จุฬาฯ จับมือ 6 พันธมิตร AI ชั้นนำเปิดหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง NEXUS AI

จุฬาฯ จับมือ 6 พันธมิตร AI ชั้นนำเปิดหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง NEXUS AI

จุฬาฯ จับมือ 6 พันธมิตร AI ชั้นนำเปิดหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง NEXUS AI

วันอังคาร ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ผู้นำยุคใหม่ต้องมีความรู้ความเข้าใจในปัญญาประดิษฐ์ AI จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมองเห็นความสำคัญในการพัฒนาผู้นำในองค์กรต่างๆ ให้มีความรู้ความเข้าใจด้าน AI เพิ่มศักยภาพและสร้างเครือข่ายผู้นำยุคใหม่ โดย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จับมือ องค์กรพันธมิตรที่มีบทบาทสำคัญทั้งในระดับชาติและระดับโลก 6 พันธมิตร เปิดหลักสูตร “NEXUS AI” พร้อมขับเคลื่อนประเทศด้วยปัญญาประดิษฐ์ สู่อนาคตที่ยั่งยืนและแข่งขันได้

ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จุฬาฯ ไม่ได้มองว่า AI เป็นเพียงเทคโนโลยีเท่านั้น แต่มองว่า AI คือเครื่องมือที่สามารถยกระดับคุณภาพชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความยั่งยืนในระยะยาว เราเชื่อว่า AI ที่ดีจะต้องอยู่บนพื้นฐานของ “AI for Good” และต้องสร้างประโยชน์อย่างแท้จริงให้กับสังคมไทยในครั้งนี้เราขอขยายแนวคิดในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง ผ่านหลักสูตร NEXUS เพื่อสร้างเครือข่ายผู้นำที่เข้าใจเทคโนโลยี AI อย่างรอบด้าน พร้อมที่จะประยุกต์ใช้ในการบริหารองค์กร การกำหนดนโยบาย และการขับเคลื่อนประเทศสู่อนาคตที่ยั่งยืนและแข่งขันได้และสิ่งที่สำคัญยิ่งไปกว่าการเรียนรู้ คือการได้ “เชื่อมต่อ”หลักสูตร NEXUS ไม่ได้เป็นเพียงเวทีอบรม แต่คือการวางรากฐานของ “เครือข่ายผู้นำระดับสูงด้าน AI” ของประเทศไทย เรามุ่งหวังจะสร้าง Network ของผู้นำจากทุกภาคส่วน — ภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาควิชาการ ที่จะร่วมกันผลักดันการใช้ AI อย่างมีวิสัยทัศน์ มีธรรมาภิบาล และเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม

 “หลักสูตร NEXUS ถือเป็น Flagship Program ด้านปัญญาประดิษฐ์ของจุฬาฯ โดยหลักสูตรนี้เกิดจากความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดระหว่างมหาวิทยาลัยกับพันธมิตรที่ทรงพลังทั้ง 6 องค์กร ในปัจจุบัน เมื่อเราพูดถึงการขับเคลื่อนนโยบายหรือการเปลี่ยนแปลงระดับประเทศ สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่คือ “ความร่วมมือ” ที่ต้องอาศัยหลายมือ หลายมุมมอง และหลายพาร์ทเนอร์ ในครั้งนี้เราขอขยายแนวคิดในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง ผ่านหลักสูตร NEXUS เพื่อสร้างเครือข่ายผู้นำที่เข้าใจเทคโนโลยี AI อย่างรอบด้าน พร้อมที่จะประยุกต์ใช้ในการบริหารองค์กร การกำหนดนโยบาย และการขับเคลื่อนประเทศสู่อนาคตที่ยั่งยืนและแข่งขันได้ ผมเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า หลักสูตร NEXUS จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการ Transition ประเทศไทยเข้าสู่ยุค AI อย่างมีทิศทาง และทำให้เราก้าวทันประชาคมโลกในยุคเทคโนโลยี”

รองศาสตราจารย์ ดร.มาโนช โลหเตปานนท์ ประธานอำนวยการหลักสูตร หลักสูตร กล่าวว่า หลักสูตร NEXUS AI “NEXUS: Network for Executive Xceleration & Unbounded Scale” ถูกออกแบบขึ้นเพื่อตอบโจทย์การพัฒนาผู้นำที่สามารถเข้าใจและใช้ประโยชน์จาก AI อย่างรอบด้าน และมีวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนองค์กรและประเทศสู่อนาคตอย่างยั่งยืน โดยความร่วมมือระหว่าง    คณะวิศวกรรมศาสตร์และคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี พร้อมด้วยองค์กรพันธมิตรที่มีบทบาทสำคัญทั้งในระดับชาติและระดับโลก      เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์ให้แก่ผู้บริหารระดับสูง

หลักสูตรนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ เสริมวิสัยทัศน์ผู้นำในยุค AI ยกระดับความเข้าใจเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารต่อเทคโนโลยี AI และผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม ขับเคลื่อนองค์กรด้วย AI พัฒนาแนวคิดและเครื่องมือในการทรานส์ฟอร์มองค์กรสู่การเป็น AI-Driven อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างเครือข่ายผู้นำแห่งอนาคต เชื่อมโยงผู้นำจากหลากหลายภาคส่วน  สู่การสร้างพลังร่วมเพื่อผลักดันประเทศในยุคปัญญาประดิษฐ์

ทั้งนี้ การดำเนินหลักสูตร NEXUS ครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่างจุฬาฯ และและพันธมิตรที่มีบทบาทสำคัญทั้งในระดับชาติและระดับโลก จำนวนทั้งสิ้น 6 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (depa), สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ETDA), ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (NECTEC), บริษัท อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท   กูเกิล (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด ในส่วนของคณะทำงานดำเนินการโดย คณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ศูนย์บริการวิชาการ ศูนย์ปัญญาประดิษฐ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และบริษัท ดีกรีพลัส จำกัด

หลักสูตรนี้เหมาะสำหรับผู้นำที่ต้องการนำ AI มาขับเคลื่อนองค์กร พัฒนานวัตกรรม และสร้างความเปลี่ยนแปลงในระดับอุตสาหกรรมและภาครัฐ หลักสูตรนี้จะช่วยเสริมสร้างความรู้เชิงลึก มอบกลยุทธ์ที่สามารถนำ ไปประยุกต์ใช้ได้จริง และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสร้างเครือข่ายสำคัญ เพื่อก้าวนำในยุคแห่ง AI  สำหรับผู้ที่สนใจหลักสูตร NEXUS AI สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://lifelong.chula.ac.th/nexus/

“ในหลวง-พระราชินี” ทอดพระเนตรการแสดง ‘แซ่ซ้องทศมสยามินทร์ นาฏศิลป์ไทย – ตะวันตก’

“ในหลวง-พระราชินี” ทอดพระเนตรการแสดง 'แซ่ซ้องทศมสยามินทร์ นาฏศิลป์ไทย - ตะวันตก'

“ในหลวง-พระราชินี” ทอดพระเนตรการแสดง ‘แซ่ซ้องทศมสยามินทร์ นาฏศิลป์ไทย – ตะวันตก’

วันอังคาร ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรการแสดง “แซ่ซ้องทศมสยามินทร์ นาฏศิลป์ไทย – ตะวันตก (East Meets West Celebrating His Majesty the King’s Jubilee)” โดยมี ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ประธานที่ปรึกษาคณะกรรมการจัดงาน ดร.พิจิตต รัตตกุล ผู้แทนนักเรียนเก่ามหาวิทยาลัยบริคัม ยังก์ Elder Kelly Johnson ที่ปรึกษาฝ่ายประธานภาคเอเชียศาสนจักรของพระเยซูคริสต์แห่งวิสุทธิชนยุคสุดท้าย Steven Hafen รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยบริคัม ยังก์ และ ม.ร.ว.เบญจาภา ไกรฤกษ์ ประธานจัดงาน ฯ พร้อมคณะกรรมการฯ เฝ้า ฯ รับเสด็จ ณ โรงละครอักษรา เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2568 เวลา 18.46 น.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรการแสดง แซ่ซ้องทศมสยามินทร์ นาฏศิลป์ไทย – ตะวันตกฯ โดยมี ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล, ดร.พิจิตต รัตตกุล พร้อมด้วยคณะกรรรมการจัดงานเฝ้า ฯ รับเสด็จ

ม.ร.ว.เบญจาภา ไกรฤกษ์ ทูลเกล้าฯ ถวายมาลัยข้อพระกร

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทอดพระเนตรการแสดง

การนี้ฉายพระบรมฉายาลักษณ์ร่วมกับสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และคณะกรรมการมูลนิธิหม่อมเจ้าพิจิตรจิราภา เทวกุล ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี และคณะกรรมการจัดงาน ฯ ผู้บริหาร ผู้แทนฝ่ายศาสนจักรของพระแห่งวิสุทธิชนยุคสุดท้าย และมหาวิทยาลัยบริคัม ยังก์ ผู้มีอุปการคุณ และนักแสดง จำนวน 4 ชุด แล้วพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ ศรีสุข ภู่ชัยวัฒนานนท์ กรรมการและเลขานุการ คณะกรรมกากราบบังคมทูลเบิกผู้สนับสนุนการจัดงาน ฯ เข้ารับพระราชทานของที่ระลึก ตามลำดับ

ฉายพระฉายาลักษณ์ร่วมกับสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และ คณะกรรมการจัดงาน ได้แก่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล, ม.ร.ว.เบญจาภา ไกรฤกษ์, อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา, เอมอร ศรีวัฒนประภา, สายพิณ พหลโยธิน, สุภกัญญา ชวนิชย์, วชิรา การสุทธิ์, ม.ล.รดีเทพ เทวกุล, Sister Terri – Elder Kelly Johnson, Steven – Brooke Hafe และ Curt Holma

ฉายพระฉายาลักษณ์ร่วมกับคณะกรรมการจัดงาน อาทิ ม.ล.ประทิ่นทิพย์ นาครทรรพ, บวรพรรณ รัฐประเสริฐ, ม.ล.อาภาวดี เทวกุล, ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล, ดร.พิจิตต รัตตกุล, รศ.ดร.ชัชพล ไชยพร, อธิศา รัตนภูมิ, อัญชลี เอื้อสุขนุกูล, ดร.เย็นฤดี จงถนอม, พ.ท.ญ. ชลรัศมี งาทวีสุข, ศรีประภา พริ้งพงศ์, ศรีสุข ภู่ชัยวัฒนานนท์, ว่าที่ ร.ต.บรรณรัก โคตรรเวียง และ มัทรี เวชศาสตร์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ พล.อ.ท. ภักดี แสง-ชูโต ผู้ช่วยราชเลขานุการในพระองค์ฯ เชิญช่อดอกไม้พระราชทานมอบแก่ผู้แทนนักแสดง

จากนั้นเสด็จฯไปยังที่ประทับภายในโรงละคร พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ ม.ล.ประทิ่นทิพย์ นาครทรรพ ที่ปรึกษาคณะกรรมการจัดงานฯ เข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายสูจิบัตร แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว บวรพรรณ รัฐประเสริฐ รองประธานจัดงานฯ เข้าฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายสูจิบัตร แด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ม.ร.ว.เบญจาภา ไกรฤกษ์ ประธานจัดงานฯ กราบบังคมทูลรายงานความเป็นมาของการจัดงาน “แซ่ซ้องทศมสยามินทร์ นาฎศิลป์ไทย – ตะวันตก(East Meets West Celebrating His Majesty the King’s Jublee)”  และ ธนสร อมาตยกุล พิธีกร กราบบังคมทูลรายการแสดงจำนวน 3 ชุด ประกอบด้วย ชุดที่ 1 รำถวายพระพร “แซ่ซ้องทศมสยามินทร์สมมงคลสมัย” ชุดที่ 2 ระบำพื้นเมือง “ตารีกีปีส” ชุดที่ 3  Rhythm – All of Me – You Can’t Stop the eat – Somewhere in Time – Voila  และทอดพระเนตรการแสดง ครึ่งแรก

พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุค ทรงฉายพระรูปร่วมกับ ท่านหญิงศรีสว่างวงศ์ บุญจิตราดุล, ท่านผู้หญิงบุตรี วีรไวทยะ, สนั่น-คุณหญิงณัฐิกา อังอุบลกุล, ม.ร.ว.เบญจาภา-ศักดิ์ทิพย์ ไกรฤกษ์ และ รศ.ดร.ชัชพล ไชยพร

ม.ร.ว.มาลินี จักรพันธุ์, วุฒา ภิรมย์ภักดี, ม.ร.ว.เบญจาภา ไกรฤกษ์, คลาวเดีย จักรพันธุ์ ณ อยุธยา,  ม.ล.ปนัดดา-อัมพร ดิศกุล และ อนงค์ ศักดิ์สิทธิ์

ต่อมาทอดพระเนตรการแสดง อีก 2 ชุด ประกอบด้วย  ชุดที่ 4 การแสดงลีลาศตะวันตก โดยคณะ Ballroom Dance Company มหาวิทยาลัยบริคัม ยังก์  ชุดที่ 5 การแสดงร่วม ไทย-ตะวันตก คีตลีลาประกอบเพลง Rhythrn และการขับร้องหมู่เพลงสดุดีจอมราชา และทอดพระเนตรการแสดงครึ่งหลัง

ดร.พิจิตต รัตตกุล, เอ็ลเดอร์เคลลี อาร์. จอห์นสัน Mr.Jeffrey Rock, คาวี กิ่งเกตุ และดร.กิตติภูมิ ควรแสวง

 Steven Hafen รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยบริคัม ยังก์ – Brooke Dawn Kafen และ อุดมลักษณ์- เอ็ลเดอร์ สุชาติ ไชยชะนะ

หม่อมบงกชปริยา ยุคล ณ อยุธยา และ หม่อมกมลา ยุคล ณ อยุธยา

อนงค์ ศักดิ์สิทธิ์, สายพิณ พหลโยธิน, ผาณิต พูนศิริวงศ์, พวงทอง อานันทนะสุวงศ์ และปราณี ชุติกุล

เมื่อจบการแสดง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ พล.อ.ท. ภักดี แสง-ชูโต ผู้ช่วยราชเลขานุการในพระองค์ฯ เชิญช่อดอกไม้พระราชทานมอบแก่ผู้แทนนักแสดง จำนวน 5 ช่อ ได้เวลาอันสมควรเสด็จออกจากที่ประทับภายในโรงละครอักษรา ไปยังห้องรับรอง แล้วเสด็จไปประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินกลับ

ศักดิ์ทิพย์ ไกรฤกษ์ ,ผาณิต พูนศิริวงศ์,วุฒา ภิรมย์ภักดี และบุตรสาว ณัฐวรรณ ภิรมย์ภักดี ทีปสุวรรณ

ศักดิ์ทิพย์ ไกรฤกษ์ ,ผาณิต พูนศิริวงศ์,วุฒา ภิรมย์ภักดี และบุตรสาว ณัฐวรรณ ภิรมย์ภักดี ทีปสุวรรณ

ประธานจัดงาน ม.ร.ว.เบญจาภา- ศักดิ์ทิพย์ ไกรฤกษ์ พร้อมด้วย วุฒา ภิรมย์ภักดี ,ม.ร.ว.มาลินี จักรพันธุ์,คุณหญิงผะอบทิพย ศาตะมาน,เพิ่มพูน-จุฑาทิพ ไกรฤกษ์  และ เพิ่มศักดิ์ (มดแดง)-อภิชญา ไกรฤกษ์

ประธานจัดงาน ม.ร.ว.เบญจาภา- ศักดิ์ทิพย์ ไกรฤกษ์ พร้อมด้วย วุฒา ภิรมย์ภักดี ,ม.ร.ว.มาลินี จักรพันธุ์,คุณหญิงผะอบทิพย ศาตะมาน,เพิ่มพูน-จุฑาทิพ ไกรฤกษ์ และ เพิ่มศักดิ์ (มดแดง)-อภิชญา ไกรฤกษ์

ม.ล.เทวพร - ม.ล.ปรางทิพย์ เทวกุล,  ม.ล.รดีเทพ-ม.ล.อาภาวดี เทวกุล

ม.ล.เทวพร – ม.ล.ปรางทิพย์ เทวกุล, ม.ล.รดีเทพ-ม.ล.อาภาวดี เทวกุล

สิริพร ภาณุพงศ์ ,สุภาพรรณ พิชัยรณรงค์สงคราม,อดิศักดิ์ ภาณุพงศ์,พรรณประภา อินทรวิทยนันท์ และผาณิต พูนศิริวงศ์

สิริพร ภาณุพงศ์ ,สุภาพรรณ พิชัยรณรงค์สงคราม,อดิศักดิ์ ภาณุพงศ์,พรรณประภา อินทรวิทยนันท์ และผาณิต พูนศิริวงศ์

พูนสุข ประธานราษฎร์นิกร ,สุภาพรรณ พิชัยรณรงค์สงคราม

พูนสุข ประธานราษฎร์นิกร ,สุภาพรรณ พิชัยรณรงค์สงคราม

ผาณิต พูนศิริวงศ์ และ นัทธีวรรณ กลศาสตร์เสนี กับสองสาว นันทมาลี  ภิรมย์ภักดี,คลาวเดีย จักรพันธุ์ ณ อยุธยา

ผาณิต พูนศิริวงศ์ และ นัทธีวรรณ กลศาสตร์เสนี กับสองสาว นันทมาลี ภิรมย์ภักดี,คลาวเดีย จักรพันธุ์ ณ อยุธยา

ผาณิต พูนศิริวงศ์, คุณหญิงผะอบทิพย ศาตะมาน, เทวี วงศ์วิทยา, อโรชา นันทมนตรี, นันทินี สิริสิงห, ม.ล.อุบลวดี ชยางกูร และ จันทเพ็ญ (ทิวารี) ปุณศรี มาร่วมเป็นกำลังใจให้ประธานจัดงาน

ผาณิต พูนศิริวงศ์, คุณหญิงผะอบทิพย ศาตะมาน, เทวี วงศ์วิทยา, อโรชา นันทมนตรี, นันทินี สิริสิงห, ม.ล.อุบลวดี ชยางกูร และ จันทเพ็ญ (ทิวารี) ปุณศรี มาร่วมเป็นกำลังใจให้ประธานจัดงาน

ยุพดี สัตตะรุจาวงษ์,เบญจมาศ รุจิรวงศ์  และ ณัฏฐพร เอื้อมพรวนิช

ยุพดี สัตตะรุจาวงษ์,เบญจมาศ รุจิรวงศ์ และ ณัฏฐพร เอื้อมพรวนิช

ผาณิต พูนศิริวงศ์ กับนักแสดง  ศ.กิตติคุณ ดร.ชลิตา รักษ์พลเมือง และ อริศา ชินประยูร

ผาณิต พูนศิริวงศ์ กับนักแสดง ศ.กิตติคุณ ดร.ชลิตา รักษ์พลเมือง และ อริศา ชินประยูร

อติพร เสนะวงศ์  และบุตรสาว-อรอนงค์

อติพร เสนะวงศ์ และบุตรสาว-อรอนงค์

๑๐๒ ปี วันคล้ายวันประสูติ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ชาวไทยรวมใจสำนึกในพระกรุณาธิคุณที่ทรงพระกรณียกิจเพื่อความสุขแก่พสกนิกร

๑๐๒ ปี วันคล้ายวันประสูติ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ชาวไทยรวมใจสำนึกในพระกรุณาธิคุณที่ทรงพระกรณียกิจเพื่อความสุขแก่พสกนิกร

๑๐๒ ปี วันคล้ายวันประสูติ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ชาวไทยรวมใจสำนึกในพระกรุณาธิคุณที่ทรงพระกรณียกิจเพื่อความสุขแก่พสกนิกร

วันอังคาร ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

วันที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๘ เป็นวันคล้ายวันประสูติครบ ๑๐๒ ปี ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ​ ทรงเป็นพระราชธิดา พระองค์ใหญ่ในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และมีพระอนุชา ๒ พระองค์ คือ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร รัชกาลที่ ๘ และพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙ และทรงเป็นสมเด็จพระราชปิตุจฉาในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑๐

ทรงประสูติประสูติเมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๖ ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร เมื่อความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระนามว่า หม่อมเจ้ากัลยาณิวัฒนา คำว่า “วัฒนา” ในพระนาม ทรงตั้งตามพระนามาภิไธยของสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า หลังจากนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาขึ้นเป็น พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากัลยาณิวัฒนา ก่อนจะได้รับการเฉลิมพระยศเป็น สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ในสมัยรัชกาลที่ ๘ และในวาระที่ทรงเจริญพระชนมายุครบ ๗๒ พรรษา ในวันที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๘ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ จึงทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา เป็นเจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายใน มีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏ ว่า สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ นับว่าทรงเป็นเจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายในพระองค์แรกและพระองค์เดียวในสมัยรัชกาลที่ ๙

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ ทรงจบการศึกษาระดับปริญญาตรีทางด้านเคมีจากประเทศสวิสเซอร์แลนด์ และทรงมีความเชี่ยวชาญภาษาฝรั่งเศส เมื่อเสด็จกลับประเทศไทย สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีจึงทรงแนะนำให้สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ ใช้ความรู้ทางด้านภาษาให้เป็นประโยชน์ ด้วยทั้งสองพระองค์ทรงเล็งเห็นว่า การศึกษาจะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ จึงได้ทรงรับตำแหน่งเป็นพระอาจารย์พิเศษสอนวิชาภาษาต่างประเทศที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  โดยเฉพาะที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ทรงดำรงตำแหน่งเป็นพระอาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์นานถึง ๘ ปี โดยทรงเป็นหัวหน้าภาควิชาภาษาต่างประเทศ ทรงดูแลและจัดทำหลักสูตรการสอนของอาจารย์ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ทรงจัดทำหลักสูตรปริญญาตรีสาขาภาษาและวรรณคดีฝรั่งเศสสำเร็จ ด้วยการผสมผสานความรู้ด้านภาษาและวรรณคดีให้เข้ากันอย่างเหมาะสม ทำให้ทรงได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็น ศาสตราจารย์พิเศษ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตั้งแต่วันที่ ๕ มกราคม พ.ศ.๒๕๒๑ เป็นต้นมา

นอกจากนี้ ยังทรงสนพระทัยโครงการจัดส่งเยาวชนไทยไปร่วมแข่งขันโอลิมปิกวิชาการ ตั้งแต่ปี พ.ศ ๒๕๓๒  โดยได้พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ และเงินกองทุนสมเด็จย่าสนับสนุนโครงการ  ทรงติดตามความเคลื่อนไหวทุกขั้นตอนการแข่งขัน พระราชทานกำลังใจ และทรงแสดงความยินดีแก่เยาวชนไทยที่ได้รับรางวัลและใบประกาศเกียรติคุณจากการแข่งขันในทุก ๆ ครั้ง ทรงเป็นองค์พระอุปถัมภ์ ”มูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษา ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์” (สอวน.) ทำให้บรรดาเยาวชนไทยได้ค้นพบตัวเองและสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยติดต่อกันมายาวนานหลายปี ตั้งแต่ปีแรกที่มีการส่งเยาวชนร่วมแข่งขัน
ทรงสนพระทัยเรื่องการศึกษาเป็นพิเศษ ทุกครั้งที่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ โดยเสด็จสมเด็จพระบรมราชชนนี เสด็จออกเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ห่างไกลกับหน่วยแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทรา บรมราชชนนี (พอ.สว.) พระองค์มักจะเสด็จเยี่ยมโรงเรียนต่างๆ สอบถามครูถึงแนวทางการเรียนการสอน พระราชทานกำลังใจ คำแนะนำและอุปกรณ์การเรียนการสอน ของเล่นสร้างเสริมสติปัญญาแก่โรงเรียนเหล่านั้น โดยเฉพาะโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนด้วย อีกทั้งยังทรงพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์จาก ”ทุนการกุศลสมเด็จย่า” และ “ทุนการกุศล กว.” ให้แก่โครงการพระเมตตาสมเด็จย่า ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนงานการพัฒนาคุณภาพชีวิต ทั้งทางด้านการศึกษา สาธารณสุขของประชาชนในถิ่นทุรกันดารและบนพื้นที่สูง

นอกจากนี้ ยังทรงรับมูลนิธิและกองทุนการกุศลต่างๆ ทางด้านสาธารณสุขไว้ในพระอุปถัมภ์อีกหลายหน่วยงาน ได้แก่ มูลนิธิโรคไตแห่งประเทศไทย กองทุนสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเพื่อพัฒนาการพยาบาล  ศิริราชมูลนิธิ มูลนิธิเด็กโรคหัวใจ มูลนิธิช่วยการสาธารณสุข มูลนิธิส่งเสริมสวัสดิภาพสตรีและเยาวชน มูลนิธิเด็กโรคหัวใจ มูลนิธิช่วยการสาธารณสุข สมาคมพยาบาลสาธารณสุขไทย มูลนิธิเพื่อโรงพยาบาลราชานุกูล มูลนิธิสงเคราะห์เด็กพิการทางสมองและปัญญา โรงพยาบาลยุวประสาทไวทโยปถัมภ์ มูลนิธิโรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน มูลนิธิโรงพยาบาลเลิดสิน

ในวาระครบรอบ ๑๐๐ ปี วันคล้ายวันประสูติ ๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๖ องค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ประกาศยกย่องพระเกียรติคุณให้ทรงเป็น บุคคลสำคัญของโลกผู้มีผลงานดีเด่นด้านการศึกษา ด้านวิทยาศาสตร์พื้นฐานและคณิตศาสตร์และด้านวัฒนธรรม

ตลอดพระชนม์ชีพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงงานสนองสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ และงานส่วนพระองค์ในด้านต่างๆ เพื่อพัฒนาความเป็นอยู่ที่ดีของพสกนิกรชาวไทย ในวาระครบรอบ ๑๐๒ ปี วันคล้ายวันประสูติ ขอเชิญปวงพสกนิกรชาวไทยได้ร่วมสำนึกในพระกรุณาธิคุณที่ทรงพระกรณียกิจในด้านต่างๆ เพื่อความสุขแก่พสกนิกรชาวไทยทั่วไปทุกคน

ร้อนนี้ ระวังแสงแดดและมลภาวะ ศัตรูตัวร้ายทำลายผิวหนัง

ร้อนนี้ ระวังแสงแดดและมลภาวะ ศัตรูตัวร้ายทำลายผิวหนัง

ร้อนนี้ ระวังแสงแดดและมลภาวะ ศัตรูตัวร้ายทำลายผิวหนัง

วันอังคาร ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ผิวของเราต้องเผชิญแสงแดดและมลภาวะทุกวัน ส่งผลทำให้เกิดปัญหาผิวต่างๆ เช่น ริ้วรอยก่อนวัย จุดด่างดำ และโรคผิวหนัง หากละเลยการดูแล ผิวอาจเสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อน เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นและแสงแดดรุนแรงขึ้น ยิ่งกระตุ้นให้ผิวถูกทำร้ายเพิ่มมากขึ้น

แพทย์หญิงดวงกมล ทัศนพงศากุล แพทย์ประจำศูนย์ผิวหนังและความงาม โรงพยาบาลเวชธานี อธิบายว่า แสงแดดและมลภาวะเป็นปัจจัยที่อาจทำร้ายผิว โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนที่แสงแดดแรงขึ้น การปกป้องผิวจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะผิวของเราประกอบด้วยโมเลกุลของน้ำ โปรตีน คอลลาเจน อีลาสติน และไฮยารูรอนิค แอซิด ( Hyaluronic Acid)  ซึ่งช่วยให้ผิวแข็งแรง ชุ่มชื้น และยืดหยุ่น อย่างไรก็ตามแสงแดด โดยเฉพาะรังสี UVA, UVB และแสงที่มองเห็นได้ มีพลังงานสูง (Visible Light) สามารถทำลายโครงสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินในผิว ส่งผลให้ผิวเสื่อมสภาพเร็วขึ้น นอกจากนี้แสงแดดยังทำให้ไฮยาลูโรนิค แอซิดในผิวเสื่อมสภาพ ลดการกักเก็บความชุ่มชื้น ส่งผลให้ผิวแห้งกร้าน สูญเสียความยืดหยุ่น และเกิดริ้วรอยก่อนวัย

การได้รับแสงแดดมากเกินไปโดยไม่มีการป้องกัน อาจนำไปสู่ปัญหาผิวที่หลีกเลี่ยงได้ยาก ซึ่งเป็นสาเหตุของริ้วรอยและความหย่อนคล้อย เช่น ฝ้า กระ จุดด่างดำ ผิวหมองคล้ำ และความเสื่อมของคอลลาเจนในชั้นผิว

นอกจากแสงแดดที่ทำลายผิวเราแล้วนั้น ยังมีตัวการอย่างมลภาวะหรือมลพิษจากสิ่งแวดล้อม ซึ่งเต็มไปด้วยสารพิษต่าง ๆ อาทิ ฝุ่น PM 2.5 ภัยเงียบที่มีอนุภาคขนาดเล็กมากและสามารถแทรกซึมเข้าสู่ชั้นผิวได้โดยตรง อนุภาคฝุ่นจะกระตุ้นปฏิกิริยาออกซิเดชันในผิวหนัง ทำให้เกิดอนุมูลอิสระ กระตุ้นความเปลี่ยนแปลงของเซลล์ผิว ก่อให้เกิดริ้วรอย จุดด่างดำ ผิวหมองคล้ำ และอาจส่งผลต่อการทำงานของเซลล์ในระดับพันธุกรรม

ผลกระทบจากแสงแดดและภัยจากมลภาวะ กระทบต่อทั้งระบบทางเดินหายใจ หัวใจ และสมอง อีกทั้ง ยังทำให้ผิวหนังเกิดปัญหาต่าง ๆ เช่น ผิวบอบบาง แพ้ง่าย ระคายเคือง ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง สิวอักเสบ  ริ้วรอย จุดด่างดำ และความหมองคล้ำ เพื่อรักษาสมดุลของผิวหนัง ควรปฏิบัติตามแนวทางดังต่อไปนี้ ล้างหน้าอย่างอ่อนโยนทุกเช้าและก่อนนอน ใช้โทนเนอร์ที่ช่วยปรับสมดุลผิว บำรุงผิวด้วยครีมหรือเซรั่มที่มีมอยส์เจอไรเซอร์ทั้งเช้าและก่อนนอน ปกป้องผิวด้วยครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไป รับประทานอาหารที่มีวิตามิน E, C, B และสารต้านอนุมูลอิสระ ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เพื่อรักษาความชุ่มชื้นของผิว

นอกจากการดูแลตนเองในเบื้องต้นแล้ว ปัจจุบันยังมีหัตถการที่ช่วยรักษาและฟื้นฟูสภาพผิวหน้าหลังเผชิญกับแสงแดดและมลภาวะสิ่งแวดล้อม อาทิเช่น การผลักวิตามินด้วยการใช้คลื่นเสียง หรือกระแสไฟฟ้า การใช้แสงที่มีความเข้มข้นสูง (Intense Pulsed Light) ในการรักษากระ รอยดำ รอยแดง และสีผิวไม่สม่ำเสมอ รวมถึงการใช้เลเซอร์ในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน

แสงแดดและมลภาวะเป็นภัยเงียบที่ค่อย ๆ ทำลายผิว หากละเลย อาจเร่งให้ผิวเสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ ควรเริ่มดูแลผิวของคุณตั้งแต่วันนี้ ด้วยการป้องกันแสงแดด เลี่ยงมลภาวะ และบำรุงผิวอย่างเหมาะสม เพื่อผิวที่แข็งแรง สุขภาพดี ชะลอความเสื่อมของผิว ลดความเสี่ยงต่อโรคผิวหนัง อีกทั้ง การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และการออกกำลังกาย ยังเป็นกุญแจสำคัญในการเสริมเกราะป้องกันให้ผิวแข็งแรงจากภายในอีกด้วย

อย่าให้คำพูดกลายเป็นยาพิษ เปิดวิธีคุยกับคนซึมเศร้าอย่างเข้าใจ

อย่าให้คำพูดกลายเป็นยาพิษ เปิดวิธีคุยกับคนซึมเศร้าอย่างเข้าใจ

อย่าให้คำพูดกลายเป็นยาพิษ เปิดวิธีคุยกับคนซึมเศร้าอย่างเข้าใจ

วันอังคาร ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คำพูด เปรียบเสมือนยาที่สามารถเยียวยาจิตใจ หรือเป็นยาพิษที่ทำร้ายจิตใจได้ โดยเฉพาะกับผู้ป่วยโรคซึมเศร้า เพราะการเลือกใช้คำพูดที่เหมาะสมกับผู้ป่วยจะมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะคำพูดเพียงประโยคเดียว อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเยียวยา หรือตอกย้ำความเจ็บปวดภายในจิตใจของผู้ป่วยให้แย่ลงกว่าเดิม

แพทย์หญิงณัฏฐพัชร์ ลำเลียงพล จิตแพทย์โรงพยาบาลBMHH- Bangkok Mental Health Hospital กล่าวว่า โรคซึมเศร้าเป็นโรคทางจิตเวชที่ส่งผลต่ออารมณ์ ความคิด และพฤติกรรมของผู้ป่วยเป็นอย่างมาก   สิ่งหนึ่งที่เป็นตัวกระตุ้นให้ผู้ป่วย โรคซึมเศร้า มีอาการที่ดีขึ้นและแย่ลงได้ก็คือคำพูดที่เราใช้ในการสื่อสารกับผู้ป่วย การเลือกใช้คำพูดที่เหมาะสมจะช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกเข้าใจและได้รับการสนับสนุน แต่หากเลือกใช้คำพูดที่ไม่เหมาะสม อาจยิ่งทำให้ผู้ป่วยรู้สึกแย่และโดดเดี่ยวมากขึ้น

ประโยคที่ไม่ควรพูดกับผู้ป่วยโรคซึมเศร้า มีดังนี้

“จะกังวลทำไม ไม่เห็นจะน่าเครียดเลย”  :: แต่ละคนมีความคิดความรู้สึก ให้ความสำคัญกับแต่ละเรื่องไม่เหมือนกัน เรื่องเล็กสำหรับเราอาจเป็นเรื่องใหญ่สำหรับเขา

“ไปปฏิบัติธรรมมั้ย” :: วิธีนี้ดีในบางคนที่มีความเชื่อหรือชอบทางนี้อยู่แล้ว แต่ก็ไม่ใช่แนวทางของใครหลาย ๆ คน แต่ถ้าสนิทสนมหรือรู้จักกันมากพอ และทราบว่าเขาชอบทางนี้อยู่แล้ว ก็สามารถชักชวนได้

“ไปพบหมอทำไม จะกินยาไปทำไม จัดการที่ใจตัวเองสิ”  :: การที่เขาตัดสินใจรับการรักษา นั่นคือเขาไม่สามารถจัดการด้วยตัวเองได้และต้องการความช่วยเหลือแล้ว เราควรถามด้วยคำถามอื่นแทน เช่น การพบแพทย์ทำให้เขารู้สึกอย่างไร หรือการกินยามีผลกับเขาอย่างไร

“หลายคนเค้าแย่กว่าเธอเยอะ” :: เป็นการเอาเขาไปเปรียบเทียบกับคนอื่น ทำให้เกิดความรู้สึกสับสนว่าตัวเขาเองหรือเปล่าที่แย่ เพราะไม่สามารถจัดการตัวเองได้ และอาจทำให้เขารู้สึกไม่ดีกับตัวเอง

“เธอจะไม่เป็นแบบนี้เลย ถ้าตอนนั้นเธอ….”  :: เป็นการตัดสินว่าเขาเลือกทางผิด ผู้ป่วยหลายคนมีแนวโน้มจะคิดวนเวียน โทษตัวเอง พยายามคิดหาสาเหตุของปัญหา ซึ่งความคิดลักษณะนี้จะทำให้มีความทุกข์มากขึ้น

“เธอต้องปล่อยวาง ให้อภัย” :: การปล่อยวางไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ง่าย คำแนะนำนี้จะยิ่งทำให้เขารู้สึกว่าเราไม่เข้าใจเขา รู้สึกละอายที่ปล่อยวางหรือให้อภัยไม่ได้

“อย่าไปคิดถึงมัน” :: โดยทั่วไปผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามักจะคิดวนเวียน และไม่สามารถหยุดคิดหรือหยุดเศร้าได้ การบอกให้ไม่คิดเป็นสิ่งที่เขาพยายามทำอยู่แต่ทำไม่ได้ ผู้ป่วยจะยิ่งทุกข์มากขึ้น

ประโยคที่ควรพูดกับผู้ป่วยโรคซึมเศร้า

“อยากคุยเรื่องนี้มั้ย? ฉันพร้อมจะฟังเธอเสมอ” :: แม้ว่าเราจะไม่เข้าใจเรื่องราวนั้น ๆ  แต่เราก็สามารถอยู่ตรงนั้นเพื่อให้กำลังใจ ฟังอย่างตั้งใจโดยไม่ตัดสินว่าสิ่งที่เขาทำผิดหรือถูก ทำให้เขามั่นใจว่าเขาไม่ได้อยู่คนเดียวและรู้สึกสบายใจที่จะพูดมันออกมา

“อยากให้ฉันช่วยอะไร” :: เป็นคำถามที่เปิดกว้างให้เขาบอกสิ่งที่ต้องการ บางครั้งเขาอาจไม่ต้องการอะไรเลยนอกจากผู้รับฟังที่ดี ถ้าเขาบอกสิ่งที่ต้องการให้ช่วย พยายามช่วยเขาเท่าที่เราจะทำได้เพื่อแสดงให้เห็นว่าเราแคร์เขา

“พักหน่อยมั้ย” ::   ถ้าเขากำลังกังวลมากจนกระสับกระส่ายทำอะไรไม่ถูก ควรช่วยให้เขาเบี่ยงเบนความสนใจไปทำเรื่องง่าย ๆ บางอย่างที่สามารถทำให้ทันทีในตอนนั้น

“เราจะอยู่ข้างๆเธอนะ” :: ย้ำเตือนว่าเราพร้อมจะดูแลเขาเมื่อเขาต้องการ

”เธออยากฟังคำแนะนำของฉันไหม หรือเธออยากเล่ามากกว่า” :: กรณีที่เรามีคำแนะนำบางอย่างแก่เขา ควรให้เขาตัดสินใจเองว่าต้องการสิ่งนั้นหรือไม่ อย่ายัดเยียดสิ่งที่คิดว่าดีให้เขา เพราะคนเราไม่ได้มีความคิดความเชื่อที่เหมือนกัน และถึงแม้จะแนะนำบางอย่างไปแล้ว เขามีสิทธิ์ที่จะทำหรือไม่ทำตาม

“ฉันเอาขนมมาให้เธอนะ” :: หากไม่รู้จะพูดอย่างไรแต่อยากดูแลเขา สามารถดูแลเรื่องอื่นเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้เขาสบายตัวมากขึ้นได้ เช่น อาหาร ของว่าง หรือช่วยทำงานบ้าน

“ขอบคุณที่เล่าให้ฉันฟังนะ” :: ถ้าเขาไว้ใจเล่าเรื่องราวให้เราฟัง อย่าลืมที่จะขอบคุณความไว้วางใจที่เขามีให้ ชื่นชมความกล้าของเขาที่จะแบ่งปันสิ่งที่อยู่ในใจกับเรา

ทั้งนี้ การเลือกใช้คำพูดที่เหมาะสมและการรับฟังอย่างจริงใจเป็นหัวใจสำคัญของการอยู่ร่วมกับผู้ป่วยโรคซึมเศร้า คำพูดที่แสดงถึงความเข้าใจและการไม่ตัดสินจะช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกมั่นใจและสบายใจในการเปิดใจ เมื่อเราเป็นผู้รับฟังที่ดี ผู้ป่วยจะมีโอกาสฟื้นฟูได้ดีขึ้นและมีพลังใจในการก้าวข้ามความยากลำบากในชีวิตต่อไปได้

มธ. เปิดตัว E-book คู่มือรับมือแผ่นดินไหวฉบับประชาชน ปิดช่องว่างข้อมูล ปลุกประแส ‘จากตั้งรับสู่เตรียมพร้อมล่วงหน้า’

มธ. เปิดตัว E-book คู่มือรับมือแผ่นดินไหวฉบับประชาชน ปิดช่องว่างข้อมูล  ปลุกประแส ‘จากตั้งรับสู่เตรียมพร้อมล่วงหน้า’

มธ. เปิดตัว E-book คู่มือรับมือแผ่นดินไหวฉบับประชาชน ปิดช่องว่างข้อมูล ปลุกประแส ‘จากตั้งรับสู่เตรียมพร้อมล่วงหน้า’

วันอังคาร ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ตอกย้ำบทบาทสถาบันการศึกษาเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดตัว “คู่มือรับมือแผ่นดินไหว: ฉบับประชาชน” ในรูปแบบ E-book ยกระดับการเตรียมความพร้อมของประชาชนให้สามารถรับมือกับรับมือภัยธรรมชาติ ทั้งในมิติเชิงวิศวกรรม สุขภาพกาย สุขภาพจิต และการสื่อสารในสถานการณ์วิกฤต ภายหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรงที่เกิดขึ้นเมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ภายใต้หลักคิด “ภัยธรรมชาติ…แม้ยากคาดการณ์ แต่สามารถเตรียมพร้อมได้”

คู่มือดังกล่าวมีเป้าหมายปิดช่องว่างข้อมูลด้านการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติในระดับประชาชน ซึ่งขณะนี้มีประชาชนจำนวนมากมีความสนใจเกี่ยวกับแนวทางการดูแลตนเองอย่างถูกต้อง และลดปัญหาการขาดแคลนชุดข้อมูลที่เป็นระบบ และการเปลี่ยนแปลงแนวคิดของสังคมไทยจากการตั้งรับสู่การเตรียมพร้อมเชิงรุก สามารถดาวน์โหลดได้ฟรีผ่านเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ศ.ดร. ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า คู่มือรับมือแผ่นดินไหว: ฉบับประชาชน” ถูกรวบรวมและเรียบเรียงขึ้นจากองค์ความรู้ทางวิชาการร่วมสมัย พร้อมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภายใต้แนวคิด “ภัยธรรมชาติ…แม้ยากคาดการณ์ แต่สามารถเตรียมพร้อมได้” โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นเครื่องมือสำหรับประชาชนในการป้องกันและรับมือแผ่นดินไหวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมการเตรียมตัวก่อนเกิดเหตุ การดำเนินการระหว่างเกิดเหตุ และการฟื้นฟูหลังเกิดเหตุ ทั้งในมิติของร่างกาย จิตใจ การสื่อสาร และการตรวจสอบความเสียหายของอาคารที่อยู่อาศัย

“ไฮไลต์สำคัญของคู่มือฉบับนี้ คือ การให้ความรู้ด้านการตรวจสอบความเสียหายของอาคารหลังแผ่นดินไหว ด้วยการใช้เทคโนโลยี AI ผ่านแอปพลิเคชัน ‘InSpectra-o1’ เพื่อช่วยประเมินรอยร้าวและโครงสร้างอาคารเบื้องต้น พร้อมยังแนะนำให้ประชาชนจัดเก็บแบบแปลนอาคารไว้เป็นระบบ เพื่อให้การตรวจสอบโดยวิศวกรในอนาคตเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ในคู่มือดังกล่าวยังให้ความสำคัญกับการเตรียมร่างกายและจิตใจสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยให้คำแนะนำเชิงลึกทั้งเรื่องการฟื้นฟูสมรรถภาพ การเตรียมร่างกายให้คล่องแคล่วในภาวะฉุกเฉิน ฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเฉพาะจุด การจัดระเบียบพื้นที่อยู่อาศัยให้ปลอดภัย รวมถึงเทคนิคการดูแลสุขภาพจิต เช่น การฝึกสมาธิ (Mindfulness) และเทคนิคการควบคุมอารมณ์ในช่วงหลังภัยพิบัติ รวมถึงแนวทางช่วยเหลือตนเองและคนรอบข้างจากภาวะความเครียดเฉียบพลัน (acute stress) หรือ PTSD ได้อย่างถูกต้องตามหลักจิตวิทยา”

อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในด้านการสื่อสารในภาวะวิกฤต คู่มือฉบับนี้ได้วางแนวทางทั้งในระดับครอบครัว ชุมชน และสังคมออนไลน์อย่างเป็นรูปธรรม โดยเน้นให้ประชาชนรู้เท่าทันสื่อ (media literacy) รู้จักตรวจสอบแหล่งข้อมูลก่อนส่งต่อหรือข่าวหลอกลวง และใช้เครือข่ายการสื่อสารหลากหลายช่องทางในกรณีที่ระบบสื่อสารหลักล่ม เช่น SMS แอปวิทยุสื่อสาร และโซเชียลมีเดีย การโพสต์สถานะบนโซเชียลมีเดียเพื่ออัปเดตความปลอดภัยแก่คนรอบข้าง พร้อมปลูกฝังแนวคิด “ทุกคนเป็นสื่อที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม”

นอกจากนี้ อีกหนึ่ง Pain Point สำคัญที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ตระหนักอย่างชัดเจนภายหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งล่าสุด คือการที่ประเทศไทยยังคงเผชิญกับ “ช่องว่างข้อมูล” (Data Gap) ด้านการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติในระดับประชาชน โดยพบว่าประชาชนจำนวนมากมีความสนใจและใฝ่รู้เกี่ยวกับแนวทางการดูแลตนเองอย่างถูกต้อง ทั้งในระหว่างและหลังเกิดเหตุการณ์ แต่กลับขาดแคลนชุดข้อมูลที่เป็นระบบ เข้าใจง่าย และสามารถนำไปประยุกต์ใช้จริงได้ทันที ส่งผลให้การตอบสนองในภาวะฉุกเฉินยังเป็นไปอย่างกระจัดกระจาย และขาดประสิทธิภาพในหลายพื้นที่  ซึ่งคู่มือฯ จะช่วยปิดช่องว่างดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม และยังมุ่งหวังให้คู่มือฉบับนี้เป็นแหล่งข้อมูลกลาง (Centralized Knowledge Resource) ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้สะดวกจากการรวบรวมองค์ความรู้ ข้ามศาสตร์ ทั้งด้านวิศวกรรม สุขภาพกาย จิตวิทยา และการสื่อสารวิกฤต พร้อมเชื่อมโยงกับเทคโนโลยีดิจิทัล อาทิ การใช้ AI ในการประเมินสภาพอาคารเบื้องต้น เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันข้อมูล และทักษะการรับมือภัยพิบัติ” ให้เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางในสังคมไทย

“นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ยังตั้งเป้าหมายให้ ‘คู่มือรับมือแผ่นดินไหว: ฉบับประชาชน’ เป็นต้นแบบ (Trend Setter) ในการจัดทำแหล่งข้อมูลแนวทางการรับมือภัยพิบัติรูปแบบอื่น ๆ ในอนาคต เพื่อยกระดับการเตรียมความพร้อมของสังคมไทยให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล และลดช่องว่างข้อมูลที่อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตและความปลอดภัยของประชาชนในยามวิกฤต สร้างจุดเริ่มต้นของ “วัฒนธรรมความปลอดภัย” (Safety Culture) ให้หยั่งรากลึกในสังคมไทย ด้วยการส่งต่อความรู้และแนวทางปฏิบัติไปยังโรงเรียน ชุมชน องค์กร และภาคประชาชน ผ่านการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน อีกทั้งยังตั้งเป้าเปลี่ยนแปลงแนวคิดของสังคมไทยจากการตั้งรับเพียงอย่างเดียว ไปสู่การเตรียมพร้อมเชิงรุก (Proactive Disaster Preparedness) อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการวางแผนล่วงหน้า การฝึกซ้อมอย่างสม่ำเสมอ และบูรณาการองค์ความรู้สู่การปฏิบัติในชีวิตประจำวัน”

สำหรับคู่มือรับมือแผ่นดินไหว: ฉบับประชาชน” มาในรูปแบบ E-Book เปิดให้ประชาชนทั่วไป    ดาวน์โหลดได้ฟรี พร้อมรวบรวมลิงก์คู่มือรับมือภัยธรรมชาติจากหน่วยงานต่าง ๆ เช่น กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมอุตุนิยมวิทยา กรมโยธาธิการและผังเมือง และกรมทรัพยากรธรณี รวมถึงแหล่งเรียนรู้จากต่างประเทศที่แปลเป็นภาษาไทย เพื่อเสริมคลังความรู้ให้ประชาชนมีทางเลือกในการศึกษาต่อในรูปแบบดิจิทัล และเพื่อให้ประชาชนสามารถติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ ยังได้รวบรวมเบอร์โทรศัพท์ฉุกเฉินที่ควรบันทึกไว้ ได้แก่ สายด่วนแจ้งเหตุฉุกเฉิน 191, ดับเพลิงและกู้ภัย 199, กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 1784, สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ 1669, ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ 192, ตำรวจท่องเที่ยว 1155 และกรมอุตุนิยมวิทยา 1182 ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นเบอร์ที่ควรจำหรือเก็บไว้ในโทรศัพท์เพื่อความปลอดภัยสูงสุดในทุกสถานการณ์

สามารถดาวน์โหลดได้ฟรีผ่านเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หรือ https://pr.tu.ac.th/journal_special/2568/Earthquake-Preparedness-Guide/ind พร้อมขอความร่วมมือให้ประชาชนช่วยกันเผยแพร่คู่มือนี้สู่ชุมชน เพื่อเสริมความรู้ เพิ่มความเข้าใจ และลดความตระหนกในยามเกิดภัยพิบัติ ให้สังคมไทยเข้มแข็ง ปลอดภัย และพร้อมเผชิญทุกสถานการณ์ร่วมกันอย่างมั่นใจและมีสติ

ทำไม? ปวดคอ ปวดไหล่ ไหล่ติด จึงมาเป็นแพ็กเก็จ

ทำไม? ปวดคอ ปวดไหล่ ไหล่ติด จึงมาเป็นแพ็กเก็จ

ทำไม? ปวดคอ ปวดไหล่ ไหล่ติด จึงมาเป็นแพ็กเก็จ

วันอังคาร ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ปวดคอ ปวดไหล่ ไหล่ติด สาเหตุและอาการ นี่คือการส่งสัญญาณเตือนจากร่างกายแล้วว่า เราใช้งานหนักเกินไป มักจะพบปัญหาเหล่านี้กับหนุ่มสาวออฟฟิศ  แต่โรคภัยไข้เจ็บของคนในยุคปัจจุบันนี้มักมากับความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีต่างๆ อย่างโทรศัพท์ แทปเลท มีประโยชน์ หากใช้ไม่ถูกต้อง ไม่ถูกทาง มักก่อให้เกิดโทษ จะเห็นได้ว่าอาการปวดคอ ปวดไหล่ ไหล่ติด สามารถเกิดได้กับทุกวัยที่ใช้เทคโนโลยีนานเกินไป 

เพ็ญพิชชากร  แสนคำ นักกายภาพบำบัดจาก คลินิกกายภาพบำบัดอริยะ ชั้น 1 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี เผยว่า ในยุคของ Social media ผู้คนติดต่อสื่อสารกันผ่านโลกอินเตอร์เน็ต ติดสมาร์ทโฟน ติดแทปเลท ติดไอแพด ไอโฟน หันไปทางไหนก็เห็นคนก้มมองจอตลอดเวลา ผู้คนสื่อสารกันแบบไม่ต้องเห็นหน้า พิมพ์ตัวอักษรผ่านเครื่องมือซึ่งมีขนาดเล็ก หากลองหลับตานึกภาพก็จะเห็นท่าทางของผู้คนที่ก้มคอ คางยื่น หลังค่อม ไหล่งุ้ม ตัวงอมาด้านหน้า ฯลฯ ท่าทางทั้งหมดนั้นส่งผลเสียต่อโครงสร้างร่างกายมากๆ เลย

พฤติกรรมอุ้งมือต้องงอตลอดเพื่อถือสมาร์ทโฟน ข้อมือเกร็งงอค้างไว้ ศอกอยู่ในท่างอค้างตลอดเวลา ไหล่จะงุ้มงอและลำตัวจะค่อมพับมาด้านหน้า คอก้ม คางยื่นจากการจ้องมองจอ ฯลฯ  ท่าทางเช่นนี้หากเล่นทุกวัน วันละหลายๆ ชั่วโมง ก็จะมีปัญหาเรื่องโครงสร้างร่างกาย อาการปวดคอ ปวดไหล่ ไหล่ติด เพราะเล่นมือถือนานจึงเกิดขึ้นได้ ด้วยโครงสร้างของคอ บ่า ไหล่ แขน เป็นโครงสร้างทั้งหมดที่ถูกเชื่อมโยงกันแบบแยกไม่ได้

กระดูก (Skeletal Bone) เริ่มตั้งแต่กระดูกต้นคอ ก้านคอจนถึงหัวไหล่ แล้วต่อไปเป็นกระดูกต้นแขน แขน และกระดูกปลายแขน จนไปถึงนิ้วมือ ตั้งแต่ศีรษะ จรดปลายมือ กระดูกแต่ละชิ้นจะเชื่อมต่อกัน สรุปได้ว่าเมื่อมีการบาดเจ็บข้อต่อส่วนใดส่วนหนึ่งและไม่ได้รับการแก้ไขที่ถูกต้องปัญหาก็จะกระทบไปถึงส่วนต้นและส่วนปลายของข้อนั้นๆ ด้วย

เส้นเอ็นที่เชื่อมข้อ / เยื่อที่เชื่อมกระดูกเข้าหากัน (Ligament / interosseous membrane) เป็นเยื่อหุ้มที่เป็นตัวเชื่อมกระดูกเข้าหากัน ซึ่งถ้ามีการบาดเจ็บเรื้อรังก็จะทำให้เยื่อตรงนี้เกิดพังผืด และทำให้เกิดอาการปวดเรื้อรังได้

กล้ามเนื้อ (Muscle) กล้ามเนื้อเชื่อมต่อกันตั้งแต่คอมาที่หัวไหล่และต่อมาถึงแขน กล้ามเนื้อที่ไม่สมดุลเป็นตัวดึงให้ข้อต่อตั้งแต่คอ บ่าหน้าต่อหัวไหล่ ผิดไปจากแนวโครงสร้างฯ และทำให้เกิดอาการเจ็บปวด โดยเฉพาะกล้ามเนื้อด้านหน้าอก ซึ่งเกาะจากไหล่ไปอก เวลาอยู่ในท่างุ้มไหล่ หลังค่อม กล้ามเนื้อรั้งมากๆ ก็ดึงกระดูกหัวไหล่ให้ดันมาทางด้านหน้า มีผลดันเส้นประสาทด้านหน้า ซึ่งอาจทำให้เส้นเอ็นด้านหน้าหัวไหล่โดนเบียด เกิดการอักเสบ ปวดร้าวลงแขน หรืออาจไปดันเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงแขนให้ตึงตัวมาก จึงเกิดอาการปวดร้าวลงแขนได้

เส้นประสาทและเส้นเลือด เป็นเส้นเดียวกันตลอดแนวตั้งแต่คอจนถึงปลายมือเลย เห็นไหมว่าเพียงการเล่นเกมส์ที่เราคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย การใช้ชีวิตประจำวันปกติของคนทำงานหรือการเล่นกีฬาที่ใครๆ คิดว่าน่าจะแข็งแรงไม่ควรเจ็บปวด กลับส่งผลต่อร่างกายจนถึงขั้นใช้แขนไม่ได้ สร้างความความหงุดหงิดรำคาญใจ ในการใช้ชีวิตประจำวัน

สรุปได้ว่าสาเหตุของการปวดคอ ปวดไหล่ ไหล่ติด คือ กล้ามเนื้อแต่ละส่วนที่อยู่รอบหัวไหล่ จะมีจุดเกาะเชื่อม มาจากคอเกือบทั้งสิ้น รวมทั้งลายกล้ามเนื้อก็ทอดพาดผ่านทั้งด้านหน้าและด้านหลังของหัวไหล่ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมใดก็ตามที่คออยู่ในท่าก้ม คางยื่น หัวไหล่งุ้มงอ หลังค่อม ลำตัวก้มมาด้านหน้า ทั้งหมดนี้จะทำให้เกิดความไม่สมดุลของกล้ามเนื้อด้านหน้าและด้านหลัง ถ้าเป็นช่วงคอก็เสมือนคอถูกแรงดึงกระชากลงมาด้านหน้าตลอดเวลาที่นั่งผิด เกิดแรงอัดที่หมอนรองกระดูกคอ กล้ามเนื้อมัดลึกที่ให้ความมั่นคงของกระดูกคอจะอ่อนกำลังลง หมอนรองกระดูกคอจะแคบ เมื่อมีการกดเบียดที่รากประสาทก็จะทำให้มีอาการปวดลึกๆ แปลบๆ ร้าวมาด้านหน้าหัวไหล่ ร้าวลงศอก ร้าวมาต้นแขนด้านหลังและร้าวถึงสะบักก็เป็นได้

สิ่งสำคัญที่สุดในการดูแลร่างกายให้อยู่ได้โดยไม่ป่วยไข้ ไม่เจ็บปวด คือต้องรู้จักร่างกาย เหตุเกิดจากตรงไหนก็ไปแก้ที่ตรงนั้น ต้องใช้ร่างกาย ให้เป็น ใช้ให้เหมาะสม ไม่มากไปหรือน้อยไป

คุณแหน: 6 พฤษภาคม 2568

คุณแหน: 6 พฤษภาคม 2568

คุณแหน: 6 พฤษภาคม 2568

วันอังคาร ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

ll เมื่อ 28/4 ที่ผ่านมานับเป็นวัน “หยุดโลก” ของวงการฟุตบอลโลก เมื่อทีม LIVERPOOL แห่งสหราชอาณาจักรผงาดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาครองหลังเปิดสนามแอนฟิลด์ถล่มทีมคู่แข่ง TOTTENHAM HOTSPUR แบบขาดลอย 5-1 โดยเงินรางวัลที่ “หงส์แดง” จะได้รับอย่างต่ำคือ 177 ล้านปอนด์ (ประมาณ 7.8 พันล้านบาท) เฉพาะในเมืองไทยไล่เรียงจากวีไอพีจนถึงคนหาเช้ากินค่ำต่างโห่ร้องร่วมแสดงความยินดีกับความสำเร็จครั้งนี้ อาทิ อดีตนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน ออกหน้าแสดงความยินดีพร้อมชี้ว่า LIVERPOOL คือสโมสรฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเกาะอังกฤษ ในประเทศอังกฤษเองการเฉลิมฉลองก็เป็นไปอย่างเอิกเกริกโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตเมืองท่าลิเวอร์พูล รัฐไม่ต้องประกาศวันหยุดเป็นทางการเพราะประชาชนออกมาเฉลิมฉลองกันแบบ 3 วัน 3 คืน…จึงเกิดคำถามว่าทำไมผู้คนทั่วโลกถึงได้หลงใหลทีมลิเวอร์พูลถึงระดับนี้ ความเป็นสโมสรยอดนิยมมีซุปเปอร์สตาร์ในสังกัดมากมายและการคว้าสถิติการครองแชมป์พรีเมียร์ลีกสูงสุดถึง 20 สมัย และเหล่าซุปเปอร์สตาร์ก็ร่วมเดินทางรอบโลกเพื่อโชว์ตัวและทำกิจกรรมร่วมกับ FC พื้นเมืองอย่างสนิทสนม และอีกประการที่บารอนเนสขอย้ำว่าลืมให้เครดิตไม่ได้เด็ดขาดคือช่วงทศวรรษ 60 ถึง 80 ปรากฎการณ์อันยิ่งใหญ่ของ THE BEATLES ซึ่งก่อกำเนิดในเมืองนี้สร้างกระแสนิยมไปทั่วโลกจนผู้คนต่างซึมซับจดจำว่านี่คือวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่ของเมือง LIVERPOOL หนึ่งแลนด์มาร์คของโลก…

ll ไม่ใช่เพียงเทรดวอร์ของทรัมป์เท่านั้นที่เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตได้ นับเนื่องจากการเกิดเรื่องสลดใจจากเรื่องทายาทเศรษฐีซิ่งรถเฟอร์รารี่จนเกิดความเสียหาย สังคมโดยรวมก็อดทนอดกลั้นมาโดยตลอด ต่อมาเกิดเรื่องทำนองเดียวกันอีกทายาท “ บ้านใหญ่” ธัญบุรีซิ่งรถ BMW สะบัดตบรถกระบะชาวบ้านจนคุณลุงต้องบาดเจ็บสาหัส เป็นเรื่องอื้อฉาวจนสื่อมวลชนและโซเชียลรุมกระหน่ำจนฝ่ายบ้านใหญ่ต้องกล้ำกลืนยอมตามกระแสสังคม…ล่าสุดอีกแล้วค่ะ ทายาทเศรษฐี น้องเฟียส ซิ่งรถเฟอร์รารี่ชนท้ายรถเบนซ์และรถกระบะจนไฟลุกไหม้ทั้งสองคัน แต่ขณะนี้กระแสสังคมกำลังพีคสุดๆ คุณพ่อเจ้าของเฟอร์รารี่ไม่รอช้ารีบรุดลงพื้นที่เจรจากับคู่กรณีทั้งสองราย จนตกลงกันได้เป็นที่พอใจของทุกฝ่าย จากกรณีเหตุแอคซิเดนที่เกิดจากรถซุปเปอร์คาร์แรงม้าสูง อาทิ 450, 12 สูบ, ท็อปสปีดกว่า 300 กม./ชม. มาอยู่ในมือของวัยรุ่นขาดวุฒิภาวะจึงเป็นเรื่องอันตรายต่อสังคมยิ่ง เพื่อเป็นรูปธรรมเราได้พูดคุยขอความเห็นจากสปอร์ตแมน หนุ่มทราย เจ้าของรถปอร์เช่คันงามถามความเห็นว่า วัยรุ่นมีเงินก็ซื้อรถคันละ 30 ล้านได้แต่ต้อง 1) เข้าอบรมจากบริษัทซุปเปอร์คาร์หลักสูตรการแฮนเดิ้ลรถความเร็วสูงก่อนซื้อรถได้ 2) เมื่อผ่านอบรมแล้วต้องมาสอบขนส่งเพื่อรับใบขับขี่ที่มีเรตติ้งสมรรถนะสูงกว่าใบขับขี่ บ.2 ธรรมดา…สรุปแล้วสปอร์ตแมนเห็นด้วย 100%…

ll เพราะคุณแม่ของทั้งสองคือ พิมลพรรณ กาญจนกุญชร และลดาวัลย์ บัวเอี่ยม เป็นเพื่อนรักกันมานาน ในงานพระราชทานเพลิงศพ คุณแม่จินดา ยั่งยืน มารดาของ พิมลพรรณ จึงมีคนของสองครอบครัวมาร่วมงานโดยพร้อมเพรียงกัน…

ll ในวันที่ “โนแอล”ลูกชายคนเล็กของ แม่บุ๋ม-นันทริกา โฮ ถูกสุนัขเลี้ยง ตะปบหน้า จนเลือดอาบ ต้องรีบพาไปโรงพยาบาลวิชัยยุทธโดยด่วน…และด้วยระยะทางไกลมากจากบ้านไปโรงพยาบาล รายการปลอบใจกันไปมา ประสาแม่ๆลูกๆ จึงบังเกิดขึ้น…

ll กวิภัฏ วสุวานิช จัดทำรายการฯที่วิทยุศึกษา ทุกบ่ายวันพฤหัสบดี มีวิทยากรรับเชิญในรายการฯหลากหลาย ทว่าครั้งล่าสุด ได้เชิญคุณแม่ กัลยาณี มาให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องอาหารการกิน …เข้าใจเลือกวิทยากรใกล้ตัวดีจริง ๆ !!…

บารอนเนส

‘ฟรีน สโรชา’เจิดจรัสใน Met Gala 2025 สร้างปรากฏการณ์ #MetGala2025xFREEN พุ่งติดอันดับ!

'ฟรีน สโรชา'เจิดจรัสใน Met Gala 2025 สร้างปรากฏการณ์ #MetGala2025xFREEN พุ่งติดอันดับ!

‘ฟรีน สโรชา’เจิดจรัสใน Met Gala 2025 สร้างปรากฏการณ์ #MetGala2025xFREEN พุ่งติดอันดับ!

วันอังคาร ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.14 น.

ฟรีน สโรชา สวยยืนหนึ่ง แห่ยินดีนักแสดงหญิงไทยคนแรก ที่ร่วมเดินพรมแดงในงาน Met Gala 2025

เป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของเหล่าแฟนๆที่ ฟรีน สโรชา จันทร์กิมฮะ ร่วมเดินพรมแดงในงาน Met Gala 2025 ซึ่งก่อนหน้านี้เจ้าตัวได้โพสต์ภาพการ์ดเชิญจากแบรนด์ Valentino และ Alessandro Michele 

ซึ่งการปรากฎตัวครั้งแรกของ ฟรีน บนเวทีโลกก็สร้างความตราตรึงหัวใจให้ใครหลายคน เพราะเธอมาในลุคชุดสูทเทเลอริ่ง สีครีม ตัดต่อขนเฟอร์ เพิ่มโบว์สีชมพูพาสเทล ฟรีนสร้างความประทับใจและทำให้แฮชแท็ก #MetGala2025xFREEN พุ่งขึ้นอันดับอย่างรวดเร็ว

เซ็กซี่ขยี้ใจ! ‘แซมมี่’ปล่อยภาพบิกินีสุดปังอวดหุ่นเฟิร์มริมทะเล

เซ็กซี่ขยี้ใจ! 'แซมมี่'ปล่อยภาพบิกินีสุดปังอวดหุ่นเฟิร์มริมทะเล

เซ็กซี่ขยี้ใจ! ‘แซมมี่’ปล่อยภาพบิกินีสุดปังอวดหุ่นเฟิร์มริมทะเล

วันอังคาร ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.07 น.

นางเอกสาวสวย “แซมมี่ เคาวเวลล์” ทำเอาอินสตาแกรมร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อล่าสุดเจ้าตัวได้โพสต์ภาพสวมชุดบิกินีสุดเซ็กซี่ อวดหุ่นเพรียวสวยริมชายหาด งานนี้แฟนๆ แห่เข้ามากดไลก์และคอมเมนต์ชื่นชมความสวยแซ่บกันอย่างล้นหลาม โดยเผยให้เห็นผิวขาวเนียนและรูปร่างที่ฟิตแอนด์เฟิร์ม พร้อมโพสท่าสุดมั่นใจริมทะเล แวดล้อมไปด้วยบรรยากาศสดใสของท้องฟ้าและน้ำทะเลสีคราม