นายกฯสั่งเข้ม!ดูแลปชช.ชายแดนใต้-จี้พรรคร่วมฯให้สส.ในพื้นที่ช่วยกัน

นายกฯสั่งเข้ม!ดูแลปชช.ชายแดนใต้-จี้พรรคร่วมฯให้สส.ในพื้นที่ช่วยกัน

นายกฯสั่งเข้ม!ดูแลปชช.ชายแดนใต้-จี้พรรคร่วมฯให้สส.ในพื้นที่ช่วยกัน

วันอังคาร ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.28 น.

นายกฯ สั่งเข้มข้นดูแลปชช.ชายแดนใต้ พร้อมให้ทำความเข้าใจควบคู่ ย้ำพรรคร่วมฯให้สส.ในพื้นที่ช่วยกัน  ยันรัฐบาลเต็มที่ ทำงานเชิงรุก ขออย่าใช้คำแบ่งแยกเชื้อชาติ-ศาสนา

เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม  ที่ทำเนียบรัฐบาล  น.ส.แพทองธาร  ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แถลงหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้ที่พุ่งเป้าไปที่ผู้บริสุทธิ์ ฝ่ายความมั่นคงจะมีแนวทางป้องกันอย่างไรว่า   สั่งการไปแล้ว รัฐบาลไม่สนับสนุนความรุนแรงทุกรูปแบบ ตำรวจ ทหาร และกองทัพได้มีการพูดคุยกับนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม แล้ว และได้มีการสั่งการให้ดูแลเรื่องนี้อย่างเข้มข้น  นอกจากดูแลเรื่องความปลอดภัยแล้วก็ต้องมีการพูดคุยทำความเข้าใจว่ามีอะไรที่รัฐบาลสามารถสนับสนุนและให้ความร่วมมือได้อีก และสิ่งหนึ่งที่อยากเน้นย้ำและรบกวนสื่อมวลชนช่วยกัน คือเรื่องการแบ่งคำพูดที่ว่าศาสนาอะไร เชื้อชาติอะไร  อย่างไรก็ตาม คนทุกคนก็คือคน และเป็นคนที่มีครอบครัว  เป็นสิ่งที่เราไม่ต้องมาแบ่งแยกกันตรงนี้ ความรุนแรงไม่ควรที่จะเกิดขึ้น ทุกชีวิตที่เสียไปก็เป็นชีวิตที่มีคุณค่าและความหมาย เราต้องช่วยกันทำความเข้าใจในเรื่องนี้และไม่มีการแบ่งแยกกันในแบบนั้น

ผู้สื่อข่าวถามว่า หน่วยงานความมั่นคงมีการประเมินและวิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้หรือไม่ นายกฯกล่าวว่า มีการวิเคราะห์หลายรูปแบบ รวมถึงความขัดแย้งหลายอย่างด้วย  ซึ่งเราก็พยายามดูเรื่องนี้ ทั้งเรื่องความปลอดภัยได้เพิ่มกำลังการดูแลและก็ต้องเพิ่มเรื่องความเข้าใจว่ามีความเข้าใจผิดอย่างไรบ้าง หรืออยากจะมีความเข้าใจเรื่องอะไรเพิ่มเติมในการสื่อสารที่เราทำประกอบด้วย

เมื่อถามว่าในฐานะที่นายทักษิณ  ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นที่ปรึกษาประธานอาเซียน ได้มีส่วนช่วยหาแนวทางในการเจรจาพูดคุยอย่างไรบ้าง นายกฯกล่าวว่า นายทักษิณ ได้ติดต่อกับประธานอาเซียนอยู่แล้วว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ และในการพูดคุยต่างๆเท่าที่คุยกัน ก็พร้อมพูดคุย ซึ่งมีหลายช่องทางที่เข้ามาว่าอยากจะพูดคุย อยากจะได้รับการสนับสนุน แต่ก็ยังไม่ได้มีการเดินหน้าอะไร

ถามว่า จะมีแนวทางสร้างความมั่นใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับประชาชนอย่างไร เพราะเหตุการณ์ในพื้นที่ภาคใต้กลับมารุนแรงอีกครั้งเหมือน 20 ปีก่อน น.ส.แพทองธารกล่าวว่า  ช่วงที่ผ่านมาทหารเข้าไปตั้งด่านเรียบร้อยแล้ว ในเรื่องของสรรพกำลังต่างๆ เราเตรียมเต็มที่และทำเชิงรุก หากใครทำผิดกฎหมายต้องดำเนินการไปตามกระบวนการ แต่อย่างที่บอกเป็นปัญหาคือ เรื่องสรรพกำลังและการทำความเข้าใจก็เป็นอีกเรื่อง อันนี้ก็ต้องประกอบกัน

ถามว่ากรณีนิด้าโพลเปิดเผยความเห็นของประชาชนไม่มีความเชื่อมั่นในการแก้ไขปัญหาของรัฐบาล ตรงนี้จะทำอย่างไรให้ประชาชนรู้ว่ารัฐบาลทำเต็มที่  นายกฯ กล่าวว่า รัฐบาลทำมาโดยตลอดทั้งเรื่องความเข้าใจและเรื่องของกำลัง ซึ่งตอนนี้ที่มีเรื่องของความรุนแรงเพิ่มขึ้น สรรพกำลังก็เข้าไปในพื้นที่เต็มที่แล้ว ซึ่งในเรื่องการดูแลความปลอดภัยของประชาชนก็ทำเต็มที่อย่างแน่นอน  เราคุยกันทั้งนอกรอบ ซึ่งช่วงเช้าวันเดียวกันนี้ มีการเน้นย้ำกันว่าบางพรรคร่วมรัฐบาลที่มีสส.ในพื้นที่ก็รายงานกันเข้ามา ซึ่งเราเองก็จับตาดูเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดไม่ได้ปล่อยไปไหนแน่นอน

ถามต่อว่าในส่วนคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขฝ่ายไทย ได้เรียกร้องอยากให้ตัวผู้เจรจาของฝั่งบีอาร์เอ็นเป็นตัวจริงมาพูดคุยกับเรา นายกฯกล่าวว่า ทางผู้อำนวยความสะดวกรับเรื่องนี้ไปแล้วถึงผู้ที่เรียกเข้ามาคุย  

เมื่อถามว่ากรณีที่กลุ่มบีอาร์เอ็นออกแถลงการณ์ประณามเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นและย้ำว่าไม่ได้ใช้กำลังต่อพลเรือน รวมถึงให้รัฐบาลเร่งสืบสวนหาคนผิดที่แท้จริง  นายกฯกล่าวว่า ในเรื่องการหาผู้ที่กระทำความผิดเราทำเต็มที่อยู่แล้ว และได้สั่งการไปทางตำรวจเรียบร้อยแล้วว่า ผู้ทำผิดก็ต้องถูกดำเนินคดีทางกฎหมาย ไม่อย่างนั้นผู้บริสุทธิ์ที่อยู่ในพื้นที่ก็รู้สึกไม่ปลอดภัย ถ้าเราไม่สามารถจับคนผิดได้เลยประชาชนธรรมดาที่อยู่ในพื้นที่ก็ลำบาก  ขอย้ำว่าเรื่องนี้ไม่ปล่อยไปไหนและสั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยละเอียดว่าต้องทำอย่างไรบ้าง

‘สมศักดิ์’งง! สื่อเอาข้อมูลพักงานแพทย์ 2 คน ปมชั้น 14 มาจากไหน บอกแพทยสภายังไม่ประชุม

‘สมศักดิ์’งง! สื่อเอาข้อมูลพักงานแพทย์ 2 คน ปมชั้น 14 มาจากไหน  บอกแพทยสภายังไม่ประชุม

‘สมศักดิ์’งง! สื่อเอาข้อมูลพักงานแพทย์ 2 คน ปมชั้น 14 มาจากไหน บอกแพทยสภายังไม่ประชุม

วันอังคาร ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.16 น.

‘สมศักดิ์’งง! สื่อเอาข้อมูลพักงานแพทย์ 2 คน ปมชั้น 14 มาจากไหน  บอกแพทยสภายังไม่ประชุม เชื่อแค่คาดเดา ลั่นล็อบบี้ใครไม่ได้ มีแต่ผู้ทรงคุณวุฒิ

เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม  ที่ทำเนียบรัฐบาล  นายสมศักดิ์  เทพสุทิน รมว.สาธารณสุขกล่าวถึงกระแสข่าวผลสอบแพทยสภากรณีชั้น 14 มีแพทย์ 2 คนโดนพักใบอนุญาตจริงหรือไม่ว่า  มีสื่อบางฉบับเอาผลการประชุมของแพทยสภามานำเสนอ  แต่เท่าที่ตนดู แพทยสภายังไม่มีการประชุม ตนจึงไม่รู้ว่าไปรับรู้รับทราบข้อมูลมาอย่างไร  แต่คิดว่าคงเป็นการคาดเดาว่าตนจะไปยับยั้งหรือไม่เห็นด้วยตามระเบียบกฎหมาย

ทั้งนี้ ตนในฐานะ รมว.สาธารณสุข เป็นสภานายกพิเศษแห่งแพทยสภา มีอำนาจในการยับยั้งหรือเห็นชอบรายงานการประชุมของแพทยสภาตามปกติ และในเอกสารที่ระบุว่าวันที่ 8 พ.ค.นี้ จะมีการประชุมแพทยสภานั้น ตนก็ไม่ทราบว่าจะมีการประชุมหรือไม่อย่างไร แต่เมื่อผลออกมาแล้วตามกฎหมายก็ต้องส่งมาให้รมว.สาธารณสุขเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ  ซึ่งตนไม่ทราบว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร และไม่ได้คิดอะไรไว้เลย

“ผมไม่สามารถโน้มน้าวหรือทำให้ใครเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบได้ เพราะคณะกรรมการส่วนใหญ่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิประมาณ 71-72 ท่าน และเป็นสัดส่วนของแพทย์ในมหาวิทยาลัย รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์เป็นองค์ประกอบด้วย ผมคงไม่สามารถไปล็อบบี้ใครได้ทั้งสิ้น ฉะนั้น สื่อที่ออกมาพูดในลักษณะตีปลาหน้าไซไม่ทราบว่ามีวัตถุประสงค์อะไร และที่ผ่านมาผมก็ไม่เคยเห็นแย้ง” นายสมศักดิ์ ระบุ

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะเห็นชอบตามที่แพทยสภาเสนอมาใช่หรือไม่  นายสมศักดิ์กล่าวว่า โดยปกติต้องเป็นแบบนั้น และถ้ามีผลออกมาแล้วผู้เกี่ยวข้องอาจร้องเรียนหรือมีความสงสัยอะไรมาเราก็ต้องดู เพราะคนเป็นรัฐมนตรีจะถูกมองว่าปล่อยปะละเลย ก็อาจมีประเด็นนั้นตามมา เราจึงต้องดูให้เรียบร้อยตามเหตุตามผล

ถามว่า กรณีที่ รมว.สาธารณสุขเห็นชอบถือว่าจบเลยหรือไม่ นายสมศักดิ์กล่าวว่า หากรับรองมติแล้วก็จบเลย แต่หากไม่เห็นด้วย ก็ต้องกลับเข้าที่ประชุมแพทยสภาเพื่อยืนยัน โดยใช้เสียง 2 ใน 3 คือ 48 ท่าน แต่ถ้าเห็นแย้งแต่ตรงกับความเห็นของรมว.สาธารณสุขต้องใช้เสียง 1 ใน 3 คือ 24 ท่าน

วัยโจ๋รอเก้อ! เงินหมื่นเฟส 3 ดิจิทัลวอลเล็ต ยังไม่เข้า ครม. ขอฟังความเห็นก่อน

วัยโจ๋รอเก้อ! เงินหมื่นเฟส 3 ดิจิทัลวอลเล็ต ยังไม่เข้า ครม. ขอฟังความเห็นก่อน

วัยโจ๋รอเก้อ! เงินหมื่นเฟส 3 ดิจิทัลวอลเล็ต ยังไม่เข้า ครม. ขอฟังความเห็นก่อน

วันอังคาร ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.10 น.

ดิจิทัลวอลเล็ตยังไม่เข้าครม. นายกฯบอกต้องฟังข้อมูลรอบด้าน ยังไม่ฟันธง ยกเลิกหรือไปต่อ บอกยังมีเวลาคุยสหรัฐปมกำแพงภาษี 

วันที่ 6 พฤษภาคม 2568 เวลา 11.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินนวัตร นายกฯให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ประเด็นเรื่องดิจิทัลวอลเล็ตเฟส 3 ยังไม่ได้เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ยังอยู่ในส่วนของการรวบรวมความคิดเห็น เพราะมีเรื่องสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ทางสภาการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และธนาคารแห่งประเทศไทย มีความเห็นเข้ามาแน่นอนว่าเรารับฟังอยู่แล้ว แต่ความตั้งใจเรื่องดิจิทัลวอลเล็ตเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เมื่อมีปัจจับแทรกเข้ามาเราต้องดูว่าอะไรบ้างที่เป็นปัจจัยที่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจเราได้ เราต้องรับฟังความคิดเห็นจากผู้รู้จากทุกหน่วยงาน 

เมื่อถามว่ามีกระแสข่าวว่ารัฐบาลจะยกเลิกโครงการดังกล่าวในส่วนที่เหลือ เพื่อเตรียมงบประมาณรับมือกำแพงภาษีสหรัฐ น.ส.แพทองธาร ตอบว่า เรายังไม่ได้มีมติจะยกเลิกใดๆแต่อยู่ในส่วนรับฟังความคิดเห็นก็ต้องฟังให้ครบก่อนว่าความจำเป็นมีมากแค่ไหนในเรื่องกระตุ้นเศรษฐกิจและเงินก้อนนี้สามารถทำอะไรให้เกิดประโยชน์สูงสุดของคนทั้งประเทศอันนี้คือเป้าหมายที่สำคัญที่สุด เราต้องมองเป้าหมายว่าทำเพื่ออะไร ทำเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ สุดท้ายเมื่อดูความเห็นทั้งหมดออกมาว่าอย่างไร อันนี้ไม่สามารถเป็นฝ่ายบริหารฝ่ายเดียวที่จะบอกว่าเราตัดสินใจแล้วทำได้เลยต้องดูเรื่องอื่นประกอบด้วย แต่ยืนยันว่าขณะนี้โครงการยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ทำอยู่คือเรารับฟังความคิดเห็นอยู่

เมื่อถามว่าเฟส 3 จะชะลอไปก่อนหรือเป็นตามกำหนดการเดิม น.ส.แพทองธาร ตอบว่า อันนี้เรายังฟังความคิดเห็นไม่ครบ มันมีปัจจัยอื่นแทรกเข้ามาเรื่องของภาษี จึงต้องรอก่อนว่าหากรับฟังความคิดเห็นครบจำอย่างไรต่อถึงกำหนดได้ว่าจะเลื่อนหรือไม่เลื่อน แต่ตอนนี้ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เราต้องได้ข้อมูลครอบก่อนถึงจะแจ้งได้ ถ้าให้พูดไปเลยรับปากอย่างนี้อย่างนั้นมันไม่ได้เพราะกำลังรอรับฟังความคิดเห็นอยู่ เมื่อถามว่าหากไม่ได้เดินหน้าโครงการนี้ต่อจะกระทบรัฐบาลหรือไม่เพราะเป็นนโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภา น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า อันนี้ต้องปรับความเข้าใจเพราะมีปัจจัยที่เข้ามาแบบที่เราไม่คาดคิด ทั่วโลกไม่ใช่แค่ประเทศเรา ต้องฟังกันด้วยเหตุและผล แน่นอนว่า ไม่ว่าจะเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนอย่างไรต้องมีคำอธิบายจากรัฐบาลแน่นอนอยู่แล้ว 

เมื่อถามว่ากรณีที่เคยพูดเรื่องดิลลับการเจรจาภาษีกับสหรัฐ จะมีผลอย่างไรตอนไหน น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า เรามีกำหนาจากสหรัฐอยู่แล้ว 90 วัน เราไม่หลุดกรอบอยู่แล้ว แต่ว่าในการดิลลับต่างๆการพูดคุยในรายละเอียดเราทำต่อเนื่อง นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกฯและรมว.คลัง ทำเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง และในเรื่องของดิลลับที่ว่ามันต้องมีในส่วนที่เปิดเผยได้ และยังไม่เปิดเผย ไม่มีทั้งหมดที่จะเป็นความลับอยู่แล้ว เราต้องดูเรื่องของจังหวะเวลาด้วยว่าควรปล่อยในหัวข้อต่างๆช่วงไหน เพราะเราต้องบอกและอธิบายช่วงที่เกิดประโยชน์สูงสุดของประเทศไม่ใช่ถึงเวลาบอกเลยหรือปิดเลยมันทำไม่ได้อยู่แล้ว เมื่อถามว่าได้พิจารณาปัจจัยที่สหรัฐยังไม่ให้ไทยเข้าไปเจรจา น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า ล่าสุดที่ได้คุยกับทีมงานของสหรัฐสิ่งที่เขาเพิ่มเติมเราเอามาเพิ่มได้พูดคุยไปแล้วคิดว่าน่าจะครอบคลุมแล้วในสิ่งที่เราจะพูดกับสหรัฐและเขามีกรอบ 90 วัน ตอนนี้ถ้าดูความเคลื่อนไหวของทางนั้นเขายังมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆในเรื่องของแต่ละประเทศและความคิดใหม่ๆเรารอดูและปรับแผนเราเรื่อยๆอยู่แล้ว 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘ขาโจ๋’อด! รัฐบาลจ่อยกเลิกแจกเงินหมื่นเฟส 3 เหตุที่ผ่านมาแทบไม่มีผลกระตุ้นเศรษฐกิจเลย

ถึงขั้นผ่าตัด!‘อิ๊งค์’ยัน‘ทักษิณ’ป่วยจริง อย่าคิดเยอะ พ้อพูดไปคนก็ไม่เชื่อ

ถึงขั้นผ่าตัด!‘อิ๊งค์’ยัน‘ทักษิณ’ป่วยจริง อย่าคิดเยอะ พ้อพูดไปคนก็ไม่เชื่อ

ถึงขั้นผ่าตัด!‘อิ๊งค์’ยัน‘ทักษิณ’ป่วยจริง อย่าคิดเยอะ พ้อพูดไปคนก็ไม่เชื่อ

วันอังคาร ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.09 น.

ถึงขั้นผ่าตัด!‘อิ๊งค์’ยัน‘ทักษิณ’ป่วยจริง อย่าคิดเยอะ พ้อพูดไปคนก็ไม่เชื่อ

เมื่อเวลา 11.30 น.วันที่ 6 พฤษภาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีที่เคยบอกว่าขอข้อมูลการรักษาอาการของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ไปยังแพทยสภา ขณะนี้ได้คำตอบกลับมาหรือยัง ว่า ยังไม่ได้รับรายงานกลับมา

เมื่อถามว่ามีความพยายามโยงว่านายกฯรู้เรื่องทุกอย่างว่านายทักษิณ ป่วยจริงหรือไม่จริง ใช้วิธีรักษาเป็นอย่างไร แล้วนำมาโยงเป็นประเด็นการเมือง ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า ตนทราบว่าเกิดอะไรขึ้น อย่างที่ตนบอกไปช่วงอภิปรายไม่ไว้วางใจว่าถ้าตนพูดแล้วจะเชื่อกันหรือไม่

เมื่อถามย้ำว่านายทักษิณ ป่วยจริงใช่หรือไม่ น.ส.แพทองธาร ตอบว่า “ป่วยจริงคะ มีการผ่าตัดด้วย”

เมื่อถามว่ามีการวิเคราะห์กันว่าการที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดพิจารณาประเด็นชั้น 14 จะเป็นการล้มดีลการตั้งรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ยิ้มหัวเราะก่อนตอบว่า “ไม่คิดเยอะมากเลย อย่างวันที่ 13 มิ.ย. เขานัดมาอย่างไรเราก็ไปตามกระบวนการ เดี๋ยวมันต้องมีหลักฐานเอกสารที่นายทักษิณ ต้องเอาไปยืนยัน”

เมื่อถามว่าจากข้อมูลที่ทราบตัวน.ส.แพทองธาร คิดว่าจะสามารถชี้แจงได้หรือไม่ น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า มันอยู่ในกระบวนการ ความจริงแล้วเรามั่นใจอยู่แล้วว่าความจริงเกิดอะไรขึ้นบ้าง พูดจริงๆว่าพออยู่ในจุดที่สงสัยอย่างต่อเนื่องก็สงสัยอย่างต่อเนื่องแต่ถ้าถามว่าให้ตนออกมาพูดถึงความชัดเจนอย่างไรก็ไม่มีใครเชื่ออยู่ดี คนเลือกที่จะไม่เชื่อก็จะไม่เชื่อ ตนคิดว่าถ้ามันมีอะไรเพิ่มเติมก็อย่างนั้น

“ทุกวันนี้นายทักษิณ ก็อายุ 75 แล้ว เวลาเจ็บป่วยอะไรก็หายช้ากว่าปกติ แต่ไม่เป็นไรเพราะความจริงแล้วครอบครัวตนผ่านเรื่องต่างๆมามาก สิ่งที่ทำได้ต้องเข้มแข็งไว้อันนั้นคือสิ่งที่ต้องทำ เราจะมี mind month เดือนแห่งสุขภาพใจกันแล้วเร็วๆนี้แล้ว เป็นสิ่งสำคัญว่าเราต้องดูแลสุขภาพใจของเราด้วยทุกคน ทำใจให้เบิกบานสดใจไว้ ถ้าเรามีความโกรธความเกลียดมากมายมันไม่ดีกับเราเอง” น.ส.แพทองธาร กล่าว

‘ภราดร’แจงเองงบฯสร้างห้องประชุม1,500ที่นั่งจำเป็น​-ช่วยประหยัดงบฯเช่าโรงแรมจัดสัมมนา

‘ภราดร’แจงเองงบฯสร้างห้องประชุม1,500ที่นั่งจำเป็น​-ช่วยประหยัดงบฯเช่าโรงแรมจัดสัมมนา

‘ภราดร’แจงเองงบฯสร้างห้องประชุม1,500ที่นั่งจำเป็น​-ช่วยประหยัดงบฯเช่าโรงแรมจัดสัมมนา

วันอังคาร ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.59 น.

‘ภราดร’ แจงสภาฯของบฯเนรมิตห้องประชุม 1,500 ที่นั่ง มีความจำเป็น​-ช่วยประหยัดงบฯ กรรมาธิการเช่าโรงแรมจัดสัมมนา  เห็นด้วย ‘ฝ่ายค้าน’ เหน็บ ‘พิพิธภัณฑ์รัฐสภา’ เป็นสุสาน จึงต้องเร่งปรับปรุงให้มีชีวิต -​ประชาชนใช้ประโยชน์ได้จริง  ยันใช้งบฯคุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์ ​ ชี้ถูกครหา เรื่องธรรมดา ทำปชช.ตื่นรู้ย้ำการของบฯยังไม่จบ  ต้องเข้าสภาฯตั้ง‘กรรมาธิการงบฯปี69’ เคาะ ​

 เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม  ที่รัฐสภา  นายภราดร  ปริศนานันทกุล  รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2  กล่าวถึงข้อวิจารณ์หลังสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ทำคำของบประมาณ​รายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ในการปรับปรุงพื้นที่ต่างๆ ของรัฐสภาหลายรายการมูลค่าแตะพันล้านบาทว่า  ตนขอชี้แจงเฉพาะส่วนที่ตนรับผิดชอบ​ มีแค่  3 โครงการคือ โครงการปรับปรุงห้องสมุด  โครงการปรับปรุง พิพิธภัณฑ์รัฐสภา งบประมาณ 120 ล้านบาท และโครงการปรับปรุงระบบเสียงห้องประชุมจำนวน 1,500 ที่นั่งงบประมาณ 99 ล้านบาท โดยยืนยันทุกการใช้งบประมาณจะคุ้มค่ากับเงินภาษีของประชาชน  และจะกำกับดูแลทุกขั้นตอนด้วยตัวเอง  โดยในส่วนพิพิธภัณฑ์รัฐสภาตั้งใจที่จะทำให้เป็นพื้นที่บอกเล่าเรื่องราวประวัติความเป็นมาของอาคารรัฐสภา และให้ประชาชนเข้ามาศึกษาเรียนรู้ได้   ซึ่งส่วนตัวมองว่า มีความจำเป็น เพราะขณะนี้​มีพื้นที่ว่างไว้จัดทำแล้ว 5,000 – 6,000 ตารางเมตร

รองประธานสภาฯคนที่2 กล่าวต่อว่า ส่วนที่ฝ่ายค้านนิยามว่าห้องพิพิธภัณฑ์เป็นเพียงสุสานที่อยู่ใต้อาคารรัฐสภานั้น  ตนเห็นด้วย เพราะหลังรับมอบอาคารมา เมื่อกลางปี 2567 พื้นที่ดังกล่าวก็เป็นเพียงห้องเปล่าที่ไม่สามารถใช้งานได้  จึงสั่งการให้ฝ่ายที่รับผิดชอบเร่งออกแบบ ให้เป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์มีชีวิต และประชาชนสามารถเข้าใช้งานได้จริง  ส่วนตัวก็ไม่อยากเห็นสุสานใต้สภาเช่นกัน

ขณะที่ห้องประชุม 1,500 ที่นั่ง ที่ชั้น B2  ตั้งใจจะจัดทำเป็นห้องอบรมสัมมนา สำหรับกรรมาธิการทุกคณะ ของทั้ง 2 สภา ซึ่งเป็นแผนเดิม​ ที่ต้องมีตั้งแต่ก่อสร้างรัฐสภาแล้ว  แต่ยังไม่ได้ดำเนินการ จึงจำเป็นต้องของบประมาณ​ มาจัดทำให้แล้วเสร็จ  ดีกว่าปล่อยให้เป็นห้องร้าง ใช้ประโยชน์ไม่ได้และยังเป็นการลดค่าใช้จ่ายของกรรมาธิการด้วย  เนื่องจากที่ผ่านมาคณะกรรมาธิการจะต้องเสียเงินไปเช่าพื้นที่โรงแรมในการจัดอบรมสัมมนา ซึ่งงบประมาณที่จะใช้จัดทำ​ ก็ปรับลดลงมาเหลือ 99 ล้านบาทแล้ว จากเดิมสำนักประชาสัมพันธ์​เสนอของบมาที่ 160 – 170 ล้านบาท

นายภราดรกล่าวอีกว่า  ทุกโครงการที่ของบประมาณไปนั้น เป็นเพียงร่างงบประมาณปี 2569 เท่านั้น ยังไม่ได้เป็นที่สิ้นสุด  เมื่อเข้าที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวาระ 1 สิ้นเดือนพฤษภา​คม​นี้​ ก็จะตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ซึ่งมีทั้ง สส.และบุคคลภายนอกเข้ามาทำหน้าที่พิจารณาลึกในรายละเอียด หากเห็นว่าในโครงการหนึ่งโครงการใด ไม่คุ้มค่า ก็มีสิทธิ์ปรับลดงบประมาณในทุกโครงการ จึงขอเรียนให้ประชาชนสบายใจ ว่า การของบประมาณยังไม่เสร็จสิ้น

ผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุใดอาคารรัฐสภาที่เพิ่งก่อสร้างได้เพียงประมาณ 5 ปี จึงต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการปรับปรุงหรือเป็นเพราะแบบที่ก่อสร้างมานั้น ยังไม่แล้วเสร็จ แต่มีการส่งมอบงานกันแล้ว รองประธานสภาฯ คนที่ 2 กล่าวว่า เมื่อเราใช้งานมาสักระยะหนึ่ง​ ประธานสภาผู้แทนราษฎรเห็นว่า ยังมีพื้นที่ที่สามารถทำให้เกิดประโยชน์ได้มากขึ้น และมีบางส่วนที่ยังไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์ ก็ควรดำเนินการให้แล้วเสร็จสมบูรณ์  เช่น ห้องประชุมสัมมนา 1500 ที่นั่ง มีแผน แต่มีแผนแล้วแต่ยังไม่ได้ทำ  เพียงแต่เตรียมสถานที่เอาไว้สำหรับดำเนินการในเฟส 2 และเฟส 3 ต่อไป

เมื่อถามว่ากระแสข่าวที่ออกไปทำให้รัฐสภาถูกวิพากษ์วิจารณ์ นายภราดร กล่าวว่า เป็นเรื่องธรรมดา แต่ก็เป็นเรื่องที่ดีที่ประชาชนตื่นรู้กับการใช้จ่ายเงินงบประมาณของทุกหน่วยงานราชการ ทำให้ทุกหน่วยงานต้องยิ่งตระหนัก ว่า งบประมาณทุกบาททุกสตางค์เป็นเงินภาษีของประชาชน

ถามว่าตอนนี้ยังอยู่ในช่วงของการรับประกันการก่อสร้างอาคารรัฐสภา  เหตุใดจึงไม่ให้ผู้รับเหมาปรับปรุงหรือซ่อมในส่วนที่พัง นายภราดรชี้แจงว่า  งบประมาณที่ขอไปไม่ใช่งบซ่อมสร้าง แต่เป็นงบต่อเติม เพราะยังมีส่วนที่ยังไม่ได้ดำเนินการ และต้องทำในเฟส 2 – 3 โดยการก่อสร้างเป็นเพียงเตรียมพื้นที่เอาไว้ เพื่อที่จะรองรับการดำเนินการในอนาคต

ดันสุดตัว!‘เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์’จ่อเข้าคิวแรกหลังเปิดสภา รัฐบาลพร้อมดีเบต

ดันสุดตัว!‘เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์’จ่อเข้าคิวแรกหลังเปิดสภา รัฐบาลพร้อมดีเบต

ดันสุดตัว!‘เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์’จ่อเข้าคิวแรกหลังเปิดสภา รัฐบาลพร้อมดีเบต

วันอังคาร ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.56 น.

‘สรวงศ์’รับ‘เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์’จ่อเข้าคิวแรกหลังเปิดสภา ยินดี ให้สื่อจัดดีเบตปม‘กาสิโน’ ยันรัฐบาลพร้อมไปชี้แจง

เมื่อเวลา 11.40 น.วันที่ 6 พฤษภาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสรวงศ์ เทียนทอง รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่เคยระบุจะให้มีการเปิดเวทีถกเถียงเรื่องของกาสิโนในสถานบันเทิงครบวงจร ว่า รอให้นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง เดินทางกลับจากการปฏิบัติภารกิจที่ต่างประเทศก่อน เพื่อมาดูว่าใครจะเป็นโต้โผเรื่องนี้ แต่สื่อบางสำนักจะจัดเองก็ได้ ยินดี ยืนยันว่ารัฐบาลพร้อมจะชี้แจง และจะพยายามจัดเวทีให้เสร็จสิ้นก่อนเปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในเดือนกรกฎาคมนี้

เมื่อถามว่า พรรคเพื่อไทยจะมีกิจกรรมรณรงค์ ทำความเข้าใจเรื่องกาสิโนหรือไม่ นายสรวงศ์ กล่าวว่า คงไม่ถึงขนาดนั้น อยากให้คนกลางเป็นคนจัดงานมากกว่า

เมื่อถามว่า พ.ร.บ.สถานบันเทิงครบวงจร จะเข้าสภาหลังเปิดสมัยประชุมเลยหรือไม่ นายสรวงศ์ กล่าวว่า กฎหมายนี้ต้องเข้าเป็นลำดับแรก ไม่เช่นนั้นก็ต้องเลื่อนออกไปอีก

ท้าออกหมายจับ! ‘สว.อลงกต’เมินแจ้งข้อหาคดี‘ฮั้ว’ หยันวุฒิสภาศักดิ์สูงกว่าดีเอสไอ

ท้าออกหมายจับ! ‘สว.อลงกต’เมินแจ้งข้อหาคดี‘ฮั้ว’ หยันวุฒิสภาศักดิ์สูงกว่าดีเอสไอ

ท้าออกหมายจับ! ‘สว.อลงกต’เมินแจ้งข้อหาคดี‘ฮั้ว’ หยันวุฒิสภาศักดิ์สูงกว่าดีเอสไอ

วันอังคาร ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.45 น.

‘สว.อลงกต’ยักไหล่ เมิน‘ดีเอสไอ’แจ้งข้อกล่าวหา‘คดีฮั้ว สว.’ ท้ากลับกล้ามี‘หมายจับ’หรือไม่ หยัน‘วุฒิสภา’ศักดิ์สูงกว่า‘ดีเอสไอ’ไม่มายุ่งกับข้างล่าง หลังถูกถามปม‘ผู้ว่าฯอำนาจเจริญ’ปูดเจอแอบอ้างบีบผู้สมัครฯยอมบอกว่า‘ฮั้ว’ อ้างไร้กฎหมายเอาผิดนำโน้ตเข้าคูหา ชี้หากผิดก็ผิดแต่เรื่องยังไม่เกิด ลั่นเอาวันนี้ให้รอดก่อน

6 พฤษภาคม 2568 ที่รัฐสภา นายอลงกต วรกี สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ให้สัมภาษณ์ถึงความกังวลใจกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เตรียมยื่นแจ้งข้อกล่าวหาในคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา(สว.) ในวันที่10 พ.ค.นี้ ว่า ยื่นก็ยื่น คำถามที่น่าสนใจคือ มีอำนาจหรือไม่ ถ้ามีหนังสือเชิญมาก็เป็นสิทธิที่ว่าตนจะไปหรือไม่ไป แต่กล้ามีหมายจับ มีหมายขัง มีหมายค้นหรือไม่ เพราะเท่าที่เช็คข้อมูลมาที่เขาไปยื่นกับศาลไม่มีผู้พิพากษาคนไหนเซ็นเลย

เมื่อถามว่าทางดีเอสไอเป็นคนยื่นให้ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ยื่นฟ้องศาลฎีกา เพราะพบเส้นเงิน 500 ล้านบาทนายอลงกต กล่าวว่า ถ้ามีก็เป็นอำนาจของ กกต. ที่จะยื่นฟ้องหรือไม่ เช่น ตนบอกว่าน้องตบหน้าตนเมื่อวาน แล้วไปแจ้งความ แต่ตำรวจจะฟ้องหรือไม่เป็นเรื่องของตำรวจแต่ตนยื่นฟ้องแล้ว ดังนั้นเรื่องเส้นเงินเป็นสิทธิของ ดีเอสไอที่จะยื่น กกต. แต่ กกต. จะส่งหรือไม่เป็นเรื่องของ กกต. และอยู่ในอำนาจหน้าที่ของเขาหรือไม่

เมื่อถามว่าเมื่อวันที่ 5 พ.ค. มีรายงานว่าผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ แจ้งปลัดกระทรวงมหาดไทยมีผู้แอบอ้างเป็นดีเอสไอ ไปขอให้อดีตผู้สมัคร สว.เซ็นยืนยอมว่ามีการฮั้วกัน มองการทำงานของดีเอสไออย่างไร นายอลงกต กล่าวว่าตนตอบไม่ได้ว่าการทำงานของดีเอสไอเป็นอย่างไร

“ขอเรียนตามตรงว่าดีเอสไอเป็นแค่หน่วยงานที่ตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติ แต่ผมเป็นวุฒิสมาชิกปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ตามรัฐธรรมนูญถ้าพูดตามตรงผมศักดิ์สูงกว่า ผมสูงไม่มายุ่งกับข้างล่าง” นายอลงกต กล่าว

เมื่อถามว่าการกระทำของดีเอสไอแบบนี้ถ้าเป็นจริงจะทำให้การตรวจสอบโปร่งใสหรือไม่ นายอลงกต  กล่าวว่า ก็ดีแต่ปัญหาคือ จะโปร่งใสหรือไม่ ผิดกฎหมายหรือไม่ เช่น ทำนองว่ามีโพยเข้าไปในคูหาผิดกฎหมายหรือไม่ ซึ่งจะมีการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีในวันที่ 11 พ.ค.นี้ หากผู้เลือกมีกระดาษโน้ตว่าเลือกเบอร์ไหนเข้าคูหาไปด้วยอย่างนี้ผิดหรือไม่ ซึ่งไม่มีกฎหมายไหนรับรองว่าผิดหากตนมีกระดาษโน้ตเข้าไปเพราะจำเบอร์ไม่ได้จึงต้องมีกระดาษเข้าไปเตือนความจำ ดังนั้นอะไรที่ไม่ผิดกฎหมายก็ไม่ผิด เช่น ถ่มน้ำลายทิ้งริมถนน กฎหมายไทยไม่ผิด แต่กฎหมายสิงคโปร์ผิดต้องดูว่ากฎหมายบังคับใช้หรือไม่ถ้ากฎหมายไม่บังคับใช้ก็ถือว่าไม่ผิด ดังนั้นต้องว่าไปตามกฎหมาย สังคมยุคนี้กฎหมายนำความถูกต้องมาก่อน ความถูกใจมาทีหลัง

เมื่อถามว่าดูเหมือนท่าทีของ สว. มั่นใจในการสู้คดีฮั้วว่าไม่ผิดกฎหมาย นายอลงกต กล่าวว่า เรายึดตามกฎหมาย ถ้ากฎหมายว่าเราไม่ผิดก็ไม่ผิด แต่ถ้ากฎหมายว่าเราผิดก็ผิด เพราะกฎหมายเป็นหลักสำคัญในการทำงานของวุฒิสมาชิก

เมื่อถามย้ำว่าถ้าที่สุดแล้ว กกต. ยื่นศาลฎีกา แล้วทำให้กระบวนการเลือก สว.ที่ผ่านมาเป็นโมฆะ นายอลงกต กล่าวว่าก็ต้องว่าไปตามคำพิพากษาของศาลฎีกา แต่คำพิพากษายังไม่ออก ดังนั้นขอให้ออกมาก่อนค่อยว่ากันอีกที เพราะยังตอบไม่ได้เพราะเรื่องยังไม่เกิด เอาวันนี้ให้รอดก่อน

หนุนตัดงบรีโนเวทสภา ข้องใจงบสภาสูงเรียนจีนแพงหลักล้าน

หนุนตัดงบรีโนเวทสภา  ข้องใจงบสภาสูงเรียนจีนแพงหลักล้าน

หนุนตัดงบรีโนเวทสภา ข้องใจงบสภาสูงเรียนจีนแพงหลักล้าน

วันอังคาร ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.41 น.

ยกมือไหว้ตลอดนึกว่าสภาฯเป็นวัด! ‘อลงกต’ ยิงมุกรับปมร้อน ‘ของบฯมโหฬารรีโนเวทสภาฯ’ ถาม ‘ศาลาแก้ว’ มีตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมไม่ท้วงตั้งแต่ตอนนั้น  หนุนตัดงบไม่จำเป็น ชี้เศรษฐกิจแย่มาก ต้องลดน้ำหนัก ‘ความสวยงาม-การใช้ประโยชน์’ ลงมา ข้องใจ ‘งบสภาฯสูงเรียนจีน’ แพงหลักล้าน ยันค่าใช้จ่ายต่างประเทศ รบ.จีนออกให้ ควักแต่ค่าตั๋วเอง คัดหัวกะทิ 10 คนไปเท่านั้น โอ่รวมถึงเจ้าตัวด้วยที่เรียนดี

เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม ที่รัฐสภา  นายอลงกต วรกี สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ติดตาม การบริหารงบประมาณ วุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ถึงการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ของรัฐสภา โดยเฉพาะประเด็นศาลาแก้ว   โดยนายอลงกต ถามกลับว่า ศาลาแก้วมีตั้งแต่เมื่อไหร่ โครงสร้างที่มีกระจกมีตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมตอนนั้นไม่มีการตั้งคำถามในเรื่องนี้

นายอลงกตกล่าวต่อว่า วุฒิสภา ไม่มีอำนาจเพิ่มงบประมาณแน่นอน ทำได้เพียงตัดทอนการใช้จ่ายงบประมาณ  ถ้าดูแล้วไม่จำเป็น ก็คงจะตัดงบ แต่ตนตั้งคำถามว่า ถ้าตัดโครงสร้างนี้ไปแล้ว ศาลาจะใช้ได้หรือไม่ หรือจะไม่ใช้เลย ต้องถามสังคมว่า ควรจะเอาศาลานี้ทิ้งใช่หรือไม่ หรือจะให้หลังคานี้มีโครงสร้างทึบ  เพื่อให้ไม่ร้อน และสามารถใช้งานได้ หากปรับเปลี่ยนให้สามารถใช้งานได้ ตนคิดว่าคงไม่ถึง 100 ล้านบาท

 “ถ้าเป็นบ้านผม อาจเปลี่ยนแค่หลังคากระจก ให้เป็นหลังคาทึบหรือเป็นหลังคากระเบื้อง หรือเอาเมทัลชีทมาติด แต่มันจะน่าเกลียดหรือเปล่า สำหรับสัปยะสภาสถาน” นายอลงกต กล่าว และว่า สังคมต้องการอะไรหรือจะให้ยุบไปเลย  พร้อมกับถามสื่อมวลชนว่า “น้องต้องการแบบไหน” นิยามคำว่าปรับปรุง คืออะไร ตนตั้งข้อสังเกตว่า ถึงขั้นต้องยุบศาลา ถ้ารื้อไม่มีประโยชน์อะไร  จะให้ไปทำอะไรต่อ ตนพูดให้สมประโยชน์  ถ้าในเชิงปฏิบัติ แค่เปลี่ยนหลังคาอาจจะไม่ถึงร้อยล้านบาท หรือ 1 ล้านบาทด้วยซ้ำไป หากรื้อออกไปยิ่งสิ้นเปลือง โครงสร้างเดิมมันรับกับกระจก จะมีการเปลี่ยนตัวโครงสร้างที่รองรับกระจกหรือไม่

นายอลงกตยังกล่าวถึงกรณีสระมรกต ต้องถามว่าสมประโยชน์หรือไม่ ในการใช้ประโยชน์ ถ้าไม่มีประโยชน์และไม่มีที่มาชัดเจน ก็เป็นเรื่องของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)แล้ว แต่ สว. เราคงไม่มีหน้าที่ไปเพิ่มหรือเปลี่ยนแปลงงบประมาณ

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ยังมีโรงหนัง 4D แม้จะถูกชี้แจงแล้วว่าเป็นห้องสาระสนเทศ แต่คุ้มค่าหรือไม่ นายอลงกต กล่าวว่า ตนยังไม่เห็นรายละเอียด  จึงไม่สามารถตอบได้ แต่ตนมีคำถามว่า ตอนนี้เราสัมมนากันอย่างไร ขอถามนักข่าวว่า ห้องใช้พอหรือไม่ ทั้งนี้ ในระหว่างนั้นมี สว. ที่อยู่ข้างหลังนายอลงกต กระซิบว่า “ไม่พอ”

นายอลงกตกล่าวต่อว่า ตนไม่สามารถตอบได้ ต้องถามว่า เวลาสัมมนาไปใช้สถานที่ข้างนอกในโรงแรม หรือที่สภาเหมาะสมกว่าสำนักงานเลขารัฐสภา ทั้งฝั่ง สส. และฝั่ง สว. ต้องตอบคำถามเรื่องนี้ ขึ้นอยู่กับหน่วยงานข้างล่างเสนอขึ้นมา สว. ไม่มีหน้าที่พิจารณา ทำได้เพียงตัดเท่านั้น

ถามย้ำว่า ในเอกสารของงบประมาณเขียนชัดว่าเป็น 4D นายอลงกต ถามกลับว่า สภายังมีที่ว่างอีกเยอะหรือไม่ ตนยังเดินไม่ทั่วเลย

ถามว่ามีคนตั้งคำถามว่าสภาใช้งานมา 5 ปีแล้ว มาขอปรับปรุงยังไม่คุ้มค่าใช่หรือไม่ นายอลงกต กล่าวว่า เมื่อก่อนยังไม่เป็น สว. ตนผ่านสภาฯคิดว่าเป็นวัด ยกมือไหว้ตลอด  แต่คำถามคือ รัฐสภา เป็นที่เชิดหน้าชูตาของสังคมหรือไม่ ต้องให้น้ำหนักกันระหว่าง 2 เรื่องคือ  ความสวยงาม เชิดหน้าชูตา กับการใช้ประโยชน์ ต้องให้สังคมพิจารณาเอาเอง บางทีสวยงามแต่บางส่วนไม่ได้ใช้ประโยชน์  เช่น  สระมรกต มันขึ้นอยู่กับที่ข้างล่างพิจารณา

 “ตอนนี้เศรษฐกิจแย่มาก พวกคุณรับสภาพกันอยู่ใช่หรือไม่ ผมเห็นด้วยกับหลักการของหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านฯที่ควรจะตัดงบประมาณบางอย่าง ที่ไม่จำเป็นออกไป  ความเห็นของผมส่วนตัว ปีนี้ไม่ใช้ได้หรือไม่ ค่อยใช้ปีหน้า เศรษฐกิจดีแล้วค่อยว่ากัน  เพราะตอนนี้เรียนตามตรงว่า เศรษฐกิจแย่มาก เพื่อนของผมบางคน 4-5 เดือน ยังไม่ได้รับเงินเดือนก็มีแล้ว  ไม่จ่ายเงินให้พนักงานก็มี จึงเห็นด้วยกับหัวหน้าฝ่ายค้าน“ นายอลงกต กล่าว

ถามว่า งบของวุฒิสภาก็ถูกวิจารณ์เหมือนกันคือ งบประมาณเรียนภาษาจีน นายอลงกตชี้แจงว่า เรื่องนี้ตนไปตรวจสอบว่า งบกว่า 2 ล้านบาท เกิดจากอะไร ยืนยันไม่ได้เป็นงบที่ไปดูงาน โครงการนี้มี สว. มาเรียนเกือบ 50 ท่าน อาจเป็น เรื่องค่าน้ำชา กาแฟ และค่าวิทยากร แต่การไปดูงานที่ประเทศจีนไม่ได้ไปทุกคน ไปเพียงผู้ที่มีเกณฑ์การเรียนดี 10 คนเท่านั้น ซึ่งรัฐบาลจีนเชิญผ่านสถาบันขงจื๊อ ให้ไปดูงาน โดยออกค่าที่พัก ค่าอาหาร แต่สว.ต้องเสียค่าเครื่องบินเอง

“งบ 2 ล้าน ไปต่างประเทศ ไม่มีเลย มีแต่เอาคนเรียนเก่ง 10 คน ซึ่งรวมทั้งผมด้วย ที่ได้คะแนนเรียนดี รัฐบาลจีนจึงมีหนังสือเชิญมา งบ 2 ล้านที่มีอยู่ เป็นเฉพาะค่าอบรม ที่อยู่ในสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาเท่านั้น ผมก็กำลังตรวจสอบว่า ทำไมใช้งบเยอะ ที่จำได้เราเรียนประมาณ 3-4 เดือน เดาว่าน่าจะเป็นค่าวิทยากร“ นายอลงกต กล่าว  และย้ำว่า สว. ที่เรียนภาษาจีนตอนแรกมี 50 ท่าน เรียนไปเรียนมาเหลือ 20 ท่าน มีตนนี่แหละที่เรียนดีคนหมู่มาก เหลือคนหมู่น้อย และเหลือเพียงคนที่มีผลการเรียนดีเยี่ยม

เมื่อถามว่าทำไมไม่ให้เจ้าหน้าที่สภาเรียนแทน นายอลงกตกล่าวว่า ตนก็ถามไปเหมือนกัน ได้รับคำตอบว่า ถ้าเอาเจ้าหน้าที่สภาเรียน จะกลายเป็นว่ามาเรียนในเวลาราชการ ซึ่งการให้ สว.เรียน บางคนก็ไม่ได้มาครบทุกวัน เพราะติดประชุมกรรมาธิการ

 “ที่น่าสนใจคือ ฝั่งข้าราชการมีสอบภาษาอังกฤษ ทำไมไม่เอา สว. มาสอบภาษาอังกฤษบ้าง ผมก็อยากสอบเหมือนกัน มันเป็นเรื่องของข้าราชการประจำ คนละสไตล์ เขาไม่สามารถมาอบรมภาษาจีนได้ เพราะอยู่ในเวลาราชการ แต่ของกรณี สว. อยากไปสอบภาษาอังกฤษ แต่เขาให้แค่ข้าราชการประจำ เหมือนกับ X-Y ไม่ปนกัน” นายอลงกต กล่าว

‘ดร.เสรี’ชี้ถ้าหากผลสอบเขาป่วยจริง จะต้องทำใจ บอก’ขนมใส่ในถุงสีน้ำตาล มันแพงแต่อร่อย’

'ดร.เสรี'ชี้ถ้าหากผลสอบเขาป่วยจริง จะต้องทำใจ บอก'ขนมใส่ในถุงสีน้ำตาล มันแพงแต่อร่อย'

‘ดร.เสรี’ชี้ถ้าหากผลสอบเขาป่วยจริง จะต้องทำใจ บอก’ขนมใส่ในถุงสีน้ำตาล มันแพงแต่อร่อย’

วันอังคาร ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.36 น.

วันที่ 6 พฤษภาคม 2568- ดร. เสรี วงษ์มณฑา นักวิชาการด้านการตลาดและการสื่อสาร โพสต์ข้อความว่า ตอนนี้ทั้งนักวิเคราะห์ และนักวิแคะ ต่างก็พากันพูดว่านักโทษเทวดาไม่รอดแน่ โหรและหมอดูหลายสำนักก็บอกว่าตั้งแต่พฤษภาเป็นต้นไป ชะตาไม่เป็นใจเขา

คนเสนอข่าวก็เสนอข่าวหลุด จริงหรือเท็จไม่รู้ว่าแพทยสภาถอนใบอนุญาหมอ 2 คน

บางคนก็วิเคราะห์การหายหน้าหายตาไปจากสื่อของเขาว่าน่าจะหนีไปแล้ว

บางคนก็บอกว่าที่เงียบไปในระยะนี้ เป็นเพราะกำลังต่อรอง หรือมี deal ลับอะไรกับใคร อาจจะกำหนดราคาถนนในถุงสีน้ำตาลอยู่หรือเปล่า

บางคนก็บอกว่าคนใช้อำนาจไม่ให้มีการเปิดเผยการสอบสวนจรรยาแพทย์ของหมอ แสดงว่าเวชระเบียน มันบอกอะไรบางอย่างที่เป็นคุณกับนาย

ทั้งนักวิเคราะห์ วิแคะ โหร หมอดู ต่างก็พูดจาให้ความหวังแกสลิ่มว่า ธรรมะต้องชนะอธรรม ก็ภาวนาขอให้เป็นเช่นนั้น

อย่างไร ถ้ามันเป็นไปตามโหรเขาทำนาย สลิ่มก็คงสมหวัง แต่ถ้าหากผลสอบ เขาป่วยจริง หรือป่วยทิพย์ ถ้าเขาป่วยจริง ตามหลักฐานเวชระเบียน จะชอบหรือไม่ชอบเขาก็ต้องทำใจ

ขนมใส่ในถุงสีน้ำตาล มันแพงแต่ก็อร่อยนะคะ.

‘ดีเอสไอ’ยันลงพื้นที่จริง ปฏิเสธข่มขู่พยานอดีตผู้สมัครสว. เชื่อเป็นการดิสเครดิต

‘ดีเอสไอ’ยันลงพื้นที่จริง ปฏิเสธข่มขู่พยานอดีตผู้สมัครสว. เชื่อเป็นการดิสเครดิต

‘ดีเอสไอ’ยันลงพื้นที่จริง ปฏิเสธข่มขู่พยานอดีตผู้สมัครสว. เชื่อเป็นการดิสเครดิต

วันอังคาร ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.24 น.

‘ดีเอสไอ’โต้ข่มขู่พยานอดีตผู้สมัคร สว.อำนาจเจริญ รับสารภาพร่วม‘ก๊วนฮั้ว’ แจงปฏิบัติตามการสอบสวนพยานในพื้นที่ เจ้าหน้าที่ต้องแสดงตน ซักถามข้อมูลพื้นฐาน ไม่มีขู่บังคับ มองหนังสือ‘ผู้ว่าฯอำนาจเจริญ’เป็นการดิสเครดิต

จากกรณีเมื่อวันที่ 5 พ.ค.68 นายณรงค์ เทพเสนา ผวจ.อำนาจเจริญ ทำหนังสือลับ ด่วนที่สุดที่ อจ 0018.2/3 ถึงปลัดกระทรวงมหาดไทย เรื่อง รายงานเหตุกลุ่มบุคคลอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ลงพื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญ ขอสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) จำนวน 2 ราย ซึ่งกลุ่มบุคคลดังกล่าวไม่ได้แต่งเครื่องแบบ ไม่ได้แสดงบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือเครื่องหมายใด ๆ ที่แสดงว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยได้เข้าไปในบ้านของอดีตผู้สมัคร สว. และถอดปลั๊กไฟของกล้องวงจรปิด เพื่อไม่ให้มีการบันทึกภาพและเสียงและพฤติการณ์การกระทำความผิดของกลุ่มบุคคลดังกล่าว พร้อมทั้งได้บังคับให้อดีตผู้สมัคร สว. รับสารภาพว่าได้กระทำความผิดในการฮั้วการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ตามที่มีการรายงานข่าวไปแล้วนั้น

วันนี้ (6 พ.ค.68) คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 กรณีความผิดฐานฟอกเงินของบุคคลหรือคณะบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เปิดเผยว่า ภายหลังปรากฏหนังสือลับ ด่วนที่สุด ซึ่งลงนามโดยผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ พร้อมระบุรายละเอียดอ้างว่ามีอดีตผู้สมัคร สว. จำนวน 2 ราย ร้องเรียนว่าถูกบุคคล 3 ราย ซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ เพื่อขอสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา(สว.) โดยที่บุคคลทั้ง 3 ราย ซึ่งถูกอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ดีเอสไอได้มีพฤติกรรมไม่แต่งเครื่องแบบ ไม่แสดงบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือเครื่องหมายใด ๆ ที่แสดงว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ พร้อมทั้งได้บังคับให้อดีตผู้สมัคร สว. รับสารภาพว่าได้กระทำความผิดในการฮั้วการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) นั้น

ล่าสุด พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI) ได้รับรายงานเบื้องต้น การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในส่วนเกี่ยวข้อง พร้อมกับพยานหลักฐานการสอบสวน ยืนยันได้ว่า เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ 3 รายดังกล่าว คือ เจ้าหน้าที่ดีเอสไอส่วนภาค กองปฏิบัติการคดีพิเศษภาค ได้ลงพื้นที่ไปยังสถานที่ดังกล่าวจริง เพื่อดำเนินการสอบสวนปากคำพยาน โดยไม่ได้มีพฤติการณ์ตามที่ถูกกล่าวอ้าง ไม่มีการข่มขู่คุกคามพยาน เพราะเป็นการซักถามข้อมูลตามปกติ อีกทั้งปัจจุบันนี้ หากพยานรายใด หรือผู้ใดยืนยันว่าตนเองถูกเจ้าหน้าที่รัฐข่มขู่บังคับให้รับสารภาพ หรือไม่เชื่อว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐจริง หรือเป็นผู้ที่ไม่สุจริต คงจะมีการบันทึกภาพเคลื่อนไหว นำมาเป็นหลักฐานได้อยู่แล้ว

นอกจากนี้ หลักการสอบสวนปากคำพยาน ต้องดำเนินการด้วยความสุจริตเที่ยงธรรม ไม่มีความจำเป็นต้องข่มขู่เช่นนั้น ทั้งนี้ มองว่าหนังสือและรายละเอียดที่ปรากฏออกมา เหมือนเป็นลักษณะการใช้ดิสเครดิตการทำหน้าที่ของดีเอสไอหรือไม่