เป้ย ปานวาด รับมีคนคุยแล้ว เคลียร์ชัดเรื่องอดีตสามี พูดชัดนาฬิกาไม่เดินทวนเข็ม

เป้ย ปานวาด รับมีคนคุยแล้ว เคลียร์ชัดเรื่องอดีตสามี พูดชัดนาฬิกาไม่เดินทวนเข็ม

15 พ.ค. 2568 14:40 น.

เป้ย ปานวาด รับมีคนคุยแล้ว เคลียร์ชัดเรื่องอดีตสามี พูดชัดนาฬิกาไม่เดินทวนเข็ม

ตั้งแต่เป็นสาวโสดแซ่บ ก็ถูกจับตาเรื่องสถานะความรักอยู่เรื่อยๆ สำหรับ เป้ย ปานวาด แถมมีแว่วๆ ว่าในตอนนี้แม่เป้ยกำลังอินเลิฟกับหนุ่มรุ่นน้องอยู่ ซึ่งแม่เป้ยก็ได้ยอมรับตรงๆ ว่า ตอนนี้มีหนุ่มคุยแล้วจ้า

ล่าสุดได้เจอ เป้ย มาร่วมงานประกาศรางวัล คมชัดลึก อวอร์ด ครั้งที่ 21 ณ TRUE ICON HALL เจ้าตัวก็ได้ให้สัมภาษณ์ว่า

– ที่หลายๆ คนฮือฮาลงคลิปกับคุณหมอนั้น เป้ยบอกว่า เขาชื่อคุณหมอเมฆ เป็นคุณหมอที่ดูแลกันมานาน เขามีลูกแล้ว

เป้ย ปานวาด รับมีคนคุยแล้ว เคลียร์ชัดเรื่องอดีตสามี พูดชัดนาฬิกาไม่เดินทวนเข็ม
เป้ย ปานวาด รับมีคนคุยแล้ว เคลียร์ชัดเรื่องอดีตสามี พูดชัดนาฬิกาไม่เดินทวนเข็ม

– นอกจากนี้ เป้ย ยังได้ตอบถึงเรื่องที่อดีตสามีมาคอมเมนต์รูปด้วย บอกว่า ไม่รู้ว่าจะตอบว่ายังไงเลย ไม่มีคำตอบสำหรับเป้ยเลย ก็สวยงามตามท้องเรื่อง ไม่มีอะไร ขำๆ มองเป็นเรื่องตลกไป คือเคยให้สัมภาษณ์แล้ว นาฬิกาไม่เดินทวนเข็ม คือชีวิตทุกคนตอนนี้แฮปปี้แล้ว เราไม่กลับไปแล้ว เพราะฉะนั้นการต่อยอดหรือการหมุนกลับไปไม่มีอะไรทั้งนั้น

– นอกจากนี้ เป้ย ยังได้ตอบคำถามถึงเรื่องคนคุยอีกว่า ไม่รีบเปิดตัว ปล่อยไปตามธรรมชาติ เพราะว่าต้องใช้เวลาเยอะๆ เลย ตอนนี้ทำงาน ไม่ใช่ว่าไม่พร้อมเปิดตัวนะ คือมันต้องใช้เวลา ก็ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป

คลิกเพื่ออ่าน “ข่าวบันเทิงวันนี้”

เป้ย ปานวาด รับมีคนคุยแล้ว เคลียร์ชัดเรื่องอดีตสามี พูดชัดนาฬิกาไม่เดินทวนเข็ม
เป้ย ปานวาด รับมีคนคุยแล้ว เคลียร์ชัดเรื่องอดีตสามี พูดชัดนาฬิกาไม่เดินทวนเข็ม
เป้ย ปานวาด รับมีคนคุยแล้ว เคลียร์ชัดเรื่องอดีตสามี พูดชัดนาฬิกาไม่เดินทวนเข็ม
เป้ย ปานวาด รับมีคนคุยแล้ว เคลียร์ชัดเรื่องอดีตสามี พูดชัดนาฬิกาไม่เดินทวนเข็ม

ผู้แปรพักตร์เกาหลีเหนือ ทำงานในภาคสาธารณะเกาหลีใต้ สูงเป็นประวัติการณ์

ผู้แปรพักตร์เกาหลีเหนือ ทำงานในภาคสาธารณะเกาหลีใต้ สูงเป็นประวัติการณ์

16 พ.ค. 2568 13:49 น.

ผู้แปรพักตร์เกาหลีเหนือ ทำงานในภาคสาธารณะเกาหลีใต้ สูงเป็นประวัติการณ์

กระทรวงการรวมชาติเกาหลีใต้ระบุว่า ปัจจุบันมีผู้แปรพักตร์ชาวเกาหลีเหนือทำงานในภาคสาธารณะของเกาหลีใต้สูงเป็นประวัติการณ์

กระทรวงการรวมชาติเกาหลีใต้ระบุว่า ปัจจุบันมีผู้แปรพักตร์ชาวเกาหลีเหนือทำงานในภาคสาธารณะของเกาหลีใต้สูงเป็นประวัติการณ์ กระทรวงการรวมชาติเกาหลีใต้ระบุในแถลงการณ์เมื่อวันพุธ (14 พ.ค.) ว่า ณ สิ้นปี 2024 ผู้แปรพักตร์ชาวเกาหลีเหนือ 211 คน ทำงานในภาคสาธารณะ ซึ่งมากกว่าปีก่อนหน้า 17 คน

กระทรวงฯ ระบุว่าตัวเลขดังกล่าวเป็นตัวเลขสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2010 ซึ่งเป็นปีที่ผู้แปรพักตร์ชาวเกาหลีเหนือ “เริ่มเข้าสู่งานด้านการบริการสาธารณะอย่างจริงจัง”

ทางการเกาหลีใต้ได้เพิ่มการสนับสนุนผู้แปรพักตร์ชาวเกาหลีเหนือที่ประสบปัญหาการว่างงานและความโดดเดี่ยวทางสังคม ในขณะที่พวกเขาปรับตัวเข้ากับชีวิตใหม่ในเกาหลีใต้ กระทรวงฯ กล่าวว่า “มีความต้องการเพิ่มขึ้นในการขยายโอกาสสำหรับผู้แปรพักตร์ชาวเกาหลีเหนือในการเข้าสู่งานด้านการบริการสาธารณะ เพื่อให้พวกเขาสามารถมีส่วนร่วมและมีส่วนสนับสนุนในการกำหนดนโยบายของรัฐบาลได้โดยตรง”

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทางการเกาหลีใต้ได้เพิ่มความเข้มข้นของโครงการบูรณาการทางสังคม นอกจากนี้ยังเสนอการสนับสนุนทางการเงินและแรงจูงใจทางภาษีสำหรับบริษัทที่จ้างผู้แปรพักตร์ชาวเกาหลีเหนืออีกด้วย

ในงานกิจกรรมเมื่อวันพุธที่ผ่านมา คิม ยองโฮ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการรวมชาติ ได้ร่วมรับประทานอาหารกับผู้แปรพักตร์จากเกาหลีเหนือที่ทำงานด้านการบริการสาธารณะ

มีผู้แปรพักตร์จากเกาหลีเหนืออาศัยอยู่ในเกาหลีใต้ประมาณ 30,000 คน แต่การแปรพักตร์ได้ลดลงนับตั้งแต่เกิดการระบาดของโควิด ซึ่งทำให้ประเทศต่างๆ ต้องปิดพรมแดน ก่อนปี 2020 ชาวเกาหลีเหนือมากกว่า 1,000 คนได้หลบหนีไปยังเกาหลีใต้ทุกปี

ผู้แปรพักตร์จากเกาหลีเหนือถูกประณามจากรัฐบาลเกาหลีเหนือ และกลุ่มสิทธิมนุษยชนกล่าวว่า ผู้ที่ถูกจับได้ว่าหลบหนีไปยังเกาหลีใต้จะถูกลงโทษด้วยการจำคุกและทรมาน

เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา นายแท ยองโฮ อดีตนักการทูตเกาหลีเหนือ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้นำคนใหม่ของสภาที่ปรึกษาประธานาธิบดีด้านการรวมชาติของเกาหลีใต้ ซึ่งถือเป็นผู้แปรพักตร์คนแรกที่ได้รับตำแหน่งสูงเช่นนี้ในรัฐบาลเกาหลีใต้ ในปี 2020 นายแทกลายเป็นผู้แปรพักตร์คนแรกที่ได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกรัฐสภาเกาหลีใต้

รัฐบาลเกาหลีเหนือเรียกเขาว่า “ขยะสังคม” และกล่าวหาว่าเขาทำผิดกฎหมายต่างๆ รวมทั้งยักยอกทรัพย์

ผู้แปรพักตร์เหล่านี้ได้นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับระบอบการปกครองที่เป็นความลับ ภายใต้การนำของนายคิม จองอึน พวกเขาได้เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนภายใต้ระบอบการปกครอง รวมทั้งความอดอยาก การบังคับใช้แรงงาน และการบังคับบุคคลให้สูญหายโดยรัฐ

แต่หลายคนต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างมาก เมื่อต้องปรับตัวเข้ากับชีวิตใหม่ ไม่ว่าจะเป็นความยากลำบากในการหางานและทำงาน การถูกตีตราทางสังคม และปัญหาสุขภาพจิตที่เกิดจากประสบการณ์เลวร้ายในเกาหลีเหนือ.

ที่มา BBC

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

องค์การอนามัยโลก ประกาศโรคโปลิโอระบาดในปาปัวนิวกินี

องค์การอนามัยโลก ประกาศโรคโปลิโอระบาดในปาปัวนิวกินี

16 พ.ค. 2568 13:20 น.

องค์การอนามัยโลก ประกาศโรคโปลิโอระบาดในปาปัวนิวกินี

องค์การอนามัยโลกประกาศให้โรคโปลิโอระบาดในปาปัวนิวกินีและเรียกร้องให้มีการรณรงค์ฉีดวัคซีน “ทันที”

องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้โรคโปลิโอระบาดในปาปัวนิวกินีและเรียกร้องให้มีการรณรงค์ฉีดวัคซีน “ทันที” หลังพบตัวอย่างไวรัสที่ติดต่อได้ง่ายในเด็กสุขภาพดี 2 คน ระหว่างการคัดกรองตามปกติในเมืองลา เมืองชายฝั่งทะเลทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ

ประชากรของปาปัวนิวกินีไม่ถึงครึ่งหนึ่งได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโปลิโอ ซึ่งใกล้จะหมดสิ้นไปแล้ว แต่เพิ่งกลับมาระบาดอีกครั้งในพื้นที่บางส่วนของโลก เซวิล ฮูเซยอวา ตัวแทนองค์การอนามัยโลกประจำปาปัวนิวกินีกล่าวว่า “เราต้องทำอะไรสักอย่างและต้องทำทันที” พร้อมเตือนว่าโรคนี้อาจแพร่กระจายไปนอกประเทศ

ดร. ฮูเซยอวา กล่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันพฤหัสบดีว่า “เราต้องพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้การฉีดวัคซีนครอบคลุม 100% เพราะโรคโปลิโอไม่มีพรมแดน”

โรคนี้เกิดจากไวรัสโปลิโอ ซึ่งแพร่กระจายผ่านการสัมผัสกับอุจจาระหรือละอองฝอยของผู้ติดเชื้อเมื่อไอหรือจาม โรคนี้มักเกิดขึ้นกับเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี และยังไม่มีวิธีรักษาโรคนี้ แม้ว่าคนส่วนใหญ่ที่ติดเชื้อ รวมถึงผู้ป่วย 2 รายล่าสุดในปาปัวนิวกินี จะไม่มีอาการใดๆ ผู้ที่มีอาการอาจป่วยเป็นโรคคล้ายไข้หวัดใหญ่

ผู้ติดเชื้อโปลิโอจำนวนเล็กน้อย ประมาณ 1 ใน 1,000 ถึง 1 ใน 100 คน มีอาการร้ายแรงซึ่งอาจนำไปสู่อาการอัมพาตได้ ซึ่งโรคนี้เป็นอันตรายถึงชีวิต โดยเฉพาะเมื่ออาการอัมพาตส่งผลต่อกล้ามเนื้อที่ใช้ในการหายใจ

ปาปัวนิวกินีไม่พบโรคโปลิโอมาตั้งแต่ปี 2000 จนกระทั่งเกิดการระบาดในปี 2018 ซึ่งสามารถควบคุมโรคได้ภายในปีเดียวกัน โดยผู้ป่วยรายล่าสุดพบว่ามีเชื้อไวรัสสายพันธุ์หนึ่งที่มีความเชื่อมโยงทางพันธุกรรมกับไวรัสที่แพร่ระบาดในอินโดนีเซีย ปาปัวนิวกินีมีพรมแดนติดกับจังหวัดปาปัวทางตะวันออกสุดของอินโดนีเซีย

Elias Kapavore รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขปาปัวนิวกินี ได้ให้คำมั่นว่าจะฉีดวัคซีนป้องกันโรคโปลิโอให้ได้ 100% ในประเทศภายในสิ้นปีนี้ การรณรงค์ฉีดวัคซีนที่กำลังดำเนินอยู่นี้จะมุ่งเป้าไปที่เด็กอายุ 10 ปีและต่ำกว่า และคาดว่าจะเข้าถึงผู้คนได้ประมาณ 3.5 ล้านคน

ขณะที่ WHO รวมถึงหน่วยงานด้านเด็กของสหประชาติ อย่างองค์การยูนิเซฟ และรัฐบาลออสเตรเลีย กำลังสนับสนุนปาปัวนิวกินีในการรณรงค์ฉีดวัคซีน

Vera Mendonca ผู้แทน UNICEF ประจำปาปัวนิวกินีได้ชี้ให้เห็นถึงความครอบคลุมของการฉีดวัคซีนทั่วประเทศที่มีความไม่เท่าเทียมกัน โดยในบางเขตมีเพียง 8% เท่านั้น พร้อมเสริมว่ายูนิเซฟกำลังทำงานร่วมกับคริสตจักรและผู้นำชุมชนเพื่อส่งเสริมการฉีดวัคซีนและขจัดข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง

โรคโปลิโอได้กลับมาระบาดอีกครั้งในเอเชียในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยปากีสถานพบผู้ป่วยโรคนี้ 74 รายในปีที่แล้ว ขณะที่อัฟกานิสถานพบผู้ป่วย 24 ราย องค์การอนามัยโลกยังได้เตือนถึงการระบาดในฉนวนกาซาซึ่งกำลังเกิดสงคราม หลังจากพบร่องรอยของไวรัสในน้ำเสีย.

ที่มา BBC

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

ญี่ปุ่นจับชายไทย-ลูกสาว ทำร้าย พนง. สายการบิน อ้างตัวเป็นอัยการ

ญี่ปุ่นจับชายไทย-ลูกสาว ทำร้าย พนง. สายการบิน อ้างตัวเป็นอัยการ

16 พ.ค. 2568 12:06 น.

ญี่ปุ่นจับชายไทย-ลูกสาว ทำร้าย พนง. สายการบิน อ้างตัวเป็นอัยการ

ตำรวจญี่ปุ่นจับพ่อและลูกสาวชาวไทย หลังทำร้ายร่างกายพนักงานสนามบินนาริตะ โดยผู้เป็นพ่ออ้างตัวเป็นอัยการ ก่อนถูกนำตัวไปฝากขังเพื่อสอบสวนต่อไป

สำนักข่าวหลายแห่งในญี่ปุ่นรายงานว่า ตำรวจประจำสนามบินนานาชาติโตเกียวนาริตะ จังหวัดชิบะ ได้คุมตัวชายไทยวัย 66 ปี และบุตรสาววัย 30 ปี ในข้อหาทำร้ายร่างกาย หลังทั้ง 2 ก่อเหตุทำร้ายร่างกายพนักงานของสายการบินที่เคาน์เตอร์สายการบินโดยอ้างว่า มีทัศนคติการให้บริการที่ไม่ดี

เจ้าหน้าที่ได้จับกุมผู้ต้องสงสัยในข้อหาร่วมกันก่อเหตุทำร้ายร่างกายพนักงานหญิง วัย 28 ปี โดยการคว้าแขนเธอขณะที่เธอให้บริการลูกค้าบริเวณหน้าเคาน์เตอร์ผู้โดยสารขาออก อาคารผู้โดยสาร 1 ในเวลาประมาณ 14.45 น. ของวันที่ 12 พ.ค.

ทั้งนี้ การกระทำดังกล่าวในญี่ปุ่นอาจเข้าข่ายเป็น “การกลั่นแกล้งพนักงาน” หรือที่เรียกว่า “คาสุฮาระ” โดยชายผู้ก่อเหตุ ผู้เป็นพ่อ อ้างตัวว่าตนเองเป็นอัยการ และยอมรับข้อกล่าวหา ส่วนลูกสาวซึ่งเป็นเจ้าของกิจการส่วนตัว ให้การปฏิเสธ ยืนยันไม่ได้แตะต้องร่างกายพนักงาน ตามรายงานข่าวระบุว่า ทั้งคู่เดินทางมาเที่ยวญี่ปุ่นและกำลังจะเดินทางกลับไทย

ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าควบคุมตัวคู่พ่อลูกทั้งสองไปดำเนินการสอบสวนในความผิดที่เข้าข่ายการคุกคามทำร้ายพนักงาน โดยชายคนดังกล่าวได้ถูกนำตัวฝากขังและพบอัยการญี่ปุ่นต่อไป.

ที่มา Yahoo

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

สหรัฐฯ ผวา! พบ “ชิ้นส่วนลับ” ในเครื่องแปลงพลังงานไฟฟ้าแผงโซลาร์จากจีน หวั่นถูกแฮกระบบไฟฟ้า

สหรัฐฯ ผวา! พบ "ชิ้นส่วนลับ" ในเครื่องแปลงพลังงานไฟฟ้าแผงโซลาร์จากจีน หวั่นถูกแฮกระบบไฟฟ้า

16 พ.ค. 2568 11:36 น.

สหรัฐฯ ผวา! พบ “ชิ้นส่วนลับ” ในเครื่องแปลงพลังงานไฟฟ้าแผงโซลาร์จากจีน หวั่นถูกแฮกระบบไฟฟ้า

เจ้าหน้าที่ด้านพลังงานของสหรัฐฯ กำลังประเมินความเสี่ยงใหม่ที่อาจเกิดจากอุปกรณ์ที่ผลิตในจีน ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานหมุนเวียน หลังพบอุปกรณ์สื่อสารที่ไม่สามารถอธิบายที่มาได้ภายในอุปกรณ์บางตัว

หน่วยงานความมั่นคงพลังงานสหรัฐฯอ้างแหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยชื่อ ระบุว่ามีการพบอุปกรณ์สื่อสารต้องสงสัยที่ไม่ได้ระบุไว้ในคู่มือภายในอินเวอร์เตอร์ หรือเครื่องแปลงแรงดันไฟฟ้าของแผงโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่ที่ผลิตในจีน ซึ่งเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าโดยตรง

อุปกรณ์เหล่านี้อาจส่งสัญญาณข้ามระบบไฟร์วอลล์ ทำให้สามารถสั่งปิดหรือเปลี่ยนค่าระบบจากระยะไกลได้ ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดไฟดับวงกว้างและสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ และอาจใช้เป็นเครื่องมือก่อวินาศกรรมพลังงานแบบแอบแฝงได้

โดยอินเวอร์เตอร์ไฟฟ้า ซึ่งส่วนใหญ่ผลิตในจีน มีการใช้งานอย่างแพร่หลายทั่วโลกเพื่อต่อเชื่อมแผงโซลาร์เซลล์และกังหันลมเข้ากับระบบสายส่งไฟฟ้า และยังพบได้ในแบตเตอรี่ ปั๊มความร้อน และเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า

อย่างไรก็ตาม แม้ยังไม่มีหลักฐานว่ามีการใช้อุปกรณ์ดังกล่าวในทางร้าย แต่รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังพิจารณาคุมเข้มการนำเข้าอุปกรณ์พลังงานจากจีน และเร่งส่งเสริมการผลิตในประเทศ

ขณะเดียวกันมีรายงานว่าบริษัทสาธารณูปโภคหลายแห่งเริ่ม หันหลังให้กับอินเวอร์เตอร์จีน แล้ว ขณะที่หลายประเทศในยุโรป เช่น เยอรมนี ลิทัวเนีย และเอสโตเนีย ก็เริ่มจำกัดหรือแบนอุปกรณ์พลังงานจากจีนด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง ส่วนในอังกฤษรัฐบาลกำลังอยู่ระหว่างการทบทวนบทบาทของเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนจากจีน รวมถึงอินเวอร์เตอร์ โดยคาดว่าจะสรุปผลเร็ว ๆ นี้

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า อินเวอร์เตอร์จีนควบคุมกำลังไฟมหาศาล หากถูกใช้ในทางที่ผิดอาจปั่นป่วนระบบไฟฟ้าในระดับประเทศได้ในพริบตา.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ สหรัฐอเมริกา

โอลิมปิก 2028 ที่ลอสแองเจลิส เตรียมให้บริการแท็กซี่ลอยฟ้าสำหรับผู้ชม

โอลิมปิก 2028 ที่ลอสแองเจลิส เตรียมให้บริการแท็กซี่ลอยฟ้าสำหรับผู้ชม

16 พ.ค. 2568 11:05 น.

โอลิมปิก 2028 ที่ลอสแองเจลิส เตรียมให้บริการแท็กซี่ลอยฟ้าสำหรับผู้ชม

ผู้จัดมหกรรมโอลิมปิก ลอสแองเจลิส 2028 เตรียมให้บริการแท็กซี่ลอยฟ้าสำหรับผู้ชม ที่ต้องการหลีกหนีจากการจราจรที่ติดขัดของเมืองในช่วงการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกและพาราลิมปิก

ผู้จัดมหกรรมโอลิมปิก ลอสแองเจลิส 2028 เตรียมให้บริการแท็กซี่ลอยฟ้าสำหรับผู้ชม ที่ต้องการหลีกหนีจากการจราจรที่ติดขัดของเมืองในช่วงการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกและพาราลิมปิก

LA28 คณะกรรมการที่รับผิดชอบการวางแผนจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนครั้งที่ 3 ของนครลอสแองเจลิส ได้ประกาศความร่วมมือกับบริษัท อาร์เชอร์ เอเวียชัน (Archer Aviation) เพื่อให้บริการแท็กซี่ลอยฟ้าระหว่างการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกและพาราลิมปิก โดย LA28 ประกาศเมื่อวันพฤหัสบดี (15 พ.ค.) ว่า บริษัทมีแผนจะใช้เครื่องบินหลายลำเพื่อขนส่งผู้ชม ไปและกลับจากสถานที่จัดงาน

แท็กซี่ทางลอยฟ้าเคยมีแผนจะเปิดตัวครั้งแรกในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่ปารีสในปี 2024 แต่ไม่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานความปลอดภัยทางอากาศของยุโรปในเวลาที่เหมาะสม

ในทำนองเดียวกัน บริษัท อาร์เชอร์ เอเวียชัน ยังไม่ได้รับการรับรองจากสำนักงานบริหารการบินแห่งสหรัฐฯ (FAA) ซึ่งหมายความว่าเครื่องบินยังไม่พร้อมสำหรับการใช้งานในเชิงพาณิชย์ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของบริษัทกล่าวว่าเขาหวังว่าจะได้รับใบรับรองประเภทที่ระบุว่าเครื่องบินเป็นไปตามมาตรฐานการออกแบบและความปลอดภัยจากหน่วยงานกำกับดูแลการบินในปีนี้

หากได้รับการรับรองทันเวลาสำหรับการแข่งขันในปี 2028 แท็กซี่ลอยฟ้าจะให้บริการเที่ยวบินที่ใช้เวลาประมาณ 10-20 นาที สำหรับชาวเมืองและนักท่องเที่ยว และบินระหว่างจุดหมายปลายทางที่เลือกไว้ รวมถึงสถานที่จัดการแข่งขันโอลิมปิกที่ใหญ่ที่สุดหลายแห่งในภูมิภาค

ยังไม่ชัดเจนว่าการเดินทางแต่ละครั้งจะมีค่าใช้จ่ายเท่าใด แต่นายอดัม โกลด์สตีน ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของอาร์เชอร์ เอเวียชัน กล่าวว่าเขาต้องการให้ราคาใกล้เคียงกับอูเบอร์ระดับไฮเอนด์ โดยลูกค้าจะสามารถเรียกแท็กซี่ลอยฟ้าผ่านแอปฯ ได้ เครื่องบินสามารถบรรทุกผู้โดยสารได้สูงสุด 4 คน และทำงานคล้ายกับเฮลิคอปเตอร์ในการขึ้นและลงจอด

เครื่องบินรุ่น “มิดไนท์” ที่ควบคุมด้วยนักบินเป็นส่วนหนึ่งของยานพาหนะที่เรียกว่า “eVTOL” ซึ่งย่อมาจากเครื่องบินไฟฟ้าที่สามารถขึ้นและลงจอดในแนวตั้ง

อาร์เชอร์ เอเวียชัน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากโบอิ้ง และสายการบินยูไนเต็ด แอร์ไลน์ เป็นหนึ่งในผู้ผลิต eVTOL หลายรายที่ต้องการเปลี่ยนรูปแบบการเดินทางในเมืองที่มีการจราจรคับคั่ง ด้วยการให้บริการการเดินทางทางอากาศระยะสั้น อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมนี้ต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมาย รวมถึงความจุของแบตเตอรี่ และยังไม่มีเครื่องบินลำใดได้รับการอนุมัติจาก FAA

เครื่องบินรุ่นมิดไนท์ ของอาร์เชอร์ ผลิตขึ้นด้วยเครื่องยนต์และใบพัด 12 ตัว และสร้าง “เสียงและการปล่อยมลพิษน้อยกว่าเฮลิคอปเตอร์แบบดั้งเดิม” อาร์เชอร์ เอเวียชัน หวังว่าจะได้รับการรับรองจากสำนักงานบริหารการบินแห่งสหรัฐฯ “ในระดับความปลอดภัยที่ใกล้เคียงกับเครื่องบินโดยสารเชิงพาณิชย์”

นายโกลด์สตีนกล่าวในแถลงการณ์ว่า “เราต้องการเปลี่ยนโฉมวิธีการเดินทางของผู้คนในลอสแองเจลิส และสร้างมรดกที่จะกำหนดอนาคตของการขนส่งในอเมริกา ไม่มีเวลาใดดีไปกว่าช่วงการแข่งขัน LA28”

ความปลอดภัย กฎระเบียบ และการลงทุน ได้กลายเป็นอุปสรรคใหญ่สำหรับบริษัทต่างๆ ที่พยายามนำแท็กซี่ลอยฟ้ามาใช้ แม้จะมีอุปสรรคและความล่าช้า แต่หลายๆ บริษัทยังคงเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้อาจเป็นอนาคตของการขนส่ง

อาร์เชอร์ เอเวียชัน ยังคงมั่นใจว่าเครื่องบินของตนสามารถสวนทางกับแนวโน้มล่าสุดได้ และมองว่าการแข่งขันโอลิมปิกในปี 2028 จะเป็นหนทางในการเปิดตัวเครื่องบินเหล่านี้ให้โลกได้รู้จัก

ก่อนหน้านี้ ลอสแองเจลิสเคยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกในปี 1984 และ 1932 นับเป็นครั้งที่สามแล้วที่เมืองนี้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน โดยเมืองได้ประกาศว่าการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกปี 2028 จะไม่อนุญาตให้ใช้รถยนต์ ซึ่งถือเป็นคำสั่งที่เด็ดขาด หลังจากที่แผนการขยายระบบขนส่งสาธารณะในพื้นที่ถูกยกเลิกไป.

ที่มา BBC

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

นักวิทย์จับตา “พายุสุริยะ” ตรวจพบดวงอาทิตย์ปะทุเส้นใยสุริยะ คาดพุ่งเฉี่ยวโลกในวันพรุ่งนี้

นักวิทย์จับตา "พายุสุริยะ" ตรวจพบดวงอาทิตย์ปะทุเส้นใยสุริยะ คาดพุ่งเฉี่ยวโลกในวันพรุ่งนี้

16 พ.ค. 2568 09:48 น.

นักวิทย์จับตา “พายุสุริยะ” ตรวจพบดวงอาทิตย์ปะทุเส้นใยสุริยะ คาดพุ่งเฉี่ยวโลกในวันพรุ่งนี้

นักดาราศาสตร์ทั่วโลกเฝ้าจับตาปรากฏการณ์ “พายุสุริยะ” ครั้งใหญ่ของปีนี้ ที่ทำให้เกิดการปะทุของเส้นใยสุริยะขนาดมหึมา พุ่งออกจากผิวดวงอาทิตย์ราวกับ “ปีกนกไฟ” ยาวกว่า 1 ล้านกิโลเมตร หรือกว่า 2 เท่าของระยะทางจากโลกไปยังดวงจันทร์ คาดว่าบางส่วนอาจเฉี่ยวโลก 17 พ.ค.นี้ ทำให้เสี่ยงเกิดพายุแม่เหล็กเล็กน้อย และแสงเหนืออาจโผล่ในบางพื้นที่

16 พฤษภาคม 2568 เว็บไซต์ข่าว NBC News รายงานว่า นักดาราศาสตร์ทั่วโลกกำลังเฝ้าจับตาปรากฏการณ์ “พายุสุริยะ” ครั้งใหญ่ที่สุดของปีนับจนถึงตอนนี้ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ซึ่งได้ทำให้เกิดการปะทุของเส้นใยสุริยะขนาดมหึมา พุ่งออกจากผิวดวงอาทิตย์ราวกับ “ปีกนกไฟ” (Angel-wing eruption) ความยาวกว่า 1 ล้านกิโลเมตร หรือกว่า 2 เท่าของระยะทางจากโลกไปยังดวงจันทร์

นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า เส้นใยสุริยะได้แผ่กระจายออกจากขั้วเหนือของดวงอาทิตย์ และบางส่วนพุ่งมาทางโลก คาดว่าบางส่วนของการปะทุอาจเฉี่ยวโลกในวันที่ 17 พฤษภาคมนี้ โดยอาจทำให้เกิด พายุแม่เหล็กระดับไม่รุนแรง และประชาชนจะมีโอกาสได้เห็นแสงเหนือในบางพื้นที่ของโลก

รายงานข่าวระบุว่า ปรากฏการณ์พายุสุริยะกบันทึกไว้โดยดาวเทียมขององค์การนาซา ซึ่งเผยให้เห็นเส้นใยพลาสมาร้อนขนาดมหึมาหลุดลอยจากบริเวณขั้วเหนือของดวงอาทิตย์ ลักษณะคล้ายปีกนกขนาดใหญ่ที่ค่อยๆ คลี่ออกในอวกาศ

แม้การปะทุจะมุ่งขึ้นเหนือและส่วนใหญ่จะไม่กระทบโลกโดยตรง แต่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า บางส่วนอาจเฉี่ยวโดนโลก และอาจทำให้เกิดพายุแม่เหล็กในระดับที่สามารถสังเกตได้ แต่ไม่มีผลกระทบรุนแรงต่อชีวิตประจำวัน

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า มีความเป็นไปได้ที่คลื่นพลังงานอาจส่งผลให้ระบบดาวเทียมและ GPS ทำงานผิดปกติ ชั่วคราวในบางช่วงเวลา แต่ยังไม่มีรายงานความเสียหายรุนแรงจากโครงข่ายไฟฟ้าหรือดาวเทียม ขณะที่ผลกระทบจากพายุสุริยะครั้งนี้อาจมีอิทธิพลต่อโลกอีก 2–3 วัน ก่อนที่จะเบาบางลง

เข้าใจปรากฏการณ์ “เส้นใยสุริยะ” และผลกระทบ

เส้นใยสุริยะ (Solar Filaments) คือพลาสมาที่เย็นกว่าบริเวณโดยรอบบนดวงอาทิตย์ ถูกตรึงไว้เหนือผิวดวงอาทิตย์ด้วยสนามแม่เหล็ก เมื่อสนามแม่เหล็กเหล่านี้ไม่เสถียร อาจทำให้เกิดการปะทุขนาดใหญ่ที่เรียกว่า “มวลพุ่งออกจากดวงอาทิตย์” หรือ CME (Coronal Mass Ejection)

นายเจค ฟอสเตอร์ นักดาราศาสตร์จากหอดูดาวราชสมาคมกรีนิช (Royal Observatory Greenwich) อธิบายว่า หาก CME เฉี่ยวโลก อาจทำให้เกิดพายุแม่เหล็กที่ส่งผลกระทบต่อสัญญาณดาวเทียม ระบบ GPS วิทยุสื่อสาร และอุปกรณ์ไฟฟ้าบางประเภทได้ แต่จากการคาดการณ์ล่าสุด ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ยังประเมินว่า โอกาสเกิดพายุระดับรุนแรงมีน้อยมาก และคาดว่าโลกจะได้รับผลเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ลุ้นชม “แสงเหนือ” ในหลายพื้นที่
แม้ปรากฎการณ์เส้นใยสุริยะที่มาถึงโลกอาจจะไม่มีผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน แต่จะเพิ่มโอกาสที่จะเห็น แสงเหนือ (Aurora) ในพื้นที่บางแห่งของซีกโลกเหนือ โดยเฉพาะในประเทศอย่างสกอตแลนด์ ไอซ์แลนด์ หรือแถบสแกนดิเนเวีย หากท้องฟ้าเปิดและใช้กล้องถ่ายภาพด้วยการเปิดหน้ากล้องนาน อาจได้ภาพที่น่าประทับใจ

โดยดร.ทามิธา สคอฟ นักฟิสิกส์ด้านอวกาศเปิดเผยว่า แม้จะดูเหมือนว่าการปะทุพุ่งขึ้นไปทางขั้วเหนือของดวงอาทิตย์ แต่มีหลักฐานบ่งชี้ว่าอาจมีบางส่วนของมวลพลังงานเคลื่อนมายังทิศทางโลกเล็กน้อย.

ที่มา NBC News Daily Mail

ภูเขาไฟ “ซากุระจิมะ” ปะทุรุนแรง พ่นเถ้าถ่านสูง 3,000 เมตร ทางการญี่ปุ่นประกาศเตือนภัยระดับ 3

ภูเขาไฟ "ซากุระจิมะ" ปะทุรุนแรง พ่นเถ้าถ่านสูง 3,000 เมตร ทางการญี่ปุ่นประกาศเตือนภัยระดับ 3

16 พ.ค. 2568 08:57 น.

ภูเขาไฟ “ซากุระจิมะ” ปะทุรุนแรง พ่นเถ้าถ่านสูง 3,000 เมตร ทางการญี่ปุ่นประกาศเตือนภัยระดับ 3

ภูเขาไฟ “ซากุระจิมะ” ปะทุรุนแรง พ่นเถ้าถ่านสู่ท้องฟ้าสูงกว่า 3,000 เมตร ทางการญี่ปุ่นประกาศเตือนภัยระดับ 3 แนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้บริเวณภูเขาไฟอย่างเด็ดขาด

วันที่ 15 พฤษภาคม 2568 สื่อท้องถิ่นของญี่ปุ่นรายงานว่า ภูเขาไฟซากุระจิมะ (Sakurajima) ในจังหวัดคาโกชิมา ทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่นเกิดการปะทุครั้งใหญ่ ส่งผลให้เถ้าถ่านพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าสูงกว่า 3,000 เมตร จากปากปล่องมินามิดาเกะ 

โดยสำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น ได้ประกาศเตือนภัยในระดับ 3 พร้อมแนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้บริเวณภูเขาไฟอย่างเด็ดขาด ขณะที่ทางการยังไม่ตัดสินใจประกาศอพยพประชาชน แต่ขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากหน่วยงานท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง

ทางการญี่ปุ่นระบุว่า แม้จนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือความเสียหายร้ายแรง แต่ทางการท้องถิ่นยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากคาดว่าเถ้าถ่านจากการปะทุครั้งนี้อาจตกกระจายไปยังหลายพื้นที่โดยรอบ รวมถึงจังหวัดคาโกชิม่า คุมาโมโตะ และมิยาซากิ ซึ่งอยู่ในแนวลมที่พัดผ่าน

ทั้งนี้ ภูเขาไฟซากุระจิมะถือเป็นหนึ่งในภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่นและเกิดการปะทุบ่อยครั้งที่สุดของญี่ปุ่น ตั้งอยู่ในจังหวัดคาโกชิมา และอยู่ภายใต้การเฝ้าระวังจากทางการตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่เสี่ยงต่อดินถล่มและเถ้าถ่านสะสมในพื้นที่ชุมชนใกล้เคียง.

ชาวบ้านช็อก สัตว์ในลำธารกลายเป็นสีฟ้า หลังสีย้อมผ้ารั่วไหลในบราซิล

ชาวบ้านช็อก สัตว์ในลำธารกลายเป็นสีฟ้า หลังสีย้อมผ้ารั่วไหลในบราซิล

16 พ.ค. 2568 08:41 น.

ชาวบ้านช็อก สัตว์ในลำธารกลายเป็นสีฟ้า หลังสีย้อมผ้ารั่วไหลในบราซิล

ชาวบ้านในพื้นที่ต่างตกตะลึง หลังเห็นบรรดาสัตว์ทั้งหลายที่อาศัยอยู่ในลำธารในเมืองจุนดิไอ รัฐเซาเปาโล ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ปีก หรือ ปลา ถูกย้อมสีจนกลายเป็นสีฟ้าทั้งหมด เหตุจากรถบรรทุกสีย้อมชนกับเสาไฟ ทำสารเคมีรั่วไหลลงลำธาร

สัตว์ปีก เช่น ห่านและเป็ด ที่อาศัยอยู่บริเวณทะเลสาบถูกย้อมขนจนเป็นสีฟ้า ขณะที่ปลาบางตัวที่ตายแล้วก็ลอยอยู่บนผิวน้ำโดยมีร่องรอยของสีย้อมสีฟ้าติดอยู่ หลังเกิดเหตุรถบรรทุกซึ่งบรรทุกสีย้อมประสบอุบัติเหตุชนเสาไฟ ทำสารเคมีที่บรรทุกมารั่วไหลลงสู่ลำธารในเมืองจุนดิไอ รัฐเซาเปาโล ทำให้น้ำและสัตว์ในสวนสาธารณะกลายเป็นสีฟ้าไปด้วย

ชาวบ้านช็อก สัตว์ในลำธารกลายเป็นสีฟ้า หลังสีย้อมผ้ารั่วไหลในบราซิล

โดยตามรายงานจากเทศบาลเมือง บริษัทสิ่งแวดล้อมรัฐเซาเปาโล ได้เริ่มดำเนินการตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำและประเมินระดับของการปนเปื้อนแล้ว

ขณะที่หน่วยงานของเมืองและรัฐ ร่วมกับองค์กรพัฒนาเอกชนได้ระดมกำลังเพื่อช่วยเหลือสัตว์ที่ได้รับผลกระทบและป้องกันไม่ให้สถานการณ์ลุกลาม

ชาวบ้านช็อก สัตว์ในลำธารกลายเป็นสีฟ้า หลังสีย้อมผ้ารั่วไหลในบราซิล

เจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิคของเทศบาลระบุว่า สีย้อมที่รั่วไหลออกมาเป็นสารเคมีอินทรีย์ที่มีกรดอะซีติกเป็นส่วนประกอบ ซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์กัดกร่อนและอาจก่อให้เกิดการปนเปื้อนต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาวได้.

ชาวบ้านช็อก สัตว์ในลำธารกลายเป็นสีฟ้า หลังสีย้อมผ้ารั่วไหลในบราซิล

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ บราซิล

ทรัมป์เผยใกล้บรรลุข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่าน อ้างเตหะรานจ่อรับข้อเสนอ

ทรัมป์เผยใกล้บรรลุข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่าน อ้างเตหะรานจ่อรับข้อเสนอ

16 พ.ค. 2568 06:01 น.

ทรัมป์เผยใกล้บรรลุข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่าน อ้างเตหะรานจ่อรับข้อเสนอ

โดนัลด์ ทรัมป์ อ้างว่า สหรัฐฯ ใกล้บรรลุข้อตกลงเรื่องนิวเคลียร์กับอิหร่านแล้ว หลังจากฝ่ายเตหะรานมีท่าทีเห็นด้วยกับข้อเสนอของพวกเขา

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 15 พ.ค. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ อ้างว่า การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านมีความคืบหน้าแล้ว โดยสหรัฐฯ เข้าใกล้การบรรลุข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่านมากๆ หลังจากรัฐบาลเตหะรานค่อนข้างเห็นด้วยกับข้อเสนอของพวกเขา

“อิหร่านค่อนข้างเห็นด้วยกับข้อเสนอเหล่านั้น พวกเขาจะไม่สร้าง สิ่งที่ผมเรียกอย่างเป็นมิตรว่า ฝุ่นนิวเคลียร์ (nuclear dust) เราจะไม่สร้างฝุ่นนิวเคลียร์ใดๆ ในอิหร่าน” นายทรัมป์กล่าว

ด้านทางการอิหร่านยังไม่แสดงความเห็นใดๆ เกี่ยวกับคำพูดของนายทรัมป์

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ย้ำที่การประชุมธุรกิจในกรุงโดฮา เมืองหลวงของกาตาร์ด้วยว่า อิหร่านไม่สามารถมีอาวุธนิวเคลียร์ได้ และบอกเป็นนัยว่าผู้แทนเจรจาขยับเข้าใกล้การบรรลุข้อตกลงแล้ว

ทั้งนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ กำลังอยู่ระหว่างการเดินทางเยือนตะวันออกกลางเป็นเวลา 4 วัน เริ่มเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยตลอดทริป นายทรัมป์พูดย้ำเสมอว่า อิหร่านต้องไม่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ และขู่ว่าจะมีการโจมตีหากพวกเขาล้มเหลวในการบรรลุข้อตกลง

แต่นายทรัมป์ไม่ได้ปิดโอกาสอย่างชัดเจนเรื่องการให้อิหร่านสามารถเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมในประเทศของตัวเองได้ โดยยูเรเนียมสามารถนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงพลังงานนิวเคลียร์ได้ หากเสริมสมรรถนะในระดับหนึ่ง แต่หากมันถูกเสริมสมรรถนะจนมีความบริสุทธิ์ระดับสูง ยูเรเนียมก็สามารถใช้ในการสร้างอาวุธนิวเคลียร์ได้เช่นกัน

ที่ผ่านมา อิหร่านยืนยันว่า เรื่องสิทธิ์เสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมของพวกเขานั้นเป็นสิ่งที่ไม่อาจเจรจากันได้ ขณะที่รัฐบาลของนายทรัมป์ส่งสัญญาณ 2 อย่างในเรื่องนี้

ในการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว เบรตบาร์ต (Breitbart) เมื่อสัปดาห์ก่อน นายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษสหรัฐฯ ประจำตะวันออกกลางกล่าวว่า โครงการเสริมสมรรถนะในอิหร่านคือเส้นแดงสำหรับสหรัฐฯ แต่ก่อนหน้านี้ในการให้สัมภาษณ์กับ ฟ็อกซ์นิวส์ (Fox News) อิหร่านอาจได้รับอนุญาตให้เสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมในระดับต่ำ

ตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่า คำว่า “ฝุ่นนิวเคลียร์” ของนายทรัมป์หมายความว่าอะไร แต่ประเทศในอ่าวเปอร์เซียรวมถึงกาตาร์ แสดงความกังวลว่า การโจมตีสิ่งอำนวยความสะดวกทางนิวเคลียร์ของอิหร่าน อาจทำให้เกิดหายนะทางสิ่งแวดล้อมในภูมิภาคตะวันออกกลาง และลากพวกเขาเข้าสู่สงครามระดับภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม นายทรัมป์ให้คำมั่นที่กรุงโดฮาว่าสหรัฐฯ จะปกป้องกาตาร์ “พวกคุณอยู่ห่าง (จากอิหร่าน) ไปแค่ฟุตเดียว คุณสามารถเข้าสู่อิหร่านได้เลย ประเทศอื่นๆ อยู่ห่างออกไปมาก จึงอาจไม่มีอันตรายในระดับเดียวกัน แต่เราจะปกป้องประเทศนี้ สถานที่พิเศษและราชวงศ์ที่พิเศษนี้”

ด้านนาย มาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน ออกมาตอบโต้คำขู่โจมตีของโดนัลด์ ทรัมป์ โดยระบุว่า “ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไร้เดียงสาที่คิดว่า เขาสามารถมายังภูมิภาคของเรา, ข่มขู่พวกเรา แล้วหวังว่าเราจะยอมถอยให้ข้อเรียกร้องของเขา” “เราจะไม่มีวันเจรจาแลกศักดิ์ศรีของตัวเอง สิ่งนี้มันอยู่ในสายเลือดของชาวอิหร่านทุกคน”

“คุณพยายามทำให้อิหร่านคุกเข่ายอมจำนนมาตลอด 47 ปีที่ผ่านมา แต่เราดำรงอยู่มาหลายพันปีและจะอยู่ต่อไปในหลายปีที่กำลังจะมาถึง” นายเปเซชเคียนกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn