ยูนิคอร์น ฮอสพิทาลิตี้ ขยายพอร์ตโฟลิโอสองโรงแรมใหม่ล่าสุด ‘ดิ เอ็กซ์เคป ริเวอร์แคว’ และ ‘อะเมเนอร์ เชียงใหม่’ มุ่งเน้นเจ้าของเป็นศูนย์กลาง

ยูนิคอร์น ฮอสพิทาลิตี้ ขยายพอร์ตโฟลิโอสองโรงแรมใหม่ล่าสุด ‘ดิ เอ็กซ์เคป ริเวอร์แคว’ และ ‘อะเมเนอร์ เชียงใหม่’ มุ่งเน้นเจ้าของเป็นศูนย์กลาง

ยูนิคอร์น ฮอสพิทาลิตี้ ขยายพอร์ตโฟลิโอสองโรงแรมใหม่ล่าสุด ‘ดิ เอ็กซ์เคป ริเวอร์แคว’ และ ‘อะเมเนอร์ เชียงใหม่’ มุ่งเน้นเจ้าของเป็นศูนย์กลาง

วันอังคาร ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ยูนิคอร์น ฮอสพิทาลิตี้ ผู้นำด้านการบริหารจัดการโรงแรม เดินหน้าสร้างความเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมการบริการอย่างต่อเนื่อง ด้วยโมเดลบริหารแบบไวท์เลเบล (White-Label) ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร และการเข้าร่วมพอร์ตโฟลิโอล่าสุดของโรงแรมสองแห่งระดับไอคอนอย่าง ดิ เอ็กซ์เคป ริเวอร์แคว และ ‘อะเมเนอร์ เชียงใหม่ ยิ่งตอกย้ำความแข็งแกร่งของยูนิคอร์นฯ ในฐานะผู้นำด้านโซลูชันการบริหารจัดการโรงแรมที่ยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพสูง การขยายตัวเชิงกลยุทธ์ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของยูนิคอร์นฯ ในการพลิกโฉมรูปแบบการดำเนินงานและการบริหารของโรงแรม พร้อมทั้งตอบสนองและก้าวล้ำเหนือความคาดหวังของผู้ประกอบการและแขกผู้เข้าพักที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

ท้าทายทุกกฎเกณฑ์ สู่การบริหารธุรกิจการโรงแรมแบบอิสระ

ในระยะเวลาเพียงหนึ่งทศวรรษ ยูนิคอร์น ฮอสพิทาลิตี้ ได้สร้างชื่อเสียงในฐานะผู้บุกเบิกที่เปลี่ยนโฉมหน้าธุรกิจบริหารจัดการโรงแรม ด้วยแนวคิดการบริหารแบบ ไวท์-เลเบล อันเป็นเอกลักษณ์ของยูนิคอร์นฯ ที่แตกต่างจากแบรนด์โรงแรมแบบดั้งเดิมซึ่งมักบังคับใช้มาตรฐานที่ตายตัว โมเดลของยูนิคอร์นฯ ถูกออกแบบมาเพื่อเจ้าของโรงแรมที่ต้องการความอิสระ พร้อมแนวทางการสร้างแบรนด์ที่สอดคล้องกับเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผลลัพธ์ที่ได้คือกลยุทธ์การบริหารที่ทรงพลัง ในการเพิ่มศักยภาพของการทำกำไรเพื่อดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ และเพื่อเพิ่มมูลค่าของแต่ละโรงแรมอย่างยั่งยืน

“รูปแบบการบริหารจัดการโรงแรมแบบดั้งเดิมทำให้เจ้าของโรงแรมต้องอยู่ภายใต้กรอบเดียวกันทั้งหมด ซึ่งขัดขวางศักยภาพที่แท้จริงของพวกเขา” “เรามาเพื่อเปลี่ยนแปลงข้อจำกัดนั้น รูปแบบของเราไม่ใช่แค่การบริหารจัดการโรงแรม แต่เป็นการเสริมศักยภาพให้แก่พันธมิตรของเรา ให้พวกเขาสามารถเติบโต ปรับตัว และประสบความสำเร็จในแบบที่ไม่เคยทำได้มาก่อนภายใต้แบรนด์แบบดั้งเดิม” ยานน์ กูริยู ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ยูนิคอร์น ฮอสพิทาลิตี้ กล่าว

ด้วยพอร์ตโฟลิโอที่บริหารจัดการโรงแรมมากกว่า 10 แห่ง และอีก 7 แห่งที่กำลังจะเปิดตัวในประเทศไทย บรูไน และญี่ปุ่น ยูนิคอร์น ฮอสพิทาลิตี้ ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าแนวทางการบริหารที่ยืดหยุ่นและมุ่งเน้นผลลัพธ์ คืออนาคตของอุตสาหกรรมโรงแรม แนวทางการบริหารจัดการแบบ ไวท์-เลเบล ที่เป็นเอกลักษณ์กำลังสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับโรงแรมของพวกเขา โดยผสมผสานความเชี่ยวชาญของแบรนด์ระดับโลกเข้ากับการบริหารแบบอิสระได้อย่างลงตัว

ยกระดับ ดิ เอ็กซ์เคป ริเวอร์ แคว สู่รีสอร์ตหรูริมแม่น้ำ

ดิ เอ็กซ์เคป ริเวอร์ แคว ตั้งอยู่ริมแม่น้ำแควน้อยอันเงียบสงบ ที่นี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่โรงแรม แต่คือประสบการณ์ที่แตกต่างสำหรับนักเดินทางที่แสวงหาการผจญภัย ประวัติศาสตร์ และความหรูหรา การรีแบรนด์ภายใต้การบริหารของยูนิคอร์นฯ มาพร้อมบริการสุดพิเศษที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็ กิจกรรมพายเรือและกิจกรรมอื่น ๆ ที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน และ “Dine on the River”  ประสบการณ์การรับประทานอาหารสุดล้ำ ที่ผสานรสชาติชั้นเลิศเข้ากับความงดงามของธรรมชาติ

“เรารู้ดีว่าหากต้องการสร้างความโดดเด่นในตลาด เราจำเป็นต้องทำในสิ่งที่แตกต่าง และยูนิคอร์นก็มอบมุมมองใหม่ที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน พร้อมกลยุทธ์การบริหารที่ทันสมัยและตอบโจทย์ความต้องการของแบรนด์เราอย่างแท้จริง ทั้งหมดนี้ช่วยยกระดับประสบการณ์ของแขกให้เหนือความคาดหมาย และนี่ป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น” เธียรชัย เตชะวัฒนสุข เจ้าของ ดิ เอ็กซ์เคป ริเวอร์ แคว กล่าว

AMANOR Hotel สุนทรียภาพแห่งการพักผ่อนใจกลางเชียงใหม่

โรงแรมอะเมเนอร์ เชียงใหม่ (AMANOR Hotel Chiang Mai) ตั้งอยู่ใจกลางเมืองเชียงใหม่ หลังการปรับโฉมครั้งสำคัญ อะเมเนอร์ เชียงใหม่ ได้ยกระดับภาพลักษณ์สู่นิยามใหม่แห่งความหรูหราสง่างามอย่างแท้จริง ภายใต้การบริหารของยูนิคอร์นฯ พร้อมกับการเปิดตัว ‘Lumi (ลูมิ)’ ห้องอาหารซิกเนเจอร์ระดับพรีเมียม ที่รังสรรค์ขึ้นอย่างมีเอกลักษณ์ เพื่อมอบประสบการณ์การรับประทานอาหารและไลฟ์สไตล์ที่โดดเด่น  ตอบโจทย์ความต้องการของนักเดินทางยุคใหม่ได้อย่างลงตัว

“เราต้องการก้าวข้ามจากสิ่งที่จำเจ และสร้างประสบการณ์ที่พิเศษอย่างแท้จริง” จอห์น ลิม เจ้าของ อะเมเนอร์ เชียงใหม่ กล่าว “ยูนิคอร์นฯ คือพาร์ตเนอร์ที่เข้าใจแก่นแท้ของการบริการยุคใหม่ได้อย่างลึกซึ้ง กลยุทธ์ของพวกเขาได้เปลี่ยนมุมมองของเราต่อการสร้างแบรนด์อย่างสิ้นเชิง และเรามั่นใจว่านี่จะเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยยกระดับประสบการณ์ของแขกผู้เข้าพักให้เหนือความคาดหมายอย่างแท้จริง”

ยูนิคอร์น ฮอสพิทาลิตี้ ยังคงเดินหน้ายกระดับมาตรฐานใหม่ให้กับวงการบริหารโรงแรมอย่างไม่หยุดยั้ง การเพิ่ม ดิ เอ็กซ์เคป ริเวอร์ แคว และ อะเมเนอร์ เชียงใหม่ เข้าสู่พอร์ตโฟลิโอ ถือเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ถึงศักยภาพของโมเดลการบริหารที่เน้น “เจ้าของเป็นศูนย์กลาง” ซึ่งกำลังได้รับการตอบรับจากเจ้าของโรงแรมที่ต้องการผลลัพธ์ที่จับต้องได้และแตกต่างจากระบบเดิม

“เราภูมิใจที่สามารถพิสูจน์ว่าแนวทางของเราสร้างผลลัพธ์ได้จริง” ยานน์ กูริอู กล่าว “เมื่อพอร์ตของเราขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เราขอเชิญเจ้าของโรงแรมที่มีวิสัยทัศน์ทุกท่าน ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิวัติวงการครั้งนี้ และสัมผัสพลังของการบริหารที่ยืดหยุ่นและพร้อมสนับสนุนเจ้าของอย่างแท้จริง

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: https://unicornh.com

จากนิวยอร์กสู่กรุงเทพฯ The Standard Grill เปิดตัวเมนูใหม่พร้อมไวป์สุดมันส์

จากนิวยอร์กสู่กรุงเทพฯ The Standard Grill เปิดตัวเมนูใหม่พร้อมไวป์สุดมันส์

จากนิวยอร์กสู่กรุงเทพฯ The Standard Grill เปิดตัวเมนูใหม่พร้อมไวป์สุดมันส์

วันอังคาร ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

The Standard Grill ห้องอาหารอเมริกัน สเต็กเฮาส์ ที่ The Standard, Bangkok Mahanakhon เปิดตัวเมนูใหม่ พร้อมประสบการณ์สุดว้าวพลิกนิยามสเต็กเฮาส์แบบเดิมให้ไม่เหมือนเคย ทั้งบรรยากาศสนุกสนาน คึกคัก  และเต็มไปด้วยรสชาติที่คาดไม่ถึง เริ่ม 15 พฤษภาคม นี้เป็นต้นไป

ต้นตำรับจากมหานครนิวยอร์กสู่กรุงเทพฯ แบบใหม่แบบสับที่ The Standard Grill การันตีทั้งเมนูเครื่องดื่มที่คัดสรรมาอย่างดี เนื้อคุณภาพพรีเมียม เพลงสนุกๆ และเมนูใหม่สุดครีเอทีฟ ซึ่งผู้อยู่เบื้องหลังความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คือเชฟ Alonso Lunar Zarate แห่ง Ojo เชฟมากประสบการณ์ที่ตอนนี้รับตำแหน่งเป็นผู้ช่วยเชฟใหญ่ (Executive Sous Chef) แห่ง The Standard, Bangkok Mahanakhon พร้อมพลิกเกมสเต็กเฮาส์แบบดั้งเดิมให้ตื่นเต้นกว่าที่เคย

ไฮไลท์เริ่มต้นกับเมนูเรียกน้ำย่อยอย่าง Blue Fin Tuna Crudo ปลาทูน่าดิบสไลด์บางกินกับซอสครีมทูน่า The Prawn Cocktail พรีเซนต์เป็นคำๆ เนื้อกุ้งเด้งสดเพิ่มรสจัดจ้านด้วยซอสมะเขือเทศชิโปเล่ทั้งสดชื่นและร้อนแรงในคำเดียว Arancini Bouillabaisse เสิร์ฟรูปแบบก้อนกลมที่นำไปทอดยัดไส้ข้าวซีฟู้ดและท็อปด้วยหอยแมลงภู่สไตล์เอสคาเบเช Bone Marrow เสิร์ฟพร้อม Oxtail Jam, Persillade และขนมปังซาวโดว์ หรือจะเป็น The Standard Grill Tartare ทาทาร์เนื้อเข้ากันได้ดีกับขนมปังบริยอชและมันฝรั่งทอดกรอบ ในส่วนของเมนูที่เน้นเรื่องกริลล์ หรือ Wood-Fired Grill นั้นก็ควรลิ้มลอง อาทิ เนื้อ Black Angus Tomahawk เกรด MBS 4/5 ขนาด 1 กิโลกรัม เสิร์ฟสไตล์เทเบิ้ลไสด์ หรือจะเป็น Butcher’s Cut เนื้อ Hanger Steak เกรด MBS 4/5 และ Sirloin เกรด MBS 5+ จาก Ranger Valley และเนื้อ Black Market จาก Ranger Valley เนื้อวัวชั้นเลิศจากออสเตรเลียที่เลี้ยงด้วยธัญพืชนาน 270 วัน และ M.C. Herd Lamb Cutlets เสิร์ฟพร้อมมิ้นท์ซัลซ่าและซอสซาซิกิเอาใจสายแกะโดยเฉพาะ

ไม่เพียงเท่านี้เรายังมี The Standard Wagyu Burger เมนูซิกเนเจอร์ระดับตำนาน มาพร้อมแพตตี้เนื้อวากิว เบคอนแจม ซอสDijon แตงกวาดองโฮมเมด ชีสเชดด้าร์ และขนมปังมันฝรั่งประกบปิดท้าย Baby Chicken เนื้อไก่สุดนุ่มกินคู่กับซอสฮานาเบโรพิริพิริคืออีกหนึ่งเมนูที่ไม่อยากให้พลาด หรือสายพาสต้า Lamb Pappardelle พาสต้าเส้นสดคลุกเคล้าเนื้อแกะฉีกที่นุ่มละมุนลิ้นก็ลงตัวอย่างบอกไม่ถูก สำหรับสายซีฟู้ด ยังมีปลากะพงย่างและกุ้งลายเสือย่างที่พร้อมพาไปสู่ความฟินคอมพลีทมื้อหลักแบบจอยๆ

ปิดท้ายความอร่อยกับของหวานสุดซิกเนเจอร์อย่าง Cinnamon Roll หรือซินนามอนโรลอบจากเตาถ่าน เสิร์ฟร้อนๆ กับไอศครีมวานิลลา และราดด้วยซอส Bourbon Crème Anglaise และอีกไฮไลท์คือ ทีรามิสุสูตรเฉพาะของ The Standard Grill ส่วนเครื่องดื่มก็มากับความอลังไม่แพ้กัน ทั้ง Forest Whisper ที่เสิร์ฟพร้อมสโมค และ Dewdrop ที่เพิ่มความตื่นเต้นด้วยประกายไฟระยิบระยับ

นอกจากนี้ ทุกวันศุกร์และเสาร์ ตั้งแต่เวลา 18.00 – 21.00 น. เอนจอยเพลงมันส์ๆ ไวป์เลิศๆ กับดีเจที่จะมาสร้างสีสันเพิ่มบรรยากาศสุดสนุกให้ทุกมื้อค่ำกลายเป็นคืนที่น่าจดจำ

The Standard Grill ตั้งอยู่ที่ชั้น 5 ของ The Standard, Bangkok Mahanakhon เปิดให้บริการทุกวัน มื้อกลางวันเวลา 12:00 – 14:30 น. และมื้อเย็นเวลา 17:30 – 22:30 น. สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร. 02 085 8888  แอดไลน์ OA ที่ @TheStandardBangkok หรือ http://www.standardhotels.com

เปิดตัวแคมเปญรณรงค์ ‘Together Against RSV’ แพทย์แนะเด็กแรกเกิดจนถึงแปดเดือนทุกคน ควรรับภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป

เปิดตัวแคมเปญรณรงค์  ‘Together Against RSV’  แพทย์แนะเด็กแรกเกิดจนถึงแปดเดือนทุกคน ควรรับภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป

เปิดตัวแคมเปญรณรงค์ ‘Together Against RSV’ แพทย์แนะเด็กแรกเกิดจนถึงแปดเดือนทุกคน ควรรับภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป

วันอังคาร ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โรงพยาบาลเด็กสมิติเวช อินเตอร์เนชั่นแนล ร่วมกับ ซาโนฟี่ เปิดตัวแคมเปญรณรงค์ “Together Against RSV” ในประเทศไทย รณรงค์ป้องกันโรคติดเชื้ออาร์เอสวีในเด็กทารก โดยได้รับการสนับสนุนจาก สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย (PIDST) ชมรมเวชศาสตร์ทารกแรกเกิดแห่งประเทศไทย และราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย (RCPedT) พร้อมได้รับเกียรติจากเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทยเป็นประธานในพิธีเปิด ตอกย้ำความมุ่งมั่นระดับนานาชาติในการต่อสู้กับเชื้อไวรัสอาร์เอสวี

การติดเชื้ออาร์เอสวี ก่อให้เกิดภาระโรคที่สำคัญโดยเฉพาะในทารก ด้วยความเป็นโรคติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจที่พบได้บ่อย จึงมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นไข้หวัดธรรมดา โดยมีอาการต่างๆ เช่น ไข้ ไอ น้ำมูกไหล และเจ็บคอ ซึ่งจะปรากฏขึ้นภายใน 4-6 วันหลังจากได้รับเชื้อ อย่างไรก็ตาม โรคติดเชื้ออาร์เอสวีนี้ ต่างจากไข้หวัดธรรมดา ตรงที่สามารถลุกลามอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นการติดเชื้อในปอดที่รุนแรง และก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น หลอดลมฝอยอักเสบ หรือปอดอักเสบ ซึ่งจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล โดยร้อยละ 90 ของทารกและเด็กเล็กจะติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวีภายใน 2 ขวบ แม้ว่าโรคติดเชื้ออาร์เอสวีเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย ทารกทุกคนที่อายุต่ำกว่าหนึ่งปี ไม่ว่าจะเกิดก่อนกำหนด หรือเกิดมาแข็งแรงครบกำหนด ล้วนมีความเสี่ยงสูงสุดต่อการติดเชื้ออาร์เอสวีอย่างรุนแรง และมักต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

พญ. สุรางคณา เตชะไพฑูรย์  รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มโรงพยาบาลสมิติเวชและโรงพยาบาลบีเอ็นเอช และผู้อำนวยการโรงพยาบาลเด็กสมิติเวช อินเตอร์เนชั่นแนล ในเครือบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ในโอกาสการเปิดอาคารของโรงพยาบาลเด็กสมิติเวช อินเตอร์เนชั่นแนล เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับซาโนฟี่ ในการเปิดตัวโครงการรณรงค์ ‘Together Against RSV’ และการเปิด ‘ศูนย์การวินิจฉัย รักษา และป้องกันการติดเชื้ออาร์เอสวี’ เพื่อให้การดูแลแบบครบวงจร สำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหาการติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจอาร์เอสวี พร้อมเป็นสถานพยาบาลแห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่จะได้มีภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปที่ป้องกันการติดเชื้ออาร์เอสวีในทารกสำหรับผู้รับบริการ ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญในวงการแพทย์เด็ก เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป Nirsevimab (เนอร์ซีวิแมบ) นี้ จะช่วยลดโอกาสการติดเชื้อ ลดความเสี่ยงของโรคระบบทางเดินหายใจที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี รวมถึงป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจากการติดเชื้อไวรัส อาร์เอสวี เช่น ปอดอักเสบ ปอดบวม เป็นต้น ทำให้เด็กไทยมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง เพราะเราอยากเห็นเด็กโตไปสุขภาพดี #โตไปไม่ป่วย”

เซนัป ซาดัท (Zainab Sadat) ผู้จัดการทั่วไป กลุ่มธุรกิจวัคซีน ซาโนฟี่ ประจำภาคพื้นเอเซียตะวันออกเฉียงใต้และอินเดีย กล่าวว่า “ซาโนฟี่ ภูมิใจที่ได้ริเริ่มแคมเปญสร้างความตระหนักรู้ ‘Together against RSV’ ในประเทศไทย ถือเป็นก้าวสําคัญสําหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เรายินดีอย่างยิ่งที่ได้เห็นความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม รวมถึงสมาคมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ร่วมกันรณรงค์สร้างความตระหนักรู้เพื่อป้องกันโรคติดเชื้ออาร์เอสวีในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการจัดการกับความท้าทายด้านสุขภาพที่สําคัญที่เกิดจากโรคติดเชื้ออาร์เอสวี โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบต่อทารก จากการผนึกกำลังในวันนี้ เราปรารถนาที่จะเห็นผลกระทบที่เป็นรูปธรรมในการปกป้องทารกไทยทุกคนจากโรคติดเชื้ออาร์เอสวี ซึ่งตรงกับภารกิจของเราในการมุ่งมั่นไขว่คว้าความมหัศจรรย์ทางวิทยาศาสตร์เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้คน”

ศ.พญ.กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ นายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “โรคติดเชื้ออาร์เอสวี เป็นสาเหตุหลักของการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่าง และการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลในประเทศไทยในเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี ภาระโรคนั้นรุนแรงมาก ทั้งทางตรงและทางอ้อม อาจร้ายแรงถึงแก่ชีวิต หรือก่อให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจตามมา เราจะสามารถลดผลกระทบของอาร์เอสวี ต่อทารกและครอบครัวได้อย่างมีนัยสําคัญ ผ่านการรณรงค์สร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับโรค และให้ความรู้ในด้านการป้องกัน ล่าสุดมีวิวัฒนาการเทคโนโลยีในการป้องกัน 2 วิธีคือ การให้วัคซีนในคุณแม่ขณะตั้งครรภ์เพื่อส่งต่อภูมิคุ้มกันมายังทารกทันทีหลังคลอด และการให้ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปฉีดแก่ทารกเลย ซึ่งเด็กเล็กทุกคนควรได้รับการป้องกัน เพราะโรครุนแรงเกิดได้แม้ในเด็กที่แข็งแรงดี ที่จริงแล้วเด็กที่นอนโรงพยาบาลจากอาร์เอสวีรุนแรงส่วนใหญ่เป็นเด็กที่แข็งแรงดีมาก่อน

อย่างไรก็ตาม แคมเปญ Together Against RSV นี้ นอกจากจะมุ่งหวังในการเผยแพร่และให้ความรู้เกี่ยวกับโรคแล้ว ยังรณรงค์ให้พิจารณาเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กทารกแรกเกิดปลอดภัยจากโรคติดเชื้อ RSV ตามแนวทางการให้ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป Nirsevimab เพื่อป้องกันโรครุนแรงจากการติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวีที่จัดทำโดยราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย (RCPedT)

ศ.นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา ประธานราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าว วา “ฤดูกาลในการระบาดของโรคติดเชื้ออาร์เอสวี มักเริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงตุลาคม ดังนั้นทารกทุกคนควรได้รับการป้องกันก่อนฤดูกาลการระบาดจะเริ่มขึ้น ทางราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย (RCPedT) ร่วมกับสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย ชมรมเวชศาสตร์ทารกแรกเกิดแห่งประเทศไทย สมาคมโรคระบบหายใจและเวชบำบัดวิกฤตในเด็กแห่งประเทศไทย และสมาคมโรคหัวใจเด็กประเทศไทย จึงได้จัดทำแนวทางการให้ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป Nirsevimab[1] ขึ้นมา โดยทางราชวิทยาลัยฯ แนะนำให้ Nirsevimab ในทารกแข็งแรงดีที่อายุต่ำกว่า 8 เดือนทุกราย และอาจพิจารณาให้ในทารกแข็งแรงดีอายุ 8-12 เดือน เพื่อป้องกันโรครุนแรงจากการติดเชื้ออาร์เอสวี โดยให้เพียงโดสเดียวก่อนฤดูกาลการระบาด สามารถคงประสิทธิภาพในการป้องกันครอบคลุมทั้งฤดูกาลการระบาด สำหรับทารกที่เกิดในช่วงฤดูกาลการระบาดสามารถรับภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปนี้ได้ทันที โดยสามารถให้พร้อมกับวัคซีนพื้นฐานชนิดอื่นๆได้”

มาทำความรู้จัก…การเผาผลาญแคลอรี่หลังออกกำลังกาย

มาทำความรู้จัก...การเผาผลาญแคลอรี่หลังออกกำลังกาย

มาทำความรู้จัก…การเผาผลาญแคลอรี่หลังออกกำลังกาย

วันอังคาร ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

รู้ไหมว่า หลังจากออกกำลังกายแล้ว ร่างกายยังคงมีการเผาผลาญแคลอรี่อย่างต่อเนื่อง หรือที่เรียกว่า “EPOC” หรือ Excess Post-Exercise Oxygen Consumption ซึ่งเป็นการบริโภคออกซิเจนส่วนเกินหลังการออกกำลังกาย กระบวนการนี้ช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญและส่งเสริมการลดไขมันอย่างมีประสิทธิภาพ

มีข้อดีอย่างนี้แล้ว พญ.กฤดากร เกษรคำ แพทย์ American Board of Anti-Aging Medicine จาก Addlife Anti-Aging Center ชั้น 2 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี)  พามาทำความรู้จัก EPOC คืออะไร การออกกำลังกายแบบไหนมีผลต่อ EPOC และมีประโยชน์อย่างไรบ้าง

EPOC (Excess Post-Exercise Oxygen Consumption) คือปริมาณออกซิเจนที่ร่างกายใช้เพิ่มขึ้นหลังจากออกกำลังกายเพื่อฟื้นฟูร่างกายกลับสู่ภาวะปกติ ซึ่งรวมถึงการเติมเต็มออกซิเจนในกล้ามเนื้อ ฟื้นฟูพลังงานที่ใช้ไป และขจัดของเสียจากกระบวนการเมตาบอลิซึม ซึ่งการออกกำลังกายแต่ละประเภท ระยะเวลาในการออกกำลังกาย ส่งผลต่อระดับ EPOC แตกต่างกัน

ประเภทของการออกกำลังกาย

– คาร์ดิโอแบบเข้มข้น (HIIT): การออกกำลังกายที่มีช่วงระยะสั้นแต่ใช้พลังงานสูง เช่น การวิ่งเร็วสลับเดิน

– เวทเทรนนิ่ง (Weight Training): การฝึกที่ใช้แรงต้าน เช่น ยกน้ำหนัก ช่วยกระตุ้น EPOC ได้สูง

– การออกกำลังกายแบบต่อเนื่อง (Steady-State Cardio): เช่น วิ่งจ๊อกกิ้งหรือปั่นจักรยานที่ระดับปานกลาง มีผลต่อ EPOC น้อยกว่าแบบเข้มข้น

ระยะเวลาและความเข้มข้นของการออกกำลังกาย

การออกกำลังกายที่มีความเข้มข้นสูงและใช้กล้ามเนื้อหลายกลุ่มจะกระตุ้น EPOC ได้มากขึ้น

การออกกำลังกายนานขึ้นแม้ที่ระดับปานกลาง ก็ยังช่วยกระตุ้นการเผาผลาญแคลอรี่ หลังการฝึกมวลกล้ามเนื้อ  ยิ่งมีกล้ามเนื้อมาก ร่างกายจะใช้พลังงานมากขึ้น แม้ในช่วงพักผ่อน ซึ่งหมายความว่า EPOC ก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย

EPOC ส่งผลต่อการเผาผลาญอย่างไร

1. ช่วยเผาผลาญแคลอรี่ต่อเนื่อง – แม้หลังออกกำลังกาย ร่างกายยังคงใช้พลังงานเพื่อฟื้นฟูระบบต่าง ๆ

2. เพิ่มประสิทธิภาพการเผาผลาญไขมัน – การเผาผลาญไขมันเพิ่มขึ้นหลังจากออกกำลังกายแบบหนัก

3. ช่วยปรับสมดุลฮอร์โมน – ฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการเผาผลาญ เช่น อะดรีนาลีน และโกรทฮอร์โมนจะเพิ่มขึ้น

วิธีเพิ่ม EPOC ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

ฝึก HIIT เป็นประจำ: การออกกำลังกายแบบหนักสลับเบาสร้าง EPOC ได้สูงกว่าการออกกำลังกายที่ความเข้มข้นต่ำ

เพิ่มน้ำหนักในการฝึกเวทเทรนนิ่ง: ใช้แรงต้านที่มากพอเพื่อกระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อ

ลดระยะเวลาพักระหว่างเซ็ต: ทำให้ร่างกายทำงานหนักขึ้นและเผาผลาญแคลอรี่มากขึ้น

ผสมผสานการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอและเวทเทรนนิ่ง: เพื่อให้ได้ประโยชน์จากทั้งสองแบบ

สรุปง่ายๆ คือ EPOC เป็นกระบวนการที่ช่วยให้ร่างกายเผาผลาญแคลอรี่ต่อเนื่องแม้หลังจากออกกำลังกาย เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการลดไขมันและเพิ่มการเผาผลาญ การออกกำลังกายที่มีความเข้มข้นสูง เช่น HIIT และเวทเทรนนิ่ง เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการ กระตุ้น EPOC

เอาใจคนรักไอศกรีม ‘แมกโนเลีย’ จับมือ ‘เฮอร์ชีส์’ ส่งต่อความฟินระดับโลก

เอาใจคนรักไอศกรีม ‘แมกโนเลีย’ จับมือ ‘เฮอร์ชีส์’ ส่งต่อความฟินระดับโลก

เอาใจคนรักไอศกรีม ‘แมกโนเลีย’ จับมือ ‘เฮอร์ชีส์’ ส่งต่อความฟินระดับโลก

วันอังคาร ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เดินหน้าสร้างประสบการณ์ความอร่อยระดับพรีเมียม สร้างปรากฎการณ์ครั้งใหม่ เขย่าวงการไอศกรีมไทย แมกโนเลีย(Magnolia) แบรนด์ไอศกรีม TOP 5 ของประเทศไทย และเป็นความภาคภูมิใจภายใต้กลุ่ม  F&N  จับมือกับแบรนด์ช็อกโกแลตระดับโลกอย่างเฮอร์ชีส์​ (HERSHEY’S) สร้างสรรค์ไอศกรีมสุดพรีเมียม “แมกโนเลีย เฮอร์ชีส์” กับรสชาติใหม่ล่าสุด ที่ผสานความเชี่ยวชาญด้านไอศกรีมของแมกโนเลียเข้ากับความหอมละมุนและเสน่ห์ของช็อกโกแลตเฮอร์ชีส์ได้อย่างลงตัว ผ่านสองรสชาติคลาสสิกตลอดกาลที่แฟนๆ ทั่วโลกต่างหลงรัก อย่าง พรีเมียมช็อกโกแลต และครีมมี่แอนด์ครันชี่ คุกกี้แอนด์ครีม แปลงโฉมเป็นไอศกรีมสุดอร่อยในสไตล์แมกโนเลีย ที่ทั้งเข้มข้น กลมกล่อม และน่าหลงใหลในทุกคำ   

เพื่อฉลองการเปิดตัวสุดพิเศษครั้งนี้ แมกโนเลีย ได้จัดกิจกรรม Pop-up กลางสยามสแควร์ เปิดพื้นที่แห่งความสุขให้ทุกคนได้สัมผัสรสชาติใหม่ พร้อมแขกรับเชิญสุดพิเศษ “เก้า” นพเก้า เดชาพัฒนคุณ และ   “พีพี” ปุญญ์ปรีดี คุ้มพร้อม รอดสวาสดิ์ ที่มาร่วมเติมสีสันความสนุกในงานครั้งนี้ ที่ เซ็นเตอร์พอยท์ สยามสแควร์ เมื่อเร็ว ๆ นี้

อนิรุทธิ์ มหธร ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอฟแอนด์เอ็น ยูไนเต็ด จำกัด กล่าวถึงความร่วมมือของสองแบรนด์ใหญ่ต่างวงการ แมกโนเลีย และ เฮอร์ชีส์ ซึ่งนับเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับประสบการณ์ใหม่ให้กับตลาดไอศกรีมในประเทศไทย ว่า “แมกโนเลียมีความเชี่ยวชาญในด้านผลิตภัณฑ์นมและไอศกรีมคุณภาพระดับพรีเมียม พร้อมเครือข่ายการจัดจำหน่ายที่แข็งแกร่งทั้งในไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย และอีกหลายประเทศ การจับมือกับเฮอร์ชีส์ แบรนด์ช็อกโกแลตชื่อดังระดับโลก จึงเป็นการเสริมศักยภาพให้ผลิตภัณฑ์มีความโดดเด่นยิ่งขึ้น สะท้อนภาพลักษณ์ของไอศกรีมระดับพรีเมียมที่แมกโนเลียมุ่งมั่นสร้างสรรค์มาโดยตลอดความสำเร็จนี้ยังตอกย้ำความเชื่อมั่นผ่านรางวัล Superbrands Awards 2024 ซึ่งเป็นเครื่องหมายรับรองระดับสากลที่สะท้อนคุณภาพและความไว้วางใจจากผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี

“การกลับมาของแคมเปญนี้ในปี 2025 ถือเป็นเฟสที่สองซึ่งต่อยอดจากความสำเร็จของการร่วมมือครั้งแรกเมื่อปีที่ผ่านมา ที่ได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม ทั้งในด้านยอดขายและการพูดถึงบนโลกออนไลน์ จนทำให้แบรนด์แมกโนเลียเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภควัยรุ่นและคนทำงานรุ่นใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ รสชาติ และประสบการณ์ที่ไอศกรีมสามารถมอบให้ได้ พร้อมทั้งมองหาอะไรใหม่ ๆ ที่สร้างความตื่นเต้นในทุกคำที่ลิ้มลอง โดยยังคงเดินหน้าเติมเต็มความสุขให้ทุกโมเมนต์ ภายใต้แนวคิด ‘เติมเต็มทุกโมเมนต์สุดพิเศษ อร่อยได้ไม่รู้จบ’ ด้วยรสชาติระดับโลกที่แฟน ๆ เฝ้ารอ ผ่านการเลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพสูง เช่น ผงโกโก้เกรดพรีเมียมจากเฮอร์ชีส์ เพื่อรังสรรค์ไอศกรีมที่ทั้งเข้มข้น ละมุน และไม่เหมือนใคร ไม่ว่าจะเป็นไอศกรีมแบบแท่งที่พกพาสะดวก หรือแบบเทคโฮม มาพร้อมคุณภาพเหนือระดับ ท้าทายทุกมาตรฐานของตลาดไอศกรีมเดิม”

ภายในงาน สองนักแสดงคู่จิ้นสุดฮอต “เก้า-พีพี” มาร่วมแชร์โมเมนต์ฟินๆ หลังได้ลองลิ้มรสไอศกรีมรสใหม่สุดพรีเมียมจากความร่วมมือของสองแบรนด์ระดับตำนาน  โดย “เก้า”   นพเก้า เดชาพัฒนคุณ เผยความประทับใจว่า “การที่แมกโนเลียจับมือกับเฮอร์ชีส์คือการรวมตัวของของดีระดับท็อปทั้งสองแบรนด์เลยครับ ยิ่งพอได้ลองกินจริง ๆ รู้เลยว่าสินค้ามีความพิเศษขึ้นอีกขั้น ผมชอบรสวานิลลาคลาสสิคมาก เพราะความเข้มของช็อกโกแลตมันตัดกับวานิลลาได้อย่างลงตัว กินตอนดูหนังหรือชิล ๆ วันหยุดคือฟินมากครับ” ด้าน “พีพี”  ปุญญ์ปรีดี คุ้มพร้อม รอดสวาสดิ์ ก็ออกปากชมไม่แพ้กันว่า “เป็นแฟนคลับเฮอร์ชีส์อยู่แล้วค่ะ ยิ่งพอมาอยู่ในไอศกรีมของแมกโนเลียที่หอม นุ่ม ละมุน มันยิ่งลงตัวมาก ๆ โดยเฉพาะรสคุกกี้แอนด์ครีมที่มีความกรุบของคุกกี้เคี้ยวสนุก หอม หวาน กินเพลิน กินได้ทุกเวลา โดยเฉพาะอากาศร้อนแบบนี้ บอกเลยว่าชื่นใจสุด”

ฝังเข็ม Dry Needling หยุดความปวดจากออฟฟิศซินโดรม

ฝังเข็ม Dry Needling หยุดความปวดจากออฟฟิศซินโดรม

ฝังเข็ม Dry Needling หยุดความปวดจากออฟฟิศซินโดรม

วันอังคาร ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ออฟฟิศซินโดรม เป็นกลุ่มอาการที่พบได้บ่อยในกลุ่มคนวัยทำงาน ซึ่งมีสาเหตุมาจากพฤติกรรมการทำงานที่ไม่เหมาะสม เช่น การนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานโดยไม่เปลี่ยนอิริยาบถ หรือการอยู่ในท่าทางที่ไม่ถูกต้องอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดอาการปวดตึงกล้ามเนื้อบริเวณคอ บ่า ไหล่ หลัง หรือข้อมือ รวมถึงอาการปวดศีรษะจากภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็ง และความรู้สึกอ่อนล้าหรือปวดเมื่อยเรื้อรัง หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อาการเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและประสิทธิภาพในการทำงานในระยะยาวได้

นายแพทย์ธนวัฒน์ เพชรรัชตะชาติ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวว่า หนึ่งในแนวทางการรักษาออฟฟิศซินโดรมที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน คือ การฝังเข็มแบบ Dry Needling ซึ่งเป็นเทคนิคทางกายภาพบำบัดที่ไม่ต้องพึ่งยาและไม่ต้องผ่าตัด โดยใช้เข็มขนาดเล็ก ปักลงในจุดที่เรียกว่า Trigger Point ซึ่งมักพบในกล้ามเนื้อที่หดเกร็งหรือมีอาการบาดเจ็บ จุดเหล่านี้เป็นสาเหตุของอาการปวดกล้ามเนื้อเรื้อรังที่รบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน

ข้อดีของการรักษาด้วย Dry Needling คือ ช่วยลดอาการปวดและอาการตึงของกล้ามเนื้อได้อย่างรวดเร็ว ส่งเสริมการฟื้นฟูสมรรถภาพของกล้ามเนื้อ ไม่จำเป็นต้องใช้ยาและไม่ต้องผ่าตัด สามารถใช้ร่วมกับวิธีการรักษาอื่น ๆ เช่น การยืดเหยียดหรือการทำกายภาพบำบัดทั่วไป

กลุ่มบุคคลที่เหมาะสำหรับการรักษาด้วย Dry Needling ได้แก่  ผู้ที่มีอาการของออฟฟิศซินโดรมเรื้อรัง ผู้ที่เคยทดลองวิธีการรักษาอื่น ๆ แล้วยังไม่สามารถบรรเทาอาการได้อย่างเพียงพอ ผู้ที่ต้องการลดการใช้ยาแก้ปวด ผู้ที่ไม่มีข้อห้ามทางการแพทย์ในการรับการฝังเข็ม

ทั้งนี้ หากสังเกตอาการตัวเองหรือคนรอบข้างที่มีอาการเข้าข่ายออฟฟิตซินโดรมซึ่งอาจเป็นระยะกึ่งเฉียบพลันไปจนถึงเรื้อรัง สามารถเข้ามาปรึกษาแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาอย่างเหมาะสม โดยแพทย์อาจพิจารณารักษาร่วมกับเครื่องมือกายภาพและวิธีทางกายภาพทำให้มีประสิทธิภาพการรักษาที่ดีขึ้น

คุณแม่ระวัง ‘โรคซึมเศร้าหลังคลอด’ ตัวการทำร้ายความสุขในครอบครัว

คุณแม่ระวัง ‘โรคซึมเศร้าหลังคลอด’ ตัวการทำร้ายความสุขในครอบครัว

คุณแม่ระวัง ‘โรคซึมเศร้าหลังคลอด’ ตัวการทำร้ายความสุขในครอบครัว

วันอังคาร ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มนุษย์แม่หลายคนจะต้องเผชิญทั้งความสุข ความเหนื่อยล้าจากการตั้งครรภ์ คลอดลูก และการเลี้ยงดูลูก จนทำให้มนุษย์แม่หลายคนอาจเกิดความเครียด ความกังวล จนมีอาการซึมลง ไม่ค่อยมีความสุขเหมือนเมื่อก่อนและอาจเป็นโรคซึมเศร้าหลังคลอดโดยไม่ได้ตั้งใจ 

แพทย์หญิงอริยาภรณ์ ตั้งชีวินศิริกูล จิตแพทย์โรงพยาบาล BMHH-Bangkok Mental Health Hospital  กล่าวว่า โรคซึมเศร้าหลังคลอด (Postpartum Depression)เป็นโรคแทรกซ้อนหลังคลอดที่พบได้บ่อยในระยะ 1 ปีแรก ซึ่งเกิดจากระดับฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในช่วงหลังจากคลอดลูก ส่งผลให้อารมณ์ของแม่มีความเปลี่ยนแปลง โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ดังนี้

ภาวะอารมณ์เศร้าหลังคลอด (Postpartum Blues หรือ Baby Blues) เกิดจากการที่ยังปรับตัวหลังคลอดไม่ค่อยได้ ทำให้ มีความวิตกกังวลในการเลี้ยงลูก  นอนไม่หลับ รับประทานอาหารได้น้อยลง โดยทั่วไปมักมีอาการอยู่ในช่วง 4 สัปดาห์แรก และสามารถหายได้เองโดยไม่ต้องรักษา

โรคซึมเศร้าหลังคลอด (Postpartum Depression) สามารถเกิดได้ในช่วงสัปดาห์แรก ๆ หลังการคลอด กลุ่มนี้จะมีอาการรุนแรงกว่า เช่น มีอาการนอนไม่หลับ เบื่ออาหาร ร้องไห้บ่อย อ่อนไหวง่าย บางครั้งหงุดหงิด ความผูกพันกับลูกหายไป บางครั้งมีความคิดอยากทำร้ายตัวเอง หรือทำร้ายลูก โดยจะมีระยะของอาการที่ต่อเนื่องตั้งแต่ 2 สัปดาห์จนถึงหลายเดือน และจะต้องได้รับการรักษาไม่สามารถหายเองได้

โรคจิตหลังคลอด (Postpartum Psychosis) มักเกิดในช่วงหลังคลอด 1-4 วัน โดยผู้ป่วยมักมีอาการฉุนเฉียว ร้องไห้ง่าย คึกคัก คล้ายอาการของโรคไบโพลาร์ หูแว่ว ประสาทหลอน บางครั้งก็ได้ยินเสียงสั่งให้ฆ่าลูก โดยโรคกลุ่มนี้ไม่สามารถหายได้เอง และจำเป็นต้องรักษาในโรงพยาบาลเพื่อติดตามอาการของภาวะโรคจิตหลังคลอดอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับตัวเองและลูก

สาเหตุของโรคซึมเศร้าหลังคลอด เกิดจากการสูญเสียคุณค่าตัวเองในช่วงตั้งครรภ์ เช่น ไม่พร้อมตั้งครรภ์, ตั้งครรภ์ตอนอายุน้อย, ตั้งครรภ์ครั้งแรก, หรือมีประวัติแท้งมาก่อน ไม่สามารถจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นจากการตั้งครรภ์ได้ด้วยตนเอง ขาดการช่วยเหลือสนับสนุนที่เพียงพอจากครอบครัวและสังคมทั้งด้านจิตใจและร่างกาย มักมีประวัติซึมเศร้าก่อนตั้งครรภ์

หลังคลอดคุณแม่จะมีการเปลี่ยนแปลงด้านร่างกาย คือบาดเจ็บหลังคลอด การได้รับยานอนหลับหรือยาสลบเพื่อระงับความเจ็บปวด การอดนอน การเสียเลือด นอกจากนี้ มีการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอร์โรน และสารสื่อประสาท serotonin, norepinephrine ส่งผลให้การตื่นตัวลดลง รู้สึกเบื่อหน่ายง่าย

ด้านจิตสังคม คือ การปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ การฟื้นฟูร่างกายหลังคลอด การเปลี่ยนแปลงบทบาทมาเป็นคุณแม่ การให้นมบุตร รับมือกับความคาดหวังของตัวเองและคนรอบข้างในการเลี้ยงดูบุตร ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ส่งผลต่อสุขภาพจิตของคุณแม่

การรักษาโรคซึมเศร้าหลังคลอด ต้องพิจารณาความเสี่ยงหลายด้าน โดยเฉพาะความเสี่ยงของโรคต่อคุณแม่และทารก และความเสี่ยงของการได้รับยารักษา เพราะยาบางชนิดสามารถผ่านน้ำนมไปสู่ทารกได้ หากอาการไม่รุนแรง อาจพิจารณาการรักษาโดยไม่ใช้ยาก่อน อาจเป็นการทำจิตบำบัดชนิดต่าง ๆ แต่หากจำเป็นต้องใช้ยา ควรให้การรักษาแบบใช้ยาชนิดเดียวจะปลอดภัยกว่า แต่ถ้าในผู้ป่วยบางรายที่มีอาการรุนแรงจิตแพทย์อาจมีการพิจารณาให้ทำจิตบำบัดร่วมกับการใช้ยา

อย่างไรก็ตาม หากคุณแม่เริ่มมีอาการเข้าข่ายโรคซึมเศร้าหลังคลอดควรเข้ามาปรึกษาจิตแพทย์เพื่อให้สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขกับครอบครัวเหมือนเดิม

PIAGET เปิดตัวคอลเลคชั่น Sixtie นาฬิกาจิวเวลรี่ดีไซน์ใหม่ครั้งแรกในไทย

PIAGET เปิดตัวคอลเลคชั่น Sixtie นาฬิกาจิวเวลรี่ดีไซน์ใหม่ครั้งแรกในไทย

PIAGET เปิดตัวคอลเลคชั่น Sixtie นาฬิกาจิวเวลรี่ดีไซน์ใหม่ครั้งแรกในไทย

วันอังคาร ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ด้วยแนวคิดแสนขบถและชั้นเชิงหัตถศิลป์อันหาญกล้าของ Piaget (เพียเจต์) ได้แปรเปลี่ยนวิถีแห่งการเป็นผู้ผลิตนาฬิกาที่เชี่ยวชาญด้านกลไกของตนเอง สู่การสร้างสรรค์ผลงานเรือนเวลาที่เต็มไปด้วยการแสดงออกทางศิลปะ โดยเฉพาะเบื้องหลังความสำเร็จด้าน ‘Play of Shapes’ หรือการนำเสนอผลงานที่ เล่นกับรูปทรงตัวเรือนเรขาคณิต” ในช่วงยุค 1960s  ซึ่งถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาสำคัญทางประวัติศาสตร์ของเมซง

ปี 2025 นี้ Piaget เดินหน้าฉลองมรดกทางความคิดสร้างสรรค์ที่สะท้อนถึงความเรืองรองในอดีตอีกครั้ง ด้วยการเผยโฉม
คอลเลกชั่นใหม่ล่าสุดในชื่อ Sixtie นาฬิกาจิวเวลรี่ดีไซน์ใหม่ที่เปิดตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 13 ปี ของเมซง โดดเด่นด้วยตัวเรือนทรงสี่เหลี่ยมคางหมูอันเป็นเอกลักษณ์ ผลงานไฮไลต์แห่งปีที่หยิบเอารากฐานสำคัญด้าน ‘Play of Shapes’ มาปรับเปลี่ยนให้สอดรับกับบริบทยุคใหม่ได้อย่างสร้างสรรค์ สะท้อนถึงความกล้าหาญในการนำเสนอ ทั้งยังกลับสู่รากเหง้าของแบรนด์ได้อย่างไร้ที่ติ

เพื่อเฉลิมฉลองหกทศวรรษแห่งการออกแบบอันก้าวล้ำ Piaget พร้อมด้วย อาโป-ณัฐวิญญ์ วัฒนกิติพัฒน์ Global Ambassador ได้ร่วมกันจัดไพรเวทดินเนอร์สุดเอ็กซ์คลูชีฟขึ้นที่ประเทศไทยในชื่อ ‘Play of Shapes’ ณ เดอะ แชมเปญ บาร์ โรงแรม วอลดอร์ฟ แอสโทเรีย กรุงเทพ พร้อมเชิญ 2 นักแสดงมากความสามารถ อย่าง ฟรีน-สโรชา จันทร์กิมฮะ และ ฝ้าย-พีรญา มะลิซ้อน มาร่วมสังสรรค์ในค่ำคืนสุดพิเศษในฐานะสมาชิกคนสำคัญของ Piaget Society เพื่อร่วมถ่ายทอดสไตล์อันโดดเด่นของเรือนเวลาคอลเลกชั่นใหม่ Sixtie และสะท้อนจิตวิญญาณอันหาญกล้าของแบรนด์ในแบบฉบับของตัวเอง

อาโป-ณัฐวิญญ์ ปรากฏตัวในชุดสูทโทนสีน้ำตาลเรียบหรู คอมพลีตลุคด้วยเรือนเวลา Sixtie ตัวเรือนโรสโกลด์ ตกแต่งด้วยโมทีฟ Gadroon หนึ่งในซิกเนเจอร์สำคัญของนาฬิกา Andy Warhol ที่ถูกหยิบมานำเสนออย่างประณีตบนขอบตัวเรือน จับคู่กับเครื่องประดับโรสโกลด์ทั้งหมดจากคอลเลกชั่น Possession  ขณะที่ ฟรีน-สโรชา มาในโททัลลุคสีดำสวมใส่นาฬิกา Sixtie ตัวเรือนสตีลขอบหน้าปัดประดับเพชร 51 เม็ด พร้อมสไตลิ่งด้วยจิวเวลรี่ไวท์โกลด์จากหลากคอลเลกชั่น ไม่ว่าจะเป็น ต่างหูจาก Piaget Rose, สร้อยคอ กำไล และแหวนจากคอลเลกชั่น Possession ปิดท้ายที่ ฝ้าย-พีรญา กับเรือนเวลา Sixtie ตัวเรือนสตีลผสมโรสโกลด์ พร้อมแมชต์ด้วยจิวเวลรี่ทั้งหมดจากคอลเลกชั่น Possession

ไม่เพียงแต่เรือนเวลาคอลเลกชั่นใหม่ Sixtie ที่เมซงนำมาจัดแสดงอย่างเต็มรูปแบบครั้งแรกในไทยเท่านั้น แต่ Piaget ยังนำชิ้นงานหายากและผลงานที่ยกย่องมรดกของเมซงด้าน ‘Play of Shapes’ มาให้ชมกันอย่างใกล้ชิดอีกด้วย อาทิ ผลงานจาก Private Collection อย่างนาฬิกาสไตล์ Cuff watch, นาฬิกาที่มาในดีไซน์สร้อยเส้นยาว หรือ Swinging Sautoir, นาฬิกา Andy Warhol ตัวเรือนรูปทรงคุชชั่น ที่บุคคลที่มีชื่อเสียงระดับโลก ทั้งยังเป็นสมาชิกคนสำคัญของ Piaget Society อย่าง Andy Warhol มักสวมใส่อยู่เสมอ จนกลายเป็นนาฬิการะดับตำนานที่เหล่านักสะสมชื่นชอบ, นาฬิการุ่น Limelight Gala ที่นำเสนอความมีชีวิตชีวาและความลื่นไหลจากตัวเรือนทรงกลมสู่สายรัดข้อมือ, Piaget Polo 79 เรือนเวลาที่ชวนให้รำลึกถึง Piaget Polo นาฬิกาสปอร์ตเรือนแรกที่เป็นที่ตื่นตาตื่นใจของเหล่าเจ็ทเซ็ตเตอร์ในยุค 1970s

กล่าวได้ว่า ผลงานที่สร้างสรรค์เหล่านี้มิได้เป็นเพียงเครื่องบอกเวลาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังเป็นสิ่งที่บอกเล่าเรื่องราวของเมซงได้อย่างชัดเจน อีกทั้งผลงานแต่ละชิ้น ยังเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความสามารถเฉพาะตัวของ Piaget ในการตีความการรังสรรค์เรือนเวลาสู่งานศิลปะอันตราตรึงใจไปตลอดกาล

ตอบโจทย์ Well-being Lifestyle เซ็นทรัลเวิลด์ เปิดโซนใหม่ล่าสุด ‘Urban Balance’ รวมแบรนด์ Health & Wellness ชั้นนำแห่งแรก

ตอบโจทย์ Well-being Lifestyle เซ็นทรัลเวิลด์ เปิดโซนใหม่ล่าสุด  ‘Urban Balance’ รวมแบรนด์ Health & Wellness ชั้นนำแห่งแรก

ตอบโจทย์ Well-being Lifestyle เซ็นทรัลเวิลด์ เปิดโซนใหม่ล่าสุด ‘Urban Balance’ รวมแบรนด์ Health & Wellness ชั้นนำแห่งแรก

วันอังคาร ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เปิดตัว 26 แบรนด์คอนเซ็ปต์สโตร์และแฟล็กชิปสโตร์ ตอบโจทย์ Well-being Lifestyle ทุกมิติ อาทิ Anti-Aging & Selfcare: นำโดย Apex Wellness, Lab Pharmacy, Montra, Morning Kiss, V-Square, Yves Rocher Physiotherapy & Wellness: ครั้งแรก เซ็นทรัลพัฒนา ร่วมกับ มูลนิธิโรงพยาบาลตำรวจในพระบรมราชินูปถัมภ์ เปิด ‘Medipole’ คลินิกกายภาพเฉพาะทางด้วยวิธีการบูรณาการ, Aestheta, Belly burn, Erb Spa, Grace Dental Wellness, Kliniq Wellness, Skincare & Aroma Therapy: Divana, Donna Chang, Mith, Lavelier, Healthy Eating: อันเกิม อันก๋า, GINGER FARM Kitchen, Matcha & More, Baker Bricks Scone Gallery, City Fresh, เกนกิ ซูชิ เป็นต้น

บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ไลฟ์สไตล์เดสติเนชันระดับโลกใจกลางเมือง เผยโฉม “Urban Balance” โซนใหม่ล่าสุดบนพื้นที่กว่า 7,500 ตร.ม. บริเวณชั้น 5 ภายใต้แนวคิด The First Ultimate Wellness Oasis in the Heart of Bangkok ครั้งแรกของการรวมที่สุดแห่งการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมใจกลางเมือง ที่รวบรวมกว่า 100 แบรนด์สุขภาพและไลฟ์สไตล์ชั้นนำ พร้อมเปิดตัว 26 แบรนด์ใหม่ในรูปแบบคอนเซ็ปต์สโตร์และแฟล็กชิปสโตร์ ครอบคลุมบริการด้านสุขภาพครบวงจร ทั้งคลินิก เวชกรรมทางเลือก เวลเนส สปา ฟิตเนส คาเฟ่ และร้านอาหารเพื่อสุขภาพ มุ่งสู่การเป็น Wellness Destination ใจกลางกรุงเทพฯ ที่ตอบโจทย์ทุกมิติของชีวิตยุคใหม่ ทั้งสุขภาพ ความงาม กีฬา อาหาร แฟชั่น และบริการเพื่อสุขภาพครบวงจร พร้อมเหล่าเซเลบริตี้คนดังจากวงการต่างๆ มาร่วมสัมผัสประสบการณ์แห่งการดูแลสุขภาพครบวงจร อาทิ โจ้-สืบศักดิ์ ผันสืบ, แอนนา เสืองามเอี่ยม, ดรีม-อภิชญา พานิชตระกูล, วินนี่-พีรภาส อัสสรัตนกุล, นัท-อภิวิชญ์ เอกธาราวงศ์, หมีพูห์-วิน สกุลแสงประภา และอีกมากมาย

พิมพ์พร งามขจรวิวัฒน์ Asset Director ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ กล่าวว่า “Urban Balance ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์เทรนด์โลกด้าน Longevity & Wellness ที่ผู้คนทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ โดยเน้นการดูแลสุขภาพทั้งกายและใจ ไม่เพียงแค่การยืดอายุ แต่รวมถึงการใช้ชีวิตอย่างมีพลังและสมดุลในทุกช่วงวัย โดยแบรนด์ต่างๆ ภายในโซนจะแบ่งตาม Well-being lifestyle ที่แตกต่างกันออกไป โดยมีหนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือการเปิดตัว “เมดิโพล สหคลินิก” คลินิกกายภาพบำบัดรูปแบบใหม่ครั้งแรกในประเทศไทย ภายใต้ความร่วมมือระหว่างเซ็นทรัลพัฒนาและมูลนิธิโรงพยาบาลตำรวจในพระบรมราชินูปถัมภ์ โดดเด่นด้วยการดูแลแบบบูรณาการ ผสานการนวดโดยนักกายภาพบำบัดผู้เชี่ยวชาญเข้ากับการใช้เครื่องมือทางกายภาพบำบัดมาตรฐานระดับสูง เป็น First-of-its-kind concept in Thailand ทั้งนี้ กว่า 80% ของร้านค้าภายในโซนเป็นแบรนด์ Wellness ที่เปิดตัวครั้งแรกในประเทศไทย ในรูปแบบ Flagship Store และ Concept Store ตอกย้ำบทบาทของเซ็นทรัลเวิลด์ในฐานะผู้นำด้าน Lifestyle destination ที่มอบประสบการณ์การใช้ชีวิตระดับโลกและให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของผู้บริโภคยุคใหม่” พิมพ์พร กล่าว 

ทั้งนี้ “Urban Balance” นับเป็น โมเดลต้นแบบด้านสุขภาพและความงามครบวงจรแห่งแรก ของเซ็นทรัลพัฒนาเพื่อสร้างมาตรฐานและประสบการณ์ด้าน Health & Wellness Lifestyle ที่ดีที่สุด โดยตั้งเป้าขยายสู่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั่วประเทศ   เป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ของการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมตาม Well-being Lifestyle  ไม่ว่าจะเป็น Anti-Aging & Selfcare ร้านไฮไลต์ นำโดย Apex Wellness, Lab Pharmacy, Montra, Morning Kiss, V-Square, Yves Rocher

Physiotherapy & Wellness ร้านไฮไลต์ นำโดย เมดิโพล สหคลินิก (Medipol Polyclinic) ครั้งแรกของการร่วมมือกันระหว่าง เซ็นทรัลพัฒนา และ มูลนิธิโรงพยาบาลตำรวจในพระบรมราชินูปถัมภ์ คลินิกเฉพาะทางที่เน้นการรักษาด้วยวิธีการบูรณาการระหว่างนักกายภาพบำบัด และเครื่องมือทางกายภาพบำบัดมาตรฐานสูง, Aestheta, Belly Burn (Open July), Erb Spa, Grace Dental Wellness, Kliniq Wellness

Skincare & Aroma Therapy นำโดย Divana, Donna Chang, Mith แบรนด์น้ำหอมโดยคนไทย ที่ได้รับการรังสรรค์กลิ่นจากนักปรุงน้ำหอมระดับโลก, Lavelier สกินแคร์สุดพรีเมียม  รวมทั้ง Healthy Eating ร้านไฮไลต์ นำโดย อันเกิม อันก๋า ร้านอาหารเวียดนามแบรนด์ล่าสุดของ iberry, GINGER FARM Kitchen ร้านอาหารเหนือพื้นบ้านออแกนิคสไตล์ล้านนา เจ้าของรางวัลมิชลิน บิบกูมองซ์ 4 ปีซ้อน, City Fresh ของหวานเพื่อสุขภาพจากผลไม้พรีเมียม, บลู คอฟฟี่ (Blue Coffee) คัดสรรเมล็ดกาแฟจากแหล่งปลูกชั้นนำทั่วโลก มาคั่ว in-house เพื่อให้ได้รสชาติที่สมบูรณ์แบบ, Baker Bricks Scone Gallery ร้านสโคน สเปเชียลตี้ จากไต้หวันสาขาแรกในไทย, เกนกิ ซูชิ, Matcha & More เป็นต้น

กลับมาอีกครั้ง Luxury Dining Series สู่ 7 โรงแรมหรูทั่วเอเชียแปซิฟิก เชิดชู ‘รสชาติอาหารที่ถูกหลงลืม’ และธรรมเนียมการปรุงแบบดั้งเดิม

กลับมาอีกครั้ง Luxury Dining Series สู่ 7 โรงแรมหรูทั่วเอเชียแปซิฟิก เชิดชู ‘รสชาติอาหารที่ถูกหลงลืม’ และธรรมเนียมการปรุงแบบดั้งเดิม

กลับมาอีกครั้ง Luxury Dining Series สู่ 7 โรงแรมหรูทั่วเอเชียแปซิฟิก เชิดชู ‘รสชาติอาหารที่ถูกหลงลืม’ และธรรมเนียมการปรุงแบบดั้งเดิม

วันอังคาร ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หลังจากความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ในปีที่ผ่านมา ลักซ์ชูรี กรุ๊ป โดย แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล (Luxury Group by Marriott International) ภูมิใจนำเสนอการกลับมาอีกครั้งของ Luxury Dining Series ที่ทุกคนรอคอย เทศกาลอาหารสัญจรที่จัดขึ้นในหลากหลายเมืองทั่วภูมิภาค โดยในปีนี้จะจัดขึ้นระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน เชื้อเชิญเหล่านักเดินทางผู้มีรสนิยมและผู้หลงใหลในการลิ้มลองอาหารจานหรูให้มาร่วมสัมผัสประสบการณ์การเดินทางแห่งรสชาติเหนือระดับ เชิดชูรสชาติอาหารที่ถูกหลงลืมและธรรมเนียมการปรุงอาหารแบบดั้งเดิม

ธีมของปีนี้มาในชื่อ “Forgotten Flavors” หรือ “รสชาติที่ถูกลืม” โดยได้รับแรงบันดาลใจจากรายงาน Future of Food 2025 report เป็นการเฉลิมฉลองประวัติศาสตร์ศิลป์ด้านอาหาร พร้อมสำรวจเทคนิคการปรุงอาหารที่สืบทอดกันมายาวนานผสมผสานนวัตกรรมสุดสร้างสรรค์จาก 7 โรงแรมสุดหรูที่ได้รับการคัดสรรมาเป็นอย่างดี อันได้แก่ เดอะ เซนต์ รีจิส โอซาก้า (The St. Regis Osaka), เจดับบลิว แมริออท เชจู รีสอร์ท แอนด์ สปา (JW Marriott Jeju Resort & Spa), เจดับบลิว แมริออท เบงกาลูรู เพรสทีจ กอล์ฟเชียร์ รีสอร์ท แอนด์ สปา (JW Marriott Bengaluru Prestige Golfshire Resort & Spa), เดอะ ริทซ์-คาร์ลตันเพิร์ธ (The Ritz-Carlton, Perth), เดอะ เซนต์ รีจิส สิงคโปร์ (The St. Regis Singapore), เดอะ เซนต์ รีจิส จาการ์ตา (The St. Regis Jakarta) และ เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน กรุงเทพฯ (The Ritz-Carlton, Bangkok) ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเร็วๆ นี้

งานนี้บรรดาเชฟและมิกโซโลจิสต์ชื่อดังจากเครือ แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ทั่วโลกตั้งแต่ปรมาจารย์ด้านการปรุงอาหารตามแบบฉบับดั้งเดิมและเหล่านักปรุงผู้มีวิสัยทัศน์ร่วมสมัยจะมารวมตัวกันเพื่อรังสรรค์มื้ออาหารแสนพิเศษด้วยการปลุกชีพวัตถุดิบหายากและถูกมองข้ามขึ้นมาใช้ใหม่อีกครั้ง แขกผู้ร่วมงานจะได้สัมผัสประสบการณ์การรับประทานอาหารที่ผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถันในทุกจาน ด้วยรสชาติจากอดีตที่ถูกตีความใหม่ให้เข้ากับสมัยนิยม

เตรียมสัมผัสประสบการณ์การเดินทางแห่งรสชาติเหนือระดับจาก Luxury Dining Series ได้ตามกำหนดการณ์ดังนี้ ญี่ปุ่น – 11-13 กรกฎาคม ที่ เดอะ เซนต์ รีจิส โอซาก้า, เกาหลีใต้ – 17-20 กรกฎาคม  ที่เจดับบลิว แมริออท เชจู รีสอร์ท แอนด์ สปา, อินเดีย – 31 กรกฎาคม – 3 สิงหาคม ที่ เจดับบลิว แมริออท เบงกาลูรู เพรสทีจ กอล์ฟเชียร์ รีสอร์ท แอนด์ สปา, ออสเตรเลีย – 15-17 สิงหาคม  ที่ เดอะ ริทซ์-คาร์ลตันเพิร์ธ, สิงคโปร์ – 29-31 สิงหาคม ที่ เดอะ เซนต์ รีจิส สิงคโปร์, อินโดนีเซีย – 11-13 กันยายน ที่ เดอะ เซนต์ รีจิส จาการ์ตา ปิดท้ายที่ ไทย – 25-28 กันยายน  ที่ เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน กรุงเทพฯ

พบกับรายละเอียดเพิ่มเติมเร็วๆ นี้ โดยสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์: http://www.marriott.com/en-us/marriott-brands/portfolio/luxury-dining-series.mi