดําเนินโครงการรับจํานําข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2554/55 นาปรัง ปีการผลิต 2555 นาปี ปีการผลิต 2555/56 และนาปี ปีการผลิต 2556/57 ผู้ฟ้องคดีที่ 1ดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรีขณะนั้น และเป็นประธาน กขช. มีอํานาจหน้าที่ติดตาม กํากับดูแลการปฏิบัติตามนโยบาย มาตรการ และโครงการที่อนุมัติ เกี่ยวกับการแก้ปัญหาสินค้าข้าว

การที่สํานักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และสํานักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีหนังสือแจ้งผลการตรวจสอบการดําเนินการตามโครงการรับจํานําข้าวเปลือกในฤดูกาลผลิตที่ผ่านมาต่อผู้ฟ้องคดีที่ 1 สรุปว่า โครงการดังกล่าวมีปัญหาเกิดขึ้น ก่อให้เกิดความสูญเสียงบประมาณแผ่นดินจํานวนมาก มีการทุจริตเชิงนโยบายเกิดขึ้นหลายขั้นตอน แต่ผู้ฟ้องคดีที่ 1ไม่ดำาเนินการใดๆ ทั้งที่ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นเพื่อทําหน้าที่ดําเนินโครงการรับจํานําข้าวเปลือกตามนโยบายรัฐบาลแล้ว และไม่ติดตามให้คณะอนุกรรมการรายงานผลดําเนินการให้ทราบว่า มีปัญหาในการดําเนินโครงการฯตามที่ได้รับรายงานหรือไม่ การที่ผู้ฟ้องคดีที่1 รับรู้ข้อมูลนโยบายรับจํานําข้าวเปลือกตามนโยบายรัฐบาลมีปัญหาทุจริตทุกขั้นตอน แต่ไม่สั่งการให้คณะอนุกรรมการที่ผู้ฟ้องคดีที่1ตั้งขึ้นให้ทําหน้าที่กํากับดูแลและควบคุมตรวจสอบการดําเนินโครงการรับจํานําข้าวเปลือกดําเนินการตรวจสอบว่ามีปัญหาการทุจริตหรือไม่ จึงเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีที่1ไม่คํานึงถึงข้อทักท้วงและข้อเสนอขององค์กรที่ทําหน้าที่ตรวจสอบการดําเนินการตามโครงการต่างๆของรัฐ แต่ปล่อยให้การดําเนินโครงการรับจํานําข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2555/56 และปีการผลิต255657ต่อไป จึงเป็นการปล่อยปละละเลย ไม่ใช้อํานาจหน้าที่ของตน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาทุจริต เป็นช่องทางให้เจ้าหน้าที่ในระดับปฏิบัติการทําการทุจริตได้โดยง่าย ถือได้ว่าผู้ฟ้องคดีกระทําละเมิดต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6 ให้ได้รับความเสียหายตามมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ส่วนกรณีมีปัญหาต้องพิจารณาว่า ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6 (กระทรวงการคลัง)เพียงใดนั้น ศาลเห็นว่า ความเสียหายเฉพาะในขั้นตอนระบายข้าว

ด้วยวิธีขายแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ทราบปัญหาทุจริตแล้ว แต่ไม่ติดตามกํากับดูแลไม่ตรวจสอบ และในฐานะประธาน กขช. เข้าร่วมประชุม กขช. เพียงครั้งเดียว จากพฤติการณ์ดังกล่าวเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ในฐานะนายกฯ ละเว้น เพิกเฉย ละเลยไม่ติดตามหรือสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปตรวจสอบ และไม่กําหนดมาตรการป้องกันความเสียหาย จนเกิดการทุจริตในขั้นตอนการระบายข้าวแบบจีทูจี ส่งผลให้มีปัญหาระบายข้าวไม่ทันต้องเก็บรักษาข้าวในคลังเป็นเวลานาน จนข้าวเสื่อมคุณภาพและสูญเสีย และไม่คำนึงถึงข้อทักท้วงของสตง.และป.ป.ช.

พฤติการณ์แห่งการกระทําของผู้ฟ้องคดีที่ 1 ดังกล่าว จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เป็นเหตุให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6 ได้รับความเสียหาย ผู้ฟ้องคดีที่ 1 จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6 ตามมาตรา 10 วรรคหนึ่ง ประกอบกับมาตรา 8 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 เมื่อความเสียหายจากการทุจริตในขั้นตอนระบายข้าวด้วยวิธีขายแบบรัฐต่อรัฐ เกิดจากการแอบอ้างทําสัญญาซื้อขายข้าวราคาต่ํากว่าราคาตลาด หาประโยชน์ทับซ้อนโดยทุจริตได้ข้าวส่วนต่างจากราคาข้าว เกิดความเสียหายเป็นเงิน 20,057,723,761.66 บาท

เมื่อผู้ฟ้องคดีที่ 1 ทราบปัญหาทุจริตในโครงการรับจํานําข้าวเปลือก กลับไม่ตรวจสอบ ติดตาม ข้อเท็จจริงที่ชัดเจน ทั้งที่มีหน้าที่โดยตรงในการควบคุมตรวจสอบกํากับดูแลการปฏิบัติตามนโยบายการรับจํานําข้าวเปลือกที่ได้แถลงต่อรัฐสภา ทั้งที่ มีอํานาจตามกฎหมายในการระงับยับยั้งแต่ไม่ดําเนินการ เนื่องมาจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้ฟ้องคดีที่ 1 ทำให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ จึงสมควรกําหนดสัดส่วนความรับผิดของผู้ฟ้องคดีที่ 1 ให้รับผิดในอัตราร้อยละ 50 ของความเสียหายจากการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐตามสัญญาทั้ง ๔ ฉบับ คิดเป็นเงินที่ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ต้องรับผิดจํานวน10,028,861,880.83 บาท ดังนั้น คําสั่งกระทรวงการคลังที่เรียกให้ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเกินกว่าจํานวน10,028,861,880.83 บาท จึงเป็นคําสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ดังนั้น การยึด อายัดทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดีที่ 1 เพื่อขายทอดตลาดในส่วนที่เกินกว่า 10,028,861,880,.83 บาท จึงเป็นการกระทําที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน และเมื่อทรัพย์สินนั้นเป็นทรัพย์สินที่ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ได้มาภายหลังจากการที่ผู้ฟ้องคดีที่ 1 และผู้ฟ้องคดีที่ 2 อยู่กินฉันสามีภริยาโดยมีเจตนาเปิดเผยตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2538 อีกทั้ง ผู้ฟ้องคดีทั้งสองมีบุตรด้วยกัน พฤติการณ์ย่อมถือได้ว่าผู้ฟ้องคดีทั้งสองอยู่อาศัยร่วมกันตลอดมาและมีเจตนาเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่หามาได้ร่วมกัน ผู้ฟ้องคดีที่ 2 จึงย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายในฐานะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม ที่มีส่วนในทรัพย์สินเท่ากันกับผู้ฟ้องคดีที่ 1 แม้ไม่ปรากฏชื่อผู้ฟ้องคดีที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ดังกล่าวก็ตาม ดังนั้น ผู้ฟ้องคดีที่ 2 จึงเป็นผู้มีสิทธิขอกันส่วนในทรัพย์สินจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี สํานักงานบังคับคดีแพ่ง กรุงเทพมหานคร 6 (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 9) การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6 โดยปลัดกระทรวงการคลัง (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4) ปฏิเสธการขอกันส่วนในฐานะเจ้าของรวม ซึ่งทรัพย์สินที่ถูกยึดและอายัดมาจากผู้ฟ้องคดีที่ 1 จึงเป็นการกระทําที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นการกระทําละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีที่ 2

ด้านนายนรวิชญ์หล้าแหล่ง ทนายความของน.ส.ยิ่งลักษณ์ให้สัมภาษณ์ว่า คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดถ้าเทียบกับศาลปกครองกลาง จะเห็นได้ว่ามีส่วนที่เหมือนกันในส่วนคำสั่งของกระทรวงการคลังที่ให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ รับผิดในโครงการรับจำนำข้าวที่ผลิต 2555/26 และ 2556/57 จำนวน 3.5 หมื่นล้านบาทคำพิพากษาของทั้งสองศาลตรงกันที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ต้องรับผิดส่วนนี้แต่ให้มารับผิดในส่วนขั้นตอนการระบายข้าวที่บอกว่ามีการทุจริต ซึ่งอยู่ในขั้นตอนฝ่ายปฏิบัติซึ่งมีคณะอนุกรรมการระบายข้าวเป็นผู้ดูแล แต่ส่วนคำพิพากษาที่ให้รับผิดชอบค่าสินไหม 10,028 ล้านบาทนั้นในวันที่มีการรัฐประหารเมื่อ 22 พฤษภาคม 2557 มีข้าวเหลือในคลัง 18.9 ล้านตัน ในคำสั่งกระทรวงการคลังระบุไว้ว่า ถ้าราชการขายข้าวได้ราคาสูงกว่ามูลค่าที่คณะอนุปิดบัญชีโครงการจำนำข้าวให้ไว้วันนั้น สามารถนำมาหักในส่วนที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ต้องรับผิดชอบได้ ซึ่งปัจจุบันข้าว 18.5 ล้านตัน เพิ่งถูกขายหมดในรัฐบาลน.ส.แพทองธาร ชินวัตร

นายนรวิชญ์กล่าวต่อว่า ตนเห็นว่าการจำหน่ายข้าวส่วนนี้ถือเป็นหลักฐานชิ้นใหม่ที่ทีมทนายความพยายามยื่นเข้าไปในคดีนี้แล้ว แต่การยื่นนั้นสิ้นสุดการแสวงหาข้อเท็จจริงแล้ว ศาลก็ไม่รับ จากนี้ทีมทนายความต้องหารือว่าจะนำประเด็นนี้ไปขอพิจารณาคดีใหม่ได้หรือไม่ ซึ่งตนยืนยันจะดำเนินการในส่วนนี้ให้ถึงที่สุดเพื่อคืนความเป็นธรรมให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ทั้งนี้ ในการยื่นขอพิจารณาคดีใหม่ต้องยื่นภายใน 90 วัน ตาม พ.ร.บ.พิจารณาคดีปกครอง มาตราที่ 75 ซึ่งในส่วนคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดนั้นถือว่าจบไป และตอนนี้ทรัพย์สินยึดไปขายทอดตลาดเกือบหมดแล้ว โดยจะไม่เกิน 10,028 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวถามว่าในส่วนผู้ร้องที่ 2 ที่ศาลให้กันส่วนทรัพย์สินไว้มีมูลค่าเท่าไหร่ นายนรวิชญ์ กล่าวว่า ทรัพย์สินที่ได้มาหลังเดือนพฤศจิกายน 2538 ถือเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมทั้งหมด ทั้งที่ดินบึงกุ่ม และเกือบทุกรายการ โดยต้องคืนนายอนุสรณ์ไปครึ่งหนึ่ง

ส่วนขั้นตอนหลังจากนี้ที่จะยื่นขอพิจารณาคดีใหม่ นายนรวิชญ์ชี้แจงว่า จะยื่นพยานหลักฐานใหม่ โดยเป็นข้อมูลทางราชการเช่นการขายข้าว ถ้ายื่นไปแล้วศาลไม่รับพิจารณาถือว่าทุกอย่างจบ แต่ตนต้องการสู้เพื่อความเป็นธรรมของน.ส.ยิ่งลักษณ์อีกครั้งอย่างไรก็ตาม ในการชดใช้เงิน 10,028 ล้านบาทนั้น ศาลไม่ได้กำหนดระยะเวลาการใช้เงินส่วนนี้ แต่ให้เพิกถอนคำสั่งบางส่วนเท่านั้น ซึ่งทรัพย์สินตอนนี้มีทั้งที่ขายไปแล้ว และที่กำลังรอการขายเท่านั้น และส่วนที่เกิน 1 หมื่น 28 ล้านบาท ก็ต้องคืนโดยจะไปว่าในการบังคับคดี ซึ่งคู่ความต้องดำเนินการส่วนนี้ด้วย จากนี้ตนขอดูรายละเอียดอีกครั้งหนึ่งว่าจะยื่นกับกรมบังคับคดีหรือว่ากระทรวงการคลังอีกครั้ง

ด้านนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯโพสต์ว่า หลังศาลปกครองสูงสุด อ่านคำวินิจฉัยให้ตนต้องชดใช้หนี้กว่า 10,000 ล้านบาท จากคดีระบายข้าว ทั้งที่ตนไม่ได้เป็นจำเลยคดีนี้ และศาลปกครองกลางเคยวินิจฉัยว่าตนไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายกรณีดังกล่าว  

 “คำตัดสินของศาลปกครองสูงสุดวันนี้ ทำให้ดิฉันต้องชดใช้หนี้ที่ตัวเองไม่ได้ก่อ ความเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารที่ต้องมารับภาระหนี้ที่เกิดจากการระบายข้าวของฝ่ายปฏิบัติ โดยที่ตัวเองไม่ได้เกี่ยวข้องกับกระบวนการเหล่านั้น  และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก็พิพากษาคดีของดิฉันว่า ปล่อยปละละเลยในการบริหารโครงการรับจำนำข้าวเท่านั้น”นางสาวยิ่งลักษณ์ระบุ

  และย้ำว่า รัฐบาลของตนตั้งใจจะช่วยเหลือชาวนาที่อยู่อย่างยากจนแร้นแค้น ให้ขายผลผลิตได้ในราคาสูง มีครอบครัวชาวนาได้ประโยชน์จากโครงการนี้จำนวนมาก แต่หากดำเนินนโยบายแบบนี้ กลับถูกกล่าวหาทำให้เกิดความเสียหาย ต่อไปใครจะกล้าคิดนโยบายเพื่อช่วยเหลือประชาชน ที่เข้าไม่ถึงโอกาสทางเศรษฐกิจได้อีก 

 นางสาวยิ่งลักษณ์กล่าวต่อว่า ตนไม่มีเจตนาทำให้โครงการเสียหาย การดำเนินโครงการมีขั้นตอนตามระบบราชการ เกี่ยวกับหน่วยงานและบุคลากรหลายฝ่าย ไม่ใช่เรื่องที่หัวหน้าฝ่ายบริหารจะไปก้าวก่ายแทรกแซงในรายละเอียดได้  แต่ตนกลับต้องรับผิดชอบเพียงลำพัง ถ้าจะบอกว่าสิ่งนี้คือความเป็นธรรม ก็ยากยิ่งที่ตนจะเข้าใจและยอมรับได้   และหนี้ 10,000 ล้านบาท ชดใช้ทั้งชีวิต ยังไงก็ไม่มีวันหมด การทุ่มเททำงาน แบกรับแรงเสียดทานทั้งทางการเมืองและอีกหลายรูปแบบ เพื่อค้ำยันราคาข้าวให้สูงและมีเสถียรภาพ เพื่อชาวนามีชีวิตที่ดีกว่า  กลับมีบทสรุปที่เจ็บปวดที่สุดสำหรับตน

 นางสาวยิ่งลักษณ์กล่าวด้วยว่า 11 ปีนับตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 สิ่งที่ตนต้องพบเจอซ้ำแล้วซ้ำเล่าคือ ยึดอำนาจ ยัดคดี อายัดทรัพย์ เอาเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องมาบังคับให้ใช้หนี้ ความรู้สึกแบบนี้ไม่เกิดกับตัวเองคงไม่มีใครรู้ แต่ตนจะเรียกร้องต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมถึงที่สุด ถ้านายกฯที่มาจากการเลือกตั้ง ยังไม่อาจเข้าถึงความยุติธรรมที่แท้จริง ก็ไม่มีหลักประกันสำหรับประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยเช่นกัน

หมายเรียกสว.ลอต3 สอบฮั้ว24สว.‘อีสาน-ใต้’ กกต.ตัดสินสว.บุรีรัมย์ไม่ฮั้ว

หมายเรียกสว.ลอต3  สอบฮั้ว24สว.‘อีสาน-ใต้’  กกต.ตัดสินสว.บุรีรัมย์ไม่ฮั้ว

หมายเรียกสว.ลอต3 สอบฮั้ว24สว.‘อีสาน-ใต้’ กกต.ตัดสินสว.บุรีรัมย์ไม่ฮั้ว

วันศุกร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โพยเรียกสว.ลอต 3 ว่อน 24 รายชื่อเตรียมรับทราบข้อกล่าวหากับกกต.พบหลายคนภูมิลำเนา “อีสาน-ใต้” ด้านกกต.สั่งยกคำร้อง เลือกสว.บุรีรัมย์ กลุ่มสื่อสารมวลชน ไม่พบมีพรรคการเมืองจัดตั้งกลุ่มผู้สมัคร หรือว่าจ้างให้ลงสมัคร

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2568ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน คณะที่ 26 ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ได้ออกหมายเรียก สว.เข้ารับทราบและชี้แจงข้อกล่าวหาในคีดฮั้วเลือก สว.เป็นล็อตที่3 ระหว่างวันที่ 29-30 พ.ค.68 โดยมีรายชื่อ ดังนี้ 1.นิฟาริด ระเด่นอาหมัด จังหวัดปัตตานี กลุ่ม 3การศึกษา 2.สามารถ รังสรรค์ จังหวัดสตูล กลุ่ม 3 การศึกษา 3.บุญชอบ สระสมทรัพย์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กลุ่ม 4 สาธารณสุข 4.วันชัย แข็งการเขตรจังหวัดอุทัยธานี กลุ่ม4สาธารณสุข 5.อมร ศรีบุญนาค จังหวัดชัยนาท กลุ่ม 5 ทำนา 6.พิมาย คงทัน จังหวัดบึงกาฬ กลุ่ม 5ทำนา 7.สาลี สิงห์ดำ จังหวัดสุรินทร์ กลุ่ม5ทำนา 8.มาเรีย เผ่าประทาน จังหวัด ประจวบคีรีขันธ์ กลุ่ม 6ทำสวน 9.อิสระ บุญสองชั้น จังหวัดศรีสะเกษ กลุ่ม 6 ทำสวน 10. วิภาพร ทองโสด จังหวัดเลย กลุ่ม 7ลูกจ้าง 11. ชวภณ วัธนเวคิน จังหวัดตราด กลุ่ม7ลูกจ้าง 12.ชินโชติ แสงสังข์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กลุ่ม7ลูกจ้าง 13.ประกาสิทธิ์ พลซา จังหวัดเลย กลุ่ม 7 ลูกจ้าง

14. นิรัตน์ อยู่ภัคคดี จังหวัดชัยภูมิ กลุ่ม 8 อาชีพด้านสิ่งแวดล้อมและอสังหาริมทรัพย์ฯ 15.ไพบูลย์ ณะบุตรจอม จังหวัดพิจิตร กลุ่ม 8 อาชีพด้านสิ่งแวดล้อมและอสังหาริมทรัพย์ฯ 16. วิรัตน์ ลิ้มสุวัฒน์ กทม. กลุ่ม 8 อาชีพด้านสิ่งแวดล้อมและอสังหาริมทรัพย์ฯ 17. สัมพันธ์ ชัยวิเศษจินดา จังหวัดราชบุรี กลุ่ม 8 อาชีพด้านสิ่งแวดล้อมและอสังหาริมทรัพย์ฯ18. เบ็ญจมาศ อภัยทอง จังหวัดพิจิตร กลุ่ม 9SMEs 19.วรรษมนต์ คุนแสน จังหวัดบุรีรัมย์ กลุ่ม 9 SMEs 20.ชัยธัช เพราะสุนทร จังหวัดฉะเชิงเทรา กลุ่ม 9SMEs 21.พิชาญ พรศิริประทาน จังหวัดยะลา กลุ่ม 9 SMEs 22.นิทัศน์ อารีย์วงศ์สกุล จังหวัดอ่าง ทอง กลุ่ม 10 ผู้ประกอบกิจการอื่น 23. สุนทร เชาว์กิจค้า จังหวัดกระบี่ กลุ่ม10 ผู้ประกอบกิจการอื่น 24.โสภณ มะโนมะยา จังหวัดสงขลา กลุ่ม 10 ผู้ประกอบกิจการอื่น

ไม่มีฮั้วเลือกสว.บุรีรัมย์

เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เผยแพร่คำวินิจฉัย กกต.ยกคำร้องการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ระดับจังหวัดของ จ.บุรีรัมย์ กรณีก่อนประกาศผลการเลือกนายบุรี ราดแก้ว นายวิเชียร เศษสุวรรณ นายไสว ชนิดนอก น.ส.เบญจมาศ อุมมะลี น.ส.ปริญญา ดาบรัมย์ นายถาวร ภูมิไธสง นายบุญร่วม แตบไธสง ผู้ถูกร้องที่ 1-7 ซึ่งผู้มีสิทธิเลือกระดับจังหวัด กลุ่มที่ 18 สื่อสารมวลชน ถูกร้องว่ากระทำการให้ สัญญาว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้ เพื่อจูงใจให้ผู้อื่นสมัครเข้ารับเลือกเป็น สว. หรือถอนการสมัคร หรือจูงใจให้ผู้สมัคร หรือผู้มีสิทธิเลือกลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้ผู้ใดตามมาตรา 77 (1) และมาตรา 81 และรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิลงสมัครรับเลือก เพราะไม่ใช่บุคคลที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญประสบการณ์ทำงานในด้านที่สมัครไม่น้อยกว่า 10 ปี ตามมาตรา 11 (18) และ74 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยกันได้มาซึ่งสว.2561

แค่ความเชื่อของผู้ร้องเอง

โดย กกต.ระบุเหตุผลว่า ข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการไต่สวนฟังได้ว่า ผู้ร้องเพียงแต่เชื่อว่ามีกลุ่มผลประโยชน์หรือพรรคการเมืองจัดตั้งกลุ่มผู้สมัคร หรือว่าจ้างให้บุคคลใดสมัครรับเลือกเป็น สว. ซึ่งเมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงตามคำร้อง และถ้อยคำของผู้ร้องแล้วเห็นว่าเป็นเพียงข้อสันนิษฐาน ที่ไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุนให้รับฟังได้เช่นนั้น อีกทั้งผู้ถูกร้องทั้งหมดให้การสอดคล้องกันว่าสมัครเป็นสว.ด้วยความสมัครใจ ใช้เงินส่วนตัวชำระค่าสมัคร ไม่ได้มีการจัดตั้งกลุ่มผู้สมัครหรือว่าจ้างให้สมัครรับเลือกเป็น สว. และมีพยานไต่สวนประกอบคนที่ 1-28 ซึ่งเป็น ผอ.การเลือกระดับอำเภอ ผู้สมัครรับเลือกเป็น สว.ระดับอำเภอ ผู้นำชุมชน ประชาชนใน จ.บุรีรัมย์ ก็ให้ถ้อยคำสอดคล้องกันว่าไม่เคยทราบข่าวว่า มีกลุ่มผลประโยชน์หรือพรรคการเมืองจัดตั้งกลุ่มผู้สมัคร หรือว่าจ้างให้บุคคลใดมาสมัครรับเลือกเป็น สว. และไม่พบว่ามีผู้นำชุมชนคนใดนำบุคคลมาสมัคร และไม่ปรากฏพยานหลักฐานอื่นที่ยืนยันว่ามีการกระทำฝ่าฝืนกฎหมายตามข้อกล่าวหา จึงยังรับฟังไม่ได้ว่าผู้ถูกร้องที่1-7 กระทำการฝ่าฝืนมาตรา77 (1) แและมาตรา 81 ส่วนที่ร้องว่าผู้ถูกร้องที่1-7 ไม่มีคุณสมบัติในการลงสมัครนั้น จากการไต่สวนผู้ร้องที่1-7ให้ถ้อยคำยืนยันว่าตนเองมีคุณสมบัติในการลงสมัคร อาทิ ผู้ถูกร้องที่ 1 ประกอบอาชีพเป็นผู้ช่วยโฆษกมัคทายกวัด มากว่า 11 ปี ผู้ถูกร้องที่ 2 เป็นหมอสู่ขวัญ เป็นปราชญ์ชาวบ้าน มาตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปัจจุบัน ผู้ถูกร้องที่ 3 เป็นนักร้องหมอลำมากว่า 20 ปี ผู้ถูกร้องที่ 4 และ 5 เป็นอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านมีหน้าที่ประชาสัมพันธ์ข่าวสารเกี่ยวกับสาธารณสุขมาตั้งแต่ปี 2554 ผู้ถูกร้องที่ 6 ประกอบอาชีพรับจ้างถ่ายภาพโฆษณาประชาสัมพันธ์ ผ่านรถติดตั้งเครื่องขยายเสียง มากว่า 10 ปี และผู้ถูกร้องที่ 7 ประกอบอาชีพรับจ้างรถแห่ประชาสัมพันธ์นานกว่า 10 ปี

ไม่เข้าข่ายคุณสมบัติต้องห้าม

และพยานประกอบคนที่ 1-12 ซึ่งเป็นผอ.การเลือกระดับอำเภอ อ.เฉลิมพระเกียรติ อ.คูเมือง อ.บ้านใหม่ไชยพจน์ จ.บุรีรัมย์ ให้ถ้อยคำสอดคล้องว่าตรวจสอบคุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามในการสมัครเป็นสว.ตามแนวทางที่สำนักงานกกต.ได้กำหนดจากใบสมัครรับเลือกเป็น สว. (สว.2) ข้อมูลแนะนำตัวของผู้สมัคร (สว.3) หนังสือรับรองความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ หรือการทำงานในกลุ่มที่สมัคร (สว.4) รวมทั้งมีหนังสือถึงหน่วยงานสนับสนุนการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามในการสมัครรับเลือกเป็นสว. ของผู้สมัครทุกคน ไม่ปรากฏว่าผู้ถูกร้องที่ 1-7 ไม่มีคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามจึงได้รับสมัคร และ ผอ.เลือกระดับอำเภอ ได้ประกาศบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกแยกเป็นรายกลุ่ม ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาทั้ง สว.มาตรา21 ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามกรอบหน้าที่และอำนาจของผอ.การเลือกระดับอำเภอ เชื่อได้ว่ากรณีจึงมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้ถูกร้องที่ 1-7 มีความรู้ความเชี่ยวชาญประสบการณ์การทำงานในด้านที่สมัครไม่น้อยกว่า10 ปี และไม่ปรากฏพยานหลักฐานอื่นที่ยืนยันว่ามีการกระทำฝ่าฝืนตามข้อกล่าวหา

‘ภูมิธรรม’ยัน’พท.-ภท.’แน่นแฟ้น

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวว่าพรรคเพื่อไทยและภูมิใจไทย ยังแน่นแฟ้นเหมือนเดิมแม้จะมีเรื่องคดีฮั้วสว.ก็ตาม

“ เป็นพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งมีความร่วมมือเป็นอย่างดี ความใกล้ชิดก็ยังเป็นปกติ เหมือนเริ่มต้นจัดตั้งรัฐบาล เราไม่คิดว่าเป็นความแตกแยก”นายภูมิธรรม กล่าวและว่าสุดท้ายต้องยอมรับคำตัดสินของศาล

พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดํา อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวถึงกรณีกลุ่มคณะสมาชิกวุฒิสภา (สว.) 22 คน ลงนามร่วมกันยื่นหนังสือถึงประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ขอให้มีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ในการสืบสวนสอบสวนคดีเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ว่า เรื่องนี้ตนไม่มีความกังวล เพราะได้ดำเนินการตามกรอบของกฎหมาย และตามอำนาจหน้าที่ พร้อมตรวจสอบได้

นายชูศักดิ์ ศิรินิล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลัง พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เข้าพบ หลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) มอบหมายให้กำกับดู แลดีเอสไอ ว่า วันนี้ พ.ต.ต.ยุทธนา ได้มารายงานว่ามีภารกิจอะไรบ้าง รวมทั้งคดีฮั้วสว. ซึ่ง ทั้งนี้ ตนได้ให้นโยบายให้ดีเอสไอทำตามอำนาจหน้าที่ที่มีอยู่ และทำหน้าที่ให้ถูกต้องตามครรลองของกฎหมาย ทำอย่างตรงไปตรงมา

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันศุกร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“ไม่เคยทราบมาก่อนว่าพรรคสีแดงจะมาทำลายพรรคสีน้ำเงิน เรายังอยู่ร่วมรัฐบาลเดียวกัน การอยู่กันได้ต้องพูดคุยกัน และจะฟังจากบุคคลภายนอกไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าบุคคลภายนอกมีเจตนาอย่างไร อาจจะมีการเสี้ยมและยุยงรัฐบาลให้แตกกัน”

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

แกนนำพรรคภูมิใจไทย

‘ประเสริฐ’เผยที่ประชุม กทช.ไฟเขียวผลักดันกฎหมายขับเคลื่อนแผนฟื้นฟูทะเล-ชายฝั่งไทย

‘ประเสริฐ’เผยที่ประชุม กทช.ไฟเขียวผลักดันกฎหมายขับเคลื่อนแผนฟื้นฟูทะเล-ชายฝั่งไทย

‘ประเสริฐ’เผยที่ประชุม กทช.ไฟเขียวผลักดันกฎหมายขับเคลื่อนแผนฟื้นฟูทะเล-ชายฝั่งไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 22.06 น.

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยถึงการเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและแผนการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแห่งชาติ (กทช.) ครั้งที่ 1/2568 โดยมี โดยมี นายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายนิพนธ์ จำนงสิริศักดิ์ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทาง ทะเลและชายฝั่ง พร้อมด้วยคณะกรรมการฯ และผู้ทรงคุณวุฒิที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมว่า การประชุมคณะกรรมการฯ ครั้งนี้ ได้ร่วมกันพิจารณาเรื่องสำคัญ ได้แก่ (ร่าง) รายงานสถานการณ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และการกัดเซาะชายฝั่งของประเทศ พ.ศ. 2567 โดยมีประเด็นปัญหาที่ควรได้รับการบริหารจัดการอย่างเร่งด่วน ได้แก่ ปัญหาแหล่งหญ้าทะเลเสื่อมโทรมในพื้นที่ จังหวัดตรัง – กระบี่ ปัญหาการตัดต้นไม้ในพื้นที่ป่าชายเลนที่เป็นพื้นที่เอกสารสิทธิ์ และปัญหาความไม่สมบูรณ์ของ ข้อมูลพื้นฐานของประเทศในการรองรับการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ ในพื้นที่จังหวัดชุมพร-ระนอง อีกทั้งยังได้ มีการติดตามการแก้ไขปัญหาความเสื ่อมโทรมของคุณภาพน้ำและการกัดเซาะชายฝั ่งในพื ้นที ่อ่าวไทยตอนใน และการระบาดของปลาหมอคางดำ

นอกจากนี้ ที่ประชุมฯ ได้เห็นชอบร่างกฎกระทรวงฯ ตามมาตรา 20 เพื่อเป็นพื้นที่คุ้มครองทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จำนวน 2 พื้นที่ ได้แก่ 1) พื้นที่บริเวณแนวปะทะกระแสน้ำไหล่ ทวีปทะเลอันดามันของประเทศไทย , 2) พื้นที่อุทยานการเรียนรู้ใต้ทะเล เขาหลัก ตำบลคึกคัก อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ซึ่งทั้ง 2 พื้นที่เป็นพื้นที่ที่มีระบบนิเวศสมบูรณ์แต่มีการเข้าใช้ประโยชน์ในพื้นที่ที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อทรัพยากรได้ จึงมีความจำเป็นต้องมีมาตรการคุ้มครอง เพื่อสงวนไว้ให้คงความสมบูรณ์ของทรัพยากรทาง ทะเลและชายฝั่ง และมีการบริหารจัดการใช้ประโยชน์ให้เกิดความสมดุลและคงความยั่งยืน รวมถึงเห็นชอบ (ร่าง) กฎกระทรวงตามมาตรา 21 เพื่อกำหนดเขตพื้นที่ใช้มาตรการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง ครอบคลุม 27 ระบบหาด ซึ่งเป็นพื้นที่ชายหาดที่มีความสมดุลและมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยว

ในที่ประชุม ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี ได้รายงานข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งพื้นที่ 24 จังหวัดชายฝั่ง ในรอบ 6 เดือน (พฤศจิกายน 2567 – เมษายน 2568) พบว่า สถานการณ์หญ้าทะเลเสื่อมโทรมเกิดจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ ทำให้พะยูนมีการอพยพ ย้ายถิ่นไปยังแหล่งหญ้าทะเลอื่นเพื่อหาอาหาร โดยที่ผ่านมากรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแห่งชาติ ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาพะยูนและหญ้าทะเล ผ่าน 4 มาตรการ ได้แก่ 1) สำรวจพะยูนและประเมินหญ้าทะเลให้เป็นปัจจุบัน 2) ประกาศพื้นที่คุ้มครองและ บังคับใช้มาตรการ ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต 3) วางแผนช่วยเหลือพะยูนที่มีชีวิตด้วยการทดลองให้อาหารเสริม ทดแทนหญ้าทะเล 4) ฟื้นฟูแหล่งหญ้าทะเล และอีกสถานการณ์หนึ่งที่ยังคงเป็นประเด็นปัญหาต่อเนื่อง คือ สถานการณ์การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแห่งชาติ  ได้มีการสำรวจติดตามปลาหมอคางดำในระบบนิเวศ ทางทะเล จากการสำรวจพบการแพร่กระจาย 14 จังหวัดฝั่งอ่าวไทย โดยระบบนิเวศที่พบปลาหมอคางดำ ได้แก่ ปากแม่น้ำ แหล่งหญ้าทะเล และหาดทราย แต่ไม่พบในระบบนิเวศปะการัง ทะเลสาบสงขลา และในทะเลฝั่งอันดามัน

นอกจากนี้ ยังได้มีการติดตามตรวจสอบพื้นที่ชายฝั่งที่ได้รับผลกระทบ จากอิทธิพลมรสุม โดยมีพื้นที่ชายฝั่งที่ได้รับผลกระทบ รวมทั้งสิ้น 8 จังหวัด ซึ่งจังหวัดที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด คือ จังหวัดนครศรีธรรมราช ทั้งนี้กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแห่งชาติ ได้มีแนวทางการดำเนินการระยะสั้น โดยการออกประกาศเตือนภัย ผ่านระบบเตือนภัยท่องเที่ยว ทางทะเลทั้งในรูปแบบของ Website และ Mobile Application

– 006
 

สางปม‘แม่น้ำกก’ ‘ประเสริฐ’เซ็นตั้งคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำ

สางปม‘แม่น้ำกก’ ‘ประเสริฐ’เซ็นตั้งคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำ

สางปม‘แม่น้ำกก’ ‘ประเสริฐ’เซ็นตั้งคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 21.40 น.

“ประเสริฐ”ลงนามแต่งตั้งคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำ ลุยแก้ปัญหาสารปนเปื้อน”แม่น้ำกก” สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถกด่วน-เร่งช่วยเหลือประชาชน

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนในแม่น้ำกก จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดเชียงราย ว่า ตนในประธานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ได้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดิน โดยเป็นประธานคณะอนุกรรมการด้วยตนเองเพื่อเร่งรัดการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์) เป็นรองประธาน โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมเป็นอนุกรรมการ เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ สภาพปัญหา และสาเหตุที่ส่งผลกระทบต่อแหล่งน้ำ รวมทั้งกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหา การฟื้นฟู การปนเปื้อน การบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และการเจรจาระหว่างประเทศเพื่อควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษภายนอกประเทศ

ที่ผ่านมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำ ตะกอนดิน การปนเปื้อนในสัตว์น้ำ และการสะสมในร่างกายมนุษย์ การใช้นวัตกรรมดาวเทียมและเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ บ่งชี้แหล่งที่มาเพื่อแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ ใช้กลไกความร่วมมือทางการฑูต และการทหารผ่านคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee : RBC) ระหว่างไทยกับประเทศเมียนมา

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนเป็นลำดับต้นซึ่งการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการฯ จะเป็นการเร่งรัด และติดตามการแก้ไขปัญหา โดยจะมีการจัดประชุมคณะอนุกรรมการในวันที่ 27 พฤษภาคม 2568 ณ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อให้มีการรายงานผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และจะมีการพิจารณาจัดทำระบบดักตะกอนในแม่น้ำกก เพื่อลดการปนเปื้อนของสารหนูในน้ำ รวมถึงการหารือกับรัฐบาลประเทศเมียนมาในประเด็นปัญหาการปนเปื้อน

‘ทนายรณณรงค์’วิเคราะห์คดี’ยิ่งลักษณ์’ ทำไมต้องชดใช้’จำนำข้าว’หมื่นล้าน

'ทนายรณณรงค์'วิเคราะห์คดี'ยิ่งลักษณ์' ทำไมต้องชดใช้'จำนำข้าว'หมื่นล้าน

‘ทนายรณณรงค์’วิเคราะห์คดี’ยิ่งลักษณ์’ ทำไมต้องชดใช้’จำนำข้าว’หมื่นล้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 20.49 น.

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2568 นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ทนายความ และประธานมูลนิธิรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า ในฐานะทนาย ผมขออธิบายให้เข้าใจตรงนี้ครับว่า ทำไม อดีตนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถึงต้องรับผิดชอบเป็นเงิน 10,028,861,880.83 บาท แม้ศาลจะยืนยันว่าเธอ “ไม่ได้เป็นผู้ทุจริตโดยตรง”


1. ไม่ได้โกงเอง แต่ปล่อยให้คนอื่นโกง
ศาลปกครองสูงสุดชี้ว่า ในช่วงที่ดำเนินโครงการรับจำนำข้าว
มีการทุจริตเกิดขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในขั้นตอน “ขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ” (G to G)
หน่วยงานตรวจสอบ เช่น สตง. และ ป.ป.ช. ส่งหนังสือเตือนว่าเกิดความเสียหาย
แต่ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีและประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ กลับเพิกเฉย


2. หน้าที่โดยตำแหน่ง คือ ต้องหยุดความเสียหาย
ยิ่งลักษณ์มีอำนาจตามกฎหมาย
ที่จะตรวจสอบ ติดตาม หรือสั่งหยุดโครงการได้
แต่กลับ ไม่ดำเนินการแม้จะมีข้อมูลว่าเกิดความเสียหาย
ปล่อยให้โครงการเดินหน้าท่ามกลางความเสี่ยงและความเสียหายที่ทวีขึ้นเรื่อย ๆ


3. ศาลชี้ว่าเป็น “ความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง”
การนิ่งเฉยทั้งที่รู้ว่าเกิดปัญหา
ถือเป็น ความประมาทในหน้าที่ระดับสูงสุด
จึงเข้าข่ายความรับผิดทางละเมิดตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539
มาตรา 8 และ 10
แม้จะไม่โกงเอง แต่ถ้าปล่อยให้เกิดความเสียหาย ก็ต้องชดใช้


4. ความเสียหายเกิดในสัญญา G to G มูลค่า 20,057 ล้านบาท
ศาลระบุว่า ยิ่งลักษณ์ควรรับผิดเพียง 50% ของยอดเสียหายนี้
เพราะความเสียหายไม่ได้เกิดจากเธอคนเดียว
จึงคำนวณออกมาเป็นเงินที่เธอต้องชดใช้ = 10,028 ล้านบาท


สรุปง่าย ๆ:
“ถ้าไม่ลงมือโกง แต่รู้แล้วไม่หยุด = ละเลยหน้าที่ = ต้องจ่าย”
นี่คือบทเรียนทางกฎหมายสำหรับผู้นำทุกระดับว่า
อำนาจต้องมาคู่กับความรับผิด ไม่ใช่แค่สิทธิในการสั่งการ


#ทนายรณรงค์ #คดีจำนำข้าว #ยิ่งลักษณ์ #ศาลปกครองสูงสุด #ละเลยหน้าที่ #ผู้นำต้องรับผิด

จบแล้ว’จำนำข้าว’ ‘หมอวรงค์’ลั่น! ใครทุจริตต้องติดคุก ใครทำชาติเสียหายต้องชดใช้

จบแล้ว'จำนำข้าว' 'หมอวรงค์'ลั่น! ใครทุจริตต้องติดคุก ใครทำชาติเสียหายต้องชดใช้

จบแล้ว’จำนำข้าว’ ‘หมอวรงค์’ลั่น! ใครทุจริตต้องติดคุก ใครทำชาติเสียหายต้องชดใช้

วันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 20.30 น.

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2568 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า #จบแล้วจำนำข้าว

หลังจากที่ศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษากลับคำพิพากษาศาลปกครองกลาง ให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ต้องจ่ายค่าเสียหาย จากโครงการรับจำนำข้าว 10,028 ล้านบาท เฉพาะในส่วนของคดีทุจริตการระบายข้าวแบบจีทูจี

อย่างน้อยๆคดีรับจำนำข้าว ทุกอย่างได้จบลงบนชัยชนะของประชาชน นั่นคือ ใครทุจริตต้องติดคุก ใครทำชาติเสียหายต้องชดใช้ และนี่จะเป็นบรรทัดฐานในการกำหนดนโยบายของ พรรคการเมือง ว่าท่านต้องร่วมรับผิดชอบ

ผมเชื่อว่าพี่น้องคนไทยคงสบายใจขึ้น อย่างน้อยพวกเราก็ยังมีศาลเป็นที่พึ่ง

ทำผิดต้องชดใช้! ‘อดีตบิ๊กข่าวกรอง’แนะจับตารอ 13 มิ.ย.มีข่าวดีแน่นอน

ทำผิดต้องชดใช้! ‘อดีตบิ๊กข่าวกรอง’แนะจับตารอ 13 มิ.ย.มีข่าวดีแน่นอน

ทำผิดต้องชดใช้! ‘อดีตบิ๊กข่าวกรอง’แนะจับตารอ 13 มิ.ย.มีข่าวดีแน่นอน

วันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 20.14 น.

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2568 นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก Nantiwat Samart ระบุว่า ตุลาการภิวัฒน์

คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดให้ยิ่งลักษณ์ชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากนโยบายจำนำข้าวและไม่ระงับยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้น. ศาลปกครองกลางเคยพิพากษายกฟ้อง

วันนี้ ศาลปกครองสูงสุดได้กลับคำพิพากษาให้ยิ่งลักษณ์ชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจำนวน หนึ่งหมื่นล้านบาท. ต่ำกว่าที่ฟ้อง สามหมื่นกว่าล้าน. แต่ไม่เป็นไร ชดใช้น้อยลงแต่ก็ยังต้องชดใช้

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดวันนี้. ทำให้ประชาชน

มีความหวัง. ตุลาการยังเป็นที่หวังพึ่งได้. คนทำผิดต้องชดใช้ความผิดที่กระทำ. ไม่ใช่ลอยนวลเดินเสนอหน้า เดินลอยหน้าลอยตาให้คนทั้งประเทศช้ำใจ. นักการเมืองจะได้มีความยับยั้งชั่งใจในการโกงบ้านกินเมือง

รออีกวัน. 13 มิถุนายน ข่าวดีจะมาแน่นอน