ไม่ทำให้คนไทยผิดหวัง! ‘ชมพู่-วีณา’ติดอันดับ15ชุดสวยปังบนพรมแดงเมืองคานส์2025

ไม่ทำให้คนไทยผิดหวัง! 'ชมพู่-วีณา'ติดอันดับ15ชุดสวยปังบนพรมแดงเมืองคานส์2025

ไม่ทำให้คนไทยผิดหวัง! ‘ชมพู่-วีณา’ติดอันดับ15ชุดสวยปังบนพรมแดงเมืองคานส์2025

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 19.55 น.

28 พฤษภาคม 2568 จบลงไปแล้วสำหรับงานเทศกาลภาพยนต์ระดับโลก เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ 2025 (78th Cannes Film Festival) ที่เมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งมีเซเลบ-ดาราดังจากทั่วทุกมุมโลกเข้าร่วมงาน 

โดยหนึ่งในไฮโลต์ของเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ คือแฟชั่นพรมแดงของเหล่าคนดัง โดยสื่อออนไลน์ระดับโลกอย่าง MsMoJo ที่มีผู้ติดตามกว่า 5.59 ล้านคนบนยูทูบ ได้จัดอันดับดารา-เซเลบที่มีลุคที่สวยที่สุดในงานเทศกาลหนังเมืองคานส์ 2025 ซึ่ง 2 คนไทยอย่างซุปตาร์ตัวแม่ ‘ชมพู่’ อารยา เอ ฮาร์เก็ต และ ‘วีณา’ ปวีณา ซิงห์ ก็ติดอันดับ 2 และ 8 อีกด้วย 

ซึ่งรายชื่อของ 15 เซเลบ-ดาราดังที่ติดอันดับที่สวยที่สุดในงานเทศกาลหนังเมืองคานส์ 2025 ได้แก่

1. Alia Bhatt

2. วีนา ปวีนา ซิงห์ 

3. Natalie Portman

4. Eva Longoria

5. Elle Fanning

6. Naomi Campbell

7. Dakota Johnson

8. อารยา เอ ฮาร์เก็ต 

9. Margaret Qualley

10. Halle Berry

11. Julia Garner

12. Elaine Zhong [aka Zhong Chuxi]

13. Scarlett Johansson

14. Viola Davis

15. Bella Hadid

ส่องไอเทมลับเสริมหล่อ ‘ไปป์-นิว’ พร้อมเคล็ดลับสับสวย!! จาก ‘เอินเอิน’

ส่องไอเทมลับเสริมหล่อ ‘ไปป์-นิว’ พร้อมเคล็ดลับสับสวย!! จาก ‘เอินเอิน’

ส่องไอเทมลับเสริมหล่อ ‘ไปป์-นิว’ พร้อมเคล็ดลับสับสวย!! จาก ‘เอินเอิน’

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 19.37 น.

ควงกันออกงานฉ่ำ สำหรับสองหนุ่มฮอตจากซีรีส์ GELBOYS ไปป์-มนธภูมิ สุมนวรางกูร และ นิว-ชยภัค ตันประยูร ล่าสุดกอดคอมาร่วมงาน “EVEANDBOY BEST SELLING AWARDS 2024” งานประกาศรางวัลที่สุดแห่งปีของวงการบิวตี้ ที่ทุกคนรอคอย ภายใต้คอนเซปต์ THE TIMELESS ELEGANCE ความงามที่ไม่เคยตกเทรนด์ที่พิสูจน์แล้วว่านี่คือ “ความงาม” ที่แท้จริง โดยปีนี้มาพร้อมกับผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพถึง 145 รางวัล ที่ครอบคลุมถึง 6 ประเภท ได้แก่ เครื่องสำอาง น้ำหอม ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวกาย ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม อุปกรณ์เสริมความงาม และอาหารเสริม จากสินค้ากว่า 100,000 บิวตี้ไอเทม การันตีด้วยรางวัลยอดขายสูงสุดแห่งปี 2024 ซึ่งภายในงานคับคั่งไปด้วยเหล่าเซเลบริตี้ด้านบิวตี้ และสองหนุ่ม ไปป์-นิว มาเผยไอเทมลับเสริมความหล่อ เสริมทัพด้วยสาวสวยหน้าใสจากภาพยนตร์ยูริเรื่อง “แฟลตเกิร์ล ชั้นห่างระหว่างเรา” เอินเอิน-ฟาติมา เดชะวลกุล พร้อมโชว์สุดจึ้งจากศิลปิน มิกซ์ เฉลิมศรี ที่ไม่เคยทำให้ผิดหวังในความอลัง! ณ ชั้น M SPHERE GALLERY 1, ศูนย์การค้า เอ็มสเฟียส์

ภายในงานสองหนุ่ม ไปป์-มนธภูมิ สุมนวรางกูร และ นิว-ชยภัค ตันประยูร มาแนะไอเทมลับที่ทำให้ตัวเองดูดีอยู่เสมอ เพราะช่วงนี้ทั้งคู่มีคิวงานแน่นแทบทุกวัน แต่ก็ต้องบอกว่าไม่ยอมปล่อยให้ตัวเองดูโทรมยอมเผยไอเทมลับที่ถือว่าเป็นซีเคร็ต ให้แฟน ๆ นำไปใช้ โดยหนุ่ม ไปป์-มนธภูมิ เผยว่า “สำหรับไอเทมที่ผมต้องมีติดกระเป๋าเลยคือ ลิปมัน หรือ ลิปบาล์ม เพราะเป็นคนที่มีริมฝีปากแห้ง จึงต้องพกลิปมันเพื่อให้ปากชุ่มชื้นอยู่เสมอ โดยจะเลือกใช้ให้เหมาะกับสภาพผิวริมฝีปากแบบไม่ต้องเติมบ่อย ๆ หรือไม่เยิ้มจนเกินไป รวมถึงการดูแลผิวคือผมเป็นคนแพ้ง่ายผิวแห้งจึงต้องมีมอยซ์เจอร์ไรเซอร์ เพื่อให้ผิวมีความชุ่มชื้นอยู่เสมอ ซึ่งทำให้ผมมีความมั่นใจมากขึ้นเวลาออกจากบ้าน  และยิ่งมาช้อปปิ้งใน EVEANDBOY ยิ่งทำให้ผมสนุกไปกับการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีหลากหลายแบรนด์ และถ้าหาของที่ต้องการไม่เจอหรือต้องการคำแนะนำ ก็สามารถสอบถามพี่ ๆ พนักงานได้ทันที ซึ่งพี่ ๆ พร้อมให้ความช่วยเหลือ และทำให้เราตัดสินใจง่ายขึ้น วันนี้ดีใจได้เป็นส่วนหนึ่งในอันทรงเกียรตินี้ และยินดีกับแบรนด์ที่ได้รับรางวัลในวันนี้ด้วยนะครับ”

หนุ่ม นิว-ชยภัค ตันประยูร เผยว่า “ของผมต้องเป็น น้ำหอม มีทั้งแบบปกติและแบบพกพา ที่ต้องมีติดกระเป๋าอยู่ตลอดแบบขาดไม่ได้เลย ซึ่งในแต่ละวันผมออกไปทำงาน ไปข้างนอก ต้องเจออะไรหลายอย่างทั้งฝุ่น ควัน แดด และอากาศที่ร้อนมาก เพราะฉะนั้นกลิ่นกายจึงสำคัญมาก ๆ รวมถึง ลิปมันกับคอนเซนเลอร์ ของผมมีแค่สามสิ่งนี้ในกระเป๋า พอเลยครับ ส่วนเทคนิคส่วนตัวที่ทำเป็นประจำทุกวันเมื่อถึงบ้านเลยคือ การทำความสะอาดผิวหน้าเวลาเช็ดออกต้องเช็ดทวนรูขุมขนจะทำความสะอาดได้ดีกว่า และต้องเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับผิวของตัวเองด้วย อย่างผมเป็นคนแพ้ง่ายยิ่งเวลาอากาศร้อน ๆ จะมีผดขึ้นตามตัวก็ต้องใช้มอยซ์เจอร์ไรเซอร์ทาก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง สำหรับร้าน EVEANDBOY เป็นที่ ๆ ผมเข้ามาเลือกหาซื้อน้ำหอมที่มีให้เลือกหลากหลายแบรนด์ หลายกลิ่น รวมถึงสกินแคร์ด้วย เพราะนอกจากของสำหรับผู้หญิงแล้ว ยังมีสกินแคร์สำหรับผู้ชายให้เลือกเยอะมาก ทั้งเคาท์เตอร์แบรนด์ของไทยและต่างประเทศ รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่การันตีด้วยรางวัลที่มียอดขายสูงสุด จึงเชื่อมั่นได้ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพแน่นอน นิวมาที่เดียวคือจบเลยครับ วันนี้มีโอกาสร่วมงานกับ EVEANDBOY ทำให้อยากดูแลตัวเองให้ดีขึ้นไปอีกขั้นครับ”

นอกจากนี้ เอินเอิน-ฟาติมา เดชะวลีกุล นักแสดงสาวหน้าใส มาเผยเคล็ดลับว่า “สำหรับเอินไอเทมที่ขาดไม่ได้เลยคือ ลิปสติก ที่ต้องมีติดตัวเสมอห้ามปากซีดเด็ดขาดยังไงปากต้องมีสีสัน ใน EVEANDBOY มีแบรนด์และเฉดสีต่าง ๆ ให้เลือกมากมาย รวมถึงการดูแลผิวหน้า โดยส่วนตัวเอินจะมีปัญหาเรื่องรูขุมขนกว้างตรงบริเวณจมูก จึงต้องใช้สกินแคร์ช่วยกลบ เพราะฉะนั้นจึงต้องบำรุงผิวหน้าให้ดีมีความชุ่มชื้นเป็นพิเศษ และควรใช้สกินแคร์ที่เหมาะกับผิวหน้าก็จะช่วยบำรุงได้ดี ส่วนตัวคิดว่า สกินแคร์เป็นสิ่งสำคัญที่สุดยิ่งถ้าเราต้องแต่งหน้าทุกวันก็จำเป็นที่ต้องดูแลผิวหน้าให้ดีเสมอ ในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เพื่อดูแลผิวหน้าหรือเครื่องสำอาง เอินจะเลือกจากร้านที่เป็น Official อย่างใน EVEANDBOY จะมีแบรนด์ให้เลือกหลากหลายที่มาจากเคาท์เตอร์แบรนด์ ซึ่งเชื่อถือได้ว่าเป็นของแท้ทุกชิ้นแน่นอน รวมถึงโปรโมชันที่นอกจากจะได้ของดีมีคุณภาพแล้ว ยังได้ราคาดีด้วย เอินต้องขอขอบคุณ EVEANDBOY ที่วันนี้ให้เอินมาเป็นส่วนหนึ่งในงานได้แชร์ประสบการณ์กับเพื่อน ๆ ส่วนอนาคตถ้าเอินมีผลิตภัณฑ์สกินแคร์สำหรับคนที่มีปัญหาผิวแพ้ง่าย หรือมีปัญหาแบบเอิน ก็จะนึกถึงในการวางขายสินค้าที่ EVEANDBOY เป็นที่แรกแน่นอน” เอินเอิน – ฟาติมา กล่าวทิ้งท้าย 

หิรัญ ตันมิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บจก.อีฟแอนด์บอย

หิรัญ ตันมิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บจก.อีฟแอนด์บอย

หิรัญ ตันมิตร และ ปริญญา วะนะศุข ผู้ก่อตั้งอาณาจักร EVEANDBOY

หิรัญ ตันมิตร และ ปริญญา วะนะศุข ผู้ก่อตั้งอาณาจักร EVEANDBOY

‘2 สส.งูเห่า​’ ใช้โควตา‘กล้าธรรม​’อวยจัดงบฯปี 69

‘2 สส.งูเห่า​’ ใช้โควตา‘กล้าธรรม​’อวยจัดงบฯปี 69

‘2 สส.งูเห่า​’ ใช้โควตา‘กล้าธรรม​’อวยจัดงบฯปี 69

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.15 น.

“2 สส.งูเห่า” ใช้โควตา”กล้าธรรม”อวยจัดงบฯปี 69 “กาญจนา”เด็กลุงป้อม ชมกระทรวงเกษตรฯจัดงบปี 69 ช่วยเกษตรกรมีทรัพย์บนดิน เข้าถึงสินเชื่อ มองคือหัวใจพัฒนาเศรษฐกิจครัวเรือน ขณะที่”สส.กฤษฎิ์”พรรคประชาชน ชมรัฐจัดงบเพื่อการลงทุนในอนาคต

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร (สมัยวิสามัญ) เป็นพิเศษ เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท วาระแรก เป็นวันที่ 2 สำหรับการประชุมวันนี้ ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่ “สส.งูเห่า” จากฝ่ายค้านที่ลุกขึ้นอภิปรายในนามพรรคกล้าธรรม ฝ่ายรัฐบาล อาทิ น.ส.กฤษฎิ์ ชีวะธรรมานนท์ สส.ชลบุรี พรรคประชาชน (ปชน.) และ น.ส.กาญจนา จังหวะ สส.ชัยภูมิ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)

โดย น.ส.กฤษฎิ์ ชีวะธรรมานนท์ สส.ชลบุรี พรรคประชาชน กล่าวอภิปรายต่อที่ประชุมสภาฯ สมัยวิสามัญ (เป็นพิเศษ) วาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาทว่า ตนขอสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายของปีนี้ โดยเฉพาะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม และการยกระดับภาคเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน รวมถึงการเสนอแนวทางการพัฒนาท้องถิ่นในเขตแหลมฉบังและอ่าวอุดม

โดยในปีงบประมาณ 2569 กระทรวงคมนาคมได้รับการจัดสรรงบประมาณทั้งสิ้น 261,292.54 ล้านบาท ซึ่งงบส่วนใหญ่มุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เช่น การขยายทางหลวงและการบำรุงรักษาทางสายหลัก,โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง,การยกระดับความปลอดภัยบนถนน จุดพักรถ และจุดตรวจน้ำหนัก , งบบูรณาการคมนาคมในเขต EEC ซึ่งเกี่ยวข้องกับเขตพื้นที่ของตนโดยตรง นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนงบกว่า 5 หมื่นล้านบาท เพื่อเชื่อมถนนสายรองเข้าสู่ชุมชน แหล่งท่องเที่ยว และเขตชายแดน ซึ่งไม่เพียงส่งเสริมการเดินทางเท่านั้น แต่เป็นการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับท้องถิ่นอย่างแท้จริง

น.ส.กฤษฎิ์ กล่าวต่อถึงงบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ได้รับงบประมาณจำนวน 131,111 ล้านบาท โดยจัดทำแผนภายใต้ 3 กลุ่มนโยบายหลัก ได้แก่ นโยบายเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ด้วยการเผยแพร่พระราชกรณียกิจ และแนวพระราชดำริ,นโยบายเร่งด่วน ได้แก่ การปรับโครงสร้างหนี้เกษตรกร และการยกระดับเกษตรสมัยใหม่ และนโยบายระยะกลาง-ยาว ได้แก่ การจัดการที่ดิน การบริหารทรัพยากรน้ำ การขับเคลื่อนคาร์บอนนิวทรัล และการทูตเศรษฐกิจเชิงรุก นอกจากนี้ ยังมีการบริหารจัดการสินค้าเกษตร 14 รายการหลักให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ Thailand Hub ได้แก่ ข้าว ทุเรียน กุ้ง โคเนื้อ ยางพารา ปาล์ม ถั่วเหลือง โกโก้ และหม่อนไหม โดยเน้น การพัฒนาศักยภาพของเกษตรกร ให้แข่งขันได้ในระดับสากล

“ดิฉันในฐานะผู้แทนจากพื้นที่แหลมฉบังและอ่าวอุดม ขอเสนอ โครงการฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำชายฝั่ง ซึ่งกำลังเสื่อมโทรมลงอย่างต่อเนื่อง จากผลกระทบของ การพัฒนาเมือง มลพิษ และอุตสาหกรรมชายฝั่ง ทำให้ปริมาณสัตว์น้ำชายฝั่งลดลง ทำให้ชาวประมงพื้นบ้านขาดรายได้ และสูญเสียอาชีพดั้งเดิม จึงขอให้มีการจัดสรรงบประมาณผ่านกรมประมง เพื่อผลิตพันธุ์สัตว์น้ำ เช่น กุ้ง ปู ปลา และหอยทะเล เพื่อปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ โดยมีการจัดกิจกรรมร่วมกับ ชุมชนและท้องถิ่น เพื่อฟื้นฟูประชากรสัตว์น้ำในอ่าวมะขามและแหลมฉบัง รวมถึงการรณรงค์สร้างจิตสำนึกอนุรักษ์ทรัพยากรทะเล และ ส่งเสริมอาชีพประมงยั่งยืนให้กับชาวบ้านในพื้นที่ โครงการนี้ไม่เพียงสร้างรายได้และความมั่นคงทางอาหาร แต่ยังส่งผลดีต่อระบบนิเวศทางทะเล และ เศรษฐกิจฐานราก อย่างยั่งยืนด้วย” น.ส.กฤษฎิ์ กล่าว

น.ส.กฤษฎิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า งบประมาณปี 2569 นี้ไม่ใช่เพียงตัวเลขบนกระดาษ แต่คือโอกาสที่จะเชื่อมประเทศเข้ากับอนาคต และเชื่อมประชาชนเข้ากับความหวังไม่ว่าจะเป็นถนนที่เชื่อมเมืองงบเกษตรที่เชื่อมชาวนาเข้ากับตลาด หรือโครงการประมงที่เชื่อมชาวบ้านเข้ากับท้องทะเล ตนขอยืนยันสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปี 2569 เพื่อให้รัฐสามารถเดินหน้าลงทุนเพื่ออนาคตอย่างมั่นคง

ขณะที่ น.ส.กาญจนา จังหวะ สส.ชัยภูมิ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)กล่าวอภิปรายสนับสนุน ร่างพ.ร.บงงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2569 โดยเฉพาะในส่วนของ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งในปีนี้ได้รับการจัดสรรงบประมาณทั้งสิ้น 133,177 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2568 จำนวน 7,819 ล้านบาท หรือประมาณ ร้อยละ 6.2 ในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ เขตเลือกตั้งที่ 4 ซึ่งตนรับผิดชอบอยู่นั้น ความทุกข์ที่ฝังลึกของพี่น้องประชาชนจำนวนมาก คือการไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง แม้แต่ผืนเล็กๆ สำหรับทำกินหรืออยู่อาศัย โดยประชาชนจำนวนมากใช้ที่ดินของรัฐอย่างไม่มั่นคง ทั้งในพื้นที่ป่าสงวน พื้นที่ ส.ป.ก.4-01 หรือพื้นที่รกร้าง ส่วนที่มีสิทธิครอบครองที่ดิน แต่ก็ไม่สามารถใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเพื่อเข้าถึงแหล่งเงินทุน ส่งผลให้ประชาชน หลุดจากระบบเศรษฐกิจอย่างเป็นธรรม ไม่สามารถพัฒนาชีวิต หรือส่งต่อมรดกให้ลูกหลานได้

“ดิฉันขอขอบคุณกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ได้จัดสรรงบประมาณปี 2569 เพื่อปรับปรุงเอกสารสิทธิในที่ดิน โดยเฉพาะในพื้นที่ ส.ป.ก.ให้มีความชัดเจนและรองรับการใช้เป็นหลักประกันทางการเงิน เพราะการออกโฉนดบนที่ดิน ส.ป.ก.4-01 จะช่วยให้เกษตรกรสามารถใช้เป็นสินทรัพย์เข้าถึงสินเชื่อธนาคารได้จริง รวมถึงการต่อยอดนโยบายโฉนดต้นไม้ ที่จะทำให้ทรัพย์บนดิน เช่น ยางพารา หรือไม้เศรษฐกิจ สามารถประเมินมูลค่าและใช้ร่วมเป็นหลักทรัพย์ได้ นโยบายเหล่านี้ไม่เพียงปลดล็อก สิทธิในการถือครอง แต่ยังปลดล็อกโอกาสในการเข้าถึงทุน ซึ่งเป็นหัวใจของการพัฒนาเศรษฐกิจครัวเรือน” น.ส.กาญจนา กล่าว

น.ส.กาญจนา กล่าวต่อว่า ตนขอขอบคุณ 2 รัฐมนตรี คือ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ที่ให้ความสำคัญกับนโยบายให้ที่ดินเป็นสินทรัพย์ ช่วยคนจน แต่ขอเสนอเพิ่มเติมว่า ควรมีงบสนับสนุนระบบบริหารจัดการข้อมูล ที่สามารถบูรณาการข้อมูลที่ดิน , สินเชื่อ , ผลผลิต และตลาด เข้าด้วยกัน และควรสนับสนุนงบพัฒนาพื้นที่ ส.ป.ก.ที่ได้รับการจัดสรรใหม่ เช่น การสร้างแหล่งน้ำขนาดเล็ก,การจัดการดินให้เหมาะสมต่อการเพาะปลูก และการเชื่อมโยงระบบคมนาคมเพื่อส่งผลผลิตถึงตลาด นอกจากนี้ ควรมีงบสำหรับ อบรมเกษตรกร ในพื้นที่ที่ได้รับสิทธิในที่ดิน เพื่อเสริมความรู้ทางการเงิน และการบริหารทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

น.ส.กาญจนา กล่าวทิ้งท้ายว่า ประชาชนไม่ได้ขออะไรมาก เขาแค่ต้องการที่ยืนอย่างมั่นคงบนผืนแผ่นดินที่เขาเฝ้าเพาะปลูกมาตลอดชีวิต หากรัฐให้ที่ดิน แต่ไม่ให้งบพัฒนา หากรัฐให้สิทธิ์ แต่ไม่ให้โอกาสเข้าถึงทุน ก็คงยังไม่เพียงพอ ตนขอยืนยันสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2569 นี้ และขอให้กระทรวงเกษตรฯ ใช้งบอย่างกล้าทำและจริงใจ เพื่อเปลี่ยนที่ดินให้เป็นทุนชีวิตของเกษตรกรไทยทุกคน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การอภิปรายครั้งนี้ น.ส.กาญจนา ได้นั่งอยู่ในพื้นที่ของพรรคกล้าธรรม และได้ใช้เวลาในการอภิปรายในสัดส่วนฝ่ายรัฐบาลของพรรคกล้าธรรมด้วย เช่นเดียวกับ น.ส.กฤษฎิ์ ชีวะธรรมานนท์ สส.ชลบุรี พรรคประชาชน ก็ได้นั่งอยู่ในโซนของพรรคกล้าธรรม และได้ใช้เวลาในการอภิปรายในสัดส่วนของฝ่ายรัฐบาลด้วย โดยอภิปรายสนับสนุนการจัดสรรงบประมาณปี 69 เพื่อให้รัฐสามารถเดินหน้าลงทุนเพื่ออนาคต พร้อมเสนอ “โครงการฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำ” เสริมอาชีพประมงให้ชาวบ้าน

‘อนุทิน’ยังเหนียม! ไม่คิดฝ่า‘อุบัติเหตุการเมือง’เสียบนั่ง‘นายกฯ’

‘อนุทิน’ยังเหนียม! ไม่คิดฝ่า‘อุบัติเหตุการเมือง’เสียบนั่ง‘นายกฯ’

‘อนุทิน’ยังเหนียม! ไม่คิดฝ่า‘อุบัติเหตุการเมือง’เสียบนั่ง‘นายกฯ’

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.01 น.

เราเป็นพรรคร่วมอันดับ 2 “อนุทิน”ยังเหนียม ไม่คิดฝ่า”อุบัติเหตุการเมือง”เสียบนั่ง”นายกฯ” ชี้”เพื่อไทย”ยังมีแคนดิเดตเหลืออยู่

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงโอกาสการเป็นนายกรัฐมนตรี หากเกิดอุบัติเหตุทางการเมือง ว่า ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นจริง พรรคเพื่อไทย (พท.) ก็ยังมีแคนดิเดตนายกฯ เหลืออยู่

เมื่อถามว่า แต่ นายชัยเกษม นิติสิริ มีปัญหาเรื่องสุขภาพ นายอนุทิน กล่าวว่า แต่หลายคนพอเป็นนายกฯ ก็กลับมาแข็งแรง

เมื่อถามว่า มีโอกาสที่นายกฯ จะชื่ออนุทินหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นพรรคร่วมอันดับ 2 อย่าคิดฝันว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรี ต้องรอให้เป็นพรรคร่วมอันดับ 1 เสียก่อน แล้วค่อยไปมองถึงจุดนั้น

“เอาจริงๆ ตอนปี 2562 พรรคภูมิใจไทยมีพาวเวอร์มากกว่านี้อีก แต่เราก็เลือกมาเป็นพรรคร่วม เพราะเราไม่ใช่พรรคร่วมอันดับ 1 ถ้าฝืนไปเป็นนายกฯ จะทำงานลำบากมาก” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าว และว่า ตอนนี้ก็ตั้งใจทำงานของเรา การทำงานกับท่านนายกฯ ไม่มีปัญหา ท่านเป็นคนมีความสามารถอยู่แล้ว ซึ่งโดยส่วนตัวภูมิใจไทยพร้อมสนับสนุนท่าน

เมื่อถามถึงการเลือกตั้งรอบหน้า นายอนุทิน กล่าวว่า กำชับให้ลูกพรรคขยันลงพื้นที่ ความพยายามในการช่วยเหลือประชาชนสามารถเปลี่ยนมาเป็นคะแนนได้ เราเชื่อตรงนี้ และทำอย่างเต็มที่ พื้นที่ไหนที่เราแข็ง เราต้องรักษาไว้ ไม่ประมาท ส่วนพื้นที่ที่เคยเกือบจะได้ ก็ต้องทำให้ได้ อะไรที่ดีอยู่แล้วต้องรักษา อะไรที่มีปัญหา ต้องแก้ไข

ลึกแต่ไม่ลับ! ‘กก.แพทยสภา’แจง’จริยธรรมแพทย์’ ตัดสินตามข้อเท็จจริง-ไม่สนธงในใจ

ลึกแต่ไม่ลับ! 'กก.แพทยสภา'แจง'จริยธรรมแพทย์' ตัดสินตามข้อเท็จจริง-ไม่สนธงในใจ

ลึกแต่ไม่ลับ! ‘กก.แพทยสภา’แจง’จริยธรรมแพทย์’ ตัดสินตามข้อเท็จจริง-ไม่สนธงในใจ

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 17.26 น.

“หมอเมธี”แจงกฎหมาย”จริยธรรมแพทย์”เชิงลึกแต่ไม่ลับ ตัดสินตามข้อเท็จจริงทางการแพทย์-ไม่สนธงในใจ พร้อมระบุขั้นตอน”อนุทุกคณะ”เหมือนที่ปรึกษา ที่ให้ความเห็นสุดท้าย ก่อนบอร์ดใหญ่เป็นผู้ตัดสิน

จากกรณีที่ นายสมศักดิ์ เทพุสุทิน รมว.สาธารณสุข ในฐานะสภานายกพิเศษ ได้ทำหนังสือวีโต้มติแพทยสภาที่ลงโทษแพทย์ 3 คน ที่เกี่ยวข้องกับการส่งตัว นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จาก รพ.ราชทัณฑ์ ไปรักษาตัวที่ รพ.ตำรวจ โดยนายสมศักดิ์ได้ส่งหนังสือวีโต้ถึงมือแพทยสภา ไปแล้วเมื่อวันที่ 28 พ.ค.ที่ผ่านมา หลังจากนี้ทางแพทยสภาต้องนำเรื่องดังกล่าวส่งเข้าที่ประชุมกรรมการแพทยสภา (บอร์ดแพทยสภา) ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 12 มิ.ย.68 นั้น

วันนี้ (29 พ.ค.68) รศ.(พิเศษ) นพ.เมธี วงศ์ศิริสุวรรณ กรรมการแพทยสภา โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊ก ระบุว่า “ลึกแต่ไม่ลับ (2) พร้อมลงรายละเอียดว่า การประกอบวิชา ชีพเวชกรรม จะมีความรับผิดตามกฎหมายมาเกี่ยวข้อง 3 ประเด็น คือ ความรับผิดทางอาญา ความรับผิดทางแพ่ง และความรับผิดทางจริยธรรม ความรับผิดทางอาญาและแพ่ง อำนาจอยู่ที่อัยการ และผู้พิพากษา

แพทยสภามีหน้าที่ความรับผิดชอบในประเด็นเรื่อง “มาตรฐานวิชาชีพ” และ”ความรับผิดทางจริยธรรม” โดยตรง คดีนี้ทำให้เห็นชัดว่า “ทำไมคดีทางการแพทย์ จึงควรต้องทำคำตัดสินโดยแพทยสภา” หลายเรื่องทางการแพทย์เป็นประเด็นที่เกินกว่าจะใช้ดุลพินิจของวิญญูชนทั่วไปมาทำคำตัดสิน

คดีนี้ทำให้คนทั่วไปเข้าใจขั้นตอนการทำงานของกระบวนวิธีพิจารณาคดีของแพทยสภาได้มากที่สุด  ต้องขอบคุณสื่อที่ช่วยกันนำเสนอแทนแพทยสภา ทำให้ประชา ชนทั่วประเทศเข้าใจว่า “ทำไมถึงต้องให้เวลากับกระบวนวิธีพิจารณาคดีของแพทยสภา(ที่เป็นระบบไต่สวน) อย่างเหมาะสม” เพราะข้อบังคับว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีจริยธรรม บังคับให้องค์คณะต้องเปิดโอกาสให้สองฝ่ายนำเสนอหลักฐานอย่างเต็มที่ และองค์คณะมีอำนาจสืบค้นข้อเท็จจริงด้วยตนเอง ทำให้ไม่จำเป็นต้องมีทนาย (ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีความรู้ความสามารถเรื่องทางการแพทย์มากเท่าองค์คณะ) เข้ามาวุ่นวายในกระบวนการนี้

พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม น่าจะเป็นกฎหมายฉบับแรกๆ (หรืออาจจะแรกสุด) ที่ใช้”ระบบไต่สวน”ในการค้นหาความจริงและทำคำตัดสิน องค์คณะผู้ไต่สวน คือ อนุจริย ธรรมและอนุสอบสวนทำงานร่วมกับองค์คณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสุด ๆของราชวิทยาลัยทางการแพทย์หลายแห่ง เปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายนำเสนอพยานหลักฐานเต็มที่ แต่ในขณะเดียวกัน องค์คณะเองก็มีความรู้เรื่องราวในประเด็นทาง การแพทย์อย่างดีมาก และน่าจะสูงกว่าคู่ความทั้งสองฝ่าย จึงมีความสามารถในตัวเองที่จะทำความจริงให้ปรากฎโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพยานหลักฐานของคู่ความเพียงอย่างเดียว ไม่จำเป็นต้องให้ทนาย ความหรือคนนอกมานำเสนอ วิธีนี้จะช่วยอุดช่องว่างในด้านข้อมูลข่าวสารที่อาจเป็นการพ้นวิสัยที่คู่ความฝั่งใด ฝั่งหนึ่งจะหามานำเสนอด้วยตนเอง หรือคู่ความฝั่งใดฝั่งหนึ่งเจตนาปกปิดไม่นำเสนอ

ปัจจุบันมีกฎหมายหลายอย่างที่ใช้ “ระบบไต่สวน” แทน “ระบบกล่าวหา” เช่น กฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากร กฎหมาย เกี่ยวกับคดีเด็กและเยาวชน กฎหมายแรงงาน แต่ระบบไต่สวนของแพทยสภา (ความเห็นส่วนตัว) น่าจะเป็นระบบไต่สวนที่แน่นหนาและมีกระบวนวิธีพิจารณาคดีที่รัดกุมมากที่สุด เพราะเรื่องทางการแพทย์เกี่ยวพันกับความปลอดภัยในชีวิตของคนทั้งประเทศ

คดีนี้ทำให้เห็นว่ากรรมการแพทย สภา ไม่ว่าจะมาจากการเลือกตั้ง หรือแต่งตั้ง ล้วนตระหนักในหน้าที่ของตนเองดี ที่ผ่านมาอย่าว่าแต่คนนอกเลย แม้แต่แพทย์ด้วยกันก็ยังตั้งคำถามแรงๆใส่กรรมการแพทยสภาและคณะทำงาน แต่ผู้เกี่ยวข้องยังคงก้มหน้าก้มตาทำงานตามหน้าที่เพื่อสืบหาข้อเท็จจริงไปตามขั้นตอนปกติ

มติของคณะกรรมการแพทยสภาที่เป็นผู้ออกคำสั่ง หรือคำตัดสินคดีจริยธรรม หรือมาตรฐานวิชาชีพมีที่มาจากเอกสารที่วางอยู่ตรงหน้า “เท่านั้น” ดังนั้นกรรมการแพทย สภาทุกคนจะไม่สามารถปักธงไว้ล่วงหน้า จนกว่าจะได้ศึกษาสำนวนและคำสรุปของอนุกรรมการทุกชุดจนถ่องแท้ ก่อนทำการโหวตลงมติ หรือแม้จะมีธง แต่เมื่อมีเอกสารหลักฐานเวชระเบียนผลภาพรังสีต่างๆวางอยู่ตรงหน้า จึงเป็นการยากที่จะตัดสินใจตามธง เพราะประเด็นทางการแพทย์เป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ ที่ทุกการตัดสินใจในการรักษา ต้องมีเหตุผลรองรับ เพื่อเป็นหลักประกันความปลอดภัยให้กับประชาชนทั่วประเทศ

ทุกเสียงโหวตล้วนตัดสินใจบน “ข้อเท็จจริงทางการแพทย์” จากเวชระเบียนและจากการไต่สวนที่อนุ กรรมการจริยธรรม อนุกรรมการสอบสวน และอนุกลั่นกรอง “ทำการบ้านมาให้ล่วงหน้า” ก่อนชงให้คณะกรรมการแพทยสภาชุดใหญ่ทำคำตัดสิน (ย้ำว่าคณะกรรมการแพทยสภาเท่านั้นที่มีอำนาจตัดสิน อนุทุกชุดแค่เป็นคณะทำงาน เป็นที่ปรึกษาเท่านั้น) เดือนๆหนึ่งมีคดีที่แพทยสภาต้องทำคำตัดสินแบบนี้ไม่ต่ำกว่า 30 คดี มากสุด เท่าที่จำได้คือเกือบ60 คดี ทำให้แพทยสภาต้องตั้ง “อนุกรรม การกลั่นกรอง”เข้ามาช่วยงาน

ด้วยเหตุที่อนุจริยธรรมและอนุสอบ สวนล้วนแต่ต้องเป็นแพทย์ ทางแพทยสภาจึงมีมติตั้งอนุกลั่นกรองตามที่บัญญัติไว้ในข้อบังคับแพทย สภามานับสิบปีแล้ว เพื่อเปิดโอกาสให้คนนอกที่มิใช่แพทย์เข้ามาช่วยถ่วงดุลและนำเสนอความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ในคดีแต่ละคดี คล้ายๆกับคณะที่ปรึกษาเพื่อตรวจสอบและถ่วงดุล (check and balance) ภายในองค์กรเอง “อนุกลั่นกรอง” คดีนี้ทำให้คนนอกได้ทราบว่า มิใช่มีแต่แพทย์เท่านั้นที่ทำคำตัดสินจริยธรรมทางการแพทย์ ยังมีคนนอกที่มิใช่แพทย์ (อนุกรรมการกลั่นกรอง) เข้ามาช่วยให้ความเห็นที่สำคัญในทางกฎหมาย … to be continued …ลึกแต่ไม่ลับ (3)

‘สมศักดิ์’กั๊กตอบสื่อ! ปมวีโต้มติ‘แพทยสภา’ลงโทษ 3 หมอ

‘สมศักดิ์’กั๊กตอบสื่อ! ปมวีโต้มติ‘แพทยสภา’ลงโทษ 3 หมอ

‘สมศักดิ์’กั๊กตอบสื่อ! ปมวีโต้มติ‘แพทยสภา’ลงโทษ 3 หมอ

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.52 น.

“สมศักดิ์”กั๊กตอบสื่อ! ปมวีโต้มติ”แพทยสภา”ลงโทษ 3 หมอ อ้างนัดให้สัมภาษณ์สื่อสภาฯแล้ว

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2568 นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข ในฐานะสภานายกพิเศษแห่งแพทยสภา ตอบคำถามผู้สื่อข่าวกรณีทำหนังสือส่งถึงแพทยสภา เพื่อให้ความเห็นกรณีมติแพทยสภาลงโทษ 3 แพทย์ ที่เกี่ยวกับการส่งตัว นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จาก รพ.ราชทัณฑ์ ไปรักษาตัวที่ชั้น 14 รพ.ตำรวจ โดยเมื่อผู้สื่อข่าวถามคำถามจบนั้น นายสมศักดิ์ ตอบว่า “จะขอไปให้สัมภาษณ์ที่รัฐสภา หากได้ข่าวไม่พร้อมกัน เดี๋ยวจะเป็นปัญหาสำหรับตัวเอง”

เมื่อถามย้ำว่า ประเด็นที่มีการวีโต้คำสั่งแพทยสภาไปเป็นประเด็นใด นายสมศักดิ์ ระบุว่า ส่งไปแล้ว โดยเป็นแนวทางตามมาตรา 25 แห่ง พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 ไปแล้วตั้งแต่ช่วงเย็นเมื่อวาน ส่วนรายละเอียดที่มีการตอบกลับนั้น นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ขอยังไม่เปิดเผย และขอให้แพทยสภาได้เปิดเอกสารตอบกลับไปก่อน แต่ในเบื้องต้นได้นัดกับผู้สื่อข่าวประจำสภาฯ ว่าจะเข้าไปให้ข้อมูลในช่วงเย็นของวันนี้ จึงขอให้สัมภาษณ์เพียงครั้งเดียว

‘ปชน.’น้อมรับเสียงเหล่าด้อมวิจารณ์ หนุนลงมติเห็นชอบเปลี่ยนชื่อเป็น‘พระคลังข้างที่’

‘ปชน.’น้อมรับเสียงเหล่าด้อมวิจารณ์ หนุนลงมติเห็นชอบเปลี่ยนชื่อเป็น‘พระคลังข้างที่’

‘ปชน.’น้อมรับเสียงเหล่าด้อมวิจารณ์ หนุนลงมติเห็นชอบเปลี่ยนชื่อเป็น‘พระคลังข้างที่’

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.32 น.

“ปชน.”น้อมรับเสียงเหล่าด้อมวิจารณ์ หนุนลงมติเห็นชอบเปลี่ยนชื่อเป็น”พระคลังข้างที่” รับในพรรคมีเห็นแย้ง แต่เสียงส่วนใหญ่โหวตแบบนี้ดีที่สุด ปัดโยงแลกพ้น”คดี 44 สส.” โอดบางพรรคประนีประนอมกว่านี้ยังไม่รอด

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2568 ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ถึงการลงมติเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ (ฉบับที่..) พ.ศ. …. ที่มีสาระสำคัญคือการเปลี่ยนชื่อ สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ เป็น พระคลังข้างที่ ว่า ในแง่เนื้อหาสาระ มุมมองของพรรคประชาชนต่อเรื่องพระคลังข้างที่ ก็เป็นไปตามที่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้อภิปรายไปแล้ว เราก็น้อมรับในเสียงวิจารณ์ของพี่น้องประชาชน

“ยืนยันว่าพรรคประชาชน เป็นพรรคมวลชน ประชาชนสามารถวิพากษ์วิจารณ์เราได้ และเราเองก็ต้องนำเนื้อหาที่ประชาชนวิจารณ์ นำไปพิจารณาทบทวนตัวเองเรื่องการทำหน้าที่ต่อไป” นายรังสิมันต์ กล่าว

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า เรื่องของพระคลังข้างที่จะดูเฉพาะการลงมติเมื่อวานไม่ได้ ต้องดูตั้งแต่ปี 2560 – 2561 ถ้าหากมีการเสนอเรื่องการปรับปรุงประสิทธิภาพที่อาจจะลบข้อครหา หรือคำวิพากวิจารณ์ต่างๆ ได้ทางเราก็ยินดีอยู่แล้ว แต่ในข้อเท็จจริงต้อง ยอมรับว่าอย่างที่นายณัฐพงษ์ อภิปราย ดีที่สุดก็คือโหวตเห็นด้วย แต่ก็ย้ำว่าพร้อมน้อมรับคำวิจารณ์ของประชาชน

เมื่อถามถึงกรณีที่สื่อบางสำนักรายงานว่า มีการถกเถียงระหว่าง สส.ในพรรคประชาชน ว่าจะลงมติอย่างไร นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ทุกพรรคการเมือง ก็ต้องมีการประชุม สส.และต้องมีข้อยุติ ในหลายเรื่องก็มีความเห็นต่างกันต่อให้เป็นพรรคการเมืองเดียวกัน ก็ต้องมีการถกเถียง บางครั้งเราอาจจะไม่เห็นด้วยเหมือนกันทั้งหมด แต่ ณ จังหวะนี้สถานการณ์นี้ การตัดสินใจลงมติอย่างใดอย่างหนึ่ง อาจจะเป็นเรื่องที่ดีที่สุดก็ได้ ดังนั้น เมื่อเรามีข้อยุติในพรรค มีสมาชิกบางคนไม่เห็นด้วย สุดท้ายต้องหาข้อยุติ

เมื่อถามว่า การตัดสินใจครั้งนี้ จะเกี่ยวข้องกับทางรอดทางการเมืองของพรรคประชาชนหรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่าเรื่องทางรอดทางการเมือง ไม่ได้อยู่ที่เรา และไม่คิดว่าคดี 44 สส.จะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เลย ถ้ามีธงทางการเมืองมาแล้ว เราก็ตระหนักว่า รอดไม่รอด ไม่ได้หมายถึงแค่เรื่องกฎหมาย ต่อให้มีท่าทีประนีประนอม ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้เรารอดหรือไม่รอด เรามีตัวอย่างพรรคการเมืองจำนวนมาก ที่ประนีประนอมแล้วก็ไม่รอด แต่จากที่ได้แลกเปลี่ยนกันในพรรคเราพิจารณาแล้วว่าด้วยเนื้อหาสาระอย่างนี้ควรจะตัดสินใจอย่างไร มันไม่ใช่การตัดสินใจย้อนกลับไปปี 2560 – 2561 แต่มันเป็นการตัดสินใจเฉพาะหน้าในวันนี้ เสียงส่วนใหญ่ของพรรคประชาชน มองว่า การโหวตเห็นชอบ ก็เหมาะสมแล้ว

เมื่อถามถึงข้อสังเกตมี สส.พรรคประชาชนบางคนไม่ได้ร่วมลงมติ ขณะที่ น.ส.ชลธิชา แจ้งเร็ว สส.ปทุมธานี พรรคประชาชน ก็ได้โพสต์แสดงจุดยืนหลังในการลงมติ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า กฎหมายดังกล่าว ครม.เสนอมา ไม่ใช่นโยบายของพรรค ต้องยอมรับว่าเมื่อพิจารณากฎหมายของ ครม.ก็มีความเป็นไปได้ ที่ สส.บางท่านอาจจะติดภารกิจติดประชุมกรรมาธิการ หรือมีภารกิจต่างประเทศ ดังนั้นตนคงไม่สามารถตอบแทนนางสาวชลธิชาได้ แต่ด้วยความที่กฎหมายนี้เป็นของ ครม.มาตรฐานก็จะเหมือนกับกฎหมายอื่นๆ ก่อนหน้านี้ ซึ่งถ้าหากไปตรวจสอบย้อนหลัง ก็คงจะมี สส.บางคนเข้าหรือบางคนก็ไม่เข้า และในฉบับนี้ไม่ได้มีแค่พรรคประชาชน ยังมีพรรคการเมืองอื่นที่ สส.อาจจะน้อยกว่าพรรคประชาชนเล็กน้อย ไม่เข้าประชุมเช่นกัน ดังนั้น อย่าไปมองเรื่องนัยขนาดนั้น

ถือว่าไม่อายฟ้าดิน! ‘โรม’ชี้‘เรียงหิน’วีโต้‘มติแพทยสภา’ แข็งขันหน้าที่ป้อง‘นายใหญ่’

ถือว่าไม่อายฟ้าดิน! ‘โรม’ชี้‘เรียงหิน’วีโต้‘มติแพทยสภา’ แข็งขันหน้าที่ป้อง‘นายใหญ่’

ถือว่าไม่อายฟ้าดิน! ‘โรม’ชี้‘เรียงหิน’วีโต้‘มติแพทยสภา’ แข็งขันหน้าที่ป้อง‘นายใหญ่’

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.27 น.

ถือว่าไม่อายฟ้าดิน! “โรม”ชี้”เรียงหิน”วีโต้”มติแพทยสภา” แข็งขันหน้าที่ป้อง”นายใหญ่” ทำกระบวนการยุติธรรมเหลือทน ไม่รู้ประเทศไทยจะเป็นอย่างไร รับตอบไม่ได้กระทบพิจารณาคดี 13 มิ.ย.หรือไม่

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2568 ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวที่ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข ในฐานะสภานายกพิเศษ ได้มีการทำหนังสือวีโต้ถึงแพทยสภา ภายหลังมีมติ กรณีพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจชั้น 14 ของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า ในเชิงข้อเท็จจริง จะต้องนำข้อเท็จจริงทางการแพทย์ การที่แพทยสภาออกมาชี้ค่อนข้างชัดว่า ไม่ได้อยู่ในภาวะวิกฤต ก็สมควรที่จะจบแล้ว ซึ่ง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ก็เคยพูดในสภาว่า ถึงที่สุดก็ให้แพทยสภาเป็นคนตัดสิน ฉะนั้น เมื่อไม่วิกฤต ความจำเป็นที่นายทักษิณจะต้องรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลตำรวจต่อไป ก็จบแล้ว นั่นหมายความว่า กระบวนการทั้งหมด ที่มีการนำนายทักษิณไปอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจ เป็นเรื่องของการช่วยเหลือกัน เพื่อทำให้นายทักษิณไม่ติดคุก แต่ให้ไปอยู่สบายๆ ยังไม่นับ ข้อเท็จจริง ที่ห้องพยาบาล อาจจะเรียกว่า หรูหราเกินความจำเป็น ทั้งหมดแสดงให้เห็นว่า นายทักษิณได้รับสิทธิพิเศษที่เหนือกว่าคนอื่น

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า ส่วนในแง่ของการที่จะลงโทษคนที่เกี่ยวข้องนั้น คนที่เป็นหมอ ก็คงจะอยู่ในกระบวนการว่าทางแพทยสภาจะยืนยันกลับไปอีกครั้งหรือไม่ ภายหลังจากที่นายสมศักดิ์วีโต้กลับมา ตนไม่สามารถทำนายล่วงหน้าได้ แต่หวังว่า แพทยสภาจะทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา โดยยึดเอาพยานหลักฐาน สิ่งที่เถียงไม่ได้ ไม่ใช่เรื่องของความเห็น และคิดไปถึงมาตรฐานในอนาคต ว่าหากเป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ วันนี้มีนายทักษิณนอนอยู่ที่ชั้น 14 วันต่อไปจะเป็นใคร ต่อไปนี้หมอสามารถรับงานแบบนี้โดยที่ไม่สนใจกระบวนการยุติธรรม และเรื่องของวิชาชีพ ไปช่วยคนดังคนมีอำนาจ ประเทศไทยจะอยู่กันอย่างไร

นายรังสิมันต์ กล่าวอีกว่า ขณะที่เรื่องความสง่างามของนายสมศักดิ์ ที่ใช้กระบวนการวีโต้กลับมา เราทุกคนทราบว่านายสมศักดิ์อยู่พรรคอะไร นายทักษิณมีอำนาจ มีอิทธิพลต่อใคร และเป็นพ่อของนายกรัฐมนตรี ก็ยิ่งเป็นการซ้ำเติมให้กรณีชั้น 14 เป็นเรื่องของการช่วยเหลือพวกพ้อง ต้องยอมรับว่า กระบวนการช่วยเหลือนายทักษิณ ไม่อายฟ้าดิน ไม่ได้สนใจว่าประชาชนจะมองต่อปรากฏการณ์นี้อย่างไร และทำให้เกิดมาตรฐานที่เลวร้ายต่อไปเรื่อยๆ

“ลำพังในอดีตที่มีนักโทษอภิสิทธิ์ชนก็แย่พอแล้ว วันนี้เรามาเจอนักโทษเทวดาในรูปแบบกระบวนการยุติธรรมของเรามันเหลือจะทน เราคงไปหวังพึ่งนายสมศักดิ์ไม่ได้แล้ว หากจะให้พูดง่ายๆ นายสมศักดิ์มีหน้าที่ปกป้องนายใหญ่” นายรังสิมันต์ กล่าว

นายรังสิมันต์ กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องอื่นๆ ก็คงต้องติดตาม ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการของศาล หรือ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หวังว่า จะทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่ทำหน้าที่จนนำไปสู่การมีข้อครหา ในเรื่องการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตนรู้สึกว่า กระบวนการของ ป.ป.ช.ช้ามากเหลือเกิน นายกรัฐมนตรี ควรจะไปให้การได้แล้ว และควรมีการเรียกนายทักษิณเข้าไปให้การได้แล้ว ตนมองว่า กระบวนการเร็วกว่านี้ได้ แต่ยังไม่เห็นความคืบหน้าเท่าไหร่

เมื่อถามว่า มั่นใจหรือไม่ว่า คณะกรรมการสภานายกพิเศษ จะลงมติไปในทิศทางเดียวกัน เนื่องจากจำเป็นต้องใช้เสียงถึง 48 เสียง ในการวีโต้ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ตนไม่สามารถทำนายได้ แต่หวังว่าสิ่งที่แพทยสภาจะทำ เป็นสิ่งที่สังคมไทยจับตามอง หากสุดท้ายกลายเป็นกระบวนการช่วยเหลือนายทักษิณ สังคมไทยจะหมดศรัทธาในหมอไปมาก

“กรณีของนายทักษิณ ชัดยิ่งกว่าชัด พฤติกรรมของนายทักษิณ ตั้งแต่ที่ก่อนจะกลับมาประเทศไทย ถ้าจำกันได้ คุณอุ๊งอิ๊งค์ พูดชัดเจนว่า พ่อสบายดี มาถึงสนามบินก็ยิ้มแย้มแจ่มใส สามารถอุ้มหลานได้ ผ่านไป 10 ชั่วโมงในเรือนจำนายทักษิณกลายเป็นคนที่ป่วยปางตาย ผมว่ามันไม่เมคเซนส์ ยังไม่รวมข้อเท็จจริง เรื่องการใช้โทรศัพท์มือถือ ทุกองค์กรควรรู้ว่า การทำหน้าที่ของตนเอง นำมาซึ่งศรัทธาประชาชน” นายรังสิมันต์ กล่าว

นายรังสิมันต์ ยังกล่าวด้วยว่า วันนี้ในหลายภาคส่วน ก็ต้องยอมรับเรื่องปัญหาคอร์รัปชัน ความไร้ประสิทธิภาพของการบังคับใช้กฎหมาย ประชาชนสูญสิ้นศรัทธาไปเยอะแล้ว เราหวังว่าหมอจะไม่ถูกนับรวมไปด้วย ส่วนการวีโต้ในครั้งนี้ จะทำให้น้ำหนักในการนำไปเป็นพยานหลักฐานคดีที่จะมีการตัดสินในวันที่ 13 มิ.ย.นี้ หรือไม่นั้น ตอบไม่ได้ ต้องไปดูในรายละเอียด นายสมศักดิ์ก็พยายามหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงเนื้อหาสาระของการวีโต้ ตนจึงตอบไม่ได้ว่าสุดท้ายแล้วจะส่งผลอย่างไร แต่ก็ต้องว่ากันไปตามข้อเท็จจริง ในเมื่อข้อเท็จจริงชัดว่า นายทักษิณป่วยวิกฤติเป็นเรื่องเท็จ คงต้องรอดู หากนายสมศักดิ์ไม่ดำเนินการในการให้รายละเอียด คงต้องพิจารณาว่า คณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐกิจการชายแดน ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งตนเป็นประธาน จะมีการพิจารณาเรื่องนี้หรือไม่

‘ธนกร’หนุนรัฐบาลออก’คนละครึ่ง’เวอร์ชั่นใหม่ กระตุ้นกำลังซื้อ

'ธนกร'หนุนรัฐบาลออก'คนละครึ่ง'เวอร์ชั่นใหม่ กระตุ้นกำลังซื้อ

‘ธนกร’หนุนรัฐบาลออก’คนละครึ่ง’เวอร์ชั่นใหม่ กระตุ้นกำลังซื้อ

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.02 น.

“ธนกร”ชงสภาฯ จำกัดรายจ่ายประจำไม่เกิน 69% แนะเพิ่มงบลงทุน 25% ดันเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทยยั่งยืนแข่งขันได้ หนุนรัฐบาลออก”คนละครึ่ง”เวอร์ชั่นใหม่กระตุ้นกำลังซื้อ ขอทุกฝ่ายลดการเมือง ยึดประเทศเป็นหลัก

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2568 นายธนกร วังบุญคงชนะ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ร่วมอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ว่า วันนี้งบประมาณปี 2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท เพิ่มจากปีก่อน 0.7% ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ วันนี้งบปี 69 ไม่ใช่เครื่องมือประคองในระยะสั้นเท่านั้น แต่เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ในการเร่งเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ ให้สามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้ เพราะปัจจุบันเราได้รับผลกระทบต่อเศรษฐกิจภายในประเทศเรื่องสงครามการค้าโลก

โดยเมื่อไปดูในเนื้อหางบประมาณยังคงจัดงบประมาณในรูปแบบเดิมอยู่ ซึ่งมีรายจ่ายประจำสูงถึง 70.2% ทำให้ไปเบียดบังงบลงทุนเหลือแค่ 22.9% จึงทำให้การพัฒนาเดินหน้าไปได้ยาก จึงเสนอให้จำกัดรายจ่ายประจำไม่เกิน 68 – 69% และขอให้กันงบลงทุนไว้ที่ขั้นต่ำต้อง 25% เพื่อใช้ในการลงทุนเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาเทคโนโลยี พัฒนาทุนมนุษย์

ทั้งนี้ ในภาพรวมของเศรษฐกิจวันนี้ ตนคิดว่า มีปัญหา สถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันมีความเปราะบางเป็นอย่างมาก มีแรงต้านสูง สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฯ ได้แถลงตัวเลข GDP ไตรมาสแรกของปี 68 ขยายตัวแค่ 3.1% เท่านั้น เพราะมีปัจจัยจากปริมาณการส่งออกและการลงทุนภาครัฐเศรษฐกิจไทยแม้เติบโตแต่ก็มีปัญหาเพราะขับเคลื่อนยากมาก ภาคอุตสาหกรรมหดตัว ภาคท่องเที่ยวโดยเฉพาะจีน หายไปกว่า 40% ฝากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาด้วยว่าจะต้องแก้ปัญหาอย่างไร เพราะในช่วงโควิดระบาดนักท่องเที่ยวจีนหายไปแค่ 35% แต่วันนี้หนักกว่าช่วงโควิด

นายธนกร กล่าวด้วยว่า ประเทศมีปัญหาเชิงโครงสร้างสะสมและปัญหาแรงกดดันจากภายนอก ศักยภาพการเติบโตเหลือแค่ 3% เมื่อเทียบกับเวียดนามที่โต 6 – 7% แล้ว วันนี้เกิดความเปราะบางด้านสงครามการค้า โดยเฉพาะกำแพงภาษีของสหรัฐอเมริกา ตนเคยเสนอว่าให้ใช้อดีตผู้นำซึ่งเป็นญาติของนายกฯ และใช้นักธุรกิจของไทยไปเจรจา มองว่า เรื่องการเจรจากับสหรัฐฯ รัฐบาลเดินมาถูกทางแล้ว วันนี้การส่งออกไปสหรัฐอเมริกา สูงถึงร้อยละ 17.2 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด หรือประมาณร้อยละ 10 ของ GDP เพราะฉะนั้นถ้าดำเนินการไม่ได้ ไทยจะเสียหายกว่าปีละ 3 แสนล้าน กระทบแรงงานกว่า 100,000 อัตรา เพราะฉะนั้นวันนี้รัฐบาล ได้ส่งทีมไปเจรจาก็ต้องทำควบคู่กันไป

นอกจากนี้ โครงสร้างแรงงานของประเทศไทยยังไม่ตอบโจทย์เพราะส่วนใหญ่อยู่ในภาคเกษตรกรรมกว่า 60% ไม่มีความเชื่อมโยงไปสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายเรื่องของยานยนต์ไฟฟ้าอีวี และเซมิคอนด็อคเตอร์ ซึ่งต้องขับเคลื่อนในเรื่องนี้เพิ่มเติม  ซึ่งทุกคนทราบดีว่าสถานะทางการคลังของประเทศมีความเปราะบางเป็นอย่างมาก เพราะระดับหนี้สาธารณะของไทย ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 64.4% แม้ว่าอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง แต่ตนคิดว่ามันตึงตัวมาก ซึ่งต้องดูในเรื่องนี้

นายธนกร เสนอว่า การจัดทำงบประมาณต้องมีการทำเพื่อเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทย จะต้องมีการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นอย่างมีเป้าหมาย โดยเฉพาะเรื่องการเบิกจ่าย การลงทุนโครงการขนาดใหญ่โลจิสติกต้องสนับสนุนมาตรการชั่วคราวที่เคยพูดหลายครั้งเพื่อเพิ่มกำลังซื้อ เรื่องการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และขอให้มีการทำโครงการ “คนละครึ่ง” เวอร์ชั่นใหม่ขึ้นมา หากปรับให้เหมาะสมกับบริบทเศรษฐกิจวันนี้ เชื่อว่าจะช่วยเหลือประเทศได้ ซึ่งรัฐบาลในชุดนี้คงต้องทำเนื่องจากนโยบายดีๆ ในรัฐบาลชุดที่แล้วก็เห็นหลายอย่างที่รัฐบาลชุดนี้ทำต่อ ส่วนการลงทุนระยะยาว จะต้องมีการยกระดับขีดความสามารถของประเทศจะต้องมีการจัดตั้งกองทุนเปลี่ยนผ่านประเทศ สนับสนุนอุตสาหกรรมสีเขียว อุตสาหกรรมดิจิทัล และยานยนต์ EV และจะต้องมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจขนาดใหญ่เรื่องดิจิทัล 5G Big Data และการผลักดันภาษีใหม่เช่นคาร์บอนแทรคก็ต้องทำ

“จัดงบปี 69 ไม่ใช่บริหารแค่ 1 ปี แต่ต้องมองในระยะยาว ต้องกำหนดยุทธศาสตร์ชาติ เป็นการใช้จ่ายที่มีเป้าหมายชัดเจนสมดุล สร้างอนาคตใหม่ การสร้างวินัยทางการเงินการคลังที่ยั่งยืน วันนี้ก็ให้กำลังใจรัฐบาล เพราะปัญหาการเมืองก็มีหลากหลาย เป็นเวลาที่ต้องลดเรื่องการเมืองลงเอาบ้านเมืองเป็นหลัก เชื่อว่าจะสามารถเดินหน้าประเทศไปได้” นายธนกร ย้ำ

‘ชัยชนะ’ทวงเงินให้‘อปท.’ จี้‘นายกฯ’ดูงบฯ‘เสาไฟ’ส่อโกง พร้อมของบฯ ทส.กลางสภา

‘ชัยชนะ’ทวงเงินให้‘อปท.’ จี้‘นายกฯ’ดูงบฯ‘เสาไฟ’ส่อโกง พร้อมของบฯ ทส.กลางสภา

‘ชัยชนะ’ทวงเงินให้‘อปท.’ จี้‘นายกฯ’ดูงบฯ‘เสาไฟ’ส่อโกง พร้อมของบฯ ทส.กลางสภา

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.24 น.

“ชัยชนะ”ทวงเงินให้”อปท.” จี้”นายกฯ”ดูงบฯเสาไฟส่อโกง พร้อมของบฯ ทส.กลางสภา ยกเจาะบาดาลทำประปาดื่มได้

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2568 ที่รัฐสภา นายชัยชนะ เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 วาระแรก วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาทว่า ตนขอเป็นตัวแทนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท) ทั้ง 7,850 ทั้งประเทศ ในยุทธศาสตร์ที่ 4 ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคในสังคม ข้อที่ 5 เรื่องการกระจายอำนาจให้แก่ อปท.ซึ่งเป็นเงื่อนไขหนึ่งในการร่วมรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ อปท.ต่างรอคอยว่า งบฯ ปี 69 จะเป็นเงินจัดสรรให้กับท้องถิ่นกี่เปอร์เซ็นต์ เพราะตามกรอบรัฐธรรมนูญต้องจัดสรรงบให้กับ อปท. 35% ปี 2568 ได้มา 29.1% มาปี 2569 ได้แค่ 29.43% ในส่วนของเงินอุดหนุน 800,000 กว่าล้าน เป็นรายได้ที่เก็บให้ อปท. 469,000 ล้านบาท เงินอุดหนุน 389,000 ล้านบาท เป็นเงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรแต่ละโครงการไปให้กับ อปท. หากเป็น อบจ.ก็สามารถขอตรงได้จากสำนักงบประมาณ แต่อยากบอกนายกฯ ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลชุดนี้ว่า เงินอุดหนุน 389,000 ล้านบาท ที่ให้กับ อบต.และเทศบาลตำบล นายกฯ ต้องตรวจสอบ เพราะมีโครงการที่แฝงอยู่ในงบประมาณรายจ่าย คือ เสาไฟนวัตกรรม มีบาง อปท.ไปตั้งงบประมาณเป็นถนนและสร้างเสาไฟ ถ้าไม่ใช่บริษัทของตัวเอง ผู้รับจ้างไม่สามารถซื้อเสาไฟจากตัวแทนจำหน่ายได้ จึงฝากนายกฯ ว่า เมื่อให้งบประมาณแล้ว ต้องควบคุมที่กรมส่งเสริมปกครองส่วนท้องถิ่นด้วย และตนจะติดตามอย่างใกล้ชิด

นายชัยชนะ กล่าวต่อว่า เรื่องนี้ไม่พูดไม่ได้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้รับงบประมาณ 38,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นแค่ 929 ล้านบาท ขณะที่พันธกิจกระทรวง ทส.มีหน้าที่ดูแลมากมาย โดยเฉพาะเรื่องน้ำและน้ำบาดาล กรมทรัพยากรน้ำ ปี 69 ได้มา 9,282 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 1,700 ล้านบาท พันธกิจของกรมทรัพยากรน้ำกำกับควบคุม อนุรักษ์และพัฒนาฟื้นฟู จัดสรรดูแลแหล่งน้ำทั้งหมด ได้เงินเพียง 9,282 ล้านบาท จะแก้ปัญหาให้กับประชาชนได้อย่างไร ฝากนายกรัฐมนตรีช่วยเพิ่มเงินได้หรือไม่ เช่น กรมทรัพยากรน้ำ ถ้าอยากจะให้ดูแล เรามี สทนช. กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ ของบประมาณเพิ่ม 20,000 ล้านบาท ได้หรือไม่ จะได้ดูแลประชาชนในการทำเกษตรและอุปโภคบริโภค หรือกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ต้องบริการประชาชนที่ไม่มีแหล่งน้ำ ต้องนำน้ำจากธนาคารใต้ดินมาใช้ มีพันธกิจพัฒนความรู้ด้านอุทกธรณีวิทยา นวัตกรรมเทคโนโลยี แต่น่าผิดหวังที่ได้รับงบฯแค่ 3,894 ล้านบาท ทั้งที่ต้องขุดเจาะบาดาลน้ำประปาดื่มได้ ฝากไปถึงนายกฯ ช่วยจัดสรรงบฯ ให้กับกรมทรัพยากรน้ำบาดาล เพิ่ม 10,000 ล้านบาทได้หรือไม่ พี่น้องชาวไทยต้องมีน้ำดื่ม จุดไหนที่กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำเข้าไม่ถึง กรมบาดาลต้องเข้าไปเจาะและทำประปาดื่มได้ให้ ฝากนายกฯ ช่วยดำเนินการแก้ไขด้วย