‘ดร.เสรี’ชี้เปรี้ยง! ทางเดิน’แก๊งช่วยทักษิณ’ตีบตัน หากรอดกฎหมาย-แต่ไม่รอดถูกสังคมประณาม

'ดร.เสรี'ชี้เปรี้ยง! ทางเดิน'แก๊งช่วยทักษิณ'ตีบตัน หากรอดกฎหมาย-แต่ไม่รอดถูกสังคมประณาม

‘ดร.เสรี’ชี้เปรี้ยง! ทางเดิน’แก๊งช่วยทักษิณ’ตีบตัน หากรอดกฎหมาย-แต่ไม่รอดถูกสังคมประณาม

วันจันทร์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.22 น.

วันที่ 19 พฤษภาคม 2568 ดร.เสรี วงษ์มณฑา นักวิชาการด้านการตลาดและการ สื่อสาร ระบุว่า ออกจากคุกไปรักษาตัวนอกคุกตามระเบียบของราชทัณฑ์ก็จริง แต่ระเบียบนี้ขัดกฎหมายอะไรที่มีศักดิ์สูงกว่าหรือเปล่า

การส่งนักโทษออกไปรักษาตัวนอกคุกต้องขอศาลหรือเปล่า ถ้าต้องขอแต่ไม่ได้ขอ ก็น่าจะละเมิดคำสั่งศาลในการจำคุกตามคำพิพากษานะ

ถ้าบอกว่าป่วย ก็อาจจะไม่วิกฤตขนาดต้องอยู่ที่โรงพยาบาลนอกเรือนจำนานถึง 180 วัน (ดูพฤติกรรมหลังออกจากโรงพยาบาลไม่น่าวิกฤต)

มีคนแก้ตัวว่าไม่เคยบอกว่านักโทษป่วยวิกฤตแต่มีคนเอา digital footprint มาดู พบว่าเคยพูดว่าอาการหนักต้องอยู่ใกล้หมอตลอดเวลา ไม่เช่นนั้นอาจจะตายได้

แล้วใครเขียนรายงานให้นักโทษอยู่ต่อเมื่อครบ 30 วัน 60 วัน 120 วัน จนครบ 180 วันแล้วได้พักโทษนอกเรือนจำ ใครเซ็นรับรองคุณสมบัติว่าควรได้พักโทษ

ถ้าป่วยหนักปางตาย ทำไมไม่อยู่ ICU

ทำไมห้องชั้น 14 กล้องเสียทั้งหมด

ป่วยเป็นอะไรที่น่าอายมากหรือ จึงไม่ยอมให้เปืดเผย

อาจจะมีการผ่าตัดจริง แต่ผ่าตัดอะไรที่ต้องพักฟื้นยาวนานถึงร้อยๆวัน คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ว่ามีการผ่าตัดอะไรที่พักฟื้นเป็นเดือนๆ

การอยู่ชั้น 14 เป็นการติดคุกแล้วยัง มีคนช่วยตีความหลายคนว่าน่าจะเป็นการติดคุกแล้ว เรื่องนี้ขอรอฟังการวินิจฉัยของศาลนะ

มีคนที่มีสิทธิ์ Veto มติของแพทยสภา แต่เขาไม่ตัดสินเอง เขาตั้งคณะกรรมการมาช่วยพิจารณา แต่คนที่เขาตั้งเป็นนักกฎหมายทั้งนั้น

นักกฎหมายจะรู้เรื่องการเจ็บป่วยดีกว่าหมออาวุโสที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องการเจ็บป่วยได้อย่างไร ทำไมเอานักกฎหมายมาเป็นกรรมการพิจารณา

แพทยสภาเขาไม่ได้พิจารณาเรื่องกฎหมายนะ เขาพิจารณาเรื่องจรรยาแพทย์ของแพทย์ผู้รักษา ผู้เขียนรายงานในเวชระเบียนต่างหากล่ะ

มติของท่านก็คือมีแพทย์บางคนทำผิดจรรยาแพทย์ในการตรวจรักษาและเขียนรายงาน จึงตักเตือนและพักใบอนุญาต

คนส่วนใหญ่เขาเชื่อหมอ เขาไม่เชื่อนักการเมืองบางคน และนักกฎหมายบางคนที่ตีความกฎหมายเพื่อประโยชน์ของนักการเมือง

ทางเดินของทุกคนที่เกี่ยวข้องกับกรณีนี้น่าจะตีบตันแล้วนะ ถ้าหากจะรอดทางกฎหมาย แต่คงไม่รอดการถูกสังคมประณาม

‘โฆษกสธ.’ไล่’สว.วีระพันธ์’ไปศึกษาพ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม หลังอัด’สมศักดิ์’ไม่รู้เรื่องแพทย์

'โฆษกสธ.'ไล่'สว.วีระพันธ์'ไปศึกษาพ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม หลังอัด'สมศักดิ์'ไม่รู้เรื่องแพทย์

‘โฆษกสธ.’ไล่’สว.วีระพันธ์’ไปศึกษาพ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม หลังอัด’สมศักดิ์’ไม่รู้เรื่องแพทย์

วันจันทร์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.52 น.

‘โฆษกสธ.’ไล่’สว.วีระพันธ์’ไปศึกษาพ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรมให้ถ่องแท้ หลังอัด’สมศักดิ์’ไม่มีความรู้การแพทย์ ไม่ควรแย้งมติแพทยสภา

เมื่อวันที่ 19 พ.ค.2568 น.ส.ตรีชฎา ศรีธาดา โฆษกกระทรวงสาธารณสุข ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า ตามที่นายวีระพันธ์ สุวรรณนามัย สว. โพสต์ข้อความในเพจเฟซบุ๊กเตือนนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธาณสุข ให้เคารพกระบวนการของแพทยสภา และรักษาเส้นแบ่งระหว่างอำนาจทางการเมืองกับความเป็นอิสระของวิชาชีพแพทย์ กรณีมติแพทยสภาลงโทษแพทย์ 3 คนปมชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ เรื่องนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขมิได้หวั่นไหวหรือวิตกกังวลใดๆ เพียงแต่แปลกใจว่า นายวีระพันธ์ กลัวอะไรนักหนา หรือมีมิจฉาทิฐิอะไรบางอย่างตกค้างอยู่ในจิตใจเหมือนคนกลุ่มหนึ่งที่เกือบ 20 ปี ยังไม่เลิกโกรธเกลียดอาฆาตแค้นนายทักษิณ ชินวัตรหรือไม่  (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘สว.วีระพันธ์’ดักทาง‘นักการเมือง’ ไม่มีความรู้ด้านการแพทย์ ไม่ควรแย้งมติแพทยสภา)

น.ส.ตรีชฎา กล่าวว่า หลังจากนายสมศักดิ์ได้รับทราบมติแพทยสภาให้ลงโทษ 3 แพทย์ 1 คนโดนตักเตือน อีก 2 คนโดนพักใบอนุญาตวิชาชีพเวชกรรม ก็ได้แต่งตั้งคณะกรรมการเสนอความเห็นสภานายกพิเศษเพื่อพิจารณาตามมาตรา 25 แห่งพ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 จำนวน 10 คน มีอำนาจหน้าที่เสนอความเห็นต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข หากคณะกรรมการจะแต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานเพื่อดำเนินการตามที่ได้รับมอบหมายก็ให้กระทำได้ ทั้งนี้ คณะกรรมการทั้ง 10 คน นายสมศักดิ์ ได้พิจารณาคัดเลือกมาล้วนแต่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ และมีเกียรติประวัติที่เชื่อถือได้ จึงมั่นใจว่าความเห็นที่คณะกรรมการชุดนี้จะเสนอมาได้ผ่านการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน รอบคอบ มีข้อเท็จจริงและสภาพแวดล้อมประกอบว่าการกระทำของ 3 แพทย์ผิดจริยธรรมหรือไม่ กระบวนการสอบข้อเท็จจริง และบทลงโทษมีความเหมาะสมหรือไม่ เพียงใด จากนั้นนายสมศักดิ์จะพิจารณาตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายอย่างเป็นธรรมที่สุด 

โฆษก สธ.ฝ่ายการเมือง กล่าวต่อว่า นายวีระพันธ์ ซึ่งมีตำแหน่งเป็นสมาชิกวุฒิสภาน่าจะรู้เรื่องกฎหมายดีว่าพ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 มาตรา 25 ซึ่งบัญญัติว่า รมว.สาธารณสุขในฐานะสภานายกพิเศษของแพทยสภามีเวลา 15 วันในการพิจารณามติของแพทยสภา ซึ่งมี 2 แนวทาง 1. เห็นชอบกับมติแพทยสภา 2. ยับยั้งหรือวีโต้มติแพทยสภา โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งเหตุผล หากพ้น 15 วัน รมว.สาธารณสุขไม่ดำเนินการใดๆ มติของแพทยสภาจะมีผลบังคับใช้โดยอัตโนมัติ แต่ถ้า รมว.สาธารณสุขใช้สิทธิ์วีโต้ แพทยสภาจะต้องพิจารณาใหม่ หากยืนยันมติเดิม จะต้องได้รับคะแนนเสียงสนับสนุนไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของกรรมการทั้งหมด จากกระบวนการดังกล่าว นายวีระพันธ์ควรจะรับรู้ว่า นายสมศักดิ์ไม่อาจดำเนินการอะไรตามใจชอบของตัวเองได้ ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมายซึ่งออกในสมัยรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ บังคับใช้มา 40 กว่าปีแล้ว  

น.ส.ตรีชฎา กล่าวว่า เปรียบได้กับศาลยุติธรรมซึ่งมี 3 ศาล คือชั้นต้น อุทธรณ์ และฎีกา ส่วนศาลปกครองก็มีชั้นต้น และชั้นสูง การพิพากษาสามารถเปลี่ยนแปลงได้ เพื่อจะได้อำนวยความยุติธรรมให้คู่ความ การสอบสวนในหน่วยรัฐก็เช่นกัน มีทั้งสอบข้อเท็จจริง และสอบวินัย ผลการสอบออกมา ผู้ถูกลงโทษก็มีสิทธิอุทธรณ์ได้ และนำไปฟ้องต่อศาลปกครองได้เช่นกัน การวีโต้หรือไม่วีโต้ของนายสมศักดิ์ ก็ต้องเป็นไปตามกฎหมายที่ให้อำนาจไว้ นายวีระพันธ์ ไม่สมควรมาเดา และกล่าวหาให้ร้ายนายสมศักดิ์ แทรกแซงแพทยสภา ต่างฝ่ายต่างก็ทำไปตามอำนาจหน้าที่ นายวีระพันธ์ เป็นสมาชิกวุฒิสภาก็ทำหน้าที่ตามขอบเขตหน้าที่ของตนเองตามกฎหมายไป และควรต้องรู้ว่าเรื่องนี้มีความซับซ้อน และมีการถกเถียงในสังคม ทั้งข้อเท็จจริง และข้อกฎหมาย  

“ทุกอย่างกำลังดำเนินไปตามขั้นตอน และกระบวนการ มีหลายหน่วยงานเกี่ยวข้องกำลังทำไปตามอำนาจที่กฎหมายบัญญัติไว้  และควรยอมรับฟังความเห็นต่างหรือเหตุผลอีกฝ่าย ไม่ควรพยายามจะเอาแต่ใจตัวเอง รอเวลาไม่กี่วัน ทุกฝ่ายควรเข้าใจและยอมรับในบทบาทหน้าที่ของตนเอง และผู้อื่น ไม่ควรชี้นำสังคมไปในทางที่ตนเองเชื่อ” น.ส.ตรีชฎา กล่าว

‘นภินทร’ไม่กังวลจ่อถูก กกต. เรียกสอบฮั้ว สว. บอกพร้อมแจง-ทำตามกฎหมายทุกองค์กร

'นภินทร'ไม่กังวลจ่อถูก กกต. เรียกสอบฮั้ว สว. บอกพร้อมแจง-ทำตามกฎหมายทุกองค์กร

‘นภินทร’ไม่กังวลจ่อถูก กกต. เรียกสอบฮั้ว สว. บอกพร้อมแจง-ทำตามกฎหมายทุกองค์กร

วันจันทร์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.46 น.

‘นภินทร’ไม่กังวลจ่อถูก กกต. เรียกสอบฮั้ว สว. บอกพร้อมแจง-ทำตามกฎหมายทุกองค์กร เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ ปัดวิจารณ์เป็นเกมการเมือง หลังถูกโยงศึกแดง-น้ำเงิน 

เมื่อวันที่ 19 พ.ค.2568 นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีมีข่าวคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมออกหมายเรียกให้ไปชี้แจงคดีฮั้ว สว.ว่า ตนยังไม่ได้เห็นหนังสือ ทราบแต่เพียงจากข่าว ซึ่งตนพร้อมชี้แจง ไม่มีปัญหาอะไร และพร้อมปฏิบัติตามข้อกฎหมายของทุกหน่วยงาน

เมื่อถามว่า การถูกออกหมายเรียกเช่นนี้เกี่ยวโยงกับการเมืองหรือไม่ นายนภินทร กล่าวว่า ไม่ขอวิจารณ์ แต่ยืนยันหากมีหมายเรียก ก็พร้อมไปชี้แจงข้อเท็จจริง และปฏิบัติตามหมายทุกอย่าง เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ ของตัวเองว่าไม่เกี่ยวข้อง

ผู้สื่อข่าวถามว่ากรณีดังกล่าวจะส่งผลอย่างไร ต่อพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายนภินทร กล่าวว่า ไม่น่าจะส่งผลอะไร และขณะนี้ยังไม่ได้พูดคุยกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

เมื่อถามว่า จะเป็นเกมการเมืองระหว่างแดงกับน้ำเงิน หรือไม่ นายนภินทร ปฏิเสธตอบคำถาม โดยระบุว่าไม่ขอวิจารณ์ว่าเป็นเกมการเมืองหรือไม่ อย่างไร แต่ยืนยันว่าพร้อมที่จะปฏิบัติตามอำนาจของทุกองค์กร

รำลึก’วีรชนปี53′ ‘ณัฐวุฒิ’นำทำบุญ อัปเดตทวงคืนยุติธรรม ร่าง กม. ป.ป.ช. จ่อเข้าสภา!

รำลึก'วีรชนปี53' 'ณัฐวุฒิ'นำทำบุญ อัปเดตทวงคืนยุติธรรม ร่าง กม. ป.ป.ช. จ่อเข้าสภา!

รำลึก’วีรชนปี53′ ‘ณัฐวุฒิ’นำทำบุญ อัปเดตทวงคืนยุติธรรม ร่าง กม. ป.ป.ช. จ่อเข้าสภา!

วันจันทร์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.38 น.

“ณัฐวุฒิ” พร้อมญาติผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์สลายการชุมนุม ร่วมกันทำบุญอุทิศส่วนกุศล “วีรชนปี 53” เผยขั้นตอนทวงคืนความยุติธรรม “คนเสื้อแดง” คืบหน้า “ร่าง พ.ร.ป. ป.ป.ช.” จ่อเข้าที่ประชุมรัฐสภา สมัยประชุมหน้า ส่วนคำร้องไต่สวนสาเหตุการตาย “ดีเอสไอ” ส่งเรื่องให้ “บช.น.” แล้ว 

19 พ.ค.68 แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือคนเสื้อแดง นำโดย นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี , นายพิพัฒน์ชัย ไพบูลย์ อดีตผู้สมัคร สส.กทม.พรรคเพื่อไทย และนายกวีวงศ์ อยู่วิจิตร คณะที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี (นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ) และอดีตผู้สมัคร สส.กทม. พรรคเพื่อไทย พร้อมญาติผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมคนเสื้อแดงด้วยความรุนแรง 19 พฤษภาคม 2553 ร่วมกันทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้วีรชนผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ ที่วัดบางนาใน เขตบางนา กรุงเทพมหานคร ซึ่งได้มีการถวายสังฆทานและถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ 50 รูป โดยมีญาติผู้เสียชีวิตและคนเสื้อแดงมาร่วมเป็นจำนวนมาก 

โดยนายณัฐวุฒิ กล่าวกับญาติผู้เสียชีวิตและคนเสื้อแดงที่มาร่วมทำบุญ ว่า การทวงคืนความยุติธรรมให้กับพี่น้องคนเสื้อแดงนั้นทุกฝ่ายดำเนินการอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในส่วนของการผลักดันร่างแก้ไข พ.ร.ป. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. …. เพื่อเปิดทางให้ญาติผู้เสียชีวิตมีโอกาสฟ้องร้องต่อศาลได้นั้น คาดว่าจะเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาในสมัยประชุมหน้า สำหรับการไต่สวนสาเหตุการเสียชีวิตของผู้ชุมนุมที่ยังติดค้างอยู่ ขณะนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ส่งเรื่องถึงกองบัญชาตำรวจนครบาลแล้ว

009

‘สุระ’คาดนายกฯถกพรรคร่วมปรับ ครม.หลังผ่านร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี69

'สุระ'คาดนายกฯถกพรรคร่วมปรับ ครม.หลังผ่านร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี69

‘สุระ’คาดนายกฯถกพรรคร่วมปรับ ครม.หลังผ่านร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี69

วันจันทร์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.28 น.

“สุระ”มั่นใจนายกรัฐมนตรี รอกฎหมายงบฯ 69 วาระแรกผ่าน ค่อยถกพรรคร่วมปรับ ครม. วอนหน่วยงานตรวจสอบที่มาสว.ให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย คลายปมฮั้วสว.

19 พ.ค.68 นายสุระ เตชะทัต เลขาธิการพรรคพลังบูรพา เปิดเผยว่า รัฐบาลนางสาวแพทองธาร ชินวัตร บริหารงานประเทศไปช่วงเวลาหนึ่ง ใกล้เข้าสู่วงรอบการปรับ ครม. จึงมักตามมาด้วยกระแสข่าวการปรับ ครม. เท่าที่ติดตามข่าว มีรัฐมนตรีในพรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย พรรคกล้าธรรม อาจจะโดนปรับหลายตำแหน่ง มีทั้งปรับเข้า ปรับโยก ปรับออก การปรับรัฐมนตรี ตามกฎหมายระบุไว้ชัดเจน เป็นอำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี แต่การจะปรับใครบ้าง กี่ตำแหน่ง ให้บุคคลใดไปทำงานที่กระทรวงใด คงจะพิจารณาตามความรู้ความสามารถ การปรับครม.เป็นเรื่องสำคัญ เชื่อว่านายกรัฐมนตรี คงจะพูดคุยรับฟังความคิดเห็นจากแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลด้วยว่า จะปรับรัฐมนตรีคนใดบ้าง จะเปลี่ยนแปลงอย่างไร เพื่อความเหมาะสมในการทำงาน

นายสุระกล่าวว่า รัฐบาลบริหารประเทศมา 2 ปีเศษ เกินกึ่งหนึ่งของวาระรัฐบาล การปรับครม.แต่ละครั้ง เพื่อต้องการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชน ที่กำลังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจ พืชผลราคาเกษตรตกต่ำ ปัญหายาเสพติด ปัญหาสงครามการค้าจากภายนอกประเทศ ล้วนเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องดึงบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญแต่ละด้าน มาแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน อย่างไรก็ดีการปรับในเร็ววันนี้ คงยังไม่มี วันที่ 28-30 พ.ค. รัฐสภาฯ มีการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีพ.ศ.2569 วาระ1 เชื่อว่า คงจะต้องรอให้เรื่องนี้ผ่านไปก่อนแล้วนายกรัฐมนตรีจะพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง 

นายสุระกล่าวว่า ประเด็นการสืบสวนสอบสวนการฮั้ว สว.  ต้องยอมรับว่า สังคมและประชาชนต่างกังขา กระบวนการได้มาซึ่ง200สว. ขณะนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกกต. และ ดีเอสไอ กำลังเชิญสว. มาชี้แจง รับทราบข้อกล่าวหา ระยะเวลาการสืบหาข้อเท็จจริง คงจะใช้เวลาอีกสักระยะกว่าจะได้บทสรุปออกมา แต่ไม่ว่าอย่างไร ตั้งแต่กระบวนการสรรหาเพื่อให้ได้มาซึ่งสว.200คน ภาคประชาชนและสังคมวงกว้าง มีความคลางแคลงใจเป็นอย่างมาก หน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง ต้องทำงานอย่างรอบคอบพิสูจน์ให้เห็นว่า การได้มาซึ่งสว. ที่เปรียบเป็นสภาฯสูง คอยตรวจสอบนักการเมือง กลั่นกรองกฎหมาย ตรวจสอบคัดกรองบุคคลที่จะไปทำหน้าที่ในองค์กรอิสระ และตุลาการนั้น มีที่มาที่ไป กระบวนการได้มาต้องโปร่งใส ชัดเจน ไร้ใบสั่ง ปราศจากการฮั้ว ตนขอให้กำลังใจและเรียกร้องให้หน่วยงานที่ตรวจสอบหลายหน่วยงาน ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ว่ากันไปตามข้อเท็จจริง พยาน หลักฐาน ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ใครผิดก็ว่าไปตามผิด ถูกว่าตามถูก อย่าปล่อยให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเข้ามาแทรกแซงการทำงาน เพื่อเรียกศรัทธาประชาชนกลับคืนมา

คกก.จริยธรรม สภาฯ เผยตั้งอนุฯ 2 คณะ กลั่นกรอง-หาข้อเท็จจริง กว่า 70 เรื่อง

คกก.จริยธรรม สภาฯ เผยตั้งอนุฯ 2 คณะ กลั่นกรอง-หาข้อเท็จจริง กว่า 70 เรื่อง

คกก.จริยธรรม สภาฯ เผยตั้งอนุฯ 2 คณะ กลั่นกรอง-หาข้อเท็จจริง กว่า 70 เรื่อง

วันจันทร์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.16 น.

“คกก.จริยธรรม สภาผู้แทนราษฎร” เผยตั้งอนุกรรมการ 2 คณะสางงาน “กลั่นกรอง-หาข้อเท็จจริง” กว่า 70 เรื่องร้องเรียน ก่อนชงเข้าชุดใหญ่ หวังเสร็จทันก่อนหมดสมัยประชุมฯ ยันไม่มีลูบหน้าปะจมูก อุ้มช่วยกันเอง

เมื่อเวลา 12.15 น. วันที่ 19 พฤษภาคม 2568 ที่รัฐสภา นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการจริยธรรมสภาผู้แทนราษฎร กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการจริยธรรมฯ ครั้งที่ 1 ว่า การประชุมในวันนี้ เพื่อวางกรอบการทำงานคณะกรรมการจริยธรรมฯ โดยมีการเลือกให้ตนเป็นเลขาฯ คณะกรรมการจริยธรรมฯโดยขณะนี้มีเรื่องจากผู้ร้องเรียงอยู่ 70 เรื่อง และได้ตั้งคณะอนุกรรมการ 2 คณะ ซึ่งจะทำการกลั่นกรองพิจารณาเรื่องร้องเรียน และส่งผลสอบสวน เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการใหญ่ หากวางกรอบให้คณะกรรมการทำงานเลย อาจจะขาดความรอบคอบ เพราะจะต้องแสวงหาข้อเท็จจริงตามข้อกฎหมาย เพื่อชั่งน้ำหนักว่าจะรับหรือไม่รับ  หรือจะมีทิศทางอย่างไร จะต้องมีการสอบสวน เพื่อนำข้อเสนอเบื้องต้นนำเสนอต่อคณะกรรมการจริยธรรมฯ ต่อไป และฝ่ายเลขาฯ ก็จะนำเสนอเป็นลายลักษณ์อักษรอีกครั้ง ขอย้ำว่ามีการวางกรอบการทำงานไว้ชัดเจน แต่ไม่ได้มอบหมายให้คณะใดคณะหนึ่งทำงานด้านใดด้านหนึ่ง ส่วนกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นคนเดียวกัน จะต้องนำมารวมอยู่ในคณะนั้น เป็นธรรมดาเพื่อไม่ให้เกิดความสับสน และซ้ำซ้อนกัน

เมื่อถามว่าจะเสร็จทันภายในสภาฯชุดนี้หรือไม่ และจะมีการเรียงลำดับการพิจารณาอย่างไร นายประยุทธ์ กล่าวว่าส่วนที่หนึ่งคือในกรณีที่กรรมการจริยธรรมฯ อาจจะไม่รับพิจารณาหรือยุติ ตนคงประเมินไม่ได้ว่า จะเสร็จทันหรือไม่ แต่มั่นใจว่าจะเสร็จทัน

เมื่อถามถึงข้อสังเกตการให้ความช่วยเหลือกันเองนั้น นายประยุทธ์ กล่าวว่า ยืนยันว่า ไม่มี ไม่มีลูบหน้าปะจมูก ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล ส่วนกรณีมีการส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือหน่วยงานอื่นนั้น แต่ละเรื่องจะมีการดำเนินการตามกฎหมาย ไม่ว่าจะทั้งทางแพ่งหรืออาญา ส่วนเหตุผลที่เพิ่งจะมีการประชุมครั้งแรกในวันนี้นั้น ตามกฎหมายต้องมีบุคลากรครบ จึงจะประชุมได้ จึงเป็นปัญหาเรื่องข้อกฎหมาย แต่อย่างไรก็ตาม เราจะเร่งดำเนินการ

‘อนุทิน’บอก’รมช.-สมาชิก ภท.’ถูกออกหมายเรียก ปม’คดีฮั้ว สว.’ต้องไปชี้แจง

'อนุทิน'บอก'รมช.-สมาชิก ภท.'ถูกออกหมายเรียก ปม'คดีฮั้ว สว.'ต้องไปชี้แจง

‘อนุทิน’บอก’รมช.-สมาชิก ภท.’ถูกออกหมายเรียก ปม’คดีฮั้ว สว.’ต้องไปชี้แจง

วันจันทร์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.14 น.

‘อนุทิน’บอก’รมช.-สมาชิก ภท.’ถูกออกหมายเรียก ปม’คดีฮั้ว สว.’ต้องไปชี้แจง ด้านนายก อบจ.นครศรีฯ ยันไม่กังวล พร้อมตอบทุกข้อกล่าวหา

เมื่อวันที่ 19 พ.ค.2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจ (ภท.) ให้สัมภาษณ์สั้น ๆ กรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกหมายเรียกเพิ่มผู้ถูกแจ้งข้อหาในคดีฮั้ว สว. โดยมีชื่อ นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รมช.พาณิชย์ พรรคภูมิใจไทย และนายศุภชัย โพธิ์สุ อดีตรัฐมนตรี และ สส.ของพรรคฯ

นายอนุทิน กล่าวว่า ตนยังไม่ทราบเลย เดี๋ยวเค้าก็คงต้องไปชี้แจง

ขณะที่ น.ส.วารินทร์ ชิณวงศ์ นายก อบจ.นครศรีธรรมมราช หนึ่งในผู้ที่มีรายชื่อถูกเรียกเข้าไปชี้แจง กล่าวว่า ตนทราบข่าวแล้ว แต่ยังไม่ได้รับหมายเรียก ส่วนจะไปรายงานตัวเมื่อไหร่ขอดูละเอียดของหนังสือก่อน แต่ยืนยันว่ายินดีไป และขณะนี้ตนไม่มีความกังวล พร้อมเชื่อว่าจะสามารถชี้แจงได้

‘วันนอร์’ชี้ไม่ใช่อำนาจปธ.รัฐสภา หลัง’พันธุ์ใหม่’จ่อยื่นให้ สว. หยุดทำหน้าที่สรรหาองค์กรอิสระ

'วันนอร์'ชี้ไม่ใช่อำนาจปธ.รัฐสภา หลัง'พันธุ์ใหม่'จ่อยื่นให้ สว. หยุดทำหน้าที่สรรหาองค์กรอิสระ

‘วันนอร์’ชี้ไม่ใช่อำนาจปธ.รัฐสภา หลัง’พันธุ์ใหม่’จ่อยื่นให้ สว. หยุดทำหน้าที่สรรหาองค์กรอิสระ

วันจันทร์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.56 น.

‘วันนอร์’ ขอเช็คข้อกฎหมายอยู่ในอำนาจหน้าที่หรือไม่ หลัง ‘พันธุ์ใหม่’ เตรียมเปิดเกมล่ารายชื่อชงศาลฯวินิจฉัยให้ ‘200สว.’ หยุดปฏิบัติหน้าที่ในส่วนสรรหา ‘องค์กรอิสระ’ ชี้ไม่น่าเกี่ยวกับ ‘ประธานสภาฯ’

วันที่ 19 พฤษภาคม 2568 เวลา 12.30 น. ที่รัฐสภา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์กรณีน.ส.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา(สว.)กลุ่มพันธุ์ใหม่ จะยื่นคำร้องล่ารายชื่อสมาชิก ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เพื่อให้ สว. 200 คน หยุดปฏิบัติหน้าที่ เฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเห็นชอบบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ ผ่านประธานวุฒิสภา และอาจทำหนังสือยื่นต่อประธานสภาฯด้วยว่า ตนไม่ทราบว่าหน้าที่ส่วนนี้เป็นหน้าที่ของประธานสภาฯหรือไม่ ต้องดูในข้อกฎหมายก่อน ต้องเห็นข้อมูลก่อนว่าร้องเรียนประเด็นไหน เป็นอำนาจหน้าที่ขององค์กรใด 

“หากยื่นมาทางประธานสภาฯ ต้องส่งให้ฝ่ายกฎหมายตรวจสอบก่อน แต่การสั่งให้สว.หยุดปฏิบัติหน้าที่ น่าจะไม่ใช่อำนาจของทั้ง 2 สภาฯเป็นเรื่องขององค์กรอิสระ” นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าว

นายกฯ ต้อนรับ ปธน.อินโดนีเซีย ในโอกาสเยือนไทยอย่างเป็นทางการ

นายกฯ ต้อนรับ ปธน.อินโดนีเซีย ในโอกาสเยือนไทยอย่างเป็นทางการ

นายกฯ ต้อนรับ ปธน.อินโดนีเซีย ในโอกาสเยือนไทยอย่างเป็นทางการ

วันจันทร์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.54 น.

นายกรัฐมนตรีให้การต้อนรับประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ในโอกาสการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ พร้อมหารือเต็มคณะ ภายใต้กลไก Leaders’ Consultation ครั้งแรก ฉลองความสัมพันธ์ 75 ปี อย่างยิ่งใหญ่ ยกระดับเป็น “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์” ปูทางความร่วมมือไทย-อินโดนีเซียในทุกมิติร่วมกัน

เมื่อเวลา 10.05 น. วันที่ 19 พฤษภาคม 2568 ณ บริเวณสนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้การต้อนรับ นายปราโบโว ซูบียันโต  ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ในโอกาสการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล

นายกรัฐมนตรีไทยและประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ได้ร่วมตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ ณ บริเวณสนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า จากนั้น นายกรัฐมนตรีเชิญประธานาธิบดีอินโดนีเซียไปยังห้องสีม่วงเพื่อแนะนำคณะรัฐมนตรี และไปยังห้องสีงาช้างด้านนอก เพื่อลงนามในสมุดเยี่ยมและชมของที่ระลึกที่ทั้งสองฝ่ายมอบให้แก่กัน หลังจากนั้น เวลา 10.20 น. นายกรัฐมนตรีทั้งสองร่วมหารือทวิภาคีเต็มคณะ ภายใต้กลไกหารือระดับผู้นำ (Leaders’ Consultation) ครั้งที่ 1 ณ ตึกภักดีบดินทร์

นายกรัฐมนตรีกล่าวยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ให้การต้อนรับประธานาธิบดีอินโดนีเซียเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการครั้งแรกในรอบ 20 ปี ถือเป็นโอกาสอันดีในการเน้นย้ำถึงมิตรภาพอันยาวนานระหว่างไทยกับอินโดนีเซีย ตลอดจนเสริมสร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างกันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในปีนี้ ซึ่งเป็นโอกาสครบรอบ 75 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน

ประธานาธิบดีอินโดนีเซียขอบคุณนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลไทยที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมชื่นชมความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับอินโดนีเซียที่มีความใกล้ชิดกันมาอย่างยาวนาน ตลอดจนยินดีต่อการยกระดับความสัมพันธ์ทวิภาคีไทย – อินโดนีเซียเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ (Strategic Partnership) ซึ่งจะเป็นการเปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ระหว่างกัน นอกจากนี้ ประธานาธิบดีอินโดนีเซียเชื่อมั่นว่า การหารือระหว่างกันภายใต้กลไกหารือระดับผู้นำ (Leaders’ Consultation) จะช่วยผลักดันความร่วมมือระหว่างกันให้คืบหน้าได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น โดยอินโดนีเซียพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดการหารือระดับผู้นำร่วมกันในครั้งต่อไป พร้อมเชิญนายกรัฐมนตรีและคณะเยือนอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการในโอกาสที่เหมาะสมต่อไป

โอกาสนี้ ผู้นำทั้งสองได้หารือร่วมกันเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างกัน ดังนี้

1. ความสัมพันธ์ทวิภาคี ทั้งสองฝ่ายยินดีต่อการประกาศยกระดับความสัมพันธ์ทวิภาคีไทย – อินโดนีเซียเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ ซึ่งนับเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนว่า ทั้งสองประเทศกำลังก้าวไปสู่ความร่วมมือในระดับที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยนายกรัฐมนตรียินดีอย่างยิ่งที่ได้เป็นเจ้าภาพจัดการหารือระดับผู้นำไทย-อินโดนีเซีย เป็นครั้งแรกในวันนี้ เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือในระดับผู้นำให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ซึ่งนายกรัฐมนตรีเห็นว่า ผู้นำทั้งสองฝ่ายควรพบปะกันอย่างสม่ำเสมอเพื่อประสานความร่วมมือระหว่างกัน พร้อมทั้งผลักดันให้มีการแลกเปลี่ยนการเยือนในระดับสูงระหว่างกันอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองประเทศร่วมกันจัดทำแผนยุทธศาสตร์ (Plan of Action) ที่มีเป้าหมายชัดเจน เพื่อสนับสนุนความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ระหว่างกันให้เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น

2. ความร่วมมือด้านความมั่นคง ทั้งสองฝ่ายพร้อมเพิ่มพูนความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการหลอกลวงทางออนไลน์ (Online Scam) การค้ามนุษย์ และยาเสพติด ซึ่งนายกรัฐมนตรีเห็นว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองประเทศควรทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด พร้อมขอให้ฝ่ายอินโดนีเซียแบ่งปันข้อมูลการสอบสวนชาวอินโดนีเซียที่เกี่ยวข้องกับขบวนการหลอกลวงทางออนไลน์ ซึ่งไทยได้ให้ความช่วยเหลือจากเมียนมาอย่างปลอดภัย เพื่อขยายผลการสอบสวนต่อไป นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีเห็นว่าทั้งสองฝ่ายควรร่วมกันผลักดันการจัดทำความตกลงเกี่ยวกับการโอนตัวนักโทษ โดยไทยพร้อมยกร่างความตกลงระหว่างกัน

ด้านประธานาธิบดีอินโดนีเซียขอบคุณรัฐบาลไทยสำหรับการให้ความช่วยเหลือชาวอินโดนีเซียที่เกี่ยวข้องกับขบวนการหลอกลวงทางออนไลน์ อินโดนีเซียพร้อมร่วมมือกับฝ่ายไทยอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน นอกจากนี้ ประธานาธิบดีอินโดนีเซียเห็นว่า ทั้งสองฝ่ายยังมีศักยภาพที่จะเพิ่มพูนความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างกันได้อีกมาก โดยเฉพาะความร่วมมือในด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ความร่วมมือระหว่างกองทัพ ทั้งในด้านการเพิ่มการฝึกร่วมกันและความร่วมมือด้านการศึกษา

3. ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันว่า ไทยและอินโดนีเซียยังมีศักยภาพที่จะเพิ่มพูนการค้าระหว่างกันได้อีกมาก โดยไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะกรรมการร่วมด้านการค้า (Joint Trade Committee: JTC) ไทย – อินโดนีเซีย ระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นครั้งแรกภายในปีนี้ เพื่อเป็นกลไกหลักในการเพิ่มปริมาณการค้า ลดอุปสรรค และส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างกันอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ ไทยและอินโดนีเซียมีการลงทุนระหว่างกันเป็นจำนวนมาก โดยภาคเอกชนไทยสนใจขยายการลงทุนในอินโดนีเซียอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภาคพลังงาน ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ขอให้ฝ่ายอินโดนีเซียช่วยคุ้มครองและสนับสนุนการลงทุนของเอกชนไทย รวมถึงแก้ไขปัญหาอุปสรรคของภาคเอกชนไทยในอินโดนีเซีย ตลอดจนเชิญชวนภาคเอกชนอินโดนีเซียให้เข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้นในสาขาที่มีศักยภาพร่วมกัน ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเสนอให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนของไทย (BOI) ของไทยกับคณะกรรมการประสานงานการลงทุนของอินโดนีเซีย (Indonesian Investment Coordinating Board: BKPM) ประสานความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด เพื่อผลักดันการลงทุนระหว่างกันให้มากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีอินโดนีเซียพร้อมให้การสนับสนุนภาคเอกชนไทยในอินโดนีเซีย และเชิญชวนภาคเอกชนไทยร่วมลงทุนในกองทุน Danantara ซึ่งเป็นกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (sovereign wealth fund) ที่รัฐบาลอินโดนีเซียชุดปัจจุบันตั้งขึ้นใหม่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของรัฐวิสาหกิจอินโดนีเซีย โดยนายกรัฐมนตรีพร้อมสนับสนุนภาคเอกชนไทยในการเข้าไปแสวงหาโอกาสการลงทุนในอินโดนีเซียเพิ่มเติมต่อไป

4. ความร่วมมือด้านการเกษตร การประมง และความมั่นคงทางอาหาร นายกรัฐมนตรีเสนอให้มีการต่ออายุบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการค้าข้าว โดยไทยพร้อมจำหน่ายข้าวเพิ่มเติมให้กับอินโดนีเซีย เพื่อสนับสนุนความมั่นคงทางอาหารของอินโดนีเซีย พร้อมทั้งผลักดันให้มีการเปิดตลาดสินค้าเกษตร โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ ปศุสัตว์ และผลไม้สด รวมถึงสนับสนุนให้มีการจัดตั้ง Halal Task Force ระหว่างกัน เพื่อประสานมาตรฐานสินค้าฮาลาลของทั้งสองประเทศ นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีเสนอให้มีการจัดตั้ง Working Group สองฝ่าย เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมทุนในอุตสาหกรรมประมง เพื่อส่งเสริมการทำการประมงอย่างยั่งยืนและความมั่นคงทางอาหาร ทั้งนี้ ประธานาธิบดีอินโดนีเซียขอบคุณไทยที่สนับสนุนความมั่นคงทางอาหารของอินโดนีเซีย โดยพร้อมมีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับไทยต่อไป รวมถึงเพิ่มพูนความร่วมมือในด้านที่ทั้งสองฝ่ายมีศักยภาพ โดยเฉพาะด้านความยั่งยืนและพลังงานสะอาด

5. ความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว ทั้งสองฝ่ายยินดีที่ไทยและอินโดนีเซียมีการแลกเปลี่ยนนักท่องเที่ยวระหว่างกันเพิ่มมากขึ้น โดยนายรัฐมนตรีเสนอให้ทั้งสองฝ่ายทำการตลาดร่วมกัน สำหรับการท่องเที่ยวเรือสำราญและเรือยอร์ช การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องกับการจัดประชุม สัมมนา การท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล การแสดงสินค้า และนิทรรศการระดับนานาชาติ (MICE Tourism)

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยินดีต่อการเตรียมเปิดเส้นทางการบินใหม่ระหว่างเมืองสุราบายา – กรุงเทพฯ และเมืองเมดาน – กรุงเทพฯ ของสายการบิน Lion Air และเส้นทางระหว่างเมืองเมดาน – ภูเก็ต ของสายการบิน AirAsia โดยนายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่าจะช่วยสนับสนุนการเดินทางท่องเที่ยวระหว่างทั้งสองประเทศ พร้อมเสนอให้หน่วยงานด้านการท่องเที่ยวของทั้งสองประเทศจัดทำแคมเปญร่วมกันสำหรับเส้นทางการบินใหม่เหล่านี้ และสำรวจความเป็นไปได้ในการเปิดเส้นทางการบินเพิ่มเติมระหว่างเมืองน่าเที่ยวของทั้งสองประเทศต่อไป

6. ความมั่นคงของมนุษย์ นายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่า บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านสาธารณสุขที่ลงนามร่วมกันในวันนี้ จะเปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวปฏิบัติที่ดีระหว่างกัน โดยเฉพาะโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทย นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีเห็นว่า ทั้งสองฝ่ายควรเร่งสรุปบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการควบคุมผลิตภัณฑ์อาหารและยาให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ ตลอดจนเพิ่มพูนความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างกันมากขึ้น โดยเฉพาะการขยายโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียนจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยเพื่อศึกษาต่อที่อินโดนีเซีย

7. ความร่วมมือในระดับภูมิภาค ทั้งสองฝ่ายเน้นย้ำการส่งเสริมความร่วมมือในระดับภูมิภาค เพื่อรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ โดยเฉพาะการผลักดันการรวมตัวทางเศรษฐกิจของอาเซียน เพื่อสร้างความเข้มแข็งและอำนาจต่อรองของอาเซียนท่ามกลางความผันผวนของการเมืองและเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน และที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งรวมถึงมาตรการทางภาษีของสหรัฐอเมริกา โดยทั้งสองฝ่ายควรมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลในการเจรจากับสหรัฐฯ นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายพร้อมสนับสนุนบทบาทนำของอาเซียนในเรื่องเมียนมา โดยไทยพร้อมทำงานอย่างใกล้ชิดกับประธานอาเซียน เพื่อนำสันติภาพกลับคืนสู่เมียนมา โอกาสนี้ ประธานาธิบดีอินโดนีเซียยืนยันว่า อินโดนีเซียพร้อมให้การสนับสนุนไทยในการเข้าเป็นสมาชิกกลุ่ม BRICS อย่างเต็มรูปแบบ

‘โฆษก สธ.’ สอนมวย ‘สว.วีระพันธ์’ อ่าน กม.วิชาชีพเวชกรรมให้ดี ยัน’สมศักดิ์’ทำตามอำนาจ

'โฆษก สธ.' สอนมวย 'สว.วีระพันธ์' อ่าน กม.วิชาชีพเวชกรรมให้ดี ยัน'สมศักดิ์'ทำตามอำนาจ

‘โฆษก สธ.’ สอนมวย ‘สว.วีระพันธ์’ อ่าน กม.วิชาชีพเวชกรรมให้ดี ยัน’สมศักดิ์’ทำตามอำนาจ

วันจันทร์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.38 น.

“โฆษกสธ.” โต้  ‘สว.วีระพันธ์’  ปมมติแพทยสภาลงโทษ 3 หมอกรณีชั้น 14  ไล่ให้กลับไปศึกษาพ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรมให้ถ่องแท้ ยันรัฐมนตรี“สมศักดิ์“ ใช้อำนาจตามกฎหมาย  ไม่แทรกแซงวิชาชีพแพทย์ 

น.ส.ตรีชฎา ศรีธาดา โฆษกกระทรวงสาธารณสุขฝ่ายการเมืองเปิดเผยว่า ตามที่นายวีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภาโพสต์ข้อความในเพจ เฟซบุ๊คเตือนนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธาณสุขให้เคารพกระบวนการของแพทยสภาและรักษาเส้นแบ่งระหว่างอำนาจทางการเมืองกับความเป็นอิสระของวิชาชีพแพทย์ กรณีมติแพทยสภาลงโทษแพทย์ 3 คนปมชั้น 14 ร.พ.ตำรวจ เรื่องนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขมิได้หวั่นไหวหรือวิตกกังวลใดๆ เพียงแต่แปลกใจว่า นายวีระพันธ์กลัวอะไรนักหนา หรือมีมิจฉาทิฐิอะไรบางอย่างตกค้างอยู่ในจิตใจเหมือนคนกลุ่มหนึ่งที่เกือบ 20 ปี ยังไม่เลิกโกรธเกลียดอาฆาตแค้นนายทักษิณ ชินวัตรหรือไม่ 

น.ส.ตรีชฎากล่าวว่า หลังจากนายสมศักดิ์ได้รับทราบมติแพทยสภาให้ลงโทษ 3 แพทย์ 1 คนโดนตักเตือน อีก 2 คนโดนพักใบอนุญาตวิชาชีพเวชกรรม ก็ได้แต่งตั้งคณะกรรมการเสนอความเห็นสภานายกพิเศษเพื่อพิจารณาตามมาตรา 25 แห่งพ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 จำนวน 10 คน มีอำนาจหน้าที่เสนอความเห็นต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข หากคณะกรรมการจะแต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานเพื่อดำเนินการตามที่ได้รับมอบหมายก็ให้กระทำได้ ทั้งนี้ คณะกรรมการทั้ง 10 คน นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้พิจารณาคัดเลือกมาล้วนแต่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิและมีเกียรติประวัติที่เชื่อถือได้ จึงมั่นใจว่าความเห็นที่คณะกรรมการชุดนี้จะเสนอมาได้ผ่านการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน รอบคอบ มีข้อเท็จจริงและสภาพแวดล้อมประกอบว่าการกระทำของ 3 แพทย์ผิดจริยธรรมหรือไม่ กระบวนการสอบข้อเท็จจริงและบทลงโทษมีความเหมาะสมหรือไม่ เพียงใด จากนั้นนายสมศักดิ์จะพิจารณาตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายอย่างเป็นธรรมที่สุด

โฆษกสธ.ฝ่ายการเมืองกล่าวต่อไปว่า นายวีระพันธ์ซึ่งมีตำแหน่งเป็นสมาชิกวุฒิสภาน่าจะรู้เรื่องกฎหมายดีว่าพ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 มาตรา 25 ซึ่งบัญญัติว่า รมว.สาธารณสุขในฐานะสภานายกพิเศษของแพทยสภามีเวลา 15 วันในการพิจารณามติของแพทยสภา ซึ่งมี 2 แนวทาง 1. เห็นชอบกับมติแพทยสภา 2. ยับยั้งหรือวีโต้มติแพทยสภา โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งเหตุผล หากพ้น 15 วัน รมว.สาธารณสุขไม่ดำเนินการใดๆ มติของแพทยสภาจะมีผลบังคับใช้โดยอัตโนมัติ แต่ถ้า รมว.สาธารณสุขใช้สิทธิ์วีโต้ แพทยสภาจะต้องพิจารณาใหม่ หากยืนยันมติเดิม จะต้องได้รับคะแนนเสียงสนับสนุนไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของกรรมการทั้งหมด จากกระบวนการดังกล่าว นายวีระพันธ์ควรจะรับรู้ว่า นายสมศักดิ์ไม่อาจดำเนินการอะไรตามใจชอบของตัวเองได้ ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมายซึ่งออกในสมัยรัฐบาลพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ บังคับใช้มา 40 กว่าปีแล้ว 

เปรียบได้กับศาลยุติธรรมซึ่งมี 3 ศาล คือชั้นต้น อุทธรณ์และฎีกา ส่วนศาลปกครองก็มีชั้นต้นและชั้นสูง การพิพากษาสามารถเปลี่ยนแปลงได้ เพื่อจะได้อำนวยความยุติธรรมให้คู่ความ การสอบสวนในหน่วยรัฐก็เช่นกัน มีทั้งสอบข้อเท็จจริงและสอบวินัย ผลการสอบออกมา ผู้ถูกลงโทษก็มีสิทธิอุทธรณ์ได้และนำไปฟ้องต่อศาลปกครอง ได้เช่นกัน  การวีโต้หรือไม่วีโต้ของ  นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ก็ต้องเป็นไปตามกฎหมายที่ให้อำนาจไว้ นายวีระพันธ์ไม่สมควรมาเดาและกล่าวหาให้ร้ายนายสมศักดิ์แทรกแซงแพทยสภา ต่างฝ่ายต่างก็ทำไปตามอำนาจหน้าที่ นายวีระพันธ์เป็นสมาชิกวุฒิสภาก็ทำหน้าที่ตามขอบเขตหน้าที่ของตนเองตามกฎหมายไป และควรต้องรู้ว่าเรื่องนี้มีความซับซ้อนและมีการถกเถียงในสังคม ทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย 

“ทุกอย่างกำลังดำเนินไปตามขั้นตอนและกระบวนการ มีหลายหน่วยงานเกี่ยวข้องกำลังทำไปตามอำนาจที่กฎหมายบัญญัติไว้  และควรยอมรับฟังความเห็นต่างหรือเหตุผลอีกฝ่าย ไม่ควรพยายามจะเอาแต่ใจตัวเอง รอเวลาไม่กี่วัน ทุกฝ่ายควรเข้าใจและยอมรับในบทบาทหน้าที่ของตนเองและผู้อื่น ไม่ควรชี้นำสังคมไปในทางที่ตนเองเชื่อ”น.ส.ตรีชฎากล่าว