‘สุรเชษฐ์’แฉ’คมนาคม’ของบสร้างตึก 3.8 พันล้าน แพงกว่าตึกสตง. มีขรก.เข้าอยู่แค่ 319 คน

'สุรเชษฐ์'แฉ'คมนาคม'ของบสร้างตึก 3.8 พันล้าน แพงกว่าตึกสตง. มีขรก.เข้าอยู่แค่ 319 คน

‘สุรเชษฐ์’แฉ’คมนาคม’ของบสร้างตึก 3.8 พันล้าน แพงกว่าตึกสตง. มีขรก.เข้าอยู่แค่ 319 คน

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.46 น.

‘สุรเชษฐ์’แฉ’คมนาคม’ของบสร้างตึกสำนักปลัดฯ ใหม่ 3,832 ล้าน แพงกว่าตึก สตง.ที่ถล่มอีก ห้องรมต.อยู่ชั้น 22 ดาดฟ้ามีลานจอดฮอ มีโรงหนังใหญ่กว่าไอแม็ค ห้องคอนเวนชั่นฮอลล์ ใหญ่กว่าห้องสกุลตรา โรงแรมเพนนินซูลา มีขรก.เข้าอยู่แค่ 319 คน แต่คำของบเกินราคา-ไม่ชัดเจนให้หน่วยงานไหนเข้าอยู่บ้าง จี้’สุริยะ’ตอบให้ชัด

เมื่อวันที่ 29 พ.ค.2568 ที่รัฐสภา นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายงบรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ในสัดส่วนกระทรวงคมนาคม ว่า ขอใช้ชื่อตอนว่า “งบคมนาคมยังคงเดิมๆ เพิ่มเติมคือสร้างตึกเพื่อใคร” แผนงานยุทธศาสตร์พัฒนาด้านคมนาคมถือเป็นกระเป๋าหลัก มีงบมากถึง 181,968 ล้านบาท โดยเป็นของกรมทางหลวงมากถึง 121,891 ล้านบาท ตามมาด้วยกรมทางหลวงชนบท 49,582 ล้านบาท เพราะคมนาคมคืองบลงทุนก้อนใหญ่ที่สุด และผูกพันมากที่สุดต่อเนื่องมานานมากแล้ว แต่ถูกนำไปใช้ถูกที่ถูกทางหรือยัง แก้ปัญหาได้จริหรือไม่ ซึ่งงบลงทุนในปี 2569 ของกระทรวงต่างๆ ซึ่งมียอดรวมอยู่ที่ 569,800 ล้านบาท และงบก้อนใหญ่ที่สุดอยู่ที่กระทรวงคมนาคม ได้มากถึง 32.9 เปอร์เซนต์ของงบลงทุนทั้งหมดทุกๆ ด้านในประเทศนี้ และสร้างภาระผูกพันมากที่สุดถึง 28.6 เปอร์เซนต์ของยอดรวมจากทุกกระทรวง และการลงทุนส่วนใหญ่ใช้ไปกับการซ่อม และสร้างถนน โดยกรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบท ตามมาด้วยเรื่องของน้ำ ส่วนงบด้านอื่นๆ น้อยมาก 

นายสุรเชษฐ์ กล่าวต่อว่า ตนขอเน้นเรื่องสำนักปลัดกระทรวงคมนาคม เพราะอยากช่วยรัฐบาลหาเงิน ช่วยตัดงบให้มีเงินเหลือไปทำอย่างอื่นให้ประชาชนได้มากกว่า สำนักปลัดฯ ปีนี้รับงบฯ ไปทั้งสิ้น 1,124 ล้านบาท เพิ่มเท่าตัวจากปีก่อนๆ ที่รับอยู่ที่ประมาณปีละ 600 ล้านบาท ส่วนต่างที่เพิ่มขึ้นคือค่าก่อสร้างอาคารที่ทำการกระทรวมคมนาคมแห่งใหม่ งบปี 2569 จำนวน 574.8 ล้านบาท ผูกพันปี 70 จำนวน 1,628.6. ล้านบาท และปี 71 อีก1,628.6 ล้านบาท  รวมงบ 3 ปี จำนวน 3,832 ล้านบาท มากกว่าตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่ถล่มอีก 

“จำได้ใครๆ ก็ด่า สตง.แพง ใช้งบฯ อะไรเยอะแยะไปหมด ซึ่งก็แพงจริง ตึกสตง.ใช้งบ 2,560 ล้าบาท แต่ตึกคมนาคม 3,832 ล้านบาท ตึกใหม่มาแน่ และตั้งคำขอมามากถึง 4,500 ล้านบาท นี่ขนาดสำนักงบฯ ปรับลดแล้วยังเหลืออยู่ตั้ง 3,832 ล้านบาท ตึกคมนาคมกินพื้นที่ 18.5 ไร่ เทียบกับตึกสตง. 10.75 ไร่อยู่ในทำเลทองของอาณาจักรบางซื่อ 1,471 ไร่ โดยตึกใหม่ของคมนาคมอยู่ในโซน E ที่วางแผนจะให้เป็นสมาร์ทซิตี้คอมเพล็กซ์ 141.65 ไร่ น่าเสียดายพื้นที่แถบนี้ควรนำมาพัฒนาเป็นการพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่งมวลชนหลายปีแล้วแต่ก็ไม่สำเร็จสักที รัฐบาลไม่เก่งพอที่จะพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ได้สำเร็จ แต่สิ่งที่สำเร็จและเกิดขึ้นจริงคือตึกราชการเพียบในย่านบางซื่อ ข้อเท็จจริงคือ 17 เปอร์เซ็นต์ ของสมาร์ทซิตี้คอมเพล็กซ์ตึกคมนาคมส่วนพื้นที่ที่เหลือยังไม่ชัดเจนว่าจะเอาไปทำอะไร ที่ควรจะเอาพื้นที่ไปหาผลประโยชน์เชิงพาณิชย์มาชดเชยการขาดทุนของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้มากกว่านี้เยอะ” นายสุรเชษฐ์​ กล่าาว่า

นายสุรเชษฐ์​ กล่าวอีกว่า การที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม จะเอาพื้นที่ไปสร้างตึกใหม่ให้กระทรวง มีการจ้างออกแบบเสร็จแล้ว มีจำนวน 22 ชั้น จึงขอให้รมว.คมนาคมต้องตอบให้ชัดว่าใครจะไปอยู่บ้าง เพราะในแบบระบุเพียงสำนักปลัดฯ ซึ่งมีข้าราชการอยู่ 319 คน ซึ่งตามคำขอระบุมาเพียงหน่วยงานใหม่ที่เกิดขึ้น เช่น กรมการขนส่งทางราง ซึ่งอาจมาอยู่ตึกใหม่นี้แต่ไม่ได้อยู่ในแบบ หากมาอยู่ก็จะมีข้าราชการเพิ่มอีก 82 คน สถาบันวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (สทร.) อีก 80 คน จะมีอยู่หรือไม่ ดังนั้นต้องรู้ก่อนว่าใครจะไม่อยู่บ้างไม่เช่นนั้นจะให้งบไปได้อย่างไร และหากรวมทั้งหมดประมาณ 1,000 คน ดังนั้นขอดูเอกสารของหน่วยงานที่จะแสดงความจำนงไปอยู่ตึกใหม่ด้วย และอย่าตบแต่งตัวเลขเเพื่อจะมาของบฯ มากๆ เพื่อเอาไปสร้างตึกใหญ่ๆ เดี๋ยวค่อยหาหน่วยงานมาอยู่หาคนมาบรรจุเครื่องให้เต็มตึกแบบนี้แย่มาก เพราะหากมาแบบนี้ก็ผ่านงบให้ไม่ได้จริงๆ ตามเอกสารที่มีให้งบไม่ได้ เพราะตอบคำถามไม่ได้ว่าทำไมตึกคมนาคมได้งบต่อหัวสูงกว่าตึกสตง.มาก

“ตึกคมนาคม โอ่อ่ามากได้งบต่อหัวมากถึง 3.8 ล้านบาท มากกว่า 1.1 ล้านบาทตามบรรทัดฐานของสตง.ที่ใครก็ด่าว่าแพง ห้องรัฐมนตรีอยู่ชั้น 22 ขึ้นไปดาดฟ้ามีลานจอดฮอด้วยอย่างเท่เลย ห้องรัฐมนตรีใหญ่มาก 65 ตรางเมตร แต่ยังไม่เห็นความหรูหรา เพราะหน่วยงานไม่ยอมส่งแบบสถาปัตย์มาให้ขอฝากประธานฯ ทวงรัฐมนตรี สั่งการให้เปิดรายละเอียดทั้งหมดด้วย ไม่อย่างนั้นเราจะพิจารณากันได้อย่างไรว่าจะให้งบไปเท่าไหร่ดี นอกจากนั้นยังมีการสร้างโรงหนังที่ชั้น 9 ทะลุไปชั้น 10 มีล็อบบี้ขนาดใหญ่ มีออดิทอเรียม ขนาด 300 ที่นั่ง เป็นห้องโค้งพร้อมสโลบชั้นบันได คล้ายโรงหนังไอแม็ค ไอคอนสยาม มีจอแบบแอลอีดีขนาดใหญ่ ระบบแสงสีเสียงครบ เมื่อเทียบกับตึกสตง. และไอแม็ค จะเห็นว่าตึกคมนาคมอลังการเวอร์ มีพื้นที่ 631 ตรางเมตร ใหญ่กว่าไอแม็คเกือบเท่าตัว” นายสุรเชษฐ์​กล่าว  

นายสุรเชษฐ์ กล่าวว่า เป็นส่วนชั้น 8 เป็นห้องคอนเวนชั่นฮอลล์ 100 ที่นั่ง มีขนาด 1 พันตารางเมตร ห้องสกุลตรา โรงแรมเพนนินซูลา ยังแค่ 520 ตรางเมตร ห้องแกร์นบูนลูม ไฮแอท สุวรรณภูมิ ยังแค่ 814 ตารางเมตร ตึกคมนาคมเฉพาะค่าตบแต่งฝ้าพื้นผนัง 3.3 ล้านบาท ห้องประชุมขนาดใหญ่ 424 ตารางเมตร มีเวทีขนาด 31.5 ตารางเมตร มีจอแอลอีดีพร้อมแสงสีเสียงแบบจัดเต็ม แค่โคมไฟก็ราคาหนึ่งล้านบาทแล้ว จะใช้ไว้จัดคอนเสิร์ตหรืออย่างไร จากแบบก่อสร้าง และบีโอคิวราคาเกินจริงไปมากทำให้ชวนสงสัยในหลายรายการ เป็นที่น่าสังเกตว่าตึกนี้มีห้องประชุม 48 ห้อง ขอให้ประชาชนไปช่วยกันดูแล้วจะรู้ว่าตึกคมนาคมโออ่ากว่าตึก สตง.อีก

ความจริงคือความจริง! วีโต้มติแพทยสภา เปลี่ยนคนไข้เป็น‘ป่วยวิกฤต’ไม่ได้

ความจริงคือความจริง! วีโต้มติแพทยสภา เปลี่ยนคนไข้เป็น‘ป่วยวิกฤต’ไม่ได้

ความจริงคือความจริง! วีโต้มติแพทยสภา เปลี่ยนคนไข้เป็น‘ป่วยวิกฤต’ไม่ได้

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.16 น.

ความจริงคือความจริง! วีโต้มติแพทยสภา เปลี่ยนคนไข้เป็น‘ป่วยวิกฤต’ไม่ได้

29 พฤษภาคม 2568 นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า…

ความจริงคือความจริง

ไม่ว่านายกแพทยสภาพิเศษจะวีโต้หรือไม่วีโต้มติของแพทยสภา

แต่ความจริงก็คือความจริง ไม่สามารถแปรเปลี่ยนได้

การวีโต้มติแพทยสภา ไม่สามารถทำให้คนไข้ที่ไม่ป่วยวิกฤต กลายเป็นป่วยวิกฤตไปได้

หากแพทยสภาลงมติยืนยันอีกครั้งด้วยคะแนนสองในสามของกรรมการแพทยสภา

มติของแพทยสภาถือว่าสิ้นสุด

การวีโต้หมดความหมาย

ขอให้กำลังใจแพทยสภายืนหยัดในการธำรงเกียรติคุณ จริยธรรม และศักดิ์ศรีของแพทยสภา ที่จะต้องไม่ถูกบีบและกดดันจากฝ่ายการเมือง

กต.จัดสรรงบมีทิศทางพร้อมรับมือโลก ปกป้องผลประโยชน์ชาติ

กต.จัดสรรงบมีทิศทางพร้อมรับมือโลก ปกป้องผลประโยชน์ชาติ

กต.จัดสรรงบมีทิศทางพร้อมรับมือโลก ปกป้องผลประโยชน์ชาติ

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.10 น.

ผู้ช่วย รมต.กต.ยืนยัน กต.จัดสรรงบมีทิศทางพร้อมรับมือโลก-ปกป้องผลประโยชน์ชาติ – พร้อมย้ำ รบ.-กต.ไม่นิ่งนอนใจสารหนูในแม่น้ำกก เร่งประสานเมียนมาแก้ไขโดยเร็ว-หวังเมียนมาสงบสุข ร่วมขับเคลื่อน ศก.ภูมิภาค

29 พฤษภาคม 2568 นายรัศม์ ชาลีจันทร์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ ชี้แจงถึงการอภิปรายของฝ่ายค้าน ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ 2569 วงเงิน 3,780,600 ล้านบาท ที่คณะรัฐมนตรี ได้เสนอต่อประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาในวาระแรก โดยยืนยันว่า กระทรวงการต่างประเทศ จัดทำคำของบประมาณฯ สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล เพื่อรับมือกับสถานการณ์โลกที่ท้าทาย ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ และภูมิเศรษฐศาสตร์ แม้โลกเปลี่ยน แต่การพิทักษ์ และส่งเสริมผลประโยชน์ของไทยต้องเหมือนเดิม เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจตอบสนองประโยชน์ประเทศและประชาชน และยึดกฎหมายระหว่างประเทศไม่เป็นคู่ขัดแย้ง แต่เป็นมิตรกับทุกประเทศ และดำเนินนโยบายอย่างสมดุล พร้อมสนับสนุนสันติภาพ และเป็นตัวเชื่อม หรือ Bridge Builder 

ส่วนความขัดแย้งในเมียนมาที่กระทบต่อประเทศไทยนั้น ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ ย้ำจุดยืนประเทศไทยว่า อยากเห็นเมียนมากลับคืนสู่ความสงบ และพัฒนาภูมิภาคนี้ไปด้วยกัน และไทยไม่เลือกข้างใดข้างหนึ่ง และไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงของทุกกลุ่มในเมียนมา โดยสิ่งที่ไทยสามารถทำได้ คือ พยายามหาทางช่วยสนับสนุนให้ฝ่ายต่าง ๆ หันหน้ามาพูดคุยกันตามกระบวนการ Myanmar-led, Myanmar-owned คือ ฝ่ายต่างๆ ในเมียนมาจะต้องหาทางออกสำหรับอนาคตของประเทศกันเองเพื่อให้เกิดความสงบสุข การปรองดอง และเศรษฐกิจประเทศสามารถเดินหน้าได้อีกครั้ง ซึ่งจะเป็นผลประโยชน์ของไทย  

ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ ยังย้ำซึ่งแนวทางดำเนินการกับเมียนมาทั้งการดำเนินการทางการทูตเชิงรุก และในระดับอาเซียน ซึ่งในระดับทวิภาคี กระทรวงมีงบประมาณ ที่จัดสรรไว้สำหรับการจัดประชุม เยือน และต้อนรับการเยือนทวิภาคี รวมถึงงบประมาณสำหรับสถานเอกอัครราชทูต เพื่อสื่อสารกับทางการเมียนมาในระดับต่าง ๆ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของไทย และในระดับพหุภาคี กระทรวงได้จัดสรรงบประมาณสำหรับการเข้าร่วม และการจัดประชุมพหุภาคี โดยไทยสนับสนุนบทบาทของอาเซียนและการดำเนินการของประธานอาเซียนอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะการดำเนินการตามฉันทามติ 5 ข้อ ควบคู่กับการปรึกษาหารืออย่างสม่ำเสมอกับประเทศต่างๆ นอกอาเซียนและหน่วยงาน UN ซึ่งที่ผ่านมา ไทยได้ผลักดันการหารือระหว่างเมียนมากับประเทศเพื่อนบ้านกันมาแล้ว 3 ครั้ง คือ ครั้งแรกระหว่างไทย-เมียนมา-อินเดีย ที่นิวเดลี ครั้งที่สอง ระหว่างไทย-เมียนมา-จีน-ลาว ที่เชียงใหม่ และครั้งที่ 3 ระหว่างเมียนมา-ไทย-จีน-ลาว-อินเดีย-บังกลาเทศ ที่กรุงเทพฯ โดยทุกประเทศที่เข้าร่วมชื่นชมบทบาทของไทย เพราะรัฐบาลเชื่อว่าการสร้างแพลตฟอร์มให้เมียนมาได้มีการริเริ่มพูดคุยอย่างสร้างสรรค์ถึงแนวทางแก้ไขปัญหากับทุกฝ่าย เพื่อให้เกิดความร่วมมือพัฒนา จะนำไปสู่กระบวนสันติภาพได้ในอนาคต

ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ ยืนยันว่า รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจต่อปัญหามลพิษ หรือสารหนูแม่น้ำกก และแม่น้ำสาย ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลได้เร่งรัดแก้ปัญหาอย่างจริงจัง โดยติดต่อรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเมียนมา เพื่อขอให้ฝ่ายเมียนมาดำเนินการแก้ไขปัญหาโดยเร็ว และจะมีการประสานงานกับฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งในระดับประเทศ และพื้นที่โดยเร่งด่วนด้วย

ส่วนการช่วยเหลือมนุษยธรรมในเมียนมานั้น ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ ยืนยันว่า ประเทศไทยดำเนินการโดยตลอดผ่านช่องทางต่าง ๆ อย่างด้านสาธารณสุขและการศึกษาบริเวณชายแดน และผลกระทบแผ่นดินไหว ที่รัฐบาลได้ตอบสนองอย่างรวดเร็ว โดยได้สนับสนุนภารกิจการให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมแก่เมียนมา โดยได้ส่งทีมเฉพาะกิจ ประกอบด้วย ทีมปฏิบัติการฉุกเฉินทางการแพทย์และสาธารณสุขในภาวะภัยพิบัติ (Thailand EMT) ของกระทรวงสาธารณสุขและทีมช่วยเหลือของกองบัญชาการกองทัพไทย ไปปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่เมืองมัณฑะเลย์ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดแห่งหนึ่ง โดยดำเนินการต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 12 เมษายน 2568 จนถึงวันที่ 8 พฤษภาคม 2568

ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ จึงยืนยันว่า การจัดสรรงบประมาณของกระทรวงต่างประเทศ ได้กำหนดทิศทางชัดเจน เป็นรูปธรรม ยึดตามแนวนโยบายและวิสัยทัศน์ของผู้นำรัฐบาล โดยกระทรวงการต่างประเทศ ใช้ประโยชน์จากกลไก และบุคลากรตามที่จัดสรรงบประมาณ เพื่อเร่งแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนเป็นที่ตั้ง

‘ณฐพร’หอบเอกสารพบอสส.ร้องสอบ‘ภูมิใจไทย’ ลั่น‘คุก’ก็หยุดไม่ได้

‘ณฐพร’หอบเอกสารพบอสส.ร้องสอบ‘ภูมิใจไทย’ ลั่น‘คุก’ก็หยุดไม่ได้

‘ณฐพร’หอบเอกสารพบอสส.ร้องสอบ‘ภูมิใจไทย’ ลั่น‘คุก’ก็หยุดไม่ได้

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.02 น.

‘ณฐพร’ให้ปากคำ พร้อมหอบเอกสารปึกใหญ่ให้อัยการสอบสวน กรณีร้องตรวจสอบ‘พรรคภูมิใจไทย’ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 ยืนยันหลักฐานทั้งหมดเป็นข้อเท็จจริงที่ได้มาอย่างถูกต้อง ย้ำแม้ต้องเข้าคุกก็หยุดตัวเองไม่ได้

29 พฤษภาคม 2568 ที่สำนักงานการสอบสวน สำนักงานอัยการสูงสุด ถ.บรมราชชนนี ย่านตลิ่งชัน นายณฐพร โตประยูร อดีตที่ปรึกษาประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน นำเอกสารหลักฐานจำนวนมาก ให้พนักงานอัยการการสอบสวน เพื่อตรวจสอบเพิ่มเติม กรณีที่ก่อนหน้านี้ได้ร้องเรียนการตรวจสอบพรรคภูมิใจไทย ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49

นายณฐพร เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ตนได้มาร้องเรียนกับสำนักงานอัยการสูงสุด ให้ตรวจสอบพรรคภูมิใจไทย ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 ซึ่งทางอัยการสูงสุดก็รับดำเนินการ วันนี้จึงมาให้ปากคำรวมทั้งนำเอกสารจำนวน 2 กระเป๋าใหญ่ ที่รวบรวมจากทุกสำนวนที่ตนได้ไปร้องตามหน่วยงานต่างๆไว้ รวมถึงข้อมูลจากสื่อมวลชนที่นำเสนอ มาไว้เป็นหลักฐาน กรณีที่พรรคภูมิใจไทยบอกว่าตนได้ข้อมูลมาจากทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอนั้น เป็นเรื่องที่เข้าใจผิด เนื่องจากเวลาตนทำคดีร้องเรียน จะมีทีมงานคอยรวบรวมข้อมูลจากสื่อต่างๆ ซึ่งข้อมูลจากสื่อมวลชน เป็นข้อมูลตามข้อเท็จจริง ที่ศาลมองว่ารับฟังได้ ดังนั้นจึงไม่กลัวหากจะถูกฟ้องฐานหมิ่นประมาท เพราะตนคงไม่โง่นำข้อมูลที่ได้มาโดยมิชอบมาร้อง

“ฝากถึงพรรคภูมิใจไทยว่า ให้ท่านเตรียมตัวสู้คดีดีกว่า และในคดีล้มล้างฯ เข้าองค์ประกอบทุกอย่าง แม้กระทั่งความเห็นนักวิชาการและนักกฎหมายผมก็เอามาใส่ในสำนวน ว่าเรื่องนี้เข้าองค์ประกอบการล้มล้างฯอย่างไร การดำเนินการอย่างไร พฤติการณ์เชื่อมโยงแม้กระทั่งความเห็นว่า สว.ชุดนี้ทำหน้าที่อะไร มีอำนาจอะไร” นายณฐพร กล่าว

นายณฐพร กล่าวต่อว่า อยากพูดถึงพฤติกรรมของสว. ว่า การจะแสดงอาการอะไรก็ขอให้อยู่บนพื้นฐานมารยาทและจริยธรรม อย่าทำเป็นลิงหลอกเจ้าให้สังคมเห็น คนจะยิ่งไม่ชอบ ขอยืนยันว่าที่ตนออกมาทำอยู่นั้นไม่ได้หิวแสง แต่ทำด้วยความสุจริตใจในฐานะประชาชน และไม่ได้ทำเพื่อใครคนใดคนหนึ่ง แต่จะกล่าวหาตนยังไงก็ได้ แต่ข้อเท็จจริงมีหนึ่งเดียว ซึ่งตนเองมั่นใจว่าทุกอย่างจะจบลงภายใน 2 -3 เดือน

เมื่อถามว่าหลังจากที่ออกมาเดินหน้าเรื่องนี้ แล้วมีกระบวนการบางอย่างที่ผิดปกติขึ้นกับตัวเอง กังวลหรือไม่ นายณฐพร บอกว่า สิ่งที่ตนเอทำเป็นข้อเท็จจริง และมีพยานหลักฐานปรากฏชัดเจน ดังนั้นเรื่องพวกนี้ไม่ต้องห่วง ต่อให้พรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยจะมีการตกลงกันจริงตามที่คาดเดา ก็ไม่ทำให้คดีที่ตนทำอยู่สะเทือน ทุกอย่างจะเดินหน้าไปตามกระบวนการ

ส่วนจะกังวลอะไรเป็นพิเศษหรือไม่นั้น หากเราทำในสิ่งที่ดีที่ชอบ และสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมก็ไม่กลัวใครทั้งนั้น หากดำเนินการไปแล้ว จะโดนอะไรก็ตาม ก็ช่วยไม่ได้ ยืนยันไม่ได้กลั่นแกล้งหรือโกรธเคืองพรรคภูมิใจไทย ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการ ส่วนตนเองจะโดนกลั่นแกล้งหรือไม่นั้น ก็รู้สึกเฉยๆ สิ่งที่เกิดขึ้นกับตนเองให้สื่อมวลชนและสังคมพิจารณาเอง ว่ามันสมควรไหม แต่กระบวนการนี้หยุดไม่ได้

“ต่อให้ผมถูกส่งฟ้องศาลแล้วไม่ได้ประกันตัว ผมอยู่ในเรือนจำ ผมก็เขียนสำนวนได้ ผมไม่ห่วงเรื่องนี้หรอก จะทำยังไงก็ตาม ไม่มีทางหยุดผมได้ เพราะศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาจากเอกสารอยู่แล้ว และผมมีเอกสารเรื่องเลือกตั้งเป็น 10 ลังใหญ่ๆ” นายณฐพร กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย  ออกมาพูดถึงตนนั้น นายณฐพร มองว่า นายอนุทินมีปัญหา คงโกรธเคือง ตอนนี้คิดว่าสิ่งที่พรรคภูมิใจไทยห่วงและคิดมากที่สุด คือเรื่องคดีที่ตนทำ เพราะว่ากลัวจะเสียอำนาจรัฐไป

‘จุลพันธ์’ซัด‘เท้ง’ ปั้นโวหารการเมือง‘รัฐล้มเหลว’ จี้รับผิดชอบคำพูด

‘จุลพันธ์’ซัด‘เท้ง’ ปั้นโวหารการเมือง‘รัฐล้มเหลว’ จี้รับผิดชอบคำพูด

‘จุลพันธ์’ซัด‘เท้ง’ ปั้นโวหารการเมือง‘รัฐล้มเหลว’ จี้รับผิดชอบคำพูด

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.54 น.

รู้แก่ใจไม่ใช่แบบนั้น! “จุลพันธ์”ซัด”เท้ง” ปั้นโวหารการเมือง”รัฐล้มเหลว” จี้รับผิดชอบคำพูด สะท้อนภาพลบ ยันยินดีปรับลดงบฯในชั้นกมธ.ฯ

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท ต่อเป็นวันที่ 2 โดย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง ลุกขึ้นชี้แจงว่า กรณีที่ สส.บางคนเรียกร้องให้รัฐบาลถอนร่างกฎหมายงบประมาณไปปรับปรุง ไม่สามารถทำได้เพราะจะไม่ทันรอบการใช้งบประมาณ ทั้งนี้ การพิจารณาปรับแก้ปรับเปลี่ยนมีความยืดยุ่น เพื่อไม่ให้เหตุการณ์ใดๆ เกิดขึ้น ประเทศไทยมีความยืดยุ่น ปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้

“สมมติฐานที่เป็นห่วง เห็นอยู่ แต่จากที่เห็นตามตัวอย่างที่ผู้นำฝ่ายค้านอภิปรายวานนี้ พบว่าสมมติฐานนั้นไม่ถูกต้องเพราะศาลของสหรัฐชะลอการดำเนินการมาตรการภาษีของประธานาธิบดีสหรัฐ ซึ่งขณะนี้นายกฯ ได้หารือกับทีมที่บ้านพิษณุโลก แต่หากถามผมก็ตอบไม่ได้ เพราะต้องวิเคราะห์ข้อมูล ดังนั้นต้องพิจารณา หากไปถึงชั้นกรรมาธิการจะเสนอความคิดเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดของประเทศ รัฐบาลไม่ติดขัด” นายจุลพันธ์ กล่าว

นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ บอกว่าประเทศไทยจะกลายเป็นรัฐล้มเหลว และถูกนำไปขยายความ ตนขอชี้แจงว่า ประเทศไทยไม่ใกล้เคียงกับรัฐล้มเหลว เพราะไม่มีสงครามกลางเมือง รัฐบาลควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินได้ครบถ้วน ไม่มีการบุกรุกพื้นที่ชายแดน กรอบอาณาบริเวณของความเป็นรัฐไม่เกิด

“ผมทราบว่าท่านทราบดีว่าไม่ใช่ และไม่ใกล้เคียง แต่เป็นโวหารทางการเมือง แต่เมื่อสื่อสารและถูกนำไปเล่น ควรรับผิดชอบในการใช้คำ ท่านไม่ชอบรัฐบาลได้ แต่ต้องรักษาประเทศ การสะท้อนมุมมองเชิงลบ ที่ใช้ในรัฐสภา ทำให้มุมมองต่อประเทศไทยเป็นไปในเชิงลบ ทั้งผมและท่าน และที่คนเรียนรัฐศาสตร์ก็รู้ไม่ใกล้เคียงเลย ผมขอยืนยันไม่มีคำๆ นี้ ท่านไม่ชอบรัฐบาลได้ แต่อย่าใช้คำว่ารัฐล้มเหลว เพราะไม่ใช่และไม่ใกล้เคียงเลย” นายจุลพันธ์ กล่าว

‘ชาญชัย’ส่งเอกสารเพิ่ม‘ทักษิณ’นอนชั้น 14 ให้ศาลฎีกาฯ ‘เสรีพิศุทธ์’เชื่อ 13 มิ.ย.ไม่มาชัวร์

‘ชาญชัย’ส่งเอกสารเพิ่ม‘ทักษิณ’นอนชั้น 14 ให้ศาลฎีกาฯ ‘เสรีพิศุทธ์’เชื่อ 13 มิ.ย.ไม่มาชัวร์

‘ชาญชัย’ส่งเอกสารเพิ่ม‘ทักษิณ’นอนชั้น 14 ให้ศาลฎีกาฯ ‘เสรีพิศุทธ์’เชื่อ 13 มิ.ย.ไม่มาชัวร์

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.28 น.

‘ชาญชัย’และคณะ ส่งเอกสารเพิ่ม‘ทักษิณ’นอนชั้น 14 ให้ศาลฎีกาฯพิจารณาประกอบการไต่สวน ด้าน‘เสรีพิศุทธ์’เชื่อ 13 มิถุนายน ‘ทักษิณ’ไม่มาศาลชัวร์

29 พฤษภาคม 2568 ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถ.ราชดำเนินใน นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีตสส.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) พร้อมด้วย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย , นายสมชาย แสวงการ อดีตสว. , นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ , นายนิติธร ล้ำเหลือ หรือทนายนกเขา , นายภิมะ สิทธิ์ประเสริฐ เดินทางมายื่นคำร้องเพื่อขอส่งมอบพยานหลักฐาน และข้อเท็จจริงต่างๆ กรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เข้ารักษาตัวที่ชั้น 14 รพ.ตำรวจ ขณะถูกคุมขัง อันเป็นคำร้อง ตามที่ศาลฎีกาฯมีคำสั่งรับไว้ไต่สวนหาความจริงเองในวันที่ 13 มิถุนายนนี้

นายชาญชัย กล่าวว่า วันนี้มาศาลฎีกาฯเกี่ยวกับการยื่นเรื่องคำร้องไต่สวนว่ามีการปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาฯหรือไม่ แม้ศาลจะได้ยกคำร้องในส่วนของตน แต่ศาลได้เรียกหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมาไต่สวนและให้ทุกฝ่ายทำคำชี้แจง

ทั้งนี้ตนไม่ได้รับหมายให้ส่งคำชี้แจงเพิ่ม แต่มีเอกสารที่เตรียมไว้ จึงอยากจะนำมาเสนอศาลเพื่อนำไปพิจารณาประกอบการไต่สวน ประกอบด้วยคำร้องของนายสมชาย แสวงการ ประธานสอบเรื่องนี้ คำร้องของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ที่ร้อง ป.ป.ช. จึงขอให้ศาลได้ออกหมายเรียกพยานบุคคลและพยานเอกสารมาไต่สวน ซึ่งเป็นอำนาจของศาลในการเรียกไต่สวน ที่ตนมายื่นคำร้องครั้งนี้เนื่องจากมีข้อกฎหมายรองรับตามข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา ข้อ 62 ผู้ใดบุคคลภายนอกรู้ว่าศาลฎีกาฯมีโทษจำคุกใครถึงที่สุดแล้วยังไม่ได้จำคุกจริงสามารถร้องต่อศาลได้ ซึ่งศาลสามารถตั้งองค์คณะขึ้นไต่สวน เพราะฉะนั้นประชาชนสามารถยื่นคำร้องต่อศาลได้

นายชาญชัย กล่าวว่า การยื่นครั้งนี้ไม่ใช่เกี่ยวกับเรื่องการเมืองและเป็นเรื่องกระบวนการยุติธรรมที่ถูกทำลายและมีกระบวนการที่ไปช่วยนายทักษิณมีอำนาจรัฐเข้าไปเกี่ยวข้องและทำลายระบบความน่าเชื่อถือ กระทบต่อระบบเศรษฐกิจ การเมืองและสังคมทั่วไป ตนและคณะจึงทำหน้าที่ในส่วนนี้ให้จบสมบูรณ์   ซึ่งตนมีเอกสารที่ชี้ชัดว่านายทักษิณไปนอนที่รพ.ตำรวจนาน181 วัน และที่ชัดเจนคือ นายทักษิณไม่ได้ป่วยจริง เพราะตามปกติหากเราไปโรงพยาบาลแล้วจะมีใบเสร็จรับเงินที่จะบ่งบอกว่าเราไปตรวจโรคอะไรใบเสร็จนี้ตนพูดตามหลักฐานข้อเท็จจริงที่ส่งให้ศาล

ด้านนายสมชาย กล่าวว่า วันนี้เรามายื่นพยานเอกสาร ตามข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา ที่กำหนดว่า หากรู้ว่าพบผู้ต้องคำพิพากษาแต่ไม่ได้รับโทษสามารถมาแจ้งต่อศาลได้ และนำเรื่องจากคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนและสิทธิเสรีภาพ ที่มีการนำข้อมูลจากแพทย์รพ.ตำรวจ ผู้บัญชาการเรือนจำ สมาชิกวุฒิสภามาให้ข้อมูลทั้งหมด 12 ครั้งตั้งแต่ช่วงเดือนกันยายนถึงมีนาคม มายื่นเป็นข้อมูลต่อศาลฎีกาฯ ข้อมูลทั้งหมดเป็นเอกสารจำนวน 222 แผ่น และส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. ดำเนินการกับผู้ที่เกี่ยวข้องในการช่วยเหลือนายทักษิณ ตลอดระยะเวลา 181 วันที่นายทักษิณได้รับการรักษาตัวที่รพ.ตำรวจมีข้อพิรุธเกิดขึ้นมากมาย ซึ่งเราไม่สามารถรู้ว่านายทักษิณป่วยเป็นโรคอะไรและไม่สามารถเรียกเอกสารเวชระเบียนการรักษาตัวนายทักษิณได้ จึงขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกมาตรวจสอบเวชระเบียนใบเสร็จการรักษาตัวและกล้องวงจรปิดในรพ.ตำรวจที่เกี่ยวข้องกับการรักษานายทักษิณมาทำการตรวจสอบ

ส่วน พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กล่าวถึง การเดินทางมาร่วมยื่นพยานหลักฐานครั้งนี้ด้วยเนื่องจากต้องการทำความจริงให้ปรากฏ ตนไม่อยากให้นายทักษิณทำให้ประเทศชาติวุ่นวายไปมากกว่านี้ เชื่อว่าหากปล่อยให้นายทักษิณสร้างความวุ่นวายในบ้านเมืองต่อไปบ้านเมืองของเราจะมีปัญหาเกิดขึ้นแน่นอน จึงต้องการทำความจริงให้ปรากฏต่อสังคม และเชื่อว่าในวันที่ 13 มิถุนายนนี้ ที่ศาลนัดไต่สวนนายทักษิณจะไม่มาศาลอย่างแน่นอน แต่เชื่อว่านายทักษิณไม่น่าจะหนี เพราะจะส่งผลกระทบต่อ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ลูกสาวของตัวเอง

นพ.ตุลย์ กล่าวว่า ที่ผ่านมามีการอ้างว่า ได้ส่งตัวนายทักษิณไปรักษาตัวด้วยอาการป่วยวิกฤตที่รพ.ตำรวจ ตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ฯ มาตรา 55 โดยมีการหักวันขัง แต่นายทักษิณไม่ได้ป่วยวิกฤตตามที่อ้างไว้ ถ้าเป็นไปตามขั้นตอนที่ถูกต้องเมื่อรักษาตัวเสร็จแล้วจะต้องกลับเข้าไปรักษาตัวต่อที่ รพ.ราชทัณฑ์ แต่ปรากฏว่านายทักษิณอยู่ที่รพ.ตำรวจนานถึง 181 วัน และมีข้อพิรุธหลายอย่างระหว่างที่นายทักษิณนอนอยู่ที่รพ.ตำรวจ เนื่องจากนักโทษที่จะได้รับสิทธิ์พักโทษนั้นจะต้องเป็นนักโทษชั้นดี แต่ในกรณีนายทักษิณเป็นแค่นักโทษชั้นกลางเท่านั้น ซึ่งไม่เข้าเกณฑ์ตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ มาตรา 52 แล้วยังปรากฏข้อเท็จจริงต่อสังคมจากการที่รมว.ยุติธรรมไปตอบกระทู้ในสภาผู้แทนราษฎรภายหลังระยะเวลา 4 วันหลังจากที่นายทักษิณได้รับการปล่อยตัว ว่านายทักษิณมีระดับการป่วยไม่ต่ำกว่าระดับ 11 จากสภาพร่างกายนายทักษิณ ซึ่งยังดูแข็งแรงไม่ได้เป็นผู้ป่วยติดเตียง การที่นายทักษิณได้รับการพักโทษหลัง 181 วันนั้นน่าจะเป็นโมฆะเนื่องจากนายทักษิณไม่ได้มีอาการป่วยวิกฤตติดเตียงแต่อย่างใด

นายนิติธร กล่าวว่า คำร้องที่ได้ยื่นต่อศาลวันนี้จำนวน 4 คำร้อง ประกอบไปด้วยคำร้องของนายชาญชัยเป็นภาพรวมทั้งหมดของคดี ที่สามารถอธิบายเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นรวมถึงแสดงไทม์ไลน์ตั้งแต่นายทักษิณลงเครื่องบิน เดินทางไปยังเรือนจำและเข้ารักษาตัวที่รพ.ตำรวจ ในส่วนของนายสมชายเป็นเอกสารรวบรวมรายงานต่างๆของทุกหน่วยงาน และการเรียกเจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาให้ข้อมูล รวมถึงตัวอย่างใบเสร็จการรักษาพยาบาลและเวชระเบียน ซึ่งสามารถเชื่อมโยงกระบวนการรักษาที่แสดงให้เห็นถึงสภาพร่างกายของนายทักษิณ ส่วนคำร้องของนพ.ตุลย์เป็นรายละเอียดของเรื่องการพักโทษ และคำร้องของพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์เป็นคำร้องเกี่ยวกับประจักษ์พยานในการรักษาตัวของนายทักษิณซึ่งพยานหลักฐานทั้งหมดมีความสำคัญอย่างมากในการไต่สวนครั้งนี้

ภายหลังเจ้าหน้าที่รับคำร้อง และเอกสาร ต่างๆของผู้ร้องแล้วได้เตรียมเสนอต่อศาลฎีกาฯพิจารณาเพื่อมีคำสั่งต่อไป

‘ปชน.’กระทุ้งต่อ! ปูด‘งบสภาฯ’มีโครงการพิสดารสร้าง‘คลังแสงอาวุธ’

‘ปชน.’กระทุ้งต่อ! ปูด‘งบสภาฯ’มีโครงการพิสดารสร้าง‘คลังแสงอาวุธ’

‘ปชน.’กระทุ้งต่อ! ปูด‘งบสภาฯ’มีโครงการพิสดารสร้าง‘คลังแสงอาวุธ’

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.26 น.

“ปชน.”กระทุ้งต่อ! ปูด”งบสภาฯ”มีโครงการพิสดารสร้าง”คลังแสง”ใต้อาคาร เหน็บสงสัยใช้สู้รัฐประหาร-ปราบ สส.กันเองหรือไม่ เปิดชื่อย่อ ผู้บริหาร “พ.” เอี่ยวโยกงบสภาฯ ทำคำขอไปแจก ตั้งตัวเอง-เพื่อนั่งคุม คกก. ลั่นอย่าคิดว่าไม่ได้เป็น รมต.ไม่มีใครอภิปรายไม่ไว้วางใจ แล้วจะรอด เหตุมีหลักฐาน ทำให้ได้รางวัลทุจริต-พาไปกินข้าวที่ ป.ป.ช.ได้แน่ ด้าน”พิเชษฐ์”ลุกโต้ทุกดอก ลั่นมีปัญหา จะเอาข้อมูลอะไร ยินดี

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท ต่อเป็นวันที่ 2 โดย นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม.พรรคประชาชน (ปชน.) ลุกขึ้นอภิปรายถึงนายพิเชษฐ์ ว่า “ไม่ต้องโกรธกันครับท่านประธาน ผมก็อภิปราย เพื่อประโยชน์ของพวกเราและพี่น้องประชาชน และหากท่านจะชี้แจงอย่างไร ขอให้เป็นตอนจบทีเดียว ฟัง ใจร่มๆ”

นายภัณฑิล กล่าวเน้นไปที่งบของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ว่า ในฐานะผู้แทนราษฎร หน้าที่หลักคือ การตรวจสอบ ควบคุมการใช้เงิน ซึ่งต้องพิจารณาว่าเงินเหล่านั้น จะถูกใช้อย่างถูกต้องเหมาะสม และคุ้มค่ากับที่ประชาชนทุกคนต้องทำงานหนักเพื่อจ่ายภาษีหรือไม่

“เราสามารถไปตัดงบหน่วยงานอื่นได้ทั่วประเทศ แต่หน่วยงานที่เราสังกัดอยู่เอง จะใช้ภาษีอย่างฟุ่มเฟือย ไม่คุ้มค่าแล้วเราจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ประชาชนและข้าราชการในหน่วยงานอื่น เขารับไม่ได้”

นายภัณฑิล กล่าวอีกว่า ขอยกตัวอย่าง อาทิ การใช้ประโยชน์พื้นที่สภาที่ไม่คุ้มค่ากับงบลงทุน โดยเฉพาะการปรับปรุงอาคารรัฐสภา ในส่วนการเปิดยื่นข้อเสนอ 10 วัน สำหรับการออกแบบอาคาร และพื้นที่จอดรถใต้ดิน ว่าทำไม เราจึงไม่คิดหาทางเลือกอื่น เนื่องจากยังมีทางเลือกที่ถูกกว่า คือการสร้างอาคารในพื้นที่ค่ายทหาร ที่อยู่บริเวณติดกันที่ยังใช้ประโยชน์จากพื้นที่ไม่เต็มศักยภาพ ซึ่งใช้เก็บรถถัง ปืนใหญ่ จริงๆ แล้วก็ไม่รู้ว่าการนำมาเก็บตรงนี้ จะเอาไปออกรบกับใคร และแม้จะมีการประกาศผู้ชนะการออกแบบไปแล้ว ก็มีคนมาคัดค้านว่า มีการเร่งรัดผิดปกติ ซึ่งคาดว่าเป็นคู่แข่งที่เข้ามาร้องกันเอง เนื่องจากกลุ่มกิจการร่วมค้าที่ชนะการประกวดนั้น เคยมีประวัติรับงานแล้วโดนยกเลิกสัญญาเพราะส่งมอบสัญญาณไม่สำเร็จ

นายภัณฑิล กล่าวว่า การพยายามใช้เงินเช่นนี้ เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง และคนทำเอง ก็ยังย่ามใจพยายามดันให้สุดซอย ทั้งยังมีความพยายามสร้างอะไรประหลาดพิสดาร อย่างโครงการคลังแสงอาวุธยุทธภัณฑ์ และการบริหารจัดการด้านอาวุธของเจ้าหน้าที่ตำรวจสภา ที่อยู่บริเวณใต้ห้องประชุมสุริยัน จะนำมาทำเป็นคลังอาวุธ

“มีไปทำไมคลังแสงอาวุธ จะไปสู้รัฐประหารหรือ ท่านมาสู้อะไรตอนนี้ ท่านก็ไปแก้รัฐธรรมนูญเอา ถ้ามีคนทำรัฐประหาร หรือจะเอามาปราบพวกเรากันเอง อยู่ข้างใต้พวกเรา ขึ้นลิฟต์มาชั้นเดียว น่ากลัวจริงๆ”

นายภัณฑิล ยังกล่าวถึงงบฯ อบรมสัมมนาอีกว่า เงินในส่วนนี้มีการใช้แบบไม่บันยะบันยัง ในแผนยุทธฯ พัฒนาและเสริมสร้างการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้น 6 เท่า ในระยะเวลา 3 ปี พร้อมย้ำถึงข้อกฎหมายในรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 ระบุว่า ห้ามกระทำด้วยประการใดๆ ที่มีผลให้ สส.มีส่วนไม่ว่าทางตรง หรือทางอ้อม ในการใช้งบประมาณรายจ่าย ก่อนย้ำว่า “คุกนะครับ” พร้อมอธิบายว่า การของบในส่วนนี้เป็นไป เพื่อการนำไปแจก เป็นเงินทุน เงินบริจาค เงินสนับสนุนให้กับประชาชนโดยตรง ซึ่งมีลายเซนต์ของผู้บริหารสภากำกับไว้เรียบร้อย ขนาดข้าราชการเองยังลำบากใจเลย มาบอกกับตนว่า ผู้บริหารสภาฯ ชงแจกเงิน เพราะมันทำไม่ได้ แต่คนจะเอาก็จะเอาให้ได้ กดดันข้าราชการจนมีคำแนะนำว่า ถ้าจะทำให้ได้ก็ต้องจัดเป็นการอบรมสัมมนา จึงมีการแก้เอกสารในโครงการนี้ ซึ่งภายหลังเมื่อโดนคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตัดงบประมาณในส่วนนี้ออกไป ก็ไม่พอใจ ก็ยังมีการขอแปรเพิ่ม ได้มาครึ่งนึงของจำนวนเงินที่ขอไป เมื่อได้งบมาแล้ว ก็ตั้งคณะกรรมการมาดูแลโครงการโดยตั้งตัวเอง ชื่อย่อ “พ.” และเพื่อน สส.พรรคเดียวกัน จังหวัดเดียวกัน มานั่งติดกัน

“ท่านประธานอาจจะคิดว่าเป็นไปไม่ได้หรอกปีหนึ่งจัดสัมมนากว่า 1,300 งาน เป็นไปได้ครับ เพราะมีคนมากระซิบ ว่าเอาเงินไปก่อน ทำโครงการลงไป ให้เงินมันเหลือ เพื่อให้ถูกโยก ไปใช้ในโครงการอื่น” นายภัณฑิล กล่าว

นายภัณฑิล กล่าวต่อว่า นอกจากนั้น ยังมีการให้จัดตั้งกองเกียรติยศเจ้าหน้าที่ตำรวจสภาฯ เพื่อใช้ในงานพิธีต่างๆ อย่างเท่ จะจัดสวนสนาม หรือทำอะไรกัน ทำไมต้องมีการลงไปซ้อม แล้วเงินมาจากไหน นำมาจากโครงการที่ไปล้วงกระเป๋าเยาวชนมาหรือไม่ เพราะรู้อยู่แล้วว่าอย่างไรก็ใช้ไม่หมด และในอนาคต ก็ได้ยินมาว่า จะมีแผนโยกงบในส่วนนี้ไปใช้ในโครงการก่อสร้างอีก ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายชัดเจน การส่อทุจริตเช่นนี้ ต้องรีบจัดการ เพราะสภาฯ ควรเป็นแบบอย่างในการบริหารงบประมาณแผ่นดินอย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้แนวคิดจากฐานศูนย์ที่จำเป็นเท่านั้น อย่าไปยึดติดกับอดีต ใครตั้งมาอย่างไร ก็บวกเพิ่มขึ้นไป

“ถ้าสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ ยังมีมโนสำนึก ความละอายต่อประชาชนที่เขาเลือกท่านผู้ทรงเกียรติเข้ามาทั้งหลาย เราควรสำรวจตัวเอง ติดตามประเมินการใช้งบประมาณในทุกรายการอย่างเข้มงวด ทำให้เป็นตัวอย่าง เข้าใจครับ เราไม่อยากมาเผาบ้านตัวเอง กวาดบ้านตัวเองให้สะอาด ก่อนไปตรวจสอบหน่วยงานอื่น ช่วยกันจับทุจริต ประหยัดงบสภาฯ หาเงินช่วยรัฐบาลเขา อย่าคิดว่าไม่ได้เป็นรัฐมนตรี จะอยู่เหนือการตรวจสอบ ไม่มีใครสามารถอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะหลักฐานที่มีอยู่ทั้งหมดนี้ สามารถพาท่านไปทานข้าวแถวสนามบินน้ำได้แน่นอน เพราะถูกรางวัลทุจริต เจอกันที่ ป.ป.ช.ครับ” นายภัณฑิล กล่าว

จากนั้น นายพิเชษฐ์ ชี้แจงว่า ตอนนี้ของบยังไม่ได้ เพราะแบบกำลังทำจะเสร็จแล้ว สำหรับที่จอดรถสภาฯ ถูกยกเลิกไป 1 ชั้น จากธรรมดามีใต้ดิน 3 ชั้น เพราะเราถูกลดงบประมาณ ฉะนั้น ถ้าทำที่จอดรถที่บอกจบแล้ว ก็จะไม่มีที่ก่อสร้างใดๆ แล้วในสภาแห่งนี้ ส่วนพื้นที่ใช้สอยที่มีเยอะแยะมากมาย แต่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ปล่อยทิ้งร้างนั้น เมื่อมาถึงสมัยนี้กำลังคัดเลือกประธานสโมสร และร่างระเบียบสโมสร เพื่อไปทำกิจกรรมต่างๆ

“ส่วนของสภาฯ ที่ท่านพูด ถูกต้อง กว้างขวาง แต่ประโยชน์น้อย ท่านเดินไปตามกลุ่มงานต่างๆ นั่งหลังชนกัน เดินแทบจะไม่ได้ การออกแบบเขาก็ไม่ได้คิดว่าใช้ประโยชน์อย่างไร ที่กว้างแต่ใช้สอยได้น้อย เจ้าหน้าที่ต้องแออัดกันอยู่ โต๊ะทำงานก็แคบๆ เหมือนกันหมด ฉะนั้น ถ้าเราขยับขยายได้ พื้นที่ที่เราพัฒนาก็จะจบไป” นายพิเชษฐ์ กล่าว

นายพิเชษฐ์ กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องคลังแสง สภาฯ ใหม่ของเราวันนี้ ตำรวจทุกคนไม่มีอาวุธ ถ้ามีผู้ก่อการร้าย และเอาอาวุธครบมือมา เราตายหมด ทั้งหมดนี้เมื่อเกิดเหตุเราจะไม่มีใครป้องกันตัวได้ และสภาฯ ทั่วโลกจะมีกองเกียรติยศ คือ ตำรวจชุดที่ต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง ฉะนั้น ถ้าเราไม่ทำของเราให้พร้อม ตนคิดว่าก็ไม่มีโอกาสที่จะทำอีก ขณะที่เรื่องของประชาธิปไตย หลังจากที่เราถูกปฏิวัติรัฐประหาร ความเชื่อมโยงการติดต่อประชาชน เราขาดการติดต่อจากประชาชน ฉะนั้น การอบรม เยาวชนก็เป็นคุณค่าที่ฝ่ายนิติบัญญัติจะลงสู่พื้นที่ และท่านสามารถไปตรวจสอบได้ว่า ทุกอย่างเพื่อให้นิติบัญญัติ ได้มีโอกาสเข้าถึงประชาชน

นายพิเชษฐ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า “ผมจะคุยกับท่าน ถ้ามีปัญหาจะเอาข้อมูลอะไร เราก็ยินดี และผมก็จะตอบแทนเจ้าหน้าที่ที่บริหารสภาฯ”

‘ธณัชญ์พงศ์’สว.ใหม่รายงานตัว พร้อมปฏิญาณตนก่อนเริ่มปฏิบัติหน้าที่

‘ธณัชญ์พงศ์’สว.ใหม่รายงานตัว พร้อมปฏิญาณตนก่อนเริ่มปฏิบัติหน้าที่

‘ธณัชญ์พงศ์’สว.ใหม่รายงานตัว พร้อมปฏิญาณตนก่อนเริ่มปฏิบัติหน้าที่

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.05 น.

“ธณัชญ์พงศ์ วงศ์มุลาลี”สว.ใหม่รายงานตัว พร้อมปฏิญาณตนก่อนเริ่มปฏิบัติหน้าที่ หลัง”สมชาย เล่งหลัก”หลุดเก้าอี้ เหตุศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง 10 ปี

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2568 ที่อาคารรัฐสภา ฝั่ง สว. นายธณัชญ์พงศ์ วงศ์มุลาลี สว.กลุ่มที่ 19 กลุ่มผู้ประกอบการวิชาชีพ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ หรืออื่นๆ ในทำนองเดียวกัน เข้าแสดงตนต่อสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา โดยได้รับฟังการชี้แจงขั้นตอนที่เกี่ยวข้องต่อการปฏิบัติหน้าที่ ทำให้ขณะนี้มีสมาชิกวุฒิสภาจำนวนทั้งสิ้น 200 คน ทั้งนี้ นายธณัชญ์พงศ์ ถูกเลื่อนขึ้นมาแทน นายสมชาย เล่งหลัก อดีต สว.กลุ่มที่ 19 ที่พ้นสมาชิกภาพความเป็น สว.หลังถูกศาลฎีกาพิพากษาเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี

– 006

ผู้สมัครนายกฯเทศบาล ต.ดำเนินสะดวก บุกร้องกกต.ค้านผลเลือกตั้ง หลังพบพิรุธ’บัตรเขย่ง’

ผู้สมัครนายกฯเทศบาล ต.ดำเนินสะดวก บุกร้องกกต.ค้านผลเลือกตั้ง หลังพบพิรุธ'บัตรเขย่ง'

ผู้สมัครนายกฯเทศบาล ต.ดำเนินสะดวก บุกร้องกกต.ค้านผลเลือกตั้ง หลังพบพิรุธ’บัตรเขย่ง’

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.04 น.

ผู้สมัครนายกฯเทศบาล ต.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี บุกร้องกกต.คัดค้านผลเลือกตั้ง หลังพบพิรุธ’บัตรเขย่ง’ไม่บริสุทธิ์เที่ยงธรรม 

เมื่อวันที่ 29 พ.ค.2568 ศูนย์ราชการฯ อาคาร B ว่าที่ ร.ต.ท.สมโภช นกทองอุทัย ผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกเทศมนตรีตำบลดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี  หมายเลข 1 เดินทางมายื่นคำร้อง ถึงประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อคัดค้านการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี

โดยระบุว่า ตามที่ตนเอง ซึ่งเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกเทศมนตรี ต.ดำเนินสะดวก อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี ได้ทำหนังสือขอคัดค้านการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลดำเนินสะดวก ซึ่งเลือกตั้งเมื่อวันที่ 11 พ.ค.2568 ที่ผ่านมา เนื่องจากการเลือกตั้งดังกล่าวใน หน่วยเลือกตั้งที่ 1 เขตเลือกตั้งที่ 2 (บริเวณโรงเรียนอนุบาลวัดโชติทายการามสงเคราะห์) ทางคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง(กปน.) ได้จ่ายบัตรเลือกตั้งของนายกเทศมนตรีให้แก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้เดียวจำนวน 2 ฉบับ ซึ่งตรวจสอบได้จากการลงลายมือชื่อที่ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง ขณะเดียวกันในหน่วยเลือกตั้งเดียวกันนี้ บัตรเลือกตั้งนายกเทศมนตรีได้หายไป 1ฉบับ กรณีนี้อาจจะนำบัตรเลือกตั้งที่หายไป นำไปเวียนเพื่อใช้สิทธิอันเป็นประโยชน์แก่ผู้สมัครอื่น เหตุแห่งการกระทำดังกล่าวทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยบริสุทธิ์และเที่ยงธรรม จึงขอคัดค้านการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งครั้งนี้

สำหรับหนังสือขอคัดค้านการเลือกตั้งฉบับที่อ้างอิงดังกล่าว ตนเองได้ส่งและสำนักงานคณะกรรมการเลือกตั้งได้ลงรับตามเลขรับที่ 6478 วันที่ 23 พ.ค.2568 วันนี้ จึงมาขอความเป็นธรรมและขอทราบความคืบหน้าการดำเนินการดังกล่าวด้วย

ว่าที่ ร.ต.ท. สมโภช กล่าวว่า ตนมาขอความเป็นธรรมจาก กกต.เพื่อคัดการเลือกตั้งในครั้งนี้ และขอให้มีการตรวจสอบไต่สวนให้เป็นที่ประจักษ์ว่า บัตรเลือกตั้งที่หายไป นำไปเวียนเพื่อใช้สิทธิอันเป็นประโยชน์แก่ใคร เพื่อความบริสุทธิ์ยุติธรรม หากพบผู้กระทำผิดก็ควรจะให้มีการเลือกตั้งใหม่ตามกระบวนการกฎหมาย

“ผมถามว่า เราจะอยู่กันอย่างไร ถ้ากฎที่ใช้ไม่เป็นไปโดยบริสุทธิ์ และยุติธรรมไม่เสมอภาค และเท่าเทียมกัน เราควรต้องยอมรับสิ่งนี้ด้วยหรือ ฉะนั้นผมจึงมาขอให้กกต.ตรวจสอบอีกครั้งเพื่อความเป็นธรรม” ว่าที่ ร.ต.ท.สมโภช กล่าว

จังหวะโบ๊ะบ๊ะ! ‘วิโรจน์’หันไมค์มาเข้าทางปาก’ไอซ์ รักชนก’หลุดสบถ’เฮีย’ หลังรู้ตัวคนเปิดคลิปเสียงแทรก

จังหวะโบ๊ะบ๊ะ! 'วิโรจน์'หันไมค์มาเข้าทางปาก'ไอซ์ รักชนก'หลุดสบถ'เฮีย' หลังรู้ตัวคนเปิดคลิปเสียงแทรก

จังหวะโบ๊ะบ๊ะ! ‘วิโรจน์’หันไมค์มาเข้าทางปาก’ไอซ์ รักชนก’หลุดสบถ’เฮีย’ หลังรู้ตัวคนเปิดคลิปเสียงแทรก

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.55 น.

จังหวะโบ๊ะบ๊ะ! ‘วิโรจน์’หันไมค์มาเข้าทางปาก‘ไอซ์ รักชนก’ หลุดสบถ ‘เฮีย’ กลางสภาฯ หลังรู้ตัวคนเปิดคลิปเสียงแทรกรบกวนระหว่างถกงบฯ 69 ด้าน‘ชวน หลีกภัย’ลุกแจงฟังไม่ชัด ร้อง‘เลขาฯสภาฯ’เกี่ยวกับระบบเสียงไปแล้ว พร้อมขออภัย

เมื่อวันที่ 29 พ.ค.2568 ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (28 พ.ค.) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท วาระแรก โดยเมื่อเวลาประมาณ 21.30 น.ภายหลังการอภิปรายของ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กทม.พรรคประชาชน (ปชน.) แล้วเสร็จ และระหว่างที่ประธานการประชุมฯ กำลังจะให้ผู้อภิปรายคนต่อไปลุกขึ้นอภิปรายตามลำดับคิว นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ลุกขึ้นแจ้งประธานฯ ว่า ระหว่างการอภิปรายของสมาชิก เหมือนมีใครเปิดคลิปในห้องประชุมสภาฯ ทำให้รบกวนมาก ตนไม่ทราบว่าใครเปิด ขอความกรุณาปิดเสียงดังกล่าว เพราะจะทำให้เสียงสะท้อน รบกวนการอภิปรายของสมาชิก และประธานฯ

โดยทันทีที่นายวิโรจน์ แจ้งต่อประธานฯ เสร็จ แล้วหันไมค์ไปอีกด้าน เป็นช่วงจังหวะที่ น.ส.รักชนก ที่นั่งอยู่ติดกับนายวิโรจน์ พร้อมด้วย สส.ของพรรคประชาชน หันไปมองบุคคลที่กำลังเปิดคลิปเสียง เหมือนรู้ตัวบุคคลที่กำลังเปิดคลิปเสียงแล้ว มีท่าทีตกใจ จึงหลุดคำสบถออกมาว่า “เxี้ย คนนี้” พร้อมยกมือป้องปาก เนื่องจากเสียงหลุดออกมาในห้องประชุม ตามมาด้วยเสียงเล็ดลอดของ สส.ชายรายหนึ่ง ออกมาจากไมค์เช่นกันว่า “โห่ เxี้ย” พร้อมเสียงอุทานตกใจ ว่าเสียงของตัวเองออกไมค์มาในห้องประชุม ซึ่งนายพิเชษฐ์ ประธานการประชุม พยายามถามว่า เจอต้นเหตุของเสียงแล้วหรือไม่

จากนั้น นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ลุกขึ้นกล่าวยอมรับว่า ตนเป็นคนเปิดเสียงระหว่างการอภิปรายในห้องประชุม เนื่องจากตนได้ยินเสียงในห้องประชุมสภาฯ ไม่ชัด ซึ่งได้แจ้งร้องเรียนเกี่ยวกับระบบเสียงต่อเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว จึงต้องฟังวิทยุเอา ต้องขอภัยด้วยกับเสียงที่รบกวน ทำให้นายพิเชษฐ์ ชี้แจงว่า ตรงบริเวณที่นายชวน นั่ง เป็นช่วงตรงกลางของห้องประชุมสภาฯ จะไม่ค่อยได้ยินเสียงการอภิปราย