ทัศนคติที่ชาวโลกมีต่อ ปูตินและเซเลนสกี้

ทัศนคติที่ชาวโลกมีต่อ ปูตินและเซเลนสกี้

20 พ.ค. 2568 05:30 น.

ทัศนคติที่ชาวโลกมีต่อ ปูตินและเซเลนสกี้

โลกแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย ทุกกรณีจะมีฝ่าย A และฝ่าย Z พวกตรงกลางไม่ค่อยปรากฏ มีสถาบันสำรวจทัศนคติของผู้คนที่มีต่อปูติน คนที่ถูกถามชาวอเมริกัน สหภาพยุโรป แคนาดา ฯลฯ ตอบว่า “ปูตินเป็นเผด็จการ เป็นไอ้ภัยคุกคาม เป็นไอ้ผู้รุกราน เป็นไอ้ผู้ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ใช้อำนาจมืดปราบปรามฝ่ายตรงข้าม สื่อ และผู้ที่ชุมนุมอย่างสงบ” คนตะวันตกบางพวกมองแย่ถึงขนาดว่าปูตินเป็น “ฮิตเลอร์ในคริสต์ศตวรรษที่ 21”

ส่วนการสำรวจผู้คนในโลกตะวันออก คนตะวันออกจำนวนไม่น้อยมองว่าปูตินเป็น “พระเอกที่กล้าต่อต้านตะวันตก เป็นสัญลักษณ์ ของความมั่นคง” โดยเฉพาะคนจีน อินเดีย บราซิล และแอฟริกัน พวกนี้มองว่าปูตินเป็น “พระเอกขี่ม้าขาวที่เข้ามาช่วยปลดแอกคนเอเชียและคนแอฟริกันให้พ้นจากการกดขี่ของชาวตะวันตก”

จำนวนไม่น้อยชื่นชมความแข็งแกร่งแรงเยอะของปูติน ด้วยการตอบว่า อ้า “ปูตินเป็นผู้นำที่เด็ดขาดบาดมือ เป็นผู้ที่ไม่ยอมให้ตะวันตกมาครอบงำและสั่งการ” ประชาชนกลุ่มนี้ไม่ชอบระเบียบโลกที่สหรัฐฯและตะวันตกใช้ครอบงำเอเชียและแอฟริกามานานเป็นร้อยปี

สื่อตะวันตกต่างระดมเสนอข่าวว่า “ปูตินเป็นทรราชที่มีนโยบายรุกราน โหดร้าย ปิดปากประชาชน” แต่สื่อตะวันออกมองว่า “ปูตินเป็นผู้รักษาอธิปไตยของรัสเซียและปกป้องผลประโยชน์ของประเทศตัวเอง” มีบางพวกที่บอกว่า อ้า พวกข้าพเจ้าเป็นกลากเกลื้อนเรื้อนกวาง เอ๊ย เป็นกลาง พวกนี้ตอบว่า “อ้า ปูตินเป็นบุคคลที่โลกยำเกรง แต่ไม่จำเป็นต้องเคารพ”

ส่วนผู้นำอูเครน ตอนนี้เซเลนสกี้เริ่มได้รับความนิยมในประเทศลดลงปลงศพ บางคนตอบว่า “เคยมองว่าเซเลนสกี้เป็นวีรบุรุษแห่งชาติ ตอนนี้มองว่า เซเลนสกี้เป็นผู้นำที่พาประเทศเข้าสู่สงครามที่ไม่มีวันชนะ” บางคนเริ่มออกมาพูดว่า “หากมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีอูเครนครั้งใหม่ เซเลนสกี้ไม่มีโอกาสชนะ” และแนะนำว่า “…ควรหยุดการเมือง และไม่ต้องมาลงเลือกตั้งอีกเลย”

หากการเจรจาสันติภาพทำให้อูเครนต้องเสียไครเมียไปอย่างถาวร “ก็เป็นไปได้ที่จะมีรัฐประหาร หรือมีสถานการณ์ความวุ่นวายขายปลาหมอคางดำทางการเมือง ที่จะทำให้เซเลนสกี้จะอยู่ในตำแหน่งต่อไปไม่ได้ และต้องหนีออกจากอูเครนไปลี้ภัยในอังกฤษ หรือสหรัฐฯ หรือประเทศหนึ่งประเทศใดในทวีปยุโรป”

กระแสที่แรงขึ้นมากในตอนนี้ก็คือ “หากอูเครนต้องยกดินแดนให้รัสเซียโดยไม่ผ่านการลงประชามติ หรือมีการลงนามในข้อตกลงลับ โดยที่ประชาชนไม่รู้งูสวัสดิ์ เซเลนสกี้จะเป็นผู้นำที่มีตราบาปมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของอูเครน” หากภายหลังมีการเปิดเผยว่าเซเลนสกี้ทำให้อูเครนเสียดินแดนเพราะความบกพร่องผิดพลาดทางการรบ เซเลนสกี้จะได้ชื่อว่าเป็น  “ผู้นำที่พาให้ประเทศเสียดินแดน”

อนาคตของเซเลนสกี้มีแต่จะตกต่ำย่ำแย่แงงอขอเงิน ทีมงานของเซเลนสกี้พยายามสร้างกระแสในยุโรปและสหรัฐฯว่า อ้า ท่านเซเลนสกี้เป็นผู้นำที่กล้าหาญ มีการจัดฉากเชิญเซเลนสกี้ไปพูดในองค์การโลกอย่างสหประชาชาติ นาโต สหภาพยุโรป พยายามแม้แต่จะเสนอให้เซเลนสกี้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ

ทีมงานของเซเลนสกี้เสนอทางเลือกให้เซเลนสกี้ผันตัวเองไปเป็นนักการทูต ผู้แทนระดับสากล นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย (คล้ายอดีตผู้นำที่แพ้สงครามในอดีตอย่างซาอากาชวิลี อดีตผู้นำของจอร์เจีย)

หลายคนบอกว่า อ้า เซเลนสกี้เหมือนซัดดัม ฮุสเซน อดีต ผู้นำอิรัก ในเรื่องของการใช้สื่อปลุกใจและสร้างภาพ “เซเลนสกี้ใช้สื่อออนไลน์ วิดีโอ สุนทรพจน์ และการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดียได้อย่างมีประสิทธิภาพ” “ส่วนซัดดัมใช้โทรทัศน์และสื่อของรัฐในการสร้างภาพว่าตนเป็นวีรบุรุษผู้ต่อต้านจักรวรรดินิยมอเมริกา”

ผู้นำทั้งสองคนใช้การสื่อสารอย่างหนักหน่วงพ่วงข้างนางนวล เพื่อสร้างฐานผู้สนับสนุนทั้งในและต่างประเทศ

มีคนบอกว่า “เซเลนสกี้เดินบนถนนสายเดียวกันกับซัดดัม”.


นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัย
songlok1997@gmail.com

คลิกอ่านคอลัมน์ “เปิดฟ้าส่องโลก” เพิ่มเติม

ฝรั่งเศสเตรียมเปิดเรือนจำความมั่นคงสูงในป่าอเมซอน เอาไว้ขังพ่อค้ายา

ฝรั่งเศสเตรียมเปิดเรือนจำความมั่นคงสูงในป่าอเมซอน เอาไว้ขังพ่อค้ายา

20 พ.ค. 2568 04:36 น.

ฝรั่งเศสเตรียมเปิดเรือนจำความมั่นคงสูงในป่าอเมซอน เอาไว้ขังพ่อค้ายา

ฝรั่งเศสประกาศจะเปิดเรือนจำความมั่นคงสูงแห่งใหม่ในป่าอเมซอน ที่ดินแดนโพ้นทะเลของพวกเขาในทวีปอเมริกาใต้ เพื่อใช้คุมขังพ่อค้ายาเสพติดและแก๊งอาชญากรรม

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันจันทร์ที่ 19 พ.ค. 2568 นายเฌราลด์ ดาร์มาแนง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมของฝรั่งเศส เดินทางเยือน “เฟรนช์เกียนา” ดินแดนโพ้นทะเลของฝรั่งเศสในทวีปอเมริกาใต้ และประกาศว่าประเทศของเขาวางแผนจะเปิดเรือนจำความมั่นคงสูงในป่าอเมซอนในดินแดนแห่งนี้

นายดาร์มาแนงบอกกับหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นของฝรั่งเศสว่า เรือนจำแห่งใหม่นี้จะมีการขังสมาชิกองค์กรอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทานยาเสพติดในทุกระดับ

เรือนจำแห่งนี้จะใช้งบประมาณในการสร้าง 400 ล้านยูโร และคาดว่าจะเปิดใช้งานได้ในช่วงต้นปี 2571 โดยจะตั้งอยู่ในพื้นที่แยกเดี่ยวในป่าอเมซอนทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองแซงต์-โลรองต์-ดู-มาโรนี ขังนักโทษได้สูงสุด 500 คน และจะมีปีกอาคารแยกเพื่อคุมขังอาชญากรที่อันตรายที่สุด

แผนการนี้เกิดขึ้นหลังจากฝรั่งเศสเผชิญเหตุความรุนแรงที่เกี่ยวข้องกับแก๊งอาชญากรรม ซึ่งเจ้าหน้าที่เรือนจำทั่วประเทศตกเป็นเป้าหมายหลายครั้งในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

นายดาร์มาแนงระบุว่า เรือนจำใหม่นี้จะถูกบริหารอย่างเข้มงวดที่สุด โดยมีกฎที่ออกแบบมาเพื่อให้ควบคุมได้แม้กระทั่งพ่อค้ายาเสพติดที่อันตรายที่สุด และเนื่องจากเฟรนช์เกียนาตั้งอยู่ต่างทวีปกับฝรั่งเศสหมายความว่า พ่อค้ายาเสพติดที่ถูกคุมขังจะไม่สามารถติดต่อกับเครือข่ายอาชญากรรมของพวกเขาได้

ทั้งนี้ ดินแดนเฟรนช์เกียนา เป็นดินแดนโพ้นทะเลของฝรั่งเศสซึ่งตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของทวีปอเมริกาใต้ มีประชากรราว 292,000 คน ซึ่งพวกเขามีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในฝรั่งเศส และสามารถเข้าถึงระบบประกันสังคมของฝรั่งเศสได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เกาหลีใต้จับชายคลั่ง หนีเตลิดทั่ว จ.คยองกี แทงคน 4 ราย ดับ 2 ศพ

เกาหลีใต้จับชายคลั่ง หนีเตลิดทั่ว จ.คยองกี แทงคน 4 ราย ดับ 2 ศพ

20 พ.ค. 2568 03:35 น.

เกาหลีใต้จับชายคลั่ง หนีเตลิดทั่ว จ.คยองกี แทงคน 4 ราย ดับ 2 ศพ

ตำรวจเกาหลีใต้จับกุมตัวชายต้องสงสัย หลังจากเขาก่อเหตุใช้ของมีคมแทงเหยื่อ 4 ราย และทำให้ 2 รายในจำนวนนี้เสียชีวิต

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เหตุการณ์เริ่มขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 9.30 น. วันจันทร์ที่ 19 พ.ค. 2568 ตำรวจได้รับรายงานว่าชายต้องสงสัยก่อเหตุแทงหญิงในช่วงวัย 60 ปี ซึ่งเป็นเจ้าของร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่งในจังหวัดคยองกี ทางตะวันตกของกรุงโซล ก่อนจะหลบหนีไป

ต่อมาตำรวจเดินทางไปยังบ้านของเจ้าของรถที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ที่ผู้ต้องสงสัยใช้ และพบผู้เสียชีวิต 1 ศพที่นั่น ซึ่งเชื่อว่าเป็นเจ้าของรถยนต์คันดังกล่าว โดยผลการตรวจสอบเบื้องต้นทำให้เชื่อว่า ศพถูกทิ้งเอาไว้ที่นั่นนานหลายวันแล้ว

หลังจากนั้นราว 2 ชั่วโมง ผู้ต้องสงสัยก็ไปก่อเหตุแทงชายอีกคนซึ่งมีอายุในช่วง 70 ปี ก่อนจะหลบหนีไปอีกครั้ง และจากนั้นไม่นาน ตำรวจก็พบศพผู้เสียชีวิตอีกรายใกล้บ้านซึ่งอยู่ติดกับร้านสะดวกซื้อที่เกิดเหตุตอนแรก

ตำรวจระบุว่า ผู้บาดเจ็บถูกส่งไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล และกำลังฟื้นตัว ส่วนผู้ต้องสงสัยยังคงลอยนวลจนกระทั่งตำรวจตามจับกุมตัวเขาได้ในหลายชั่วโมงต่อมา

สถานีตำรวจแขวงซีฮึง (Siheung) ยืนยันกับสำนักข่าว เอเอฟพี ว่า พวกเขาจับกุมผู้ต้องสงสัยได้แล้ว และผู้ต้องสงสัยสารภาพความผิดทั้งหมด โดยหลังจากนี้เจ้าหน้าที่จะสอบปากคำผู้ต้องสงสัยเพิ่มเติม เพื่อหาแรงจูงใจและรายละเอียดของเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ ระหว่างเกิดเหตุชาวบ้านท้องถิ่นในจังหวัดคยองกีได้รับข้อความเตือนภัย ระบุว่าเกิดเหตุแทงกันที่เขตจองวัง-ดง และแนะนำประชาชนไม่ให้ออกจากบ้านและให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของตัวเองเป็นอันดับแรก

ต่อมาทางการจังหวัดคยองกีก็ส่งข้อความเตือนอีกฉบับระบุว่า ผู้ต้องสงสัยเป็นชายอายุอยู่ในช่วง 50 ปี ศีรษะล้าน สวมเสื้อกันหนาวกับกางเกงสีเข้ม และเสื้อสีฟ้า หากเห็นคนลักษณะนี้ให้แจ้งกับเจ้าหน้าที่ในทันที

อนึ่ง เหตุการณ์ล่าสุดนี้เกิดขึ้นไม่กี่เดือนหลังจาก ครูโรงเรียนประถมแห่งหนึ่งในเกาหลีใต้ ก่อเหตุแทงเด็กนักเรียนวัย 8 ขวบจนเสียชีวิตเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ กับเหตุการณ์นักเรียนแทงเพื่อนร่วมชั้น 4 รายได้รับบาดเจ็บเมื่อปลายเดือนเมษายน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์คุยปูตินอ้าง รัสเซีย-ยูเครน เตรียมเริ่มเจรจาหยุดยิงทันที

ทรัมป์คุยปูตินอ้าง รัสเซีย-ยูเครน เตรียมเริ่มเจรจาหยุดยิงทันที

20 พ.ค. 2568 01:49 น.

ทรัมป์คุยปูตินอ้าง รัสเซีย-ยูเครน เตรียมเริ่มเจรจาหยุดยิงทันที

โดนัลด์ ทรัมป์ คุยโทรศัพท์กับ วลาดิเมียร์ ปูติน นานร่วม 2 ชั่วโมง เรื่องสงครามยูเครน โดยผู้นำสหรัฐฯ อ้างว่า คู่กรณีทั้งสองฝ่ายจะเริ่มการเจรจาหยุดยิงในทันที

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โทรศัพท์คุยกับนายวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซียเป็นเวลากว่า 2 ชั่วโมง ในวันจันทร์ที่ 19 พ.ค. 2568 เพื่อหาทางยุติสงครามในยูเครน โดยนายทรัมป์อ้างว่า รัสเซียกับยูเครนจะเริ่มการเจรจาหยุดยิงในทันที

นายทรัมป์ระบุผ่านโพสต์บน Truth Social หลังการสนทนากับนายปูตินว่า การคุยกันทางโทรศัพท์ครั้งนี้เป็นไปด้วยดีมาก น้ำเสียงและอารมณ์ของการสนทนานั้นยอดเยี่ยม

ผู้นำสหรัฐฯ ยืนยันว่า รัสเซียกับยูเครนจะเริ่มการเจรจาไปสู่การหยุดยิงในทันที และที่สำคัญกว่านั้นคือ การทำให้สงครามครั้งนี้จบลง โดยเงื่อนไขในการหยุดยิงจะเป็นการเจรจากันระหว่างรัสเซียกับยูเครน เพราะพวกเขารู้รายละเอียดต่างๆ ของการเจรจาที่ไม่มีใครอื่นรู้

นายทรัมป์ไม่ได้เปิดเผยว่าการเจรจาหยุดยิงระหว่างรัสเซียกับยูเครนจะเกิดขึ้นเมื่อใด แต่เขาระบุว่าสถานที่เจรจาอาจเกิดขึ้นที่นครรัฐวาติกัน “วาติกัน นำโดยสมเด็จพระสันตะปาปา แจ้งว่าพวกเขาสนใจจะเป็นเจ้าภาพจัดการเจรจานี้”

คำพูดของนายทรัมป์เกิดขึ้นไม่นานหลังจากนาย เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เข้าพบโป๊ปเลโอที่ 14 ในช่วงเช้าวันจันทร์ และมอบจดหมายจากนายทรัมป์ เชิญให้พระสันตะปาปาเสด็จเยือนทำเนียบขาว

อีกด้านหนึ่ง สื่อของรัสเซียรายงานว่า ประธานาธิบดีปูตินได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับการสนทนาทางโทรศัพท์กับนายทรัมป์ โดยระบุว่าเป็นการพูดคุยที่ค่อนข้างตรงไปตรงมา และมีประโยชน์มากในด้านนี้ พร้อมขอบคุณนายประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่สนับสนุนการเจรจาโดยตรงระหว่างรัสเซียกับยูเครน เพื่อทำข้อตกลงสันติภาพ

“ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้แสดงจุดยืนเกี่ยวกับการหยุดยิงแล้ว ส่วนผม ขอย้ำว่ารัสเซียก็เช่นกัน ต้องการแก้วิกฤติยูเครนอย่างสันติ เราแค่ต้องหาวิธีที่ดีที่สุดในการก้าวไปสู่สันติภาพ” นายปูตินระบุ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ไบเดนขอบคุณกำลังใจ หลังถูกวินิจฉัยเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากชนิดรุนแรง

ไบเดนขอบคุณกำลังใจ หลังถูกวินิจฉัยเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากชนิดรุนแรง

20 พ.ค. 2568 00:07 น.

ไบเดนขอบคุณกำลังใจ หลังถูกวินิจฉัยเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากชนิดรุนแรง

โจ ไบเดน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขอบคุณกำลังใจที่ได้รับจากทั่วโลก หลังเปิดเผยว่าเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากชนิดรุนแรง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โจ ไบเดน แสดงความขอบคุณต่อการสนับสนุนต่างๆ ที่เขาได้รับจากทั่วโลก รวมถึงจดหมายส่วนตัวจากพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร หลังจากอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ผู้นี้ประกาศเมื่อวันอาทิตย์ที่ 18 พ.ค. 2568 ว่า เขาได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากชนิดรุนแรง

“มะเร็งสัมผัสเราทุกคน” นายไบเดนในวัย 82 ปี ระบุในโพสต์บนเครือข่ายสังคมออนไลน์ในช่วงเช้าวันจันทร์ “เหมือนกับพวกคุณหลายคน จิลกับผมได้เรียนรู้ว่าเราแข็งแกร่งที่สุดในสถานที่ที่พังทลาย ขอบคุณที่ดึงพวกเราขึ้นมาด้วยความรักและการสนับสนุน”

ในวันอาทิตย์ สำนักงานของนายไบเดนออกแถลงการณ์เปิดเผยว่า อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ผู้นี้ เข้ารับการตรวจหลังจากมีปัญหาเกี่ยวกับการปัสสาวะ นำไปสู่การค้นพบตุ่มเล็กๆ ในต่อมลูกหมากของเขา ซึ่งแพทย์วินิจฉัยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า ไบเดนเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากชนิดรุนแรง โดยมีคะแนนกลีสัน (Gleason score) ที่ระดับ 9 และแพร่กระจายไปถึงกระดูกแล้ว

แต่แถลงการณ์บอกด้วยว่า “ในขณะที่การวินิจฉัยนี้สื่อถึงโรคในรูปแบบที่รุนแรงกว่า แต่ดูเหมือนว่ามะเร็งนี้จะอ่อนไหวต่อฮอร์โมน ซึ่งทำให้สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

ตามข้อมูลจากศูนย์วิจัยมะเร็งแห่งสหราชอาณาจักร คะแนนกลีสันระดับ 9 หมายความว่า เซลล์มะเร็งสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว

ข่าวล่าสุดเกี่ยวกับโรคมะเร็งของนายไบเดนทำให้เกิดคำถามตามมาว่า เขาป่วยมานานแค่ไหน และโรคนี้ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเขาขณะดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีหรือไม่

อย่างไรก็ตาม หลังมีการเปิดเผยเกี่ยวกับโรคมะเร็ง ผู้คนมากมายต่างร่วมแสดงการสนับสนุนนายไบเดน รวมถึงประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ คู่แข่งทางการเมือง, นายบารัค โอบามา อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ และ น.ส.คามาลา แฮร์ริส อดีตรองประธานาธิบดีของนายไบเดน

ด้านสำนักพระราชวังบักกิงแฮมเปิดเผยว่า พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร ยังเขียนจดหมายส่วนพระองค์ถึงนายไบเดน เพื่อแสดงการสนับสนุนและขอให้โชคดีด้วย

ทั้งนี้ พระเจ้าชาร์ลส์พระชนมายุ 76 พรรษา เคยพบปะกับนายไบเดนหลายครั้ง และเมื่อต้นปี 2567 พระองค์ก็ทรงได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งเช่นกัน โดยไม่มีการเปิดเผยว่าเป็นมะเร็งชนิดใด โดยในครั้งนี้ นายไบเดนก็ร่วมส่งกำลังใจให้กษัตริย์แห่งอังกฤษด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สลดไต้หวัน รถฝ่าไฟแดงชนผู้คนหน้าโรงเรียน ดับ 3 ศพ เจ็บ 12 ราย

สลดไต้หวัน รถฝ่าไฟแดงชนผู้คนหน้าโรงเรียน ดับ 3 ศพ เจ็บ 12 ราย

19 พ.ค. 2568 23:22 น.

สลดไต้หวัน รถฝ่าไฟแดงชนผู้คนหน้าโรงเรียน ดับ 3 ศพ เจ็บ 12 ราย

เกิดเหตุรถยนต์ฝ่าไฟแดงพุ่งเข้าใส่ฝูงชนซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กนักเรียน ที่หน้าโรงเรียนแห่งหนึ่งในไต้หวัน เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 3 ศพ บาดเจ็บอีก 12 ราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 16.00 น. วันจันทร์ที่ 19 พ.ค. 2568 ตามเวลาท้องถิ่น เกิดเหตุรถยนต์ซึ่งขับโดยชายชราอายุ 78 ปี พุ่งฝ่าไฟแดงบนถนนใกล้กรุงไทเป พุ่งชนจักรยานยนต์ 3 คัน กับจักรยานอีก 1 คัน ก่อนจะไปชนกับกลุ่มเด็กนักเรียนและผู้ใหญ่ที่หน้าโรงเรียนแห่งหนึ่ง

ภาพวิดีโอซึ่งเผยแพร่โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจแสดงให้เห็นคนกำลังพยายามปั๊มหัวใจให้ผู้ประสบเหตุที่นอนอยู่บนพื้นถนน ขณะที่เจ้าหน้าที่ฉุกเฉินขนผู้ได้รับบาดเจ็บออกไป โดยมีจักรยานยนต์กับจักรยานที่ได้รับความเสียหายอยู่ด้านข้าง และมีเศษซากความเสียหายกระจายเต็มแยกถนน

ตำรวจไต้หวันระบุว่า “ไม่ทราบว่าด้วยเหตุผลอะไร จู่ๆ ยานพาหนะคันนี้ก็เร่งความเร็วขึ้น” และเหตุการณ์นี้ทำให้มีผู้ประสบเหตุ 15 คน รวมถึงคนขับรถคันก่อเหตุ ต้องถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล 3 แห่ง ด้วยอาการบาดเจ็บแตกต่างกันไป

ตำรวจบอกอีกว่า ผู้บาดเจ็บ 3 คนซึ่งประกอบด้วยเด็กหญิงอายุ 12 ปี 2 คน และผู้หญิงอายุ 40 ปี 1 คน เสียชีวิตในเวลาต่อมา ส่วนคนขับรถยังไม่ได้สติ แต่ผลการตรวจพบว่าเขาไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์

ผู้บาดเจ็บ 9 คนเป็นเด็กนักเรียนอายุ 12-15 ปี จากโรงเรียนมัธยมต้น “ซานเซียะ” (Sanxia) และมีผู้บาดเจ็บรายหนึ่งมีอายุเพียง 6 ขวบ มาจากโรงเรียนอนุบาลใกล้เคียง

หลังเกิดเหตุ สำนักงานของประธานาธิบดี ไล่ ชิงเต๋อ ออกแถลงการณ์แสดงความตกใจและเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ขณะที่นายไล่เดินทางเยี่ยมผู้บาดเจ็บที่โรงเรียนในคืนวันจันทร์ พร้อมสั่งการให้จัดตั้งทีมเฉพาะกิจเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบเหตุกับครอบครัวของพวกเขา และสืบสวนสาเหตุของเหตุการณ์นี้ด้วย

นายกเทศมนตรีเมืองนิวไทเปก็เดินทางไปเยี่ยมผู้บาดเจ็บที่โรงพยาบาลเช่นกัน โดยระบุว่า ผู้บาดเจ็บบางคนยังต้องได้รับการรักษาอย่างเข้มข้น และยืนยันว่า เจ้าหน้าที่จะหาความชัดเจนเรื่องผู้รับผิดชอบโดยเร็วที่สุด และให้คำอธิบายต่อสังคม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

‘กรมการข้าว’จัดประชุมเตรียมการรับเสด็จฯ’กรมสมเด็จพระเทพฯ’ เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2568

'กรมการข้าว'จัดประชุมเตรียมการรับเสด็จฯ'กรมสมเด็จพระเทพฯ' เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2568

‘กรมการข้าว’จัดประชุมเตรียมการรับเสด็จฯ’กรมสมเด็จพระเทพฯ’ เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2568

วันอังคาร ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.51 น.

กรมการข้าว จัดประชุมเตรียมการรับเสด็จฯ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2568

เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2568 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย นายไพรัตน์ เพชรยวน รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ดร.ชิษณุชา บุดดาบุญ รองอธิบดีกรมการข้าว และผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับ พลโทปราชญ์เปรื่อง โชติกเสถียร ราชองครักษ์ในพระองค์ หัวหน้าคณะนำส่วนล่วงหน้าฯ พร้อมผู้บริหารกรมการข้าว หัวหน้าส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมตรวจพื้นที่ จากนั้นได้ร่วม ประชุมฯ เพื่อเตรียมการรับเสด็จฯ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2568 ในวันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน 2568 เวลา 14.30 น. ณ ศูนย์ศิลปาชีพบางไทรฯ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ทั้งนี้ งานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2568 มีกำหนดจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 5 – 7 มิ.ย.2568 ณ ศูนย์ศิลปาชีพบางไทรฯ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

– 006

‘ประมงสมุทรปราการ’ตะลุยจับ‘ปลาหมอคางดำ’ จับมือ‘กรมราชทัณฑ์’แปรรูปเป็นน้ำปลา

‘ประมงสมุทรปราการ’ตะลุยจับ‘ปลาหมอคางดำ’ จับมือ‘กรมราชทัณฑ์’แปรรูปเป็นน้ำปลา

‘ประมงสมุทรปราการ’ตะลุยจับ‘ปลาหมอคางดำ’ จับมือ‘กรมราชทัณฑ์’แปรรูปเป็นน้ำปลา

วันอังคาร ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.36 น.

สำนักงานประมงจังหวัดสมุทรปราการบูรณาการทุกภาคส่วนกำจัดปลาหมอคางดำอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง เดินหน้าต่อจับมือกับเรือนจำจังหวัดสมุทรปราการนำปลาที่จับได้แปรรูปเป็น “น้ำปลา” และเสริมสร้างทักษะอาชีพให้ผู้ต้องขัง พร้อม มุ่งเน้นช่วยเหลือเกษตรกรเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ขยายผลโครงการ “สิบหยิบหนึ่ง” สนับสนุนปลากะพงขาวปล่อยเป็นตัวช่วยทำหน้าที่เป็นนักล่าธรรมชาติช่วยควบคุมประชากรปลาหมอคางดำในบ่อเลี้ยง

นายวิชัย โชติปฏิเวชกุล ผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดสมุทรปราการ กล่าวว่า โครงการการแปรรูปปลาหมอคางดำเป็นผลิตภัณฑ์ “น้ำปลา” เป็นความร่วมมือแบบบูรณาการระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาชน สอดคล้องกับนโยบายของกรมราชทัณฑ์ในการทำประโยชน์ให้กับสังคม โดยเปิดโอกาสให้กับผู้ต้องขังได้ออกไปทำสาธารณประโยชน์หลากหลายรูปแบบ เช่น การช่วยเหลือผู้ประสบภัย การร่วมอนุรักษ์ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม

“ที่ผ่านมา เรือนจำสมุทรปราการได้สนับสนุน “กิจกรรมลงแขกลงคลอง” ของกรมประมงมาแล้วหลายครั้ง ซึ่งมีช่วยสร้างความภาคภูมิใจให้กับผู้ต้องขัง โครงการล่าสุดต่อยอดจัดกิจกรรมฝึกอาชีพ แปรรูปหมัก “น้ำปลา” ตรา “หับเผย สมุทรปราการ” เพื่อการบริโภค และช่วยฝึกเป็นทักษะให้กับผู้ต้องขังเป็นทางเลือกอาชีพในอนาคต ขณะเดียวกัน เรือนจำกลางยังนำต่อยอดอยู่ในศูนย์การเรียนรู้ “โคก หนอง นา” เพื่อถ่ายทอดความรู้และส่งเสริมผลิตภัณฑ์สู่ประชาชน” นายวิชัยกล่าว

นายสมพร เกื้อสกุล ประมงจังหวัดสมุทรปราการ  กล่าวว่า ในส่วนของประมงสมุทรปราการ เราได้ดำเนินการกำจัดปลาหมอคางดำอย่างต่อเนื่อง ตามมาตรการของกรมประมง เพื่อควบคุมประชากรปลาหมอคางดำในพื้นที่ให้อยู่ในระดับที่จัดการได้ สำหรับกิจกรรม ‘ลงแขกลงคลอง’ จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 10 ในบริเวณลำคลองสถานสวางคนิวาส ตำบลท้ายบ้าน จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งได้รับความร่วมมือจากอาสาสมัครจากเรือนจำสมุทรปราการ พร้อมการถ่ายทอดความรู้การแปรรูปปลาที่จับได้หมักเป็น “น้ำปลา” จากบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่สะอาดและปลอดภัย สร้างแรงจูงใจให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจับปลาหมอคางดำออกจากแหล่งน้ำ

จากการสำรวจประชากรปลาหมอคางดำในจังหวัดสมุทรปราการ พบว่าปลาหมอคางดำกระจายอยู่ในพื้นที่น้ำกร่อยในอำเภอพระสมุทรเจดีย์  อำเภอเมือง และอำเภอบางบ่อ  บางส่วนในอำเภอบางพลี อำเภอพระประแดง ประมงสมุทรปราการร่วมมือกับหลายภาคส่วนหน่วยงานรัฐในพื้นที่ เอฟซีสมุทรปราการ และภาคเอกชนขับเคลื่อนกิจกรรม เพื่อกำจัดและลดปริมาณปลาหมอคางดำอย่างต่อเนื่องตามมาตรการของกรมประมง

กลยุทธ์สำคัญในปีนี้ ประมงสมุทรปราการมุ่งช่วยเหลือเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแบบกึ่งธรรมชาติซึ่งมีความเสี่ยงที่ปลาหมอคางดำจะหลุดรอดเข้าบ่อเลี้ยงจากการสูบน้ำจากแหล่งธรรมชาติ โดยสนับสนุนทั้งอุปกรณ์จับปลา กากชา และขยายผลโครงการ “สิบหยิบหนึ่ง” จากประมงสมุทรสงคราม ด้วยการสนับสนุนปลากะพงขาวให้เกษตรกรนำไปปล่อยในบ่อเพื่อทำหน้าที่เป็น “ปลานักล่า” ควบคุมประชากรปลาหมอคางดำ เมื่อปลากะพงเติบโตเต็มวัย เกษตรกรยังสามารถจับมาจำหน่ายสร้างรายได้เพิ่มอีกทางหนึ่ง นอกจากนี้ ยังมีแผนจัดการแข่งขันจับปลาเพื่อกระตุ้นการมีส่วนร่วมของประชาชน

นายสมพรกล่าวเพิ่มเติมว่า จากผลการสำรวจปลากะพงขาวที่ปล่อยไปเมื่อ 8 เดือนที่ผ่านมาในสถานตากอากาศบางปูยืนยันประสิทธิภาพของวิธีการใช้นักล่าธรรมชาติ โดยเจ้าหน้าที่พบลูกปลาหมอคางดำในท้องปลากะพงขาว และจากการดำเนินการกิจกรรม “ลงแขกลงคลอง” และ ปล่อยปลานักล่า ช่วยให้ความหนาแน่นของประชากรปลาหมอคางดำในพื้นที่ลดลงอย่างชัดเจน ทำให้ประมงสมุทรปราการมั่นใจว่าการใช้ “ปลานักล่า” เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยควบคุมและยับยั้งการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ไทยหวัง! ลุ้นส่งออกไก่หลังบราซิลเจอไข้หวัดนก กรมปศุสัตว์ย้ำระบบป้องกันโรคแน่นหนา

ไทยหวัง! ลุ้นส่งออกไก่หลังบราซิลเจอไข้หวัดนก กรมปศุสัตว์ย้ำระบบป้องกันโรคแน่นหนา

ไทยหวัง! ลุ้นส่งออกไก่หลังบราซิลเจอไข้หวัดนก กรมปศุสัตว์ย้ำระบบป้องกันโรคแน่นหนา

วันอังคาร ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.05 น.

ไทยหวัง ลุ้นส่งออกไก่หลังบราซิลเจอไข้หวัดนก กรมปศุสัตว์ย้ำระบบป้องกันโรคแน่นหนา”

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่าจากสถานการณ์ที่เกิดไข้หวัดนกระบาดในบราซิล โดยบราซิลยืนยันพบการระบาดของเชื้อไวรัส HPAI ซึ่งเป็นสายพันธุ์รุนแรงในฟาร์มแห่งหนึ่ง ทำให้ประเทศจีนและสหภาพยุโรป สั่งระงับนำเข้าเนื้อไก่และผลิตภัณฑ์จากประเทศบราซิล สถานการณ์นี้อาจส่งผลดีต่อการส่งออกไก่ของไทยซึ่งประเทศบราซิลถือเป็นผู้ส่งออกเนื้อไก่รายใหญ่ที่สุดของโลก และพบการระบาดของเชื้อไข้หวัดนกชนิดรุนแรงครั้งนี้ ส่งผลให้ประเทศคู่ค้าอย่างจีนและสหภาพยุโรป (EU) ประกาศระงับการนำเข้าเนื้อไก่และผลิตภัณฑ์จากบราซิลเป็นการชั่วคราวทันทีโดยข้อมูลจากสมาคมผู้ส่งออกเนื้อสัตว์ของบราซิล ในปีที่ผ่านมาระบุว่า จีนและ EU นำเข้าเนื้อไก่จากบราซิลรวมกันกว่า 793,000 ตัน ซึ่งคิดเป็นเกือบ 15% ของปริมาณการส่งออกทั้งหมด สถานการณ์ดังกล่าวจึงเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยในการขยายตลาดและรองรับคำสั่งซื้อที่อาจเบนเป้ามาสู่ผู้ผลิตที่มีมาตรฐานด้านความปลอดภัยด้านสุขภาพสัตว์ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาประเทศไทยเคยเกิดโรคไข้หวัดนกเพียงครั้งเดียวเมื่อกว่า 10 ปีก่อน และไม่เคยพบการระบาดซ้ำอีกเลย นับตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา กรมปศุสัตว์ได้วางระบบป้องกันโรคที่เข้มงวดและมีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการระบาดซ้ำ ซึ่งได้รับการยอมรับจากประเทศคู่ค้าทั่วโลก นอกจากนี้ กรมปศุสัตว์ยังเน้นย้ำให้เกษตรกรและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมสัตว์ปีก รักษามาตรการป้องกันโรคในฟาร์มอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะในช่วงที่สภาพอากาศแปรปรวน เพื่อลดความเสี่ยงของการแพร่ระบาด และรักษาความเชื่อมั่นจากตลาดส่งออก ซึ่งไม่เพียงส่งผลดีกับระบบการเลี้ยงสัตว์ของไทย แต่ยังอาจทำให้คำสั่งซื้อเนื้อไก่จากประเทศต่างๆ หลั่งไหลเข้าสู่ประเทศไทย เป็นอานิสงส์หลังไทยสามารถป้องกันโรคได้ดี

สำหรับมาตรการป้องกันไข้หวัดนกในฟาร์มของไทย ซึ่งมีความเข้มงวดและครอบคลุมทั้งระบบการผลิตและการควบคุมโรค มีแนวทางสำคัญดังนี้ 1) ระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) ที่ต้องจำกัดการเข้า-ออกฟาร์มอย่างเข้มงวดของบุคคลและยานพาหนะทุกประเภทซึ่งต้องผ่านการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อก่อนเข้า-ออกฟาร์ม อุปกรณ์และเครื่องมือที่ใช้ในฟาร์มต้องได้รับการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อสม่ำเสมอ รวมถึงห้ามนำสัตว์ปีกหรือผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกจากแหล่งที่ไม่ทราบประวัติหรือจากพื้นที่เสี่ยงเข้าฟาร์มโดยเด็ดขาด และต้องมีการจัดการมูลสัตว์และซากสัตว์ปีกอย่างถูกสุขลักษณะ 2) ระบบคอมพาร์ทเม้นท์ หรือ การเลี้ยงสัตว์ปีกระบบฟาร์มปิดตามมาตรฐานสากล (WOAH) ดำเนินการครอบคลุมตั้งแต่โรงงานอาหารสัตว์ ฟาร์ม ไปจนถึงโรงงานแปรรูป โดยต้องมีการควบคุมและติดตามสุขภาพสัตว์ปีกอย่างต่อเนื่อง 3) การเฝ้าระวังและติดตามสุขภาพสัตว์ทั้งเชิงรุกและเชิงรับ โดยต้องมีการตรวจสอบสุขภาพสัตว์ปีกในฟาร์มเป็นประจำ หากพบสัตว์ปีกป่วยหรือตายผิดปกติ ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ทันที รวมถึง การส่งเสริมการอบรมและให้ความรู้แก่เกษตรกรเกี่ยวกับการเฝ้าระวังและป้องกันโรค 4) การควบคุมการเคลื่อนย้ายสัตว์ปีก ต้องควบคุมและตรวจสอบการเคลื่อนย้ายสัตว์ปีกและผลิตภัณฑ์อย่างเข้มงวด และระงับการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ ไก่ไข่ และเนื้อสัตว์ปีก จากประเทศที่มีการระบาดของไข้หวัดนก เพื่อป้องกันการนำเชื้อเข้าสู่ประเทศ 5) การทำลายสัตว์ปีกในกรณีสงสัยสัตว์ปีกป่วยตายผิดปกติตามนิยามของโรคไข้หวัดนก ในพื้นที่เสี่ยงและพื้นที่ที่มีความเกี่ยวข้องด้านระบาดวิทยา

สำหรับมาตรการควบคุมเฝ้าระวังป้องกันโรคระบาดที่สำคัญในปศุสัตว์จะดำเนินการแบบบูรณการหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชน ภายใต้สุขภาพหนึ่งเดียว(one health) โดยไม่เพียงแต่ฟาร์มไก่เท่านั้นที่ต้องให้ความสำคัญกับการป้องกันโรค แต่ยังรวมถึงฟาร์มสุกร ฟาร์มโค ฟาร์มแพะ-แกะ อีกด้วย เพื่อให้ประเทศไทยคงสถานะเป็นประเทศปลอดโรคและรักษา
ความเชื่อมั่นในสินค้าเกษตรต่อไปในตลาดโลก 

หากเกษตรกรพบอาการสัตว์ผิดปกติ หรือมีข้อสงสัย หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานปศุสัตว์ในพื้นที่ หรือผ่านทาง Application DLD 4.0 หรือโทรศัพท์สายด่วน 063-225-6888 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้การช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างทันท่วงทีต่อไป

ป.ป.ส.ชวนวัยทีนปล่อยของ! ประกวดคลิป TikTok สุดสร้างสรรค์ ‘BE SMART SAY NO TO DRUGS’ ปี 2

ป.ป.ส.ชวนวัยทีนปล่อยของ! ประกวดคลิป TikTok สุดสร้างสรรค์ 'BE SMART SAY NO TO DRUGS' ปี 2

ป.ป.ส.ชวนวัยทีนปล่อยของ! ประกวดคลิป TikTok สุดสร้างสรรค์ ‘BE SMART SAY NO TO DRUGS’ ปี 2

วันอังคาร ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 17.04 น.

ป.ป.ส. ชวนวัยทีนปล่อยของ! ประกวดคลิป TikTok สุดสร้างสรรค์ “BE SMART SAY NO TO DRUGS” ปี 2 ภายใต้แนวคิด “Hug Your Dream ; Light Up Your Life.” (กอดฝัน จุดพลังชีวิต) ลุ้นเงินรางวัลใหญ่กว่า 16 ล้านบาท พร้อมโล่และประกาศนียบัตร

สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) ตอกย้ำความสำเร็จอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 กับโครงการประกวดคลิป TikTok สุดสร้างสรรค์ “BE SMART SAY NO TO DRUGS” ภายใต้แนวคิด “Hug Your Dream; Light Up Your Life.” (กอดฝัน จุดพลังชีวิต) ที่เปิดพื้นที่ให้เยาวชนทั่วประเทศได้แสดงความคิดสร้างสรรค์ผ่านสื่อดิจิทัล พร้อมส่งต่อสารสำคัญในการป้องกันและต่อต้านยาเสพติด

พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการ ป.ป.ส. ได้เปิดเผยว่า “สำนักงาน ป.ป.ส. เดินหน้ายกระดับการสร้างภูมิคุ้มกันยาเสพติดในเด็กและเยาวชน ผ่านนโยบายชาติ และสื่อสร้างสรรค์ เพื่อให้เข้าถึงได้อย่างตรงจุดในยุคดิจิทัล ด้วยในฐานะหน่วยงานหลักด้านการดำเนินนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดของประเทศ สำนักงาน ป.ป.ส. ตระหนักถึงความสำคัญของการเสริมสร้าง “ภูมิคุ้มกันยาเสพติด” ให้กับเด็กและเยาวชนอย่างเป็นระบบภายใต้กรอบนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด พ.ศ. 2566 – 2570 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การให้ความสำคัญในการผนึกพลังเยาวชนร่วมกันป้องกันปัญหายาบ้าที่เป็นปัญหายาเสพติดของประเทศไทย”

สำนักงาน ป.ป.ส. มุ่งเน้นการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโทษพิษภัยของยาเสพติด โดยบูรณาการเนื้อหากับระบบการเรียนการสอนในสถานศึกษา ควบคู่กับการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย และแพลตฟอร์มดิจิทัล ซึ่งเป็นช่องทางที่เยาวชนให้ความสนใจและเข้าถึงได้อย่างรวดเร็วในยุคปัจจุบัน ถือเป็น “สะพานเชื่อม” สำคัญที่ช่วยให้การสื่อสารด้านการป้องกันยาเสพติดมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เป้าหมายสำคัญ คือ การทำให้เยาวชนไทย “รู้เท่าทัน” และ “ไม่ตกเป็นเหยื่อ” ของยาเสพติด ด้วยเนื้อหาที่เข้าถึงง่าย ทันสมัย และสอดคล้องกับโลกของคนรุ่นใหม่ เพื่อสร้างสังคมไทยที่ปลอดภัยอย่างยั่งยืนในอนาคต สำนักงาน ป.ป.ส. ยังคงมุ่งมั่นในการทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักของประเทศในการประสานความร่วมมือด้านการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด ทั้งในระดับประเทศและระดับสากล เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยให้แก่สังคมไทยและชุมชนโลก “BE SMART SAY NO TO DRUGS” ไม่ได้เป็นเพียงเวทีประกวด แต่คือ การปลุกพลังฝันของเยาวชนให้ลุกขึ้นมาเป็นแรงบันดาลใจ สร้างสรรค์การเปลี่ยนแปลง และเดินหน้าสู่สังคมที่ปลอดภัย และมีอนาคตที่สดใส

ซึ่งในปีนี้ สำนักงาน ป.ป.ส. จึงได้ต่อยอดความสำเร็จจากปีที่แล้วในการจัดประกวด คลิป TikTok สุดสร้างสรรค์ “BE SMART SAY NO TO DRUGS” ภายใต้แนวคิด “Hug Your Dream; Light Up Your Life.” (กอดฝัน จุดพลังชีวิต) ขึ้นเป็นปีที่ 2 โดยเชิญชวนเด็กและเยาวชนไทย อายุระหว่าง 13 – 19 ปี ที่กำลังศึกษาในระดับมัธยมศึกษา อาชีวศึกษา หรือเทียบเท่าทั่วประเทศ ร่วมแสดงพลังความคิดผ่านคลิปวิดีโอออนไลน์ ภายใต้แนวคิด“Hug Your Dream; Light Up Your Life” (กอดฝัน จุดพลังชีวิต) กิจกรรมครั้งนี้มุ่งส่งเสริมให้เยาวชนห่างไกลจากยาเสพติด ผ่านการสื่อสารสร้างสรรค์บนโลกดิจิทัล นอกจากนี้ ยังมีอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง อาทิ ป๋อมแป๋ม ทอล์คกะเทย อนันเป็ด และมิสเตอร์บีม จะมาร่วมเป็นโค้ชในการสร้างสรรค์ผลงานให้กับผู้เข้าประกวดด้วยเช่นกัน

โดยร่วมชิงเงินรางวัลการประกวด รวมมูลค่า 16,060,000 บาท พร้อม โล่เกียรติยศ และ ประกาศนียบัตร สำหรับผู้ชนะ ส่งผลงานได้ตั้งแต่บัดนี้ จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2568 ผ่านช่องทาง 
• เว็บไซต์: http://www.besmartsaynotodrugs.com 
• อีเมล: admin@besmartsaynotodrugs.com
• Facebook: Be Smart Say No to Drugs
• TikTok: @BeSmartSayNoToDrugs,
• Youtube: Be Smart Say No to Drugs  
หรือสอบถามข้อมูล: 065-476-3235, 098-289-8788

-(016)