ยกคำ‘อนุทิน’สอน‘แม้ว’ปมวิจารณ์มติแพทยสภา ‘เท้าเปื้อนอย่าได้ขึ้นธรรมาสน์’

ยกคำ‘อนุทิน’สอน‘แม้ว’ปมวิจารณ์มติแพทยสภา ‘เท้าเปื้อนอย่าได้ขึ้นธรรมาสน์’

ยกคำ‘อนุทิน’สอน‘แม้ว’ปมวิจารณ์มติแพทยสภา ‘เท้าเปื้อนอย่าได้ขึ้นธรรมาสน์’

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 07.48 น.

ยกคำ‘อนุทิน’สอน‘แม้ว’ปมวิจารณ์มติแพทยสภา ‘เท้าเปื้อนอย่าได้ขึ้นธรรมาสน์’

29 พฤษภาคม 2568 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์เฟซบุ๊ก “ปั่นไปไหน – สมชัย ศรีสุทธิยากร” ระบุว่า…

แพทยสภา มีหน้าที่ในการกำกับการประกอบวิชาชีพแพทย์ ซึ่งเป็นวิชาชีพที่สำคัญเกี่ยวกับการรักษาผู้ป่วยอย่างมีมาตรฐานเพื่อหลักประกันว่าประชาชนจะได้รับการบริการที่ดี ปลอดภัย มืออาชีพ และมีจริยธรรมไม่ใช้ความเป็นแพทย์เพื่อประโยชน์การอื่นโดยมิชอบ

การประกอบวิชาชีพดังกล่าว ต้องตรงไปตรงมา วินิจฉัยตามขอเท็จจริง ป่วยก็ว่าป่วย ใครไม่ป่วยถึงขั้นต้องนอนโรงพยาบาล 6 เดือน แต่ไปรับรอง เพื่อให้ได้สิทธินอนห้อง VVIP แสนสบาย ไม่ต้องไปแออัดในคุก จะเพื่อประโยชน์ความก้าวหน้าของตนเอง หรือโดนฝ่ายการเมืองกดดัน อันนั้นถือว่าประกอบวิชาชีพแพทย์แบบไม่เหมาะสม ซึ่งแพทยสภามีอำนาจในการลงโทษ

ส่วนนายกแพทยสภาพิเศษ ที่เป็นฝ่ายการเมือง ท่านจะใช้อำนาจยับยั้ง วีโต้มติแพทยสภา กม.ก็ให้อำนาจไว้ แต่ต้องพร้อมชี้แจงประชาชนและยอมรับผลที่ตามมา

ส่วนคนป่วยจริงหรือไม่จริงไม่รู้ ที่ไปวิจารณ์ว่าแพทยสภาขาดจริยธรรม ขอให้ไปฟังคำพูดของ คุณอนุทิน ที่พูดถึงอีกเรื่องได้ไพเราะจับใจว่า “เท้าเปื้อนอย่าได้ขึ้นธรรมาสน์”

ทุบเปรี้ยง! ประชาชนส่วนใหญ่เชื่อ‘หมอ’มากกว่า‘แม้ว’

ทุบเปรี้ยง! ประชาชนส่วนใหญ่เชื่อ‘หมอ’มากกว่า‘แม้ว’

ทุบเปรี้ยง! ประชาชนส่วนใหญ่เชื่อ‘หมอ’มากกว่า‘แม้ว’

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 07.19 น.

ทุบเปรี้ยง! ประชาชนส่วนใหญ่เชื่อ‘หมอ’มากกว่า‘แม้ว’

29 พฤษภาคม 2568 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์คลิป พร้อมเนื้อหาบนเฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” หัวข้อ “เชื่อหมอ หรือ เชื่อแม้ว???” ระบุว่า…

เชื่อหมอ หรือ เชื่อแม้ว???

หลังจาก นายทักษิณ ชินวัตร ได้ออกมาสัมภาษณ์แสดงความเห็นเกี่ยวกับมติของแพทยสภา ที่ลงโทษกลุ่มแพทย์ผู้เกี่ยวข้องกับกรณีการพักรักษาตัวของนายทักษิณ ที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจว่า “มีสมาชิกแพทยสภาคุยกัน บางคนไลน์กลุ่มหลุดออกมา แพทยสภาบางคนด่าผม อยู่ในไลน์กลุ่ม แล้วแพทยสภาอีกคนหนึ่ง ก็ตอบเป็นสติกเกอร์ไปว่า YES ซึ่งยังไม่ทันพิจารณาเลย อย่างนี้เรียกว่าจริยธรรมมีปัญหาซะเอง” ทำให้กลุ่มแพทย์ต้องออกมาเคลื่อนไหวตอบโต้ ในรูปแบบต่างๆ เช่น

1.กลุ่มแพทย์จุฬาฯรุ่น26.( จุฬาฯ2513) ออกแถลงการณ์สนับสนุนมติแพทยสภา ขอสนับสนุนการตัดสินของแพทยสภา ที่ยืนหยัดต่อความยุติธรรม จริยธรรมแห่งวิชาชีพแพทย์ต่อไปทุกกรณี ด้วยความอิสระ ปราศจากการแทรกแซงใดๆ เป็นตัวอย่างของสถาบันที่มีเกียรติต่อสังคม

2.แพทย์รามาธิบดี รุ่น 1 และรุ่น 2 ออกแถลงการณ์ ขอชื่นชมและส่งกำลังใจสนับสนุนคณะกรรมการแพทยสภาทุกท่าน ที่ได้ผดุงความยุติธรรม จริยธรรม และความถูกต้อง รักษาไว้ซึ่งเกียรติภูมิของแพทย์ไทยทั่วประเทศ

3.ศิษย์เก่าหมอศิริราช-รามาธิบดี ลงชื่อออกแถลงการณ์ สนับสนุนแพทยสภาให้ยึดมติเดิม ลงโทษจริยธรรม 3 หมอที่เกี่ยวของชั้น 14 ขอให้ยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นกิจที่หนึ่ง

4.แพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้มีมติภายหลังการประชุมโดยออกแถลงการณ์สนับสนุนมติแพทยสภาเช่นกัน

จะเห็นได้ว่านายทักษิณพยายามเคลื่อนไหวในลักษณะดิสเครดิตองค์กรแพทยสภา ว่าขาดจริยธรรมทั้งที่นายทักษิณเองล้มเหลวด้านจริยธรรมโดยสิ้นเชิง แต่พยายามพูดให้สังคมเห็นว่า มติของแพทยสภา เกิดจากกลุ่มแพทย์ที่ขาดจริยธรรม มีอคติ เพื่อสร้างความชอบธรรมในการวีโต้มติแพทยสภา จากนายกสภาพิเศษ

จึงทำให้องค์กรหรือบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์ ต้องจับมือกันการเคลื่อนไหวสนับสนุนมติแพทยสภา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่า มติของแพทยสภา เป็นมติที่ถูกต้อง เป็นไปด้วยความยุติธรรม ปราศจากอคติใดๆทั้งสิ้น

การเคลื่อนไหวของบุคลากรทางการแพทย์ในครั้งนี้ กำลังอยู่ในความสนใจของประชาชนทั้งประเทศ และเชื่อว่าในกรณีดังกล่าว ประชาชนส่วนใหญ่ “เชื่อมั่นมติแพทยสภามากกว่าเชื่อมั่นคำพูดของนายทักษิณ”

ความหมายก็คือ เชื่อหมอ มากกว่าเชื่อแม้ว

ตกดึกกร่อย! สภาฯถก‘งบ69’วันแรก 7 ชม. ลุยต่อวันนี้ 9 โมง

ตกดึกกร่อย! สภาฯถก‘งบ69’วันแรก 7 ชม. ลุยต่อวันนี้ 9 โมง

ตกดึกกร่อย! สภาฯถก‘งบ69’วันแรก 7 ชม. ลุยต่อวันนี้ 9 โมง

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 07.07 น.

ตกดึกกร่อย! สภาฯถก‘งบ69’วันแรก 7 ชม. ลุยต่อวันนี้ 9 โมง

ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภา ว่า ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยวิสามัญ วันที่ 28 พ.ค.68 ที่มีนายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท  วาระที่ 1 วันแรกนั้น

บรรยากาศในช่วงดึกเป็นไปด้วยความเงียบเหงา มีสส.จากทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านนั่งอยู่ในห้องประชุมเพียงไม่กี่คน ขณะที่รัฐมนตรีก็เหลือเพียง 2 คน หลังจากที่นายกรัฐมนตรีเดินทางกลับในช่วงค่ำ ทั้งนี้การอภิปรายเป็นไปอย่างกว้างขวาง และเป็นไปด้วยความราบรื่น ไม่มีผู้ประท้วงแต่อย่างใด

ภายหลังหมดคิวผู้อภิปราย นายภราดรได้สั่งพักการประชุม ในเวลา 23.07 น.และนัดประชุมอีกครั้งในเวลา 09.00 น. ของวันที่ 29 พ.ค.68 รวมเวลาอภิปรายร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 69 วันแรก  ซึ่งเริ่มขึ้นในเวลา16.00 น. รวมเวลาอภิปรายวันแรก จำนวน 7 ชั่วโมง

73อาจารย์หมอ ให้กำลังใจ‘แพทยสภา’ อย่าให้อำนาจอื่นข่มเหง

73อาจารย์หมอ ให้กำลังใจ‘แพทยสภา’ อย่าให้อำนาจอื่นข่มเหง

73อาจารย์หมอ ให้กำลังใจ‘แพทยสภา’ อย่าให้อำนาจอื่นข่มเหง

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

อาจารย์หมอ 73 ราย จากศิริราชพยาบาลและรามาธิบดี ลงชื่อให้กำลังใจแพทยสภายืนยันมติ 8 พฤษภาคม ไม่ยอมให้อำนาจอื่นแสวงประโยชน์ส่วนตัว “หมอวรงค์” ฟันธง “สมศักดิ์” วีโต้มติ เชือด 3 หมอช่วยเทวดาป่วยทิพย์ มุ่งทำลายความน่าเชื่อถือของแพทยสภา

เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม ศิษย์เก่าแพทย์ศิริราชรุ่น 82 -รามาธิบดีรุ่น 7 (พศ.2514-2519) จำนวน 73 ราย ได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า มติของแพทยสภา: การพิจารณาคดีจริยธรรมของแพทย์ที่เป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของประชาชน ในกรณีที่มีการกล่าวโทษแพทย์ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ และโรงพยาบาลตำรวจ ผิดจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการแพทยสภา เมื่อ 8 พ.ค. 2568 ได้มีมติลงโทษแพทย์ 3 ท่าน โดยเป็นการว่ากล่าวตักเตือน 1 ท่าน ในกรณีประกอบวิชาชีพเวชกรรมไม่ได้มาตรฐาน และพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม 2 ท่าน ในกรณีให้ข้อมูลหรือเอกสารทางการแพทย์อันไม่ตรงกับความเป็นจริง

พวกเราสมาชิกแพทยสภา ขอให้กำลังใจแพทยสภา ในการยืนยันมติเดิมของแพทยสภา ในวันที่ 8 พ.ค. 2568 โดยยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นกิจที่หนึ่ง และจะไม่ยินยอมให้อำนาจอื่นที่ไม่มีจริยธรรมมายับยั้ง หรือแสวงหาประโยชน์ส่วนตนเด็ดขาด

ขณะเดียวกันแพทย์รามาธิบดี รุ่น 1 และรุ่น 2 ออกแถลงการณ์ ระบุว่า ขอชื่นชมและส่งกำลังใจสนับสนุนคณะกรรมการแพทยสภาทุกท่าน ที่ได้ผดุงความยุติธรรม จริยธรรม และความถูกต้อง รักษาไว้ซึ่งเกียรติภูมิของแพทย์ไทยทั่วประเทศ

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า…

#ทำลายความน่าเชื่อถือแพทยสภาหรือไม่ หลายคนสงสัย ท่าทีของ ทักษิณ ต่อแพทยสภา

“แพทยสภาบางคนด่าผม อยู่ในไลน์กลุ่ม แล้วแพทยสภาอีกคนหนึ่ง ก็ตอบเป็นสติกเกอร์ไปว่า YES ซึ่งยังไม่ทันพิจารณาเลย อย่างนี้เรียกว่าจริยธรรมมีปัญหาซะเอง”

บางคนอาจตั้งข้อสงสัยว่า ทักษิณ ตีกิน? จริงหรือไม่ ก็ไม่มีใครรู้? เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือแพทยสภาหรือไม่? แต่ในทางกลับกัน แพทยสภาเขาตรวจสอบจริยธรรมแพทย์ เขาไม่ได้ตรวจสอบจริยธรรมนายทักษิณ

ยิ่งนายทักษิณเป็นบุคคลสาธารณะ ชื่อสทร. การที่จะมีแพทยสภาบางคน พูดถึงเขาผมว่าไม่เห็นแปลก แต่ถ้านายทักษิณเป็นแพทย์ ที่ถูกตรวจสอบจริยธรรม ก็เป็นอีกเรื่อง

ส่วนตัวผมเชื่อว่า นี่เป็นขบวนการที่ต้องการทำลายความน่าเชื่อถือของแพทยสภา ในช่วงสำคัญ เขากล้าพูดถึงเบื้องสูง แม้แต่เรื่องยิ่งลักษณ์ คดีต้องจ่ายค่าเสียหายจำนำข้าว การพูดเพื่อทำลายเครดิตแพทยสภาจึงไม่แปลก ผมคาดเดาได้เลยว่า นายสมศักดิ์น่าจะยับยั้งมติแพทยสภา

นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์เฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” หัวข้อ “ทักษิณไม่หนี เพราะอะไร?” ระบุว่า …ทักษิณ ไม่หนี เพราะอะไร? โดยความเชื่อว่า นายทักษิณ จะไม่หนีออกนอกประเทศอย่างแน่นอน ด้วยเหตุผล คือ

1.นายทักษิณ รู้ดีว่าการหนีคดีออกจากประเทศไทยเมื่อ 17 ปีที่ผ่านมาได้เผชิญชะตากรรมอะไรบ้าง จนต้องทำทุกวิถีทางเพื่อกลับสู่ประเทศไทยให้ได้ ไม่ว่าจะต้องแลกหรือเดิมพันด้วยอะไรก็ตาม ยอมได้ทุกอย่าง

2.ถ้าหากการหนีออกนอกประเทศในครั้งนี้อีก ก็เท่ากับว่าปิดประตูตายที่จะกลับประเทศไทยอีกแล้ว เพราะไม่มีเงื่อนไขใดดีกว่าดีลการเมืองกับฝ่ายอนุรักษ์นิยม เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2566 ที่ผ่านมา

3.ถ้านายทักษิณ ไม่อยู่ในประเทศไทย จะเกิดปัญหากระทบต่อการบริหารงานของรัฐบาลแพทองธาร และจะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเกิดขึ้น จนรัฐบาลล้ม และพรรคเพื่อไทยฟื้นตัวได้ยาก

4.ตอนนี้นางสาวแพทองธาร เป็นหัวหน้ารัฐบาลอยู่ นายทักษิณเป็นผู้กุมอำนาจรัฐสูงสุด สามารถเปลี่ยนแปลงต่อรองเงื่อนไขกับฝ่ายอนุรักษ์นิยมได้มากที่สุด

5.หากสถานการณ์เลวร้ายจนต้องถูกจำคุกใหม่อีก 1 ปี จะไม่เป็นปัญหาเรื่องการจำคุกในเรือนจำ เพราะมีระเบียบของกรมราชทัณฑ์ เรื่องการคุมขังนอกเรือนจำ ประกาศใช้แล้ว และ นายทักษิณ ก็เข้าเงื่อนไขตามประกาศกรมราชทัณฑ์ทุกประการ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วจะหนีไปทำไม

จากเหตุผล 5 ข้อนี้ จึงมั่นใจว่า นายทักษิณ จะไม่หนีออกนอกประเทศอีกแน่นอน

วันเดียวกัน สมาคมทนายความแห่งประเทศไทย โดยนายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์ ระบุว่า กรณีสื่อมวลชนบางกลุ่มบางคณะ ได้แพร่ภาพของนายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ พร้อมข้อความ “วันนี้ที่ต้องด่า จริยธรรมแพทยสภาไม่มี เพราะลืมนกหวีดไว้ข้างหลังตอนแถลงข่าว” ขอแถลงข้อเท็จจริงให้ทราบว่า ในการให้ข่าวและแถลงข่าวต่อหน้าสื่อมวลชนทุกแขนงเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2568 ณ กระทรวงสาธารณสุข นั้น

ในการแถลงข่าววันนั้น ในช่วงเช้าก่อนประชุมและภายหลังประชุมเสร็จแล้ว ข้าพเจ้าไม่เคยให้ถ้อยคำและแถลงข่าวต่อหน้าสื่อมวลชน เพื่อก่อให้เกิดความเสียหาย โดยข้าพเจ้ามีความสำนึกและให้ความเคารพในการทำหน้าที่ขององค์กรทางวิชาชีพทุกสาขารวมถึงแพทยสภา และให้เกียรติในการทำหน้าที่ตามบทบัญญัติของกฎหมายในการรักษาจริยธรรมตามอำนาจหน้าที่ของแต่ละองค์กรมาโดยตลอด ภาพและข้อความดังกล่าวที่นำมาแพร่ภาพ ไม่ใช่ข้อความและบทสัมภาษณ์ของข้าพเจ้าต่อหน้าสื่อมวลชนทั้งหมด ตามวันเวลาดังกล่าว

แต่หากภาพและข้อความดังกล่าวที่มีการเสนอข่าวของช่องข่าวทีวีบางช่อง ที่จงใจแพร่ภาพออกไปหลายช่องทางไม่ตรงกับการเสนอข่าวนั้น อาจทำให้แพทยสภาและบุคคลที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลกระทบและ อาจสร้างความเข้าใจผิดให้กับประชาชนโดยทั่วไปแล้ว สมาคมทนายความฯ ขอกราบขออภัยมา ณ โอกาสนี้ด้วย

สมาคมทนายความแห่งประเทศไทย จึงขอท้วงติงการทำหน้าที่ของผู้สื่อข่าว ตลอดจนถึงผู้บริหาร ให้ทำหน้าที่เสนอข่าวบนพื้นฐานของจริยธรรมในฐานะสื่อมวลชน และใช้ดุลพินิจอย่างรอบคอบเสนอข่าวให้ตรงตามเจตนารมย์ของผู้ให้ข่าวในการแถลงข่าวอย่างแท้จริง มิให้ข่าวคลาดเคลื่อนบิดเบือนไม่ตรงกับความจริง โดยมุ่งหวังเพียงเสนอข่าวเพื่อปลุกกระแสสังคม ในลักษณะสร้างความขัดแย้งและแตกแยกในสังคมอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

และขอให้สื่อบางค่ายหยุดการแพร่ภาพและข้อความดังกล่าวที่มีการเสนอข่าวและภาพดังกล่าว และขอให้ลบหรือทำลาย ภาพและข้อความ ออกไปจาก สื่อสาธารณะดังกล่าวทุกช่องทาง นับแต่บัดนี้ เพื่อมิให้เกิดความเสียหายอีกต่อไป

จัดงบไม่ตอบโจทย์ปัญหาประเทศ ปชน.สับรัฐบาล ไร้แผนรับมือสงครามการค้าสหรัฐ

จัดงบไม่ตอบโจทย์ปัญหาประเทศ ปชน.สับรัฐบาล ไร้แผนรับมือสงครามการค้าสหรัฐ

จัดงบไม่ตอบโจทย์ปัญหาประเทศ ปชน.สับรัฐบาล ไร้แผนรับมือสงครามการค้าสหรัฐ

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

จัดงบไม่ตอบโจทย์ปัญหาประเทศ ปชน.สับรัฐบาล ไร้แผนรับมือสงครามการค้าสหรัฐ ฉะ‘แม้ว’โยกงบฯไปปราบยา ‘อิ๊งค์’โต้งบฯตรงเป้าหมาย หนุนพ่อลงพื้นที่พบประชาชน

นายกฯรับพรรคร่วมเห็นไม่ตรง แต่ไม่แตก ปรับจูนลงตัว พ้ออย่าเพิ่งเบื่อนายกฯ หลังพ่อลั่นไม่มีการเปลี่ยนตัวนายกฯ โวพรบ.งบฯตรงเป้ากระตุ้นศก.มีงบปราบยาเสพติดอยู่แล้วไม่ต้องใช้งบกลาง ชี้ทุกการช่วยเหลือเป็นเรื่องดี‘พ่อทักษิณ’ลงพื้นที่ตามสะดวก ด้าน‘ศิริกัญญา’โหมโรงตัด-ลด-ชะลองบฯพุ่งเป้าซอฟต์เพาเวอร์ หลังตั้งงบก้อนโตหมื่นล้าน ลั่นมติปชน.ไม่เห็นด้วย ซัด’ทักษิณ’ชักเกินเลย ขอปาดงบกระตุ้นศก.ใช้ปราบยาเสพติด ไล่ไปของบกลาง

เมื่อเวลา 09.15น.วันที่ 28 พฤษภาคม 2568 ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยวิสามัญเป็นพิเศษ โดย น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน(ปชน.) ให้สัมภาษณ์ก่อนการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พรบ.) รายจ่ายประจำปีงบประมาณ2569 ว่า พรรค ปชน.เตรียมขุนพลที่จะอภิปรายถึง 49คน ซึ่งน่าจับตากันทั้ง 49คน เพราะเนื้อหาเข้มข้น โดยวันแรกอยู่ที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรค ปชน.ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน ที่จะนำเสนอธีมช่วยรัฐบาลหาเงิน อย่างไรก็ตาม การพิจารณางบประมาณครั้งนี้ เป็นเรื่องที่จะช่วยรัฐบาลหางบประมาณ นั่นคือ เรื่องการตัด โดยจะหาในส่วนที่ตัดได้ แบ่งเป็นหัวข้อ เช่น เรื่องที่สุ่มเสี่ยงต่อการคอร์รัปชั่น การใช้งบประมาณไม่เหมาะสม ไม่มีประสิทธิภาพ และอาจไม่จำเป็นในช่วงนี้ ซึ่งสามารถชะลอไปก่อนได้ ทั้งตัด ลด และชะลอ รวมถึงมีประเด็นเรื่องการจัดสรรงบประมาณตามปกติที่เราต้องเข้าไปดูว่า มีความเหมาะสมกับสถานการณ์หรือไม่ ทั้งด้านสาธารณสุข สวัสดิการ เกษตร เศรษฐกิจ ปากท้องประชาชน

ซัดตั้งงบปกติเหมืนไม่มีสงครามการค้า

เมื่อถามถึงกรณีที่ครั้งนี้การตั้งงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจไม่มาก น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า การตั้งงบประมาณปี69 ไม่ตอบโจทย์อะไรเลยกับสภาพเศรษฐกิจตอนนี้ เหมือนเป็นงบประมาณปกติ แทบจะตอบไม่ได้เลยว่า กำลังจะเข้าสู่สงครามการค้า อย่างปีที่แล้วตอนยังไม่มีสถานการณ์อะไร จัดงบกระตุ้นเศรษฐกิจไว้เกือบ 2 แสนล้านบาท แต่ปีนี้เหลือ 2.5 หมื่นล้านบาท ส่วนโครงการอื่นๆ หน้าตาเหมือนเดิมทั้งหมด อาจจะมีบางโครงการที่พุ่งขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ เช่น โครงการที่เกี่ยวข้องกับซอฟต์เพาเวอร์ ซึ่งปีนี้ทำตัวเลขขึ้นมาจนได้เกือบ 1 หมื่นล้านบาท ขอให้ติดตามพรรค ปชน. ซึ่งจะมีวิเคราะห์งบประมาณในส่วนของโครงการซอฟต์เพาเวอร์ว่าอย่างไร ตรวจผลงาน 2 ปีที่ผ่านมา จะพร้อมอนุมัติงบประมาณหมื่นล้านบาทสำหรับซอฟต์เพาเวอร์หรือไม่ท่ามกลางเศรษฐกิจแบบนี้

ชัดเจนรบ.ไม่ได้เตรียมการล่วงหน้า

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวอีกว่า สำหรับงบกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.57 แสนล้านบาทนั้น เป็นงบปี 68 เหมือนเป็นกระสุนก้อนสุดท้ายสำหรับกระตุ้นจีดีพีของปี 68 ซึ่ง 4 เรื่องที่รัฐบาลอยากทำเป็นเรื่องที่ดีทั้งนั้น ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน น้ำ คมนาคม กระตุ้นการท่องเที่ยว ช่วยเหลือการส่งออก การลงทุนเศรษฐกิจชุมชนต่างๆ ตามหลักการถูกต้องทุกประการ โดยรัฐบาลเปิดให้หน่วยงานต่างๆ และองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ส่งโครงการเข้ามา โดยไม่มีหลักเกณฑ์อะไรเลย แสดงว่า รัฐบาลไม่ได้เตรียมการล่วงหน้าอะไรเลย และอาจทำให้ซ้ำรอยตอนออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้ 1.5 แสนล้านบาท ที่ถูกใช้แบบเบี้ยหัวแตก โครงการมีลักษณะเล็กมาก กระจัดกระจาย ไม่ได้มุ่งที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชนจริง หลายโครงการถูกยกเลิกกลางคันเพราะไม่มีความพร้อม เป็นบทเรียนที่เพิ่งผ่านมาไม่นาน ไม่คิดว่า รัฐบาลจะลืมมันไปง่ายๆ และไม่ยอมถอดบทเรียนเพื่อแก้ปัญหา

ฉะ’แม้ว’ของบกระตุ้นศก.ไปปราบยา

เมื่อถามถึงกรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ระบุให้แบ่งงบกระตุ้นเศรษฐกิจ1.57แสนล้านบาทไปปราบปรามยาเสพติด น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า ชักจะเกินเลย คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติออกมาแค่ 4 หลักการ หากจะมีอะไรที่ยังไม่ได้ทำคือ การกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชน แต่ถ้าเอาไปใช้เรื่องแก้ปัญหายาเสพติดคิดว่า เกินเลยไปเยอะ เพราะยังมีเม็ดเงินในงบกลาง 6หมื่นล้านบาท ซึ่งให้ นายทักษิณ ไปขอ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯจัดงบกลางมาใช้ในการปราบปรามยาเสพติด ตนไม่ได้บอกว่า การแก้ไขปัญหายาเสพติดไม่สำคัญ แต่ควรต้องใช้งบประมาณให้ถูก อย่าใช้ปะปนกันไปหมด

นายกฯรับเห็นไม่ตรง-แต่ไม่แตกแยก

น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงความขัดแย้งภายในพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยว่า ทุกพรรคการเมืองมีความเห็นไม่ตรงกันจริงหลายเรื่อง แต่ไม่ได้แตกกัน ไม่ได้งัดกัน ซึ่งความเห็นไม่ตรงกันเป็นเรื่องปกติ แต่ทุกความสัมพันธ์ถ้าขัดกันแล้วปรับความเข้าใจกันได้ก็จะเข้าใจกันมากขึ้น ตรงนี้เป็นเรื่องปกติและตนไม่ได้ซีเรียส

ผู้สื่อข่าวถามกรณีที่ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ระบุว่าในช่วงระยะเวลาที่เหลือของรัฐบาลจะไม่มีการเปลี่ยนตัวนายกฯ มีสัญญาณอะไรที่ทำให้นายทักษิณพูดแบบนั้น น.ส.แพทองธารกล่าวย้อนว่า เป็นสัญญาณจากสื่อมวลชนหรือเปล่าว่าอยากให้เปลี่ยนตัวนายกฯ อย่าเพิ่งเบื่อกัน ถ้ามีอะไรก็บอกได้

โวกฎหมายงบตรงเป้ากระตุ้นศก.ได้

น.ส.แพทองธาร ยังให้สัมภาษณ์กรณี สส.ฝ่ายค้าน วิพากษ์วิจารณ์ว่า การจัดทำงบประมาณไม่ตรงสถานการณ์ประเทศที่ต้องเร่งเรื่องกระตุ้นเศรษฐกิจ ว่า งบประมาณทั้งหมดจะทำให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ ที่จะทำให้เศรษฐกิจเติบโต ที่สำคัญงบประมาณดังกล่าว ผ่านการทบทวนจากหลายหน่วยงาน ใครที่มีข้อท้วงติง อย่างงบดิจิทัลวอลเล็ต เราก็รับฟังความคิดเห็นไปหมดแล้ว คิดว่างบประมาณที่จะพิจารณานี้ จะเป็นส่วนที่ทำให้เศรษฐกิจเติบโตและคิดว่าตรงเป้า เมื่อถามว่า มั่นใจใช่หรือไม่ว่างบประมาณที่แต่ละกระทรวงจัดสรรตรงเป้า โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจที่จะสามารถรองรับเศรษฐกิจโลก อย่างเรื่องภาษีสหรัฐอเมริกาได้ นายกฯ กล่าวว่า ตรงเป้า ก่อนหน้านี้เราได้ลองจัดไว้ดูรอบหนึ่งก่อนแล้ว ก่อนมีเรื่องกำแพงภาษี เราจัดวางไว้เรื่อยๆ อยู่แล้ว พอมีเรื่องภาษีเข้ามา เราก็ปรับเปลี่ยน และเรารับฟังความคิดเห็นทั้งหมด อันนี้เป็นส่วนในการกระตุ้นและช่วยเรื่องการเติบโตของเศรษฐกิจทั้งภาครัฐและเอกชน ฉะนั้นมันตรงเป้าอยู่แล้ว

ลั่นงบแก้ปัญหายาเสพติดมีอยู่แล้ว

เมื่อถามต่อว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯเสนอให้โยกงบกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.57แสนล้านบาท ที่จะใช้ในโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ออกมาใช้แก้ปัญหายาเสพติด นายกฯ กล่าวว่า ในงบประมาณ มีเรื่องของยาเสพติดอยู่แล้ว เป็นวาระแห่งชาติ เป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญ เมื่อถามต่อว่างบ 1.57แสนล้านบาท ควรใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ จึงควรเอางบกลางมาแก้ปัญหายาเสพติดดีกว่าหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า มันมีการแบ่งงบไปอยู่แล้ว อะไรที่จำเป็นเร่งด่วนก็จะใช้งบกลาง แต่อันไหนที่อยู่ในงบได้ก็อยู่ในงบไปแล้ว ค่อนข้างที่จะครอบคลุมทุกหัวข้ออยู่แล้ว

ยินดี’แม้ว’ลงพื้นที่ช่วยพัฒนาปท .

เมื่อถามอีกว่า นายทักษิณ จะขอลงพื้นที่พบปะประชาชนได้คุยกันหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ทุกกำลัง ทุกการช่วยเหลือ ดีค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเอกชน หรือใครก็ตาม หากจะช่วยแก้ปัญหาสังคมได้ เราก็ยินดีร่วมมือกัน จะมาคุยกับรัฐบาลก็ได้ เรายินดี บังเอิญว่า นายทักษิณ เป็นคุณพ่ออาจมีการคอมเมนต์ได้ใกล้ชิด แต่ถ้าท่านจะไปลงพื้นที่ ก็เป็นเรื่องส่วนตัวอยู่แล้ว ตามสะดวก ใครก็ตามที่คิดจะช่วยประเทศชาติ ยินดีเสมอ ซึ่งตนก็มาจากภาคเอกชน วันนี้เป็นรัฐบาล ก็รับฟังอยู่แล้ว อะไรเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติก็หยิบมาใช้เป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้ว เมื่อถามอีกว่า เห็นด้วยหรือไม่ที่ นายทักษิณ ให้โยกงบ นายกฯ กล่าวว่า คงยังไม่ได้โยก เดี๋ยวให้ฝ่ายรัฐบาลมาช่วยดูเรื่องงานบริหาร แต่ทุกคอมเมนต์ที่เป็นประโยชน์ก็รับฟัง เราต้องอยู่บนหน้าเดียวกันว่า เราจะช่วยกันพัฒนาประเทศ เพราะฉะนั้นอย่าบี้กันเอง อันไหนมีประโยชน์สูงสุด เดี๋ยวเรามาทำด้วยกัน

เปลี่ยนสำนักทรัพย์สินเป็นพระคลังข้างที่

เวลา 13.15น.ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่1 เป็นประธานการประชุม วาระพิจารณาร่างพรบ.จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ (ฉบับที่…) พ.ศ. …โดย นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอหลักการว่า เป็นการแก้ไขเพิ่มเติม พรบ.จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ พ.ศ.2561 เพื่อเปลี่ยนชื่อสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์เป็นสำนักงานพระคลังข้างที่และโอนกิจการของสำนักพระราชวังเฉพาะส่วนของพระคลังข้างที่ไปเป็นส่วนของสำนักงานพระคลังข้างที่ โดยที่พระคลังข้างที่เป็นหน่วยงานที่มีภาระหน้าที่ดูแลพระราชทรัพย์ของพระมหากษัตริย์มาตั้งแต่โบราณกาล ซึ่งต่อมามีการจัดตั้งสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์เพื่อทำหน้าที่แทน เพื่อเป็นการสืบทอดความเป็นมาให้สอดคล้องกับโบราณราชประเพณี จึงสมควรเปลี่ยนชื่อสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์เป็นสำนักงานพระคลังข้างที่ จากนั้น ที่ประชุมได้พิจารณาให้ความเห็นชอบร่าง พรบ.ดังกล่าวในวาระ2และ3 ผลการลงมติจากสมาชิกในที่ประชุม 456คน ลงคะแนนเสียงเห็นชอบ 454คน งดออกเสียง2คน โดยไม่มีลงคะแนนเสียงไม่เห็นชอบ

นายกฯแจงเหตุผลจัดงบประมาณ’69

เวลา 16.00 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยวิสามัญเป็นพิเศษ มี นายภราดร ปริศนานันทกุล
รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 เป็นประธานการประชุม พิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท วาระแรก โดย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แถลงหลักการและเหตุผล ว่า เศรษฐกิจไทยปี 2568 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 2.3-3.3 โดยมีแรงสนับสนุนจากการขยายตัวการลงทุนภาครัฐ การบริโภคในประเทศ การฟื้นตัวภาคการท่องเที่ยว แต่ยังมีข้อจำกัดจากภาระหนี้สินภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจที่อยู่ในระดับสูง และปัจจัยเสี่ยงจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐอเมริกา ส่วนเศรษฐกิจปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 2.3-3.3 มีปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการอุปโภค-บริโภค การลงทุนภาคเอกชน การฟื้นตัวภาคการท่องเที่ยว

มุ่งงานหลัก6ด้านครอบคลุมทุกมิติ

น.ส.แพทองธาร กล่าวต่อว่า งบรายจ่ายปี 2569 จำแนกตามยุทธศาสตร์ได้ 6 ด้านคือ 1.ด้านความมั่นคง 415,327 ล้านบาท อาทิ การแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ การส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การแก้ปัญหายาเสพติด การรักษาความสงบในประเทศ 2.ด้านการสร้างความสามารถการแข่งขัน 394,611 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจประเทศและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน อาทิ การพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล การขับเคลื่อนนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ การสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว 3.ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ 605,927 ล้านบาท อาทิ การเสริมสร้างศักยภาพการกีฬา การเสริมสร้างคนมีสุขภาวะที่ดี การพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยปฏิรูประบบการศึกษา ปรับรูปแบบการเรียนการสอน 4.ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม 942,709ล้านบาท ให้คนไทยได้รับสวัสดิการพื้นฐานบริการสาธารณะอย่างทั่วถึง 5.ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 147,216 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและ6.ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาการบริหารจัดการภาครัฐ 605,441 ล้านบาท เพื่อยกระดับการบริการภาครัฐให้มีสมรรถนะสูง เปลี่ยนผ่านไปสู่ราชการทันสมัยในระบบดิจิทัล อาทิ การแก้ปัญหาทุจริตและประพฤติมิชอบ ให้ประเทศไทยปลอดทุจริตทำงบแบบขาดดุลเพื่อประโยชน์ปท.

“ขณะเดียวกันรัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่าย จำนวน 669,365ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายรองรับเหตุการณ์กรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น การบริหารจัดการหนี้ภาครัฐและชดใช้เงินคงคลัง อาทิ การเยียวยาหรือบรรเทาความเสียหายจากภัยพิบัติร้ายแรง ภารกิจที่มีความจำเป็นเร่งด่วนของรัฐ การกระตุ้นและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ ร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2569 มีเป้าหมายเพื่อฟื้นฟูและขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน ภายใต้ข้อจำกัดด้านรายได้และสถานการณ์เศรษฐกิจโลก รัฐบาลจึงดำเนินนโยบายงบประมาณแบบขาดดุล เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ให้หน่วยรับงบประมาณใช้จ่ายงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน ให้ประเทศเดินหน้าได้อย่างมั่นคง และเกิดผลสัมฤทธิ์การพัฒนาประเทศอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป” น.ส.แพทองธาร กล่าว

ยิงถล่มเดือดบริเวณชายแดน‘ช่องบก’ ทหารไทยปะทะกัมพูชา หลังพบเขมรตั้งจุดตรึงกำลัง

ยิงถล่มเดือดบริเวณชายแดน‘ช่องบก’ ทหารไทยปะทะกัมพูชา หลังพบเขมรตั้งจุดตรึงกำลัง

ยิงถล่มเดือดบริเวณชายแดน‘ช่องบก’ ทหารไทยปะทะกัมพูชา หลังพบเขมรตั้งจุดตรึงกำลัง

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ยิงถล่มเดือดบริเวณชายแดน‘ช่องบก’ ทหารไทยปะทะกัมพูชา หลังพบเขมรตั้งจุดตรึงกำลัง อยู่ในพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อน มทภ.2ลั่นทหารไทยไม่ถอย ‘บิ๊กอ้วน’มุกเดิมเข้าใจกันผิด

ชายแดนไทย-กัมพูชา ระอุ ทหารไทยยิงปะทะเดือดทหารกัมพูชา หลังจากพบทหารกัมพูชา ตรึงกำลังที่ช่องบก จ.อุบลฯพื้นที่อ้างสิทธิ 2 ฝ่าย ก่อนเจรจายุติการปะทะ ด้านแม่ทัพภาค 2 ย้ำทหารไทยไม่ถอย ส่วน “ภูมิธรรม” กำชับให้ระมัดระวัง เหตุยังเผชิญหน้า ขอฟังรายละเอียดปมกัมพูชา ละเมิด MOU 43

เมื่อเวลา 05.45 น.วันที่ 28 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้เกิดเหตุยิงปะทะกันระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชา บริเวณช่องบก จ.อุบลราชธานี ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวยังไม่มีการปักปันเขตแดนไทย-กัมพูชา อย่างเป็นทางการ และเป็นพื้นที่ซึ่งทั้งสองประเทศอ้างสิทธิทับซ้อน แต่มีการทำข้อตกลงร่วมกันในการ “รักษาสถานภาพเดิม” (Status Quo) เพื่อหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ที่อาจกระทบต่อเสถียรภาพในพื้นที่ชายแดน โดยกำหนดให้ไม่มีการดำเนินการที่อาจเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงในพื้นที่ เช่น การก่อสร้างสิ่งปลูกสร้าง การเคลื่อนย้ายกำลังพล หรือการเข้าดำเนินการต่างๆ โดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้า เป็นต้น

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ก่อนเกิดการยิงปะทะดังกล่าว ทหารไทยได้ตรวจพบการเคลื่อนกำลังพล และการตั้งจุดตรึงกำลังในพื้นที่ของทหารฝ่ายกัมพูชา ซึ่งไทยอ้างสิทธิอยู่ เป็นการขัดต่อข้อตกลง โดยฝ่ายทหารไทย ได้จัดกำลังเข้าตรวจสอบ พร้อมกับเข้าไปเจรจา กระทั่งเกิดเหตุยิงปะทะกันขึ้น

ทั้งนี้ กำลังพลของไทยมาจากหน่วยเฉพาะกิจที่ 1 กองกำลังสุรนารี ซึ่งปฏิบัติภารกิจตามปกติในการประสานงานและเฝ้าระวังพื้นที่ ไม่มีเจตนาแสดงอำนาจเหนือดินแดน หรือยั่วยุใดๆ สำหรับเหตุปะทะเกิดจากความคลาดเคลื่อนในการประเมินสถานการณ์ในระดับภาคสนาม และยุติลงภายในเวลาอันสั้น โดยไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ ซึ่งภายหลังเกิดเหตุการณ์ พล.ต.ทล โซะวัน รองผู้บัญชาการกองพลสนับสนุนที่ 3 ของกัมพูชา ได้ประสานทางโทรศัพท์มายังรองผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี และสามารถตกลงยุติเหตุการณ์ได้ภายในเวลาประมาณ 05.55 น.

“สถานการณ์ขณะนี้ทั้งสองฝ่ายอยู่ระหว่างการหารือผ่านกลไกทวิภาคี ตามกรอบข้อตกลงที่มีอยู่ เพื่อจัดการกรณีพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนด้วยวิถีทางสันติ และวางแนวปฏิบัติร่วมกันในอนาคต” แหล่งข่าว กล่าวและว่า กำลังพลของฝ่ายไทยปลอดภัยทุกนาย และสถานการณ์อยู่ภายใต้การควบคุมอย่างใกล้ชิด ทางกองทัพบก ยึดมั่นในแนวทางสันติวิธี และให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ พร้อมประสานความร่วมมือกับกัมพูชา เพื่อรักษาเสถียรภาพชายแดนและความสงบสุขของประชาชนทั้งสองประเทศ

แหล่งข่าวระบุอีกว่า กองทัพบก ขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนและประชาชน ในการติดตามข้อมูลจากแหล่งข่าวทางการ และงดเผยแพร่ภาพหรือข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน ซึ่งอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดหรือกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ชายแดนไทยคือเส้นแห่งอธิปไตยและสันติ ที่เราต้องธำรงไว้ด้วยความเข้าใจและความร่วมมือ

ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงสถานการณ์แนวชายแดนไทย-กัมพูชา ว่าได้รับรายงานจากกองกำลังสุรนารี เกี่ยวกับเหตุปะทะกันบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านช่องบก จ.อุบลราชธานี โดยหน่วยเฉพาะกิจที่ 1 กองกำลังสุรนารี รายงานว่าพบทหารกัมพูชาเข้ามาวางกำลังในพื้นที่อ้างสิทธิ์ ซึ่งไม่เป็นไปตามข้อตกลง ฝ่ายไทยจึงจัดชุดประสานงานเข้าพูดคุยเจรจาตามแนวทางการปฏิบัติที่เคยกระทำมา แต่เมื่อถึงบริเวณดังกล่าว กำลังส่วนระวังเหตุของทหารกัมพูชา ได้เกิดเข้าใจผิด และเริ่มใช้อาวุธ ฝ่ายไทยจึงใช้อาวุธตอบโต้กลับไป โดยใช้เวลาประมาณ 10 นาที

ต่อมาเวลา 05.55 น.พล.ต.ทล โซะวัน รองผู้บัญชาการกองพลสนับสนุนที่ 3 ฝ่ายกัมพูชา ได้โทรศัพท์ประสานงานกับ พ.อ.บุญเสริม บุญบำรุง รองผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายยุติการปะทะ โดยทั้งสองฝ่ายตกลงหยุดยิงและตรึงกำลังบริเวณจุดปะทะ ปัจจุบันทั้งสองฝ่ายอยู่ระหว่างการเจรจาผ่านกลไกทวิภาคี เพื่อจัดการกรณีอ้างสิทธิในพื้นที่ และกำหนดแนวทางร่วมกันในการปฏิบัติอย่างสันติ ตามข้อตกลงที่มีอยู่ ขอยืนยันว่ากำลังพลฝ่ายไทยปลอดภัย ไม่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต และจะรายงานความคืบหน้าเพิ่มเติมให้ทราบในลำดับต่อไป

ด้าน พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวถึงเหตุปะทะระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชา บริเวณช่องบก จ.อุบลราชธานี ว่าช่วงเช้าที่ผ่านมา กำลังพลของกองกำลังสุรนารี ได้ลาดตระเวนพบทหารกัมพูชา ขุดคูเลตเช่นเดียวกับที่บริเวณเนิน 745 ช่องบก ก่อนหน้านี้ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่อ้างสิทธิ์ โดยก่อนจะเกิดเหตุปะทะกัน ทหารไทยได้เข้าไปเจรจา แต่ทางกัมพูชา ยิงสวนออกมา จึงเกิดการปะทะกัน อย่างที่เป็นข่าว สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหาหลังจากนี้ ผู้บังคับบัญชาในระดับพื้นที่ กำลังพูดคุยเจรจา

“ยืนยันว่าทหารไทยทำหน้าที่รักษาอธิปไตยตามแผนที่ 1 : 50,000 ซึ่งในพื้นที่ทับซ้อนของทั้ง 2 ประเทศ จะมีการออกลาดตระเวนอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายล้ำเข้ามา ซึ่งทุกฝ่ายต้องยึดตาม MOU 43” แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าว

ขณะเดียวกัน นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กล่าวว่า ได้รับรายงานเหตุปะทะกันในพื้นที่ช่องบก จ.อุบลราชธานี แล้ว ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตอ้างสิทธิ โดยทางกัมพูชา ได้เข้ามาตรึงกำลังในเขตอ้างสิทธิของทั้ง 2 ประเทศ ส่วนทหารไทยลาดตระเวนไปพบ จึงเข้าเจรจา แต่กลับถูกฝ่ายกัมพูชา ยิงใส่ก่อน ภายหลังเกิดหตุ ทหารคนสนิทของ พล.อ.เตีย เซ็ยฮา รมว.กลาโหม กัมพูชา ได้โทรศัพท์มาหา พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมชกลาโหม ขอให้ทั้งสองฝ่ายลดการเผชิญหน้า ซึ่งปัจจุบันทหารไทยยังตรึงกำลังอยู่ในพื้นที่ เช่นเดียวกับฝ่ายกัมพูชา

“ผมได้รับรายงานจากในพื้นที่ว่า ถือเป็นเหตุการณ์ที่จำเป็นที่จะต้องยิงโต้ตอบ เพื่อป้องกันตัวและปกป้องอธิปไตยของไทย และผมได้กำชับว่าให้ระมัดระวัง สถานการณ์ขณะนี้แม้จะหยุดยิง แต่กำลังทั้งสองฝ่ายยังเผชิญหน้ากันอยู่ โดย พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้เรียกประชุมกองกำลังที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ทั้งหมดแล้ว” นายภูมิธรรม กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่าการที่กัมพูชา เข้ามาในพื้นที่อ้างสิทธิ เป็นการละเมิด MOU 43 หรือไม่ นายภูมิธรรม ระบุว่า พื้นที่ดังกล่าวยังไม่ได้มีการปักปันเขตแดน และยังไม่มีข้อตกลงว่าเป็นพื้นที่ของใคร นอกจากนี้ก็เคยพูดคุยกันไปแล้ว ว่าในพื้นที่เช่นนี้ห้ามไปก่อสร้างหรือทำสิ่งใดๆ เพิ่มเติม ยกเว้นการลาดตระเวนร่วมกันของกำลังทั้ง 2 ฝ่าย โดยปราศจากอาวุธ เมื่อถามว่า เหตุดังกล่าวถือว่าฝ่ายกัมพูชา เป็นฝ่ายละเมิด MOU 43 ใช่หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ขอฟังรายละเอียดทั้งหมดก่อน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ.ได้เรียกประชุมผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดอย่างเร่งด่วน เพื่อกำชับแนวทางปฏิบัติให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร กล่วถึงกรณีทหารไทยปะทะกับทหารกัมพูชา ที่ช่องบก จ.อุบลราชธานี ว่า กมธ.เพิ่งลงพื้นที่ปราสาทตาเมือนธม และทราบว่าสถานการณ์ค่อนข้างตึงเครียด ทางกัมพูชา พยายามเร่งรัดเรื่องเส้นเขตแดน และมีมุมมองการแบ่งเส้นเขตแดนที่แตกต่างกันมาก ดังนั้นเรื่องนี้ไทยต้องยืนยัน ว่าปราสาทตาเมืองธม เป็นของไทย ให้ชัดเจน ตนสนับสนุนให้เกิดการเจรจาพูดคุยเคลียร์เรื่องเส้นเขตแดน รัฐบาลควรใช้จังหวะนี้พูดคุยหาทางออก เพราะทั้ง 2 ประเทศ ไม่สามารถยกประเทศหนีไปได้ ต้องอยู่ร่วมกัน และสามารถคิดเรื่องการค้าการลงทุนในการพูดคุยอย่างสร้างสรรค์ได้

“หากมีการรบหรือปะทะกัน มันไม่ดีต่อใคร ตอนนี้ชาวบ้านที่นั่นเตรียมทำความสะอาดบังเกอร์ เตรียมกระเป๋าพกรอว่าจะเกิดอะไรขึ้น ต้องใช้เวลาเท่าไหร่ในการหลบหนี ไม่มีใครได้ประโยชน์จากเรื่องนี้ แต่ถ้าเราสามารถเจรจาลดดีกรีความร้อนแรง ตนเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ รัฐบาลต้องเอาจริงกับเรื่องนี้ อย่าทำให้ประชาชนคนไทยสงสัยว่า ความสัมพันธ์ที่สนิทแนบแน่นกับรัฐบาลกัมพูชา มันจะนำไปสู่การเอื้อประโยชน์บางอย่างที่ไม่ได้ปกป้องรักษาผลประโยชน์ของคนไทย” นายรังสิมันต์ กล่าว

นายรังสิมันต์ กล่าวอีกว่า เรื่องนี้รัฐบาลต้องชัดเจน และขอยกตัวอย่างที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นคือการสั่งให้ถอนทัพ และนำกำลังออกจากปราสาทตาเมืองธม มันไม่ควรเพราะมันเป็นไปตามผลการเจรจาที่ย้อนกลับไปตั้งแต่การปะทะกันครั้งสุดท้าย ตนคิดว่ากองทัพ ไม่ได้ทำอะไรผิดในเรื่องนี้ และยืนยันว่าปราสาทตาเมือนธม เป็นของเรา แต่ข้อขัดแย้งก็ต้องมีการเจรจาเชิงรุก เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาแบบนี้ซ้ำอีกแล้ว

ต่อมา เพจเฟซบุ๊ก RFA Khmer โพสต์ข้อความโดยระบุว่า ทหารเขมร ชื่อ Soun Roun อายุ 48 ปี อาศัยอยู่ในหมู่บ้านโคมเปญ ชุมชนยาง อ.เจียมกสันติ์ จ.พระวิหาร ประเทศกัมพูชา ซึ่งเป็นทหารที่ยืนอยู่ในเขตชายแดน เสียชีวิตจากการยิงปะทะกับทหารไทย ในช่วงเช้าวันที่ 28 พฤษภาคมนี้ โดยญาติที่ไม่ประสงค์ออกนาม บอกกับ Radio Asia Liberty ว่าขณะนี้ได้มีการจัดงานศพนาย Soun Roun ในกองร้อยที่ 9

สำหรับเหตุปะทะกันในครั้งนี้ ฝ่ายไทย ระบุว่าทหารเขมร เข้าไปในชายแดนที่พิพาท และกองกำลังได้เข้าเจรจาและกีดขวาง แต่ถูกทหารเขมรยิงก่อน ทำให้ทหารไทยยิงกลับ เพื่อเป็นการป้องกัน แต่ Mao Phalla โฆษกกองทัพกัมพูชา บอกว่า ทหารไทยเป็นฝ่ายยิงก่อน เนื่องจากทหารเขมรกำลังลาดตระเวนชายแดนซึ่งปฏิบัติเป็นประจำ แต่หลังจากปะทะกัน 10 นาที ผู้บัญชาการกองทัพภาคของทั้งสองประเทศ ได้ติดต่อกันทางโทรศัพท์ เพื่อสั่งให้ทหารหยุดยิง

สำหรับชายแดนช่องบก หรือที่รู้จักกันในนาม “สามเหลี่ยมมรกต” เป็นพื้นที่รอยต่อ 3 ประทศ คือไทย ลาว และกัมพูชา ตั้งอยู่ใน อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงจุดผ่านแดนทั่วไป แต่ยังเป็นผืนแผ่นดินที่จารึกประวัติศาสตร์ในฐานะสมรภูมิ ที่เคยพิสูจน์ความกล้าหาญของเหล่าวีรชนทหารไทย โดยเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้น คือในช่วงปี 2528-2530 ซึ่งกองทัพเวียดนาม ที่ยึดครองกัมพูชา อยู่ ได้รุกล้ำเข้ามาในพื้นที่อ้างสิทธิของไทย ทางกองกำลังสุรนารี ได้เปิดยุทธการ ผลักดันและขับไล่กองกำลังต่างชาติออกจากผืนแผ่นดินไทย โดยการสู้รบเป็นไปอย่างดุเดือด และยากลำบาก เนื่องจากภูมิประเทศเป็นป่าทึบ เขาสูงชัน และมีทุนระเบิดจำนวนมาก ก่อนจะขับไล่ทหารเวียดนาม ออกไปได้ แต่ก็แลกมาด้วยการสูญเสียกำลังพลมากถึง 109 นาย และบาดเจ็บอีก 664 นาย นับเป็นบันทึกวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ของทหารไทยในการปกป้องอธิปไตยของชาติ และแม้ว่าสมรภูมิครั้งนั้นจะสิ้นสุดลง แต่ปัญหาการปักปันเขตแดนยังคงอยู่

ช่องบก ยังคงเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อน และเกิดความขัดแย้งเล็กๆ น้อยๆ เป็นระยะ แผนที่ซึ่งใช้ในการปักปันเขตแดนในอดีตขาดความแม่นยำ และไม่สอดคล้องกัน ทำให้ทั้งไทยและกัมพูชา ต่างหยิบยกขึ้นมาอ้างสิทธิพื้นที่ทับซ้อน กลายเป็นชนวนความขัดแย้งที่ยังปรากฏให้เห็นจนถึงปัจจุบัน โดยทั้งสองฝ่ายยังอยู่ระหว่างการเจรจาผ่านกลไกทวิภาคี เพื่อหาแนวทางร่วมในการปฏิบัติร่วมกันอย่างสันติ

นายกฯเรียกผบ.ตร. แจงเหตุฮ.ตำรวจตก เพจดังแฉนักบินโอด เครื่องแทบบินไม่ได้

นายกฯเรียกผบ.ตร. แจงเหตุฮ.ตำรวจตก เพจดังแฉนักบินโอด เครื่องแทบบินไม่ได้

นายกฯเรียกผบ.ตร. แจงเหตุฮ.ตำรวจตก เพจดังแฉนักบินโอด เครื่องแทบบินไม่ได้

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายกฯเรียกผบ.ตร. แจงเหตุฮ.ตำรวจตก เพจดังแฉนักบินโอด เครื่องแทบบินไม่ได้

นายกฯ เรียก ผบ.ตร.รายงานเหตุ ฮ.ตก ด้าน “บิ๊กต่าย’”สั่งกองบินตำรวจ เร่งสำรวจอากาศยานทุกลำ ยันให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยนักบิน สอบเข้มหากพบทุจริต ไม่ละเว้น ชี้ขอ ฮ.ใหม่ อยู่ในแผน แต่ต้องดูความจำเป็น-งบประมาณ ขณะที่เพจดัง แฉ นักบินที่ตาย ตัดพ้อกับเพื่อน เครื่องไม่พร้อม แทบบินไม่ได้

เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เรียก พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เข้ารายงานความคืบหน้าเหตุเฮลิคอปเตอร์ตำรวจ รุ่นเบลล์ 212 ประสบเหตุตก ที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคมที่ผ่านมา จนนักบินและผู้ช่วยฯ เสียชีวิต 3 นาย โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวภายหลังรายงานต่อนายกฯ ว่า นายกฯ มีความเป็นห่วงต่อเหตุการณ์ดังกล่าว จึงให้ตนและทีมงานกองบินตำรวจ เข้ามารายงานข้อมูล และแจ้งว่าหากต้องการอะไรอย่างไรขอให้มีการพิจารณาแล้วเสนอขึ้นมา

เมื่อถามว่ามีการเปิดเผยว่าเฮลิคอปเตอร์ไม่อยู่ในสภาพที่พร้อมบิน รวมทั้งมีการเปิดเผยข้อมูล ว่ามีข้อความจากนักบินในเรื่องที่เฮลิคอปเตอร์ ไม่พร้อม พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่า ทางผู้บริหารในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เราตระหนักถึงสิ่งจำเป็นอันแรกคือความปลอดภัยของนักบิน เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นเราสูญเสียอย่างมาก เราคำนึงถึงความปลอดภัยของนักบินเป็นหลัก การแสดงความคิดเห็นที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่สามารถพูดได้ แต่สิ่งต่างๆ ย่อมต้องมีการตรวจสอบ ถ้าตรวจสอบแล้วพบว่ามีใครพฤติมิชอบ ทำผิด สิ่งนั้นจะต้องถูกดำเนินการอย่างเด็ดขาด

ต่อข้อถามว่าในฐานะผู้บังคับบัญชา มองอย่างไรกับข้อความที่ว่าเฮลิคอปเตอร์ไม่พร้อมบิน แต่ต้องบิน พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่า เราไม่ปฏิเสธการแสดงความเห็นหรือรับฟัง ตนได้เอาความเห็นดังกล่าวส่งให้จเรตำรวจแห่งชาติ เพื่อเป็นประเด็นตรวจสอบเราไม่ละเลยในทุกความเห็น เมื่อถามอีกว่า จะมีการขอเฮลิคอปเตอร์ลำใหม่ หรือไม่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่า การขออากาศยานใหม่อยู่ในแผนการบริหารงาน เรามีความอยากได้อย่างเดียวไม่ได้ ต้องดูภารกิจ ความจำเป็น และงบประมาณในสิ่งที่เราจะได้ และแนวคิดเรื่องการบริหารงานจากนี้ตนคิดถึง 10 ปีข้างหน้า โดยเอาเรื่องภารกิจและความจำเป็นกับอากาศยานที่มีอยู่ มารวมกัน เพื่อดูว่าเราต้องการเท่าไหร่ อย่างไร

เมื่อถามว่าเพจ CSILA เปิดเผยว่า เฮลิคอปเตอร์มีอยู่ 69 ลำ สามารถใช้จริงได้แค่ 9 ลำ ขณะที่การซ่อมบำรุงไม่เป็นตามมาตรฐาน มีการทุจริต พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่า ทุกคนมีข้อมูลแต่เราต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้บริหารกองบินด้วย ว่าจริงๆ แล้ว มีเท่าไหร่ ใช่ได้เท่าไหร่ ใช่ไม่ได้เพราะอะไร และที่ใช้อยู่ หรืออยู่ระหว่างรอซ่อม เป็นการซ่อมตามวงรอบ ไม่ใช่ถึงรอบชั่วโมงบินที่กำหนดแล้วไม่ซ่อม ไม่ดู อย่างนี้ถือว่าละเลยหรือไม่ อันนี้น่าดูมากกว่า

ผบ.ตร.กล่าวต่อว่า ถ้ามีการซ่อมเป็นปกติ ก็ต้องไปดูว่าซ่อมตามวงรอบหรือไม่ ส่วนจะเกิดกรณีการทุจริตเหมือนที่ถามหรือไม่ ต้องขึ้นกับการตรวจสอบ และย้ำว่าถ้าตรวจสอบแล้วมีการเบียดบัง ทุจริตอะไรก็ตาม เราดำเนินการอย่างเด็ดขาด เพราะนี่คือชีวิตมนุษย์ ชีวิตของนักบิน และชีวิตของผู้ร่วมปฏิบัติหน้าที่ เราจำเป็นต้องให้ปลอดภัยที่สุด ซึ่งนายกฯ ได้กำชับการตรวจสอบเรื่องนี้ ว่าให้ดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องของชีวิตคน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ เพจ CSILA ได้ระบุถึงกรณีหนึ่งในนักบินที่ชื่อ ‘สารวัตรจ๊อบ’ ได้คุยแชทกับเพื่อน ในเชิงตัดพ้อก่อนบิน ว่า “เครื่องไม่พร้อมบิน ไม่อยากให้ใครรู้จริงๆ เครื่องเราแทบบินไม่ได้” นอกจากนี้ ยังโพสต์ระบุอีกว่า ฮ.ตำรวจ ตก ไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่คือผลพวงการทุจริต ข้อมูลวงในเผยว่า เครื่องเคยค้างพื้นมาตั้งแต่ปลายปี 2566 เพราะระบบไฮดรอลิก มีปัญหา แต่ไม่ได้รับการซ่อมบำรุงอย่างจริงจัง จนสุดท้าย นักบินต้องทิ้งตัวฉุกเฉิน เครื่องเสียหายยับ

วันเดียวกัน นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงเหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์กองบินตำรวจ ตกที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ว่า เคยอธิบายไปแล้วเมื่อปี 2565 ว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นในกองบินตำรวจ ย้อนไปตั้งแต่ ผบก.ท่านหนึ่ง มีการนำอะไหล่ดีและไม่ดี มารวมกัน พร้อมนำไปขายทิ้ง ทำให้เฮลิคอปเตอร์จำนวนมากของกองบินตำรวจ ไม่สามารถใช้งานได้

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังพบว่านำอะไหล่ไปขายในราคาถูก และมีการนำเงินไปซื้ออะไหล่ที่ไม่จำเป็น อีกทั้งเมื่อดูในรายละเอียด พบว่ามีความน่าสงสัยสูง เช่น การซื้อตาข่ายกันนกในราคา 30 ล้านบาท ทั้งที่ราคาในตลาดทั่วไปหลักหมื่นถึงหลักแสนบาทเท่านั้น และมีข้อบ่งชี้ว่ามีการทุจริตอย่างกว้างขวาง ที่ผ่านมาเคยส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต หรือ ป.ป.ช.เพื่อดำเนินการเอาผิดแล้ว โดยผู้ที่เกี่ยวข้องในเวลานั้นเป็นอดีต ผบก.ก็เป็นหนึ่งในตัวละครสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตเรื่องนี้ แต่ไม่แน่ใจว่าขณะนี้เกษียณไปแล้วหรือไม่

นายรังสิมันต์ กล่าวอีกว่า มีหนังสือตอบกลับจาก ป.ป.ช.ว่าเรื่องนี้ไม่มีมูล ซึ่งความหมายคือไม่พบการทุจริตเกิดขึ้นในกองบินตำรวจ ดังนั้นหากเป็นแบบนี้ “ฝีก็เริ่มแตก” เพราะการที่เฮลิคอปเตอร์ตก และก่อนหน้านี้มีอุบัติเหตุในลักษณะคล้ายกัน สะท้อนให้เห็นว่าการบำรุงรักษาอากาศยานและเฮลิคอปเตอร์ ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ตนทราบว่า เฮลิคอปเตอร์ที่ใช้ในกองบินตำรวจมีอายุการใช้งานมากแต่จะเป็นข้ออ้างไม่ได้ เป็นคนละเรื่องกัน จึงควรเร่งดำเนินการเรื่องนี้เพื่อนักบินจะไม่ต้องเสียชีวิต และช่วยป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำได้ ส่วน กมธ.จะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงหรือไม่ อยู่ระหว่างพิจารณา เพราะ กมธ.ก็มีเรื่องพิจารณาค่อนข้างมาก

ช็อก!ฮั้วสว.ลอต4 ‘พ่อตาธรรมนัส’ถูกหมายเรียกด้วย ‘นภินทร’เข้าพบกกต.

ช็อก!ฮั้วสว.ลอต4 ‘พ่อตาธรรมนัส’ถูกหมายเรียกด้วย ‘นภินทร’เข้าพบกกต.

ช็อก!ฮั้วสว.ลอต4 ‘พ่อตาธรรมนัส’ถูกหมายเรียกด้วย ‘นภินทร’เข้าพบกกต.

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ช็อก!ฮั้วสว.ลอต4 ‘พ่อตาธรรมนัส’ถูกหมายเรียกด้วย ‘นภินทร’เข้าพบกกต. รับทราบข้อกล่าวหา ‘อนุทิน-ศุภชัย’บี้DSI ออกหมายเรียก‘ณฐพร’

“พ่อตาธรรมนัส”มีชื่อเป็น 1 ใน 16 สว. ที่ถูก กกต.ออกหมายเรียกเข้ารับทราบข้อกล่าวหาคดีฮั้วเลือก สว. ในลอต 4 ขณะที่ “นภินทร” รมช.พาณิชย์ เข้ารับ ทราบข้อกล่าวหาแล้ว ยันไม่ได้ เกี่ยวข้อง เชื่อพิสูจน์ได้ พร้อมหอบหลักฐานชี้แจง “สมเจตน์”งง ตั้งข้อหา ไม่ระบุพฤติการณ์ ย้ำไม่เกี่ยว พร้อมให้ความร่วมมือ ชี้แจงทุกอย่าง “ครูแก้ว”ส่งทนายมาแทน “อนุทิน-ศุภชัย”รุมบี้ดีเอสไอออกหมายเรียก“ณฐพร”หากไม่มา ต้องออกหมายจับ ข้องใจปล่อยดองคดี จนใกล้หมดอายุความ ยังปูดเคยมีคดีในอดีตเพียบ

เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 มีรายงานข่าวว่า รายงานปฏิบัติการ“เช็คบิล”ครั้งสำคัญของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน คณะพิเศษคณะที่ 26 ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ได้ออกหมายเรียกสมาชิกวุฒิสภา (สว.)รวม16รายชื่อ ให้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาในคดี“ฮั้วเลือก สว.”ล็อตที่ 4

ช็อก‘พ่อตาธรรมนัส’ถูกหมายเรียก

โดยทั้ง 16 รายชื่อที่ถูกออกหมายเรียกเป็น สว.ทั้งหมด จากการสอบถาม สว.กลุ่มพันธุ์ใหม่ ได้รับการยืนยันว่าไม่มี สว.พันธุ์ใหม่ รวมอยู่ในกลุ่มนี้ ดูอย่างรวดเร็วแล้ว ก็น่าจะไม่มี สว.“สีขาว”ด้วย เชื่อว่าส่วนใหญ่น่าจะเป็นสว. “สีน้ำเงิน”หากจะมี สว.สีอื่นผสมอยู่ ก็น่าจะเป็นส่วนน้อย เดิมทีเข้าใจว่าทั้ง 16 รายชื่อ น่าจะเป็น สว. สีน้ำเงินทั้งหมด

เมื่อพิจารณาไล่เรียงรายชื่อทั้ง 16 คน พบความน่าตกใจอย่างยิ่งในอันดับที่14 มี ชื่อ นายขจรศักดิ์ ศรีวิราช ซึ่งเป็นสว.ในกลุ่ม19(กลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพ/อาชีพอิสระ)จากจังหวัดพะเยา จากการตรวจสอบในทะเบียนราษฎร์ นายขจรศักดิ์ ศรีวิราช คือ อดีตรองนายกอบจ.พะเยา พ่อตาของ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า การพบชื่อนี้รวมอยู่ในกลุ่มผู้ถูกออกหมายเรียกทำให้เกิดความตกใจและ“ช็อกทั้งแวดวงการเมือง”ชื่อของนายขจรศักดิ์ถูกระบุว่า“แทรกมาแบบเนียนๆ”ในกลุ่มนี้

โดยมีการตั้งคำถามว่า“นาทีนี้ใครกล้าเช็คบิลพ่อตาผู้กองธรรมนัส”โดยคณะพิเศษที่ 26 ของ กกต.ที่ดำเนินการนี้ ประกอบด้วยกรรมการ 7 คน โดยมาจาก กกต. 4 คน และ DSI 3 คน คณะชุดนี้ถูกเรียกว่าเป็น “มือพิฆาต”ที่ทยอยเรียกหมายเรียกบุคคลต่างๆไปรับทราบข้อกล่าวหา

‘นภินทร’รับทราบข้อกล่าวหาคดีฮั้ว

เช้าวันเดียวกัน ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รมช.พาณิชย์ จากพรรคภูมิใจไทย เดินทางสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อเข้ารับทราบข้อกล่าวหาในคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา(สว.) ต่อ คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน คณะที่ 26 ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่เป็นคณะกรรมการร่วมกับกรมสอบสวนพิเศษ(ดีเอสไอ)

มั่นใจ100%ไม่เกี่ยว-พิสูจน์ตัวเองได้

โดยนายฯภินทรเผยว่าวันนี้ขอฟังข้อเท็จจริงเพื่อจะเดินเตรียมพยานหลักฐานมาสู้คดี ข้อกล่าวหาตนทราบเพียงคร่าวๆแต่ยังไม่ขอเปิดเผยลงรายละเอียด และยืนยันว่ามั่นใจ100เปอร์เซ็นต์ ตนสามารถพิสูจน์ตัวเองได้ว่าไม่เกี่ยวข้องกับการฮั้วเลือก สว.ส่วนเหตุผลที่มีชื่อในการรับทราบข้อกล่าวหานั้น ขอทราบข้อเท็จจริงก่อนต่ยืนยันว่า สิ่งที่เราได้ปฏิบัติตนมา ไม่เคยมีความเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ตนเชื่อว่าเป็นเรื่องเท็จทั้งนั้น

‘อนุทิน’ให้กำลังใจทำตามก.ม.

ส่วนการพูดคุยกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.)นายนภินทร ตอบว่าได้มีการพูดคุยกันหลังประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวานนี้ซึ่งหัวหน้าพรรคก็ให้กำลังใจ และกำชับให้ปฏิบัติตามกฎหมาย

ผู้สื่อข่าวถามถึงเส้นทางการเงินในคดีที่เชื่อมโยงไปถึง นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย นายนภินทร กล่าวว่า คนอื่นตนไม่ทราบ แต่ก็เชื่อว่าเลขาธิการพรรคไม่เกี่ยวข้อง พร้อมยืนยันไม่มีอะไรกังวล แม้ยังมีตำแหน่งรัฐมนตรีอยู่ มั่นใจในตัวเองและพยานหลักฐานที่เรามี ก่อนที่นายนภินทรจะขึ้นลิฟท์พร้อมทนายความเพื่อรับทราบข้อกล่าวหากับ กกต.ทันที

โล่งใจพร้อมหอบหลักฐานแจง

ด้านนายนภินทรให้สัมภาษณ์หลังเข้ารับทราบข้อกล่าวหาว่าตนไม่เคยพูดและกระทำการเช่นนั้น เมื่อตนขอทราบเหตุเพิ่มเติมทางคณะกรรมการ ก็ไม่สามารถให้ข้อมูลเพิ่มเติมได้ ตนแจ้งด้วยว่า ขอจัดเตรียมข้อมูลและให้การอย่างละเอียดภายใน 4-5วัน ทำการนี้ จะขอนำพยานเอกสารและพยานบุคคล ราวๆ 5-6 คน มาประกอบ แต่ไม่ขอเอ่ยรายละเอียดของบุคคลที่3ซึ่งเป็นคนนอก และต้องดูว่าเขาจะมาให้การในลักษณะใดว่าจะส่งเป็นเอกสารทำให้การหรือมาให้การด้วยตัวเอง

ยันเคลียร์บริสุทธิ์ทุกประเด็น

เมื่อถามว่าทางคณะกรรมการ ได้แจ้งพฤติการณ์ที่เราเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการฮั้วสว. อย่างไรหรือไม่ นายนภินทร กล่าวว่า ก็มีการแจ้ง แต่ตนไม่ขอลงในรายละเอียด เพราะตนมีพยานบุคคลที่สามารถ ยืนยันได้ว่าตนไม่ได้กระทำเช่นนั้น ดังนั้น มั่นใจในพยานต่างๆ ที่ตนมีอยู่และมั่นใจในความบริสุทธิ์ของตนเอง

“มั่นใจว่า สิ่งที่ผมจะนำพยานหลักฐานมานั้นสามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองได้ ไม่ได้กังวลอะไร” ถือว่าค่อนข้างสบายใจ เพราะว่าไม่มีพฤติกรรมอะไรที่ผมพิสูจน์ไม่ได้” นายนภินทร กล่าว

‘สมเจตน์’งงตั้งข้อหา ไร้พฤติการณ์

ด้าน นายสมเจตน์ ลิมปะพันธ์ อดีต สส.สุโขทัย ที่ปรึกษารมว.มหาดไทย (อนุทิน ชาญวีรกุล)กล่าวภายหลังการเข้ารับทราบข้อกล่าวหาฮั้วสว.ต่อคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน คณะที่ 26ว่าตนเป็นกลุ่มคนนอก ที่เข้ามารับทราบข้อกล่าวหา ซึ่งไม่มีอะไร เพราะเราไม่ได้ยุ่งเกี่ยวอยู่แล้ว ในส่วนของคณะกรรมการ ไม่ได้มีการอธิบาย หรือบรรยายพฤติกรรมว่าตนได้เข้าไปเกี่ยวข้องอย่างไร อาจเป็นข้อกล่าวอ้างของบุคคลเท่านั้น ส่วนตัวก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าโดนอะไร ไม่มีการแจ้งพฤติการณ์ มีแค่ที่บอกว่าเป็นไปตามข่าว เราก็ชี้แจงไปตามข้อกล่าวหา ซึ่งข้อกล่าวหาไม่มีอะไร แต่ก็ได้แจ้งเอาไว้ว่าหากมีอะไรที่ต้องการให้เราชี้แจงเพิ่มเติมก็ยินดี ส่วนผู้ที่มารับทราบข้อกล่าวหาคนอื่นๆนั้นก็ไม่ได้มีการพูดคุยกันเพราะมีการแยกห้องสอบ

ยันไม่เกี่ยวพร้อมแจงทุกอย่าง

“เมื่อคณะกรรมการสอบสวน ยังไม่ได้บอกเราเลยว่าเรื่องอะไรก็เลยตอบหรือชี้แจงไปได้แค่นั้นไม่ถามอะไรเลยพอเข้าไปในห้อง เราก็ยื่นชี้แจงตามที่เขากล่าวหามาแต่มันก็ไม่มีอะไรเลย เรื่องเส้นเงินก็ไม่มี”นายสมเจตน์

เมื่อถามว่าได้คุยกับนายอนุทิน บ้างหรือไม่นายสมเจตน์ กล่าวว่า ตนเป็นที่ปรึกษาจึงได้คุยกับหัวหน้าตลอด แต่ก็ไม่มีอะไรและเรียนท่านว่า ไม่มีอะไรเกี่ยวข้อง ไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยว ถ้าตนมีญาติพี่น้องเข้าไปลงสมัครสว.ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่นี่ไม่มีอะไรเลย ตนถึงถามว่า มีอะไรพิเศษฝากมาถามตนหรือไม่ ซึ่งเขาก็ไม่มีอะไร รวมๆใช้เวลารับทราบข้อกล่าวหาและให้ข้อมูลแค่ 15 นาที ดังนั้น จึงถือว่างงและสงสัยว่าเราโดนเรื่องอะไร

อดีตผู้สมัครสส.มั่นใจไม่ได้ทำผิด

ขณะที่ นายวงศกร ชนะกิจ อดีตผู้สมัครสส.ภูเก็ตเขต2พรรคภูมิใจไทย กล่าวภายหลังเข้าชี้แจงว่า ประเด็นที่คณะกรรมการตรวจสอบถามส่วนใหญ่ จะเป็นประเด็นเกี่ยวกับข้อกฎหมายซึ่งก็ตอบไปตามข้อเท็จจริง ซึ่งกรรมการมีการสอบ ถามเรื่องในลักษณะของของพฤติกรรม หรือเส้นเงินบ้าง เป็นแบบเขาถามมา เราก็ตอบไป การชี้แจงก็ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ตนไม่รู้ว่าใครมาบ้าง เพราะแต่ละคนจะให้ปากคำคนละห้อง ซึ่งตนก็ยังคงยังมั่นใจว่าไม่ได้ทำอะไรผิด และยินดีที่จะมาให้ปากคำอีก ถ้าหากคณะการสอบสวนยังมีข้อสงสัย

ครูแก้วส่งทนายรับทราบข้อหาแทน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายศุภชัย โพธิ์สุ อดีตรองประธานสภาฯและอดีต สส.นครพนม หนึ่งในรายชื่อที่ กกต.เชิญมารับทราบข้อกล่าวหานั้นปรากฏว่า เจ้าตัวได้ส่งทนายความมารับทราบข้อกล่าวหาแทน ซึ่งได้รับทราบข้อกล่าวหาในเบื้องต้นแล้ว และให้ทนายความรับฟังรายละเอียดเพิ่มเติม พร้อมยืนยันในความบริสุทธิ์ว่า ไม่ได้เกี่ยวข้อง

‘อนุทิน’จี้DSIออกหมายเรียก‘ณฐพร’

ที่รัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงคดีความคืบหน้าติดตามตัวนายณฐพร โตประยูร อดีตที่ปรึกษาประธานผู้ตรวจการแผ่นดินเป็น 1 ใน 14 ผู้ต้องหาร่วมกันฟอกเงินคดีสหกรณ์คลองจั่น ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)ได้ประสานกรมการปกครองในการติดตัวไปฟ้องศาลหรือไม่ว่าจริงๆมีการประสานกันอยู่แล้ว โดยดีเอสไอได้ติดตามตัวในจังหวัดต่างๆ เกี่ยวกับคดีฮั้วสว.โดยมีหนังสือให้ฝ่ายปกครองให้ความร่วมมือดีเอสไอลงพื้นที่ ฉะนั้น หากดีเอสไอโดยสำนักงานอัยการสูงสุดประสานมาให้ติดตามตัวนายณฐพรไปถึงขึ้นศาล 2 ครั้ง ขณะนี้ใกล้หมดอายุความในวันที่ 15 มิ.ย.นี้ ทางกระทรวงมหาดไทยก็พร้อมให้ความร่วมมือดีเอสไอว่ามีการหลบซ้อนอยู่ที่ไหน แต่ต้องรอให้ดีเอสไอออกหมายจับ ก่อนเพราะขณะนี้ออกแค่หมายเรียกแล้ว เพราะหากออกหมายจับทุกองค์กร ก็ต้องชี้เบาะแส ให้การร่วมมือในการจับกุมผู้ต้องหา ที่ต้องเร่งเพราะอายุความเหลือนิดเดียว

หากไม่มาต้องออกหมายจับ

“หากดีเอสไอออกหมายเรียกไปแล้วไม่มา ต้องออกหมายจับ เพราะอัยการประสานดีเอสไอให้ออกหมายเรียกตั้งเดือน ก.พ.68 และเวลาล่วงเลยมาหลายเดือน ผู้ต้องหาปรากฎตัวตามที่ต่างๆ และแจ้งกำหนดการล่วงหน้าว่าจะไปไหน ตรงนี้ผมว่า ผู้มีหน้าที่จับกุม ต้องอธิบายให้ได้ว่า ทำไมปล่อยให้ทอดมาถึงทุกวันนี้ จนใกล้หมดอายุความ ฉะนั้น ต้องเร่งเพราะผู้ต้องหาไม่ได้หลบหนีไปไหน”นายอนุทิน ย้ำ

ถ้าไม่จับกุมส่อละเว้นปฎิบัติหน้าที่

เมื่อถามว่าผู้ที่เกี่ยวข้องในคดีจะดึงเรื่องหรือไม่ เพราะดำเนินการมา 8 ปี ยังไม่สามารถฟ้องศาลได้ นายอนุทิน กล่าวว่า นายณฐพรมีหลายคดีแล้ว ตั้งแต่ใช้ชื่อเก่าเช่นคดีเช็ค แต่ไม่มีการควบคุมตัวเลย จากที่กรมการปกครองไปตรวจสอบประวัติอาชญากรก็มีหลายคดีโดยใช้ชื่อเก่า ซึ่งลักษณะก็คล้ายแบบนี้ทอดและดึงเวลาให้หมดอายุความ แต่เที่ยวนี้คงลำบาก เพราะปรากฏตัวอย่างชัดเจน และมีหนังสือของอัยการให้เร่งรัดจับกุม ซึ่งหากไม่จับกุม ก็เข้าข่ายละเว้นปฎิบัติหน้าที่ จะทำให้ภาพลักษณ์ของรัฐดูไม่ดี ต้องช่วยกัน ซึ่งมหาดไทยก็ต้องช่วยดีเอสไอเพราะเราเกี่ยวข้องความมั่นคงในประเทศอยู่แล้วจะให้คนผิดกฎหมายลอยนวลหนีคดีเดินไปเดินมาไม่ได้

ภท.รุมจองเวร‘ณฐพร’บี้ดีเอสไอ

ด้านนายศุภชัย ใจสมุทร ทีมกฎหมายพรรคภูมิใจไทย(ภท.)ออกมาเรียกร้องให้ดีเอสไอออกหมายจับนายณฐพร โตประยูร อดีตที่ปรึกษาประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ผู้ต้องหาคดีฟอกเงิน เพื่อส่งตัวมาให้อัยการเพื่อฟ้องคดีต่อศาลอาญา ก่อนคดีหมดอายุความในวันที่ 15 มิถุนายน 2568 พร้อมยังระบุพบพิรุธซุกหมายไม่ปรากฏชื่อต่อกองทะเบียนประวัติอาชญากร

DSI แจงไม่ได้ปล่อยผู้ต้องหา

ขณะที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ชี้แจงกรณีนายณฐพร 1 ใน 14 ผู้ถูกกล่าวหา คดีฟอกเงินการขายที่ดินของ นายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น วงเงิน 477 ล้านบาท ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)มีความเห็นสั่งฟ้อง ผู้ต้องหา 14 ราย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 กรมสอบสวนคดีพิเศษ ชี้แจงความคืบหน้าคดีอาญาดังกล่าว นั้น กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ตรวจสอบแล้วพบว่ากรณีดังกล่าวเป็นคดีพิเศษที่42/2559มีคำสั่งฟ้องนายศุภชัย กับพวก รวม 14 คน ในความผิดฐาน“ร่วมกันฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงิน”และมีการฟ้องผู้ต้องหาบางรายต่อศาลและสืบพยานแล้ว

นัด‘ณฐพร’ส่งตัวฟ้องศาล

สำหรับนายณฐพร พนักงานอัยการ มีการนัดหมายให้ไปพบเพื่อฟังคำสั่งแต่ไม่ได้ไปตามนัดหมายจนวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2568 พนักงานอัยการจึงมีหนังสือให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษจัดการให้ได้ตัวนายณฐพรฯมายื่นฟ้องต่อศาลภายในอายุความ 15ปี นับแต่วันกระทำความผิด พนักงานสอบสวนคดีพิเศษจึงได้ออกหมายเรียกนายณฐพรให้มาพบเพื่อนำตัวส่งพนักงานอัยการ 3 ครั้ง ต่อมาผู้ต้องหาได้มีหนังสือ ฉบับลงวันที่ 2 เมษายน 2568 แจ้งคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษทราบว่าได้รายงานตัวกับพนักงานอัยการแล้ว พร้อมแนบสำเนาหนังสือที่มีถึงอธิบดีอัยการคดีพิเศษ ขอให้เลื่อนนัดหมายฟ้องคดี เนื่องจากอยู่ระหว่างขอความเป็นธรรมต่ออัยการสูงสุด

จนวันที่ 1 พฤษภาคม2568 สำนักงานอัยการคดีพิเศษ ได้มีหนังสือขอให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการ เพื่อให้ได้ตัวนายณฐพรมาเพื่อฟ้องอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งคณะพนักงานสอบสวนพิเศษได้นัดหมายให้นายณฐพรมาพบพนักงานสอบสวนเพื่อเดินทางไปพบพนักงานอัยการ ภายในวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 นี้ หากไม่มาพบตามหมายเรียกก็จะได้ดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป อันเป็นการดำเนินการต่อเนื่องตามคำสั่ง ของพนักงานอัยการ

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“ความจริงพรรคเราไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องรับเฉพาะคนที่เป็นบิ๊กเนมหรือที่ประชาชนรู้จักกว้างขวาง ไม่ได้เป็นอย่างนั้น แต่เราเลือกคนที่เข้าใจในเรื่องของคำว่าประชาชนเป็นศูนย์กลาง ที่มีความตั้งใจทำงานทางการเมือง ทั้งนี้เรายินดีต้อนรับทุกคน”

น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ

ประธานยุทธศาสตร์ พรรคกล้าธรรม

‘พิเชษฐ์‘ไม่ไหวทนฟัง! ออกโรงโต้-ให้ตรวจสอบ‘งบฯสภาฯ’ 8 พันล้าน ท้าตรวจกระทรวง-หน่วยงานอื่นด้วย

‘พิเชษฐ์‘ไม่ไหวทนฟัง! ออกโรงโต้-ให้ตรวจสอบ‘งบฯสภาฯ’ 8 พันล้าน ท้าตรวจกระทรวง-หน่วยงานอื่นด้วย

‘พิเชษฐ์‘ไม่ไหวทนฟัง! ออกโรงโต้-ให้ตรวจสอบ‘งบฯสภาฯ’ 8 พันล้าน ท้าตรวจกระทรวง-หน่วยงานอื่นด้วย

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 22.55 น.

‘พิเชษฐ์‘ ไม่ไหวทนฟัง! ออกโรงโต้พร้อมให้ตรวจสอบ ‘งบฯสภาฯ’ 8พันล้าน ยันยังไม่ผ่านไฟเขียวเลย ต้องอยู่ที่ ‘กมธ.วิสามัญ’ ชี้ขาด ขออย่ารื้อบ้านตัวเอง ท้าไปตรวจสอบกระทรวง-หน่วยงานอื่นด้วย ด้าน ‘ไอซ์ รักชนก’ ลั่นอายที่บ้านตัวเองถูกสังคมวิจารณ์ใช้เงินไม่สมเหตุผล มองเป็นเรื่องดีจะได้รู้ก่อนว่าจะไปทำอะไรก่อนถูกใช้

วันที่ 28 พฤษภาคม 2568 เมื่อเวลา 21.30น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วงเงิน3.78ล้านล้านบาท วาระแรก ภายหลังการอภิปรายของน.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กทม. พรรคประชาชน ที่มีการพาดพิงมาถึงงบฯของสภาผู้แทนราษฎร เกี่ยวกับโครงการปรับปรุงรีโนเวทอาคาร และสถานที่ในส่วนของสภาฯ นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาฯ คนที่ 1 ที่ทำหน้าที่ประธานการประชุม ชี้แจงขณะอยู่บัลลังก์ว่า ที่น.ส.รักชนก พาดพิงถึงงบประมาณของสภาฯ ที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้จุดกระแสงบประมาณ และทำให้เสมือนว่าในสภาฯมีการโกงกิน คอร์รัปชั่น เป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ในสื่อหลายวัน วันนี้ต้องขอถือโอกาสใช้การพาดพิงถึงสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งคงไม่มีท่านใดได้มาชี้แจง วันนี้งบประมาณยังไม่ได้ผ่านสภาฯเลย ดังนั้น จะอนุมัติ หรือไม่อนุมัติ ขึ้นอยู่กับคณะกรรมาธิการวิสามัญที่เราจะตั้งขึ้นมา เสาหลักของประเทศ มีฝ่ายบริหาร ฝ่ายตุลาการ และฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งฝ่ายบริหารโดยเฉพาะคณะรัฐมนตรี(ครม.) ใช้งบกลางเป็นแสนล้าน ฝ่ายตุลาการศาล งบประมาณหลายหมื่นล้าน 

นายพิเชษฐ์ กล่าวต่อว่า สำหรับฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งเป็นเสาหลักของประเทศ รัฐสภาเราได้งบ 8,000 กว่าล้านบาท ในปี 69 ในส่วนของสภาฯได้ 6,000 กว่าล้าน และวุฒิสภาได้ 2,000 ล้าน ซึ่งสภาฯ เราได้ตรวจรับมอบอาคารไปเมื่อปี 2567 ก่อนหน้านี้เราใช้ฟรีมา 5 ปี โดยที่ไม่มีการซ่อมแซม และปรับปรุงใด ๆ ทั้งสิ้น แม้แต่ก๊อกน้ำในห้องน้ำ เราก็ซ่อมไม่ได้ เพราะเราไม่ได้รับการส่งมอบ โดยเมื่อรับส่งมอบแล้ว ต้องบำรุงรักษา น้ำรั่ว เพราะเราไม่ได้รับงบประมาณที่จะซ่อมแซมได้ เพราะอยู่ในสัญญา ดังนั้น เมื่อรับมอบแล้วจำเป็นต้องตั้งงบประมาณเพื่อดำเนินการในส่วนที่ขาดอยู่ เช่น ที่จอดรถ การประชุมงบประมาณ 4 วัน ที่จอดรถไม่มี โดยบริเวณโดยรอบสภาพที่เป็นที่จอดรถทั้งหมด ไม่พอ ซึ่งพื้นที่ใช้สอยของสภาผู้แทนราษฎร 400,000 ตารางเมตร ถ้าจะให้สมดุลกับที่จอดรถจะต้องมีที่จอดรถถึง 7,000 คัน วันนี้เรามี 3,000 คัน ถือว่าผิดกฎหมาย โดยสัดส่วนแล้วพื้นที่ใช้สอยต่อที่จอดรถต้องสมดุลกัน ถ้าถามว่าทำไมตอนนั้นไม่ทำ เพราะงบประมาณของสภาในการก่อสร้างกว่า 2 หมื่นล้าน ถูกตัดเหลือ 1.2 หมื่นล้าน ทำให้ได้โครงสภา หรือโครงสร้างมาก่อน และหาทางแต่งเติมให้สมบูรณ์ ดังนั้น เมื่อรับมอบแล้วต้องหาทางดูแลให้สมบูรณ์แบบสมศักดิ์ศรีฝ่ายนิติบัญญัติของประเทศ

นายพิเชษฐ์ กล่าวอีกว่า ขณะที่ศาลาแก้ว ถามว่าทำไมต้องมีการปรับปรับปรุง เมื่อเดินออกไปศาลาแก้วทั้ง2หลังมีน้ำล้อมรอบตะไคร่ขึ้นเต็มเลย ไม่มีใครเดินเข้าไปเหยียบ เพราะใช้ประโยชน์ไม่ได้ เราก็ปรับปรุง เพราะว่าจะมีพระบรมราชานุสาวรีย์ของรัชกาลที่ 7 ที่มาตั้งที่หน้าสภา และศาลาแก้วต้องทำให้เกิดประโยชน์ให้สมดุลกับพระบรมราชานุสาวรีย์ฯ ที่จะมาตั้งในต้นปีหน้า ดังนั้น ในวันนี้ศาลาแก้วเริ่มผุพังแล้ว บางส่วนเป็นหลังคาเปลือย ไม่มีสิ่งห่อหุ้ม และร้อน จึงต้องตั้งงบประมาณปรับปรุงให้ใช้ประโยชน์ให้ได้

“ท่านตรวจสอบเลย แต่วันนี้งบประมาณยังไม่ได้รับเลย ถ้าทำแล้ว ตรวจสอบได้ นี่บ้านของเราเอง” นายพิเชษฐ์ กล่าว

รองประธานสภาฯ คนที่1 กล่าวว่า ส่วนห้องประชุมงบประมาณ สมาชิกที่เคยเป็นกรรมาธิการจะรู้ว่านั่งอยู่ในนั้น 2 เดือนมันลำบากมาก ไม่มีที่วางเอกสาร มีจอคอมพิวเตอร์ที่บังหน้าทั้งหมด มองไม่เห็นใคร ด้วยการออกแบบที่จินตนาการของนักออกแบบ เมื่อทำมาแล้วมันใช้การไม่สะดวก ห้องงบประมาณที่อู่ทองในสมัยก่อนดีกว่านี้อีก จึงจำเป็นต้องปรับปรุงห้องงบประมาณให้เหมาะสมกับการประชุมที่ยาวนาน และนั่งทุกวัน ไปตรวจสอบได้เลยว่าจะมีการคอรัปชั่นหรือไม่ ขณะที่ห้อง 4D อนิเมชั่น หรือห้องฉายหนัง รัฐสภาเก่าเรามีห้องฉาย ซึ่งบรรจุคนได้ 100 – 200 คน ฉายหนังให้พี่น้องประชาชนที่เข้ามาเยี่ยมชมสภาได้ดูประวัติศาสตร์ และความเป็นไปของประชาธิปไตย ซึ่งในวันนี้เรามาเยี่ยมสภา ก็มาสวัสดีแค่นี้ ให้เขารู้ประวัติศาสตร์ และประชาธิปไตยให้ดื่มด่ำ และภูมิใจกับบ้าน ยืนยันว่า ต้องทำ ท่านตรวจสอบได้เลย จะเป็นสิ่งที่ล้ำหน้า และทันสมัยไม่ได้หรือไม่เป็นต้นแบบของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีไม่ได้หรือไม่ ดังนั้น ใครจะตรวจสอบก็ตรวจสอบได้เลย

“ถ้างบประมาณผ่านก็ยินดีให้ตรวจสอบเต็มที่ ท่านพริษฐ์ ถ้าเก่งจริง ท่านตรวจสอบงบประมาณของ กระทรวงต่างๆ เลย 20,000 กว่าหน้า ท่านตรวจสอบไปเลย นี่บ้านของเราเองมีงบแค่ 8,000 ล้านบาท จะมารื้อรั้วบ้านทำไม แน่จริงไปตรวจสอบงบประมาณกระทรวงทบวงกรมที่เป็นแสนแสนล้าน“ นายพิเชษฐ์ กล่าว 

ทำให้น.ส.รักชนก ลุกขึ้นกล่าวว่า ยืนยันว่าตนยังไม่ได้พูดว่ามีการทุจริต แต่บอกว่าเป็นมิติใหม่ เพราะก่อนหน้านี้ ต้องรอให้มีการทุจริต หรือมีการโกงกินเกิดขึ้นก่อน แต่นี่เราสามารถจับผิดได้ตั้งแต่งบประมาณยังไม่ถูกใช้ ซึ่งตนขอยืนยันว่า ไม่ใช่การกล่าวหา ซึ่งงบประมาณส่วนที่จอดรถ เราทราบกันอยู่แล้วว่า จำนวน 4,600 ล้านบาทนั้น ยังดีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ยังไม่อนุมัติมา 

น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า คำถามของตนคือ เมื่อเราทำผิดกฎหมาย แล้วทำไมเราไม่หาคนที่ทำผิดกฎหมายมาลงโทษ จับติดคุก หรือทำอะไรก็ได้ ทำไมต้องนำงบประมาณของประชาชนไปโปะ เพื่อให้เรื่องที่ผิดกลายเป็นเรื่องที่ถูก โดยคนที่ทำผิดยังไม่ถูกลงโทษ อย่างห้องคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหางบประมาณ สภาผู้แทนราษฎรซึ่งในสัปดาห์หน้าตนต้องเข้าไปนั่ง ขอยืนยันอีกครั้งว่า ไม่ต้องใช้งบประมาณถีง 100 ล้านบาทในการจัดการ ซื้อเก้าอี้ใหม่ให้พวกเราก็พอ จะได้นั่งสบายๆ กันสามเดือน ในส่วนอื่นของห้องไม่ต้องทำ เพราะยังใช้ได้อยู่ 

“ดิฉันการันตีได้และเห็นด้วยกับนายพิเชษฐ์ว่า เราไม่ต้องพังบ้านของเรา ดิฉันเลยอายที่สภาฯมีงบประมาณเหล่านี้ และถูกประชาชนวิพากษ์วิจารณ์ว่า ไม่สมเหตุสมผล ซึ่งดิฉันไม่รู้จริงๆ ว่าดิฉัน หรือ สส.ของพรรคประชาชน จะมีอนุภาพมากพอ ที่จะไปตัดงบประมาณที่มีความไม่สมเหตุสมผลเหล่านี้ได้หรือไม่ จึงต้องพูดถึงในวันนี้ เพราะสุดท้ายแล้วดีหรือไม่ ที่ประชาชนจะได้เห็นว่า งบประมาณขอไปทำอะไรก่อนที่จะถูกใช้ ถ้าประชาชนชอบ ก็ฝากชมและฝากกดดันรัฐบาลด้วย ว่านอกจากงบประมาณของรัฐสภาแล้ว เราอยากเห็นงบประมาณของกระทรวงอื่นๆ ที่อยู่ในชั้นคำของบประมาณด้วย” น.ส.รักชนก กล่าว 

นายพิเชษฐ์ จึงกล่าวย้ำอีกครั้งว่า ตนยืนยันที่จะถูกตรวจสอบ แต่ต้องทำ จำเป็นต้องทำ