กกต.โต้ข่าวลือ! ปมยื่นศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิ 60 สว.ตัวเป้ง

กกต.โต้ข่าวลือ! ปมยื่นศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิ 60 สว.ตัวเป้ง

กกต.โต้ข่าวลือ! ปมยื่นศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิ 60 สว.ตัวเป้ง

วันพุธ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.51 น.

กกต.แจงข่าวยื่นศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิ 60 สว.ตัวเป้ง เป็นข่าวคลาดเคลื่อน ระบุขั้นตอน กกต.ยังอยู่ระหว่างการไต่สวน หากมีมูลหลักฐานแล้วถึงจะแจ้งข้อกล่าวหาเพื่อให้ชี้แจง

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2568 ตามที่ปรากฏเป็นข่าวกรณีฟ้าผ่าวุฒิสภา! กกต.ลงดาบฟัน 60 สว.ตัวเป้ง ยื่นศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิ 138 สว. น้ำเงินวงแตกวิ่งเต้นอ้างนายใหญ่เคลียร์แล้ว DSI ตอกฝาโลง แจ้งจับอั้งยี่ ฟอกเงินส่งอัยการส่อคุกนั้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ความคืบหน้าในเรื่องการตรวจสอบเรื่องฮั้ว สว.นั้น

แหล่งข่าวจาก กกต.เผยว่า เรื่องดังกล่าวคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน คณะที่ 26 ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ของสำนักงาน กกต.และเจ้าหน้าที่ของดีเอสไอ ร่วมกันดำเนินการไต่สวนกรณีมีการกล่าวหาการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการไต่สวนของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน คณะที่ 26 ซึ่งเป็นขั้นที่ 1 ของการดำเนินการตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการสืบสวน ไต่สวน และวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ.2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2566

โดยกรณีถ้าการดำเนินการไต่สวนแล้วมีมูลหรือหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า อาจมีการกระทำความผิดตามข้อกล่าวหาดังกล่าว หรือฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 จะมีการดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหากับผู้ถูกกล่าวหาตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการสืบสวน ไต่สวน และวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ.2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2566 เพื่อให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาได้ชี้แจงข้อกล่าวหาดังกล่าว

ทั้งนี้ การดำเนินการของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน คณะที่ 26 ยังอยู่ในขั้นที่ 1 เมื่อดำเนินการเสร็จแล้วจะเสนอสำนักงาน กกต. , เลขาธิการ กกต.หรือรองเลขาธิการ กกต.ที่ได้รับมอบหมายพิจารณา ตามขั้นที่ 2 ส่วนขั้นที่ 3 เสนอคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง และขั้นที่ 4 ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่เสนอให้คณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาชี้ขาดหรือสั่งการ ดังนั้น ข่าวที่ปรากฏ จึงคลาดเคลื่อนจากขั้นตอนตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการสืบสวน ไต่สวน และวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ.2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2566

เดี๋ยวรู้ป่วยวิกฤติจริงไหม? ‘ทนายเชาว์’ชี้ศาลเรียกแจงปม‘ชั้น14’ทำความจริงปรากฏ

เดี๋ยวรู้ป่วยวิกฤติจริงไหม? ‘ทนายเชาว์’ชี้ศาลเรียกแจงปม‘ชั้น14’ทำความจริงปรากฏ

เดี๋ยวรู้ป่วยวิกฤติจริงไหม? ‘ทนายเชาว์’ชี้ศาลเรียกแจงปม‘ชั้น14’ทำความจริงปรากฏ

วันพุธ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.38 น.

เดี๋ยวรู้ป่วยวิกฤติจริงไหม? ‘ทนายเชาว์’ชี้ศาลเรียกชี้แจงปม‘นักโทษชั้น14’ทำความจริงปรากฏ

เมื่อวันที่ 7 พ.ค.2568 นายเชาว์ มีขวด อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะทนายความ ให้สัมภาษณ์กับรายการ “สีสันการเมือง แบบ เด้งเด้ง” ทางช่องยูทูบ “แนวหน้าออนไลน์” ในประเด็นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เรียกผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายมาชี้แจงในวันที่ 13 มิ.ย. 2568 กรณีที่กรมราชทัณฑ์อนุญาตให้ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งต้องโทษจำคุก 1 ปี เข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจ ตลอดช่วงเวลาที่ต้องรับโทษ ว่า   หากดูตามรายงานกระบวนการพิจารณาของศาล ไม่มีคำสั่งที่บอกว่าจะให้ใครไปศาลบ้างในวันนั้น

เพียงแต่บอกว่าให้ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพ แพทย์ใหญ่ รพ.ตำรวจ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ชี้แจงกรณีตามคำร้อง คือมีการสำเนาคำร้องให้ว่าที่ร้องมาเป็นแบบนี้แล้วข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ก็ให้ชี้แจงมาที่ศาลภายใน 30 วัน แต่ที่ศาลขยักไว้ในท่อนสุดท้าย ศาลมีคำสั่งให้นัดพร้อม หรือนัดไต่สวนในวันที่ 13 มิ.ย. 2568 เวลา 09.30 น. ซึ่งก่อนจะสั่งนัดพร้อม จริงๆ แล้วศาลต้องมีคำสั่งก่อนหน้านี้ว่าให้ใครมาศาล เช่น โจทก์ จำเลย แต่ไม่มี ตนจึงมองว่าเป็นการนัดพร้อมเพื่อดูคำชี้แจงของผู้เกี่ยวข้องที่ศาลสั่งให้ทำคำชี้แจงมาภายใน 30 วัน 

โดยศาลก็จะดูประเด็นว่า ที่มีการร้องเข้ามา เช่น ไมได้ถูกจำคุกจริง ไม่ได้ป่วยจริง เดินทางไปนอนอยู่สบายที่ชั้น 14 ไม่ต้องด้วยตัวบทกฎหมาย ศาลมีอำนาจที่จะเพิกถอนหรือทำอะไรได้บ้าง ซึ่ง 3 หน่วยงานข้างต้นที่ศาลสั่งให้ชี้แจง มีความเกี่ยวข้องกับการบังคับโทษของนายทักษิณ และการให้เหตุผลว่าทำไมจึงให้นายทักษิณไปอยู่ที่ชั้น 14 รพ. ตำรวจ แล้วศาลก็จะมาประมวลว่ามีประเด็นใดที่ต้องไต่สวน หากดูตามนี้บุคคลที่ถูกศาลมีคำสั่งข้างต้นไม่จำเป็นต้องไปศาลก็ได้ แต่หากศาลสั่งให้ไป ศาลจะสั่งหมายเรียกให้มาศาลในวันนัดพร้อม

ส่วนที่มีคำถามเรื่องคำว่า “หรือนัดไต่สวน” ในรายงาน เป็นศัพท์ทางเทคนิคของศาลซึ่งจะต้องใส่ไว้ เผื่อว่าในวันนั้นศาลจะได้ชี้ได้เลยว่าจะไต่สวนหรือไม่ เช่น หากศาลดูข้อเท็จจริงทั้งจากคำร้องและจากคำชี้แจงของผู้เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่าไม่ต้องเรียกบุคคลใดมาไต่สวนเพิ่มเติมอีก ศาลก็อาจทำคำสั่งในวันนั้น เหมือนกับว่าได้ไต่สวนเอกสารแล้วทำคำสั่งเลยก็ได้ จึงขยักคำว่านัดพร้อมหรือนัดไต่สวนไว้ 

โดยศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใช้ระบบไต่สวน ศาลมีอำนาจรับฟังหรือไม่รับฟังประเด็นไหนก็ได้ หรือจะเรียกพยานหลักฐานที่ยังเป็นข้อสงสัยมาไต่สวนให้สิ้นกระแสความก็ได้ ซึ่งประเด็นที่ศาลจะมีคำวินิจฉัย ประกอบด้วย 1.เรื่องข้อกฎหมาย การส่งตัวนายทักษิณจากเรือนจำไป รพ.ตำรวจ ต้องขออนุญาตศาลหรือไม่ กับ 2.เรื่องข้อเท็จจริง นายทักษิณนั้นป่วยจริงหรือไม่ 

“ผมเชื่อว่าในวันที่ 13 มิ.ย. 2568 ศาลก็คงจะเอาข้อเท็จจริงแล้วก็มากำหนดประเด็น แล้วหลังจากนั้นศาลน่าจะเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่ต้นก็คือ ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ และแพทย์ใหญ่ รพ.ตำรวจ รวมทั้งแพทย์ที่ทำการรักษา รวมทั้งพยานอื่น จะฟังแพทย์ที่ทำการรักษาอย่างเดียวไม่ได้ เพราะว่าอย่างไรเสียเขาก็ต้องชี้แจงว่าเขามีเหตุผล มีการป่วยจริง มีการตรวจรักษาจริง มีการให้ยา มีการผ่าตัดจริงอย่างไรก็ว่ากันไป แต่ศาลคงจะฟังความฝ่ายเดียวไม่ได้ ก็ต้องฟังข้อเท็จจริงจากพยานกลาง” นายเชาว์ กล่าว

นายเชาว์ กล่าวต่อไปว่า พยานกลางก็คือผู้เชี่ยวชาญ ในที่นี้หมายถึงแพทย์ผู้ประกอบวิชาชีพและเป็นที่น่าเชื่อถือ เป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องโรคนี้ โดยศาลจะเป็นผู้กำหนดซึ่งจะดูจากรายชื่อแพทย์ ดูประวัติความเชี่ยวชาญและไม่เกี่ยวข้องกับคู่กรณีทั้ง 2 ฝ่าย ให้มาศาลแล้วศาลจะสอบถามว่าถึงขั้นต้องนอนโรงพยาบาลหรือไม่ อาการป่วยแบบนี้เข้าขั้นวิกฤติหรือไม่ หากไม่ทำการรักษาอย่างทันท่วงทีจะถึงขั้นเสียชีวิตหรือไม่

อนึ่ง ในคดีที่นายทักษิณถูกตัดสินจำคุกรวม 8 ปี แล้วได้รับการลดโทษเหลือจำคุก 1 ปี มี 2 หน่วยงานเป็นผู้ฟ้อง คือสำนักงานอัยการสูงสุด และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ทั้ง 2 หน่วยงานจึงมีสถานะเป็นโจทก์ ซึ่งศาลก็สำเนาคำสั่งให้ทำคำชี้แจงด้วยเช่นกัน ประเด็นนี้ตนเรียกร้องมาตลอดว่านี่คือผู้เสียหายหรือผุ้มีส่วนได้ – ส่วนเสียโดยตรงตามกฎหมาย เพราะเป็นกล่าวหาว่านายทักษิณทุจริต ดังนั้นทั้งอัยการและ ป.ป.ช. ต้องทำหน้าที่ ต้องคัดค้านพยานของฝ่ายที่ตรวจรักษานายทักษิณ

แต่คดีนี้ตนมองว่าฟังได้แล้วว่ามีการช่วยเหลือกันจริง โดยปกติทั่วไปของบุคคลเท่าที่เราทราบกันมา ไม่มีใครที่ออกเดินตั้งแต่เช้าแล้วมายกมือที่ดอนเมือง โบกมือทักทายประชาชน หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส แล้วคืนวันนั้นหากมีอาการวิกฤติต้องนำส่งห้อง ICU ในสถานที่ที่รักษาผู้ป่วยวิกฤติ และต้องมีรายงานจากแพทย์ให้เห็นในวันนั้นหรือวันรุ่งขึ้น เช่น มีเส้นเลือดแตก ต้องทำการผ่าตัดสมอง ผ่าตัดบายพาสหัวใจ ฯลฯ แต่กลับไม่มีรายงานดังกล่าว 

และหากศาลชี้ว่าอาการป่วยของนายทักษิณไม่ถึงขั้นวิกฤติในระดับที่ต้องไปรักษาและพักอยู่ที่ รพ.ตำรวจ นั่นหมายถึงรายงานหรือข้อมูลทางการแพทย์ที่ผ่านมาไม่น่าเชื่อถือ ในเบื้องต้นศาลไม่มีอำนาจสั่งลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือนายทักษิณ โดยศาลจะทำได้เพียงให้ข้อเท็จจริงว่าศาลไม่เชื่อว่านายทักษิณป่วยถึงขั้นต้องไปนอนโรงพยาบาล ถือว่ามีเจตนานำจำเลยไปชั้น 14 รพ.ตำรวจ  โดยไม่ต้องให้จำคุกในเรือนจำ ซึ่งก็จะต้องเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องไปดำเนินการเอาผิด 

ส่วนคำถามว่า หากศาลชี้ว่ากระบวนการไม่เป็นไปตามกฎหมายและนายทักษิณไมได้ป่วยจริง ศาลจะมีคำสั่งให้นายทักษิณกลับไปรับโทษจำคุกหรือไม่ เรื่องนี้ตนมองว่าเป็นปัญหาที่จะต้องตีความกันอย่างละเอียด และศาลกล้าที่จะใช้อำนาจหรือไม่เพราะเป็นกรณีที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน กล่าวคือ การบังคับใช้กฎหมายภายหลังศาลมีคำพิพากษา ไม่เคยมีนักโทษคนใดที่กรมราชทัณฑ์ ผู้บัญชาการเรือนจำ หรือแพทย์ที่ทำการตรวจวินิจฉัยโรคสำหรับผู้ต้องขังตามคำพิพากษาของศาล ตามหมายจำคุกของศาล ไม่เคยมีการวินิจฉัยแบบไม่โปรงใสแบบนี้

“คืนนั้นถ้าตามรายงานของการส่งตัว ก็คือ 00.20 น. ไปอยู่ในเรือนจำประมาณ 4 – 5 ชั่วโมงแล้วก็ออกไป ที่จริงการออกจากเรือนจำไป รพ.ตำรวจ มันเป็นการข้ามขั้นตอน ง่ายๆ ก็คือวันนั้นถ้าจะออกกันจริงๆ ในอีก 1 – 2 วั–ก็ค่อยว่ากัน จะต้องไปที่โรงพยาบาลของกรมราชทัณฑ์ก่อน ซึ่งเขาเรียกว่าเป็นโรงพยาบาลกลาง มีหน้าที่รักษาผู้ต้องขัง ไม่ว่าจะป่วยวิกฤติอย่างไร เครื่องไม้เครื่องมือหรือแพทย์มีความเชี่ยวชาญทัดเทียมกับโรงพยาบาลทั่วไป อาจจะด้อยกว่าก็ไม่มาก เพราะถือเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่ดูแลผู้ต้องขังจำนวนมากทั่วประเทศอยู่แล้ว” นายเชาว์ ระบุ

นายเชาว์ ยังกล่าวอีกว่า ถึงที่สุดแล้วศาลอาจสั่งให้นายทักษิณกลับเข้าเรือนจำก็ได้ โดยใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 246 เรื่องการขอทุเลาโทษ ที่เมื่อผู้ต้องขังเจ็บป่วย เป็นหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เช่น ผู้บัญชาการเรือนจำ โจทก์ จำเลย หรือผู้เกี่ยวข้องกับคดี ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอทุเลาโทษ หมายถึงหยุดการบังคับโทษไว้ชั่วคราว หรือในมาตรา 89/2 เป็นกรณีที่เมื่อผู้ต้องขังคนใดรับโทษมาแล้วเกิน 1 ใน 3 ผู้เกี่ยวข้องข้างต้นสามารถยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งขังในสถานที่อื่นก็ได้

ซึ่งจากกฎหมายทั้ง 2 มาตราดังกล่าว จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่อศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกและออกหมายจำคุกแล้ว จะไปบอกว่าเป็นหน้าที่ของราชทัณฑ์ไม่เกี่ยวกับศาลแล้วไม่ได้ เพราะตาม ป.วิอาญา ก็ยังมีบางส่วนให้ศาลเข้ามาเกี่ยวข้อง และแม้กระทั่งเมื่อถึงวันปล่อยตัวผู้ต้องขัง เช่น ได้รับพระราชทานอภัยโทษ หรือรับโทษจนครบกำหนด ก็ยังต้องขอศาลให้ออกหมายปล่อย ไม่ใช่อำนาจของราชทัณฑ์

ชมคลิปเต็มได้ที่ : https://www.youtube.com/watch?v=SvDBjSs1BJw

‘ภราดร’ขนสื่อสภาฯ ทัวร์โครงการของบฯ ปรับปรุงส่วนที่รับผิดชอบ

'ภราดร'ขนสื่อสภาฯ ทัวร์โครงการของบฯ ปรับปรุงส่วนที่รับผิดชอบ

‘ภราดร’ขนสื่อสภาฯ ทัวร์โครงการของบฯ ปรับปรุงส่วนที่รับผิดชอบ

วันพุธ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.25 น.

‘ภราดร’พาสื่อมวลชนดูต้นเหตุของบฯ โครงการส่วนที่รับผิดชอบ ลั่นยึด 3 หลัก ‘จำเป็น-คุ้มค่า-โปร่งใส’พร้อมมอบโจทย์ต้องทำ‘พิพิธภัณฑ์‘ที่มีชีวิตเป็นแหล่งเรียนรู้ใหม่เปิดกว้างให้ปชช.เข้ามายังสภาฯ พบ’ห้องสัมมนาจัดเลี้ยง’ไฟไม่พอ เสียงไม่มี มองทำครั้งเดียวใช้ประโยชน์ยาว

เมื่อวันที่ 7 พ.ค. ที่รัฐสภา นายภราดร ปริศนานันทกุล  รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 นำสื่อมวลชนประจำรัฐสภาเดินชมบริเวณอาคารรัฐสภา ซึ่งเป็นประเด็นเรื่องขอใช้งบประมาณปรับปรุงพื้นที่ในส่วนต่างๆ ที่นายภราดรรับผิดชอบ โดยเริ่มจากห้องจัดเลี้ยงสัมมนาที่สามารถรองรับคนได้ 1,500 คน ชั้นB2 ที่ของบประมาณไป 99 ล้านบาท นายภราดรได้ชี้ให้ดูไฟที่ไม่สว่าง สลัว แม้จะเปิดสุดแล้ว ส่วนห้องเป็นห้องโล่งไม่มีระบบเสียง พร้อมปรบมือให้ฟังว่าห้องมีเสียงก้อง

ทั้งนี้ห้องประชุมนี้เคยใช้ประชุม APPF แต่เราไม่ระบบเสียงมีแต่ห้องเปล่าจำเป็นต้องเช่าอุปกรณ์หลายล้านบาท อีกทั้งหากมีการประชุมใหญ่ระดับประเทศจำเป็นต้องไปเช่าโรงแรมราคาสูง ตนคิดหากมีห้องที่พร้อมใช้งานไว้ก็จะเป็นประโยชน์ นอกจากสมาชิกรัฐสภาแล้วประชาชนสามารถขอใช้ห้องในการจัดงานต่างๆ ได้ 

จากนั้นได้พาคณะไปยังโซนพิพิธภัณฑ์รัฐสภา บริเวณชั้น MB1 ชั้น1 และชั้น11 ซึ่งเป็นชั้นเดียวกับเครื่องยอดของอาคารรัฐสภา ซึ่งมีพื้นที่ทั้งหมด 6,000 ตารางเมตร นายภราดร ระบุว่า วันนี้ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์เลย ซึ่งตนได้ให้โจทย์ไปว่าเราต้องมีพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต การนำเสนอจะต้องนำเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์ ตั้งใจจะทำให้ทันสมัยเพราะพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทยมีน้อยที่จะดีเหมือนต่างประเทศ 

ผู้สื่อข่าวได้ถามระหว่างการเดินชมบริเวณพิพิธภัณฑ์ว่าทำแล้วจะคุ้มค่าหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ที่นี่จะกลายเป็นศูนย์การเรียนรู้ในด้านการเมืองการปกครอง งานนิติบัญญัติ จะคุ้มค่าหรือไม่ต้องดูว่าสิ่งที่ได้กับการลงทุนมากน้อยแค่ไหน หลักใหญ่ตนให้โจทย์ว่าคนที่มาแล้วอยากจะกลับมาอีก เชื่อว่าจะกลายเป็นอีกจุดเช็คอินอีกหนึ่งที่ นอกจากเครื่องยอดแล้ว

ต่อมานายภราดร ให้สัมภาษณ์ เพิ่มเติมว่า ตนได้พาไปดูในส่วนที่เป็นข่าว 2 ส่วนคือพิพิธภัณฑ์ และห้องสัมมนาที่จุคนได้ 1,500 ที่นั่ง โดยห้องสัมมนานั้นวัตถุประสงค์คือตั้งใจที่จะใช้เป็นห้องสัมมนาขนาดใหญ่ ไม่ใช่เฉพาะของสภาผู้แทนราษฎรแต่รวมถึงพี่น้องประชาชนทั่วไปด้วยที่ประสงค์จะใช้ห้องสามารถขอใช้กับสภาผู้แทนราษฎรได้  และจากที่พาไปดูจะพบว่าระบบแสง เสียง ไม่มี ต้องไปจ้างระบบเสียงและแสงรวมถึงโต๊ะที่นั่ง ค่าบริหารจัดการเป็นล้านบาท ยังไม่รวมถึงการจัดงานประชุมระดับประเทศที่ผ่านมาก็เพิ่งจะจัดไป เราต้องไปเช่าห้องสัมมนาของโรงแรมที่จะจัดงานของสภาฯ และใช้เงินอีกมากพอสมควร ฉะนั้น ทางประธานสภาฯก็ดำริว่าเมื่อเรามีห้องเป็นของเราแล้วจำเป็นที่จะต้องนำพื้นที่ที่ว่างเปล่ามาใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุดเพื่อบริการให้กับประชาชนด้วย ซึ่งเป็นหนึ่งโครงการที่ทางสำนักงานเลขาธิการสภาฯ ได้ขอสู่สำนักงบประมาณไป 

นายภราดร กล่าวว่า ส่วนของพิพิธภัณฑ์ที่หลายคนได้มาสภาฯ คงจะเห็นในส่วนที่มีการจัดไว้ชั่วคราวซึ่งเป็นส่วนแค่เล็กๆ เท่านั้น โดยพื้นที่ทั้งหมดมี 3 ชั้นคือชั้น MB1 ชั้น 1 และชั้น 11 รวมทั้งหมด 6,000 ตารางเมตร ซึ่งเป็นพื้นที่ใหญ่พอสมควร โดยในแบบเตรียมไว้เพื่อทำพิพิธภัณฑ์ ซึ่งทางสภาฯเห็นว่าเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน และมีประชาชนเข้ามาเยี่ยมชมจำนวนมากในแต่ละวัน รวมถึงพิพิธภัณฑ์จะเป็นแหล่งเรียนรู้ใหม่ ที่เปิดกว้างให้ประชาชนเข้ามายังสภาฯ โดยประเทศที่เจริญแล้วอย่างประเทศอังกฤษจะเห็นว่ามีพิพิธภัณฑ์อยู่ทั่วเมืองเต็มไปหมด ที่แสดงถึงประวัติศาสตร์ด้านต่างๆ เราจึงอยากให้ที่นี่เป็นแหล่งเรียนรู้ของประชาชนในเรื่องของการเมืองการปกครอง นิติวิธีในกระบวนการของรัฐสภาจึงได้ให้โจทย์กับทางกลุ่มงานพิพิธภัณฑ์ไปว่าพิพิธภัณฑ์จะต้องทำให้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต คือคนเข้ามาแล้วต้องอยากที่จะกลับมาอีกและเมื่อกลับมาแล้วต้องมีสิ่งที่มาเปลี่ยนแปลงไป และบริการให้กับพี่น้องประชาชน 

รองประธานสภาฯคนที่ 2 กล่าวว่า ในการพิจารณาโครงการในต่างๆ มีหลักใหญ่ 3 หลักคือ 1.หลักความจำเป็น 2. เมื่อดูความจำเป็นแล้วโครงการนั้นความคุ้มค่ากับงบประมาณที่จะใช้หรือไม่ และ 3. หลักของความโปร่งใสและตรวจสอบได้ โดยตนเชื่อว่าทั้งนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาฯ และนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาฯคนที่ 1 ในฝ่ายนโยบายก็ได้ให้กับนโยบายกับข้าราชการเรื่องความโปร่งใสที่ตรวจสอบได้ รวมถึงเรื่องของความคุ้มค่าของงบประมาณที่ได้ขอดำเนินการต่างๆ ก็ต้องเน้นถึงความจำเป็น แต่อย่างไรก็ตาม โครงการต่างๆที่สภาฯได้ขอไปยังอยู่ในขั้นตอน ยังไม่ได้รับการอนุมัติ ซึ่งเดือนพ.ค. จะมีการพิจารณางบประมาณ ซึ่งเป็นหน้าที่หลักของสส. ที่จะมีการเปิดโครงการของหน่วยงานต่างๆ รวมถึงสภาฯด้วยว่า ได้ของบประมาณในส่วนไหนไปบ้าง หากกรรมาธิการงบประมาณเห็นว่าโครงการไหนไม่มีความจำเป็นทางกรรมาธิการก็สามารถปรับลดงบประมาณในส่วนที่ไม่มีความจำเป็นได้ในชั้นวาระ 2 และทางสส. ในห้องประชุมใหญ่ก็สามารถขอแปรญัตติ เพื่อปรับลดงบประมาณได้ ฉะนั้น จึงเป็นเพียงแค่แนวทางของสำนักงานเลขาธิการสภาฯ ที่ได้เสนอของบประมาณขึ้นไป ส่วนจะอนุมัติหรือไม่ก็อยู่ที่ผู้แทนราษฎรและกรรมาธิการที่จะพิจารณาในวาระที่ 2 และ 3 ต่อไป

เมื่อถามว่า มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่างบประมาณที่ขอไปมีความไม่คุ้มค่า ต้องมีการไปกำชับเรื่องลดทอนให้น้อยลงหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ในส่วนของตนที่ได้พาไปดูห้องประชุม 1,500 ที่นั่ง ตอนแรกงบประมาณที่ทำเสนอมา น่าจะประมาณ 170 ล้านบาท ตนจึงให้โจทย์กับหน่วยงานไปว่าต้องไปเชิญผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในด้านนี้หลายเจ้าเพื่อมาปรึกษาและพูดคุยกันว่างบประมาณที่ทางสำนักงานเลขาธิการสภาฯ ได้ตั้งมาว่ามากเกินไปหรือไม่ สุดท้ายจึงได้นำเสนอขึ้นมาใหม่คือ 99 ล้านบาท ลดไปประมาณเกือบครึ่งหนึ่ง จึงเป็นส่วนหนึ่งที่สามารถปรับลดได้ เช่นเดียวกันในชั้นของกรรมาธิการงบประมาณ ที่สามารถจะปรับลดหรือตัดออกทั้งโครงการก็ได้ ฉะนั้น เป็นอำนาจของกรรมาธิการหากเห็นว่าโครงการนี้จำเป็นหรือไม่ ถ้าไม่มีความจำเป็นกรรมาธิการงบประมาณก็สามารถที่จะตัดทิ้งได้ หรือหากไม่คุ้มค่ากรรมาธิการก็สามารถปรับลดงบประมาณลงได้ จึงเป็นส่วนหนึ่งของกรรมาธิการที่จะไปดำเนินการ

เมื่อถามว่า นอกจากพิพิธภัณฑ์และห้องสัมมนา 1,500 ที่นั่ง ในส่วนอื่นที่นายภราดรไม่ได้ดู อาจจะถูกวิจารณ์เหมือนกันจะต้องมีการทำความเข้าใจอย่างไร นายภราดร กล่าวว่า ที่ตนพูดได้ใน 2 ส่วนคือเพราะตนเป็นคนดู ในส่วนอื่นตนไม่ได้รับผิดชอบ และไม่ได้เป็นผู้เริ่มต้นจึงไม่รู้วัตถุประสงค์ของคนตั้งมาเขาตั้งเพราะอะไร มีความจำเป็นมากแค่ไหนตนไม่ทราบ จึงต้องลองไปถามทางหน่วยงาน

เมื่อถามถึงกรณีที่นายปดิพัทธ์ สันติภาดา อดีตรองประธานสภาฯ ระบุว่างานน่าจะเสร็จตั้งแต่ก่อนงานแล้วหรือไม่ ทำไมต้องมาทำเพิ่มเติม นายภราดร กล่าวว่า ตนเข้าใจว่าในแบบแปลนใหญ่ มีทั้งพิพิธภัณฑ์และห้องประชุมขนาดใหญ่ในการเตรียมพื้นที่เอาไว้ ส่วนในการรับงานที่ผ่านมาของสภาฯ ที่รับงานครั้งแรกไป น่าจะไม่รวมถึงในส่วนของพิพิธภัณฑ์ และห้องประชุม ไม่เช่นนั้นฝ่ายตรวจรับงานเขาตรวจไม่ได้ 

“ข้าราชการไม่กล้าตรวจรับงาน ถ้าตรวจรับงานไปด้วยงานที่ไม่สมบูรณ์แบบตามแบบ ติดคุกนะ ผมจึงเชื่อว่าเขาไม่กล้าทำ แต่จากที่ผมทราบเบื้องต้นด้วยเงินงบประมาณที่ทางสภาฯ ได้ก่อสร้างเริ่มแรกพื้นที่ใช้สอยทั้งหมดน่าจะประมาณ 300,000 กว่าตารางเมตร แต่เมื่อสร้างจริงกลายเป็น 400,000 ตารางเมตร หมายความว่าจำเป็นจะต้องปรับลดเนื้องานเป็นบางส่วน ในส่วนที่กำลังจะสร้างหรือกำลังจะต่อเติมอาจจะอยู่ในส่วนที่ตัดออกไป ซึ่งผมเชื่อว่าด้วยคณะกรรมการตรวจรับของสภาฯ คงไม่ชุ่ยขนาดนั้น” นายภราดร กล่าว

ใส่ร้ายทำ สว.ตกเป็นจำเลย! ‘พิสิษฐ์’ปรี๊ดแตก โต้‘วุฒิสภา’เปล่าผลาญงบ 69

ใส่ร้ายทำ สว.ตกเป็นจำเลย! ‘พิสิษฐ์’ปรี๊ดแตก โต้‘วุฒิสภา’เปล่าผลาญงบ 69

ใส่ร้ายทำ สว.ตกเป็นจำเลย! ‘พิสิษฐ์’ปรี๊ดแตก โต้‘วุฒิสภา’เปล่าผลาญงบ 69

วันพุธ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.24 น.

ใส่ร้ายทำ สว.ตกเป็นจำเลย! “พิสิษฐ์”ปรี๊ดแตก โต้”วุฒิสภา”เปล่าผลาญงบปี 69 ชี้โรงหนัง 4D เป็นของสำนักงานเลขาฯสภาฯ ส่วนงบเรียนภาษาจีนมีมาตั้งแต่ปี 49 ใช้เงินแค่ 5 หมื่น เรียนทั้ง”สว.-สส.-ข้าราชการ” ขณะที่งบ 2.3 ล้าน ครม.ไม่อนุมัติตั้งแต่เดือน มี.ค. ฉะข่าวที่ออกไปจงใจใส่ร้าย สว.ให้ตกเป็นจำเลยสังคม

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2568 ที่รัฐสภา นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว.แถลงถึงกรณีสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ในโครงการต่างๆ ว่า ขอยืนยันว่า สว.ไม่ได้ของบประมาณเพื่อมาทำโครงการพัฒนาระบบโรงภาพยนต์ 4D จำนวน 180 ล้านบาท แต่เป็นของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เพื่อห้องปรับปรุงสารนิเทศให้มีความทันสมัย เป็นสถานที่สำหรับให้ความรู้และแนะนำข้อมูลของรัฐสภาให้กับผู้ที่มาเยี่ยมชมรัฐสภา ดังนั้น ไม่ใช่ของวุฒิสภา ส่วนเรื่องโครงการพัฒนาทักษะภาษาจีนสำหรับ สว.มีมาตั้งแต่ปี 2549 แล้ว เป็นการส่งเสริมบทบาทของรัฐสภาไทยในเวทีระหว่างประเทศ ซึ่งปีนี้เรามีความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนมาครบ 50 ปี ซึ่งจากการสอบถามจากสำนักงบประมาณแล้วว่าใช้เงินจำนวน 5 หมื่นบาท 15 ครั้ง ซึ่งมีทั้ง สว., สส.และข้าราชการ ตนถามว่าเราใช้งบประมาณเกินกว่าเหตุหรือไม่

“ผมยืนยันว่า 15 ท่านที่เดินทางไปต่างประเทศ ชำระค่าเดินทางและค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด ดังนั้น ไม่ได้ใช้งบประมาณภาษีแม้แต่สตางค์เดียว โปรดทำความเข้าใจด้วย ส่วนงบประมาณจำนวน 2,363,900 บาท ครม.ไม่ได้อนุมัติตั้งแต่เดือน มี.ค.แล้ว การที่ออกข่าวออกไป ผมไม่ทราบมีเจตนาที่จะใส่ร้ายให้ สว.ตกเป็นจำเลยของสังคมหรือไม่” นายพิสิษฐ์ กล่าว

นายพิสิษฐ์ กล่าวต่อว่า ส่วนการจัดสรรงบประมาณสำหรับเบี้ยประชุมคณะกรรมธิการวิสามัญพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่มีหน้าที่ให้ความสำคัญต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยเผยแพร่ให้ประชาชนทั่วไปได้ตระหนักรู้ และสำนึกในพระมหากรุณา ที่คุณูปการที่ทรงมีต่อต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รวมทั้งส่งเสริมและนำพระราชดำรัสไปประพฤติและปฏิบัติหน้าที่ของแต่ละคนเพื่อความผาสุกความเจริญความมั่นคงและมั่งคั่งของประเทศและประชาชนสืบไป การจัดสรรงบประมาณสำหรับเบี้ยประชุมสัปดาห์ละ 1 วัน จำนวนทั้งหมด 52 สัปดาห์ใน 1 ปี ถ้าไม่มีประชุมก็ไม่ต้องเบิกเบี้ยประชุม เช่นเดียวกับคณะกรรมาธิการสามัญทั่วไป จึงไม่ทราบว่าคนที่ออกคลิปมีเจตนาอะไร หรือต้องการโจมตีแบบนี้ เหตุใด สว.ถึงตกเป็นจำเลยของสังคมวันแล้ววันเล่าไม่จบไม่สิ้นสักที ขอย้ำวุฒิสภาไม่มีสิทธิ์อนุมัติงบประมาณใดๆ ทั้งสิ้น ดังนั้น หวังว่าสื่อที่นำเสนอข่าวจะลบข่าวออกจากระบบออนไลน์ด้วย

‘เสธหิ’ยัน’พีระพันธุ์’ไม่หนักใจ ปมถือหุ้น-ถุงยังชีพ ลั่นทำตามกระบวนการ

'เสธหิ'ยัน'พีระพันธุ์'ไม่หนักใจ ปมถือหุ้น-ถุงยังชีพ ลั่นทำตามกระบวนการ

‘เสธหิ’ยัน’พีระพันธุ์’ไม่หนักใจ ปมถือหุ้น-ถุงยังชีพ ลั่นทำตามกระบวนการ

วันพุธ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.19 น.

“เสธหิ”ยัน”พีระพันธุ์”ไม่หนักใจ ปมถือหุ้น-ถุงยังชีพ ลั่นทำตามกระบวนการครบถ้วน แจงบางบริษัทร้างไม่ได้ทำกิจการแล้ว ย้ำไม่มีบริษัทไหนมีผลประโยชน์ทับซ้อนแอบแฝงพลังงาน อัดพวกใช้เทคนิคทางกฎหมายเล่นงาน

เมื่อวันที่ 7 พฤศภาคม 2568 นายหิมาลัย ผิวพรรณ ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน ในฐานะผู้อำนวยการพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะเรียก นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกฯ และรมว.พลังงาน ในฐานะหัวหน้าพรรค รทสช.ไปรับทราบข้อกล่าวหา กรณีถือหุ้นบริษัท และการแจกถุงยังชีพโดยมีสติกเกอร์ ว่า นายพีระพันธุ์ไม่ได้มีอะไรหนักใจ เพราะประเด็นเรื่องถุงยังชีพเป็นความเข้าใจผิดของทีมงาน ท่านไม่ได้ทันสังเกตดู ลงพื้นที่ท่านก็รีบ ไม่ไปที่โพเดียมก่อน ลงรถรีบเดินเข้าไปหาชาวบ้านก่อน แต่พอท่านเห็นก็รีบให้แก้ไขและเดินทางกลับ

นายหิมาลัย กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องหุ้น มันก็เหมือนเทคนิคต้องถามว่ารายละเอียดปีกย่อย ตนยังไม่สามารถบอกได้ เพราะเรื่องพวกนี้เป็นเทคนิคข้อกฎหมายที่นำมาเล่นงาน แต่นายพีระพันธุ์ได้ทำตามกระบวนการส่วนตัวครบถ้วนเรียบร้อยหมดแล้ว ส่วนที่มีการร้องเรียนก็ไปว่ากัน ซึ่งนายพีระพันธุ์ก็จะไปชี้แจงด้วยตัวเอง ซึ่งนายพีระพันธุ์มีความมั่นใจมาก ซึ่งบริษัทของท่านขณะนี้ บางแห่งเป็นบริษัทร้างไม่ได้ทำกิจการแล้ว แต่อย่างไรก็ตามบริษัททั้งหมด ไม่มีบริษัทไหนทำเกี่ยวกับพลังงาน และไฟฟ้าเลย ยืนยันได้ว่าท่านไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน

“ขอให้ประชาชนมั่นใจว่าท่านไม่มีเจตนาที่จะซุก ซ่อนเร้น หรือมีเจตนาที่จะมีผลประโยชน์แอบแฝงเรื่องหุ้น และสำคัญที่สุดบริษัทของท่านไม่มีกิจการอะไร ที่จะไปทับซ้อนกับอำนาจหน้าที่ของท่าน” นายหิมาลัย กล่าว

แนะไทยนำมาเป็นบทเรียน! ‘จักรภพ’เตือนวิกฤตอินเดีย–ปากีสถานอาจลุกลาม หากไร้ตัวกลางหย่าศึก

แนะไทยนำมาเป็นบทเรียน! 'จักรภพ'เตือนวิกฤตอินเดีย–ปากีสถานอาจลุกลาม หากไร้ตัวกลางหย่าศึก

แนะไทยนำมาเป็นบทเรียน! ‘จักรภพ’เตือนวิกฤตอินเดีย–ปากีสถานอาจลุกลาม หากไร้ตัวกลางหย่าศึก

วันพุธ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.54 น.

“จักรภพ” เตือนวิกฤตอินเดีย–ปากีสถานอาจลุกลาม หากไร้ตัวกลางหย่าศึก ชี้ “ซาอุฯ” เหมาะสมรับบทผู้นำสร้างสันติ แนะไทย นำมาเป็นบทเรียนจัดการความมั่นคง 

นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แสดงความเห็นต่อกรณีความตึงเครียดระหว่างอินเดียและปากีสถาน หลังมีรายงานว่ากองทัพอากาศอินเดียได้ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศในพื้นที่ของปากีสถานรวม 9 จุด เพื่อตอบโต้เหตุการณ์ลอบโจมนักท่องเที่ยวในแคว้นแคชเมียร์ ซึ่งอินเดียระบุว่าปากีสถานอยู่เบื้องหลัง

นายจักรภพระบุว่า สถานการณ์ครั้งนี้อาจนำไปสู่ความรุนแรงในระดับที่กว้างขึ้น หากทั้งสองฝ่ายไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ โดยเฉพาะเมื่อทั้งอินเดียและปากีสถานต่างเป็นประเทศที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ หากมีฝ่ายใดใช้ก่อน จะนำไปสู่การตอบโต้ และอาจลุกลามกลายเป็นสงครามนิวเคลียร์ หรือแม้แต่สงครามโลก อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ายังมีปัจจัยที่ช่วยบรรเทาความตึงเครียด และคาดว่าเหตุการณ์นี้อาจค่อย ๆ เย็นลงภายใน 3–6 เดือน

นายจักรภพ กล่าวด้วยว่า เหตุปะทะในครั้งนี้เกี่ยวโยงกับปมขัดแย้งประวัติศาสตร์ระหว่างสองประเทศ ที่มีมาตั้งแต่ได้รับเอกราชจากอังกฤษเมื่อปี 1947 โดยเฉพาะข้อพิพาทเรื่องดินแดนแคชเมียร์ ซึ่งยังไม่มีข้อยุติจนถึงปัจจุบัน ทั้งสองฝ่ายมีประสบการณ์ร่วมกันในการทำสงครามและการหย่าศึก รู้วิธีจะรบกันและจะหยุดรบ ขณะเดียวกัน ความซับซ้อนของสถานการณ์ภายในปากีสถานเอง โดยเฉพาะบทบาทของกองทัพและหน่วยข่าวกรอง ISI ที่มีอิทธิพลสูง และมักทำงานแยกขาดจากรัฐบาลพลเรือน ยิ่งทำให้การจัดการปัญหาซับซ้อนยิ่งขึ้น

ต่อข้อถามที่ว่าใครเหมาะสมเป็นตัวกลางในการหย่าศึกในครั้งนี้ อดีตรมต.ประจำสำนักนายฯ กล่าวว่า โดยส่วนตัวมองว่าจากการให้สัมภาษณ์ของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ก็ไม่มีท่าทีชัดเจนว่าจะเข้ามายุ่งเกี่ยว โดยกล่าวเพียงสั้น ๆ ว่าก็รบกันมานานและก็คงจะยืดเยื้อไปอีกหลายปี  ขณะที่ประเทศมุสลิมอื่น ๆ เช่น อิหร่าน อาจถูกมองว่าเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ดังนั้นซาอุดิอาระเบีย โดยเฉพาะมกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน จึงอาจเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการหย่าศึก เนื่องจากมีภาพลักษณ์สายกลางและได้รับการยอมรับในเวทีระหว่างประเทศ

“ถ้าไม่มีตัวกลางที่มีอำนาจและบารมีพอ ความขัดแย้งอาจปะทุซ้ำจากแรงยุยงภายในประเทศ จนลุกลามเป็นสงครามขนาดใหญ่ได้ ซึ่งไม่มีฝ่ายใดต้องการ การยุติความรุนแรงโดยต่างฝ่ายต่างถอย อาจเป็นทางออกที่ดีที่สุดในเวลานี้” นายจักรภพกล่าวทิ้งท้าย พร้อมเตือนให้ทุกประเทศ โดยเฉพาะประเทศไทย หันมาศึกษาบทเรียนจากความขัดแย้งของเพื่อนบ้าน เพื่อเรียนรู้วิธีป้องกันและจัดการปัญหาความมั่นคงในภูมิภาคอย่างสันติ” นายจักรภพ กล่าว

‘ทวี’ยัน’ดีเอสไอ’ยึดหลักฐาน-พยาน แจ้งข้อหาสว. ย้ำสาวถึงใครดำเนินการหมด

'ทวี'ยัน'ดีเอสไอ'ยึดหลักฐาน-พยาน แจ้งข้อหาสว. ย้ำสาวถึงใครดำเนินการหมด

‘ทวี’ยัน’ดีเอสไอ’ยึดหลักฐาน-พยาน แจ้งข้อหาสว. ย้ำสาวถึงใครดำเนินการหมด

วันพุธ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.48 น.

‘ทวี’ขอถาม’กกต.’ปมแย้มสรุปสำนวนแจ้งข้อหาสว.ล็อตแรก ยัน’ดีเอสไอ’ยึดหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ และพยาน ย้ำสาวถึงใครดำเนินการหมด แย้มมีคนเกี่ยวข้องเข้าเป็นพยานเพียบ

เมื่อวันที่ 7 พ.ค.2568 ที่กองบังคับการตำรวจภูธรภาค 1 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษณ์กรณีกระแสข่าวว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมแจ้งข้อกล่าวหาสว.ล็อตแรก 60 คน ว่า เราต้องแยกส่วนกัน คณะทำงานของกกต. ที่มี 7 คน จะมีพนักงานสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ไปร่วม 3 คน ซึ่งเขามีกรอบเวลาทำงานที่ต้องส่งเรื่องต่อไปยัง กกต.ชุดใหญ่ อาจนำพยานหลักฐานจากดีเอสไอบางส่วนไป ซึ่งตนไม่ทราบรายละเอียด รู้เพียงว่าหลักฐานต่างๆ จะเป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ พยานบุคคล และกกต. เป็นองค์กรอิสระ ที่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง รายละเอียดคงต้องถามเขา

แต่ในส่วนของดีเอสไอ เรามี 2 คดีคือคดีฟอกเงิน และคดีอั้งยี้ ทั้ง 2 คดีจะมีพนักงานสอบสวน ที่ไปร่วมกับกกต.อยู่ด้วย และเรายังได้ทำหนังสือขอให้กกต. มาเป็นที่ปรึกษาด้วย ซึ่งหลักฐานในส่วนของเรานั้นจะเป็นเอกสาร ภาพถ่าย เสียง สถานที่อยู่ ซึ่งมี 10 กว่ารายการ หากรายการหนึ่งเป็นเรื่องบังเอิญได้ รายการที่สองจะไม่บังเอิญแล้ว รายการที่สามจะเป็นพฤติกรรม ถ้ามีสี่ห้าหกเจ็ตก็เชื่อว่ามีการกระทำตามที่กล่าวหา

เมื่อถามว่า 2 คดี ของดีเอสไอจะสรุปได้ในช่วงใด พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า หลังจาก กกต. ไม่นาน หากพยานไปถึงใครเอาหมด

เมื่อถามว่าจะสาวไปถึงคนที่อยู่เบื้องหลังได้หรือไม่ พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า พยานไปถึงใครเอาหมด

เมื่อถามว่า นายอลงกต วรกี สว. ออกมาระบุว่า สว. อยู่สูงกว่าดีเอสไอ มองอย่างไร พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า มนุษย์ทุกคนเท่าเทียมกันหมด มีคุณค่ามีศักดิ์ศรี และเรื่องการอำนวยความยุติธรรมจะใช้อคติไม่ได้ เราใช้พยานหลักฐาน ส่วนที่สว. พูดมาจะบั่นทอนจิตใจหรือไม่นั้น พนักงานสอบสวนเรารับฟัง บางทีท่านอาจมีข้อมูล เราเปิดโอกาส แม้แต่ สว. ที่คิดว่าตัวเองไม่ผิดก็มาเป็นพยานได้ เราพบว่ามีบุคคลที่เกี่ยวข้องมาเป็นพยานเยอะในส่วนของดีเอสไอ และเราเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยของพยาน ตอนนี้เริ่มมีการคุ้มครองพยาน และสว.บางคน เมื่อได้ตำแหน่งเราได้ตรวจสอบไปว่ามีใครมาเป็นผู้ช่วยมาเป็นผู้เชี่ยวชาญแล้วได้รับประโยชน์เป็นเงินของรัฐบาลเราก็ต้องไปตรวจสอบ

เมื่อถามว่าพยานที่ว่ามีสว. หรือไม่ พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ต้องไปถามพนักงานสอบสวน

เมื่อถามว่า นอกจากการหาข้อมูลที่อำนาจเจริญแล้วยังมีจังหวัดอื่นๆ อีกหรือไม่ พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ทุกจังหวัด และที่อำนาจเจริญไม่ได้มีการขัดขวาง หากไปดูการให้การใน 10 กว่าปากมีการพูดถึงผู้บงการอยู่ 

เมื่อถามว่ามีความขัดแย้งกับกระทรวงมหาดไทยหรือไม่ และได้พูดคุยกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย บ้างหรือไม่ พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า มีการพูดคุย ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็ได้ทักทายกัน และตนไม่ได้มีความขัดแย้งกับกระทรวงมหาดไทย อีกทั้งในกฎหมายสอบสวนคดีพิเศษบางมาตรา ที่มีข้อบังคับเกี่ยวกับการประสานงานกับผู้ว่าฯ และตำรวจ ซึ่งผู้ว่าฯ เป็นพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจที่มีหน้าที่สืบสวนหากดีเอสไอแจ้งไปท่านคงไม่ขัดขวาง ซึ่งในส่วนของผู้ว่าฯ ไม่ทราบว่าอธิบดีดีเอสไอแจ้งไปหรือไม่ และหากเข้าไปขอหลักฐาน ถ้าใครไม่ให้หลักฐาน ในมาตรา 24 จะมีโทษอยู่

อย่างไรก็ตามพนักงานสอบสวนหากมีหน้าที่แล้วไม่ทำ โดยเฉพาะเรื่องการทุจริตจะมีความผิดตามกฏหมายประกอบรัฐธรรมนูญรวมถึงกฎหมายอาญามาตรา 157 ด้วย แต่ขณะนี้ยังไม่พบว่ามีการขัดขวาง

ไร้‘นายใหญ่’หนุน! ‘พิสิษฐ์’มึนข่าว‘ฮั้วเลือกสภาสูง’ ยัน 200 สว.เป็นอิสระ

ไร้‘นายใหญ่’หนุน! ‘พิสิษฐ์’มึนข่าว‘ฮั้วเลือกสภาสูง’ ยัน 200 สว.เป็นอิสระ

ไร้‘นายใหญ่’หนุน! ‘พิสิษฐ์’มึนข่าว‘ฮั้วเลือกสภาสูง’ ยัน 200 สว.เป็นอิสระ

วันพุธ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.47 น.

ไม่รู้จริงๆ 60 สว.มีใครบ้าง! “พิสิษฐ์”มึนข่าว จ่อถูกแจ้งข้อกล่าวหาคดี”ฮั้วเลือกสภาสูง” ยัน 200 คนเป็นอิสระ ไร้”นายใหญ่”หนุน ยันพร้อมร่วมมือ หาก”กกต.”มอบอำนาจ”ดีเอสไอ”สอบ แจง”อลงกต”พลั้งปาก-ความคิดไปหน่อยยกชั้นศักดิ์สูงกว่า ชี้หมายถึง”พ.ร.ป.”เป็นกฎหมายที่สูงกว่า”พ.ร.บ.”

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2568 ที่รัฐสภา นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ให้สัมภาษณ์กรณีกระแสข่าวคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมแจ้งข้อกล่าวหา 60 สว.ในคดีฮั้วเลือก สว.ในวันที่ 8 พ.ค.นี้ ว่า ตนไม่ทราบจริงๆ ว่า สว. 60 คนมีใครบ้าง และไม่รู้ว่าข่าวนี้มาจากไหน เพราะยังไม่ได้มีการส่งหนังสือแจ้งมายัง สว.แต่อย่างใดส่วนที่ผ่านมาเคยมีการเรียกสอบหรือเรียก สว.ไปให้ข้อมูลหรือไม่นั้น ในส่วนของ กกต.มีการเรียก สว.ไปสอบเป็นปกติอยู่แล้ว

“เรายังไม่ทราบที่มาของข่าวจากแหล่งข้อมูลจริงๆ และไม่รู้ว่าตัวเลขดังกล่าวมาจากไหนด้วย เห็นในแต่ในสื่อที่เขียนขึ้นมา 60 ท่าน ผมก็ต้องบอกตรงๆ ว่าไม่รู้มาจากไหนด้วย ตัวเลขตัวนี้ และเป็นใครบ้างก็ไม่ทราบอีก ก็เลยไม่รู้จะกังวลไปเพื่ออะไร” นายพิสิษฐ์ กล่าว

ส่วนมองว่าเรื่องที่ กกต.จะแจ้งข้อกล่าวหา สว.มีมูลหรือไม่ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ตนตอบไม่ได้ และรอดูเหมือนทุกท่าน อยากให้ถึงพรุ่งนี้เร็วๆ เพราะอยากทราบเหมือนกัน ส่วนในกลุ่ม สว.มีการพูดคุยถึงเรื่องนี้อย่างไรบ้างนั้น เอาตรงๆส่วนตัวตนแทบไม่ได้ตามข่าวเรื่องนี้แล้ว เพราะว่าข่าวก็ลงวนไปวนมาซ้ำซากเหมือนเดิม ตนรู้สึกว่าไม่ได้มีอะไรที่แตกต่างกันกับข่าวที่ออกมาในช่วงแรกๆ

เมื่อถามว่า ที่ผ่านมาทาง กกต.เคยเรียกไปให้ข้อมูลในลักษณะใดบ้าง นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า มีเรียกเข้าไปสอบถามเกี่ยวกับประวัติในแบบข้อมูลแนะนำตัวของผู้สมัคร (สว.3) ว่าใน สว.3 เราเขียนอะไร อย่างไรและไปชี้แจง ซึ่งต้องบอกว่า สว.ทุกท่านไปชี้แจง กกต.ในเรื่องนี้ เมื่อถามว่านอกจากนี้มีการสอบถามในเรื่องฮั้วหรือไม่ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ก็ถามเป็นเรื่องปกติว่ามีการประชุมกันหรือไม่ ซึ่งเป็นคำถามที่ทาง กกต.ถามอยู่แล้ว ไม่ใช่เป็นเรื่องใหม่

เมื่อถามถึงกรณีข่าวระบุว่า สว.138 คน ได้มีการพูดคุยและเคลียร์กับนายใหญ่จนรู้เรื่องแล้ว นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบว่านายใหญ่คือใคร ส่วนตัวตนต้องบอกว่ารู้จักกับ สว.ทุกคน ในวันที่มาเป็น สว.แล้ว ส่วนวันที่เลือก สว.ตนไม่รู้จักใครเลย ทุกคนมีอิสระมาก ต้องบอกว่าทุกคนไม่รู้จักกันมาก่อน

เมื่อถามว่า มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีผู้ใหญ่คอยซัพพอร์ต นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ยืนยันว่า ไม่มีใครซัพพอร์ตเลย เพราะมันซัพพอร์ตไม่ได้อยู่แล้ว อย่าลืมว่ารัฐธรรมนูญระบุว่า สว.ต้องไม่สังกัดพรรคการเมืองหรือกลุ่มบุคคลใดก็ตาม ดังนั้น พวกเราทั้งหมด 200 คน มาจากอิสระทุกคน

เมื่อถามว่า หากในอนาคต กกต.เรียกให้ไปชี้แจงข้อกล่าวหาพร้อมร่วมมือหรือไม่ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ถ้าเป็น กกต.ตนพร้อมไปแน่นอน ส่วนถ้าเป็นดีเอสไอพร้อมไปหรือไม่นั้น ถ้าเขามอบอำนาจให้ กกต.ทำ มาจาก กกต.เป็นคนสั่ง ก็ต้องไป ตนยึดตามกฎหมายเป็นหลัก รัฐธรรมนูญว่าอย่างไรก็ว่าตามนั้น ถ้าอำนาจหน้าที่ของ กกต.สั่งให้ทางดีเอสไอ เป็นคนกระทำ มันก็เป็นสิ่งที่ สว.ต้องไปให้การ อย่างไรก็ตามตนย้ำว่าทุกอย่างต้องผ่าน กกต.เป็นหลัก อันนี้สำคัญมาก

เมื่อถามถึงกรณี นายอลงกต วรกี สว.ระบุว่า สว.มีศักดิ์สูงนั้น นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า คำว่าศักดิ์สูงไม่มีจริง คิดว่านายอลงกตเป็นคนคิดเร็วทำเร็ว และพูดเร็วจนทำให้สื่อสารผิดพลาด คำว่าศักดิ์สูงหรือไม่ศักดิ์สูง ตนใช้คำว่า พ.ร.บ.กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แต่การเลือก สว.มันเป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบ (พ.ร.ป.) รัฐธรรมนูญ ถ้าตามหลักนิติศาสตร์ พ.ร.ป.มีศักดิ์สูงกว่า พ.ร.บ.ทั่วไป แค่นั้นเอง คิดว่าท่านอลงกตน่าจะคิดเร็วทำเร็วเกินไป จนทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้

’ผู้ว่าฯ สตง.‘ ชิ่งแจงปมร้อน ’ตึกถล่ม‘ ‘ปลอด’ซัดเป็นลูกผู้ชายไม่พอ สอนมวยต้องยืนอย่างกล้าหาญ

’ผู้ว่าฯ สตง.‘ ชิ่งแจงปมร้อน ’ตึกถล่ม‘  ‘ปลอด’ซัดเป็นลูกผู้ชายไม่พอ สอนมวยต้องยืนอย่างกล้าหาญ

’ผู้ว่าฯ สตง.‘ ชิ่งแจงปมร้อน ’ตึกถล่ม‘ ‘ปลอด’ซัดเป็นลูกผู้ชายไม่พอ สอนมวยต้องยืนอย่างกล้าหาญ

วันพุธ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.33 น.

เป็นลูกผู้ชายไม่พอ! ‘ปลอด’ สบช่องหยาม ’ผู้ว่าฯ สตง.‘ ชิ่งแจงปมร้อน ’ตึกถล่ม‘ ต่อ ’กมธ.ยกระดับมาตรฐานก่อสร้างฯ‘ สอนมวยต้องยืนอย่างกล้าหาญ รับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้น ลบล้างครหาจากสังคม ยันจะตามไล่บี้มาเปิดปากให้ได้ – ลุยล้วงไปถึงแก้ไขกม. – บทบาทหน้าที่ ให้มีประสิทธิภาพ ปชช.ไว้ใจ

วันที่ 7 พฤษภาคม 2568 เมื่อเวลา 13.30 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาศึกษาการยกระดับมาตรฐานการก่อสร้างมาตรฐานความปลอดภัย การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมรับเหมรก่อสร้างอย่างเป็นระบบ สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกมธ.ฯ ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อสรุปสาเหตุอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)แห่งใหม่ ถล่มจากเหตุแผ่นดินไหว โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง(ยผ.) กรุงเทพมหานคร และนายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าการการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) แต่นายมณเฑียร ติดภารกิจไม่สามารถมาชี้แจงต่อมกธ.ฯได้ จึงได้ส่งนายสุทธิพงษ์ บุญนิธิ รองผู้ว่าฯ สตง. เข้าชี้แจงแทน โดยก่อนเข้าประชุมกมธ.ฯ นายสุทธิพงษ์ ได้ถูกสื่อรุมถามเกี่ยวกับความคืบหน้าเรื่องดังกล่าว แต่นายสุทธิพงษ์ ไม่ได้ให้สัมภาษณ์แต่อย่างใด

ทั้งนี้ นายปลอดประสพ กล่าวก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมว่า ตนเข้าใจความรู้สึกของสตง.ดี สมัยตนรับราชการอยู่ที่กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตนเคยเจอเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกับกรณีของสตง.ขณะนี้ คือกรณีป่าสาละวิน เดินไปที่ไหนคนก็ด่าทั้งประเทศ เขาบอกว่าร่วมกันโกง เอาไม้มาสวมโสร่ง ตอนที่ตนกำลังจะขึ้นเป็นปลัดกระทรวงทรัพยากรฯ ก็ถูกผู้ใหญ่ขอร้องว่าให้ไปจัดการเคลียร์ปัญหาสาละวิน ตนใช้เวลาถึง5ปีถูกลอบยิง2ครั้ง เครื่องบินตก2ครั้ง ในการแก้ปัญหา แล้วจึงได้เป็นปลัดฯ วันนี้ท่านทราบดีตึกถล่มลงมา มีผู้เสียชีวิตนับร้อย งบประมาณของรัฐอาจถึงกับสาบสูญไปหรือไม่ก็ไม่รู้ บริษัทประกันจะยอมหรือไม่ เพราะเป็นพิบัติภัย ตนคิดว่าหลายท่านในสตง. ไม่เกี่ยวข้องเลย เพราะยังไม่ได้มารับตำแหน่ง แต่ว่าทำอย่างไรได้ ก็ต้องช่วยกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นในประเทศไทยอีก 

“สิ่งที่เกิดขึ้นกับอาคารสตง. ไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย ตึกที่ใช้เงิน2พันกว่าล้านสร้างขึ้นมา โครงสร้างเสร็จแล้วถล่มลงภายใน8วินาที แล้วมีคนตายเป็นร้อยคน ผมจึงอยากขอร้องให้ช่วยสนับสนุนการทำงานของกมธ. เพราะกมธ.ฯ จะพูดในเชิงการเมืองผสมกับความรู้สึกประชาชน สำคัญกว่าชุดอื่นๆด้วยซ้ำไป เนื่องจากประชาชนหวังว่า เราในห้องนี้ภายใต้ความร่วมมือของท่าน จะสามารถสร้างมิติใหม่ให้กับประเทศไทย“ นายปลอดประสพ กล่าว

นายปลอดประสพ กล่าวต่อว่า เราอย่ามาปฏิเสธว่ามันไม่มีอะไร มันมีอะไรแน่นอน อย่ายกระเบียบอะไรทั้งสิ้นมาอ้างว่าปฏิบัติตามระเบียบร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้าเราปฏิบัติตามระเบียบแล้วเกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้นมา แปลว่าระเบียบนั้นมันเฮงซวยหรือไม่ได้ปฏิบัติตามระเบียบ ต้องมีอะไรซ่อนอยู่แน่นอน ยืนยันว่ากมธ.ฯชุดนี้ จะไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องของคดีใดๆ ทั้งสิ้น และเราจะปฏิวัติ ปฏิรูป เปลี่ยนแปลงระเบียบราชการทั้งหมดที่มีอยู่ ไม่ว่าจะระดับพระราชบัญญัติ หรือรองลงมาธรรมเนียมปฏิบัติ รวมไปถึงทางด้านวิชาการ เพื่อให้แน่ใจว่าอาคารทั้งของราชการ หรือเอกชน ที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทยนับแต่วันนี้เป็นต้นไป ต้องไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก ประเทศไทยไม่อาจสูญเสียสิ่งเหล่านี้ได้อีกเป็นอันขาด ดังนั้น ตนอยากจะขอร้องท่าน ได้กรุณาช่วยเราสร้างอาคารของประเทศไทยใหม่ ที่ปลอดภัยกับลูกหลานเราในอนาคต และขอให้ท่านสบายใจว่า วันนี้ ในห้องนี้ ไม่มีใครที่จะมารังแก หรือถามไถ่ท่านให้เสียเกียรติยศ ไม่ใช่จะมาดูถูกใคร แต่ท่านต้องยอมรับความจริงว่า เหตุมันเกิดที่ท่าน แล้วคนที่รู้ดีที่สุด ก็คือพวกท่าน เพราะเราไม่รู้ ตนเสียดายที่ ผู้ว่า สตง. ไม่มาด้วยตัวเอง จะด้วยติดภารกิจอะไรก็ไม่แน่ใจ จริงเท็จตนก็ต้องเชื่อท่าน

“การไม่มาในวันนี้ เอาความเห็นส่วนตัวของผมเป็นหลัก ถือว่าเป็นลูกผู้ชายไม่พอ อยากขออนุญาตใช้ความเป็นคนอายุ 80 ปี ว่า ต้องเป็นลูกผู้ชายมากกว่านี้ มีความรับผิดชอบมากกว่านี้ ลุกขึ้นยืนอย่างกล้าหาญ เล่าให้พวกเราฟังว่าอะไรเกิดขึ้น เพราะสิ่งนี้จะลบล้างสิ่งที่ท่านถูกกล่าวหา หรือดูถูกดูแคลนจากสังคม เพราะฉะนั้น ทำไมลำบากเกินไป นำคำผมไปพูดเรียนท่าน ในฐานะที่ผมอายุเยอะมากกว่า แล้วผมจะเชิญท่านมาอีกอย่างแน่นอน” นายปลอดประสพกล่าว

นายปลอดประสพ กล่าวว่า กมธ.ฯ อยากฟังคำอธิบายจากปากผู้ว่าฯ สตง. เราเคารพในตำแหน่งของรองผู้ว่าฯ สตง. ที่จริงตนเองทราบมาก่อนแล้วว่า ผู้ว่า สตง.จะไม่มา จึงได้มีการหารือกับกรรมาธิการหลายคน จริงๆตนจะเชิญท่านกลับด้วยซ้ำ แต่ถูกห้ามไว้ ว่าอายุมากแล้วไม่ควรใจร้อน ตนก็เชื่อ ตนเองเตรียมคำถามไว้กว่า 20 ข้อ ขอเพิ่มข้อที่ 21 ให้เอากลับไปคิด และเรียนผู้ว่าฯสตง.ว่า ให้มาตอบตน ในการประชุมกมธ.ฯ ครั้งหน้า ในฐานะที่เป็น สตง. ตรวจงานมาเยอะ ให้คำแนะนำคนก็เยอะ เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น ถ้าเกิดกับหน่วยงานอื่น ท่านจะให้คำแนะนำต่อคนอื่นอย่างไร และกมธ.ฯจะพิจารณาไปให้ถึงการแก้ไขกฎหมาย รวมถึงบทบาท และสถานะของ สตง.ในอนาคต เพื่อให้แน่ใจว่าสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประชาชนไว้ใจได้ เท่ากับว่าก็ต้องถูกตรวจสอบด้วยเหมือนกัน

“ที่ผมพูดไปทั้งหมดนี้ ถ้าเกิดว่ามันแรงไปหรือไม่ให้เกียรติท่าน ผมเองก็ต้องขอโทษ แต่ผมพูดด้วยความบริสุทธิ์ใจและอยากให้งานนี้ประสบความสำเร็จ” นายปลอดประสพ กล่าว

‘ทวี’ย้ำปมชั้น 14 รพ.ตำรวจ ทำตามขั้นตอน โยน’รมต.’คนก่อนแจงศาล ชี้ไม่อยู่ช่วง’ทักษิณ’รักษาตัว

'ทวี'ย้ำปมชั้น 14 รพ.ตำรวจ ทำตามขั้นตอน โยน'รมต.'คนก่อนแจงศาล ชี้ไม่อยู่ช่วง'ทักษิณ'รักษาตัว

‘ทวี’ย้ำปมชั้น 14 รพ.ตำรวจ ทำตามขั้นตอน โยน’รมต.’คนก่อนแจงศาล ชี้ไม่อยู่ช่วง’ทักษิณ’รักษาตัว

วันพุธ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.23 น.

“ทวี” ย้ำ ปมชั้น 14 รพ.ตำรวจ เป็นไปตามกระบวนการ ยัน ราชทัณฑ์ทำตามขั้นตอน โยน รมต.คนก่อน แจงศาล ชี้ ไม่ได้อยู่ช่วง “ทักษิณ” เข้าพักรักษาตัว

วันที่ 7 พฤษภาคม 2568 เวลา 11.35 น. ที่ตำรวจภูธรภาค 1 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม  ให้สัมภาษณ์กรณีการพักรักษาตัวของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ หลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดไต่สวนเพื่อดูข้อมูลในวันที่ 13 มิ.ย.นี้ กระทรวงยุติธรรมมีเรื่องใดต้องกังวลหรือไม่ เนื่องจากศาลมีคำสั่งให้โจทก์และคู่ความเดิมส่งหลักฐาน และขยายมาที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และโรงพยาบาลตำรวจ รวมถึงกรมราชทัณฑ์ ว่า ในส่วนนี้ได้เตรียมข้อมูลไว้แล้ว โดยกรมราชทัณฑ์ได้เตรียมการไว้แต่ต้น ซึ่งจะรายงานให้ศาลทราบ

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรมราชทัณฑ์ยังมั่นใจขั้นตอนว่าได้ทำถูกต้องใช่หรือไม่  พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า เป็นขั้นตอนที่ปฏิบัติมาตั้งแต่กฎหมายเก่า และกฎหมายใหม่ เรื่องนี้มีคำพิพากษาศาลฎีกาวางไว้ โดยกรมราชทัณฑ์จะทำอะไรต้องดูเจตนารมย์ของกฎหมาย โดยดูร่างกฎหมายแต่ละมาตรา เราทำได้แค่ไหน เพราะเรื่องการบริหารโทษในราชทัณฑ์ เราต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาลด้วย

ผู้สื่อข่าวถามว่า สังคมยังมีข้อกังขาในเรื่องนี้ทั้งที่มีการอธิบายมาอย่างต่อเนื่อง พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า สังคมมีสิทธิ์กังขา ก็เป็นเรื่องที่ดี แต่สังคมจะเชื่อศาลเมื่อมีคำพิพากษาถึงที่สุด 

เมื่อถามถึง การประชุมแพทยสภาในวันที่ 8 พ.ค.นี้ อาจมีการนำเสนอผลการตรวจสอบว่านายทักษิณมีการป่วยจริงหรือป่วยทิพย์ ถ้าผลออกมาในทางลบต่อนายทักษิณ จะส่งผลกระทบกับรัฐมนตรี มีข้อกังวลหรือไม่ รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า เราต้องรับฟัง และตนเคารพการตรวจสอบ ตอนที่ตนเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรี นายทักษิณไปอยู่ที่โรงพยาบาล 1 เดือนแล้ว และเมื่อไปดูเนื้อหาข้างในทุกอย่างก็เป็นไปตามขั้นตอนหมดไม่มีอะไรผิดปกติ

เมื่อถามย้ำว่า หากศาลเรียกพร้อมที่จะชี้แจงใช่หรือไม่ พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า น่าจะถามรัฐมนตรีคนก่อน เนื่องจากตนไม่ได้อยู่ในช่วงเหตุการณ์นั้น