‘DSI’ยันคดี’ฮั้ว สว.’ ทำตามพยานหลักฐาน-ยึดกรอบกฎหมาย

'DSI'ยันคดี'ฮั้ว สว.' ทำตามพยานหลักฐาน-ยึดกรอบกฎหมาย

‘DSI’ยันคดี’ฮั้ว สว.’ ทำตามพยานหลักฐาน-ยึดกรอบกฎหมาย

วันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 19.44 น.

“โฆษกDSI”เผยคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน”ฮั้ว สว.” ดีเอสไอทำตามพยานหลักฐาน-ยึดกรอบกฎหมาย ส่วนกรณี”สุขสมรวย”สส.อำนาจเจริญ ภท.ตั้งข้อสังเกต”สุมาลวตี”อดีตผู้สมัคร สว.มีหลักฐานเส้นเงินของ DSI ได้อย่างไร แจงเป็นเรื่องหลักฐานของพนักงานสอบสวน ระบุไม่ขอกำชับการให้สัมภาษณ์ของพยานในคดี เหตุการให้สัมภาษณ์เป็นสิทธิของพยาน แต่ต้องรับผิดชอบการให้สัมภาษณ์นั้นเอง

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2568 ที่ห้องประชุม 1 ชั้น 1 กรมสอบสวนคดีพิเศษ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ในฐานะโฆษกดีเอสไอ กล่าวถึงความคืบหน้าในคดีพิเศษที่ 24/2568 กรณีความผิดฐานฟอกเงินของบุคคลหรือคณะบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) รวมถึงผู้ที่เป็นสมาชิกอั้งยี่และผู้สนับสนุน ว่า โดยข้อกฎหมายแล้ว ในการดำเนินคดีมันเป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ดีเอสไอดำเนินการตามกรอบกฏหมายปกติ ส่วนกรณีที่ นางสุขสมรวย วันทนียกุล สส.อำนาจเจริญ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวตั้งข้อสังเกตว่า นางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท สว.สำรอง เหตุใดจึงมีพยานหลักฐานเลือกเส้นทางการเงินของดีเอสไอ มีใครในดีเอสไอส่งให้หรือไม่นั้น ตนขอเรียนว่ าพนักงานสอบสวนมีอำนาจหน้าที่ตามกฏหมายสำคัญ คือ การรวบรวมข้อเท็จจริงพยานหลักฐานทุกชนิด ดังนั้น การได้มาของพยานหลักฐาน ก็มีทั้งการทำหนังสือขอ และการสืบสวน ซึ่งประเด็นสำคัญคือการรวบรวมพยานหลักฐานโดยชอบด้วยกฎหมาย นอกจากนี้ ประเด็นที่มีสมาชิกวุฒิสภา 22 ราย เขาชื่อร้องต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.และ กกต.ขอให้อธิบดีดีเอสไอหยุดปฏิบัติหน้าที่ รวมถึงขอให้คณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน กกต.พ่วงดีเอสไอ 7 ราย หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว การกระทำลักษณะนี้เป็นเหมือนการแทรกแซงอำนาจการสอบสวนของคณะพนักงานสอบสวนที่ปฏิบัติตามกรอบกฎหมายหรือไม่ ตนมองว่ามันมองได้ 2 มุม มุมหนึ่งอาจจะคิดแบบนั้นก็ได้ แต่มุมหนึ่งก็ต้องมองว่าจริงๆ แล้ว คือการให้กฎหมายได้มาอธิบายสิ่งที่ดีเอสไอทำ ว่าสามารถทำได้หรือไม่ ถ้าเรื่องนี้ถูกอธิบายความมาแล้วว่าเป็นเรื่องของอำนาจหน้าที่ มันก็ทำให้การทำงานมีความชัดเจนยิ่งขึ้น

เมื่อถามว่า ดีเอสไอมีความกังวลหรือไม่ที่ท่าทีของสมาชิกวุฒิสภาจะให้ความร่วมมือกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง แต่ถ้าเป็นดีเอสไอจะไม่ยินยอมให้ความร่วมมือ จะกระทบต่อคดีที่ดีเอสไอกำลังดำเนินการอยู่หรือไม่นั้น พ.ต.ต.วรณัน ระบุว่า มันมีกระบวนการตาม กฏหมายอยู่แล้ว

เมื่อถามถึงกรณีที่ นางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท สว.สำรอง ได้มีการยื่นคำร้องขอรับการคุ้มครองพยานจากดีเอสไอ เพราะอาจเกิดความไม่ปลอดภัยนั้น สำหรับกระบวน การคุ้มครองพยาน เป็นกระบวนการที่มีชั้นความลับ ดังนั้น รายละเอียดอาจไม่สามารถลงลึกได้ แต่ดีเอสไอมีกลไกในการคุ้มครองพยานอยู่ ส่วนจะต้องมีการกำชับพยานทุกครั้งที่สัมภาษณ์หรือไม่ เพราะอาจกระทบต่อสำนวน ตนมองว่าพอสมควร เพราะการสอบสวนเป็นเรื่องของพนักงานสอบสวน ส่วนพยานรู้เห็นข้อเท็จจริงส่วนไหนก็เป็นเรื่องที่เราก็ไปห้ามไม่ได้ เพราะเป็นสิทธิ์ของท่านที่จะต้องรับผิดชอบตัวเอง แต่ย้ำว่าในชั้นการสอบสวนของดีเอสไอ เราใช้การทำงานแบบมืออาชีพในการเก็บรวบรวมหลักฐานตาม ทั้งนี้ หากบุคคลใดได้รับการคุ้มครองพยานโดยดีเอสไอแล้ว แต่กลับยังถูกข่มขู่ คุกคาม รังควานจากบุคคลอื่นนั้น ปกติเรามีขั้นตอนคุ้มครองพยาน หากเห็นว่าพยานอยู่ในเงื่อนไขหรือหลักเกณฑ์ตามระเบียบที่สามารถจะคุ้มครองพยานได้ ก็มีทั้งมาตรการการคุ้มครองพยานทั่วไป และมาตรการการคุ้มครองพยานแบบพิเศษที่เข้มข้นขึ้น ซึ่งถ้าหากเข้าสู่กระบวนการคุ้มครองพยานแล้ว ในการปฎิบัติหน้าที่ก็จะมีกลไกที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นการส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปคุ้มครอง หรือการย้ายที่อยู่ให้พยาน ซึ่งมันมีหลายเงื่อนไข ดังนั้น ถ้าระหว่างการคุ้มครองพยานยังมีกลุ่มคนเข้าไปข้องเกี่ยวอยู่ เราก็จะใช้กฎหมายตามระเบียบคุ้มครองพยานดำเนินการทางคดี เพราะถือเป็นความผิดเฉพาะเรื่อง

‘อิ๊งค์’ชูร้านอาหารไทย ทูตวัฒนธรรมในต่างแดน ดัน Thai SELECT โปรโมทอาหารไทยทุกมุมโลก

'อิ๊งค์'ชูร้านอาหารไทย ทูตวัฒนธรรมในต่างแดน ดัน Thai SELECT โปรโมทอาหารไทยทุกมุมโลก

‘อิ๊งค์’ชูร้านอาหารไทย ทูตวัฒนธรรมในต่างแดน ดัน Thai SELECT โปรโมทอาหารไทยทุกมุมโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 19.26 น.

‘อิ๊งค์’ชูร้านอาหารไทย ทูตวัฒนธรรมในต่างแดน ผลักดัน Thai SELECT โปรโมทอาหารไทยทุกมุมโลก พร้อมพัฒนามาตรฐานระบบขนส่ง คงความสดใหม่สินค้า

เมื่อวันที่ 22 พ.ค.2568 น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ทวิตข้อความบน X ระบุว่า “อีกหนึ่ง ‘ทูตวัฒนธรรม’ ไทยในต่างแดน คือ ร้านอาหารค่ะ เพราะเมื่อคนต่างชาติเข้ามาที่ร้านอาหารไทย พวกเค้าไม่ได้รับประสบการณ์แค่อาหารที่อร่อยและรสชาติไทย แต่มีบรรยากาศโดยรอบและองค์ประกอบในร้านที่แสดงความเป็นไทย เช่น วิธีการรับประทานอาหาร, รูปแบบของจานอาหารไทย, เพลงไทยในร้านอาหาร, การจัดร้านที่แสดงความเป็นไทยในมิติต่างๆ 

‘Thai SELECT’ เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่รัฐบาลต้องการผลักดัน เมื่อเห็นตราสัญลักษณ์นี้ที่ไหนในทุกมุมโลก แปลว่านี่คือร้านอาหารไทย หรือผลิตภัณฑ์อาหารไทยสำเร็จรูปที่ให้บริการและจำหน่ายอาหารไทยรสชาติไทยแท้ ผ่านกระบวนการและขั้นตอนของการปรุงอาหารด้วยส่วนผสมตามตำรับอาหารไทยค่ะ 

วันนี้จึงได้มาร่วมกับทีม BOI และภาคเอกชนที่ทำตลาดสินค้า อาหาร และวัตถุดิบในตลาดยุโรปค่ะ และโดยเฉพาะการพัฒนาและเพิ่มศักยภาพของร้านอาหารไทย ให้ได้มาตรฐาน ‘Thai SELECT’ มากขึ้น

เรื่องที่หารือกันคือแนวทางในการขยายโอกาสทางการค้า การผลักดันขยายมูลค่าการค้าของสินค้าเกษตรและอาหารไทย รวมทั้งแนวทางความร่วมมือระหว่างกันอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อผลักดันให้เกิดการลงทุนกับสหราชอาณาจักรให้ขยายตัวอย่างเป็นรูปธรรม และเพื่อนำไปสู่พันธมิตรทางเศรษฐกิจที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นค่ะ

สิ่งที่ภาครัฐจะนำไปหารือกันและเร่งดำเนินการแก้ไข้เพื่อขยายกลไกการตลาด คือ การพัฒนากระบวนการขนส่งให้มีมาตรฐาน สามารถส่งสินค้าทางไกลแต่ยังคงความสดใหม่และคุณภาพของสินค้าได้ ,มาตรการทางภาษี รวมถึงโควต้าการนำเข้า และ เร่งเจรจา FTA Thai-UK เพื่อทำให้การค้าขายระหว่างประเทศเป็นไปอย่างดีมากขึ้นค่ะ”

‘สส.เดียร์’ยังเชื่อมั่น! ‘อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์’ไม่ใช่ผู้ทุจริต

‘สส.เดียร์’ยังเชื่อมั่น! 'อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์'ไม่ใช่ผู้ทุจริต

‘สส.เดียร์’ยังเชื่อมั่น! ‘อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์’ไม่ใช่ผู้ทุจริต

วันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 19.01 น.

“สส.เดียร์”โพสต์”โครงการที่ตั้งใจยกระดับคุณภาพชีวิตชาวนา กลับกลายเป็นภาระทางกฎหมายของผู้นำ” เชื่อ”อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์”ไม่ใช่ผู้ทุจริต

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2568 น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล สส.พรรคเพื่อไทย (พท.) ทวีตข้อความผ่าน X ระบุว่า “โครงการที่ตั้งใจยกระดับคุณภาพชีวิตชาวนา กลับกลายเป็นภาระทางกฎหมายของผู้นำ

แม้วันนี้ผลการตัดสินจะออกมาในทิศทางหนึ่ง แต่ความรู้สึกของคนจำนวนมากกลับเดินสวนไปในอีกทาง

เดียร์เชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจว่า นายกยิ่งลักษณ์ไม่ใช่ผู้ทุจริต แต่เป็นผู้นำที่ยืนหยัดทำนโยบายเพื่อคนตัวเล็ก มีเจตนาเดียวคือหวังให้พี่น้องชาวนาไทย มีชีวิตที่ดีขึ้น

ในวันนี้ ประชาชนพากันตั้งคำถามว่า ต้นเหตุแท้จริงคือกระบวนการตรวจสอบอันบิดเบี้ยวที่เกิดภายหลังการยึดอำนาจใช่หรือไม่ ที่ทำให้ผู้นำที่หวังช่วยชาวนา กลับต้องมารับผิดแทนระบบที่ไม่ปกติ

ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย และเวลาจะพิสูจน์ให้เห็นว่าใครยืนอยู่ข้างไหนในความจริงชุดนี้ แต่ที่แน่นอนที่สุด คือผู้นำที่มาจากประชาชนและยืนหยัดเพื่อประชาชน จะต้องได้รับความเป็นธรรมคืนมาในสักวันหนึ่งค่ะ”

‘ภูมิธรรม’เชื่อทนายเตรียมใช้หลักฐานใหม่สมัยนั่ง’พณ.’ระบายข้าว ต่อสู้คดียิ่งลักษณ์

'ภูมิธรรม'เชื่อทนายเตรียมใช้หลักฐานใหม่สมัยนั่ง'พณ.'ระบายข้าว ต่อสู้คดียิ่งลักษณ์

‘ภูมิธรรม’เชื่อทนายเตรียมใช้หลักฐานใหม่สมัยนั่ง’พณ.’ระบายข้าว ต่อสู้คดียิ่งลักษณ์

วันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.51 น.

‘ภูมิธรรม’เชื่อทนายเตรียมใช้หลักฐานใหม่สมัยนั่ง รมว.พาณิชย์ ระบายข้าวเป็นข้อต่อสู้คดียิ่งลักษณ์ ปัดโยงไม่เกี่ยวมิติการเมือง

เมื่อเวลา 16.50 น. วันที่ 22 พ.ค.2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ต้องชดใช้ค่าเสียหายส่วนระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) เป็นเงิน 10,028 ล้านบาท ว่า เข้าใจว่าเดิมศาลได้ตัดสินไป 30,000 กว่าล้านบาท ซึ่งการพิจารณาทำให้เห็นว่า มีประเด็นหรืออะไรที่ยังทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนได้ ซึ่งทำให้การพิจารณาลดทอนลงมาเหลือ 1 ใน 3 เท่ากับว่านี่เป็นดุลยพินิจของศาลที่ได้พิจารณา ซึ่งเราต้องเคารพ ซึ่งหน้าที่ของผู้ถูกกล่าวหามีหน้าที่ต้องทำความกระจ่างให้เกิดขึ้นในสิ่งที่ตัวเองคิดว่ายังไม่ได้รับความเป็นธรรม ขณะนี้แม้จะเป็นศาลฎีกาแล้วก็ตาม แต่ในการพิจารณาศาลยังไม่ได้วางกรอบระยะเวลา ฉะนั้นเป็นหน้าที่ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งยังสามารถพิสูจน์ทราบได้ เพราะครั้งนี้ยังมีอีกหลายเรื่องที่ไม่ได้นำมาประกอบการพิจารณา แต่เป็นการมองในแง่มุมเดียว 

นายภูมิธรรม กล่าวด้วยว่า ส่วนที่เป็นปัญหาที่ตนเคยทำงานไว้ ซึ่งขายข้าวได้ 200 กว่าล้านบาท ก็เป็นมาตรการหนึ่งที่พิสูจน์ให้เห็นว่าจริงๆวิธีคิดตั้งแต่แรกก็มีปัญหาในค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ซึ่งเข้าใจว่า ทนายความของผู้ถูกกล่าวหาได้ประกาศแล้วว่าจะขอยื่นให้พิจารณาหลักฐานใหม่เพิ่มเติม ก็คิดว่าการใช้มาตรฐานที่ตนได้ทำไปแล้วพิสูจน์ว่าข้าว 10 ปีก็ยังขายได้กิโลกรัมละ 18 บาท ไม่ใช่เอาไปขายแบบที่เคยเกิดขึ้นกิโลกรัมละ 5-6 บาท ข้อเท็จจริงตรงนี้ถ้ามีการพิสูจน์ทราบได้ชัดเจนมากขึ้น ตนคิดว่าคดีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ก็จะมีโอกาสได้ทบทวน และนำเอาวิธีคิดข้าวมาคิดใหม่ แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาล อาจจะเห็นว่าข้อมูลในการพิจารณาที่ตนได้ทำเป็นการคำนวณราคาข้าวที่เปลี่ยนแปลงไป และหากสามารถหาข้อเท็จจริงมาเปลี่ยนแปลงไปเช่นนั้น สามารถมาหักลบอะไรต่างๆได้ ถ้าศาลเห็นว่ามันเป็นหลักฐานใหม่ที่ควรค่าแก่การมาพิจารณาก็น่าจะมีการทบทวนเพิ่มมากขึ้น 

เมื่อถามว่า ตัวเลขกลมๆที่สามารถขายระบายข้าวไปได้เท่าไหร่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า จริงๆมันอยู่ที่ราคาข้าวทั้งหมด อย่างที่ตนขายกิโลกรัมละ 18-25 บาท มันขายได้เป็นหลายแสนล้านบาท ซึ่งหลายแสนล้านบาทในความเสียหายที่เกิดขึ้นจากตรงนี้มันห่างกันไม่เยอะ มันชดเชยได้อยู่แล้ว แต่อยู่ที่ว่าจะใช้ตัวเลขไหนคำนวณราคาข้าว ซึ่งข้าวที่นำมาขายมีหลายเกรด หลายราคา แต่ว่าเรามีข้อสงสัย และไม่เชื่อว่าราคาข้าวทั้งหมดที่ขาย เราเชื่อว่าเป็นข้าวดีทั้งนั้น ดังนั้นพอไปขายได้ราคา 5-6 บาทต่อกิโลกรัมมันต้องแย่จริงๆ มันต้องเน่ามาก แต่ถ้ามีการเก็บรักษาดีมันไม่มีปัญหาอยู่แล้ว ตนก็ไปพิสูจน์เป็นสมมุติฐานว่าตนไปดูข้าวล็อตสุดท้ายเป็นเวลานานที่สุดแล้ว ไปขายได้กิโลกรัมละ 18 บาท ฉะนั้นต้องเป็นข้อสงสัยได้ว่า แล้วทำไมข้าวที่ระยะเวลาสั้นกว่านั้นเกือบ 10 ปี ทำไมจึงขายได้ต่ำกว่าถึง 5-6 บาท มันเกิดอะไรขึ้น มันต้องพิสูจน์ทราบตรงนี้ ถ้าพิสูจน์ทราบตรงนี้ชัดเจนขึ้น ตนว่าเป็นโอกาสที่ศาลจะใช้ดุลยพินิจในการพิจารณาความเสียหายที่เกิดขึ้น ตนพูดในมุมมองว่ามันอาจจะเป็นหลักฐานใหม่ ซึ่งจะมีผลของการเปลี่ยนแปลงตัวราคาด้วย ทั้งนี้ไม่ได้ไปล่วงละเมิดการตัดสินของศาล

”ไม่เคยมีใครเคยไปรู้ว่าข้าวเน่าแบบนั้นจริงหรือไม่ โกดังถูกปิดตาย เข้าใจว่าสื่อมวลชนจะขอเข้าไปตรวจก็ยังไม่ได้ตรวจเลย ตรงนี้ก็อาจจะเป็นข้อที่มีประโยชน์ต่อผู้ถูกกล่าวหาว่าผู้ถูกกล่าวหาเชื่อว่ามันไม่ได้เน่า และยังเอาประสบการณ์ตัวอย่างของผมมาบอกได้ว่า ขนาดผมมาถึงสุดท้าย 10 ปีแล้วผมยังขายได้ 18 บาท แล้วตอนปีแรก สองปีแรกมันไม่มีประจักษ์พยานที่ชัดเจนว่าวันนั้นเข้าไปพิสูจน์ดู สมมุติวันนั้นถ้าไปทำแบบที่ผมทำแล้วบอกมันเน่าก็เท่านี้เอง แต่ว่ามันยังมีข้อสงสัย” นายภูมิธรรม กล่าว

เมื่อถามว่า การต่อสู้จะมีการขอใบเสร็จการระบายข้าวตามที่นายภูมิธรรมระบุได้หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า เป็นเรื่องของทนายว่าเขาจะสู้ประเด็นข้อกฎหมายอะไร ก็ต้องหาหลักฐานนั้นมา

เมื่อถามว่า ในมิติการเมืองถือเป็นสัญญานที่ไม่ค่อยดีจะส่งผลไปถึงวันที่ 13 มิ.ย.ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนัดไต่ส่วนนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ในการรักษาตัวชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า เครียดไปๆ ไปดูเป็นมิติการเมืองเรื่อย มันเป็นเรื่องการขายข้าว และการทำให้ถูกกฎหมาย อย่าไปมองเป็นมิติการเมือง มันไม่ได้ไปทางนั้น 

ย้อนทรัพย์สิน’ยิ่งลักษณ์’ หลังศาลสั่งชดใช้’จำนำข้าว’หมื่นล้าน

ย้อนทรัพย์สิน'ยิ่งลักษณ์' หลังศาลสั่งชดใช้'จำนำข้าว'หมื่นล้าน

ย้อนทรัพย์สิน’ยิ่งลักษณ์’ หลังศาลสั่งชดใช้’จำนำข้าว’หมื่นล้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.01 น.

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2568 สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) ได้เผยแพร่บทความเรื่อง “มี 610 ล.? ย้อนทรัพย์สิน ‘ยิ่งลักษณ์’ ก่อนชดใช้จำนำข้าวหมื่นล.-ยึดอายัดไปแล้ว 30 รายการ” มีเนื้อหาดังนี้

“…ตั้งแต่เดือน ก.ค.2560 เป็นต้นมา กรมบังคับคดีได้ยึดอายัดทรัพย์สินของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ รวมกว่า 30 รายการ มีบ้านและที่ดินทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ประมาณสิบแปลง ห้องชุด และอายัดบัญชีเงินฝากประมาณ 12 – 13 บัญชี มีเงินหลักล้านบาท โดยบ้านที่ซอยนวมินทร์ 111 ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ถือว่าเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่ามากที่สุดในบรรดาทรัพย์สินตามบัญชีทรัพย์สินฯ ที่ยื่นไว้ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ระบุว่า มีราคา 110 ล้านบาท…”

นับเป็นอีกช่วง ‘วิบากกรรม’ ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อย่างแท้จริง!

คือ ประโยคขึ้นต้นรายงานพิเศษ เรื่อง ขุดข้อมูลรายจ่าย-เงินฝาก‘ยิ่งลักษณ์’ พ้นเก้าอี้นายกฯ 1 ปีเทียบแจงศาล ปค.มีเท่าไหร่ ของ สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) ที่เคยนำเสนอไว้เมื่อปี 2560 ภายหลังศาลปกครองกลางมีมติเสียงข้างมากยกคำร้องของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กรณีขอให้ทุเลาการบังคับอายัดทรัพย์สินมูลค่ากว่า 3.5 หมื่นล้านบาท ที่ถูกกระทรวงการคลังเรียกเก็บให้ชดใช้ค่าเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว ปัจจุบันเรื่องอยู่ระหว่างกรมบังคับคดี เตรียมพิจารณาอายัดทรัพย์สินอยู่

ล่าสุด เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2568 ผ่านมาประมาณ 8 ปี ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชดใช้ค่าเสียหาย 10,028 ล้านบาท ซึ่งเป็นร้อยละ 50 ของความเสียหายที่เกิดขึ้นในขั้นตอนการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ในฐานะที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ต้องชดใช้ค่าเสียหายส่วนระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ

โดยศาลปกครองสูงสุด เห็นว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวฯ ไม่ได้ติดตามการระบายอย่างเต็มความสามารถและใกล้ชิด และเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการ กขค.เพียงครั้งเดียว และตลอดการดำเนินโครงการมีหนังสือทักท้วง และมีข้อเสนอแนะจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินว่าโครงการมีการทุจริต ขอให้ยกเลิกโครงการดังกล่าว แต่ก็ยังดำเนินโครงการต่อพฤติการณ์ดังกล่าว จึงเห็นได้ว่ายังคงละเว้นเพิกเฉย ไม่ติดตามให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรายงานผลความเสียหายให้ทราบ เพื่อป้องกันปัญหา ซึ่งโดยวิสัยของผู้ฟ้องคดีที่ 1 เมื่อได้รับทราบว่ามีความเสียหายเกิดขึ้นก็ควรติดตามตรวจสอบอย่างใกล้ชิด แต่ไม่ได้ดำเนินการจนทำให้เกิดเหตุทุจริตส่งผลให้การระบายข้าวไม่ทัน ต้องนำมาเก็บไว้และเกิดการเน่าเสีย พฤติการณ์ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จึงเป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ที่ต้องรับผิดทางละเมิดต่อกระทรวงการคลัง

ส่งผลทำให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จำต้องชดใช้ค่าเสียหาย 10,028 ล้านบาท แน่นอนแล้ว

ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลยืนยันเป็นทางการว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีทรัพย์สินอยู่เป็นจำนวนเท่าไหร่ เพียงพอที่จะชดใช้ค่าเสียหาย 10,028 ล้านบาท หรือไม่

แต่ในช่วงปี 2560 สำนักข่าวอิศรา เคยนำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับทรัพย์สินของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไปแล้วว่า ข้อมูลทรัพย์สินของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่ยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 7 พ.ค.2558 เทียบกับข้อมูลที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชี้แจงต่อศาลปกครองกลาง สรุปได้ดังนี้

@ ช่วงพ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครบ 1 ปี เมื่อปี 2558

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ระบุว่า มีทรัพย์สิน 610,843,436 บาท เป็นเงินสด 14,298,120 บาท เงินฝาก 24,908,420 บาท เงินลงทุน 115,531,804 บาท เงินให้กู้ยืม 108,301,369 บาท ที่ดิน 117,186,350 บาท สิ่งปลูกสร้าง 162,368,182 บาท รถยนต์ 21,990,000 บาท สิทธิและสัมปทาน (กรมธรรม์ประกันชีวิต) 596,189 บาท ทรัพย์สินอื่น (เครื่องประดับ) 45,690,000 บาท

ส่วน นายอนุสรณ์ อมรฉัตร สามีนอกสมรส มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 76,633,895 บาท และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ มีทรัพย์สิน 1,535,795 บาท

น.ส.ยิ่งลักษณ์ แจ้งรายได้รวมต่อปี 9,512,548 บาท เป็นค่าเช่า 888,000 บาท ดอกเบี้ย 2.3 ล้านบาท เงินปันผล 4 ล้านบาท ได้เงินคืนจากการชำระหนี้ของบริษัท แอ็ด อินเด็กซ์ จำกัด บางส่วน 2 ล้านบาท ได้เงินทุนเลี้ยงชีพจากกองทุนผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ระหว่าง ธ.ค. 2556-มี.ค. 2558 เป็นเงิน 324,548 บาท

มีรายจ่ายรวมต่อปี 3,920,000 บาท เป็นค่าใช้จ่ายอุปโภคบริโภค 3.6 ล้านบาท ค่าเบี้ยประกัน 3.2 แสนบาท

ขณะที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชี้แจงต่อศาลปกครองช่วงต้นปี 2560 ชี้แจงว่า มีรายจ่ายต่อเดือน 2,650,000 บาท เป็นค่าใช้จ่ายในครัวเรือน 1 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายทางการศึกษาของบุตร 2 แสนบาท ค่าที่ปรึกษาทางกฎหมาย และค่าดำเนินคดี 2 แสนบาท ค่าใช้จ่ายส่วนตัว 8 แสนบาท และค่าใช้จ่ายเพื่อช่วยเหลือ เยี่ยมเยือนประชาชน 4.5 แสนบาท

น่าสังเกตว่า รายจ่ายต่อเดือนของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ช่วงต้นปี 2560 สูงมากเกือบเทียบเท่ารายจ่ายต่อปีในปี 2558 เลยทีเดียว?

นอกจากนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ระบุว่าปัจจุบันมีรายได้จากดอกเบี้ย และเงินฝากในบัญชีธนาคารเท่านั้น พร้อมแนบสำเนาบัญชีเงินฝากของธนาคาร 4 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ สาขาซอยอารี 4 บัญชี ธนาคารกรุงเทพ สาขาศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติอาคาร A รวม 9 บัญชี ธนาคารกสิกรไทย รวม 4 บัญชี และธนาคารยูโอบี สาขาวิภาวดีรังสิต 9 รวม 2 บัญชี

เมื่อย้อนกลับไปดูในบัญชีเงินฝากของธนาคารเหล่านั้น ในช่วงยื่นบัญชีทรัพย์สินเมื่อปี 2558 พบว่า ธนาคารกรุงเทพ สาขาซอยอารี มีทั้งหมด 6 บัญชี แต่ตามที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ระบุล่าสุด พบว่า มีแค่ 3 บัญชีที่แจ้งในบัญชีทรัพย์สินช่วงนั้น

โดยบัญชีเลขที่ 127-X-XXXXX-3 มีเงินฝากประมาณ 45 ล้านบาท โดยหมายเหตุแจ้ง ป.ป.ช.ว่า ไม่มีเงินฝากของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ แต่เป็นเงินที่ครอบครองในส่วนที่เหลือของการขายหุ้นชินคอร์ปฯ ตามข้อเท็จจริงในการไต่สวนของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง วินิจฉัยว่า นายทักษิณ ชินวัตร (อดีตนายกรัฐมนตรี พี่ชาย น.ส.ยิ่งลักษณ์) ยังคงถือไว้ซึ่งหุ้นชินคอร์ปฯ จำนวนที่ขายให้กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไปแล้วอยู่ และเคยแจ้งข้อเท็จจริงในการครอบครองไว้แล้วประมาณ 77 ล้านบาท และระหว่างวันที่ 22 มิ.ย.2555 – 6 พ.ค.2558 ได้ยืมเงินฝากในบัญชีดังกล่าวส่วนของนายทักษิณ รวม 33,070,803 บาท ซึ่งนายทักษิณได้อนุญาตให้ยืมเงินดังกล่าวได้โดยไม่คิดดอกเบี้ย

บัญชีเลขที่ 127-X-XXXXX-2 มีวงเงิน 59,463 บาท ส่วนบัญชีเลขที่ 127-X-XXXXX-9 มีวงเงิน 15,562,161 บาท โดยหมายเหตุแจ้ง ป.ป.ช.ว่า เป็นบัญชีใหม่รับโอนเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพกลุ่มบริษัทเอสซี แอสเสท ซึ่งจดทะเบียนแล้ว ส่วนบัญชีเลขที่ 127-X-XXXXX-9 ไม่มีปรากฏในบัญชีทรัพย์สินแต่อย่างใด ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ เปิดบัญชีเพิ่มเติมภายหลัง

ธนาคารกสิกรไทย 4 บัญชี มีวงเงินรวม 4,879,040 บาท โดยมีบัญชีเลขที่ 799-X-XXXXX-2 หมายเหตุแจ้ง ป.ป.ช.ว่า มีเงินจำนวน 3,381,345 บาท ที่ได้รับจากการปันผลหลักทรัพย์หุ้น บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

ธนาคารยูโอบี สาขาวิภาวดีรังสิต 2 บัญชี มีวงเงินรวม 1,741,154 บาท ส่วนธนาคารกรุงเทพ สาขาศูนย์ราชการฯ รวม 9 บัญชี ที่แจ้งต่อศาลปกครองนั้น ไม่ปรากฏในบัญชีทรัพย์สินแต่อย่างใด อาจเป็นไปได้ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ เปิดบัญชีเพิ่มเติมภายหลัง

ส่วนที่ดิน 2 แปลง ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ แจ้งต่อศาลปกครอง คือ ที่ดินใช้ปลูกสร้างบ้านเลขที่ 38/9 ซอยนวมินทร์ 111 แขวงนวมินทร์ เขตบึงกุ่ม กทม. (ในบัญชีทรัพย์สินระบุด้วยว่า พร้อมสนามฟุตบอล) รวมมูลค่าที่แจ้งในบัญชีทรัพย์ศินที่ดิน 2 แปลง และบ้านหลังดังกล่าวทั้งสิ้น 134 ล้านบาท (เฉพาะบ้าน 110 ล้านบาท)

จากข้อมูลดังกล่าว ถ้าทรัพย์สินของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่หลบหนีคดีปล่อยปละละเลยให้เกิดความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว ที่ศาลฎีกาฯ พิพากษาโทษจำคุก 5 ปี ไปอยู่ต่างประเทศ นับตั้งแต่ปี 2560 จนถึงปัจจุบัน 2568 ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เท่ากับว่ามีทรัพย์สินมูลค่า ประมาณ 610 ล้านบาท เทียบกันไม่ได้เลยกับค่าความเสียหายที่ต้องชดใช้ในโครงการรับจำนำข้าว ที่ถูกเรียกเก็บ

@ กรมบังคับคดีทยอยยึดอายัดตั้งแต่ปี 60 รวมกว่า 30 รายการ

ขณะที่มีรายงานข่าวว่า ตั้งแต่เดือน ก.ค.2560 เป็นต้นมา กรมบังคับคดีได้ยึดอายัดทรัพย์สินของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ รวมกว่า 30 รายการ มีบ้านและที่ดินทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ประมาณสิบแปลง ห้องชุด และอายัดบัญชีเงินฝากประมาณ 12 – 13 บัญชี มีเงินหลักล้านบาท

โดยบ้านที่ซอยนวมินทร์ 111 ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ถือว่าเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่ามากที่สุดในบรรดาทรัพย์สินตามบัญชีทรัพย์สินฯ ที่ยื่นไว้ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.ระบุว่า มีราคา 110 ล้านบาท

แต่ทรัพย์สินที่กรมบังคับคดีดำเนินการยึด อายัดไว้ ยังไม่มีการนำทรัพย์สินดังกล่าวขายทอดตลาด แม้ว่าตามคำสั่งของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ให้กรมบังคับคดีมีอำนาจดำเนินการบังคับทางปกครอง ยึดทรัพย์ผู้ต้องรับผิดชอบ ในโครงการรับจำนำข้าวนั้น กรมบังคับคดีสามารถดำเนินการเอาทรัพย์สินออกขาย ทอดตลาดได้เลยก็ตาม

ขณะที่ ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 16 ธ.ค.2562 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เคยโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Yingluck Shinawatra ระบุถึงกรณีทรัพย์สินที่ถูกกรมบังคับคดียึดจากคดีไม่ระงับยับยั้งความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว ระบุว่า หลายคนคงคิดว่าช่วงนี้ทำไมเงียบหายไป ยังมีความสุขดีอยู่มั้ย บางครั้งการพยายามไม่คิดมาก ทำใจให้สงบ มีความสุขก็ทำให้รู้สึกดีขึ้นในสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป แต่ความสุขเหล่านั้นก็อยู่บนความสุขที่หน้าชื่นอกตรม เพราะนอกจากตัวเองจะต้องพลัดพรากจากลูก จากครอบครัวและจากพี่น้องประชาชนมาอยู่ต่างแดนแล้วยังต้องสูญเสียบ้าน ทรัพย์สิน บัญชีธนาคาร รวมถึงทรัพย์สมบัติส่วนตัวที่ตนเองหามาตั้งแต่ครั้งยังไม่ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจนมาเป็นนายกรัฐมนตรี และสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ตอบแทน ต้องสูญเสียบ้านที่ถูกยึด และขณะนี้ทรัพย์สินของก็กำลังถูกกรมบังคับคดีประมูลชิ้นต่อชิ้น ตนใช้ข้อต่อสู้ทางกฎหมายทุกรูปแบบแล้วแต่ก็ไม่สามารถจะหยุดยั้งได้ เพราะนายกรัฐมนตรีชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 (ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2557) ตั้งแต่เมื่อครั้งที่ยึดอำนาจ และจนถึงปัจจุบันมาตรา 44 ก็ยังคุ้มครองเจ้าหน้าที่อยู่ ทุกคนจึงเร่งดำเนินการกับคดีตนโดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย เพราะจริงๆ แล้วคดีต้องรอคำพิพากษาศาลปกครองที่ถึงที่สุดว่าตนแพ้คดีก่อนจึงจะสามารถนำทรัพย์เหล่านั้นมาขายทอดตลาดได้ เป็นการถูกกระทำที่ไม่เหมือนใครในประวัติศาสตร์ ซึ่งการนำเอาข้ออ้างของมาตรา 44 มาอยู่เหนือคำพิพากษาของศาลนอกจากไม่ควรจะเกิดขึ้นกับใครแล้ว ยังไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ผลกระทบของการใช้ มาตรา 44 ให้มีอำนาจเหนือรัฏฐาธิปัตย์ถือเป็นการทำลายสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยอีกด้วย

“วันนี้ดิฉันเองจึงอยากจะขออนุญาตเล่าความในใจว่า ดิฉันเองจะต้องต่อสู้เรื่องของการถูกประมูลทรัพย์สินทุกชิ้นที่หามาด้วยน้ำพักน้ำแรง มันเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจนัก แม้กระทั่งทรัพย์สมบัติที่พ่อแม่ให้มา ดิฉันก็ไม่สามารถที่จะปกป้องเอาไว้ได้ ดิฉันต้องอดทนต่อความเจ็บปวดและสะเทือนใจทุกครั้งที่รับทราบว่าทรัพย์ถูกทยอยขายไปทีละชิ้น ทีละชิ้น บางครั้งดิฉันก็ต้องปลอบใจตัวเองและบอกกับตัวเองว่า หากเรายังเศร้าและจมปลักอยู่กับอดีตเราก็จะไม่มีความสุข เรายังต้องมีภาระและดูแลอีกหลายชีวิตที่เขาฝากความหวังไว้กับเรา” น.ส.ยิ่งลักษณ์ ระบุ

น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวด้วยว่า ตนต้องพยายามยืนและมองไปข้างหน้าโดยมองอดีตเป็นประสบการณ์ และคนเราควรจะอยู่เพื่อวันนี้และเพื่ออนาคต ไม่เอาอดีตมาทำให้เราไม่สามารถจะหลุดพ้นหรือเดินไปข้างหน้าไม่ได้ เพราะวันนี้พยายามที่จะบอกว่าอยู่กับปัจจุบันและอยู่กับอนาคต เราจะต้องเข้มแข็งและสู้ต่อไป แต่สิ่งหนึ่งในอดีตที่ดิฉันไม่เคยลืมก็คือความไว้วางใจที่พี่น้องประชาชนมีต่อดิฉันโดยเสมอมา #ม.44กฎหมายเลือกข้าง #กฎหมายเลือกข้าง

ณ วันนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จำต้องชดใช้ค่าเสียหาย 10,028 ล้านบาท อย่างแน่นอนแล้ว หลังศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาชี้ขาดแล้ว

มีโทษจำคุกติดตัว 5 ปี แถมยังต้องชดใช้เงินอีกหมื่นล้านบาท นับเป็นชะตากรรมที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง

ส่วนประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามดูกันต่อไป กระบวนการไล่ล่าทรัพย์สินของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีความรวดเร็ว มากขึ้นหรือไม่ ถ้า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่สามารถชดใช้เงินได้ครบถ้วน จะเกิดอะไรขึ้น

เหล่านี้ ล้วนแล้วแต่เป็นประเด็นสำคัญ ที่ต้องจับตาดูกันต่อไป แบบห้ามกะพริบตาโดยเด็ดขาด

ขอบคุณที่มาจาก : https://www.isranews.org/article/isranews/138177-invesnews-30.html

“ยิ่งลักษณ์”ครวญ! ไล่ไทม์ไลน์”จำนำข้าว” ลั่นไม่ใช่จำเลย ชดใช้”หมื่นล้าน”ทั้งชีวิตไม่มีวันหมด

ขณะที่ล่าสุด วันนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Yingluck Shinawatra ในทันที หลังศาลปกครองสูงสุดพิพากษาให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน กรณีปล่อยให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวเป็นเงิน 10,028 ล้านบาท (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ประมาทเลินเล่อร้ายแรง! เปิดเหตุผลศาลปค.สูงสุดสั่ง‘ยิ่งลักษณ์’ชดใช้หมื่นล้านเซ่นจีทูจีข้าว) ระบุว่า… เรียน พี่น้องประชาชนที่เคารพ

วันที่ 22 พฤษภาคมปีนี้ เป็นวันครบรอบ 11 ปี รัฐประหาร ซึ่งถือเป็นการยึดอำนาจอธิปไตยของประชาชนทั้งประเทศ และเป็นวันที่ศาลปกครองสูงสุด อ่านคำวินิจฉัยให้ดิฉันต้องชดใช้หนี้กว่า 10,000 ล้านบาท จากคดีระบายข้าว ทั้งที่ดิฉันไม่ได้เป็นจำเลยในคดีนี้ และศาลปกครองกลางได้เคยวินิจฉัยว่าดิฉันไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายในกรณีดังกล่าวมาแล้ว

จากคำตัดสินของศาลปกครองสูงสุดในวันนี้ ทำให้ดิฉันต้องชดใช้หนี้ที่ตัวเองไม่ได้ก่อ ความเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารที่ต้องมารับภาระหนี้ที่เกิดจากการระบายข้าวของฝ่ายปฏิบัติ โดยที่ตัวเองไม่ได้เกี่ยวข้องกับกระบวนการเหล่านั้นแต่อย่างใด และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก็พิพากษาในคดีของดิฉันว่า ปล่อยปละละเลยในการบริหารโครงการรับจำนำข้าวเท่านั้น

นโยบายรับจำนำข้าว เป็นนโยบายของพรรคเพื่อไทย และเป็นนโยบายที่คณะรัฐมนตรีแถลงต่อรัฐสภา ซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดให้ต้องปฏิบัติ มีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศจากฐานราก ผ่านการจับจ่ายใช้สอยของครอบครัวชาวนา กว่า 20 ล้านคน มีเจตนาช่วยเหลือให้พี่น้องชาวนาได้ลืมตาอ้าปาก สามารถยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น

รัฐบาลของดิฉันมีความตั้งใจที่จะช่วยเหลือชาวนาที่อยู่อย่างยากจนแร้นแค้น ให้ขายผลผลิตได้ในราคาสูง มีกิน มีใช้ มีเงินเหลือส่งลูกหลานเรียนหนังสือจนจบ ซึ่งที่ผ่านมามีครอบครัวชาวนาได้ประโยชน์จากโครงการดังกล่าวเป็นจำนวนมาก แต่หากการดำเนินนโยบายแบบนี้ กลับถูกกล่าวหาว่าทำให้เกิดความเสียหาย ต่อไปใครจะกล้าคิดนโยบายเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่เข้าไม่ถึงโอกาสทางเศรษฐกิจได้อีก

ดิฉันไม่มีเจตนาจะทำให้โครงการเสียหาย การดำเนินโครงการแต่ละขั้นตอน เกี่ยวข้องกับหน่วยงานและบุคลากรหลายฝ่าย มีลำดับขั้นการบังคับบัญชาตามระบบราชการ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่หัวหน้าฝ่ายบริหารจะไปก้าวก่ายแทรกแซงในรายละเอียดได้ แต่ดิฉันกลับต้องรับผิดชอบกับความเสียหายเพียงลำพัง หากจะบอกว่าสิ่งนี้คือความเป็นธรรม ก็เป็นเรื่องยากเย็นอย่างยิ่งที่ดิฉันจะเข้าใจและยอมรับได้

หนี้ 10,000 ล้านบาท ชดใช้ทั้งชีวิต ยังไงก็ไม่มีวันหมดค่ะ การทุ่มเททำงาน แบกรับแรงเสียดทานทั้งทางการเมืองและอีกหลายรูปแบบ เพื่อค้ำยันราคาข้าวให้สูงและมีเสถียรภาพ เพื่อพี่น้องชาวนาได้มีชีวิตที่ดีกว่า พลิกผืนนาเป็นพื้นที่แห่งโอกาสของครอบครัว กลับมีบทสรุปที่เจ็บปวดที่สุดสำหรับดิฉัน

โครงการรับจำนำข้าวเป็นการกระทำทางการบริหารร่วมกันเป็นคณะกรรมการ การตัดสินให้ดิฉันในฐานะนายกรัฐมนตรี ต้องชดใช้ค่าเสียหาย ยังมีคำถามว่ามีอยู่จริงหรือไม่ เพราะหลังรัฐประหารก็มีข่าวว่ารัฐบาลเวลานั้นเอาข้าวดีไปขายเป็นข้าวเน่า

ข้าวที่เหลือในโกดัง 18.9 ล้านตัน ถูกขายในราคาต่ำกว่าที่ควรจะได้รับ คิดเป็นมูลค่าส่วนต่างนับ 100,000 ล้านบาท แต่ไม่ปรากฏความคืบหน้าของการตรวจสอบ และหาคนรับผิดชอบไม่ได้จนปัจจุบัน

ตลอดเวลา 11 ปี นับตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 สิ่งที่ดิฉันจำต้องพบเจอซ้ำแล้วซ้ำเล่าคือ ยึดอำนาจ ยัดคดี อายัดทรัพย์ และเอาเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องมาบังคับให้ใช้หนี้

ความรู้สึกแบบนี้ไม่เกิดขึ้นกับตัวเองก็คงไม่มีใครรู้ แต่ถึงกระนั้นดิฉันก็จะเรียกร้องต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมในชีวิต จนถึงที่สุดตามกฎหมายที่พึงกระทำได้

ถ้านายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง ยังไม่อาจเข้าถึงความยุติธรรมที่แท้จริง ก็ไม่มีหลักประกันใดๆ สำหรับประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยเช่นกันค่ะ

ดิ้นช่วย‘ยิ่งลักษณ์’! ทนายเปิดชุดหลักฐานใหม่ ตั้งข้อสังเกตสั่งชดใช้หมื่นล้าน‘เกินคำขอ’หรือไม่

ดิ้นช่วย‘ยิ่งลักษณ์’! ทนายเปิดชุดหลักฐานใหม่ ตั้งข้อสังเกตสั่งชดใช้หมื่นล้าน‘เกินคำขอ’หรือไม่

ดิ้นช่วย‘ยิ่งลักษณ์’! ทนายเปิดชุดหลักฐานใหม่ ตั้งข้อสังเกตสั่งชดใช้หมื่นล้าน‘เกินคำขอ’หรือไม่

วันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 17.44 น.

‘ทนายนรวิชญ์’โพสต์เฟซบุ๊ก หลังศาลปกครองสูงสุดสั่ง‘ยิ่งลักษณ์’ชดใช้ 10,028 ล้านบาท ฐานประมาทเลินเล่อร้ายแรง ไม่ตรวจสอบทุจริตขายข้าว‘จีทูจี’ วอนทุกฝ่ายให้ยุติการใส่ร้าย นำมาโจมตีกัน

22 พ.ค.68 นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Norrawit Larlaeng (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ประมาทเลินเล่อร้ายแรง! เปิดเหตุผลศาลปค.สูงสุดสั่ง‘ยิ่งลักษณ์’ชดใช้หมื่นล้านเซ่นจีทูจีข้าว) ระบุว่า…

จากคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด เปรียบเทียบกับคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง สิ่งที่เหมือนกัน คือ

“ตามคำสั่งของกระทรวงการคลังที่ ๑๓๕๑/๒๕๕๙ ลงวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๙ ที่มีคำสั่งให้ท่านนายกยิ่งลักษณ์ รับผิดในอัตราร้อยละ ๒๐ ของเงินจำนวน ๑๗๘,๕๘๖,๓๖๕,๑๔๐ คิดเป็นเงินจำนวน  ๓๕,๗๑๗,๒๗๓.๗๑๕.๒๓ บาท อ้างว่า เป็นความเสียหาย จากผลการขาดทุนในการดำเนินการ โครงการรับจำนำข้าว ปีการผลิต   ๒๕๕๕/๕๖ และ ๒๕๕๖/๕๗  บาท นั้น

ในส่วนนี้ทั้งสองศาลเห็นตรงกันว่า “ ท่านนายกยิ่งลักษณ์ในฐานะนายกรัฐมนตรี และประธาน กขช. ยังไม่ถึงขนาดที่จะเป็นการจงใจ หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จึงไม่ต้องรับผิด ตามพ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิด พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๑๐ ประกอบมาตรา ๘ ”

ในส่วนที่แตกต่าง และเพิ่มเข้ามา คือในส่วนของศาลปกครองสูงสุดที่ให้ท่านนายกยิ่งลักษณ์ ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน  จำนวน ๑๐,๐๐๐  กว่าล้านบาท ซึ่งระบุว่า  เป็นความเสียหายที่เกิดจาก การทุจริตในขั้นตอน “ของการระบายข้าวแบบ รัฐต่อรัฐ (G TO G )

๑. ในขั้นตอนการระบายข้าว นั้น จะเห็นได้ว่า อยู่ในส่วนขั้นตอนของฝ่ายปฏิบัติ ซึ่งอยู่ในความดูแลและรับผิดชอบของคณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในขณะนั้น เป็นประธานอนุกรรมการฯ

๒.ในคดีอาญาเกี่ยวกับคดีทุจริตในขั้นตอนการระบายข้าว  แบบรัฐต่อรัฐ(   G TO G  ) ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางเมือง นั้น จะเห็นได้ว่า ท่านนายกยิ่งลักษณ์ ไม่ได้ถูกฟ้องให้เป็นจำเลยในคดีดังกล่าวด้วย

๓. ส่วนตามคำสั่งของกระทรวงการคลัง ที่ ๑๓๕๑/๒๕๕๙ ลงวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๙  ที่ให้ท่านนายกยิ่งลักษณ์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน โครงการรับจำนำ ปีการผลิต  ๒๕๕๕/๕๖ และ ๒๕๕๖/๕๗ ในอัตราร้อยละ ๒๐ ของ จำนวน ๑๗๘,๕๘๖,๓๖๕,๑๔๐ บาท  นั้น ไม่ได้นำข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทุจริตในขั้นตอนการระบายข้าวด้วยวิธีขายแบบรัฐต่อรัฐ   (หรือG to G) มาเป็นฐานในการออกคำสั่ง ให้ท่านนายกยิ่งลักษณ์ รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

ด้วยความเคารพต่อคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด 

ในฐานะทนายความ จึงมีข้อสังเกตว่าคำพิพากษาในส่วนนี้ ที่พิพากษาให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนั้น เป็นการพิพากษาที่เกินคำขอหรือไม่

ที่ว่า “เกินคำขอหรือไม่”  นั้น

ด้วยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทุจริตในขั้นตอนการระบายข้าวด้วยวิธีขายแบบรัฐต่อรัฐ (หรือG to G) นั้น มิได้ปรากฏเป็นฐานในการออกคำสั่ง ของกระทรวงการคลัง ตามคำสั่งกระทรวงการคลัง ที่ ๑๓๕๑/๒๕๕๙ ลงวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๙ ให้ท่านนายกยิ่งลักษณ์ รับผิด

แต่ข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นภายหลังที่มีการออกคำสั่งของกระทรวงการคลังแล้ว

อย่างไรก็ดี แม้ว่าศาลปกครองสูงสุดจะมีคำพิพากษา  ให้ท่านนายกยิ่งลักษณ์ ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เป็นเงิน จำนวน หมื่นกว่าล้านบาท ก็ตาม

แต่หากพิจารณาตามคำสั่งที่ ๑๓๕๑/๒๕๕๙ ลงวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๙  ที่ให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนนั้น ได้ระบุไว้ว่า “ หากทางราชการมีการระบายข้าวได้ ในราคาที่สูงกว่าราคาที่คณะอนุกรรมการปิดบัญชีในโครงการรับจำนำข้าว  นำมาคำนวณเป็นมูลค่าคงเหลือ   ณ วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗  ให้นำมาหักคืนให้แก่ ท่านนายกยิ่งลักษณ์ ได้

เป็นที่ทราบกันดี ณ วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ซึ่งเป็นวันที่มีการรัฐประหาร  มีข้าวคงเหลือในคลังหรือโกดัง ประมาณ  ๑๘.๙ ล้านตัน  หากขายข้าวในราคาตลาดตามปกติ จะได้ราคา ไม่ต่ำกว่ากิโลกรัม  ๒๕ บาท

ฉะนั้น ข้าว ๑๘.๙  ล้านตัน หากขายได้ในราคา กิโลกรัมละ ๒๕ บาท จะเป็นเงินไม่ต่ำกว่า  ๒๕๐,๐๐๐  ล้านบาท ซึ่งหากนำมาหักทอน กับค่าสินไหมทดแทนจำนวน ๑๐,๐๐๐กว่าล้านบาท ตามคำพิพากษา ท่านนายกยิ่งลักษณ์ ฯ ไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนนี้

แต่น่าเสียดายในรัฐบาลยุคก่อน ในช่วงปี ๒๕๕๘ -๒๕๖๒ ได้นำข้าวดีไปจัดเกรดเป็น  A, B ,C   ขายข้าวดี เป็นข้าวเน่า ขายกิโลกรัมละ  ๓ บาท ๕ บาทเท่านั้น ซึ่งแตกต่างจากเมื่อไม่นานมานี้ ท่านภูมิธรรมฯ รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ ได้ขายข้าวที่เก็บไว้ในโกดัง  ที่จังหวัด สุรินทร์ แม้จะเป็นข้าวที่เก็บมาเป็นเวลา  ๑๐ ปี แล้วก็ตาม แต่ก็ยังสามารถ ขายได้ในราคากิโลกรัมละ ๑๘ บาท 

ปัจจุบัน ทราบว่า ข้าว ๑๘.๙  ล้านตันนั้น ได้มีการขายข้าว เสร็จสิ้นแล้ว ได้เงินประมาณ  ๑๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ทีมทนายพยายามที่จะนำข้อเท็จจริงนี้เข้าสู่สำนวนในคดีนี้ แต่ไม่สามารถนำเข้าได้ เนื่องจาก ศาลปกครองสูงสุดได้กำหนดวันสิ้นสุดการแสวงหาข้อเท็จจริงแล้ว ซึ่งคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดจึงไม่มีข้อเท็จจริงในส่วนนี้

การขายข้าว ๑๘.๙  ล้านตันนั้น เป็นหลักฐานใหม่ ที่จะนำไปสู่การขอให้ศาลปกครองพิจารณาพิพากษาคดี หรือมีคำสั่งชี้ขาดใหม่ได้ ภายใน ๙๐ วัน ตามมาตรา ๗๕ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

พยานหลักฐานใหม่นี้ ยังไม่ได้นำเข้าสู่การพิจารณาพิพากษาในคดีนี้ เนื่องจากเป็นพยานหลักฐานที่เกิดหรือมีขึ้นภายหลังการสิ้นสุดการแสวงหาข้อเท็จจริงของศาลแล้ว เชื่อว่าพยานหลักฐานใหม่นี้  หากได้นำไปประกอบการพิจารณาคดีใหม่ หรือนำเงินที่ขายได้ไปหักทอนกับเงินจำนวน ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ตามคำพิพากษาแล้ว จะทำให้ข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นยุติแล้วนั้นเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญอย่างแน่นอน

ในส่วนนี้ ทีมทนายจะได้ดำเนินการยื่นต่อศาลปกครองเพื่อขอให้ศาลปกครองพิจารณาพิพากษาคดีหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดีปกครองใหม่ ภายใน ๙๐ วัน ตามมาตรา ๗๕ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ทั้งนี้ เพื่อให้ ท่านนายกยิ่งลักษณ์ ได้รับความเป็นธรรม ทั้งข้อเท็จจริง และข้อกฎหมาย ตามกระบวนการทางกฎหมายจนกว่าจะสิ้นกระแสความ

สุดท้ายนี้ ผมขอเรียกร้องไปยังทุกฝ่ายให้ยุติการใส่ร้าย หรือนำเรื่องนี้มาโจมตีกัน และขอได้โปรดเห็นใจ  ท่านนายกยิ่งลักษณ์  ซึ่งในขณะที่ท่านดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น จะเห็นได้ว่า ท่านก็ได้อุทิศตน ทุ่มเททั้งแรงกาย แรงใจ ทำคุณประโยชน์ให้กับประเทศชาติมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแก้ปัญหา มหาอุทกภัยน้ำท่วมใหญ่ หรือดำเนินโครงการต่างๆที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ และประชาชน

จึงขอความเป็นธรรมให้กับท่านนายกยิ่งลักษณ์ด้วยครับ

‘ภูมิธรรม’โต้’รังสิมันต์’ สร้างเขื่อนหรือฝาย​กั้น’ลำน้ำกก’ขึ้นอยู่กับผู้พิจารณา

'ภูมิธรรม'โต้'รังสิมันต์' สร้างเขื่อนหรือฝาย​กั้น'ลำน้ำกก'ขึ้นอยู่กับผู้พิจารณา

‘ภูมิธรรม’โต้’รังสิมันต์’ สร้างเขื่อนหรือฝาย​กั้น’ลำน้ำกก’ขึ้นอยู่กับผู้พิจารณา

วันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 17.42 น.

“ภูมิธรรม”โต้​”รังสิมันต์” สร้างเขื่อนหรือฝาย​กั้น”ลำน้ำกก”ขึ้นอยู่กับผู้พิจารณา​ เราตอบฝ่ายเดียวไม่ได้ ชี้ต้องบินสำรวจพื้นที่​ก่อน​ เล็งเจรจา”กลุ่มว้า​”พื้นที่ต้นเหตุทำเหมืองทอง​

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม​ เวชยชัย​ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม​ ให้สัมภาษณ์กรณีที่ นายรังสิมันต์​ โรม​ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน​ (ปชน.) ออกมาพูดให้ชัดเจนว่าตกลงจะสร้างเขื่อนหรือฝายกั้นลำน้ำกก​ ที่มีสารหนูปะปนอยู่ ว่า​ มันอยู่ที่สภาพความเป็นจริงของภูมิประเทศ ซึ่งหน่วยการบินกำลังขึ้นไปบินเพื่อจะดูว่าจะทำตรงไหน​ และเวลากั้นแล้วจะครอบคลุมแค่ไหน

“จะเป็นเขื่อนหรือฝายก็ขึ้นอยู่กับผู้พิจารณา​ เราตอบไม่ได้หรอกว่าจะเป็นอะไร เพราะถ้าพูดไปบนพื้นฐานที่ไม่ได้ดูพื้นที่ และไม่ได้ดูความเป็นจริงก็คงไม่ได้ เราต้องมาดูว่าตรงไหนที่จะกั้นหรือกักเก็บเพื่อไม่ให้สารเคมีแพร่กระจายไปจุดอื่น ดังนั้น จึงต้องบินขึ้นไปสำรวจ”

นายภูมิธรรม กล่าวว่า วันก่อนตนพูดไปแล้วว่าเราอาจจะต้องทำเขื่อนหรือทำฝาย​ และได้บอกไปแล้วว่าให้ไปสำรวจและออกแบบให้ดี แต่ที่สำคัญคือการทำที่กักเก็บน้ำ

เมื่อถามว่า จะมีการเจรจากับกลุ่มว้าหรือไม่ เนื่องจากเป็นพื้นที่ทำเหมืองทองที่เป็นต้นเหตุให้มีสารหนูตกค้างในลำน้ำกก นายภูมิธรรม กล่าวว่า เรามีหน้าที่หาทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องไปพูดคุยเพื่อให้ประชาชนได้ประโยชน์มากที่สุด​ ส่วนจะได้อะไร แค่ไหนนั้น เราตอบฝ่ายเดียวไม่ได้ เพราะเราไม่ใช่เป็นผู้กำหนด

ทนายดิ้นสู้! เปิดหลักฐานใหม่’จำนำข้าว’ ช่วย’ปู’รอด-ไม่ต้องจ่ายสักบาท

ทนายดิ้นสู้! เปิดหลักฐานใหม่'จำนำข้าว' ช่วย'ปู'รอด-ไม่ต้องจ่ายสักบาท

ทนายดิ้นสู้! เปิดหลักฐานใหม่’จำนำข้าว’ ช่วย’ปู’รอด-ไม่ต้องจ่ายสักบาท

วันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 17.17 น.

“ทีมทนายยิ่งลักษณ์”จ่อยื่นหลักฐานใหม่ ขอเปิดคดีจำนำข้าวใหม่ เผยเป็นยอดขายข้าวค้างโกดังแสนล้าน ใช้หักลบกลบหนี้ ช่วย”ปู”รอด-ไม่ต้องจ่ายสักบาท ขอสังคมหยุดให้ร้าย

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2568 นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความผู้ได้รับมอบจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังรับฟังคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ว่า คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด เมื่อเทียบกับคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น มีส่วนหนึ่งที่เหมือนกันคือ ตามคำสั่งของกระทรวงการคลังที่ 1351/59 ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ รับผิดในโครงการจำนำข้าวปีการผลิตที่ 2555/56 และ 2556/57 จำนวน 178,000 กว่าล้านบาท ให้รับผิดชอบ 20% คือ 3.5 หมื่นล้านบาท และคำพิพากษาของทั้ง 2 ศาลตรงกันคือท่านไม่ต้องรับผิด เพราะเป็นผลการคำนวณจากการขาดทุนทั้ง 2 โครงการ

นายนรวิชญ์ กล่าวต่อว่า แต่ที่คำพิพากษาของศาลปกครอง ที่แตกต่างจากคำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้น คือ ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ รับผิดในขั้นตอนการระบายข้าวแบบจีทูจี เพราะเห็นว่ามีการทุจริต แต่อย่าลืมว่าขั้นตอนการระบายข้าวนั้นอยู่ในขั้นตอนของฝ่ายปฏิบัติ ซึ่งมีคณะอนุกรรมการการระบายข้าวเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบ ซึ่งขณะนั้นมี รมว.พาณิชย์ เป็นประธาน อย่างไรก็ตาม ศาลฯ พิพากษาให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ รับผิดชอบจำนวนหมื่นกว่าล้านบาทนี้ ถ้าจำได้ เมื่อมีการรัฐประหาร ในวันที่ 22 พ.ค.2557 มีข้าวคงเหลือในคลังประมาณ 18.9 ล้านตัน ในส่วนนี้คำสั่งของกระทรวงการคลังข้างต้น บอกว่า ถ้าทางราชการขายข้าวได้ในราคาที่สูงกว่ามูลค่าที่อนุปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวคำนวณไว้ เมื่อ 22 พ.ค.2557 ก็สามารถนำมาหักทอนกับที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต้องรับผิดชอบได้

“ปัจจุบันข้าวจำนวนนี้ได้ขายไปหมดแล้วในรัฐบาลนี้ กิโลกรัมละ 25 บาท ถ้าขายจริงๆ จะได้เงินประมาณ 2.5 แสนล้านบาท และเมื่อนำมาหักทอนกันก็สามารถหักทอนกันได้กับเงินหมื่นล้านบาท ดังนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ อาจจะไม่ต้องชดใช้เลย อย่างไรก็ดี ตนในฐานะทนายความเห็นว่า การจำหน่ายข้าวส่วนนี้ถือว่าเป็นพยานหลักฐานใหม่ ซึ่งความจริงเราพยายามยื่นเข้าไปในคดีนี้แล้ว แต่การยื่นนั้นมันสิ้นสุดการแสวงหาข้อเท็จจริงแล้ว ศาลท่านจึงไม่ได้รับไว้ แต่ถือเป็นพยานหลักฐานใหม่ ดังนั้นในเรื่องนี้ทีมทนายจะหารือกันว่า จะนำประเด็นนี้ไปขอพิจารณาคดีใหม่ได้หรือไม่ เราก็จะดำเนินการในส่วนนี้จนถึงที่สุด เพื่อขอความเป็นธรรมให้อดีตนายกฯ” นายนรวิชญ์ กล่าว และว่า ต้องมีการยื่นขอพิจารณาคดีใหม่ภายใน 90 วัน ตามมาตรา 75 พ.ร.บ.จัดตั้งและวิธีพิจารณาคดีปกครอง ซึ่งหากศาลไม่รับพิจารณาใหม่สิ้นสุด แต่พราก็พยายามสู้ให้ท่านเต็มที่ เพื่อคืนความเป็นธรรมแต่ท่าน เบื้องต้นยังไม่ได้รายงาน น.ส.ยิ่งลักษณ์

นายนรวิชญ์ กล่าวต่อว่า ต้องยอมรับว่า ข้าว 18.9 ล้านตันนั้น มีบางช่วงในรัฐบาลปี 2558 – 2562 มีการนำข้าวดีไปจัดเกรดขายเป็นข้าวเน่า ทำให้ตอนนั้นไม่ได้ราคา เพราะขายในกิโลกรัมละ 3 – 5 บาท ต่างจากที่กระทรวงพาณิชย์ ที่ นายภูมิธรรม เวชยชัย เป็น รมว.ขายได้ราคาถึงกิโลกรัมละ 18 บาท ได้เงินไปประมาณหมื่นล้านบาท แต่ยอดรวมที่ขายมาทั้งหมดกว่า 2 แสนล้านบาท

เมื่อถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตว่าการที่กระทรวงพาณิชย์ในรัฐบาลนี้ ขายข้าวเพื่อต้องการกลบหนี้ช่วยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ นายนรวิชญ์ กล่าวว่า ก็ต้องถามกลับว่า ใครเป็นคนซื้อ เอกชนเป็นคนซื้อ ซึ่งคงไม่มีใครเอาเงินมากลบ ถ้าคิดแบบตรรกกะธรรมดา

เมื่อถามถึงทรัพย์ทั้งหมดที่ถูกอายัดไว้มีมูลค่าเท่าไหร่ นายนรวิชญ์ กล่าวว่า ทรัพย์ที่ยึด อายัด และขายไปเกือบหมดแล้ว ส่วนมูลค่านั้นตนจำไม่ได้ ซึ่งคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดให้ยกคำสั่งกระทรวงการคลัง ในส่วนที่เกินหนึ่งหมื่นกว่าล้านบาทนั้น

เมื่อถามถึงส่วนที่ศาลกันส่วนทรัพย์สินของสามี น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีอะไรบ้าง มีมูลค่าเท่าไหร่ นายนรวิชญ์ กล่าวว่า กันส่วนเกือบทุกรายการ ถือว่าเป็นทรัพย์สินอะไรก็ตามที่ได้มาหลัง พ.ย.2538 ศาลให้กันส่วนทั้งหมด ถือว่าเป็นกรรมสิทธิ์ร่วม

เมื่อถามย้ำว่า เมื่อหักลบกลบหนี้แล้ว ต้องมีส่วนที่ต้องคืนให้กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์เท่าไหร่ นายนรวิชญ์ กล่าวว่า ตอนนทรัพย์ที่ยึดไปแล้วนั้นมีทั้งที่ยังอยู่ ที่ขายไปแล้ว ซึ่งส่วนที่เกินก็ต้องคืน แต่ไม่รู้ว่าเท่าไหร่ และไม่มีกำหนดว่าต้องคืนให้ภายในกี่วัน ต้องไปว่ากันในส่วนของการบังคับคดี ซึ่งเป็นเรื่องที่คู่ความจำต้องไปดำเนินการ เบื้องต้นคือกระทรวงการคลังเป็นเจ้าภาพหลัก กรมบังคับคดีเป็นคนยึดกให้เท่านั้นเอง ตามคำสั่ง พล.อ.ประ ยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น แต่ขอดูรายละเอียดก่อนว่าจะยื่นต่อกระทรวงการคลัง หรือกรมบังคับคดี

“อยากฝากสื่อมวลชน และคนที่เชียร์ หรือไม่เชียร์ท่าน โปรดอย่านำประเด็นพวกนี้ไปให้ร้าย ใส่ร้ายท่าน เพราะผมสงสารท่าน ทั้งคดีอาญา และคดีในส่วนนี้ และโดนไปหมื่นกว่าล้านบาท ส่วนทนายความ ถ้ามีช่องทางทางกฎหมายที่จะสามารถทำได้ เราก็ยินดีที่จะสู้ เพื่อคืนความเป็นธรรมให้ท่าน”นายนรวิชญ์ กล่าวและว่า คำพิพากษานี้จะมีผลต่อการกลับเข้าประเทศของน.ส.ยิ่งลักษณ์หรือไม่ ตนไม่ทราบว่ามีผลหรือไม่ และไม่ทราบว่าท่านจะเดินทางกลับเมื่อไหร่และไม่รู้ว่าพำนักอยู่ที่ไหน ในคดีแพ่งพวกนี้ไม่มีผลอะไร”

เมื่อถามว่า เรื่องนี้ต้องแจ้งต่อ นายทักษิณ ชินวัตร หรือไม่ เพราะก็เป็นห่วงเป็นใยเรื่องนี้ นายนรวิชญ์ กล่าวว่า ท่านคงทราบจากข่าวแล้ว แต่ส่วนตัวไม่ได้คุยอะไร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจบการสำภาษณ์ นายนรวิชญ์ ได้โชว์เนคไทสีน้ำเงินที่มีลายปักลายเซ็นของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ พร้อมกล่าวว่า เนคไทเส้นนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นคนซื้อให้ ตั้งแต่สมัยท่านเป็นนายกฯ ตั้งใจใส่มาในวันนี้ ก็เพื่อระลึกถึง และแสดงให้เห็นว่า ตนเองจะทำคดีนี้อย่างเต็มที่ (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ประมาทเลินเล่อร้ายแรง! เปิดเหตุผลศาลปค.สูงสุดสั่ง‘ยิ่งลักษณ์’ชดใช้หมื่นล้านเซ่นจีทูจีข้าว)

‘ยิ่งลักษณ์’ครวญ! ไล่ไทม์ไลน์‘จำนำข้าว’ ลั่นไม่ใช่จำเลย ชดใช้‘หมื่นล้าน’ทั้งชีวิตไม่มีวันหมด

‘ยิ่งลักษณ์’ครวญ! ไล่ไทม์ไลน์‘จำนำข้าว’ ลั่นไม่ใช่จำเลย ชดใช้‘หมื่นล้าน’ทั้งชีวิตไม่มีวันหมด

‘ยิ่งลักษณ์’ครวญ! ไล่ไทม์ไลน์‘จำนำข้าว’ ลั่นไม่ใช่จำเลย ชดใช้‘หมื่นล้าน’ทั้งชีวิตไม่มีวันหมด

วันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 17.15 น.

‘ยิ่งลักษณ์’ครวญ! ไล่ไทม์ไลน์‘จำนำข้าว’ ลั่นไม่ใช่จำเลย ชดใช้‘หมื่นล้าน’ทั้งชีวิตไม่มีวันหมด

22 พ.ค.68 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อแความผ่านเฟซบุ๊ก Yingluck Shinawatra ในทันที หลังศาลปกครองสูงสุดพิพากษาให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน กรณีปล่อยให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวเป็นเงิน 10,028 ล้านบาท (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ประมาทเลินเล่อร้ายแรง! เปิดเหตุผลศาลปค.สูงสุดสั่ง‘ยิ่งลักษณ์’ชดใช้หมื่นล้านเซ่นจีทูจีข้าว) ระบุว่า…

เรียน พี่น้องประชาชนที่เคารพ

วันที่ 22 พฤษภาคมปีนี้ เป็นวันครบรอบ 11 ปี รัฐประหาร ซึ่งถือเป็นการยึดอำนาจอธิปไตยของประชาชนทั้งประเทศ และเป็นวันที่ศาลปกครองสูงสุด อ่านคำวินิจฉัยให้ดิฉันต้องชดใช้หนี้กว่า 10,000 ล้านบาท จากคดีระบายข้าว ทั้งที่ดิฉันไม่ได้เป็นจำเลยในคดีนี้ และศาลปกครองกลางได้เคยวินิจฉัยว่าดิฉันไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายในกรณีดังกล่าวมาแล้ว

จากคำตัดสินของศาลปกครองสูงสุดในวันนี้ ทำให้ดิฉันต้องชดใช้หนี้ที่ตัวเองไม่ได้ก่อ ความเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารที่ต้องมารับภาระหนี้ที่เกิดจากการระบายข้าวของฝ่ายปฏิบัติ โดยที่ตัวเองไม่ได้เกี่ยวข้องกับกระบวนการเหล่านั้นแต่อย่างใด และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก็พิพากษาในคดีของดิฉันว่า ปล่อยปละละเลยในการบริหารโครงการรับจำนำข้าวเท่านั้น

นโยบายรับจำนำข้าว เป็นนโยบายของพรรคเพื่อไทย และเป็นนโยบายที่คณะรัฐมนตรีแถลงต่อรัฐสภา ซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดให้ต้องปฏิบัติ มีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศจากฐานราก ผ่านการจับจ่ายใช้สอยของครอบครัวชาวนา กว่า 20 ล้านคน มีเจตนาช่วยเหลือให้พี่น้องชาวนาได้ลืมตาอ้าปาก สามารถยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น

รัฐบาลของดิฉันมีความตั้งใจที่จะช่วยเหลือชาวนาที่อยู่อย่างยากจนแร้นแค้น ให้ขายผลผลิตได้ในราคาสูง มีกิน มีใช้ มีเงินเหลือส่งลูกหลานเรียนหนังสือจนจบ ซึ่งที่ผ่านมามีครอบครัวชาวนาได้ประโยชน์จากโครงการดังกล่าวเป็นจำนวนมาก แต่หากการดำเนินนโยบายแบบนี้ กลับถูกกล่าวหาว่าทำให้เกิดความเสียหาย ต่อไปใครจะกล้าคิดนโยบายเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่เข้าไม่ถึงโอกาสทางเศรษฐกิจได้อีก 

ดิฉันไม่มีเจตนาจะทำให้โครงการเสียหาย การดำเนินโครงการแต่ละขั้นตอน เกี่ยวข้องกับหน่วยงานและบุคลากรหลายฝ่าย มีลำดับขั้นการบังคับบัญชาตามระบบราชการ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่หัวหน้าฝ่ายบริหารจะไปก้าวก่ายแทรกแซงในรายละเอียดได้  แต่ดิฉันกลับต้องรับผิดชอบกับความเสียหายเพียงลำพัง หากจะบอกว่าสิ่งนี้คือความเป็นธรรม ก็เป็นเรื่องยากเย็นอย่างยิ่งที่ดิฉันจะเข้าใจและยอมรับได้

หนี้ 10,000 ล้านบาท ชดใช้ทั้งชีวิต ยังไงก็ไม่มีวันหมดค่ะ การทุ่มเททำงาน แบกรับแรงเสียดทานทั้งทางการเมืองและอีกหลายรูปแบบ เพื่อค้ำยันราคาข้าวให้สูงและมีเสถียรภาพ เพื่อพี่น้องชาวนาได้มีชีวิตที่ดีกว่า พลิกผืนนาเป็นพื้นที่แห่งโอกาสของครอบครัว กลับมีบทสรุปที่เจ็บปวดที่สุดสำหรับดิฉัน

โครงการรับจำนำข้าวเป็นการกระทำทางการบริหารร่วมกันเป็นคณะกรรมการ การตัดสินให้ดิฉันในฐานะนายกรัฐมนตรี ต้องชดใช้ค่าเสียหาย ยังมีคำถามว่ามีอยู่จริงหรือไม่ เพราะหลังรัฐประหารก็มีข่าวว่ารัฐบาลเวลานั้นเอาข้าวดีไปขายเป็นข้าวเน่า

ข้าวที่เหลือในโกดัง 18.9 ล้านตัน ถูกขายในราคาต่ำกว่าที่ควรจะได้รับ  คิดเป็นมูลค่าส่วนต่างนับ 100,000 ล้านบาท แต่ไม่ปรากฏความคืบหน้าของการตรวจสอบ และหาคนรับผิดชอบไม่ได้จนปัจจุบัน

ตลอดเวลา 11 ปี นับตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 สิ่งที่ดิฉันจำต้องพบเจอซ้ำแล้วซ้ำเล่าคือ ยึดอำนาจ ยัดคดี อายัดทรัพย์ และเอาเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องมาบังคับให้ใช้หนี้

ความรู้สึกแบบนี้ไม่เกิดขึ้นกับตัวเองก็คงไม่มีใครรู้ แต่ถึงกระนั้นดิฉันก็จะเรียกร้องต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมในชีวิต จนถึงที่สุดตามกฎหมายที่พึงกระทำได้

ถ้านายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง ยังไม่อาจเข้าถึงความยุติธรรมที่แท้จริง ก็ไม่มีหลักประกันใดๆ สำหรับประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยเช่นกันค่ะ

แสลงหู‘คิดถึงลุงตู่’! พันธุ์ใหม่ลากปม‘ฮั้ว สว.’โยง‘รัฐประหารคสช.’ก่อปัญหาเรื้อรัง

แสลงหู‘คิดถึงลุงตู่’! พันธุ์ใหม่ลากปม‘ฮั้ว สว.’โยง‘รัฐประหารคสช.’ก่อปัญหาเรื้อรัง

แสลงหู‘คิดถึงลุงตู่’! พันธุ์ใหม่ลากปม‘ฮั้ว สว.’โยง‘รัฐประหารคสช.’ก่อปัญหาเรื้อรัง

วันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.24 น.

แฟนคลับ”ลุงตู่”ถึงกับมองค้อน! “พันธุ์ใหม่”ลากปม”ฮั้วสว.” โยง”ครบรอบ 11 ปีรัฐประหารคสช.” แสลงหูฟีเวอร์”คิดถึงลุงตู่” ขออย่ากลับไปถวิลหาระบอบเดิมลามส่งปัญหาเรื้อรังมายังปัจจุบัน ยันชงญัตติชะลอเฟ้นเลือก”องค์กรอิสระ-ศาลฯ”ในที่ประชุมวุฒิสภาสมัยวิสามัญ 29-30 พ.ค.นี้ แนะ”มุ้งใหญ่”ถอยใช้อำนาจ พิสูจน์ความเป็นธรรมในจิตใจ-ยึดหลักไม่ขัดกันแห่งผลประโยชน์

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2568 ที่รัฐสภา นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กลุ่มพันธุ์ใหม่ แถลงถึงกรณีเตรียมเสนอญัตติชะลอการพิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญตรวจสอบประวัติศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และการให้ความเห็นชอบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในการเปิดประชุมวุฒิสภา สมัยวิสามัญ วันที่ 29 – 30 พ.ค.นี้ จนกว่าจะมีคำตัดสินในคดีฮั้วการเลือก สว.ว่า ได้ยื่นญัตติผ่านสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาแล้ว ในวันประชุมดังกล่าวหากประธานวุฒิสภาบรรจุระเบียบวาระ ตนจะลุกขึ้นเสนอญัตติด้วยวาจาเพื่อขอเลื่อนญัตติชะลอฯ ขึ้นมาพิจารณาก่อน แต่หากยังไม่บรรจุ ก็จะขอในที่ประชุมแบบปากเปล่าด้วยวาจา ก็หวังว่าประธานฯจะพิจารณาบรรจุวาระของตนในการประชุมวันดังกล่าว ก่อนที่จะมีการแต่งตั้งหรือพิจารณาให้ความเห็นชอบ ศาลรัฐธรรมนูญ , กกต.และ ป.ป.ช. ยืนยันว่าการเสนอญัตติชะลอฯ ของตน ไม่กระทบต่อกรอบเวลาในกระบวนการสรรหาองค์กรอิสระ หรือพิจารณาผู้ดำรงตำแหน่งศาลฯ ของวุฒิสภา หากมีการชะลอตามที่ตนเสนอ ผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่สามารถรักษาการได้

“สิ่งหนึ่งที่เราต้องตระหนักถึง โดยเฉพาะ สว.ส่วนใหญ่ ที่ถูกร้องในคดีฮั้ว สว. ขณะนี้สถานะยังเป็นผู้บริสุทธิ์ ต้องให้ความเป็นธรรมพวกเขาด้วย และกระบวนการต้องมีความเป็นธรรม ตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นต้นมา องค์อิสระถูกออกแบบมาให้ตรวจสอบ ทั้ง สส.และ สว. แปลว่าเรามีหลักมูลฐานว่าองค์กรอิสระต้องมีความอิสระ ไม่อยู่ฝักฝ่ายใด โดยเฉพาะ กกต.ที่เป็นตัวกลางในการจัดการเลือกตั้ง แต่ที่ผ่านมามีข้อสงสัยกับประชาชน” นายเทวฤทธิ์ กล่าว

นายเทวฤทธิ์ กล่าวต่อว่า เช่นเดียวกัน สว.กลุ่มใหญ่ที่ตระหนักถึงปัญหานี้ ต้องไปร้องศาลรัฐธรรมนูญ ร้อง ป.ป.ช.ให้ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม และอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) หยุดปฏิบัติหน้าที่ ก็ถือเป็นข้อสงสัยได้แต่เป็นข้อสงสัยเดียวกันกับที่ตนมองว่า สถานะของ สว.กลุ่มใหญ่ ที่ยังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ แต่อีกด้านเขาเป็นผู้ให้ความเห็นชอบองค์กรที่ต้องไปตัดสินในคดีที่เขาเป็นคู่กรณี ถือว่าอีกสถานะเป็นคู่ขัดแย้งกันแล้ว ไม่ว่าเป็นการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ กกต. ป.ป.ช. มันจะมีผลต่อการให้ความเห็นชอบผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งทั้ง3องค์กร ก็ควรชะลอไว้ก่อน เพื่อความเป็นธรรม และเป็นไปตามหลักไม่ขัดกันแห่งผลประโยชน์ หากถามว่า เวลาที่เราจะพิสูจน์คุณธรรมเบื้องต้นคืออะไรในการตัดสินว่าอะไรควรไม่ควร มันคือสิ่งที่เมื่อเราไม่ปราถนาให้ผู้อื่นกระทำอะไรกับเรา เราก็ไม่ควรปราถนาให้ผู้อื่นกระทำการสิ่งนั้นกับพวกเรา ดังนั้น หากมีความเป็นธรรมเพียงพอ ควรต้องชะลอการพิจารณาเลือกศาลฯ และองค์กรอิสระ แล้วให้กระบวนการพิสูจน์ไปอย่างเป็นธรรม อย่างที่เรียกร้องกับฝั่งที่พยายามจะมาพิสูจน์ตัวของ สว.หวังว่า สว.กลุ่มที่กำลังมีประเด็น จะยอมไม่ใช้อำนาจในห้วงเวลานี้ เพื่อพิสูจน์ความเป็นธรรมในจิตใจตัวเอง

เมื่อถามว่า การที่ น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว.กลุ่มพันธุ์ใหม่ กำลังเข้าชื่อสมาชิกเพื่อยื่นต่อศาลฯ วินิจฉัยให้ สว.กลุ่มที่มีข้อกล่าวหา หยุดปฏิบัติหน้าที่ จะถือว่ารุนแรงหรือไม่ เนื่องจากกระบวนการตรวจสอบยังไม่ชี้ชัดว่ามีความผิดจริง นายเทวฤทธิ์ กล่าวว่า น.ส.นันทนา ยังไม่สามารถยื่นเรื่องดังกล่าวต่อศาลฯ ได้ เพราะต้องใช้สมาชิกเข้าชื่อให้ครบ 20 คน ซึ่ง น.ส.นันทนา จุดประเด็นนี้มาตั้งแต่ช่วงต้นปี ที่เริ่มมีประเด็นตรวจสอบ สว.และใช้วิธีการบอยคอตไม่ร่วมขบวนการ แต่อาจยังไม่ได้รับเสียงสนับสนุนเพียงพอ จึงยังไม่สามารถดำเนินการได้ ส่วนตัวมองว่า จริงอยู่ที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 82 ระบุ บทบาทของศาลรัฐธรรมนูญ ในการยับยั้ง หรือสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ระหว่างที่มีประเด็นถูกร้องเรียน แต่บทบาทของศาลฯ ไม่สมดุลกับระบอบประชาธิปไตย บทบาทของศาลรัฐธรรมนูญที่ควรจะเป็น ควรวินิจฉัยเพียงแค่รัฐธรรมนูญ กฎหมายลูก และความขัดแย้งของสถาบันทางการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญ ไม่ควรมีบทบาทในการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กระบวนการถอดถอนควรยึดโยงกับประชาชน หรือที่มาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้นๆ จึงอยากเรียกร้องให้สภาฯรับผิดชอบต่อตนเอง

“ผมมีข้อกังวล วันนี้เป็นวันครบ 11 ปีของการรัฐประหาร กลุ่มต่างๆ ทางการเมืองไม่ว่าจะแดง จะน้ำเงิน หรืออะไรก็แล้วแต่ มันทำให้ประชาชนมีคำถามทั้งกับฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ โดยเฉพาะ สว. เอง มีความชอบธรรม เคลือบแคลงสงสัยการทำหน้าที่มีปัญหาหรือไม่ จริงอยู่ว่าเราสงสัยเราตรวจสอบได้ แต่ไม่ได้หมายความว่า เราจะไปใช้ช่องทางอื่น หรือบริการอื่น อย่างเช่นกระแสคิดถึงลุงตู่ ต้องระมัดระวัง สิ่งที่ลุงตู่ทำมา ไม่ว่าจะเป็นภายใต้คำสั่ง คสช.หรือแม้กระทั่งการออกแบบรัฐธรรมนูญออกมา มันก็ยังมีผลเป็นปัญหามาสู่รัฐบาล ฝ่ายนิติบัญญัติ และสถาบันทางการเมือง ที่มันไม่ได้ดุลในขณะนี้ ผมคิดว่าในวาระครบรอบ 11 ปี อย่าไปถวิลหากับระบบอื่นเลย ค่อยๆแก้ไป ตรวจสอบและแก้กันไป ที่สำคัญหากเราไม่แก้รัฐธรรมนูญ จะไม่สามารถคลี่คลายประเด็นปัญหาเรื่องความไม่ได้ดุลระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ กับองค์กรอิสระ หรือศาลที่เป็นปัญหาขณะนี้” นายเทวฤทธิ์ กล่าว