‘นายกฯ’ย้ำยังเดินหน้าคุยสหรัฐฯ ต่อ แม้ศาลการค้าระหว่างปท.สั่งระงับภาษี’ทรัมป์’

'นายกฯ'ย้ำยังเดินหน้าคุยสหรัฐฯ ต่อ แม้ศาลการค้าระหว่างปท.สั่งระงับภาษี'ทรัมป์'

‘นายกฯ’ย้ำยังเดินหน้าคุยสหรัฐฯ ต่อ แม้ศาลการค้าระหว่างปท.สั่งระงับภาษี’ทรัมป์’

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.29 น.

‘นายกฯ’ชี้ปมภาษีสหรัฐฯ เป็นสัญญาณบวก พร้อมเดินหน้าคุยต่อ แม้ศาลการค้าระหว่างปท.สั่งระงับ 

เมื่อวันที่ 29 พ.ค.2568 ที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกาสั่งระงับการขึ้นภาษีศุลกากรกับประเทศที่ส่งออกสินค้ามายังสหรัฐฯ ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยให้เหตุผลว่าเกินอำนาจประธานาธิปบดี ว่าตนเห็นข่าวดังกล่าวแล้ว อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘ทรัมป์’เจอศาลเบรก‘กำแพงภาษี’ ชี้ทำเกินอำนาจ

เมื่อถามว่าจะมีผลอย่างไรกับประเทศไทยหรือไม่ น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า เราให้เป็นกระบวนการฝั่งนั้นไปว่าสุดท้ายจะมีผลอย่างไร แต่ในส่วนของเราก็ต้องทำต่อ ต้องเตรียมความพร้อมต่อ จะหยุดชะงักไม่ได้ และตอนที่อยู่ประเทศมาเลเซียระหว่างประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ได้คุยกับทุกประเทศเรื่องของภาษีสหรัฐฯ ทุกคนพูดตรงกันว่าตอนนี้ทุกประเทศอยู่ในระดับเดียวกับประเทศไทย และเราก็ส่งข้อเสนอไป และรอคำตอบว่าจะได้นัดพูดคุยเมื่อใด ยืนยันเราไม่ได้ช้าไป เพราะอยู่ระหว่างการรอวันพูดคุยเหมือนกันซึ่งอยู่ในกรอบ 90 วัน เพราะฉะนั้นสบายใจได้ 

เมื่อถามว่ากรอบ 90 วันที่เราส่งข้อเสนอไปได้วันที่จะนัดพูดคุยหรือยัง น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า ยังไม่ได้วัน ต้องรอทางสหรัฐฯ นัดมา แต่จริงๆ แล้วในทีมทำงานที่ไม่เป็นทางการยังติดต่อได้อยู่ 

เมื่อถามว่าตอนนี้ถือเป็นสัญญาณบวกใช่หรือไม่ น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า เป็นสัญญาณบวก ไม่มีเรื่องลบว่าเขาไม่คุยแล้ว ไม่มี และตนเคยโดนถามเรื่องวีซ่าเข้าสหรัฐฯ ก็ไม่มีอะไร เข้าใจกันได้ 

‘นายกฯอิ๊งค์’มั่นใจผู้นำประเทศคุยกันรู้เรื่องปมปะทะชายแดน กร้าวหากแรงขึ้นต้องเสริมกำลัง

‘นายกฯอิ๊งค์’มั่นใจผู้นำประเทศคุยกันรู้เรื่องปมปะทะชายแดน กร้าวหากแรงขึ้นต้องเสริมกำลัง

‘นายกฯอิ๊งค์’มั่นใจผู้นำประเทศคุยกันรู้เรื่องปมปะทะชายแดน กร้าวหากแรงขึ้นต้องเสริมกำลัง

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.20 น.

‘นายกฯ’ชี้สถานการณ์ชายแดน‘ไทย-กัมพูชา’ผู้นำคุยกันรู้เรื่อง มั่นใจคลี่คลายได้ กร้าวตามหลักเกณฑ์หากแรงขึ้นต้องเสริมกำลัง

29 พฤษภาคม 2568 ที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีท่าทีของผู้นำกัมพูชา เหมือนจะแข็งกร้าวขึ้นหลังเหตุปะทะกันระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชา เมื่อวันที่ 28 พ.ค. ที่ผ่านมา ว่า จริงๆแล้วเท่าที่อ่านการโพสต์ของ สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภา และประธานองคมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา เราจะเห็นว่าสุดท้ายก็พูดว่าไม่อยากให้มีการปะทะกันเกิด แน่นอนว่าเราเป็นผู้นำของแต่ละประเทศก็แสดงจุดยืนของประเทศตัวเองว่าต้องปกป้องประเทศของเรา

ทั้งนี้ สุดท้ายแล้วที่คุยกันตั้งแต่เมื่อวันที่ 28 พ.ค. ตกลงกันว่าผู้บัญชาการทหารบกจะไปคุยกันให้เป็นทางการยิ่งขึ้นในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ (29 พ.ค.) และตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมาก็ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงอะไรเกิดขึ้น เพราะตกลงกันได้ว่าทั้งสองฝ่ายอยากให้สงบทั้งคู่มีการถอยกำลังออกมาทั้งสองฝ่ายทุกคนเห็นด้วยว่าไม่อยากให้เกิดการรุนแรงอยู่แล้วในพื้นที่ตรงนั้นที่มีปัญหา วันนี้ทางกระทรวงกลาโหมจะไปเคลียร์ให้เรียบร้อย

เมื่อถามว่าถึงตอนนี้นายกฯมั่นใจว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปได้ใช่หรือไม่ น.ส.แพทองธาร ตอบว่า มั่นใจว่าจะคลี่คลาย

เมื่อถามว่า ระดับผู้นำคุยกันไม่มีปัญหาเหลือแค่ระดับปฏิบัติใช่หรือไม่ น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า ไม่มีปัญหาแต่ให้เป็นทางการยิ่งขึ้นเลยส่งผบ.ของทั้งสองประเทศไปคุยกัน ดูว่าในรายละเอียดมีอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ที่จะสนับสนุนกันได้ อันนี้คือสิ่งที่ต้องคุยกันต่อเพราะตอนนี้ยังไม่ทราบรายละเอียด เมื่อคุยกันแล้วทางกลาโหมจะรายงานมา

เมื่อถามว่าเบื้องต้นความเข้าใจผิดเกิดจากปัญหาพื้นที่ทับซ้อนหรือไม่ น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า รายละเอียดขอให้เป็นตอนบ่ายแล้วกันถ้าพูดอะไรไปก่อนจะเป็นปัญหาเพราะมันค่อนข้างอ่อนไหว แต่ในระดับผู้นำที่คุยกันไม่มีปัญหา

เมื่อถามว่ามีรายงานข่าวว่ากัมพูชา พร้อมเสริมกำลังประชิดแนวชายแดน น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า “อุ่ย มันเป็นหลักเกณฑ์ของแต่ละประเทศอยู่แล้ว ถ้ามีเรื่องที่หนักขึ้นหรือต่อสู้กันมากขึ้นทั้งสองประเทศก็ต้องเสริมกำลังอยู่แล้ว ไม่มีใครปล่อยให้เกิดเรื่อง”

 เมื่อถามย้ำว่าไทยก็เช่นเดียวกันใช่หรือไม่ น.ส.แพทองธาร กล่าวว่าแน่นอนคะ ถ้าเกิดเรื่องที่มันรุนแรงขึ้นก็ต้องเสริมกำลัง ถ้าไม่มีเราพร้อมจบอยู่แล้วพร้อมให้มันสงบอยู่แล้ว เพราะต้องปกป้องคนของเราด้วย

เมื่อถามว่าอยากสื่อสารอะไรไปถึงทหารที่ดูแลพื้นที่ชายแดน อยากส่งกำลังใจหรือมอบนโยบายอะไรไปถึงหรือไม่ น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า เราไม่อยากให้เกิดปัญหาระหว่างชายแดน ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนก็ตามก็ขอส่งกำลังใจก่อนว่าตรงนั้นเดี๋ยวทางผบ.ก็จะไปคุยในรายละเอียดให้คลี่คลายเกิดความเข้าใจมากยิ่งขึ้น ณ ที่ตรงนั้นก็ขอให้ใจเย็นนิดนึงแล้วไปคุยกันว่ามีอะไรที่ตกลงกันได้ก็ขอให้คุยกันด้วยสันติภาพ

เมื่อถามอีกว่าอยากจะบอกอะไรไปถึงประชาชนที่อยู่แนวชายแดน น.ส.แพทองธาร กล่าวว่าไม่ได้มีปัญหาอะไร อยากให้คนในพื้นที่เข้าใจว่าเกิดอะไร ที่สื่อถามก็ขอบคุณเพราะทำให้คนในพื้นที่ที่รับฟังข่าวได้เข้าใจว่าเป็นอย่างไรบ้างแล้ว แต่ที่คุยกันไม่มีปัญหาอะไร

‘สมาคมนักข่าวไทย-กัมพูชา’แถลงการณ์ร่วม วอนงดนำเสนอข้อมูลเท็จปมปะทะชายแดน

‘สมาคมนักข่าวไทย-กัมพูชา’แถลงการณ์ร่วม วอนงดนำเสนอข้อมูลเท็จปมปะทะชายแดน

‘สมาคมนักข่าวไทย-กัมพูชา’แถลงการณ์ร่วม วอนงดนำเสนอข้อมูลเท็จปมปะทะชายแดน

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.10 น.

‘สมาคมนักข่าวไทย-กัมพูชา’แถลงการณ์ร่วม วอนงดนำเสนอข้อมูลเท็จปมปะทะชายแดน

29 พฤษภาคม 2568 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย (TJA) และสมาคมผู้สื่อข่าวกัมพูชา (CCJ) เผยแพร่แถลงการณ์ร่วมหลังการประชุมเร่งด่วนเพื่อหารือถึงการรายงานข่าวที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์บริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา กรณีที่ในช่วงที่ผ่านมาการเผยแพร่ข่าวของสื่อบางประเภท โดยเฉพาะสื่อสังคมออนไลน์ ต่างนำเสนอข้อมูล รวมไปถึงเผยแพร่เนื้อหาที่เกี่ยวกับสถานการณ์บริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยไม่มีแหล่งข่าวอ้างอิงที่ถูกต้องชัดเจน ซึ่งส่งผลให้เกิดความสับสน และข้อมูลที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนได้รับการเผยแพร่ไปอย่างกว้างขวางในทั้งสองประเทศ

ในแถลงการณ์ฉบับนี้ได้แสดงความวิตกกังวลต่อสถานการณ์การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารซึ่งไม่มีที่มาที่ไป ซึ่งอาจจะยิ่งเป็นการโหมกระพือข้อมูลผิด ๆ ส่งผลให้เกิดความเข้าใจผิดระหว่างกันมากยิ่งขึ้น พร้อมกันนี้ได้มีข้อเรียกร้องร่วมกันเพื่อขอให้สื่อมวลชนของทั้ง 2 ประเทศ พึงใช้ความระมัดระวัง และงดเว้นการนำเสนอ ตีพิมพ์ หรือ แพร่ภาพกระจายเพร้อมกันนี้ได้สียงข้อมูลใด ๆ ก็ตามที่ไม่ได้มาจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ และรวมถึงข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยเฉพาะข้อมูลใด ๆ ที่เกี่ยวกับสถานการณ์บริเวณชายแดนร่วม ทั้งนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกนำไปใช้ประโยชน์เพื่อการอื่นขณะเดียวกันได้เรียกร้องให้บรรดาผู้ใช้สื่อโซเชียลมีเดียของทั้ง 2 ประเทศ พิจารณาให้ถี่ถ้วนรอบคอบถึงผลที่อาจจะตามมา ก่อนที่จะเผยแพร่ข้อมูลใด ๆ ที่เกี่ยวข้องสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

พร้อมกันนี้ ทั้งสองสมาคมได้แสดงความหวังว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา จะได้รับการแก้ไขอย่างสันติผ่านวิถีทางทางการทูตโดยรัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศ เพื่อป้องกันผลกระทบในทางลบที่จะส่งผลต่อความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยั่งยืนระหว่างประชาชนและประเทศชาติของไทยและกัมพูชา

​เดือดแต่เช้า! ‘พิเชษฐ์-ไอติม’ฟาดปากปมงบฯรีโนเวทสภาฯ

​เดือดแต่เช้า! ‘พิเชษฐ์-ไอติม’ฟาดปากปมงบฯรีโนเวทสภาฯ

​เดือดแต่เช้า! ‘พิเชษฐ์-ไอติม’ฟาดปากปมงบฯรีโนเวทสภาฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.08 น.

เดือดแต่เช้า! “พิเชษฐ์-ไอติม”ฟาดปากปมงบฯรีโนเวทสภาฯ “พริษฐ์”เปิดฉากยันไม่ได้รื้อรั้วบ้าน ซัดตั้งโครงการไม่จำเป็น ก็เป็นความเลวร้ายอีกรูปแบบ เลือดขึ้นหน้า เตรียมยื่นใบสมัครเข้า”กมธ.งบฯปี 69″ ด้าน”รองประธานสภาฯ”ชี้นิ้วให้ดูฉากหลังบัลลังก์ ถามถ้าไม่ทำรุ่นนี้ อีก 100 ปีค่อยทำหรือ จวกยับสบช่องเรียก”ขรก.ตัวเล็กๆ”ไปแจงใน”กมธ.พัฒนาการเมืองฯ” พอเขาตอบไม่ได้ ก็เอาไปลงในโซเชียล ปั้นตัวเองเป็นวีรบุรุษ แต่ทำคนอื่นเสียหาย จะรับผิดชอบหรือไม่ เตรียมจูงมือ”2 ผู้แทนฯตัวตึง”พร้อมสื่อทุกสำนัก สำรวจสภาฯหมื่นล้านเอง

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 29 พฤษภาคม 2568 ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร (สมัยวิสามัญ) เป็นพิเศษ ที่มี นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2

โดย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ขอใช้สิทธิ์พาดพิง จากกรณีที่นายพิเชษฐ์พูดถึงตนเมื่อคืนที่ผ่านมาในการอภิปรายฯ ว่า ตนมี 4 ประการ คือ 1.นายพิเชฐ์พยายามจะสื่อว่าตนมีเจตนาในการไปจุดกระแสหรือว่ารื้อรั้วบ้าน จากการตรวจสอบคำของบประมาณของสภาฯ ขอยืนยันว่า เจตนาไม่ใช่เป็นการรื้อรั้วบ้าน ตนทำหน้าที่ในฐานะคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมือง ซึ่งเรามีวาระในการตรวจสอบคำของบประมาณของทุกหน่วยรับงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการยกระดับประชาธิปไตย ตำหนิการตรวจสอบคำขอของทั้งสภาฯ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ (ป.ป.ช.) ไม่ได้เพ่งเล็งมาที่งบประมาณของสภาฯ แห่งเดียว แต่ก็บ่งบอกอะไรหลายหลายอย่างที่สื่อมวลชนและสาธารณะตั้งคำถามกับการตั้งงบประมาณของสภาฯ เป็นพิเศษในปีนี้

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า 2.นายพิเชษฐ์ย้ำอยู่หลายรอบว่างบประมาณยังไม่ผ่านสภาฯ ยังไม่มีการใช้จ่าย ตนคิดว่าคำพูดนั้นเป็นการพูดความจริงพี่ยังไม่ครบถ้วน จริงอยู่ที่งบประมาณปรับปรุงศาลาแก้ว ปรับปรงห้องงบประมาณ การก่อสร้างอาคารที่จอดรถ อาจจะยังไม่ได้มีการใช้จ่ายจริง แต่มีงบส่วนหนึ่งที่ทางสภาฯ ได้เตรียมใช้จ่ายไว้แล้ว มีการโอนงบประมาณบางส่วนจากงบฯ 67 จากโครงการอื่นเตรียมไว้แล้ว คือ งบประมาณในการออกแบบอาคารที่จอดรถมูลค่า 105 ล้านบาท มีการดำเนินการคัดเลือกบริษัทที่จะมาทำ ถึงขั้นประกาศผู้ชนะการคัดเลือกไปเรียบร้อยแล้ว แต่ตอนนี้ที่ยังไม่ได้เซ็นสัญญา เพราะมีบริษัทอื่นที่เกี่ยวข้องเข้ามาทักทวง เนื่องจากมีการเปิดเวลาในการรับข้อเสนอสั้นเพียงแค่ 10 วัน เพราะฉะนั้นจะบอกว่า

แต่นายพิเชษฐ์ ขัดจังหวะ ว่านายพริษฐ์จะอภิปรายเลยหรือไม่ จะได้ใช้เวลาของฝ่ายค้าน แต่นายพริษฐ์ ชี้แจงว่าไม่ได้อภิปราย เป็นการใช้สิทธิ์พาดพิง ไม่เกิน 7.36 นาที เท่าที่ท่านใช้เมื่อคืน ถ้าจะหักเวลาก็ไม่มีปัญหา

จากนั้น นายพริษฐ์ อภิปรายต่อว่า 3.นายพิเชษฐ์พูดประมาณว่างบประมาณยังไม่ผ่านสภาฯ จะทุจริตได้อย่างไร ขอชี้แจงว่าการทุจริต การเอื้อพวกพ้อง ไม่ใช่ความเร็วร้ายอย่างเดียวที่เกี่ยวข้องกับการจะทำงบประมาณ แต่การตั้งโครงการที่ไม่จำเป็นตนคิดว่าก็เป็นความเร็วร้ายอีกรูปแบบหนึ่งของการจัดทำงบประมาณ เพราะเป็นการนำเอาภาษีของพี่น้องประชาชนมาใช้กับเรื่องไม่ได้เร่งด่วน และไม่ได้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่นการตกแต่งฉากหลังบัลลังก์ มูลค่า 133 ล้านบาท มีการทำคำขอเข้ามาในงบปี 69 จากทางสภาฯ ถึงแม้จะมีการคัดเลือกที่โปร่งใสอย่างไร ได้ผู้รับเหมาที่ราคาดีอย่างไร แต่ในมุมมองของตนไม่ควรจะใช้เงินสักบาทจากภาษีพี่น้องประชาชนในการตกแต่งฉากหลังมูลค่า 133 ล้านบาท ซึ่งไม่ได้ทำให้การประชุมสภาของเรานั้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า และ 4.นายพิเชษฐ์ได้กล่าวทิ้งท้ายเมื่อคืน มีสื่อหลายสำนักไปเขียนคำพูดว่าท่านพริษฐ์เก่งจริงให้ไปตรวจสอบงบประมาณกระทรวงอื่น ก็ต้องบอกว่าตนทำหน้าที่ตรงนั้นอยู่แล้ว ตรวจสอบงบประมาณของพี่น้องประชาชนทุกบาททุกสตางค์หรือมาตรฐานเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นหน่วยรับงบประมาณไหน หัวหน้าส่วนราชการจะเป็นใคร แต่ตนต้องย้ำว่าในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตนจะมีความชอบทำอะไร ในการไปตรวจสอบงบประมาณของกระทรวงอื่น ของหน่วยงานอื่น ถ้าหน่วยงานต้นสังกัดของตน ยังถูกบอกว่าตั้งงบประมาณที่ไม่สมเหตุสมผล จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมตนถึงให้ความสำคัญกับการตรวจสอบงบประมาณของสภาฯ แต่ไม่ได้ละเลยตรวจสอบหน่วยงานอื่นด้วยมาตรฐานเดียวกัน

“เมื่อวานท่านบอกว่า สิ่งที่ผมทำหน้าที่ไปอาจจะทำให้สภาฯ เสียหาย ผมยืนยันว่าการตั้งคำถามของผมในฐานะตัวแทนประชาชน ไม่ทำให้สภาฯ เสียหาย แต่ถ้าผู้บริหารสภาฯ ไม่สามารถตอบคำถามที่ประชาชนสงสัยได้อย่างดีเพียงพอ จนทำให้ประชาชนหมกข้อสงสัยว่าการพิจารณางบของสภาฯ นั้นสมเหตุสมผลหรือไม่ อันนั้นต่างหากที่จะทำให้สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้เสียหาย” นายพริษฐ์ กล่าว

ทำให้นายพิเชษฐ์ ตอบโต้ทันทีว่า ตนต้องขอบคุณ นายชัย ชิดชอบ อดีตประธานรัฐสภา ที่ได้กล้าหาญตั้งงบประมาณสร้างรัฐสภาใหม่ จนมีที่อยู่อาศัยในวันนี้ ถ้าไม่มีนายชัยก็จะไม่มีสถานที่แห่งนี้ และตนต้องขอบคุณ นายชวน หลีกภัย อดีตประธานรัฐสภา ที่ท่านกล้าหาญเข้ามาใช้สถานที่แห่งนี้ โดยที่ยังไม่ได้รับมอบ ใช้มาจน 5 ปี รวมถึงขอบคุณ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ที่ท่านกล้าหาญปรับปรุง ซ่อมแซม ต่อเติมสิ่งที่มันขาดไป

นายพิเชษฐ์ กล่าวต่อว่า งบประมาณสร้างรัฐสภาแห่งนี้ ที่จริงแล้ว 2 หมื่นกว่าล้านบาท แต่ถูกตัดงบประมาณ ซึ่งงบประมาณแต่ละกระทรวง ทบวง กรม หรือของรัฐสภาก็เหมือนกัน กว่าจะถูกบรรจุในเล่มงบประมาณ 20,000 กว่าหน้านี้ยากลำบากที่สุด ของรัฐสภาขอไป 10,000 กว่าล้านบาท อนุมัติมา 8,000 ล้านบาท แต่ก็ถูกตัด บางโครงการมีโครงการที่จะพัฒนาก็ไม่ได้เลยสักปี เพราะฉะนั้น ความยากลำบากที่เราได้มาในฐานะที่เป็นผู้บริหารของรัฐสภา ตนยืนยันปกป้องงบประมาณของสภาเต็มที่

“ท่านพริษฐ์ ท่านเป็นประธานกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ เรามีกรรมาธิการติดตามงบประมาณฯ เรามีกรรมาธิการการตำรวจ มีกรรมาธิการ ป.ป.ช. ไม่มีปัญหา ถ้าจะตรวจสอบงบประมาณ ก็ไม่เป็นไร แต่ท่านได้เชิญเจ้าหน้าที่ของสภาไปชี้แจงงบประมาณของรัฐสภา ท่านเชิญเขาไป เขาเป็นข้าราชการตัวเล็กๆ ที่เลวร้ายที่สุด ท่านไลฟ์สดและตอนเจ้าหน้าที่ตอบไม่ได้ แล้วท่านก็เป็นพระเอก เป็นวีรบุรุษในโซเชียล แล้วท่านก็ตัดต่อ ตัดตอน เอาไปลงใน Tiktok YouTube เจ้าหน้าที่ตัวเล็กๆ เสียหายขนาดไหน กรรมาธิการ 35 คณะ ไม่มีคณะไหนที่ไลฟ์สดทุกนัด ก่อนจะไลฟ์สดประชุมกรรมาธิการต้องขออนุญาตที่ประชุม แล้วต้องไปเสียงส่วนใหญ่ด้วย ปกติกรรมาธิการถ้าจะเผยแพร่ข้อมูลได้ ต้องมีรับรองบันทึกการประชุมก่อน ถึงจะเผยแพร่ได้ ท่านรับผิดชอบได้หรือไม่ ความเสียหายที่เกิดขึ้น ทัวร์ลงเจ้าหน้าที่สภาฯ เขาแทบจะแทรกแผ่นดินหนี ถ้าเอาไปถ่ายทอดเอาไปตัดคลิปก็ว่าไป อันนี้คือตัวอย่าง ผมไม่อยากจะตำหนิท่าน” นายพิเชษฐ์ กล่าว

นายพิเชษฐ์ ย้ำว่า ขอให้บริสุทธิ์ในการทำงานเพื่อประชาชน พร้อมแนะนำว่า ท่านก็ไปเป็นกรรมาธิการวิสามัญสิ ไปพิจารณาในห้องงบประมาณของสภาฯ

นายพิเชษฐ์ ยังชี้นิ้วไปที่ฉากหลังบัลลก์ แล้วกล่าวว่า “แล้วฉากหลังบัลลังก์นี้ ท่านดูสิครับ ปกติมีงบประมาณอยู่แล้วแต่ถูกตัดไป ท่านดูสิครับ ปูนเปลือยอยู่อย่างนี้นะครับ แล้วมีเส้นขีดอยู่เต็มไปหมด ไม่ทำตอนนี้จะทำตอนไหน ไปทำรุ่นลูกรุ่นหลาน อีก 100 ปีหรือ ผมไม่ได้เดือดร้อนอะไรนะครับถ้าไม่ทำ แต่มันเป็นศักดิ์ศรีของรัฐสภา ศักดิ์ศรีของสภาผู้แทนราษฎร ถ้ามันสวยมันดี เป็นหน้าเป็นตา เป็นเกียรติ วันนี้สภาผู้แทนราษฎรเป็นสภาฯ ที่เป็นเกียรติเป็นศักดิ์ศรีของประเทศ เป็นอันดับสองของโลก ถ้าทำที่จอดรถครบแล้วจะเป็นอันดับหนึ่งของโลก ใหญ่ที่สุด วันนี้ท่านไปเดินดูสิครับ ท่านพริษฐ์เดินดูรอบสภาฯ เลยครับ เดินดูวัดแก้วฟ้า ไปดูห้างสุพรีมสิครับ เต็มไปหมดครับ ไม่มีที่จอดรถครับ” นายพิเชษฐ์ กล่าว

นายพิเชษฐ์ ระบุว่า “ตอนหมูกระทะ สตง. ป.ป.ช. มาตั้งกรรมการตรวจสอบที่สภาฯ เลย เพราะฉะนั้น ท่านตรวจสอบได้ตลอดเวลา แต่เราจะต้องพัฒนาสมัย ที่สภาฯ เก่าอู่ทองใน มีโรงถ่ายภาพยนตร์บรรจุได้ 100 – 200 คน เด็กนักเรียน ชาวบ้านเขามาเยี่ยมชมสภาฯ ก็ฉายหนังให้ดู หนังประชาธิปไตย ประวัติความเป็นมาของรัฐสภา วันนี้จะทำเป็น 4D ที่ทันสมัย เพื่อรองรับคนที่มาเยี่ยมชม แขกบ้านแขกเมือง งบแค่ 8,000 ล้านบาท ฝ่ายนิติบัญญัติได้แค่เท่านี้ กว่าเราจะต่อสู้ ถ้าท่านจะพูดต่อก็ได้ แต่ผมอยากจะให้เข้าใจว่าเราตั้งใจ อันไหนที่ชำรุดทรุดโทรม ไปดูเสาไม้สัก 4 – 5 ปีมานี้ เริ่มผุกร่อนแล้ว ถ้าไม่ตั้งงบประมาณบำรุงรักษาก็ใช้การไม่ได้”

จากนั้น นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนไม่ได้ล่วงเกินทำหน้าที่ตรวจสอบงบประมาณของกระทรวงอื่น เพราะพันธกิจของเราคือการพัฒนาการเมือง เรื่องการถ่ายทอดสดกรรมาธิการทุกครั้ง เราดำเนินการตามแนวปฏิบัติที่ได้มีการแจ้งมาจากทางเจ้าหน้าที่ ซึ่งเข้าใจว่าเป็นนโยบายของผู้บริหารสภามาอีกทีหนึ่ง ทุกครั้งมีการขอมติรับรองเป็นหลักฐานไว้แล้ว ส่วนที่บอกว่าตัดต่อคลิปลงโซเชียล ตนก็รีบเปิดดูของตน ไม่มีการตัดต่อคลิปสั้นไปลงในโซเชียลมีเดียเลย และตนยืนยันมาตลอด ว่าข้อดีอย่างหนึ่งของการถ่ายทอดสด คือการดูคลิปเต็มได้ ไม่ใช่มีการถ่ายแค่บางส่วนของที่ประชุม แล้วเอามาลง

ส่วนที่บอกว่าเชิญตนเจ้าหน้าที่ตัวเล็กตัวน้อย ตนเชิญเลขาธิการสภาฯ มา และครั้งแรกมีการมอบหมายหัวหน้าส่วนของสำนักแผนนโยบายมา แต่เขาตอบไม่ได้ว่ารายละเอียดของโครงการเป็นอย่างไร รอบที่สองถึงมีการเชิญเลขาธิการสภาฯ และมีการมอบให้หัวหน้าส่วนอื่นที่เกี่ยวข้องมา

“ความจริงวันนั้นผมก็เอะใจแล้ว ผมเห็นว่าเรื่องมันใหญ่ตั้งแต่ต้น ผมก็เลยมีการถามไปว่าเชิญท่านประธานกับท่านรองที่เกี่ยวข้องมาด้วยเลยดีหรือไม่ แต่ได้รับแจ้งว่าท่านรองที่รับผิดชอบในส่วนนี้ติดภารกิจอยู่ต่างประเทศ ไม่เช่นนั้น ผมก็จะเชิญทางผู้บริหารมาแล้ว ซึ่งน่าจะตอบข้อสงสัยของผมให้ดีที่สุด และถ้าไปย้อนฟังวันนั้น ผมก็พูดชัด หลังจากที่เจ้าหน้าที่ชี้แจง เพียงแต่ผมก็รู้สึกว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้เชื่อตามที่ชี้แจงหรอก เพราะเขาไม่ได้เป็นต้นคิดของโครงการ เขาแค่มาชี้แจงและปกป้องตามหน้าที่ที่เขาได้รับมอบหมายมา” นายพริษฐ์ กล่าว

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ท่านอาจจะภูมิใจว่าสภาของเราใหญ่ที่สุดของ โลก แต่ตนอยากจะบอกว่ามีงานวิจัยหนึ่งที่เขาเขียนมาว่ายิ่งห้องประชุมสภาในประเทศไหนมีขนาดใหญ่ มักจะเป็นประเทศที่คะแนนประชาธิปไตยไม่ค่อยสูงมากนักขนาดของห้องประชุมจึงไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด ส่วนเรื่องที่จอดรถ ตนก็ย้ำตลอดไม่ได้บอกว่าที่จอดรถมันเพียงพอแล้ว แต่แค่ผิดระเบียบตามที่กฎหมายกำหนด

“ท่านมาพาดพิงผม ผมเลยต้องพูดในสภาฯ แต่ไม่เป็นไร เดี๋ยวผมจะยื่นใบสมัครเป็นกรรมาธิการวิสามัญพิจารณางบประมาณปีนี้ และจะทำหน้าที่อย่างเต็มที่ จะทำให้ทุกคนเห็นว่าห้องประชุมที่เราใช้กันอยู่ 2 – 3 เดือน ไม่ได้มีอะไรที่เป็นปัญหาที่ต้องปรับปรุงถึง 120 ล้านบาท” นายพริษฐ์ กล่าว

ทำให้ นายพิเชษฐ์ ชี้แจงอีกครั้งว่า “ผมอยู่ต่างประเทศ ตั้งใจไว้ว่าเดี๋ยวจะหาเบอร์โทรท่าน แล้วจะเชิญท่านพริษฐ์ และ นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม.พรรคประชาชน เดินไปกับตน และนักข่าวทุกช่อง งบฯ ปี 69 ตนจะอธิบายให้หมด และข้อผิดพลาดเรื่องที่จอดรถ ไม่ใช่ข้อผิดพลาด เป็นการตัดลดงบประมาณลงมา ดังนั้น เพื่อให้ก่อสร้างได้ เขาก็ตัดงบในส่วนที่ยังมีอนาคตที่จะทำได้ออกไป เพราะฉะนั้น เราตรวจสอบอดีตได้

นายพิเชษฐ์ ได้เปิดคลิปภาพศาลาแก้วที่มีปัญหา พร้อมกล่าวว่า ศาลาแก้ว วันนี้เปลือยอยู่นิดหนึ่ง และไม่มีใครเดินเข้าไป ซึ่งอนุสาวรีย์ของรัชกาลที่ 7 จะมาตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างศาลาแก้ว 2 หลัง ซึ่งวันที่เราเปิดอนุสาวรีย์ สภาพนี้อยู่ไม่ได้ ถึงต้องออกแบบให้มีน้ำพุ รั้วรอบขอบชิด ติดแอร์ให้แขกผู้มีเกียรติเข้ามาอยู่ ทุกวันนี้ไม้เปลือยๆ เริ่มพุพังลงมาแล้ว เป็นความจำเป็น เพราะฉะนั้น ต้นปีหน้าต้องเปิดแล้ว ลานสักการะทั้งหลายต้องจัดให้เรียบร้อยทั้งหมด

“เชิญท่านพริษฐ์ ไปเดินกับผม ทุกอย่างชี้แจงท่านหมดในเรื่องของสภาฯ ของเรา อย่างไรเราก็ต้องปรับปรุงให้ดีขึ้น” นายพิเชษฐ์ กล่าว

‘ไอลอว์’จี้วุฒิสภา หยุดโหวต’องค์กรอิสระ’เหตุยังติดคดี’ฮั้ว’

'ไอลอว์'จี้วุฒิสภา หยุดโหวต'องค์กรอิสระ'เหตุยังติดคดี'ฮั้ว'

‘ไอลอว์’จี้วุฒิสภา หยุดโหวต’องค์กรอิสระ’เหตุยังติดคดี’ฮั้ว’

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.01 น.

“เครือข่ายประชาชนร่างรัฐธรรมนูญ-iLaw”จี้วุฒิสภา ต้องหยุดเลือกองค์กรอิสระ เหตุยังเกี่ยวข้องคดี”ฮั้ว” หวังฟังเสียงประชาชน

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2568 ที่รัฐสภา เครือข่ายประชาชนร่างรัฐธรรมนูญ และโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ ไอลอว์ (iLaw) นำโดย นายอานนท์ ชวาลาวัณย์ ผู้จัดการ iLaw , น.ส.ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล นักกิจกรรมทางการเมือง และ น.ส.บุณยนุช มัทธุจักร เจ้าหน้าที่ iLaw พร้อมด้วยประชาชน เข้าร่วมเดินทางมาด้านหน้าอาคารรัฐสภา ฝั่งวุฒิสภา ริมถนนเกียกกาย เพื่อจัดกิจกรรมแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เป็นการเขียนและส่งข้อความไปถึง สว.อาทิ สว.ต้องหยุดเลือกองค์กรตรวจสอบตัวเอง , สว.องค์กรไม่อิสระ , สว.ต้องหยุดเลือก และ สว.ต้องหยุดเพื่อประเทศไทยไปต่อ เป็นต้น

โดย น.ส.ภัสราวลี กล่าวว่า สืบเนื่องจากวันพรุ่งนี้ (30 พ.ค.) วุฒิสภาจะมีการลงมติเพื่อเลือกบุคคลดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ประกอบด้วย กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) 3 ตำแหน่ง รวมถึงการตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติผู้ที่จะดำรงตำแหน่ง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 2 ตำแหน่ง กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 1 ตำแหน่ง และอัยการสูงสุด 1 ตำแหน่ง โดยเฉพาะ กกต.และศาลรัฐธรรมนูญ ที่ยังคงมีส่วนสำคัญในประเด็นข้อพิพาท ซึ่ง กกต.ยังมีหน้าที่ตรวจสอบคดีการฮั้ว สว.เช่นเดียวกับศาลรัฐธรรมนูญที่มีประเด็นรับวินิจฉัยกรณี สว.ยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม

จากนั้น น.ส.บุณยนุช อ่านแถลงการณ์ระบุว่า สว.ชุดแรกที่มาจากการเลือกกันเอง ในบรรดาผู้สมัครไม่ได้มาจากการเลือกตั้งจากประชาชน กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์และตั้งคำถามถึงความโปร่งใส จากกรณี “โกงเลือก สว.” ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำลังทยอยออกหมายเรียกให้ สว.ไปรับทราบข้อกล่าวหาฐานแนะนำตัวฝ่าฝืนหลักเกณฑ์ของ กกต. ข้อหาให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดเพื่อให้ลงคะแนน และข้อหาทุจริตหรือรู้เห็นการทุจริตเลือก สว.ซึ่งหากสุดท้ายแล้วผลคำตัดสินชี้ออกมาว่าผิด ก็จะมี สว.ที่ต้องพ้นตำแหน่งไป และอาจจะมีมากกว่าครึ่งหนึ่งของ สว.ทั้งหมด

น.ส.บุณยนุช กล่าวอีกว่า ระหว่างที่กระบวนการสอบสวนคดีเลือก สว.ยังไม่แล้วเสร็จ วันที่ 30 พ.ค.นี้ สว.ก็กำลังจะใช้อำนาจสำคัญ ในการให้ความเห็นชอบกรรมการ ป.ป.ช.และตั้งคณะ กมธ.สามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และอัยการสูงสุด ซึ่งผู้ดำรงตำแหน่งเหล่านี้ ล้วนมีบทบาทในการตรวจสอบ สว.โดยตรง

ดังนั้น การใช้อำนาจเห็นชอบบุคคลในตำแหน่งต่างๆ เหล่านี้ แม้จะเป็นไปตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญ 2560 แต่ก็ขาดความชอบธรรม และเห็นได้ชัดถึงปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน ระหว่าง สว.ชุดนี้และองค์กรต่างๆ ที่มีอำนาจตรวจสอบ สว.พวกเราจึงขอเสนอความเห็นถึง สว.ดังนี้ 1.ข้อเสนอเฉพาะหน้า คือ สว.ต้องหยุดใช้อำนาจตลอดกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการให้ความเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการองค์กรอิสระ และข้าราชการระดับสูง เช่น อัยการสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการตั้งกรรมาธิการวิสามัญสอบประวัติ หรือการลงมติให้ความเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว จนกว่าคดีที่ สว.ตกเป็นผู้ถูกร้องจะถึงที่สุด

2.ข้อเสนอระยะยาว คือ สว.ชุดนี้ เป็นเครื่องชี้วัดว่าระบบเลือกกันเองที่ปิดกั้นไม่ให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วม มีปัญหา สว.ต้องคืนความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อฝ่ายนิติบัญญัติ แก้ไขปัญหาที่ต้นตอร่วมกันกับ สส.เสนอร่างแก้ไชรัฐธรรมนูญ เพื่อแก้ไขที่มา สว.ที่มาองค์กรตรวจสอบ สว.และต้องโหวตเห็นชอบให้ครบ 67 เสียง เราหวังว่า สว.ที่ไม่ได้มาจากเลือกตั้งโดยประชาชน แต่ใช้อำนาจในฐานะตัวแทนประชาชน จะฟังเสียงประชาชน หยุดใช้อำนาจเลือกองค์กรตรวจสอบตนเอง จนกว่ากระบวนการตรวจสอบ สว.จะถึงที่สุด

– 006

วันแรก’ผีหลอก’ ‘วันนอร์’แจงประชุมงบฯ69 สมาชิกหายจ้อย

วันแรก'ผีหลอก' 'วันนอร์'แจงประชุมงบฯ69 สมาชิกหายจ้อย

วันแรก’ผีหลอก’ ‘วันนอร์’แจงประชุมงบฯ69 สมาชิกหายจ้อย

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.53 น.

“วันนอร์”แจงห้องประชุมถกงบฯ 69 วันแรก”ผีหลอก” สมาชิกหายจ้อย เชื่องบฯมากถึง 3.78 ล้านล้าน “นายกฯ-ครม.”คงมาตอบบ้าง บอกประชาชนทั่วประเทศรอฟังอยู่

เมื่อเวลา 09.35 น.วันที่ 29 พฤษภาคม 2568  ที่รัฐสภา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงภาพรวมการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ในวันแรก ว่า ตนคิดว่าการประชุมวันแรก เอาเฉพาะเรื่องงบประมาณ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ในส่วนของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เสนอร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ซึ่งมีรายละเอียดในทุกแง่มุม คิดว่า สภาฯ และประชาชนที่รับฟังคงจะมีความเข้าใจว่า รัฐบาลมีความตั้งใจอย่างไรที่จะใช้งบประมาณ

นอกจากนี้ ทางฝ่ายค้าน โดยเฉพาะผู้นำฝ่ายค้านได้อภิปรายในแง่ที่อยากให้รัฐบาลและผู้ใช้งบประมาณได้ปรับปรุงแนวทางการทำงานอย่างไร เพื่อให้งบประมาณนั้นเป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากที่สุด ทุกคนทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ตนคิดว่า เป็นการอภิปรายที่มีคุณค่า สำหรับประชาชนและผู้ที่ใช้งบประมาณในทุกภาคส่วนคงจะนำข้อคิดเห็นนี้ไปดูแลงบประมาณต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังวันที่ 31 พ.ค.ไปแล้ว สภาฯ จะตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ 72 คน เพื่อไปดำเนินการในการอภิปรายปรับปรุงแก้ไขงบประมาณให้ได้ประโยชน์สูงสุด ซึ่งมีเวลาที่จะทำงาน 105 วัน คงจะตัดสินเพื่อใช้งบประมาณปี 2569 ให้ทันตามกำหนด

ผู้สื่อข่าวถามว่า เมื่อวันที่ 28 พ.ค.หลังประชุมได้เพียง 5 ชั่วโมง ห้องประชุมสภาฯ ก็ดูโล่ง จะต้องมีการกำชับอะไรหรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า แม้ว่า สส.ไม่อยู่ในห้องประชุม ส่วนใหญ่ก็อยู่ในห้องของตัวเอง หรือประชุม กมธ.หรือมีภารกิจเดินทางไปที่อื่น แต่ทุกคนก็ฟังการอภิปรายทั้งโทรทัศน์และวิทยุ บางทีตนก็ไม่ได้นั่งอยู่ในห้องประชุม แต่ได้นั่งฟังตลอดตั้งแต่ต้นจนจบ เพราะการอภิปรายเป็นสิ่งที่น่าสนใจ ทุกคนที่อภิปรายได้เตรียมข้อมูลมาอย่างดี เป็นการอภิปรายที่ได้พัฒนามากยิ่งขึ้น ไม่น่าเบื่อหน่าย และถ้าใครได้ติดตามจะมีสิ่งที่น่าสนใจคือ พูดไม่ได้ซ้ำประเด็นกันมากนัก

เมื่อถามว่า นายกฯ และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ควรจะนั่งฟังอยู่ในห้องด้วยหรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า รัฐมนตรีพยายามจะมาตอบในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับงานของตัวเอง ตนคิดว่า วันนี้คงมีรัฐมนตรีเตรียมตัวที่จะมาตอบ จนกระทั่งถึงวันที่ 30 พ.ค.ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการอภิปราย คงจะมีการซักจากฝ่ายค้าน และรัฐบาลมีหน้าที่ตอบ ไม่ใช่ตอบให้กับสมาชิกรัฐสภาเท่านั้น การถามและการตอบในสภาฯ มันหมายถึงประชาชนทั่วประเทศได้รับฟังด้วย และนำไปวิพากษ์วิจารณ์ต่อไปได้ เป็นการเสนองบประมาณที่เป็นประโยชน์ พัฒนาจากหลายๆ ปีที่ผ่านมา ปีนี้ตนคิดว่าดีขึ้น

ป.ป.ช.เปิดเซฟ’ปกรณ์ มหรรณพ’ พ้นกกต.มีทรัพย์สิน 6.7 ล้าน-ไร้หนี้

ป.ป.ช.เปิดเซฟ'ปกรณ์ มหรรณพ' พ้นกกต.มีทรัพย์สิน 6.7 ล้าน-ไร้หนี้

ป.ป.ช.เปิดเซฟ’ปกรณ์ มหรรณพ’ พ้นกกต.มีทรัพย์สิน 6.7 ล้าน-ไร้หนี้

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.48 น.

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2568 เว็บไซต์สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินหนี้สินของ นายปกรณ์ มหรรณพ กรณีพ้นจากตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวันที่ 9 ก.พ.68 โดยนายปกรณ์ ระบุสถานะหย่า เมื่อวันที่ 29 ส.ค.2528 และแจ้งมีทรัพย์ สินรวม 6,783,523 บาท แบ่งเป็นเงินฝากสลาก 5 ฉบับ ในธนาคารออมสิน และธนาคารกรุงไทย รวม 5,969,673 บาท เงินลงทุนในกองทุนเปิดต่างๆ 763,489 บาท สิทธิและสัมปทาน เป็นประกันชีวิต รวม 488,105 บาท ทรัพย์สินอื่นเป็น อาวุธปืนสั้น รีวอลเวอร์ 1 กระบอก มูลค่า 50,000 บาท ไม่มีหนี้สิน

นอกจากนี้ แจ้งมีรายได้ต่อปีประมาณ 4,371,216 บาท แบ่งเป็นเงินเดือน ค่าตอบแทน 2,871,216 บาท ขายคอนโดปี 65 จำนวน 1.5 ล้านบาท มีรายจ่ายต่อปีประมาณ 1,760,405 บาท โดยเป็นค่าเบี้ยประกันชีวิต AIA จำนวน 5 ฉบับ 488,105 บาท ค่าอุปโภคบริโภค 600,000 บาท ค่าท่องเที่ยว 500,000 บาท เงินบริจาค 172,300 บาท

ทั้งนี้ นายปกรณ์ มหรรณพ ดำรงตำแหน่ง กกต.เมื่อวันที่ 12 ส.ค 61 และพ้นจากตำแหน่ง กกต.ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 216(1) เนื่องจากมีอายุครบ 70 ปีบริบูรณ์ ในวันที่ 9 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา มีมติเสนอชื่อ นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะศาลฎีกา ไปยังวุฒิสภาให้ความเห็นชอบเพื่อมาดำรงตำแหน่งแทน โดยขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการตรวจสอบประวัติ

แมว ฟัน หนู!‘วันนอร์’ระบุเป็นหน้าที่ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง หลัง‘เจ๊แมว’ยื่นฟันจริยธรรม‘เสี่ยหนู’

แมว ฟัน หนู!‘วันนอร์’ระบุเป็นหน้าที่ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง หลัง‘เจ๊แมว’ยื่นฟันจริยธรรม‘เสี่ยหนู’

แมว ฟัน หนู!‘วันนอร์’ระบุเป็นหน้าที่ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง หลัง‘เจ๊แมว’ยื่นฟันจริยธรรม‘เสี่ยหนู’

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.22 น.

แมว ฟัน หนู!‘วันนอร์’ระบุเป็นหน้าที่ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง หลัง‘เจ๊แมว’ยื่นฟันจริยธรรม‘เสี่ยหนู’

เมื่อเวลา 09.35 น.วันที่ 29 พ.ค.68 ที่รัฐสภา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท อดีต สส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย และอดีตผู้สมัคร สว. ยื่นประธานสภาฯ ให้ตรวจสอบจริยธรรมของนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ว่า เป็นการดำเนินการในฐานะประชาชน ก็สามารถเสนอได้ตามกฎหมาย รัฐธรรมนูญ และกฎหมายประกอบที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นหน้าที่ของฝ่ายที่เกี่ยวข้องที่ต้องไปตรวจสอบดูแล เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย

‘ปูชนีย์แพทย์’มาเอง!! แต่งกลอนให้กำลังใจแพทยสภาสู้เพื่อคุณธรรมและเกียรติศักดิ์ศรีแห่งวิชาชีพ

'ปูชนีย์แพทย์'มาเอง!! แต่งกลอนให้กำลังใจแพทยสภาสู้เพื่อคุณธรรมและเกียรติศักดิ์ศรีแห่งวิชาชีพ

‘ปูชนีย์แพทย์’มาเอง!! แต่งกลอนให้กำลังใจแพทยสภาสู้เพื่อคุณธรรมและเกียรติศักดิ์ศรีแห่งวิชาชีพ

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.38 น.

‘ปูชนีย์แพทย์’มาเอง!! แต่งกลอนให้กำลังใจแพทยสภาสู้เพื่อคุณธรรมและเกียรติศักดิ์ศรีแห่งวิชาชีพ

เมื่อวันที่ 29 พ.ค.2568 นพ.ธีระ รามสูต ปูชนีย์แพทย์ (แพทยสภา) อดีตนายกสมาคมเวชศาสตร์ป้องกัน อดีตอุปนายก แพทยสมาคม อดีตประธานคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเฉพาะกิจ ด้านเวชศาสตร์ป้องกัน กพ. อดีตกรรมการบริหารแพทยสภาจากการเลือกตั้ง Asian Achievement Award in Medicine โพสต์เฟซบุ๊กเป็นกลอนให้กำลังใจแพทยสภาในหัวข้อ “สู้เพื่อคุณธรรม และเกียรติศักดิ์ศรีแห่งวิชาชีพ” โดยระบุว่า

“แพทยสภาอย่าหวั่นไหวในคลื่นลม
แม้นถาโถมแรงเพียงใดไม่ยอมถอย
อำนาจมืดคิดบิดเบือนเรื่องราวลอย
จงยืนรอยธรรมแท้แม้เดียวดาย

บ้างยุแยกแพทย์ไทยให้แตกขั้ว
หวังลบล้างทั่วศรัทธาให้หดหาย
แต่ความจริงดั่งแสงส่องสุดปลาย
จะเฉิดฉายอยู่ชูใจผู้ใฝ่ดี

จะยึดมั่นในคำสอนพระราชบิดา
องค์บิดาแห่งแพทย์ไทยผู้ทรงศรี
แพทย์ไร้ใจ ขายวิญญาณไม่ควรมี
ใฝ่หน้าที่คงเกียรติเก่าตลอดกาล

แพทยสภาอย่าอ่อนแรงแม้ทางชัน
จะยึดมั่นในศรัทธาประชาชน
จะอดทนยืนหยัดสู้ไม่ถอดใจ
ธำรงไว้ความยุติธรรมของบ้านเมือง

จงยืนหยัดด้วยสัตย์ซื่อและศักดิ์ศรี
จงเป็นที่พึ่งพาปวงชนยามอาวรณ์
เรามาร่วมให้พรเป็นกำลังใจ
ให้แพทยสภาก้าวต่อไปสง่างาม

ด้วยความรักและห่วงใยจากใจ”

งานนี้มีคนเงิบ! ‘ผู้ช่วยเลขาธิการแพทยสภา’สอนมวย‘สมศักดิ์-ทีมวีโต้’

งานนี้มีคนเงิบ! ‘ผู้ช่วยเลขาธิการแพทยสภา’สอนมวย‘สมศักดิ์-ทีมวีโต้’

งานนี้มีคนเงิบ! ‘ผู้ช่วยเลขาธิการแพทยสภา’สอนมวย‘สมศักดิ์-ทีมวีโต้’

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 08.47 น.

งานนี้มีคนเงิบ! ‘ผู้ช่วยเลขาธิการแพทยสภา’สอนมวย‘สมศักดิ์-ทีมวีโต้’

29 พฤษภาคม 2568 รศ.นพ.สมิทธิ์ ศรีสนธิ์ ผู้ช่วยเลขาธิการแพทยสภา และนายกสมาคมแพทย์นิติเวชแห่งประเทศไทย ในฐานะอนุกรรมการสอบสวนจริยธรรมแพทย์ที่ลงโทษแพทย์ 3 คนกรณีชั้น 14 โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า…

ขออธิบายสักเรื่องหนึ่งที่เป็นข่าวอยู่ช่วงนี้ แล้วทำให้คนเข้าใจผิดแพทยสภา

แพทยสภาส่งเอกสารให้สภานายกพิเศษไม่ครบ?

คำตอบ ไม่จริง แพทยสภาได้ส่งเอกสารเกี่ยวกับมติแพทยสภาที่รวมขั้นตอนตั้งแต่ผู้ร้องทำการร้อง หลักฐานต่างๆ ที่รวบรวมมาได้ ความเห็นอนุกรรมการจริยธรรม ความเห็นอนุกรรมการสอบสวน ความเห็นอนุกรรมการกลั่นกรอง และความเห็นคณะกรรมการแพทยสภาเอง มีจำนวน 95 หน้า รวมทั้งยังให้เอกสารหลักฐานต่างๆ เกี่ยวกับคดี เช่น เวชระเบียน คำให้การ อีก 1500 กว่าหน้า ดังนั้นให้ข้อมูลไปครบแล้ว

แต่ทีมที่แต่งตั้งโดยสภานายกพิเศษกลับขอรายชื่ออนุกรรมการกลั่นกรอง กับรายงานการประชุมของอนุกรรมการกลั่นกรอง เพิ่มเติม

แพทยสภาจึงไม่ให้ เพราะไม่เกี่ยวกับส่วนของมติกรรมการแพทยสภา และไม่เข้าใจเหตุผลว่าต้องการไปเพื่ออะไร เพราะก็มีความเห็นของอนุกรรมการกลั่นกรองระบุในมติ 95 หน้าที่ส่งให้ไปแล้ว

ทั้งนี้อนุกรรมการกลั่นกรอง ไม่มีอยู่ใน พรบ. วิชาชีพเวชกรรม แต่มีข้อบังคับแพทยสภาให้มีขึ้นมา เพื่อช่วยแพทยสภาในการตรวจสอบคดี ก่อนที่แพทยสภาจะมีมติ แต่สุดท้ายแพทยสภาก็เป็นผู้ชี้ขาดอยู่ดี

แล้วเอาจริงๆ ถ้าคิดถึงเรื่องการมีมติลงโทษหรือไม่ลงโทษแพทย์ที่ถูกร้อง ควรเน้นที่ความเห็นของแพทยสภากับหลักฐานในคดีที่แพทยสภาใช้ประกอบความเห็นเท่านั้น เพราะแพทยสภาเป็นผู้ชี้ขาด ไม่ว่าอนุกรรมการไหนจะมีความเห็นอย่างไรก็ตาม

ดังนั้นถ้าท้วงติงหรือขอข้อมูลเพิ่มเติม ควรดูถึงหรือขอหลักฐานที่แพทยสภาใช้ในการตัดสิน มากกว่ามาบอกว่า แพทยสภาส่งเอกสารไม่ครบ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘สมศักดิ์’กังขาคณะอนุฯตรวจสอบ 3 แพทย์ ก่อนเข้า‘มติแพทยสภา’