นักวิทย์ไขปริศนาได้แล้ว ทำไม “แมวส้ม” จึงมีขนสีส้ม

นักวิทย์ไขปริศนาได้แล้ว ทำไม “แมวส้ม” จึงมีขนสีส้ม

16 พ.ค. 2568 05:16 น.

นักวิทย์ไขปริศนาได้แล้ว ทำไม “แมวส้ม” จึงมีขนสีส้ม

ทีมนักวิทยาศาสตร์ค้นพบความลับในรหัสพันธุกรรมที่ทำให้แมว โดยเฉพาะตัวผู้ มีขนเป็นสีส้มแล้ว หลังจากพยายามหาคำตอบมานานหลายสิบปี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 15 พ.ค. 2568 ว่า กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ 2 ทีมจากมหาวิทยาลัยคิวชูในญี่ปุ่น กับมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ในสหรัฐฯ ค้นพบว่า “แมวส้ม” มีรหัสพันธุกรรมหายไปส่วนหนึ่ง เมื่อเทียบกับแมวตัวอื่นๆ ทำให้เซลล์ซึ่งมีหน้าที่ผลิตสีผิว, สีตา และสีขน ผลิตสีที่สว่างกว่าปกติ

การค้นพบนี้ไม่เพียงสร้างความยินดีให้แก่เหล่านักวิทยาศาสตร์ แต่ยังรวมถึงเหล่าทาสแมวจำนวนหลายพันคนที่เป็นผู้ร่วมออกทุนสำหรับการวิจัยนี้

ทีมนักวิทยาศาสตร์คาดหวังว่า การไขปริศนานี้จะช่วยให้ความกระจ่างว่า แมวส้มมีความเสี่ยงทางสุขภาพบางอย่างเพิ่มขึ้นเนื่องจากรหัสพันธุกรรมที่หายไปหรือไม่

ทั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์รู้มานานหลายสิบปีแล้วว่า พันธุกรรมคือสาเหตุที่ทำให้แมวส้มมีสีขนอันเป็นเอกลักษณ์แบบนั้น แต่พวกเขาไม่รู้ว่าจุดใดในรหัสพันธุกรรมที่เป็นสาเหตุ จนกระทั่งตอนนี้

ในรายงานการวิจัยที่ทีมนักวิทยาศาสตร์เผยแพร่เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 15 พ.ค. พวกเขาพบว่า ภายในเซลล์เมลาโนไซต์ (melanocyte) ซึ่งทำหน้าที่สร้างสีผิว, สีขน และสีตาของแมว มียีนอยู่ตัวหนึ่งชื่อว่า “ARHGAP36” ที่ทำงานมากกว่าปกติ

ยีนเกิดจากการพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอ (DNA) หลายคู่มาต่อรวมกันกลายเป็นโครงสร้างของเซลล์สิ่งมีชีวิต และเมื่อเปรียบเทียบดีเอ็นเอจากแมวหลายสิบตัวทั้งที่มีสีส้มและไม่มีสีส้ม นักวิทยาศาสตร์พบว่า แมวที่มีสีส้มนั้น จะมีส่วนหนึ่งของรหัสพันธุกรรมภายในยีน ARHGAP36 หายไป

เมื่อไม่มีดีเอ็นเอในส่วนนี้ การทำงานของยีน ARHGAP36 จะไม่ถูกกดเอาไว้ ส่งผลให้มันทำงานมากกว่าปกติ และสั่งการให้เซลล์เมลาโนไซต์ผลิตเม็ดสีที่สว่างขึ้น

นอกจากนั้น นักวิทยาศาสตร์ยังตั้งข้อสังเกตมานานหลายสิบปีแล้วว่า แมวที่มีสีส้มทั้งตัวมักเป็นแมวตัวผู้ ซึ่งนั่นเป็นเพราะยีนที่มีปัญหานั้นอยู่ในโครโมโซม X

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด รวมถึงแมว เพศผู้จะประกอบด้วยโครโมโซม X กับ Y ส่วนเพศเมียจะมีโครโมโซม X กับ X ดังนั้น แมวตัวผู้ที่มีโครโมโซม X เพียงชุดเดียว การหายไปของดีเอ็นเอเพียงส่วนเดียวจึงเพียงพอทำให้สีขนเป็นสีส้มทั้งตัว และแมวตัวผู้มักจะมีขนเพียงสีเดียว

แต่แมวเพศเมียมีโครโมโซม X จำนวน 2 ชุด จึงต้องมีดีเอ็นเอขาดหายไปในโครโมโซมทั้ง 2 ชุด แมวตัวเมียจึงจะมีขนสีส้มทั้งตัวได้ ดังนั้น แมวตัวเมียจึงมักมีขนสีส้มหรือสีอื่นๆ ปะปนกันมากกว่า

ศาสตราจารย์ ฮิโรยูกิ ซาซากิ นักพันธุศาสตร์จากมหาวิทยาลัยคิวชู หนึ่งในผู้นำการวิจัยอธิบายด้วยว่า แมวตัวเมียบางตัวที่มีสีขนผสมกันเป็นเพราะ ระหว่างที่ตัวอ่อนเจริญเติบโตในมดลูกนั้น โครโมโซม X จะทำงานเพียง 1 โครโมโซมแบบสุ่ม ภายในแต่ละเซลล์ ขณะที่อีกโครโมโซม X นั้น จะไม่ทำงาน และยิ่งเซลล์แบ่งตัว มันก็จะสร้างพื้นที่ที่ขนมีสีต่างกันมากขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เม็กซิโกจับผู้พิพากษา ยุ่งเหยิงหลักฐาน คดีนักศึกษา 43 คนหายตัวปริศนา

เม็กซิโกจับผู้พิพากษา ยุ่งเหยิงหลักฐาน คดีนักศึกษา 43 คนหายตัวปริศนา

16 พ.ค. 2568 04:15 น.

เม็กซิโกจับผู้พิพากษา ยุ่งเหยิงหลักฐาน คดีนักศึกษา 43 คนหายตัวปริศนา

เม็กซิโกจับอดีตผู้พิพากษาหญิงวัย 79 ปี หลังเธอถูกกล่าวหาว่ายุ่งเหยิงกับหลักฐานคดีนักศึกษา 43 คนหายตัวลึกลับเมื่อกว่าทศวรรษก่อน ทำให้คดีปิดไม่ลงจนถึงตอนนี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ตำรวจในเม็กซิโกดำเนินการจับกุมตัวนาง แลมเบร์ตินา กาลีอานา มาริน อดีตผู้พิพากษาวัย 79 ปีได้แล้ว ที่เมืองชิลปันซิงโก ในรัฐเกร์เรโร 3 ปีหลังจากเธอถูกออกหมายจับ ฐานยุ่งเหยิงกับหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับคดีนักศึกษา 43 คนในเมืองอิกัวลาหายตัวไปพร้อมกัน เมื่อปี 2557 หรือ 9 ปีก่อน

นางกาลีอานา มารินดำรงตำแหน่งเป็นประธานศาลยุติธรรมสูงสุดแห่งรัฐเกร์เรโร ในตอนที่นักศึกษากลุ่มดังกล่าวหายตัวไป โดยเธอถูกสงสัยว่าออกคำสั่งที่นำไปสู่การหายไปของภาพจากกล้องวงจรปิดซึ่งเจ้าหน้าที่สืบสวนระบุว่าเป็นกุญแจสำคัญในการสืบสวนคดีนี้

ทั้งนี้ การหายตัวไปของนักศึกษาทั้ง 43 คน ซึ่งเรียนอยู่ในวิทยาลัยฝึกหัดครูแห่งเดียวกันในเมืองอาโยซินาปา เป็นคดีที่หลอกหลอนเม็กซิโกมาอย่างยาวนาน เพราะตลอดทศวรรษที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ก็ยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในคืนวันเกิดเหตุเมื่อ 26 ก.ย. 2557 แม้จะมีการสืบสวนเกิดขึ้นหลายครั้งแล้วก็ตาม

หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่พบศพของนักศึกษา 3 คนจากกลุ่มดังกล่าว ส่วนที่อยู่ของอีก 40 คนที่เหลือยังคงเป็นปริศนา แต่หลายฝ่ายเชื่อว่าพวกเขาอาจเสียชีวิตไปแล้ว

ในปี 2565 คณะกรรมการค้นหาความจริง ซึ่งได้รับมอบหมายงานโดยรัฐบาลเม็กซิโก เผยแพร่รายงานการสืบสวนคดีนี้ ซึ่งพบว่านี่เป็นคดีอาชญากรรมที่มีความเกี่ยวข้องกับทั้งเจ้าหน้าที่ในระดับรัฐและระดับรัฐบาลกลาง ตำรวจท้องถิ่นทำงานร่วมกับกลุ่มอาชญากรรมทำให้เกิดการหายตัวไปของนักศึกษากลุ่มนี้

นักศึกษากลุ่มดังกล่าวมายังเมืองอิกัวลา เพื่อยึดรถบัสเพื่อเดินทางไปร่วมการประท้วงประจำปีที่กรุงเม็กซิโก ซิตี้ แต่รัฐบาลเชื่อว่าทั้งตำรวจท้องถิ่นกับแก๊งอาชญากรรมท้องถิ่นชื่อ “เกร์เรรอส อูนิดอส” (Guerreros Unidos) ได้รับแจ้งเรื่องกิจกรรมของเหล่านักศึกษา

รายงานระบุอีกว่า แก๊งเกร์เรรอส อูนิดอส สงสัยว่าในกลุ่มนักศึกษามีสมาชิกของแก๊ง “ลอส โรฆอส” (Los Rojos) ซึ่งเป็นคู่อริกันแทรกซึมอยู่ พวกเขากับตำรวจจึงปิดถนนหลายสายในเมืองอิกัวลา รวมถึงถนนหน้าศาลสูงสุด ซึ่งพนักงานศาล 2 คนบอกกับตำรวจระหว่างการสืบสวนว่า กล้องวงจรปิดจับภาพวินาทีเกิดเหตุเอาไว้ได้

อย่างไรก็ตาม ภาพดังกล่าวไม่เคยถูกส่งถึงมือเจ้าหน้าที่ และเมื่อเจ้าหน้าที่พยายามขอคลิปวิดีโอในปี 2558 ปรากฏว่าวิดีโอสูญหายไปแล้ว ทำให้อัยการกล่าวหานางกาลีอานา มาริน ว่าออกคำสั่งให้ทำลายหรือลบวิดีโอหลักฐานชิ้นนี้ นำไปสู่การออกหมายจับเธอในเวลาต่อมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

UK จับหนุ่มยูเครนวัย 21 เผาบ้าน-รถ โยงนายกฯ เคียร์ สตาร์เมอร์

UK จับหนุ่มยูเครนวัย 21 เผาบ้าน-รถ โยงนายกฯ เคียร์ สตาร์เมอร์

16 พ.ค. 2568 02:38 น.

UK จับหนุ่มยูเครนวัย 21 เผาบ้าน-รถ โยงนายกฯ เคียร์ สตาร์เมอร์

ตำรวจอังกฤษจับกุมหนุ่มชาวยูเครนในข้อหาวางเพลิง หลังเขาก่อเหตุจุดไฟเผาบ้าน 2 หลัง กับรถยนต์อีก 1 คัน ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับนายกรัฐมนตรี เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 15 พ.ค. 2568 ตำรวจเทศบาลกรุงลอนดอนจับกุมตัวนาย โรมัน ลาฟรีโนวิช ชาวยูเครนอายุ 21 ปี พร้อมตั้งข้อหาวางเพลิงด้วยความตั้งใจให้เป็นอันตรายต่อชีวิตจำนวน 3 กระทง หลังจากเขาก่อเหตุเผาบ้าน 2 หลัง กับรถยนต์อีก 1 คันซึ่งมีความเชื่อมโยงกับเซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร

นายลาฟรีโนวิชถูกจับกุมตัวได้ที่บ้านในเขตซีเดนแฮม ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงลอนดอน เมื่อช่วงเช้ามืดวันอังคาร (13 พ.ค.) และเขามีกำหนดขึ้นศาลเวสต์มินสเตอร์เพื่อรับฟังข้อกล่าวหาในวันศุกร์นี้

ข้อกล่าวหาที่นายลาฟรีโนวิชได้รับเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ 3 กรณีที่เกิดขึ้นในช่วงเวลา 4 วัน ได้แก่ เหตุเผารถยนต์ที่เมืองเคนติช ทาวน์ ทางเหนือของลอนดอน, เกิดไฟไหม้บ้านพักส่วนตัวของเซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ ซึ่งตั้งอยู่บนถนนเส้นเดียวกัน และเหตุไฟไหม้บ้านพักทางตะวันตกเฉียงเหนือของลอนดอน ที่เซอร์สตาร์เมอร์เคยอาศัยอยู่

ทั้งนี้ เมื่อช่วงเช้ามืดวันจันทร์ที่ 12 พ.ค. เจ้าหน้าที่ฉุกเฉินได้รับแจ้งเหตุไฟไหม้ที่เมืองเคนติช ทาวน์ ที่เซอร์สตาร์เมอร์เคยอาศัยอยู่ก่อนจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี และย้ายไปอยู่ที่บ้านเลขที่ 10 ถนนดาวนิง ขณะที่ตำรวจได้รับแจ้งเหตุจากสำนักงานดับเพลิงลอนดอนว่าเกิดไฟไหม้ที่บ้านหลังดังกล่าวเมื่อเวลา 1.35 น.

บ้านหลังนี้ได้รับความเสียหายบริเวณทางเข้า แต่ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ

ย้อนกลับไปในวันพฤหัสบดีที่ 8 พ.ค. รถยนต์ที่มีความเชื่อมโยงกับเซอร์สตาร์เมอร์ถูกไฟไหม้บนถนนเส้นเดียวกัน จากนั้นในช่วงเช้าวันที่ 11 พ.ค. เกิดไฟไหม้เล็กน้อยที่ประตูหน้าของบ้านอีกหลังใกล้เมืองอิสลิงตัน ซึ่งถูกเปลี่ยนให้เป็นแฟลตไปแล้ว โดยเซอร์สตาร์เมอร์เคยอาศัยอยู่ที่นี่ในช่วงยุค 90

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เซเลนสกีเตรียมส่ง รมว.กลาโหมไปคุยที่อิสตันบูล อัดรัสเซียไม่จริงจัง

เซเลนสกีเตรียมส่ง รมว.กลาโหมไปคุยที่อิสตันบูล อัดรัสเซียไม่จริงจัง

16 พ.ค. 2568 00:40 น.

เซเลนสกีเตรียมส่ง รมว.กลาโหมไปคุยที่อิสตันบูล อัดรัสเซียไม่จริงจัง

โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครนยืนยันจะส่งคณะผู้แทนระดับสูงไปร่วมเจรจาสันติภาพที่อิสตันบูล อัดรัสเซียส่งแต่ผู้แทนระดับล่าง แสดงให้เห็นว่าไม่จริงจังกับการเจรจา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 15 พ.ค. 2568 ว่า นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ยืนยันว่า เขาจะส่งคณะผู้แทนระดับสูงนำโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมไปยังนครอิสตันบูล ของตุรกี เพื่อเจรจาสันติภาพร่วมกับรัสเซียและสหรัฐอเมริกา

นายเซเลนสกีกล่าวโจมตีรัสเซียด้วยว่า พวกเขาส่งเพียงผู้แทนระดับต่ำแสดงให้เห็นว่า มอสโกไม่ได้จริงจังกับการเจรจาสันติภาพครั้งนี้ นอกจากนั้น ถึงแม้ว่านายวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซียจะเป็นผู้เสนอให้เกิดการเจรจาครั้งนี้ แต่เขากลับไม่มาร่วมด้วยตัวเอง ก็เป็นข้อบ่งชี้ว่า เขาไม่ได้ต้องการหยุดยิง

อย่างไรก็ตาม จนถึงตอนนี้ยังไม่มีกำหนดเวลาแน่ชัดว่าการเจรจาระหว่างยูเครนกับรัสเซียจะเกิดขึ้นเมื่อใด แต่เซเลนสกีระบุว่า ประเทศของเขาพร้อมสำหรับการเจรจาโดยตรงทุกเมื่อ พร้อมเรียกร้องให้นานาชาติเพิ่มการกดดันและคว่ำบาตรรัสเซียมากขึ้น

เซเลนสกีย้ำด้วยว่า ยูเครนไม่ใช่ผู้รุกรานในสงครามนี้ และยูเครนพยายามเสนอการประนีประนอมผ่านช่องทางการทูตแล้วหลายทาง และผู้แทนของพวกเขาจะอยู่ที่อิสตันบูลเป็นเวลา 2 วันคือวันพฤหัสบดีและวันศุกร์ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุไม่คาดฝันในการเจรจาสันติภาพ

อีกด้านหนึ่ง นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ซึ่งจะเดินทางไปเมืองอันตัลยา ทางใต้ของตุรกีเพื่อประชุมร่วมกับรัฐบาลจากชาติสมาชิกนาโต กล่าวว่า เขาไม่ได้คาดหวังสูงนักกับการเจรจาระหว่างยูเครนกับรัสเซียที่กำลังจะเกิดขึ้น และเขาไม่คิดว่าจะมีการฝ่าทางตันใดๆ ถ้าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กับนายปูตินไม่ได้คุยกันโดยตรง

นายรูบิโอยืนยันด้วยว่า เขาจะพบกับรัฐมนตรีต่างประเทศของตุรกีและคณะผู้แทนของยูเครนในวันศุกร์นี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิสราเอลถล่มหนักกาซา ดับพุ่ง 114 ศพ อ้างโจมตีกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์

อิสราเอลถล่มหนักกาซา ดับพุ่ง 114 ศพ อ้างโจมตีกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์

15 พ.ค. 2568 23:52 น.

อิสราเอลถล่มหนักกาซา ดับพุ่ง 114 ศพ อ้างโจมตีกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์

อิสราเอลโจมตีทางอากาศทั่วฉนวนกาซาต่อเนื่องอีกวัน ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 114 ศพ โดยเฉพาะที่เมืองข่านยูนิสทางตอนใต้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและหน่วยกู้ภัยในฉนวนกาซาเปิดเผยว่า อิสราเอลโจมตีทางอากาศถล่มหลายพื้นที่ทั่วฉนวนกาซานับตั้งแต่รุ่งสางวันพฤหัสบดีที่ 15 พ.ค. 2568 เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 114 ศพ บาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก

ผู้เสียชีวิต 54 ศพในจำนวนนี้ถูกสังหารหลังจากบ้านและเต็นท์ที่พักชั่วคราวของพวกเขาในเมืองข่านยูนิส ทางตอนใต้ของกาซา ถูกโจมตีทางอากาศในช่วงข้ามคืนเข้าสู่วันพฤหัสบดี มีผู้หญิงและเด็กเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก

ด้านกองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ระบุว่า พวกเขาโจมตีโดยมีเป้าหมายไปที่นักรบของกลุ่มฮามาส และกลุ่มอิสลามิ ญิฮาด ในภาคใต้ของฉนวนกาซา

ด้านสำนักงานป้องกันพลเรือนในกาซา ซึ่งบริหารโดยกลุ่มฮามาสเผยว่า เกิดการโจมตีทางอากาศขึ้นที่เมืองจาบาเลีย ทางเหนือของฉนวนกาซาด้วย โดยจุดที่ถูกโจมตีรวมถึงคลินิกและโถงประกอบพิธีทางศาสนาในค่ายผู้อพยพจาบาเลีย ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 13 ศพ

ทั้งนี้ กองทัพอิสราเอลยกระดับการโจมตีทางอากาศในฉนวนกาซายิ่งขึ้น ก่อนที่พวกเขาจะดำเนินแผนการขยายปฏิบัติการภาคพื้นดินเพื่อยึดพื้นที่ในกาซา ขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กำลังเดินทางเยือนตะวันออกกลาง และการเจรจาข้อตกลงหยุดยิงและปล่อยตัวประกันรอบใหม่ระหว่างกลุ่มฮามาสและอิสราเอลยังดำเนินต่อไป

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา การโจมตีทางอากาศของอิสราเอลทั่วฉนวนกาซาก็ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 80 ศพ รวมถึง 59 ศพที่เมืองและค่ายผู้อพยพจาบาเลีย

อิสราเอลอ้างว่า พวกเขาได้ออกคำสั่งให้อพยพผู้คนในโรงพยาบาล, มหาวิทยาลัย และโรงเรียนหลายแห่งในย่านริมาล ของกาซา ซิตี้ ทางตอนเหนือของฉนวนกาซา ซึ่งถูกใช้เป็นที่พักของผู้พลัดถิ่น เนื่องจากผู้ก่อการร้ายใช้เป็นฐานที่มั่น แต่คำสั่งดังกล่าวทำให้เกิดความสับสนในหมู่ประชาชน ซึ่งไม่รู้ว่าจะอพยพไปที่ใด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

กรมประมงจัดอบรมปั้นผลผลิตลูกปลาชะโอน

กรมประมงจัดอบรมปั้นผลผลิตลูกปลาชะโอน

กรมประมงจัดอบรมปั้นผลผลิตลูกปลาชะโอน

วันศุกร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.28 น.

กรมประมง เร่งปั้นผลผลิตลูกพันธุ์ “ปลาชะโอน” ดาวรุ่งวงการสัตว์น้ำจืดเศรษฐกิจ รองรับความต้องการของเกษตรกร จัดคอร์ส ติวเทคนิคอนุบาลด้วยการควบคุมอุณหภูมิหนุนเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

วันนี้ (16 พ.ค.) นางฐิติพร หลาวประเสริฐ รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตร “การอนุบาลปลาชะโอนให้มีประสิทธิภาพสูงโดยการควบคุมอุณหภูมิ” ระหว่างวันที่ 14–16 พฤษภาคม 2568 ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด จ.ลพบุรี ถ่ายทอดองค์ความรู้สู่บุคลากรหน่วยผลิตพันธุ์สัตว์น้ำจืดในสังกัดกรมประมง 21 แห่งทั่วประเทศ รวมกว่า 40 ราย ว่าได้ให้ความสำคัญกับการศึกษา วิจัย และพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชนิดต่างๆ เพื่อฟื้นฟูและทดแทนการจับจากธรรมชาติ ซึ่งปัจจุบันบางชนิดมีปริมาณลดน้อยลง โดยเฉพาะสัตว์น้ำเศรษฐกิจซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดให้เพียงพอกับความต้องการ  อีกทั้งยังมีการพัฒนาและส่งเสริมศักยภาพการเพาะเลี้ยง เพื่อสนับสนุนและสร้างโอกาสทางการแข่งขันให้เกษตรกรไทยสามารถประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน ตามนโยบายของนายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์

ทั้งนี้ ปลาชะโอน (Ompok biculatus) เป็นปลาน้ำจืดไม่มีเกล็ด อยู่ในวงศ์ปลาเนื้ออ่อน จัดเป็นปลาเศรษฐกิจชนิดใหม่ที่มีการเลี้ยงมากในภาคใต้ โดยเฉพาะในจังหวัดพัทลุง นครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานี นิยมบริโภคโดยนำมาแกงส้ม ต้มส้ม ทอดกระเทียม ฉู่ฉี่ และสามารถแปรรูปเป็นปลารมควันได้ ส่วนในภาคอื่นๆ  เริ่มมีเกษตรกรสนใจหาลูกพันธุ์เพื่อนำไปทดลองเลี้ยง  เนื่องจากเป็นปลาที่มีรสชาติดี เลี้ยงง่าย โตวัย ใช้เวลาเลี้ยง 8-10 เดือน สามารถจับจำหน่ายได้ ราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 250-400 บาท โดยในปีงบประมาณ 2567 ที่ผ่านมา งานเงินทุนหมุนเวียนเพื่อการผลิตพันธุ์กุ้ง พันธุ์ปลา และพันธุ์สัตว์น้ำอื่นๆ ของกรมประมง  ซึ่งเป็นหน่วยผลิตปลาชะโอนเพื่อจำหน่ายลูกพันธุ์ สามารถผลิตลูกพันธุ์ปลาชะโอนได้ทั้งหมด 4,867,054 ตัว แต่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกร เนื่องจากหน่วยงานที่ผลิตลูกพันธุ์ปลาชะโอนของกรมประมงยังมีจำนวนไม่มาก และบุคลากรยังต้องได้รับการถ่ายทอดเทคนิคในการเพาะอนุบาลปลาชะโอนจากผู้มีประสบการณ์ เพื่อให้มีความพร้อมสำหรับผลิตปลาชะโอนให้เพียงพอและมีคุณภาพรองรับต่อความต้องการของเกษตรกรที่เพิ่มมากขึ้น   

กรมประมง จึงได้จัดโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตร การอนุบาลปลาชะโอนให้มีประสิทธิภาพสูงโดยการควบคุมอุณหภูมิ ขึ้น เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเพาะและอนุบาลปลาชะโอนจากหน่วยงานที่ประสบความสำเร็จในการเพาะพันธุ์และการอนุบาลให้แก่บุคลากรของหน่วยงานภายใต้โครงการเงินทุนหมุนเวียนฯ ของกรมประมง จากกองวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด กองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด และกองวิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำ จำนวน 21 แห่งทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 40 ราย เพื่อนำความรู้ไปใช้ผลิตลูกพันธุ์ปลาชะโอน รวมถึงพันธุ์สัตว์น้ำชนิดอื่น ๆ ให้มีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกรต่อไป 

สำหรับเนื้อหาการฝึกอบรมมีทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ประกอบด้วย การจัดการพ่อแม่พันธุ์ปลาชะโอนตามหลักพันธุศาสตร์ การผลิตพันธุ์สัตว์น้ำเพื่อเป็นพ่อแม่พันธุ์ที่มีคุณภาพภายใต้ระบบปิด เทคนิคการอนุบาลลูกปลาชะโอนวัยอ่อน ระยะ 7 วัน ด้วยการควบคุมอุณหภูมิเพื่อให้มีอัตราการรอดตายสูง เทคนิคการอนุบาลลูกปลาชะโอนวัยอ่อน ระยะ 7 -21 วัน การอนุบาลลูกปลาชะโอนในบ่อคอนกรีต  รวมถึงการคัดขนาดปลาชะโอนระยะต่างๆ

รองอธิบดีกรมประมง กล่าวอีกว่า การจัดอบรมครั้งนี้จะช่วยเสริมศักยภาพให้บุคลากรภายใต้หน่วยผลิตของกรมประมงได้พัฒนาการผลิตลูกพันธุ์ปลาชะโอนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นสอดรับกับความต้องการของตลาดในอนาคต โดยในปีงบประมาณ 2568 กรมฯ ได้ตั้งเป้าหมายให้สามารถเพิ่มอัตราการผลิตลูกปลาชะโอน ได้มากขึ้น จากเดิมร้อยละ 10 หรือคิดเป็น 5,353,759 ตัว เพื่อรองรับความต้องการของเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่มีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมผลักดันให้ “ปลาชะโอน”เป็นดาวรุ่งแห่งวงการสัตว์น้ำจืดเศรษฐกิจชนิดใหม่ เพื่อเป็นทางเลือกให้เกษตรกรในการประกอบอาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำต่อไป

015

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’เป็นปธ.ประชุมคกก.บริหารเงินรายได้จากการผลิตและจำหน่ายด้านการปศุสัตว์ ระหว่างปีงบประมาณ 2568

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'เป็นปธ.ประชุมคกก.บริหารเงินรายได้จากการผลิตและจำหน่ายด้านการปศุสัตว์ ระหว่างปีงบประมาณ 2568

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’เป็นปธ.ประชุมคกก.บริหารเงินรายได้จากการผลิตและจำหน่ายด้านการปศุสัตว์ ระหว่างปีงบประมาณ 2568

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.07 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารเงินรายได้จากการผลิตและจำหน่ายด้านการปศุสัตว์ระหว่างปีงบประมาณ 2568

วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤษภาคม 2568 เวลา 10.30 น.นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารเงินรายได้จากการผลิตและจำหน่ายด้านการปศุสัตว์ระหว่างปีงบประมาณ 2568 โดยมีนายดนัย คำขวัญ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาพันธ์สัตว์ พร้อมคณะกรรมการบริหารเงินรายได้ฯ เข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพียงกัน ณ ห้องพระพิรุณ ตึกอำนวยการ ชั้น 1 กรมปศุสัตว์ พญาไท กรุงเทพฯ

– 006

ก.เกษตรฯถกช่วยเกษตรกรรับผลกระทบโครงการรัฐ

ก.เกษตรฯถกช่วยเกษตรกรรับผลกระทบโครงการรัฐ

ก.เกษตรฯถกช่วยเกษตรกรรับผลกระทบโครงการรัฐ

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.58 น.

คณะอนุกรรมการกำกับติดตามการแก้ไขปัญหาของสมัชชาเกษตรกรภาคอีสานและสมาพันธ์เกษตรกรอีสาน เห็นชอบหลักเกณฑ์กำหนดราคาค่าชดเชย เร่งเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากโครงการชลประทาน

วันนี้ (15 พ.ค.) นายสมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการกำกับติดตามการแก้ไขปัญหาของสมัชชาเกษตรกรภาคอีสานและสมาพันธ์เกษตรกรอีสาน ครั้งที่ 1/2568 โดยมีนายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ นายถาวร ทันใจ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ผู้บริหารสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และเกษตรกร เข้าร่วม ที่ห้องประชุมกระทรวงเกษตรฯ 134 และผ่านระบบวีดิทัศน์ทางไกล (Zoom Meeting) เพื่อรับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 397/2567 ลงวันที่ 25 ตุลาคม 2567 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของสมัชชาเกษตรกรภาคอีสานและสมาพันธ์เกษตรกรอีสาน ซึ่งมีหน้าที่กำหนดนโยบาย แนวทาง มาตรการในการแก้ไขปัญหาของสมัชชาเกษตรกรภาคอีสานและสมาพันธ์เกษตรกรอีสานและรับทราบคำสั่งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของสมัชชาเกษตรกรภาคอีสานและสมาพันธ์เกษตรกรอีสาน เรื่อง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการกำกับติดตามการแก้ไขปัญหาของสมัชชาเกษตรกรภาคอีสานและสมาพันธ์เกษตรกรอีสาน เพื่อติดตามเร่งรัด และพิจารณาผลการดำเนินการของคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงของเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากโครงการชลประทาน ปัญหาที่ดินในพื้นที่ จ.สุรินทร์ ศรีสะเกษ ร้อยเอ็ด อุบลราชธานี บุรีรัมย์ นครราชสีมา อุดรธานี และชัยภูมิ เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบผลการดำเนินงานของคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีสมาชิกสมัชชาเกษตรกร ภาคอีสานที่ได้รับผลกระทบจากโครงการอ่างเก็บน้ำ ปัญหาที่ดินในเขตป่าไม้ และเขื่อนราษีไศล ในพื้นที่ จ.สุรินทร์ โครงการอ่างเก็บน้ำ ปัญหาสวนป่าทับที่ทำกิน และเขื่อนราษีไศล จ.ศรีสะเกษ โครงการอ่างเก็บน้ำและเขื่อนสิรินธร ในพื้นที่ จ.อุบลราชธานี โครงการอ่างเก็บน้ำลำตะโคง จ.บุรีรัมย์ รวมถึงโครงการฝายห้วยหลวงและโครงการฝายกุมภวาปี ในพื้นที่ จ.อุดรธานี ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบหลักเกณฑ์การกำหนดราคาค่าชดเชย การแสวงหาราคาเพื่อกำหนดเป็นอัตราการจ่ายเงินค่าขนย้าย และการแสวงหาราคาเพื่อกำหนดเป็นอัตราการจ่ายเงินค่าที่ดินในพื้นที่ต่าง ๆ โดยมอบหมายฝ่ายเลขานุการฯ จัดทำรายละเอียดให้ชัดเจน ถูกต้อง ครอบคลุม และเป็นธรรม เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของสมัชชาเกษตรกรภาคอีสานและสมาพันธ์เกษตรกรอีสานพิจารณา และเสนอต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป

015

ปลัดฯถกคกก.พัฒนาสหกรณ์เคาะคำสั่งคพช.

ปลัดฯถกคกก.พัฒนาสหกรณ์เคาะคำสั่งคพช.

ปลัดฯถกคกก.พัฒนาสหกรณ์เคาะคำสั่งคพช.

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.50 น.

ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ประชุมคณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ 1/2568 เห็นชอบชุมนุมสหกรณ์ระดับประเทศ 5 ประเภท พร้อมเคาะ (ร่าง) คำสั่ง คพช. เรื่องแต่งตั้ง 2 คณะอนุกรรมการฯ เพื่อขับเคลื่อนภารกิจให้บรรลุเป้าหมายตามวัตถุประสงค์

วันนี้ (15 พ.ค.) นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับมอบหมายจาก ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ให้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ ครั้งที่ 1/2568 โดยมีผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรฯ (134-135) และผ่านระบบ Zoom Meeting ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบการเป็นชุมนุมสหกรณ์ระดับประเทศ ตามมาตรา 101 แห่ง พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม จำนวน 5 ประเภทสหกรณ์ ดังนี้ 1) ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด (ประเภทสหกรณ์ออมทรัพย์) 2) ชุมนุมสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนแห่งประเทศไทย จำกัด (ประเภทสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน) 3) ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด (ประเภทสหกรณ์การเกษตร) 4) ชุมนุมสหกรณ์บริการเดินรถแห่งประเทศไทย จำกัด (ประเภทสหกรณ์บริการ) และ 5) ชุมนุมร้านสหกรณ์แห่งประเทศไทย จำกัด (ประเภทสหกรณ์ร้านค้า) โดยพิจารณาตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการเป็นชุมนุมสหกรณ์ระดับประเทศ ตามประกาศคณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติกำหนด

นอกจากนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่างคำสั่งฯ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานสหกรณ์ ดังนี้ 1) (ร่าง) คำสั่งคณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ เรื่อง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนแผนพัฒนาการสหกรณ์ ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2566 – 2570) ซึ่งมีหน้าที่และอำนาจในการชี้แจง ประสานงาน และผลักดันแนวทางการขับเคลื่อนแผนการดำเนินงาน ร่วมกับหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร เพื่อประโยชน์และลดอุปสรรคในการดำเนินการให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ตามวัตถุประสงค์อย่างสูงสุด 2) (ร่าง) คำสั่งคณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ เรื่อง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการติดตามและประเมินผลแผนพัฒนาการสหกรณ์ ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2566 – 2570) โดยมีหน้าที่และอำนาจในการติดตามความก้าวหน้า ประเมินผลสัมฤทธิ์และผลกระทบการดำเนินงานตามแผนพัฒนาการสหกรณ์จากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด พร้อมทั้งให้ข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหาและอุปสรรค เพื่อให้การปฏิบัติงานตามแผนงานดังกล่าวบรรลุเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

015

กรมประมงออกประกาศใหม่คุ้มครองสัตว์น้ำจืดวางไข่

กรมประมงออกประกาศใหม่คุ้มครองสัตว์น้ำจืดวางไข่

กรมประมงออกประกาศใหม่คุ้มครองสัตว์น้ำจืดวางไข่

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.56 น.

กรมประมง ออกประกาศฉบับใหม่ บังคับใช้ 5 ปี คุ้มครองสัตว์น้ำจืดมีไข่ทั่วประเทศ

วันนี้ (15 พ.ค.) นายบัญชา  สุขแก้ว  อธิบดีกรมประมง  เปิดเผยว่า ได้กำหนดให้ใช้เครื่องมือ วิธีการทำประมงที่ไม่เป็นการทำลายพันธุ์ทรัพยากรสัตว์น้ำจืดจนเกินสมควร และเป็นเครื่องมือที่ประชาชนใช้จับสัตว์น้ำเพื่อการดำรงชีพให้สามารถจับสัตว์น้ำจืดในช่วงเวลาการบังคับใช้มาตรการทั่วประเทศ โดยเปิดโอกาสให้ทรัพยากรสัตว์น้ำได้มีการฟื้นตัว และเกิดขึ้นใหม่เข้าทดแทนสัตว์น้ำเดิมที่ถูกนำไปใช้ประโยชน์ และดำรงอยู่อย่างยั่งยืน อันเป็นการสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารให้แก่ประชาชนโดยแนวทางดังกล่าวเป็นมาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำจืดในฤดูปลาน้ำจืดมีไข่

ทั้งนี้ จากการติดตามประเมินผลมาตรการฤดูน้ำแดงในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา (2566 – 2567) หลังจากมีการบังคับใช้กฎหมายเดิม (ฉบับปี 2566) ที่ผ่านมา ครอบคลุมพื้นที่ 20 ลุ่มน้ำ 40 จังหวัด 61 แหล่งน้ำ รวบรวมตัวอย่างชนิดพันธุ์ปลาทั้งหมด 165 ชนิด จำนวน 53,071 ตัว พบว่า ภาพรวมของทั้งประเทศปลาส่วนใหญ่พร้อมวางไข่เกือบทั้งปี สามารถรักษาพ่อแม่พันธุ์ในภาพรวมของประเทศไทยได้มากถึงร้อยละ 84.4 ซึ่งปริมาณพ่อแม่พันธุ์สัตว์น้ำเพิ่มขึ้นกว่าเดิมเมื่อเทียบกับช่วงเวลาที่ผ่านมาส่งผลให้พ่อแม่พันธุ์สัตว์น้ำจืดมีโอกาสได้สืบพันธุ์วางไข่ในช่วงเวลาที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ ประกอบกับข้อมูลจากการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่า ปรากฏการณ์เอนโซยังคงอยู่ในสภาวะลานีญากำลังอ่อน โดยมีแนวโน้มกลับเข้าสู่สภาวะปกติในช่วงเดือนมีนาคม – พฤษภาคม 2568 และต่อเนื่องไปจนถึงช่วงเดือนมิถุนายน – สิงหาคม 2568

พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศไทยจะมีปริมาณฝนมากกว่าปกติ ร้อยละ 9 หรือบางพื้นที่ใกล้เคียงค่าปกติ นั่นหมายถึงว่า ช่วงระยะเวลาดังกล่าวจะเข้าสู่ช่วงฤดูน้ำแดง และเพื่อให้การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การรักษาสัตว์น้ำ และระบบนิเวศเกิดความยั่งยืน ตามหลักการบริหารจัดการทรัพยากรฤดูสัตว์น้ำจืดมีไข่ (ฤดูน้ำแดง) ดังนั้น มาตรการฯ ฤดูน้ำแดง ยังคงกำหนดพื้นที่และระยะเวลา รวมถึงเครื่องมือที่ให้ใช้เป็นไปตามมาตรการเดิม และเพิ่มอำนาจให้กับคณะกรรมการประมงประจำจังหวัด ให้สามารถออกประกาศกำหนดพื้นที่ เครื่องมือ วิธีการทำการประมง และเงื่อนไขการทำการประมง เพื่อให้มีความเหมาะสมตามสภาพข้อเท็จจริงของแต่ละพื้นที่ แต่จะมีผลบังคับใช้ในระยะเวลา 5 ปี  โดยจะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ วันที่ 16 พฤษภาคม 2568 จนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2572 โดยติดตามและประเมินผลทางวิชาการในทุกปีเพื่อให้ประเมินผลตามมาตรการได้อย่างแม่นยำมากขึ้น เนื่องจากการเก็บข้อมูลระยะยาวช่วยให้เห็นถึงแนวโน้มและผลกระทบที่แท้จริง เพื่อปรับปรุงนโยบายให้เหมาะสมและยั่งยืน และเพื่อเป็นการส่งเสริมและสร้างความร่วมมือของชุมชนและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยให้เกิดการสื่อสารสร้างความรับรู้และความเข้าใจการบังคับใช้มาตรการดังกล่าวต่อชาวประมงได้ดียิ่งขึ้น 

สำหรับประกาศกรมประมง เรื่อง กำหนดพื้นที่และระยะเวลาฤดูสัตว์น้ำจืดมีไข่ หรือวางไข่ เลี้ยงตัววัยอ่อน และกำหนดเครื่องมือ วิธีการทำการประมง และเงื่อนไขในการทำการประมง พ.ศ. 2568 ลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2568 แบ่งพื้นที่และระยะเวลาการบังคับใช้กฎหมาย ออกเป็น 3 ระยะ ตามความเหมาะสมของระบบนิเวศแต่ละพื้นที่ โดยกำหนดห้ามมิให้ผู้ใดทำการประมงในฤดูสัตว์น้ำจืดมีไข่ในห้วงเวลาและพื้นที่ ดังต่อไปนี้

ระยะที่ 1 : วันที่ 16 พฤษภาคม – 15 สิงหาคม ของทุกปี : ในบริเวณแม่น้ำ ลำคลอง ลำธาร ห้วย หนอง บึง อ่างเก็บน้ำ เขื่อน พรุ และลำน้ำทุกสาขา รวมทั้งป่าไม้และพื้นดินที่มีน้ำท่วมตามธรรมชาติเชื่อมต่อบริเวณดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือที่ดินของเอกชน ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ น่าน พะเยา แพร่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน อุตรดิตถ์ ตาก กำแพงเพชร พิษณุโลก สุโขทัย พิจิตร เลย อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ นครพนม สกลนคร กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง สตูล และในพื้นที่อ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ ตามแผนที่ท้ายประกาศ

ระยะที่ 2 : วันที่ 1 มิถุนายน – 31 สิงหาคม ของทุกปี : ในบริเวณแม่น้ำ ลำคลอง ลำธาร ห้วย หนอง บึง อ่างเก็บน้ำ เขื่อน พรุ และลำน้ำทุกสาขา รวมทั้งป่าไม้และพื้นดินที่มีน้ำท่วมตามธรรมชาติเชื่อมต่อบริเวณดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือที่ดินของเอกชน ในพื้นที่จังหวัดหนองบัวลำภู  ขอนแก่น  ชัยภูมิ  นครราชสีมา มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด  มุกดาหาร  ยโสธร  อำนาจเจริญ  อุบลราชธานี  ศรีสะเกษ  สุรินทร์  บุรีรัมย์  เพชรบูรณ์  นครสวรรค์  ชัยนาท  อุทัยธานี  สิงห์บุรี  ลพบุรี  อ่างทอง  พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี สุพรรณบุรี สระบุรี นครปฐม นนทบุรี กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ  สมุทรสาคร สมุทรสงคราม  นครนายก  ปราจีนบุรี  สระแก้ว  ฉะเชิงเทรา  ชลบุรี ระยอง  จันทบุรี และตราด เว้นแต่ในพื้นที่อ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ ให้อยู่ภายใต้บังคับระยะเวลาตาม ระยะที่ 1

ระยะที่ 3 : วันที่ 1 กันยายน – 30 พฤศจิกายน ของทุกปี : ในบริเวณแม่น้ำ ลำคลอง ลำธาร ห้วย หนอง บึง อ่างเก็บน้ำ เขื่อน พรุ และลำน้ำทุกสาขา รวมทั้งป่าไม้และพื้นดินที่มีน้ำท่วมตามธรรมชาติเชื่อมต่อบริเวณดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือที่ดินของเอกชน ในพื้นที่จังหวัดพัทลุง  สงขลา  ปัตตานี นราธิวาส และยะลา

ในส่วนของเครื่องมือ วิธีการทำการประมงและเงื่อนไขในการทำประมงที่อนุญาตให้สามารถทำการประมงในฤดูสัตว์น้ำจืดมีไข่ได้ มีดังนี้ 1.เบ็ดทุกชนิด ยกเว้น เบ็ดราว เบ็ดพวงที่ทำการประมงโดยวิธีการกระชาก หรือการใช้เครื่องมืออื่นใดที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน 2.ตะแกรง สวิง ช้อน ยอ หรือชนาง ซึ่งมีขนาดปากกว้างไม่เกิน 2 เมตร และไม่ทำการประมงด้วยวิธีประดา (ไม่เรียงหน้าไล่ต้อนสัตว์น้ำ) ตั้งแต่ 3 เครื่องมือขึ้นไป 3.สุ่ม ฉมวก และส้อม 4.ไซ ตุ้ม อีจู้ ลัน5.แหที่มีความลึกไม่เกิน 6 ศอก (3 เมตร) ทั้งนี้ กรณีที่คณะกรรมการประมงประจำจังหวัดประกาศกำหนดห้ามเครื่องมือชนิดหนึ่งชนิดใด ตามข้อ 1 – 5 ที่เข้มงวดกว่า ให้ถือปฏิบัติตามประกาศของคณะกรรมการประมงจังหวัดนั้น 6.การทำการประมงเพื่อการศึกษา วิจัย ทดลองทางวิชาการ หรือในพื้นที่โครงการที่ดำเนินการของทางราชการ ต้องได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากอธิบดีกรมประมงหรือผู้ที่อธิบดีกรมประมงมอบหมาย หรือเพื่อเป็นการช่วยชีวิตของสัตว์น้ำโดยเจ้าหน้าที่สังกัดกรมประมงหรือภายใต้การควบคุมของเจ้าหน้าที่สังกัดกรมประมง และ 7.คณะกรรมการประมงประจำจังหวัดออกประกาศกำหนดพื้นที่ เครื่องมือ วิธีการทำการประมงและเงื่อนไขในการทำการประมงไว้เป็นอย่างอื่น

สำหรับผู้ใดฝ่าฝืนตามประกาศฯ มาตรา 70 แห่ง พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มีโทษปรับตั้งแต่ห้าพันถึงห้าหมื่นบาท หรือปรับจำนวนห้าเท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำประมง

015