‘สมศักดิ์’เผย ได้รับหนังสือขอความเป็นธรรมแพทย์ รพ.ตร. แล้ว

'สมศักดิ์'เผย ได้รับหนังสือขอความเป็นธรรมแพทย์ รพ.ตร. แล้ว

‘สมศักดิ์’เผย ได้รับหนังสือขอความเป็นธรรมแพทย์ รพ.ตร. แล้ว

วันจันทร์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.19 น.

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข ในฐานะสภานายกพิเศษ กล่าวถึงกรณี แพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรม กรณีแพทยสภามีมติลงโทษ ประเด็นชั้น 14 นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี รักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจว่า มีเข้ามาแล้ว ก็จะส่งให้คณะกรรมการที่ได้ดำเนินการตั้งไว้ไปตรวจสอบ

‘อนุทิน’แจงทุกประเด็นร้อนการเมือง! บอกหลังเปลี่ยนเลนส์ตา เห็นอะไรชัด ใสปิ๊ง

‘อนุทิน’แจงทุกประเด็นร้อนการเมือง! บอกหลังเปลี่ยนเลนส์ตา เห็นอะไรชัด ใสปิ๊ง

‘อนุทิน’แจงทุกประเด็นร้อนการเมือง! บอกหลังเปลี่ยนเลนส์ตา เห็นอะไรชัด ใสปิ๊ง

วันจันทร์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.08 น.

“อนุทิน”ยันแพ็กกับทุกพรรค หลังโชว์“พีระพันธุ์”เยี่ยมไข้ผนึกภท.-รทสช. เชื่อ กล้าธรรม ระดมคนการเมือง ต้องการเติบโตไม่ใช่คานอำนาจ  ยันพูดคุย “ธรรมนัส” ประจำ ชี้คดี”ทักษิณ”ไม่สะเทือนรบ.  มั่นใจนายกฯ บริหารได้อยู่ครบเทอม ย้ำอีก ไร้สัญญาณปรับครม.พร้อมปฏิเสธกระแสคว่ำงบ 69 อ้างรบ.ร่วมกันทำมา กำกับงบประมาณรวมแล้วเป็นล้านล้านบาท พร้อมระบุหลังเปลี่ยนเลนส์ตา เห็นอะไรชัด ใสปิ๊ง 

วันที่ 19 พฤษภาคม 2568 เวลา 11.15 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ทางการเมืองที่ถูกวิจารณ์ว่ากำลังตึงเครียดระหว่างสีแดง และ สีน้ำเงินว่า ทุกอย่างเป็นปกติ  และ รัฐมนตรีทุกคนก็เดินทางมาให้การต้อนรับประธานาธิบดีแห่งสาธาณรัฐอินโดนีเซียกันพร้อมหน้าพร้อมตา  ทำไมสื่อถึงไปมองว่าตึงเครียด สถานการณ์ในขณะนี้ไม่มีอะไรเลย 

เมื่อถามว่า ส่วนสถานการณ์การเมืองตอนนี้พรรคเพื่อไทยแพ็กกับพรรคกล้าธรรม เช่นเดียวกับพรรคภูมิใจไทยจับมือกับพรรครวมไทยสร้างชาติ  หลังโพสต์ภาพนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกฯ และ รมว.พลังงาน ในฐานะหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ มาเยี่ยมขณะรักษาตัวที่โรงพยาบาล  นายอนุทิน กล่าวว่า “พรรคภูมิใจไทยแพ็กกับทุกพรรค แม้กระทั่งพรรคฝ่ายค้าน หากทำเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศบ้านเมืองและประชาชน ก็พร้อมหมดทุกอย่าง เราเอาประชาชนเป็นหลัก” 

เมื่อถามว่าการเติบโตของพรรคกล้าธรรม เป็นการคานอำนาจพรรคภูมิใจไทยในรัฐบาลหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่มี ทุกพรรคการเมืองต้องการเติบโต และหากพรรคไหนรับใช้ประชาชน และทำให้มั่นใจได้พรรคนั้นก็จะเติบโต เหมือนพรรคภูมิใจไทย เมื่อถามว่า นายอนุทิน สามารถพูดคุยกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส. พะเยา ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรมได้ดีอยู่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ได้คุยกัน คุยกันตลอดเวลา และทำงานด้วยกัน 
เมื่อถามย้ำถึงกระแสการปรับ ครม.ขณะนี้ยังมีหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า“ไม่มี ผมขอตอบเป็นครั้งที่ 11 ว่าไม่มี”  
 
เมื่อถามว่าสถานการณ์หลายอย่างที่เกิดขึ้นในขณะนี้มีผลกระทบอะไรกับรัฐบาลหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลมีความเข้มแข็ง วันนี้ก็ 320 กว่าเสียงแล้ว  และยิ่งมีสมาชิกในพรรคกล้าธรรมมาเพิ่ม ยิ่งทำให้รัฐบาลเข้มแข็งขึ้น จึงทำให้ตนไปผ่าตัดรักษาเลนส์ตาได้อย่างสบายใจ 

เมื่อถามว่าสถานการณ์ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เกี่้ยวกับคดีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดไต่สวนคดีชั้น 14  ในวันที่ 13 มิ.ย.จะกระทบรัฐบาลหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่าไม่เกี่ยว เพราะเป็นเรื่องกระบวนการยุติธรรม  ส่วนรัฐบาลเป็นเรื่องฝ่ายบริหาร ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นรัฐบาลก็ต้องอยู่บริหารประเทศไป เรามี 3 เสาหลักซึ่ง ประกอบด้วย ฝ่ายบริหาร  ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ ซึ่งแยกหน้าที่กันอยู่แล้ว

เมื่อถามว่า ความเป็นพ่อลูกของนายทักษิณ กับนายกฯ ก็ต้องถูกมองว่าเกี่ยวพันกันอยู่แล้ว นายอนุทิน กล่าวว่า คนที่เติบโต และมีภาระการรับผิดชอบระดับบริหารประเทศได้  ทุกคนก็ต้องแยกแยะถูกว่า  อะไรเป็นเรื่องส่วนรวมของประเทศ ประชาชน และเรื่องส่วนตัวนำมารวมกันไม่ได้ หากนำมารวมกันก็ทำงานไม่ได้  และตนยังไม่เคยเห็นใครในรัฐบาลเอาเรื่องส่วนตัวและเรื่องส่วนรวม มารวมกันในการทำงาน 

เมื่อถามว่ามองสัญญาณบวกของสีน้ำเงินเป็นอย่างไรหลังศาลต่างๆมีท่าทีต่างๆออกมา นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่มองอะไรเลย เพราะตนมองเรื่องการทำงาน “สายตาที่เคยขุ่นมัว ตอนนี้เปลี่ยนเลนส์ตาเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้เห็นอะไรได้ชัด ใสปิ๊งๆ ทำงานได้แล้ว และกลับมาใส่แว่นก็หล่อเหมือนเดิม”  เมื่อถามว่ามองเห็นอนาคตรัฐบาลชัดหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า  “ชัดครับ ครบเทอม”

เมื่อถามถึงกระแสข่าวพรรคภูมิใจไทย จะคว่ำร่างงบประมาณร่ายจ่ายประจำปี 69 นายอนุทิน ปฏิเสธพร้อมยืนยันไม่มี ข่าวที่ออกมาไม่รู้ว่าใครเอาไปพูด เพราะในเรื่องงบประมาณรัฐบาลก็ทำมาด้วยกัน และ ผ่านความเห็นชอบจากครม.เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อประเทศและประชาชน  ก่อนอธิบายเพิ่มเติมว่า กระทรวงมหาดไทย ที่ตนรับผิดชอบอยู่ งบประมาณ 4 แสนล้านบาท กระทรวงศึกษาธิการ ก็ 5 แสนล้านบาท กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และ นวัตกรรม ก็ 2 แสนล้าน กระทรวงแรงงาน ประมาณ 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งกระทรวงเฟล่นี้ที่ตนกับกับดูแล งบประมาณ เกือบล้านล้านบาท ดังนั้นหากไม่เห็นชอบหรือไปโหวตคว่ำ มันจะผ่านมติจากครม.ได้อย่างไร รวมถึงกระทรวงอื่นๆด้วย เพราะนี่เป็นเรื่องของรัฐบาล และประชาชนเราก็ให้การสนับสนุน เพราะเป็นงบประมาณที่เราทำเอง

ไทย-อินโดนีเซีย ปักหมุดอนาคต! พร้อมจับมือพัฒนาสาธารณสุข-ความมั่นคง-เศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว

ไทย-อินโดนีเซีย ปักหมุดอนาคต! พร้อมจับมือพัฒนาสาธารณสุข-ความมั่นคง-เศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว

ไทย-อินโดนีเซีย ปักหมุดอนาคต! พร้อมจับมือพัฒนาสาธารณสุข-ความมั่นคง-เศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว

วันจันทร์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.00 น.

ไทย-อินโดนีเซีย ปักหมุดอนาคต! เปิดศักราชใหม่แห่งความร่วมมือระดับผู้นำ ยกระดับความสัมพันธ์สู่หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ พร้อมจับมือพัฒนาสาธารณสุข-ความมั่นคง-เศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว

วันที่ 19 พฤษภาคม 2568 เวลา 11.15 น. ที่ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ นายปราโบโว ซูบียันโต ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย เป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจระหว่างหน่วยงานของไทยและอินโดนีเซีย จำนวน 1 ฉบับ คือ 

บันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงสาธารณสุขกับกระทรวงสาธารณสุขแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซียว่าด้วยความร่วมมือด้านสาธารณสุข (Memorandum of Understanding Between The Ministry of Public Health of the Kingdom of Thailand and The Ministry of Health of the Republic of Indonesia on Health Cooperation) โดยมี นายสมศักดิ์ เทพสุทิน  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้ลงนามฝ่ายไทย และ H.E. Mr. Sugiono รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สาธารณรัฐอินโดนีเซีย เป็นผู้ลงนามฝ่ายอินโดนีเซีย ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับอินโดนีเซียและพัฒนาความร่วมมือด้านสาธารณสุขในสาขาต่าง ๆ เช่น การเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบสุขภาพและระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ การป้องกันและควบคุมโรคติดต่อ ความมั่นคงด้านยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์ การเงินการคลังด้านสุขภาพ และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เป็นต้น 

จากนั้น นายกรัฐมนตรีไทยและประธานาธิบดีอินโดนีเซียแถลงข่าวร่วมกัน โดย นายกรัฐมนตรีรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ในการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการครั้งแรก ไทยและอินโดนีเซียมีมิตรภาพอันยาวนานกว่า 150 ปี โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จฯ เยือนต่างประเทศครั้งแรกที่เกาะชวาในปี พ.ศ. 2414 ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ โดยการเยือนของประธานาธิบดีอินโดนีเซียในวันนี้ เป็นการยืนยันถึงมิตรภาพอันแน่นแฟ้น และเป็นหมุดหมายสำคัญในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 75 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับอินโดนีเซียในปีนี้

ทั้งสองฝ่ายได้หารือกันอย่างสร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ ท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นมิตร ผ่านการเป็นประธานร่วมในกลไกใหม่ เรียกว่า “การประชุมหารือระดับผู้นำ” เป็นครั้งแรก ซึ่งจะเป็นกลไกที่ส่งเสริมให้มีการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศอย่างสม่ำเสมอในอนาคต 

ผู้นำทั้งสองฝ่ายยินดีที่จะประกาศว่า ทั้งสองประเทศได้ยกระดับความสัมพันธ์สู่การเป็น “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์” สะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการเสริมสร้างความร่วมมือในหลากหลายมิติในประเด็นที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกันของประชาชนทั้งสองประเทศ โดยในฐานะประเทศผู้ก่อตั้งอาเซียน
และมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ในภูมิภาค ไทยและอินโดนีเซียจะร่วมมือกันเสริมสร้างความเข้มแข็งของอาเซียนท่ามกลางสถานการณ์ความไม่แน่นอนในเชิงภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลก

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงประเด็นสำคัญจากการหารือ ดังนี้

ด้านความร่วมมือทางการเมืองและความมั่นคง เห็นพ้องที่จะส่งเสริมการแลกเปลี่ยนการเยือนและการหารือระดับสูงอย่างสม่ำเสมอ และใช้ประโยชน์จากกลไกทวิภาคีต่าง ๆ ที่มีอยู่อย่างเต็มที่ โดยมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองฝ่ายร่วมกันจัดทำ “แผนปฏิบัติการหุ้นส่วนยุทธศาสตร์” เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมโดยเร็วภายในปีนี้ นอกจากนี้ กองทัพของทั้งสองประเทศจะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือในทุกมิติ พร้อมศึกษาแนวทางความร่วมมือในด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ รวมทั้งตำรวจไทยและอินโดนีเซียจะเสริมสร้างความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการหลอกลวงทางออนไลน์ การค้ามนุษย์ และการค้ายาเสพติด

ด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจ เห็นพ้องที่จะส่งเสริมการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวระหว่างสองประเทศให้มากยิ่งขึ้น โดยในปี 2567 การค้าระหว่างไทยกับอินโดนีเซียมีมูลค่าสูงถึง 18,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และด้วยขนาดของตลาดและการเชื่อมโยงที่มีอยู่ นายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่ายังมีศักยภาพในการเติบโตอีกมาก ซึ่งไม่เพียงแต่จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนทั้งสองประเทศ แต่จะรวมถึงภูมิภาคอาเซียนโดยรวมด้วย ดังนั้น ไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพการประชุมคณะกรรมาธิการการค้าร่วม (Joint Trade Committee) ครั้งที่ 1 ภายในปีนี้ เพื่อหารือแนวทางในการส่งเสริมความร่วมมือดังกล่าว 

ผู้นำทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะส่งเสริมการลงทุนระหว่างกัน และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อแสวงหาโอกาสใหม่ ๆ และส่งเสริมให้ภาคเอกชนของทั้งสองประเทศศึกษาความได้เปรียบและศักยภาพการลงทุน พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณประธานาธิบดีอินโดนีเซียที่ให้การสนับสนุนบริษัทไทยที่ดำเนินธุรกิจในอินโดนีเซียมาโดยตลอด และได้ขอให้ดูแลบริษัทเหล่านี้ให้ได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมและสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างราบรื่นด้วย

ด้านความมั่นคงทางอาหาร เห็นพ้องที่จะฟื้นฟูและส่งเสริมความร่วมมือ โดยเฉพาะการค้าสินค้าเกษตร รวมถึงอุตสาหกรรมฮาลาล และจะศึกษาความเป็นไปได้ในการเป็นหุ้นส่วนด้านการทำประมงอย่างยั่งยืน รวมทั้งเพิ่มความร่วมมือด้านความมั่นคงทางพลังงาน โดยเฉพาะพลังงานหมุนเวียนและพลังงานสีเขียว

ด้านการท่องเที่ยว ทั้งสองฝ่ายยินดีต่อการเปิดเส้นทางการบินใหม่ระหว่างกรุงเทพฯ ประเทศไทย กับเมืองสุราบายาและเมืองเมดาน อินโดนีเซีย และการเปิดเส้นทางการบินระหว่างภูเก็ต-เมดานในอนาคต ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างกรุงเทพฯ และภูเก็ต กับชวาตะวันออกและสุมาตราเหนือ และการเชื่อมโยงในภูมิภาค พร้อมทั้งหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวของทั้งสองประเทศจะหารือเพื่อทำการตลาดร่วมในเส้นทางบินใหม่ รวมทั้งเห็นพ้องว่า ยังมีจุดหมายปลายทางอื่น ๆ ที่มีศักยภาพในทั้งสองประเทศที่สามารถเชื่อมโยงกันได้ และจะร่วมกันพิจารณาต่อไป

ด้านสาธารณสุขและการศึกษา ในฐานะที่ไทยและอินโดนีเซีย เป็นสมาชิกกลุ่มนโยบายต่างประเทศและสุขภาพโลก (Foreign Policy and Global Health Group) ที่ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดภายใต้กรอบองค์การสหประชาชาติ ไทยพร้อมจะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่สั่งสมมาตั้งแต่ปี 2544 ในเรื่องหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าแก่อินโดนีเซีย

ด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ ทั้งสองฝ่ายย้ำถึงพันธกิจร่วมกันในการส่งเสริมความเป็นเอกภาพและความเป็นแกนกลางของอาเซียน ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีความผันผวนในด้านการเมือง
และเศรษฐกิจ โดยจะร่วมผลักดันการรวมตัวกันทางเศรษฐกิจและสังคมของอาเซียนอย่างทั่วถึงและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น รวมถึงเสริมสร้างเสถียรภาพในระดับภูมิภาค

ผู้นำทั้งสองฝ่ายมีผลประโยชน์ร่วมกันในการเห็นเมียนมาเป็นประเทศที่สงบสุข มีเสถียรภาพ และเป็นปึกแผ่น ไทยและอินโดนีเซีย ในฐานะมิตรที่ดีของเมียนมา จะร่วมมือกับมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียน เพื่อช่วยสนับสนุนให้เกิดสันติภาพในเมียนมา โดยอาเซียนเป็นผู้มีบทบาทนำ  

ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณประธานาธิบดีอินโดนีเซียสำหรับมิตรภาพอันอบอุ่น และหวังว่าจะได้มีโอกาสเยือนอินโดนีเซียในอนาคตอันใกล้นี้

มันหนีแน่นอน!!! ‘ดร.อานนท์’ฟันธง! หลังได้ข่าวกรอง

มันหนีแน่นอน!!! 'ดร.อานนท์'ฟันธง! หลังได้ข่าวกรอง

มันหนีแน่นอน!!! ‘ดร.อานนท์’ฟันธง! หลังได้ข่าวกรอง

วันจันทร์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.39 น.

วันที่ 19 พฤษภาคม 2568 ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก Arnond Sakworawich ระบุว่า ประมวลข่าวกรอง

หนึ่ง ได้ข่าวว่า รมว. จะวีโต้ ตั้งกรรมการ 10 คนมาเป็นตัวช่วย

สอง ได้ข่าวว่านายกสภาวิชาชีพ ทำหน้าที่เข้มแข็ง พยายามรวมเสียงกรรมการให้ได้ 2 ใน 3 เพื่อโต้กลับวีโต้ นัดประชุม 12 มิย.นี้ 

สาม ได้ข่าวว่าสหาย ยอมลงนาม ซื้อเครื่องยนต์จีนแล้ว ไม่เยอรมันนีก็ได้แล้ว

สี่ ได้ข่าวว่า มันกลัวถูกฆ่าตายในคุก

ห้า ได้ข่าวว่า เมียสั่งให้มันหนี 

หก ได้ข่าวว่าศาลจะไต่สวนวันที่ 13 มิย นี้

ผมคิดว่า มันหนีไปก่อน แน่นอนครับ

กมธ.กฎหมายฯ ตั้งคณะทำงานศึกษา เหตุสลายชุมนุม หวังหยุดวัฒนธรรมพ้นผิดลอยนวล

กมธ.กฎหมายฯ ตั้งคณะทำงานศึกษา เหตุสลายชุมนุม หวังหยุดวัฒนธรรมพ้นผิดลอยนวล

กมธ.กฎหมายฯ ตั้งคณะทำงานศึกษา เหตุสลายชุมนุม หวังหยุดวัฒนธรรมพ้นผิดลอยนวล

วันจันทร์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.33 น.

“กมธ.กฎหมายฯ” ตั้งคณะทำงานศึกษาข้อเท็จจริงเหตุการณ์สลายการชุมนุม หวัง หยุด วัฒนธรรมพ้นผิดลอยนวล พร้อมปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม พาประเทศไทยออกจากวังวนความขัดแย้ง 

วันที่ 19 พฤษถาคม 2568 ที่รัฐสภา น.ส.ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.กทม.พรรคประชาชน ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร แถลงว่า กมธ.ฯ ได้ตั้งคณะทำงาน การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม สืบเนื่องจากเหตุการณ์วันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ที่มีการสลายการชุมนุมพี่น้องเสื้อแดง จากเหตุการณ์นี้จึงทำให้เรียนรู้ว่าเป็นเหตุการณ์ที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง 

น.ส.ศศินันท์ กล่าวต่อว่า จากการพูดคุยกับนายรอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และ นางธิดา ถาวรเศรษฐ อดีตประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เห็นตรงกันว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะพี่น้องเสื้อแดง หรือเหตุการณ์ตากใบที่พึ่งหมดอายุความ มีความคล้ายคลึงกัน รวมถึงเหตุการณ์การสลายการชุมนุมต่าง ๆ คือ อำนาจรัฐ หรือเจ้าหน้าที่รัฐสลายการชุมนุมส่งผลให้ได้รับบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก เราจึงมองว่าผลพวงของเหตุการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ ทำให้มีคนจำนวนมากประสบชะตากรรมเดียวกัน และในฐานะสส.เรามองว่าสุดท้ายต้องใช้รัฐสภาเป็นเครื่องมือแก้ไขปัญหาเหล่านี้ เพื่อหยุดยั้งหรือยุติการพ้นผิดลอยนวล ให้หมดไปจากสังคมไทย จึงมีการตั้งคณะทำงานคณะนี้ขึ้นมา 

น.ส.ศศินันท์ กล่าวว่า คณะทำงานชุดนี้ ประกอบไปด้วยภาคสังคม นักวิชาการ ภาคการเมืองและภาคเอกชน ซึ่งมีความมุ่งมั่น ที่จะรวบรวมข้อเท็จจริงในเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นเพื่อนำไปสู่การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมต่อไป ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะเป็นการเปลี่ยนแปลง ที่ไม่ได้ทำแค่รื้อฟื้นอดีตเท่านั้นแต่เป็นการ ปลดปล่อยอนาคตเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและไม่ได้ทำเพื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นการทำเพื่อศักดิ์ศรีของประชาชนทุกคน

ด้านนายศุภณัฐ บุญสด คณะทำงานฯ กล่าวว่า คณะทำงานฯ มุ่งมั่นที่จะรวบรวมข้อเท็จจริงความขัดแย้งทางการเมือง รวมถึงอุปสรรคทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการใช้กระบวนการยุติธรรมในการหาผู้กระทำความผิดจากทุกกลุ่มการเมือง การที่จะก้าวไปข้างหน้าได้คิดว่าต้องรวบรวมข้อเท็จจริงจากผู้เสียหายในทุกส่วน คณะทำงานนี้จะทำงานอย่างปราศจากอคติ และรวบรวมข้อเท็จจริงของทุกคนท้ายที่สุดตัวรายงานฉบับนี้จะนำเสนอข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมที่สุดในการปฏิรูปกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม เพื่อพาประเทศออกจากวัฒนธรรมพ้นผิดลอยนวล และจะให้ทุกกลุ่มที่เสียหายจากการขัดแย้งทางการเมืองในรอบ 20 ปี ได้มีโอกาสหาผู้กระทำความผิดและได้รับความยุติธรรมจากรัฐสภา และนำประเทศไทยออกจากวังวนความขัดแย้งครั้งนี้

เรื่องไร้สาระ! ‘อนุทิน’บอกไม่รู้จัก’ณฐพร’คือใคร มีสิทธิ์อะไร ยื่นยุบ’ภูมิใจไทย’

เรื่องไร้สาระ! 'อนุทิน'บอกไม่รู้จัก'ณฐพร'คือใคร มีสิทธิ์อะไร ยื่นยุบ'ภูมิใจไทย'

เรื่องไร้สาระ! ‘อนุทิน’บอกไม่รู้จัก’ณฐพร’คือใคร มีสิทธิ์อะไร ยื่นยุบ’ภูมิใจไทย’

วันจันทร์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.26 น.

“อนุทิน”บอก ไม่รู้จัก”ณฐพร” หลังยื่นยุบภท.ยันไม่ได้ทำผิด ลั่น เรื่องไร้สาระ เย้ยฝันกลางวัน กล่าวหาภท.ล้มล้างฯ ย้ำ “บิ๊กเกรียง”แจงกกต.ไม่เกี่ยวกัน เพื่อนก็เพื่อน 

วันที่ 19 พฤษภาคม 2568 เวลา 11.20 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ กรณีนายณฐพร โตประยูร อดีตที่ปรึกษาประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ยื่นยุบพรรคภูมิใจไทยว่า ตนไม่รู้จักนายณฐพรมายื่นยุบพรรคภูมิใจไทยได้อย่างไร เป็นใครก็ไม่รู้ ตนไม่ได้มองอะไร ไร้สาระ 

เมื่อถามว่ามั่นใจหรือไม่ว่าพรรคภูมิใจไทยไม่เข้าข่ายความผิด คำร้องยื่นยุบพรรคนายอนุทินกล่าวว่า เราไม่เคยทำอะไรผิด สมาชิกพรรคทุกคน ทำหน้าที่ฝ่ายบริหาร และในฝ่ายนิติบัญญัติก็ทำหน้าที่สส. เขาก็ทำงานในส่วนของเขา ขอย้ำว่าไม่ได้ทำอะไรผิด

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่านายณฐพรยื่น กล่าวหาว่าพรรคภูมิใจไทยล้มล้างการปกครองนายอนุทิน หัวเราะ พร้อมกล่าวว่า “ฝันกลางวัน” เมื่อถามอีกว่านายณัฐพร เคยยื่นยุบพรรคก้าวไกลในกรณีเดียวกัน นายอนุทิน กล่าวว่า “เป็นใครยังไม่รู้จักเลย ปัดโธ่  ยุบพรรคใครจะไปยุบได้ ใครทำผิดมาทุกคนก็ยื่นได้ ไม่ใช่ฝีมือหรือผลงานอะไรทั้งสิ้น”

เมื่อถามว่ามั่นใจว่าจะไม่มีอุบัติเหตุทางการเมืองใช่หรือไม่นายอนุทิน กล่าวว่า “ไม่มีครับ มั่นใจไม่เคยทำอะไรที่ไม่ดี”

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่สว. ไปให้ปากคำชี้แจงกลับคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เรื่องคดีฮั้วสว. นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ทราบเลย นั่นอำนาจนิติบัญญัติ เมื่อถามว่าหนึ่งในนั้นเป็นพล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานสภาคนที่ 1 ซึ่งสนิทกับท่านด้วย นายอนุทิน กล่าวว่า นี่ไง ชัดเจน เห็นไหม เพื่อนก็เพื่อน งานก็งาน

เมื่อถามว่านายกฯได้ หารือถึงการแต่งตั้งคนที่จะมาคุม กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI แทนนายพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรมหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่มี ตนอยู่กระทรวงมหาดไทย ไม่ได้หารือเรื่องนี้ และไม่เกี่ยวข้องกับงานที่ตนกำกับดูแลอยู่

‘สว.นันทนา’เผยล่าชื่อ20สว.ยื่นศาลรธน.ขอหยุดทำหน้าที่เฉพาะเห็นชอบองค์กรอิสระ เสร็จในสัปดาห์นี้

‘สว.นันทนา’เผยล่าชื่อ20สว.ยื่นศาลรธน.ขอหยุดทำหน้าที่เฉพาะเห็นชอบองค์กรอิสระ เสร็จในสัปดาห์นี้

‘สว.นันทนา’เผยล่าชื่อ20สว.ยื่นศาลรธน.ขอหยุดทำหน้าที่เฉพาะเห็นชอบองค์กรอิสระ เสร็จในสัปดาห์นี้

วันจันทร์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.16 น.

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2568 น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวว่า ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างร่างคำร้อง เพื่อยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยให้สว.ทั้ง 200 คน หยุดปฏิบัติหน้าที่เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระทั้งกระบวนการ  โดยจะพยายามเต็มที่ให้เสร็จภายในสัปดาห์นี้ จะเร่งให้เร็วที่สุด โดยขั้นตอนเมื่อร่างคำร้องเรียบร้อยแล้วก็จะรวบรวมรายชื่อสว.อิสระ 1 ใน 10 หรือ 20 คน ยื่นต่อนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ไปยังศาลรัฐธรรมนูญ โดยสาเหตุที่ยังร่างคำร้องไม่เรียบร้อยเพราะต้องพิจารณาเรื่องข้อกฎหมาย ที่มีความซับซ้อนที่ไม่เคยมีใครโดนแจ้งข้อกล่าวหาเยอะขนาดนี้ อีกทั้งต้องรอการลงชื่อของ สว. ซึ่งมีบางส่วนเดินทางไปดูงานต่างประเทศ

น.ส.นันทนา ยังยอมรับว่า ขั้นตอนการยื่นประธานวุฒิสภาไปยังศาลรัฐธรรมนูญ นั้นอาจจะยากกว่าการล่าชื่อ สว.20 รายชื่อ จึงต้องถามประธานวุฒิสภาว่าจะยื่นหรือไม่ เพราะกรณี สว. 92 คน เข้าชื่อเสนอคำร้องต่อประธานวุฒิสภา เพื่อถอดถอน นายภูมิธรรม เวชยชัย และพันตำรวจเอกทวี สอดส่ง กรณีใช้อำนาจบอร์ดคดีพิเศษ สั่งดีเอสไอสอบฮั้วเลือก สว. เข้าข่ายแทรกแซงอำนาจหน้าที่ ประธานวุฒิสภาส่งเรื่องยื่นไปอย่างรวดเร็วภายในวันเดียวกัน

“ไม่ใช่กระบวนการสีน้ำเงินเซแล้วเราซ้ำ แต่เกรงจะส่งผลเสียรุนแรง และเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ เมื่อสว.เองกำลังถูกตรวจสอบ แต่จะไปเห็นชอบผู้เข้าไปดำรงตำแหน่งในกกต. อาจจะเป็นในลักษณะต่างตอบแทน เหมือนเลือกผู้พิพากษามาตัดสินคดีของตัวเองจึงมิควร จึงขอร้องให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ในเรื่องนี้เพื่อความสง่างาม” น.ส.นันทนา กล่าว

‘ธิดา’เตือน’ทักษิณ’อย่ากลัวคุก! แนะเข้าเรือนจำ จะส่งผลดีต่อ ‘อิ๊งค์-เพื่อไทย-ประเทศชาติ’

'ธิดา'เตือน'ทักษิณ'อย่ากลัวคุก! แนะเข้าเรือนจำ จะส่งผลดีต่อ 'อิ๊งค์-เพื่อไทย-ประเทศชาติ'

‘ธิดา’เตือน’ทักษิณ’อย่ากลัวคุก! แนะเข้าเรือนจำ จะส่งผลดีต่อ ‘อิ๊งค์-เพื่อไทย-ประเทศชาติ’

วันจันทร์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.11 น.

‘ป้าธิดา’ มาแล้ว! แนะ ‘ทักษิณ’ กลับเข้าคุก ทุกอย่างจะคลี่คลาย ดีงามต่อประเทศ ลุ้นจุดเปลี่ยนการเมือง 13 มิ.ย.นี้ ขึ้นอยู่กับ ‘สทร.’ ชี้สถานการณ์ไม่สู้ดี เตือนหากไม่ดำเนินการ ‘คดีฮั้ว สว.’ ถึงที่สุดอาจเกิด ‘วิกฤติการเมืองครั้งใหญ่’ ปูทางเกิด ‘รัฐประหาร’ อีกครั้ง ดักคอ ‘กองทัพ’ อย่าปฏิวัติ พรรคการเมืองต้องถอยคนละก้าว

วันที่ 19 พฤษภาคม 2568 เมื่อเวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา นางธิดา ถาวรเศรษฐ อดีตประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเหตุการณ์แห่งชาติ(นปช.) กล่าวถึงกรณีนิติสงครามของพรรคการเมืองขั้วเดียวกันว่า เป็นหนึ่งในวิกฤติการเมืองของพรรคการเมือง แม้จะตั้งรัฐบาลร่วมกันแต่มีความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ เชื่อว่าความสัมพันธ์ทางการเมืองอยู่ในลักษณะแบบตบจูบ ไปจนถึงช่วงเวลาใกล้ครบเทอมและมีการเลือกตั้งใหม่ เห็นว่าเป็นไปได้ค่อนข้างยากโอกาสในการยุบสภา และพรรครวมรัฐบาลต้องหาทางให้รัฐบาลอยู่นานที่สุด แต่ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอาจกลายเป็นการต่อรอง  

“ดังนั้นความขัดแย้งระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นความขัดแย้งที่เรียกว่าหนักอยู่ หรือหากนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มีปัญหากับขั้วฝั่งอนุรักษ์นิยม ความเป็นเอกภาพจะไม่มี แต่คนเกลียดนายทักษิณเยอะมาก เพราะฉะนั้นหมายความว่าแม้จะมีดีล แล้วก็ไม่จบ และเห็นว่านายทักษิณมีปัญหา เมื่อดีลไม่จบ ต้องกลับมารับโทษ โดยเสนอได้ว่านายทักษิณไม่ควรที่จะกลัวคุกมากจนเกินไป จึงขอฝากไปถึงนายทักษิณว่า หากต้องติดคุกอีก ทางที่ดีเข้าไปอยู่โรงพยาบาลสราชทัณฑ์ดีที่สุด“ นางธิดา กล่าว 

นางธิดา กล่าวต่อว่า ตนได้รับทราบข้อมูลมาว่านายทักษิณจะไม่ยอมตายเหมือนนายปรีดี พนมยงค์ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เสียชีวิตในต่างประเทศ เชื่อว่าเรื่องของนายทักษิณจะแยกกับเรื่องของรัฐบาล ที่มีเรื่องฮั้วเลือก สว. เพราะฉะนั้นประเด็นเรื่องพรรคสีน้ำเงิน ฮั้ว สว. กับประเด็นเสื้อแดง กรณีนายทักษิณ มีความรุนแรงทั้งคู่ จึงแนะนำนายทักษิณในฐานะที่รู้จักกันมาว่าให้เข้าคุกเหมือนกับคนอื่นดีที่สุด จะเป็นทางที่นายทักษิณจะอยู่รอดได้ 

“ถ้านายทักษิณ ยอมรับการเข้าไปในเรือนจำเหมือนประชาชน ทุกอย่างจะคลี่คลาย จะดีทั้งต่อนายทักษิณ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ลูกสาว พรรคเพื่อไทย และดีงามต่อประเทศชาติ มีอนาคตทันที แต่หากนายทักษิณไม่อยากติดคุก และมีการต่อรอง เชื่อว่าปัญหาจะขยาย เพราะ 1 ปีที่ผ่านมา ปัญหาก็ขยายมาแล้ว” อดีตประธาน นปช. กล่าว

นางธิดา กล่าวอีกว่า หากนายทักษิณทำใจได้ โรงพยาบาลราชทัณฑ์ก็สามารถดูแลได้ เพราะลูกน้องนายทักษิณ อดีตรัฐมนตรี ก็ติดคุก และติดโรงพยาบาลราชทัณฑ์ แพทย์ก็สามารถดูแลได้ หากอาการหนักก็ค่อยไปรักษาที่โรงพยาบาลตำรวจ ไม่ใช่ไปรักษาโรงพยาบาลตำรวจตั้งแต่ต้นจนเป็นปัญหา ส่วนวันที่ 13 มิ.ย.นี้ จะเป็นจุดเปลี่ยนทางการเมืองหรือไม่นั้น อยู่ที่นายทักษิณ แต่สถานการณ์แนวโน้ม ไม่น่าจะดีต่อนายทักษิณเท่าไรนัก จึงแนะนำให้นายทักษิณติดคุก เพราะหลายๆ คนก็ติดมาแล้ว และขออย่าใช้อภิสิทธิ์ เหมือนลูกน้องนายทักษิณ และตนเชื่อว่า นายทักษิณ จะพยายามดีลอย่างถึงที่สุด แต่ 10 ปีที่ผ่านมา นายทักษิณก็ถูกหลอกมาเยอะเช่นกัน 

เมื่อถามถึงกรณีฮั้ว สว.เป็นเรื่อง ที่คนในสังคมรับไม่ได้ นางธิดา กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเดินหน้าเพื่อเอาคนผิดรับโทษให้ได้ ทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ที่ผ่านมาก็มีความผิดพลาดเยอะ แต่ครั้งนี้เป็นเรื่องที่รุนแรงมาก จึงขอให้ดำเนินการคดีฮั้ว สว. อย่างถึงที่สุด ไม่เช่นนั้นประเทศจะไม่มีความหวัง หากพรรคเพื่อไทยต้องการพิทักษ์นายทักษิณจนมากเกินไป ส่วนกรณีพรรคสีน้ำเงินเรื่อง ฮั้ว สว. หากการดำเนินคดีเป็นไปอย่างถึงที่สุด เชื่อว่าประเทศชาติจะถึงวิกฤติการเมืองครั้งใหญ่ โดยไม่ต้องการให้เห็นการเปิดทางให้ทำรัฐประหาร ซึ่งเป็นอีกทางหนึ่งที่เชื่อว่ามีโอกาสเป็นไปได้

นางธิดา ยังกล่าวถึงเกมทางการเมืองที่ขั้วพรรคการเมืองต้องการตัดอำนาจทางการเมืองของคู่แข่ง โดยเฉพาะอำนาจสภาสูง วุฒิสภาในการให้ความเห็นชอบองค์กรอิสระว่า เป็นการแบ่งผลประโยชน์ต่อรองทางการเมือง แต่ในนามประชาชนไม่ว่าใครจะดำเนินการฮั้ว สว. ไม่ว่าจะเป็นสีแดงและสีน้ำเงิน ยอมรับไม่ได้ ไม่ได้เกี่ยวกับพรรคการเมือง แต่เกี่ยวกับหลักการ เพราะสะท้อนว่าหากทำเช่นนี้ได้หมายถึงการซื้อประเทศไทยไปแล้ว ได้เงิน 500 ล้านบาท เพราะเป็นที่มาขององค์กรอิสระ รวมถึงศาลรัฐธรรมนูญ ถือเป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก และหากเกิดรัฐประหารอีกครั้งหนึ่ง ประเทศไทยอาจจะอยู่ในภาวะรัฐล้มเหลว และขอเตือนไปยังกองทัพว่าจะทำรัฐประหาร ซึ่งหากมีการทำรัฐประหารอีกครั้งก็จะถือเป็นการทำลายชาติศาสนาและพระมหากษัตริย์ 

”จึงคิดว่ามาถึงจุดสำคัญเรื่องของผลประโยชน์ของทั้งสองพรรค ดิฉันไม่สนใจ ประชาชนกำลังจับตาดูอยู่ แต่ที่สนใจคืออย่าสร้างวิกฤติการเมืองเพื่อที่จะทำให้เกิดความชอบธรรมของการทำรัฐประหารรอบใหม่ ก็ขอเตือนไปยังพรรคการเมืองที่กำลังห้ำหั่นกันด้วยผลประโยชน์ที่ไม่ลงตัว ว่าต้องถอยคนละก้าว ยึดผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก” นางธิดา กล่าว

‘อดีตสว.สมชาย’ชี้หนี้สาธารณะของ GDP เฉียด 70% สัญญาณเตือนภาวะเสี่ยง ศก.ล่มสลาย

‘อดีตสว.สมชาย’ชี้หนี้สาธารณะของ GDP เฉียด 70% สัญญาณเตือนภาวะเสี่ยง ศก.ล่มสลาย

‘อดีตสว.สมชาย’ชี้หนี้สาธารณะของ GDP เฉียด 70% สัญญาณเตือนภาวะเสี่ยง ศก.ล่มสลาย

วันจันทร์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.02 น.

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2568 นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา โพสต์ผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัว Somchai Swangkarn ระบุว่า #สัญญานอันตราย #หยุดหายนะ  #เลิกแจกเงินหมื่น #ยุติประชานิยม  #เปลี่ยนกัปตัน #ก่อนเรือล่ม

ดูตัวเลขของการการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณสูงถึงปีละ 8 แสนกว่าล้านในปี 2568-2569 ของรัฐบาลแพทองธาร และการพุ่งสูงขึ้นของตัวเลขหนี้สาธารณะในระดับใกล้เคียง 70% ของ GDP

ถือเป็นสัญญาณเตือนเรื่องภาระหนี้ที่อาจกลายเป็นความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการคลังของประเทศ  เข้าใกล้ภาวะเสี่ยงเศรษฐกิจล่มสลายได้

รัฐบาลต้องยุติโครงการหาเสียงที่ไม่กระตุ้นเศรษฐกิจอย่างแท้จริงทั้งหมด หันมาใช้งบประมาณเพื่อเสริมสร้างศักยภาพประสิทธิภาพคนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วของโลกและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

เพื่อการพัฒนาที่อย่างยั่งยืนและเร่งบริหารจัดการงบประมาณให้สอดคล้องกับกรอบวินัยทางการคลังอย่างเข้มงวด

#เร่งแก้ไขก่อนสาย

เตือนมาด้วยความหวังดี

ความยุติธรรมสีขาว จะมีจริงหรือ? ‘ดิเรกฤทธิ์’สงสัย! ราชทัณฑ์เก็บหลักฐานหมด จี้ศาลไต่สวนเอง

ความยุติธรรมสีขาว จะมีจริงหรือ? ‘ดิเรกฤทธิ์’สงสัย! ราชทัณฑ์เก็บหลักฐานหมด จี้ศาลไต่สวนเอง

ความยุติธรรมสีขาว จะมีจริงหรือ? ‘ดิเรกฤทธิ์’สงสัย! ราชทัณฑ์เก็บหลักฐานหมด จี้ศาลไต่สวนเอง

วันจันทร์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.52 น.

วันที่ 19 พฤษภาคม 2568 ดร.ดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม ประธานสถาบันสุจริตไทยและอดีตสมาชิกวุฒิสภา(อดีตสว.) โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า ราชทัณฑ์เก็บหลักฐานไว้หมดในกล่องดำ (เวชระเบียน ภาพจากกล้องวงจรปิดและบันทึกการทำงานของผู้คุม) จึงไม่มีใครหาหลักฐานไปกล่าวหาและนำสืบได้ว่าราชทัณฑ์ทำผิดกฎการควบคุมดูแลนักโทษในสถานที่คุมขังที่บังคับใช้

“ถ้าศาลไม่ออกมาไต่สวนเอง คนไทยจะได้เห็นความยุติธรรมเป็นสีขาวมั๊ย?”