TCMA – กพร.ยินดีความสำเร็จผู้รับทุนการศึกษา ต่อยอดความรู้ธรณีวิทยาแร่หายาก ร่วมตอบโจทย์พัฒนาไทยแลนด์ 4.0 ควบคู่เป้าหมาย Net Zero 2050

TCMA - กพร.ยินดีความสำเร็จผู้รับทุนการศึกษา ต่อยอดความรู้ธรณีวิทยาแร่หายาก ร่วมตอบโจทย์พัฒนาไทยแลนด์ 4.0 ควบคู่เป้าหมาย Net Zero 2050

TCMA – กพร.ยินดีความสำเร็จผู้รับทุนการศึกษา ต่อยอดความรู้ธรณีวิทยาแร่หายาก ร่วมตอบโจทย์พัฒนาไทยแลนด์ 4.0 ควบคู่เป้าหมาย Net Zero 2050

วันอังคาร ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.59 น.

สมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย (TCMA) ร่วมยินดีผู้รับทุน TCMA จากกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) นำความสำเร็จการศึกษาด้านธรณีวิทยาแหล่งแร่หายาก (Rare Earth Elements) จากมหาวิทยาลัยชั้นนำประเทศญี่ปุ่น ร่วมเป็นกำลังสำคัญของประเทศ นำความรู้ต่อยอดบทบาท กพร. ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ร่วมตอบโจทย์พัฒนาไทยแลนด์ 4.0 ควบคู่เป้าหมายการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ ปี 2050

ดร.ชนะ ภูมี นายกสมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย (TCMA) เปิดเผยว่า TCMA มีความยินดีที่อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ ได้เป็นส่วนสนับสนุนสำคัญร่วมกับ กพร. ในการเสริมสร้างศักยภาพแก่ข้าราชการในสังกัด ผ่านการสนับสนุนทุนการศึกษา ซึ่ง TCMA และ กพร. ได้ร่วมกันดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่องตลอด 7 ปีที่ผ่านมา 

“TCMA ขอแสดงความยินดีแก่กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) และข้าราชการ กพร. ผู้รับทุนลำดับที่ 3 จาก TCMA ที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท ด้าน Sustainable Engineering จาก Akita University ประเทศญี่ปุ่น ที่จะนำองค์ความรู้และทักษะด้านธรณีวิทยาแหล่งแร่หายาก (Rare Earth Elements) ที่ได้เรียนรู้กลับมาปฏิบัติราชการให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล มาต่อยอดบทบาทของ กพร. ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ให้มีความก้าวหน้า สอดคล้องตามบริบทแนวทางการพัฒนาประเทศ”

TCMA พร้อมสนับสนุนและดำเนินงานร่วมกับ กพร. ที่จะสร้างผลกระทบเชิงบวกจากอุตสาหกรรมเหมืองแร่ ซึ่งเป็นต้นน้ำและเป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์และต่อเนื่องไปอีกหลายอุตสาหกรรม รวมทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ รวมทั้งยังคงให้ความสำคัญต่อแนวทางการยกระดับอุตสาหกรรมเหมืองแร่สู่ Smart and Green Mining การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้เพื่อลดการปล่อยคาร์บอน รวมถึงการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าตามนโยบายภาครัฐ และการใช้ประโยชน์จากขุมเหมืองเพื่อชุมชนภายใต้แนวคิดเหมืองแร่เพื่อชุมชนของ กพร. 

-(016)

ตามก้องไปเจอนี่ (Journey) ก้อง ปิยะ ชวน ‘แอล เจษฎา บุกกองซ้อม ‘มาณวิกาฯเรียนรู้คุณค่าแสงแห่งชีวิต’

ตามก้องไปเจอนี่ (Journey) ก้อง ปิยะ ชวน ‘แอล เจษฎา บุกกองซ้อม 'มาณวิกาฯเรียนรู้คุณค่าแสงแห่งชีวิต'

ตามก้องไปเจอนี่ (Journey) ก้อง ปิยะ ชวน ‘แอล เจษฎา บุกกองซ้อม ‘มาณวิกาฯเรียนรู้คุณค่าแสงแห่งชีวิต’

วันอังคาร ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.53 น.

รายการ “ตามก้องไปเจอนี่ (Journey)” โดย ก้อง ปิยะ เศวตพิกุล พาผู้ชมเข้าสู่โลกเบื้องหลัง บุกห้องซ้อมละครเวที เรื่อง “มาณวิกา เดอะมิวสิเคิล” ละครเวทีสะเทือนอารมณ์ที่ตีแผ่ชีวิตของ “นางมาร” ผ่านบทละคร เพลง และการแสดงที่เข้มข้น เจาะลึกแง่มุมของความรัก ผลแห่งกรรม ความผิดพลาด และการให้อภัยอย่างทรงพลัง ร่วมพูดคุยกับทีมนักแสดง นำโดยผู้กำกับ นภาดล กำปั่นทอง, มาริลิน เคท ,โบ๊ท ธารา ,ผัดไท ดีใจ, ธงธง มกจ๊ก
 
EP นี้ ได้ชวนแขกรับเชิญ แอล – เจษฎา เฉลิมชุติเดช กรรมการผู้จัดการบริษัท เอ็กซ์เอ็มแอล โซล่า จำกัด หรือ XML-Solar มาร่วมสัมผัสบรรยากาศเบื้องหลังอย่างใกล้ชิด  ในห้องซ้อมของเหล่านักแสดงมืออาชีพได้เห็น “อีกด้านหนึ่ง” ของกระบวนการสร้างละครเวที ซึ่งมากกว่าแค่บทละครและแสงสี แต่คือพลังของศิลปินทุกคน ที่เทใจลงไปในทุกถ้อยคำและทุกก้าวบนเวที เสียงร้องที่ผ่านการฝึกซ้อมอย่างละเอียดอ่อน การได้เห็นกระบวนการเหล่านี้ผ่านสายตาของนักบริหารอย่างคุณแอล กลายเป็นอีกมุมที่น่าสนใจ คุณแอลไม่ได้มาในฐานะนักธุรกิจ แต่มาในฐานะ “ผู้เสพศิลป์” คนหนึ่ง ที่ได้เรียนรู้ว่า แสงไฟบนเวทีนั้นมีพลังในการเยียวยาใจคนไม่แพ้พลังจากธรรมชาติ
 
พร้อมพูดคุย ถึง “แสงจากธรรมชาติ ” พลังงานจากดวงอาทิตย์ที่คุณแอลใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตเพื่อศึกษาและพัฒนาวิธีส่งต่อให้ถึงมือผู้คน คุณแอลเผยว่า “แสงไฟบนเวทีมีส่วนช่วยถ่ายทอดให้เห็นถึงอารมณ์ของนักแสดง ส่วนแสงธรรมชาติจากพระอาทิตย์ในชีวิตจริงช่วยให้เราเห็นทางรอด” ในการดำรงชีวิต เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมา XML-Solar ได้มีส่วนร่วมสนับสนุน ในหลายโครงการไม่ว่าจะเป็นโครงการติดตั้งโซลาร์เซลล์ให้โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล ระบบสูบน้ำเพื่อเกษตรกร จนถึงแสงสว่างกลางป่าหรือริมถนนที่ไม่มีไฟฟ้าเข้าถึง ผมพบว่า “แสงธรรมชาติที่บริสุทธิ์” คืออีกหนึ่งพลังที่เปลี่ยนชีวิตได้จริง ลดการสิ้นเปลือง เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน แสงจะยังคงเป็นเครื่องนำทางให้เกิดความรู้สึกอุ่นใจและปลอดภัยที่สุดของผู้คนครับ“

ติดตามชมรายการ “ตามก้องไปเจอนี่” ตอน “พลังแห่งศิลป์ และแสงในการดำรงชีวิต” ได้ ในวันเสาร์ที่ 24 พฤษภาคม นี้ เวลา 07.00 น. ทางช่อง 3 กด 33

-(016)

เอส.ซี.เอส. ปรับลุคใหม่ให้รองเท้านักเรียน เสริมสไตล์แบบไม่หลุดกฎ ลุยต่อยอดตลาดสนีกเกอร์เต็มรูปแบบ!

เอส.ซี.เอส. ปรับลุคใหม่ให้รองเท้านักเรียน เสริมสไตล์แบบไม่หลุดกฎ ลุยต่อยอดตลาดสนีกเกอร์เต็มรูปแบบ!

เอส.ซี.เอส. ปรับลุคใหม่ให้รองเท้านักเรียน เสริมสไตล์แบบไม่หลุดกฎ ลุยต่อยอดตลาดสนีกเกอร์เต็มรูปแบบ!

วันอังคาร ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.51 น.

เอส.ซี.เอส. ผู้ผลิตรองเท้านักเรียนแบรนด์ดัง “Breaker”, “Popteen” และ “Catcha” พร้อมพลิกภาพลักษณ์รองเท้านักเรียนให้กลายเป็นแฟชั่นไอเท็มที่ใส่แล้วมั่นใจ แม้อยู่ในกรอบระเบียบโรงเรียน ปีนี้ เอส.ซี.เอส. ทุ่มงบการตลาดกว่า 80 ล้านบาท เดินหน้ากลยุทธ์ครบวงจรทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ตั้งเป้าโตอีก 10% จากมูลค่าตลาดรวมกว่า 5,000 ล้านบาท พร้อมเปิดตัวรองเท้ารุ่นใหม่ ที่ตอบโจทย์ตั้งแต่เด็กอนุบาลถึงอาชีวะ มุ่งขยายฐานไปยัง “สนีกเกอร์แฟชั่น” เพื่อต่อยอดภาพลักษณ์จาก “รองเท้านักเรียน” สู่ “รองเท้าที่มีสไตล์ ใส่ได้ทุกวัน” พร้อมการสร้างแรงบันดาลใจผ่านคอนเทนต์ แคมเปญ และพรีเซ็นเตอร์ชื่อดัง ได้แก่ “จ๋าย อิชณน์กร” (จ๋าย ไททศมิตร), วงเกิร์ลกรุ๊ป “4EVE” และ นักแสดงวัยรุ่น“ชาร์เลท วาศิตา แฮเมเนา” มาช่วยถ่ายทอดคาแรกเตอร์ “มั่นใจ กล้าเป็นตัวเอง และไม่เดินตามใคร” อย่างเต็มพิกัด

Breaker เท่แบบมีคลาส ใส่ได้ทุกสถานการณ์

Breaker รองเท้าผ้าใบ ที่มีชื่อเสียงในด้านความทนทาน ดีไซน์ทันสมัย และเทคโนโลยีพื้นยางสูตรพิเศษ รุ่นยอดนิยม เช่น Breaker 4×4, Breaker BK4P, BK#X2, และ ISUS ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง โดยปีนี้ Breaker วางโพสิชันนิ่งตัวเอง ด้วยคอนเซ็ปต์ “รองเท้าที่ใส่ไปโรงเรียนได้ และไปเที่ยวต่อได้แบบไม่หลุดโทน” รุ่นไฮไลต์คือ BK#X3 ที่ออกแบบด้วยดีไซน์ Oversize สไตล์ Streetwear พร้อมวัสดุผ้าใบลายทแยงแน่นหนาและพื้นยาง Vulcanize ที่ทนทุกการใช้งาน ทั้งเดิน เรียน หรือทำกิจกรรม Breaker ยังสร้างสีสันด้วยรองเท้ารุ่นพิเศษ “BREAKER ISUS x JAii ITKRON” ซึ่งถ่ายทอดแนวคิด “สติ-สมาธิ” ผ่านมุมมองของศิลปิน “จ๋าย อิชณน์กร” (จ๋าย ไททศมิตร) ผ่านดีไซน์ที่ดุดันและล้ำลึกในทุกย่างก้าว พร้อมลุยทุกสนามชีวิต และในระยะถัดไป Breaker จะขยับเข้าใกล้กลุ่มสนีกเกอร์สายแฟชั่นมากขึ้น โดยไม่ทิ้งฐานลูกค้ากลุ่มนักเรียน เพื่อวางตัวเป็นแบรนด์ที่เติบโตไปพร้อมกับลูกค้า

Popteen ยังคงครองใจสาวน้อยไทยแบบไม่มีแผ่ว!

Popteen ยืนหนึ่งเรื่องรองเท้านักเรียนที่ทั้งสวยและเป๊ะเรื่องระเบียบ ปีนี้มาพร้อมคอนเซ็ปต์สุดปัง “Pop Scene เวทีของตัวเอง” ได้วง 4EVE มาร่วมจอยเป็นพรีเซ็นเตอร์ ถ่ายทอดพลังสดใส สนุก และมั่นใจเต็มแม็กซ์ ไฮไลต์ปีนี้คือการเปิดตัวรองเท้ารุ่นลิมิเต็ด Popteen X 4EVE คอลแลปครั้งแรกของแบรนด์ ที่เอาสัญลักษณ์รูปหัวใจของ Popteen และ 4EVE มาดีไซน์ใหม่เป็นบัคเคิ้ลสุดยูนีค เพิ่มความน่ารักโดดเด่น ไม่เหมือนใคร! พร้อมปล่อยแคมเปญสุดมันส์ “ตามล่าหารองเท้า Popteen X 4EVE” ให้สายแฟได้ลุ้นหาคู่ลิมิเต็ด ใครเจอก่อน รับเลยทันที ไม่ต้องลุ้น ไม่ต้องรอสุ่ม! กระแสตอบรับดีสุดๆ ในกลุ่มวัยรุ่น และแม้จะมีแคมเปญใหม่ๆ แต่ Popteen ก็ยังไม่ลืมส่งต่อความรักผ่านโครงการ CSR “Popteen Poplove อยากบอกรักใคร ป๊อบทีนจัดให้” ที่ดำเนินต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 ปีนี้จัดเต็มด้วย “Pop Cable” พวงกุญแจสายชาร์จหัวใจสีชมพู จำนวน 14,000 ชิ้น มูลค่ากว่า 3.6 ล้านบาท แจกให้เด็กๆ ทั่วประเทศช่วงวาเลนไทน์ ซึ่งถูกลงทะเบียนหมดภายในแค่ 8 ชั่วโมง!

Catcha ปลุกพลังเด็กสาว GEN Z

กลับมาสร้างสีสันอีกครั้งกับแคมเปญสุดจี๊ด “จึ้งพอไหมคะ?” นำทีมความมั่นโดย ชาร์เลท วาศิตา แฮเมเนา นักแสดงสาววัยทีนขวัญใจยุคใหม่ กับบทบาทพรีเซ็นเตอร์สุดปังที่ถ่ายทอดความ “แสบ ซ่าส์ ซน” ได้แบบจึ้งๆ สมกับคาแรกเตอร์ของ Catcha…ซ่าส์สุดๆ ที่เป็นตัวแทนของเด็กผู้หญิงยุคใหม่ สดใส มั่นใจ ไม่ยึดติดกรอบเดิม Catcha เข้าใจหัวใจสาว GEN Z ที่ชอบอะไรไม่ธรรมดา จึงออกแบบรองเท้านักเรียนให้ตอบโจทย์ทั้งแฟชั่นและฟังก์ชัน โดยเฉพาะรุ่นฮอตฮิตอย่าง รองเท้านักเรียน รุ่นส้นสูง ที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจ เสริมลุคให้ดูดีแบบไม่ต้องพยายาม แถมใส่สบาย ทนทาน และมีดีไซน์ที่เก๋แต่ยังอยู่ในกรอบชุดนักเรียน เพราะสำหรับ Catcha รองเท้านักเรียนไม่ใช่แค่รองเท้า แต่คือ อาวุธลับของสาวซ่าส์ ที่พร้อมก้าวออกไปใช้ชีวิตแบบไม่แคร์กรอบโลกใบเดิม

นายวิษณุ วงศ์วีระนนท์ชัย รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอส.ซี.เอส. สปอร์ตสแวร์ จำกัด กล่าวว่า “กว่า 50 ปีในวงการรองเท้า เราเชื่อมั่นว่ารองเท้านักเรียนควรเป็นมากกว่าสิ่งจำเป็น มันควรสะท้อนความมั่นใจ บุคลิก และตัวตนของเด็ก ๆ ทุกคน เราทุ่มทุนในทุกด้าน ตั้งแต่นวัตกรรม วัสดุ การผลิต จนถึงดีไซน์ เพื่อให้รองเท้า ‘ทันยุค ทันใจ และทันตัวตน’ ของผู้ใช้จริง ๆ”

“ปีนี้เราเดินหน้าทำตลาดแบบ 360 องศา เลือกพรีเซ็นเตอร์ที่เข้าถึงใจกลุ่มเป้าหมาย และสื่อสารแบรนด์อย่างจริงใจ เราไม่ได้แค่ขายรองเท้า แต่ขาย ‘จุดเริ่มต้นของความมั่นใจ’ จุดเริ่มต้นของการก้าวสู่ตัวตนที่แท้จริงในวัยเรียน และเราตั้งเป้าจะเป็น ‘แบรนด์รองเท้านักเรียนอันดับ 1 ในใจผู้บริโภค’ ทั้งในแง่คุณภาพ ดีไซน์ และฟังก์ชัน ที่กลมกลืนกับระเบียบโรงเรียนแต่ก็ยังเป็นตัวของตัวเองได้เต็มที่”

“คำว่า ‘เราจะก้าวไปอย่างไม่หยุดยั้ง’ ไม่ใช่แค่สโลแกน แต่มันคือคำมั่นสัญญาจากเราสู่คนรุ่นใหม่ และทุกก้าวของอนาคต”

-(016)

“คนคือพลังองค์กร” โฮปฟูลยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานสู่ความยั่งยืน

“คนคือพลังองค์กร” โฮปฟูลยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานสู่ความยั่งยืน

“คนคือพลังองค์กร” โฮปฟูลยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานสู่ความยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.31 น.

ในวาระวันแรงงานแห่งชาติ บริษัท โฮปฟูล จำกัด ผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพ เดินหน้าสานต่อแนวทางการบริหารที่ให้ความสำคัญกับ “คน” ในฐานะทรัพยากรหลักขององค์กร ตอกย้ำความเชื่อว่าแรงงานที่มีคุณภาพและความสุขในการทำงาน คือแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืน

อรรคพล หยกยิ่งยง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โฮปฟูล จำกัด เปิดเผยว่า “แรงงานคือหัวใจของธุรกิจ และผมเชื่อว่าความสุขของพนักงานคือเชื้อเพลิงของความสำเร็จ เมื่อเราดูแลพวกเขาอย่างเต็มที่ เราจะได้รับพลังงานในการขับเคลื่อนกลับมามหาศาล ซึ่งจะสะท้อนกลับมายังองค์กรในทุกมิติ”

เพื่อตอกย้ำเจตนารมณ์ดังกล่าว โฮปฟูลได้จัดกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ภายในองค์กร โดยหนึ่งในกิจกรรมที่ได้รับการกล่าวถึงอย่างมากคือ ทริปท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่นที่จัดขึ้นสำหรับทีมงานที่มีผลงานดี โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างแรงบันดาลใจผ่านประสบการณ์ตรง

อรรคพล กล่าวถึงแนวคิดเบื้องหลังการจัดกิจกรรมนี้ว่า “ผมอยากให้ทุกคนในทีมได้เห็นโลกใหม่ ได้สัมผัสสิ่งที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อน ไม่ใช่แค่เพื่อผ่อนคลาย แต่เพื่อเปิดมุมมองใหม่ให้พวกเขากลับมาพร้อมแรงใจที่มากขึ้น ผมเคยผ่านช่วงเวลาทำงานหนักมาแล้ว และรู้ว่าการพักและการได้รับโอกาสเป็นสิ่งที่มีพลังมากแค่ไหน”

ผมยังจำภาพของบางคนที่เห็นหิมะครั้งแรกแล้วน้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว หรือคนที่ตื่นเต้นกับการเดินในย่านชิบูย่าราวกับโลกเปิดใหม่ต่อหน้าเขาได้ดี ผมเชื่อว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่การพาไปเที่ยว แต่มันคือการเติมไฟ เติมจิตวิญญาณให้กับทีมงานในแบบที่จับต้องได้ ทริปนี้ไม่ได้จัดขึ้นเพื่อความหรูหราหรือฟุ่มเฟือย แต่เพื่อให้ทุกคนรับรู้ว่าเขาคือส่วนสำคัญขององค์กร และเรามองเห็นในความพยายามที่เขาทุ่มเทมาอย่างแท้จริง”

โฮปฟูลยังส่งเสริมคุณภาพชีวิตของบุคลากรในเชิงโครงสร้าง ด้วยการจัดอบรมด้านการเงินส่วนบุคคล การวางแผนชีวิต และการสร้างความมั่นคงให้พนักงาน เพื่อเสริมศักยภาพด้านการใช้ชีวิตนอกเหนือจากการทำงาน

“ผมเชื่อว่า หน้าที่ของผู้นำไม่ใช่แค่ดูตัวเลข แต่ต้องรู้ว่าในแต่ละวัน คนของเราคิดอะไร รู้สึกอย่างไร และมีเป้าหมายชีวิตแบบไหน ผมมักจะถามเสมอว่า เขาเก็บเงินไว้บ้างหรือยัง วางแผนอะไรไว้บ้าง เพราะถ้าเขามั่นคงในชีวิต เขาก็จะมั่นคงในงาน และองค์กรก็จะมั่นคงไปด้วย” คุณอรรคพลกล่าว

สำหรับแนวคิดของโฮปฟูลตั้งอยู่บนหลักที่ว่า “เพราะวิธีคิดสำคัญกว่าวิธีการ” เราไม่มองการทำงานเป็นการแข่งขันระหว่างพนักงาน แต่เราเชื่อในพลังของการทำงานร่วมกัน โฮปฟูลจึงเน้นการสร้างแรงบันดาลใจผ่านประสบการณ์ชีวิตจริง และปลูกฝังวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญกับความสำเร็จร่วมกันของทั้งทีม แทนที่จะยกย่องแค่คนใดคนหนึ่ง เราให้ความสำคัญกับทุกคนในองค์กรเท่าเทียมกัน เพราะเราเชื่อว่าองค์กรที่แข็งแกร่งต้องเติบโตไปพร้อมกัน

ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์ของโฮปฟูลมีสามารถสั่งซื้อได้ทางแพลตฟอร์มออนไลน์ ได้แก่ Facebook, Line@, TikTok, Shopee และ Lazada โดยคงเป้าหมายการส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคควบคู่ไปกับการดูแลทีมงานที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ

ในวันแรงงานแห่งชาติปีนี้ โฮปฟูลจึงไม่ได้เพียงร่วมเฉลิมฉลอง “แรงงาน” เท่านั้น แต่ยังขอร่วมยกย่อง “คุณค่าของคน” ที่เป็นแกนกลางของทุกก้าวย่างขององค์กร พร้อมเดินหน้าสร้างองค์กรที่อบอุ่นและยั่งยืนในระยะยาว

สานสัมพันธ์ 50 ปี ไทย-จีน จัดพิธีลงนาม MOU ขยายฐานนักท่องเที่ยวสองเมือง ‘กุ้ยโจว-ไทย’

สานสัมพันธ์ 50 ปี ไทย-จีน จัดพิธีลงนาม MOU ขยายฐานนักท่องเที่ยวสองเมือง 'กุ้ยโจว-ไทย'

สานสัมพันธ์ 50 ปี ไทย-จีน จัดพิธีลงนาม MOU ขยายฐานนักท่องเที่ยวสองเมือง ‘กุ้ยโจว-ไทย’

วันอังคาร ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.07 น.

ภายหลังจากผู้แทนรัฐบาลมณฑลกุ้ยโจว นำโดยนายหลู หยงเจิ้ง (Mr. Lu Yongzheng) อธิบดีกรมการโฆษณาการประจำพรรคคอมมิวนิสต์มณฑลกุ้ยโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมคณะ เข้าเยี่ยมคารวะ นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อหารือแนวทางส่งเสริมและขยายความร่วมมือด้านไทยจีนอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงมิตรภาพอันยั่งยืนระหว่างประเทศไทย-จีน กว่า 50 ปี รวมถึงยังได้เดินทางเข้าพบกับ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เพื่อแนะนำมณฑลกุ้ยโจว ในด้านของการเป็นเมืองท่องเที่ยว เศรษฐกิจ และความเชื่อมโยงทางภูมิศาสตร์ที่สวยงามระดับโลก สำหรับขยายฐานนักท่องเที่ยวสองเมือง คือ (กุ้ยโจว)-ไทย ต่อๆ ไปอนาคต

ส่วนช่วงเวลาบ่ายของวันเดียวกันนั้น ก็ได้มีการจัดประชุมด้านการวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวจีน (กุ้ยโจว)-ไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการนำเสนอให้เห็นทรัพยากรทางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวอันอุดมสมบูรณ์ของมณฑลกุ้ยโจว เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความร่วมมือระหว่างจีนและไทย ซึ่งภายในงานประชุมครั้งนี้ มีทั้งคณะผู้แทนระดับสูงจากมณฑลกุ้ยโจว, สมาคมไทยแต้จิ๋วแห่งประเทศไทย และคณะผู้แทนระดับสูงจากประเทศไทยด้านการท่องเที่ยว, สายการบิน, สมาคมหอการค้าไทย จีน, สมาคมการท่องเที่ยวภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก, สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA), สมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (TTAA) และสื่อมวลชนกว่า 20 สถานี เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้

โดยมี คุณเฉิน เจิ้น (Mr. Chen Zhen) รองอธิบดีกรมวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวมณฑลกุ้ยโจว เป็นผู้ดำเนินการประชุมฯ ดังกล่าว ซึ่งได้แบ่งวาระการประชุมออกเป็น 3 วาระ ได้แก่ 1. การกล่าวสุนทรพจน์ 2. การประชุมแลกเปลี่ยนกัน 3. พิธีลงนามเซ็นสัญญา MOU บันทึกข้อตกลงร่วมกัน เพื่อให้เกิดความร่วมมือและความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันทั้ง 2 ฝ่าย ในการจะช่วยกันพัฒนาผลักดันการท่องเที่ยวทั้งสองเมือง คือ (กุ้ยโจว)-ไทย

อย่างไรก็ดี  นายหลู หยงเจิ้ง (Mr. Lu Yongzheng) อธิบดีกรมการโฆษณาการประจำพรรคคอมมิวนิสต์มณฑลกุ้ยโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน กล่าวสุนทรพจน์ สำหรับการประชุมฯ ครั้งนี้ ว่า ถือเป็นโอกาสมาเยือนประเทศไทยในความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน ที่ครบรอบ 50 ปี ซึ่งบ่งบอกให้เห็นถึงมิตรภาพอันดีงามของทั้ง 2 ประเทศ ขณะเดียวกันก็มีวัตถุประสงค์ที่จะมาหารือความร่วมมือด้านวัฒนธรรม การท่องเที่ยว ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ส่งเสริมประชาสัมพันธ์ด้านการท่องเที่ยวร่วมกัน เพื่อผลักดันให้เกิดการขยายฐานนักท่องเที่ยวระหว่างทั้ง 2 เมือง คือ (กุ้ยโจว)-ไทย

เพราะที่ผ่านมา ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ห่วงใยถึงการพัฒนามณฑลกุ้ยโจว มาตลอด ท่านถึงฝากความหวังในเรื่องนี้ว่า ประเทศจีน กับ ไทย จะสามารถช่วยกันพัฒนาคุณภาพการท่องเที่ยวของมณฑลกุ้ยโจวให้เติบโตยิ่งขึ้น เนื่องจากมณฑลกุ้ยโจวเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่บรรจบกันระหว่างวัฒนธรรมดั้งเดิมและวัฒนธรรมสมัยใหม่ เป็นสถานที่ที่มีทัศนียภาพระดับโลก เป็นมณฑลที่มีมรดกโลกทางด้านธรรมชาติ มากที่สุดของประเทศจีน นอกจากนี้ยังมีงานก่อสร้างที่เรียกว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลก คือ สะพานที่สูงที่สุดในโลก 625 เมตร รวมถึงมีกุ้ยโจวเหมาไถ สุราขาวที่มีชื่อเสียงติดอันดับ 1 ของโลก

ทั้งนี้ เราทราบดีว่าการท่องเที่ยวของประเทศไทยมีอัตราการเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วและแข็งแกร่ง มีชื่อเสียงติดระดับโลก จึงเป็นอีกหนึ่งวัตถุประสงค์ของเราที่ได้นำคณะการท่องเที่ยว เดินทางมาแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องนี้กับประเทศไทย ปีที่ผ่านมา มณฑลกุ้ยโจวมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาถึง 8,000 ล้านคน คิดเป็นอัตราการเติบโต 10% เราจึงมีความมั่นใจว่ามณฑลกุ้ยโจว กำลังพัฒนาไปสู่การเติบโตแบบก้าวกระโดดมากขึ้น เพราะปีที่แล้ว รัฐบาลจีนได้เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยว สามารถเดินทางเข้ามาเข้ามาที่มณฑลกุ้ยโจว ได้ โดยฟรีวีซ่า (Free Visa) ซึ่งไม่ใช่ทุกพื้นที่ในประเทศจีนที่จะได้รับสิทธิ์พิเศษแบบนี้

ดังนั้น มณฑลกุ้ยโจวกำลังถูกพัฒนาให้เป็นเมืองท่องเที่ยวด้านสิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม มากขึ้น รวมถึงการท่องเที่ยวเชิงกีฬา และเทคโนโลยี ซึ่งภายหลังจากการพบปะกับ นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ก็ได้มีการ

แลกเปลี่ยนความเห็นกันว่า จะผลักดันการท่องเที่ยวไทยระหว่างไทยจีน ได้แก่  มณฑลกุ้ยโจว,ยูนนาน และมาเก๊า ให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ โดยที่จะมีการแลกเปลี่ยนนักท่องเที่ยวระหว่างไทย-จีน หรือที่เรียกว่า ความร่วมมือในด้านการท่องเที่ยว แบบ 2 ทาง ในเชิงลึกด้วยกันยิ่งขึ้นต่อไป จึงเป็นที่มาของการจัดพิธีลงนามเซ็นสัญญา MOU บันทึกข้อตกลงร่วมกัน เพื่อให้เกิดความร่วมมือและความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันทั้ง 2 ฝ่าย ในการจะช่วยกันพัฒนาผลักดันการท่องเที่ยวทั้ง 2 เมือง คือ (กุ้ยโจว)-ไทย ร่วมกัน

ขณะที่ นายบุญรพี ดำรงรัตน์ ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียตะวันออก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ปัจจุบัน ททท.ยืนยันนโยบายการส่งเสริมการท่องเที่ยว ภายใต้แนวทางส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบ Two-way Tourism พร้อมนำเสนอ Grand Festivity ภายใต้กรอบ Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year 2005 โดยมุ่งยกระดับนักท่องเที่ยวจากมณฑลกุ้ยโจว ให้เดินทางมาประเทศไทยมากขึ้น สำหรับการเดินทางมาครั้งนี้ของคณะผู้แทนจากสาธารณรัฐประชาชนจีน แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลจีนเชื่อมั่นในศักยภาพของรัฐบาลไทย และ ททท.พร้อมให้ความร่วมมือเพื่อเชื่อมโยงมิตรภาพอันยั่งยืนระหว่าง 2 ประเทศ ทั้งในด้านการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ

มร. นูร์ ฮาหมัด ฮามิค ประธานบริหาร สมาคมการท่องเที่ยวเอเชียแปซิฟิก (PATA) กล่าวถึง ความร่วมมือทางด้านวัฒนธรรม และการท่องเที่ยว ระหว่าง(กุ้ยโจว)-ไทย ครั้งนี้ ถือว่าเป็นเวทีสำคัญที่จะก่อให้เกิดการผสมผสานกัน ทั้งในด้านวัฒนธรรมและธุรกิจ ประกอบกับจะเป็นสะพานเชื่อมโยงประเทศต่างๆ เข้าด้วยกัน เพราะประเทศไทย และมณฑลกุ้ยโจว ต่างเป็นสมาชิกสำคัญของสมาคมการท่องเที่ยว ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่สมาคมไม่เพียงแต่จะส่งเสริมความร่วมมือเท่านั้น แต่จะร่วมกันพัฒนา การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ๆ อีกด้วย ในยุคที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว กำลังเผชิญกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงทั้งด้านเทคโนโลยี ความต้องการของผู้บริโภคที่มีมากขึ้น

ดังนั้น พิธีลงนามเซ็นสัญญา MOU บันทึกข้อตกลงร่วมกันระหว่าง (กุ้ยโจว)-ไทย ครั้งนี้ ถือเป็นการแสดงออกถึงคำมั่นสัญญาร่วมกันของความร่วมมือ ที่จะพัฒนาโครงการท่องเที่ยวต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และการสื่อสารทางวัฒนธรรม ควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ด้วยกัน

ส่วน นายณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล ประธานกรรมการหอการค้าไทย-จีน กล่าวว่า กุ้ยโจวเป็นมณฑลสำคัญในภาคตะวันตกของจีน มีวัฒนธรรมและธรรมชาติสวยงาม มีกุ้ยโจวเหมาไถ สุราขาวที่มีชื่อเสียงติดอันดับ 1 ของโลก ที่ผ่านมา มณฑลกุ้ยโจว มีการพัฒนาขึ้นอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจเทคโนโลยี ดังนั้น การได้เข้ามาประชุมด้านการวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวจีน (กุ้ยโจว)-ไทยในวันนี้ ถือว่าเป็นโอกาสดีที่จะช่วยกันพัฒนาเพื่อจะเติบโตไปด้วยกัน ทั้งในด้านการท่องเที่ยว วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระหว่าง กุ้ยโจว)-ไทย

โดย สมาคมหอการค้าไทย-จีน มีภารกิจในการส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่างไทย-จีน ในด้านต่างๆ เช่น การค้า การลงทุน เพื่อยืนยันต่อการเป็นมิตรภาพที่ดีต่อกัน เช่นเดียวกับเรื่องการท่องเที่ยวทั้ง 2 เมือง คือ (กุ้ยโจว)-ไทย ซึ่งทางสมาคมฯ จะมีการประชาสัมพันธ์ในเรื่องนี้ให้คนไทยได้รู้จักกันมากขึ้น รวมถึงเรื่องการส่งเสริมวัฒนธรรมไทย – จีน เพื่อให้ทั้ง 2 ประเทศนี้ถูกพัฒนาต่อไป

นอกจากนี้ นายเจริญ วังอนานนท์ นายกสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (TTAA) กล่าวเสริมว่า มณฑลกุ้ยโจวมีชื่อเสียงในเรื่องของทรัพยากรทางด้านธรรมชาติ ยิ่งปี 2568 นี้เป็นปีครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ไทย-จีน โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ไทย-จีน นับว่าประสบความสำเร็จมาอย่างยาวนาน ดังนั้นความร่วมมือทั้ง 2 ฝ่าย ในครั้งนี้ จะส่งผลให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวมีสีสันน่าสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะมาตรการ ฟรีวีซ่า (Free Visa) จะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่าง 2 ประเทศนี้ ให้เติบโตได้อย่างยิ่งใหญ่

สุดท้าย คุณเฉิน เจิ้น  (Mr. Chen Zhen) รองอธิบดีกรมวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวมณฑลกุ้ยโจว ได้กล่าวขอบคุณทุกท่าน ที่เข้ามาร่วมประชุมด้านการวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวจีน (กุ้ยโจว)-ไทย ครั้งนี้ จากนั้นก็เข้าสู่พิธีลงนามเซ็นสัญญา MOU บันทึกข้อตกลงเพื่อให้เกิดความร่วมมือและความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันทั้ง 2 ฝ่าย ในการจะช่วยกันพัฒนาผลักดันการท่องเที่ยวทั้งสองเมือง คือ (กุ้ยโจว)-ไทย ต่อไป

-(016)

‘บุฟเฟต์ติ่มซำมื้อกลางวัน’ห้องอาหารจีนหยก

'บุฟเฟต์ติ่มซำมื้อกลางวัน'ห้องอาหารจีนหยก

‘บุฟเฟต์ติ่มซำมื้อกลางวัน’ห้องอาหารจีนหยก

วันอังคาร ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.06 น.

ห้องอาหารจีนหยก โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ คัดสรรเมนูที่ครบถ้วนทั้งรสชาติ คุณภาพอาหาร วัตถุดิบ และคุณประโยชน์ครบครันต่อร่างกาย เพื่อมื้อกลางวันให้คุณได้อร่อยกับ “บุฟเฟต์ติ่มซำ” กว่า 35 รายการ อิ่มเพิ่มกับหมวดต่างๆ อีกมากมาย ดังนี้

-บุฟเฟต์พรีเมียม หมวดออเดิร์ฟ (ไก่แช่เหล้า/ยำแมงกะพรุน/กุ้งทอดครีมสลัด) ซุป (ซุปเสฉวน/ซุปเยื่อไผ่) ผัดผัก (กะหล่ำปลีผัดน้ำปลา/ผักกาดแก้วน้ำมันหอย/คะน้าฮ่องกงน้ำมันหอย/ผักบุ้งไฟแดง) จานหลัก (ข้าวผัดกุนเชียง/โกยซีหมี่) ของหวาน (บัวลอยน้ำขิง/สาคูแคนตาลูป) และ เครื่องดื่ม (ชาจีน/เก็กฮวย) เพียงท่านละ 999 บาทถ้วนเท่านั้น (จากปกติ 1,300 บาท)  

-บุฟเฟต์แพลทินัม หมวดออเดิร์ฟและบาร์บีคิว (ไก่แช่เหล้า/ยำแมงกะพรุน/กุ้งทอดครีมสลัด/เป็ดปักกิ่ง/เป็ดย่าง/หมูแดง/หมูกรอบ) ซุป (ซุปเสฉวน/ซุปเยื่อไผ่/ซุปเต้าหู้ซีฟู้ด) จานร้อน (กะหล่ำปลีผัดน้ำปลา/ผักกาดแก้วน้ำมันหอย/คะน้าฮ่องกงน้ำมันหอย/ผักบุ้งไฟแดง/ปวยเล้งผัดกระเทียม/หมูเปรี้ยวหวาน/เป็ดผัดเสฉวน/ผัดกะเพราเป็ด/เมี่ยงเป็ด/ปูนิ่มทอดผัดพริกเกลือ) จานหลัก (ข้าวผัดกุนเชียง/โกยซีหมี่/ก๋วยเตี๋ยวราดหน้าเป็ด) ของหวาน (บัวลอยน้ำขิง/สาคูแคนตาลูป/เยลลี่ตะไคร้ว่านหางจระเข้/แปะก๊วยน้ำขิง) และ เครื่องดื่ม (ชาจีน/เก็กฮวย) เพียงท่านละ 1,399 บาทถ้วนเท่านั้น (จากปกติ 1,700 บาท)  

เมนูติ่มซำที่ไม่ควรพลาดคือ กรรเชียงปูนึ่งพริกมะนาว ก๋วยเตี๋ยวหลอดหอยเชลล์ กุ้งนึ่งราดผงกะหรี่ ปลากะพงซอสแดง ปลาหิมะนึ่งซีอิ๊ว ข้าวเหนียวทอดไส้ไข่เค็มลาวา ฟองเต้าหู้ทอด ฮะเก๋าหยก ขนมจีบฮ่องกง และ กุ้งหางหงส์ ฯลฯบุฟเฟต์ติ่มซำเปิดบริการทุกวันระหว่างเวลา 11.30 – 14.30 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร. 0-2276-4567 ต่อ 8429-30 หรือไลน์ @theemerald และ www.facebook.com/yoktheemerald

เปิดตัวอย่างเป็นทางการ Bangmod Aesthetic Hospital ศูนย์ศัลยกรรมความงามในแบบที่เป็นตัวคุณ

เปิดตัวอย่างเป็นทางการ Bangmod Aesthetic Hospital ศูนย์ศัลยกรรมความงามในแบบที่เป็นตัวคุณ

เปิดตัวอย่างเป็นทางการ Bangmod Aesthetic Hospital ศูนย์ศัลยกรรมความงามในแบบที่เป็นตัวคุณ

วันอังคาร ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.24 น.

โรงพยาบาลบางมดเอสเธติค จัดงาน THE EXCLUSIVE GRAND OPENING เปิดตัวโรงพยาบาลแห่งใหม่อย่างเป็นทางการ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ฉีกกฎความสวย ด้วยตัวตนใหม่ในแบบคุณ” โดยได้รับเกียรติจาก นายจรัลธาดา กรรณสูตร องคมนตรี และแขกผู้มีเกียรติหลากหลายแขนงเข้าร่วมแสดงความยินดี ณ Assada Hall ชั้น 5 Bangmod Aesthetic Hospital (โรงพยาบาลบางมดเอสเธติค) เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2568  

ภายในงาน นายแพทย์สุรสิทธิ์ อัศดามงคล แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมตกแต่งและเสริมสร้างใบหน้า ประธานกรรมการบริหารโรงพยาบาลบางมดและโรงพยาบาลบางมดเอสเธติค และนายแพทย์ธนัญชัย อัศดามงคล แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมตกแต่ง เเละ CEO โรงพยาบาลบางมดเอสเธติค ร่วมพูดคุยถึงแนวคิด วิสัยทัศน์ในการพัฒนาโรงพยาบาลไปสู่ระดับสากล พร้อมกันนี้ ได้เปิดตัว ลูกเกด เมทินี กิ่งโพยม นางแบบ นักแสดง และพิธีกรชาวไทย ในฐานะ Iconic Presenter รวมถึงเปิดตัวทีมแพทย์มากความสามารถของโรงพยาบาล

นพ.ธนัญชัย อัศดามงคล แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมตกแต่ง เเละ CEO โรงพยาบาลบางมดเอสเธติค เปิดเผยว่า โรงพยาบาลบางมดเอสเธติคภูมิใจที่ทำให้ผู้มารับบริการยิ้มได้ และในบางท่านเหมือนได้สร้างชีวิตใหม่ให้เขาผ่านการศัลยกรรม จากประสบการณ์ความเชี่ยวชาญของแพทย์และ ‘เทคนิคบางมด’ แผลเล็ก เจ็บน้อย หายเร็ว ดูเป็นธรรมชาติ ที่เป็นตำนานมากว่า 40 ปี Bangmod Aesthetic Hospital เราก็ยังคงจะยึดมั่น รักษามาตรฐาน ใส่ใจบริการให้ทุกท่านได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล  และไม่หยุดพัฒนา ทั้งในด้านทีมแพทย์ บุคลากร ผสานนวัตกรรม เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย โดยมีเป้าหมายที่จะให้การแพทย์ศัลยกรรมความงามของไทย เติบโตและก้าวไปในระดับสากล เราจะเป็น Aesthetic Hub ในเอเชีย ศูนย์ศัลยกรรมความงามที่ยิ่งใหญ่ ยิ่งได้รับแรงสนับสนุนจากภาครัฐเองที่ขณะนี้ก็มีการเล็งเห็นและผลักดันเกี่ยวกับอุตสาหกรรมความงามของไทย ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิง Aesthetic  ก็มองว่าไทยเรามีโอกาสในการที่จะช่วยผลักดันด้านศัลยกรรมความงามไปสู่ระดับนานาชาติ    

“ผมอยากให้ต่างชาติได้ยินชื่อ  Bangmod Aesthetic Hospital  แล้วสัมผัสได้ว่านี่คือ ศูนย์กลางแห่งความรู้ ความเชี่ยวชาญ ความงามที่มั่นใจได้ หรือได้ยินว่า Thailand Aesthetic แล้วรู้สึกว่านี่คือหนึ่งในของดีของไทย เราเชื่อมั่นว่าศักยภาพของบุคลากรทางการแพทย์และอุตสาหกรรมด้านศัลยกรรมตกแต่งในเมืองไทยไม่แพ้ที่ใดในโลก”  

ลูกเกด เมทินี กิ่งโพยม นางแบบ นักแสดง และพิธีกรคนดังของเมืองไทย ในฐานะ ICONIC PRESENTER Bangmod Aesthetic Hospital  ได้เปิดเผยว่า “ด้วยวัยที่ก้าวเข้าสู่อายุ 53 แม้ว่าไลฟ์สไตล์จะออกกำลังกายอย่างหนักและควบคุมอาหารเป็นอย่างดี แต่ด้วยธรรมชาติของร่างกาย ก็ถือว่ายังไม่เพียงพอกับการที่เกดต้องใช้ภาพลักษณ์ในการทำงานที่ต้องอาศัยความมั่นใจในตัวเองอย่างมาก เกดจึงมั่นใจและไว้วางใจที่จะให้โรงพยาบาลบางมดเอสเธติคดูแล โดยโปรแกรมที่ทำร่วมกันกับโรงพยาบาลจะเป็นชื่อแคมเปญ Bangmod sexy line with Metinee ที่เป็นเทคนิคเฉพาะ ที่ออกแบบไลน์กล้ามท้อง และช่วงเอวตามรูปร่าง สร้างความโค้งเว้า และเงาบนหน้าท้องอย่างเป็นธรรมชาติให้ดูกลืนไปกับผิวและรูปร่างเดิม โดยไม่ทิ้งร่องลึกจนดูแข็งหรือหลอกตา ตรงตามเป้าหมายที่อยากมีหุ่นเฟิร์มของเกดที่แม้อายุจะก้าวสู่วัย 53  แต่หุ่นก็เป๊ะได้ ทั้งร่อง 11 รวมถึงสัดส่วนอื่น ๆ ของร่างกายที่กระชับ เสมือนคืนหุ่นในยุคนางแบบตัวแม่ของเกด ซึ่งเกดมั่นใจในฝีมือและประสบการณ์ของทีมแพทย์ ตลอดจนเทคโนโลยี และความปลอดภัยในมาตรฐานระดับสากลของโรงพยาบาลบางมดเอสเธติค”

Bangmod Aesthetic Hospital (โรงพยาบาลบางมดเอสเธติค) เป็นโรงพยาบาลด้านศัลยกรรมความงามและการดูแลสุขภาพแบบครบวงจร ตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกับพื้นที่เดิมของโรงพยาบาลบางมด เป็นอาคาร 5 ชั้น ให้บริการหลัก 3 ด้าน ได้แก่ ศัลยกรรมความงาม แผนกผิวหนัง และเวชศาสตร์ป้องกันและฟื้นฟูสุขภาพ พร้อมด้วยห้องผ่าตัดที่ทันสมัยจำนวน 10 ห้อง ห้องพักที่หรูหรา สะดวกสบาย พร้อมประชุมขนาดใหญ่ 300 ที่นั่ง โดยมีแผนในการก้าวเป็นผู้นำด้านศัลยกรรมความงามในระดับนานาชาติ รวมถึงการเป็นโรงพยาบาลที่ให้ความรู้ทางการแพทย์เรื่องการศัลยกรรมความงาม มุ่งเป็นผู้นำด้าน Aesthetic และศัลยกรรมความงามแบบครบวงจร

สำหรับโปรแกรมศัลยกรรมความงามของ Bangmod Aesthetic Hospital ที่ได้รับความนิยมและสร้างชื่อเสียงมากที่สุดคือ ศัลยกรรมดึงหน้า ที่ปีนี้มีการเปิดตัวเทคนิคใหม่ Modern Faceift Plus ซึ่งเป็นการดึงหน้าในชั้นลึก ด้วย Triple SMAS technique หรือดึงชั้นลึก ใน 3 ขั้นตอน ช่วยให้ผลลัพธ์เป็นธรรมชาติ คงทนยาวนาน ศัลยกรรมที่ได้รับความนิยมและสร้างชื่อเสียงรองลงมาคือ ศัลยกรรมเสริมหน้าอกด้วย Modern Breast Plus เทคนิคที่จะช่วยให้ได้หน้าอกที่ดูเป็นธรรมชาติ ขนาดพอดี และปรับตามสรีระร่างกายของแต่ละบุคคล ผสานการส่องกล้องช่วยผ่าตัด ทำให้แผลผ่าตัดเล็กลง พื้นตัวได้เร็วขึ้น และที่กำลังจะขยายตลาดเพิ่มคือในส่วนของการทำ Body Contouring ทั้งหมด ทั้งในส่วนของการเสริมซิลิโคนเพื่อเพิ่มสัดส่วนและที่เป็นการดูแลความสวยงามตั้งแต่ใต้คางลงมา ทั้งในส่วนการกระชับสัดส่วนร่างกายเพื่อลดความหย่อนคล้อยของผิวหนัง ไม่ว่าจะเป็นศัลยกรรมยกกระชับหน้าอก หรือการศัลยกรรมผ่าตัดหน้าท้อง ผิวหนังส่วนเกิน รวมถึงการดูดไขมัน โดยเฉพาะโปรแกรมใหม่ที่เพิ่งเปิดตัว Bangmod Sexy Line หรือ B Line  ที่สามารถออกแบบไลน์กล้ามท้อง และช่วงเอวตามรูปร่าง สร้างความโค้งเว้าและเงาบนหน้าท้องอย่างเป็นธรรมชาติ ให้ดูกลืนไปกับผิวและรูปร่างเดิม ไม่ทิ้งร่องลึก จนดูแข็งหรือหลอกตา

 นอกจากนี้ Bangmod Aesthetic Hospital ได้ใส่ใจถึงการบริการที่ดีที่สุด ตั้งแต่การเลือกสรรเพลง เพื่อสร้างความผ่อนคลายให้กับผู้เข้ารับบริการผ่าตัดภายในโรงพยาบาล โดยห้องผ่าตัดออกแบบให้มีธีมต่างๆ อาทิ ท้องฟ้า ภูเขา ดอกไม้ ให้ผู้รับบริการรู้สึกผ่อนคลายและสบายใจอย่างที่สุด รวมถึงห้องพักหลังผ่าตัด ได้ออกแบบให้เหมือนโรงแรมหรู เสมือนมาพักผ่อน และกลับบ้านไปพร้อมความสวยและความมั่นใจที่มากขึ้น

ผู้สนใจเข้ารับบริการ สอบถามได้ที่ โทร.084-456-7777 , 063-770-0968 , 062-257-5499 ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่  https://www.facebook.com/Bangmodaesthetichospital หรือ LINE ID : @bangmod

aT เปิดตัว 8 แบรนด์แฟรนไชส์เกาหลีชื่อดังที่ “Korea Pavilion” ในงาน TFBO 2025

aT เปิดตัว 8 แบรนด์แฟรนไชส์เกาหลีชื่อดังที่ “Korea Pavilion” ในงาน TFBO 2025

aT เปิดตัว 8 แบรนด์แฟรนไชส์เกาหลีชื่อดังที่ “Korea Pavilion” ในงาน TFBO 2025

วันอังคาร ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.07 น.

องค์กรการค้าการเกษตรกรรมและการประมงแห่งสาธารณรัฐเกาหลี (Korea Agro-Fisheries & Food Trade Corporation: aT) เตรียมจัดแสดงนวัตกรรมและศักยภาพธุรกิจแฟรนไชส์จากเกาหลีใต้ในรูปแบบครบวงจร ภายใต้โซน ‘Korea Pavilion’ ภายในงาน Thailand Franchise & Business Opportunities 2025 (TFBO 2025) ระหว่างวันที่ 4–7 มิถุนายน 2568 ณ ฮอลล์ 100 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา”

พบกับ 8 แบรนด์แฟรนไชส์จากเกาหลี ที่ได้รับความนิยมสูงสุด พร้อมยกทัพสินค้าตัวอย่าง การสาธิตทำอาหารสด และกิจกรรม Business Matching กับตัวแทนแบรนด์โดยตรง เปิดโอกาสทองให้เจ้าของธุรกิจ นักลงทุน และผู้ที่สนใจชาวไทย ได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับธุรกิจแฟรนไชส์เกาหลีชั้นนำ:

1.Ttangs Budaejjigae – แบรนด์หม้อไฟอันดับ 1 จากเกาหลี มาพร้อมเมนูหมาล่าสุดจี๊ดจ๊าด และผลิตภัณฑ์อาหาร Ready-To-Cook ทำเองง่ายได้ที่บ้าน

2. Goban – ปิ้งย่างสูตรพรีเมียมที่โดดเด่นด้วยซอสซิกเนเจอร์ 8 ชนิด และเครื่องเคียง 8 อย่าง

3.Cravy For Crispy Chicken – ไก่ทอดสไตล์เกาหลี รสชาติไม่ซ้ำใคร กรอบนอกฉ่ำใน พร้อมเมนูของว่างหลากหลาย

4.Compose Coffee – แบรนด์กาแฟที่เติบโตกว่า 2,780 สาขา พร้อมแคมเปญสุดพิเศษร่วมกับ V จากวง BTS

5.Sunbikkoma Kimbap – แบรนด์คิมบับและต็อกโบกิระบบแฟรนไชส์แข็งแรง มีทีมผู้เชี่ยวชาญรองรับการขยายกิจการ

6.Rock and Roll Food – จาจังมยอนสำเร็จรูปสูตรเฉพาะ รสชาติดั้งเดิมแบบเกาหลีแท้

7.Guljak Topokki Chicken – ต็อกโบกิที่ยกระดับจากของว่างสู่เมนูหลัก เสิร์ฟคู่ไก่ทอดสุดฟิน

8.Daily Beer Daily Chicken– เบียร์คราฟต์แพลตฟอร์มเบอร์หนึ่งจากเกาหลีที่ร่วมงานกับโรงเบียร์ท้องถิ่นทั่วประเทศความพิเศษของ Korea Pavilion ไม่ได้มีเพียงแค่การจัดแสดงแบรนด์เท่านั้น แต่ยังมีกิจกรรมให้ผู้เข้าร่วมงานได้ “สัมผัสของจริง” ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ตลอดทั้ง 4 วัน ได้แก่:

Business Matching กับตัวแทนแบรนด์โดยตรงจากเกาหลี สำหรับนักลงทุนที่ต้องการเป็นพาร์ทเนอร์หรือพูดคุยเรื่องแฟรนไชส์ ลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่: https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLScLvkh-A2xS_sJPq13hkMTax1cfUSKz0X-T_Cwthm5KKDRZaw/viewform

Live Cooking Show จากเชฟของแต่ละแบรนด์ ที่จะสาธิตวิธีปรุงอาหารด้วยวัตถุดิบแท้จากเกาหลี ทุกวัน วันละ 2 รอบ: 10.00 – 14.00 น. และ 15.00 – 19.00 น.

กิจกรรมสุดพิเศษวันที่ 6 มิ.ย. พบกับอินฟลูเอนเซอร์สายกินชื่อดัง Bitefood (คุณแพทและคุณไกด์) ที่จะมาชิมและรีวิวอาหารเกาหลีแบบสด ๆ พร้อมพูดคุยกับแฟนคลับ

การเข้าร่วม TFBO 2025 ในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ aT จะได้เปิดตัวแบรนด์แฟรนไชส์จากเกาหลีสู่ตลาดไทย โดยอาศัยเวทีของงานแฟรนไชส์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยอย่าง TFBO (Thailand Franchise & Business Opportunities) ซึ่งปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 21 และคาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานมากกว่า 12,000 คน

งานดีๆแบบนี้บอกได้คำเดียวเลยว่างานนี้ห้ามพลาด! แล้วมาพบกันในโซน Korea Pavilion วันที่ 4-7 มิถุนายน 2568 เวลา 10.00-19.00 น. ณ ฮอลล์ 100 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา

หน้ากาก IRIS OHYAMA Daily Fit Mask 2 สีทูโทนใหม่ ทรงสวยเป๊ะ

หน้ากาก IRIS OHYAMA Daily Fit Mask 2 สีทูโทนใหม่ ทรงสวยเป๊ะ

หน้ากาก IRIS OHYAMA Daily Fit Mask 2 สีทูโทนใหม่ ทรงสวยเป๊ะ

วันอังคาร ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.38 น.

เพิ่มสไตล์การสวมใส่หน้ากากให้สวยเป๊ะ มั่นใจ โอซีซี กรุ๊ป แนะนำ IRIS OHYAMA Daily Fit Mask Size S (ไอริส โอยามะ เดลี่ ฟิต แมส) หน้ากากอนามัยแบรนด์คุณภาพจากประเทศญี่ปุ่น รูปทรง 3D ขอบโค้งมนอ่อนโยนต่อผิว กระชับเข้ากับรูปหน้า สายรัดยืดหยุ่นนุ่มสบายหู ด้วยประสิทธิภาพแผ่นกรองหนา 3 ชั้น ช่วยป้องกันฝุ่นละออง PM 2.5 ได้มากถึง 99% มาพร้อม 2 สีทูโทนใหม่ GRAY-NIGHT BLUE (สีเทา-น้ำเงิน) และ BEIGE-BURGUNDY (สีเบจ-แดงเบอกันดี) จำหน่ายแบบกล่อง 20 ชิ้น ราคา 120 บาท 

สั่งซื้อสินค้าได้ที่ Siam Takashimaya , Tsuruha, DONKI และช่องทางออนไลน์ Facebook, Lazada , Shopee : OCC Beauty House Shop

เชฟรอน จับมือพันธมิตร รณรงค์เดินเท้าปลอดภัย ในสัปดาห์ความปลอดภัยทางถนนแห่งสหประชาชาติ

เชฟรอน จับมือพันธมิตร รณรงค์เดินเท้าปลอดภัย  ในสัปดาห์ความปลอดภัยทางถนนแห่งสหประชาชาติ

เชฟรอน จับมือพันธมิตร รณรงค์เดินเท้าปลอดภัย ในสัปดาห์ความปลอดภัยทางถนนแห่งสหประชาชาติ

วันอังคาร ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด มูลนิธิป้องกันอุบัติภัยแห่งเอเชีย (AIP) และศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนจังหวัดสงขลา รณรงค์เดินเท้าปลอดภัย ในสัปดาห์ความปลอดภัยทางถนนแห่งสหประชาชาติ

นายวิทยา จันทน์เสนะ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ให้เกียรติเป็นประธานในกิจกรรมรณรงค์สัปดาห์ความปลอดภัยทางถนนแห่งสหประชาชาติ หรือ UN Global Road Safety Week ครั้งที่ 8 ที่จัดขึ้นโดยโครงการ “เดินทางปลอดภัยไปโรงเรียน” (Chevron Street Wise) ที่เป็นความร่วมมือของ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด มูลนิธิป้องกันอุบัติภัยแห่งเอเชีย (AIP) และศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนจังหวัดสงขลา โดยภายในงาน ได้ผนึกความร่วมมือจากหลากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม ตลอดจนนักศึกษาและผู้แทนจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย พร้อมคณะครู นักเรียน โรงเรียนวรนารีเฉลิม จังหวัดสงขลา เพื่อสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยบนท้องถนนแก่นักเรียนและชุมชนในพื้นที่

รองผู้ว่าฯ สงขลา วิทยา จันทน์เสนะ

สัปดาห์ความปลอดภัยทางถนนแห่งสหประชาชาติ ในปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-18 พฤษภาคม 2568 ภายใต้แนวคิด “Street for Life, Make Walking Safe” โดยองค์การสหประชาชาติมุ่งเน้นให้เกิดการรณรงค์ระดับโลก เพื่อสร้างความตระหนักรู้และขับเคลื่อนการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมทั้งในระดับประเทศและภูมิภาค โดยให้ความสำคัญด้านการเดินเท้าปลอดภัย ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของกิจกรรมที่จัดขึ้นในครั้งนี้

นายวิทยา จันทน์เสนะ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา กล่าวว่า “จากสถิติอุบัติเหตุในจังหวัดสงขลา พบว่ากลุ่มอายุ 10-19 ปี เป็นช่วงวัยที่ประสบอุบัติเหตุมากที่สุด จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่แต่ละภาคส่วนจะต้องร่วมสร้างความตระหนักเรื่องความปลอดภัยทางถนน การจัด ‘กิจกรรมรณรงค์สัปดาห์ความปลอดภัยทางถนนแห่งสหประชาชาติ’ ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่โครงการฯ ได้ร่วมส่งเสริมให้โรงเรียนวรนารีเฉลิม ซึ่งเป็นพื้นที่จัดกิจกรรมในครั้งนี้ เป็นโรงเรียนต้นแบบด้านความปลอดภัยทางถนนระดับมัธยมศึกษาของจังหวัดสงขลา เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ปลอดภัย ซึ่งจะนำไปสู่การลดความรุนแรงจากอุบัติเหตุบนท้องถนนและส่งเสริมให้ชุมชนของเรามีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว”

งานในครั้งนี้จัดขึ้นบริเวณหน้าโรงเรียนวรนารีเฉลิม จังหวัดสงขลา โดยมีกิจกรรมรณรงค์ส่งเสริมความปลอดภัยในการเดินเท้า ภายใต้แคมเปญ #MakeWalkingSafe พร้อมให้ผู้ร่วมกิจกรรมถือป้ายรณรงณ์และแจกของที่ระลึกแก่ผู้สัญจร นอกจากนี้ ยังมีนิทรรศการผลงานออกแบบเพื่อส่งเสริมการเดินเท้าอย่างปลอดภัยจากนักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย ที่นำเสนอแนวคิดการออกแบบเชิงสร้างสรรค์ซึ่งสะท้อนปัญหาและแนวทางการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การปรับปรุงการออกแบบจุดข้ามถนน หรือการออกแบบป้ายสัญลักษณ์บริเวณทางม้าลาย โดยกิจกรรมทั้งหมดนี้ ได้สร้างความตระหนักรู้และปลูกฝังวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนนในชุมชน โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางและมีความเสี่ยงสูงจากอุบัติเหตุทางถนน สะท้อนความมุ่งมั่นของโครงการ “เดินทางปลอดภัยไปโรงเรียน” ในการสนับสนุนแผนงานระดับโลกของสหประชาชาติ ที่มีเป้าหมายลดอัตราการเสียชีวิตและบาดเจ็บจากอุบัติเหตุบนท้องถนนร้อยละ 50 ภายในปี พ.ศ. 2573

นางสาวพรสุรีย์ กอนันทา รองประธานกรรมการบริหาร ฝ่ายกิจการองค์กร บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวว่า “ในฐานะบริษัทด้านพลังงาน ความปลอดภัยถือเป็นหัวใจหลักที่เราให้ความสำคัญสูงสุด ไม่เพียงในด้านการปฏิบัติงานเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความปลอดภัยของชุมชนในทุกพื้นที่ที่เราเข้าไปทำงาน เพราะเราเชื่อว่าความปลอดภัยคือรากฐานของการมีคุณภาพชีวิตที่ดี เชฟรอนจึงร่วมมือกับมูลนิธิเอไอพี และศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนจังหวัดสงขลา ผ่านโครงการเดินทางปลอดภัยไปโรงเรียน มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 โดยจนถึงปัจจุบันได้ช่วยให้นักเรียนกว่า 8,000 คน มีความรู้และทักษะที่จำเป็นในการใช้ถนนอย่างปลอดภัย ขณะเดียวกันประชาชนกว่าสองล้านคนก็ได้รับประโยชน์จากกิจกรรมรณรงค์และสื่อสารอย่างต่อเนื่อง กิจกรรมในวันนี้ จึงสะท้อนความตั้งใจสำคัญของการสร้างสังคมที่ปลอดภัยอย่างยั่งยืน”

พรสุรีย์ กอนันทา

นางสาวมัสลิน คุโณภาสวรกุล ผู้จัดการฝ่ายบริหารและจัดการ มูลนิธิป้องกันอุบัติภัยแห่งเอเชีย (AIP) กล่าวเสริมว่า “ความปลอดภัยทางถนนเป็นประเด็นสำคัญระดับโลก โดยรายงานของกระทรวงสาธารณสุขระหว่างปี พ.ศ. 2554 ถึง 2562 พบว่า มีเด็กมากกว่า 26,000 คน เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ และอีก 265,758 คน ได้รับบาดเจ็บบนท้องถนน โดยกลุ่มหลักเป็นเยาวชนอายุ 15-19 ปี ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความเร่งด่วนในการสร้างความตระหนักรู้เพื่อใช้ถนนอย่างปลอดภัยแก่เด็ก คุณครู รวมถึงผู้ปกครอง ปัจจุบันมีโรงเรียนในจังหวัดสงขลาเข้าร่วมโครงการฯ แล้วถึง 11 แห่ง โดยหนึ่งในความสำเร็จของโครงการฯ คือการจัดตั้งมุมเรียนรู้ความปลอดภัยทางถนนภายในโรงเรียน เพื่อจำลองสถานการณ์ทางถนน ทั้งนี้ กิจกรรมทั้งหมดเรามุ่งให้เยาวชนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา และเสริมสร้างทักษะการใช้ถนนอย่างปลอดภัย ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญในการร่วมกันสร้างสังคมที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน”

มัสลิน คุโณภาสวรกุล

เพราะความปลอดภัยบนท้องถนนไม่ใช่เป็นเพียงการป้องกันอุบัติเหตุ แต่คือรากฐานของคุณภาพชีวิตที่ดีของ      ทุกคน โดยกิจกรรมรณรงค์สัปดาห์ความปลอดภัยทางถนนแห่งสหประชาชาติครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนพลังความร่วมมือของหลากหลายภาคส่วน ที่เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลง ต้องเริ่มแก้ไขจากจุดเล็กๆ ที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อก้าวสู่สังคมที่ปลอดภัยและยั่งยืนไปพร้อมกัน