‘ไอซ์’สับเละงบฯ 69 ชี้ทุจริตภาครัฐทำสูญเงิน 5 แสนล้านต่อปี ซัดโยกงบไปลง’ผู้รับเหมา’หมด

'ไอซ์'สับเละงบฯ 69 ชี้ทุจริตภาครัฐทำสูญเงิน 5 แสนล้านต่อปี ซัดโยกงบไปลง'ผู้รับเหมา'หมด

‘ไอซ์’สับเละงบฯ 69 ชี้ทุจริตภาครัฐทำสูญเงิน 5 แสนล้านต่อปี ซัดโยกงบไปลง’ผู้รับเหมา’หมด

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 22.45 น.

‘ไอซ์ รักชนก’ สับเละงบฯ 69 ซัด ‘ทุจริตภาครัฐ’ ทำสูญเงิน 5 แสนล้านต่อปี ชี้งบฯลงทุนเปิดช่องโกงทั้ง ‘สร้างตึก-ถนน-แหล่งน้ำการเกษตร’  เตือนชาวบ้านได้สส.ฝั่งรัฐบาล อย่าหลงดีใจ เพราะโยกงบไปลง ‘ผู้รับเหมา’ หมด สิ่งที่ได้ไม่ใช่ความเจริญ แต่เป็นถนนกากๆ ฟุตบาทห่วยๆ ท้าไลฟ์สดห้องประชุม พร้อมเปิดเอกสารงบฯ จวกพวกเสี้ยมสอนมาตั้งแต่เด็กๆนั่นแหล่ะตัวดี

วันที่ 28 พฤษภาคม 2568 เมื่อเวลา 20.40 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วงเงิน3.78ล้านล้านบาท วาระแรก โดยน.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กทม. พรรคประชาชน อภิปรายว่าเราจะเห็นจากตามหน้าข่าวว่าการคอรัปชั่นจะเกิดขึ้นจากงบก่อสร้าง รวมถึงคุรุภัณฑ์ต่างๆ ตนไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังหรือไม่ ที่กำหนดสัดส่วนรายจ่ายลงทุนต้องมีสัดส่วนไม่ต่ำกว่า 20% ของงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งเป็นความตั้งใจอันดีที่จะกำหนดไว้ เพราะการลงทุนกับโครงสร้างพื้นฐานเป็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐทำให้เงินหมุนเวียนในเศรษฐกิจซึ่งเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยตัวเองอยู่แล้ว  หากมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีประเทศจะสามารถเดินหน้าได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ แต่แม้ว่าเราจะมีรายจ่ายลงทุนมากขนาดนี้มาหลายปี แต่ทำไมโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจยังไม่เป็นอย่างที่หวัง คำตอบคือการคอรัปชั่นในภาครัฐที่เกิดขึ้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่งบประมาณต่างๆจะปรากฏอยู่ในสส.เขตฝั่งรัฐบาล

“ประชาชนอย่าหลงดีใจว่าท่านได้สส.เขตอยู่ฝั่งรัฐบาลจะมีงบประมาณมาลงแล้วบ้านท่านจะพัฒนา เพราะเขาไม่ได้โยกงบลงมาเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตท่าน แต่เขาโยกงบไปลงให้กับผู้รับเหมาในเครือข่ายตัวเอง แล้วสิ่งที่ท่านได้อาจจะไม่ใช่ความเจริญ แต่เป็นถนนกากๆ ฟุตบาทห่วยๆ ที่สร้างให้ดีไม่ได้เพราะต้องหาเรื่องทุบทำใหม่” น.ส.รักชนกกล่าว

น.ส.รักชนก กล่าวว่า เช่นเดียวกับตึกหน่วยงานราชการที่ถูกทิ้งร้างมีทุกจังหวัดของเก่าไม่สร้างหาสร้างใหม่ไปเรื่อย บางจังหวัดมีงบประมาณบริหารจัดการน้ำลงทุกปีโดยเฉพาะจังหวัดที่มีรัฐมนตรีอยู่ แต่ท่วมและแล้งแบบหัวปีท้ายปีเป็นไปได้อย่างไร ทั้งที่มีงบไปลงทุกปี และไม่นานโครงการพวกนี้ก็จะสลายหายไปกับน้ำ แล้วปีหน้าจะต้องตั้งงบมาทำใหม่ ข้อมูลดัชนีคอรัปชั่นของประเทศไทยตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมาเราถูกเพื่อนบ้านแซงไปหลายเรื่องเพราะไม่ว่าโลกนี้จะเปลี่ยนแปลงไปยังไงก็แล้วแต่ประเทศไทยไม่เคยมีรัฐบาลที่มีเจตจำนงในการจัดการปัญหาทุจริตคอรัปชั่น 

น.ส.รักชนก กล่าวว่า ในการหาส่วนต่างจากงบประมาณสามารถแบ่งออกได้เป็น5กลุ่มในการจัดซื้อจัดจ้างคือ 1.การเพิ่มโครงการ รายการที่ไม่จำเป็น 2.การซื้อของแพงเกินราคา 3.การล็อกสเปค 4.การประมูล และ5.การแก้ไขสัญญา ซึ่งตนขอเสนอ การปฏิรูปกระบวนการงบประมาณเพื่อป้องกันปัญหาทุจริต และลดคอร์รัปชั่น โดยมีขั้นตอนคือกระบวนการเตรียมคำของบประมาณ รัฐบาลต้องกำหนดกรอบงบประมาณให้แต่ละกระทรวง โดยให้หน่วยงานของบประมาณภายใต้กรอบเพื่อจัดสรรด้วยตัวเองเพื่อให้มีผู้รับผิดชอบชัดเจน เมื่อใช้งบแล้วไม่บรรลุวัตถุประสงค์ ผู้รับผิดชอบคือรัฐมนตรีเจ้ากระทรวง ส่วนสำนักงบประมาณเปลี่ยนหน้าที่จากคนเลือกโครงการมาเป็นผู้วัดผลแทน โครงการไหนที่ทำแล้วประเทศยังเหมือนเดิมต้องทบทวน และส่งความคิดเห็นให้หน่วยงานเลิกทำโครงการ ส่วนขั้นตอนที่2 กระบวนการพิจารณางบประมาณ สำนักงบประมาณจะต้องเปิดข้อมูลคำของบประมาณ ของทุกโครงการที่หน่วยรับงบประมาณส่งมาขอเงินจากท่าน ให้เห็นไปเลยว่ารายละเอียดสร้อยในโครงการเป็นอย่างไร ข้อมูลหลายชิ้นขอซื้ออะไรบ้าง เปิดออกสาธารณะเพื่อให้ประชาชนได้เห็น แค่เปิดประเทศก็เปลี่ยน

“เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา สส.พริษฐ์ วัชรสินธุ ได้เปิดเผยคำของบประมาณของรัฐสภา ต้องเรียกว่าเป็นมิติใหม่เพราะปกติต้องรอให้เขากินให้เสร็จก่อน แบ่งกันให้เสร็จก่อน แล้วค่อยมาจับได้ที่หลัง แต่อันนี้ผิดแต่ยังไม่ได้ใช้งบประมาณ จนทำให้ประชาชนหูตาสว่างว่ารัฐสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ใช้งบทำของอย่างไม่จำเป็นเช่นห้องดูหนัง4มิติ ซ่อมของที่ยังไม่ได้พังอย่างห้องประชุมงบประมาณ สร้างของที่ไม่มีใครเคยได้ใช้ประโยชน์อย่างศาลาแก้ว และจะทุ่มเทงบประมาณอย่างมหาศาลไปเพื่อกลบเกลื่อนความผิดที่ตัวเองทำผิดกฎหมายอย่างที่จอดรถ ดังนั้นตนจึงเสนอเปิดให้ประชาชนและภาคประชาสังคมเห็นเลยตั้งแต่ต้นปีและดูไส้ในในทุกโครงการสองให้เห็นทุกซอกทุกมุมว่าหน่วยงานไหนขอเงินมาทำอะไรบ้าง” น.ส.รักชนกกล่าว

น.ส.รักชนก กล่าวว่า รวมทั้งขอให้มีการถ่ายทอดสด การประชุมกรรมธิการงบประมาณ รวมถึงอนุกรรมาธิการ และขอให้เปิดเอกสารที่ไม่ตีลับของกรรมาธิการและอนุกรรมาธิการงบประมาณทุกชุด สส.ได้เอกสารแบบไหนประชาชนต้องสามารถโหลดและเอกสารแบบเดียวกันได้ แต่ก็ได้รับเหตุผลว่าจะไปพาดพิงคนที่สาม หรือจะกลัวเพราะเคยมีกรณีที่สส.รีดไถเงินอธิบดีในกรรมธิการงบนอกจากนั้นตนยังเสนอให้สภาท้องถิ่นมีการไลฟ์สดกรรมการงบเช่นเดียวกัน 

น.ส.รักชนก กล่าวว่า ในส่วนของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง คือให้ทำแพลตฟอร์มเหมือนแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ขายสินค้ามีการเปรียบเทียบราคา ทำให้การหาส่วนต่างหายไป โดยหน่วยงานของรัฐสามารถเลือกได้อย่างเรียลไทม์ ตนเข้าใจว่ากรมบัญชีกลางกำลังพัฒนาแพลตฟอร์มที่คล้ายกันอยู่แต่ก็มีความกังวลว่าจะเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการล็อคสเปค รวมทั้งขอให้เปิดเผยข้อมูล API ระบบ e-GP เปิดAPI ข้อมูลผู้ถือหุ้นของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมดในระบบDBD ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดAPI ข้อมูลผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐทั้งหมดจากฐานข้อมูลของกพ. และ เปิด ข้อมูลบัญชีทรัพย์สินข้าราชการระดับสูงและนักการเมือง เพื่อทำRed Flag จับโครงการที่น่าสงสัยที่เสี่ยงต่อการฮั้วประมูล ล็อคสเปค รวมถึงโครงการที่ข้าราชการนักการเมืองมีเอี่ยว และขอให้กรมบัญชีกลางเปิดเผย ข้อมูลการบริหารสัญญาโดยให้กำหนดรหัสเดียวตั้งแต่เริ่มโครงการโดยให้ประชาชนสามารถเข้าไปตรวจสอบผ่านช่องทางออนไลน์

น.ส.รัชนก กล่าวอีกว่า ข้อเสนอในการสอบทานคือปฏิรูปสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) และสำนักงบประมาณ ซึ่งมีหน้าที่ที่เหมาะสมคือการวัดผลโครงการที่ถูกใช้งบประมาณไปเมื่อปีก่อนเพื่อประกอบการจัดสรรงบประมาณในปีถัดไป หากโครงการไหนที่ทำไปแล้วไม่มีผลสัมฤทธิ์หรือพบว่ามีการทุจริตสำนักงบประมาณต้องไม่ปล่อยให้เกิดขึ้นอีก ส่วนสตง.ควรเป็นเสาหลักในการทำงบประมาณให้ถูกต้องและคุ้มค่ามีประสิทธิภาพ รวมถึงให้ความรู้แก่หน่วยงบประมาณ เพื่อให้ใช้งบประมาณได้อย่างคุ้มค่าและป้องกันการทุจริตคอรัปชั่น 

น.ส.รัชนก กล่าวว่า สุดท้ายการทุจริตและคอร์รัปชั่น ตนยืนยันว่ามันป้องกันได้ และตนเชื่อว่าประชาชนในประเทศนี้ ไม่ว่าจะเป็นอนุรักษ์นิยมหรือเสรีนิยมไม่มีใครที่ชอบเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่น ทุกท่านรู้ว่ามันเป็นสิ่งที่เลวร้าย และถ่วงความเจริญก้าวหน้าของประเทศไทยและเป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับให้เกิดขึ้นได้ในประเทศนี้ ตั้งแต่ตนเกิดมาก็ถูกเสี้ยมสอนอะไรหลายๆ อย่าง ตั้งแต่โตไปไม่โกง สอนกันมาตั้งแต่เด็กๆ แต่พอตนโตมาถึงได้รู้ว่า พวกที่พยายามจะเสี้ยมสอนเด็กๆนั่นแหล่ะ โกงกันฉิบxาย คอร์รัปชั่นกันทุกระดับ ตั้งแต่ของใหญ่ ๆ อย่างตึก อาคาร ถนน แหล่งน้ำเพื่อการเกษตร ไปจนถึงอาหารกลางวันและนมโรงเรียน ถามว่าประเทศไทยเราจะจัดการปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นได้จริงหรือไม่ คำตอบคือทำได้แต่มันต้องเป็นรัฐบาลที่มีเจตจำนงมาทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชนจริงๆ สิ่งที่ตนพูดมาทั้งหมดนี้ มันไม่ได้วิเศษวิโสหรือวิลิศมาหราอะไรเลย มันไม่ได้ไกลเกินสมองของรัฐมนตรีที่นั่งอยู่ทั้งหมดในสภาแห่งนี้จะคิดได้ แต่ถามว่าพวกเขารู้ทุกอย่างแต่ทำไมพวกเขาไม่จัดการ ก็เพราะว่าจัดการแล้วจะกอบโกยเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง จะหาประโยชน์เข้าพวกพ้องตัวเองได้อย่างไร 

“วันนี้คนที่ดิฉันอยากสื่อสารมากที่สุดคือประชาชนที่อยู่ทางบ้าน ดิฉันกล้าพูดว่าถ้าพวกเราพรรคประชาชนมีอำนาจ พวกเราทำได้ พวกเราจะสร้างระบบงบประมาณที่ทำให้ภาษีทุกบาททุกสตางค์ของท่าน ถูกใช้อย่างคุ้มค่า ถูกใช้เพื่อพัฒนาทุกชีวิตในประเทศนี้ให้มีโอกาสได้เข้าถึงศักยภาพสูงสุดของตัวเอง และก่อนที่เราจะลดคอร์รัปชันได้เราจะต้องมีรัฐบาลที่มันจริงจังก่อน ดังนั้นตนจึงไม่สามารถโหวตรับร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ได้ นอกจากพวกเราจะล้างบางพวกทุจริตคอร์รัปชั่นให้หมดประเทศก่อน” น.ส.รักชนก กล่าว 

‘สส.พิมพ์พร’นำความห่วงใย’บิ๊กป้อม’ผ่านกลไก กมธ.กิจการเด็กฯ

'สส.พิมพ์พร'นำความห่วงใย'บิ๊กป้อม'ผ่านกลไก กมธ.กิจการเด็กฯ

‘สส.พิมพ์พร’นำความห่วงใย’บิ๊กป้อม’ผ่านกลไก กมธ.กิจการเด็กฯ

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 20.25 น.

 “สส.พิมพ์พร” นำความห่วงใยพล.อ.ประวิตร ผ่านกลไก กมธ.กิจการเด็กฯ  เตือนภัย เด็ก-ผู้พิการ-ผู้สูงอายุ  จัดเสวนาให้ความรู้ประชาชนเอาตัวรอดจากภัยไซเบอร์ ให้ปลอดภัยจากกล อุบายของแก๊งคอลเซ็นเตอร์

นางสาวพิมพ์พร  พรพฤฒิพันธุ์  สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์จังหวัดเพชรบูรณ์ เขต 1 พรรคพลังประชารัฐ  ในฐานะคณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธ์ุและผู้มีความหลากหลายทางเพศ สภาผู้แทนราษฎร ได้จัดงานสัมมนา “เรื่องการเอาตัวรอดจากภัยไซเบอร์ และมิจฉาชีพออนไลน์“โดยมีนายคณีธิป บุณยเกตุ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบูรณ์ พร้อมด้วยสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบูรณ์ เข้าร่วมรับฟังสัมมนา ณ หอประชุมองค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบูรณ์

นางสาวพิมพ์พร กล่าวต่อว่า การจัดสัมมนาดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ประชาชนและสังคมได้มีความรู้ในการป้องกันภัยออนไลน์ รู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยม กลโกง อุบายที่ใช้หลอกลวงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่ทำให้มีการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก สอดรับกับความห่วงใยที่พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคที่เล็งเห็นถึงภัยของโลกไซเบอร์  ที่เป็นภัยร้ายแรงต่อเศรษฐกิจ สังคม และประเทศชาติ เพื่อเรียนรู้วิธีการป้องกันตนเอง คนในครอบครัว และคนใกล้ชิด ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ และเป็นการเผยแพร่ความรู้ต่อไปยังผู้อื่นต่อไป

“  กมธ.กิจการเด็กฯ ต้องขอขอบคุณทีมวิทยากรจากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) สังกัดกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง(บช.ก.) ที่ให้เกียรติร่วมเสวนา และเป็นผู้ดำเนินการเสวนา เพื่อให้ความรู้แก่ประชาชนและสังคมเกี่ยวกับการเตือนภัยออนไลน์ และสามารถรับมือให้ปลอดภัยจากกลโกงทางการเงินและโจรไซเบอร์”

‘อนุทิน’ แจงภาพนั่งคุยกับ ‘นายกฯอิ๊งค์’ บนบัลลังก์ แค่รายงานน้ำท่วมเชียงราย-ปราบยาเสพติด

‘อนุทิน’ แจงภาพนั่งคุยกับ ‘นายกฯอิ๊งค์’ บนบัลลังก์ แค่รายงานน้ำท่วมเชียงราย-ปราบยาเสพติด

‘อนุทิน’ แจงภาพนั่งคุยกับ ‘นายกฯอิ๊งค์’ บนบัลลังก์ แค่รายงานน้ำท่วมเชียงราย-ปราบยาเสพติด

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 20.20 น.

‘อนุทิน’ เผย คุย ‘นายกฯอิ๊งค์’ บนบัลลังก์รายงานสถานการณ์น้ำท่วมเชียงราย-ปราบยาเสพติด

วันที่ 28 พฤษภาคม 2568 เวลา 19.15 น. ที่รัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวภายหลังปรากฏภาพนั่งคุยกับน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี บนบัลลังก์ภายในห้องประชุมสภาฯ มีการพูดคุยอะไรกัน ว่า เป็นการรายงานสถานการณ์ต่างๆช่วงที่ท่านไปต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์น้ำท่วมที่จังหวัดเชียงราย การเตรียมรับมือกับน้ำท่วม เพราะท่านได้สั่งการมาจากต่างประเทศ รวมถึงเรื่องยาเสพติด ซึ่งเมื่อวันที่ 27 พ.ค.ที่ผ่านมานายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ขึ้นบรรยายเรื่องการปราบปรามยาเสพติด และมีประเด็นที่ขอให้กระทรวงมหาดไทยได้พิจารณาเรื่องของการสแกนหมู่บ้านให้ขาวทั้งหมู่บ้านเลย ซึ่งตรงกับสิ่งที่กระทรวงมหาดไทยกำลังทำอยู่ ส่วนนี้ก็ได้รายงานให้นายกฯฟังด้วย 

‘แพทยสมาคมฯ’มาแล้ว!!! ออกแถลงการณ์ประกาศจุดยืนสนับสนุนมติแพทยสภา

'แพทยสมาคมฯ'มาแล้ว!!! ออกแถลงการณ์ประกาศจุดยืนสนับสนุนมติแพทยสภา

‘แพทยสมาคมฯ’มาแล้ว!!! ออกแถลงการณ์ประกาศจุดยืนสนับสนุนมติแพทยสภา

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 19.55 น.

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2568 แพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้มีมติภายหลังการประชุมโดยออกแถลงการณ์สนับสนุนมติแพทยสภา มีข้อความดังนี้ 

แพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ สนับสนุนให้สมาชิกประกอบวิชาชีพเวชกรรมให้ถูกต้อง ตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม และ สนับสนุนมติแพทยสภาในการควบคุมการประพฤติของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมให้ถูกต้องตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม ตามพระราชบัญญัญญัวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525

ทั้งนี้ ขอเป็นกำลังใจในการทำหน้าที่ของคณะผู้บริหารแพทยสภา คณะอนุกรรมการทุกคณะและเจ้าหน้าที่ทุกตำแหน่ง ที่ทำหน้าที่ในการหาข้อเท็จจริงด้านการแพทย์และกฎหมายทางการแพทย์ ยืนหยัดด้วยหลักธรรมาภิบาล โปร่งใสปราศจากการแทรกแซงใดๆจนได้รับการพิจารณาเป็นมติแพทยสภาที่มีความยุติธรรมต่อแพทย์และประชาชน

‘พิชัย’ สวน ‘เท้ง’ มั่นใจ GDP ไทยปี 69 เก็บเงินได้ตรงเป้า ยันรัฐบาลทำงบฯขาดดุล 2 ปีซ้อน ถูกทางแล้ว

'พิชัย' สวน 'เท้ง' มั่นใจ GDP ไทยปี 69 เก็บเงินได้ตรงเป้า ยันรัฐบาลทำงบฯขาดดุล 2 ปีซ้อน ถูกทางแล้ว

‘พิชัย’ สวน ‘เท้ง’ มั่นใจ GDP ไทยปี 69 เก็บเงินได้ตรงเป้า ยันรัฐบาลทำงบฯขาดดุล 2 ปีซ้อน ถูกทางแล้ว

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 19.33 น.

 “พิชัย” สวนทันควัน  “ผู้นำฝ่ายค้านฯ” โว มั่นใจ GDP ไทยปี 69 เก็บเงินได้ตรงเป้า ยันรัฐบาลทำงบฯขาดดุล 2 ปีซ้อน ถูกทางแล้ว เน้นแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ยอมรับการลงทุนภาคเอกชนหายไป50%  ต้องเปลี่ยนแปลงทำงบประมาณรายจ่าย หนุนภาคเอกชน ฟื้นความเชื่อมั่น หวังแก้วิกฤตเศรษฐกิจ

วันที่ 28 พฤษภาคม 2568 เวลา 17.55 น. นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ลุกขึ้นชี้แจงกรณีนายณัฐพงศ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนในฐานะผู้นำฝ่ายค้านฯ ว่า ตนก็กังวลในฐานะคนไทยคนหนึ่งแต่ก็เข้าใจสถานการณ์ และคิดว่าปัญหาที่เราเห็นทุกวันนี้ต้องแก้ไขให้ได้ ทุกคนอยากเห็นประเทศไทยกินดีอยู่ดี มีการใช้จ่ายที่เติบโต ทำให้ช่องว่างระหว่างคนจนและคนรวยแคบลง โดยโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยในอดีต ช่วงที่จีดีพี 6 – 10% หรือในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา หน้าที่ของภาครัฐไม่มีหน้าที่ในการลงทุนและส่งออก ต้องทำให้โครงสร้างต่างๆ มีความพร้อมเพื่อเพิ่มความสะดวกสบาย และลดค่าใช้จ่ายให้กับภาคเอกชน ในช่วงนั้นการลงทุนทั้งหมดมีประมาณ 40% บวกลบของจีดีพี การลงทุนของภาคเอกชนสูง  แต่วันนี้ การลงทุนในไทยหายไปกว่า50%  การลงทุนจากภาคเอกชนหายไป ผู้นำหายไป มองไม่เห็นการส่งออก ไม่เกิดการจ้างงาน  สินค้า หรือบริการที่เราส่งออกมีคุณค่าน้อย โดยเฉพาะภาคการเกษตร สินค้าบางอย่างในราคา 100 บาท ต้นทุนอาจอยู่ที่ 90-100บาทด้วยซ้ำ  ถือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างในการลงทุนภาคเกษตรกรรม

“การขาดดุลของเราขาดดุล 850,000 ล้านบาท ติดกัน 2 ปี หากมองจากมุมมองข้างนอกก็สูง เพราะขาดดุลกว่า 4% ซึ่งปกติไม่ควรเกิน 3.25 – 3.5% ในเงินจำนวนนี้ มีการคืนเงินต้นอยู่ด้วย 150,000 ล้านบาท โดยเมื่อหักลบกันแล้วเราก็ขาดดุลอยู่ประมาณ 3% กว่า ผมกำลังดูอยู่ว่า ในข้างหน้ามีการปรับการขาดดุลทุกปี  ในปีนี้เรามีงบรายจ่ายประจำ ที่พยายามลดให้ได้ส่วนใหญ่เป็นงบประมาณผูกพันกับงบข้าราชการ ซึ่งเป็นเรื่องที่เรื้อรังมายาวนาน ในทางปฏิบัตินำหนี้เหล่านี้มารวมในหนี้สาธารณะทั้งหมด  แม้จะมีเหตุการณ์ที่เปลี่ยนไปมีการตั้งเป้าจีดีพีให้เกิน 3% แต่ในวันนี้ก็มีการปรับลงมา แต่ผมคาดว่าในปีนี้การเก็บรายได้ของเรา น่าจะอยู่ในเป้าหมาย  ฉะนั้นเงินขาดดุลคงคลัง คาดว่ามากกว่าเดิม ยืนยันว่า มีการปรับหลายอย่างเพื่อเดินไปข้างหน้า การทำงบ ฯปี 2569 ทำตามพื้นฐานเดิม จึงขอให้ สส. ช่วยกันดูแลงบฯให้ละเอียด เราสามารถจัดสรรเพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างได้“ รมว.คลัง ระบุ

นายพิชัย กล่าวต่อว่า สิ่งต่างๆที่เสนอขึ้นมานี้ในพื้นที่ทั้ง  สส.เขต และเจ้าหน้าที่เคยเสนอขึ้นมา ส่วนใหญ่มากกว่า 90% อยู่ในส่วนที่สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมใส่ไว้ในตะกร้าแล้ว ตนดูแล้วมีจำนวนถึง 4 ล้านล้านบาท บางโครงการเป็นระยะยาว ระยะปานกลาง ปัญหาคือต้อง มีการแก้ระบบน้ำ ระบบไฟ และการขนส่ง,คมนาคมอย่างถาวร เช่นเดียวกับเรื่องการท่องเที่ยวที่ต้องเปลี่ยนวิธี เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยว ตนเชื่อว่าการเปลี่ยนงบประมาณเหล่านี้ จะสนับสนุนให้ภาคเอกชนเกิดความรู้สึกเชื่อมั่นและมั่นใจในการลงทุนในอนาคต เชื่อว่างบประมาณนี้เป็นตัวเริ่มต้นจากสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไป เราจึงต้องปรับเปลี่ยนใหม่ให้โครงสร้างเศรษฐกิจพึ่งพาภายในประเทศมากยิ่งขึ้น และต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่แก้ได้จากงบประมาณรัฐ มาตรการการลงทุนผ่านกองทุนของเอกชน โดยเอกชนลงทุนส่วนหนึ่งและรัฐลงทุนอีกส่วนหนึ่ง 

‘พีระพันธุ์’ซุ่มเงียบบิน’เซี่ยงไฮ้’ วิจารณ์หึ่งเมินประชุมงบฯ 69 ทิ้งสภาฯไร้คนแจง

'พีระพันธุ์'ซุ่มเงียบบิน'เซี่ยงไฮ้' วิจารณ์หึ่งเมินประชุมงบฯ 69 ทิ้งสภาฯไร้คนแจง

‘พีระพันธุ์’ซุ่มเงียบบิน’เซี่ยงไฮ้’ วิจารณ์หึ่งเมินประชุมงบฯ 69 ทิ้งสภาฯไร้คนแจง

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 19.29 น.

วิจารณ์กันสนั่น!!! “รมว.พลังงาน”ล่องหนไม่อยู่ร่วมถกงบฯปี69 ในสภา ย่องเงียบพาลูกน้องไปเซี่ยงไฮ้ยาว 6 วัน ทำ ครม.ผวาเพราะหารัฐมนตรีชี้แจงงบพลังงานไม่ได้ ปิดลับจนกระทรวงพลังงานไม่รู้รัฐมนตรีหายไปไหน

28 พ.ค.69 ที่รัฐสภา ในระหว่างการประชุมพิจารณางบประมาณรายจ่ายปี 2569 เป็นวันแรก ผู้สื่อข่าวประจำรัฐสภาสังเกตไม่เห็นนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.พลังงาน เข้าร่วมประชุมสภาเหมือนกับรัฐมนตรีกระทรวงอื่น จึงตรวจสอบข้อเท็จจริงจนพบว่า เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2568 นายพีระพันธุ์ก็ไม่ได้เข้าประชุมคณะรัฐมนตรีเช่นกัน ครั้นตรวจสอบกับเจ้าหน้าที่กระทรวงพลังงาน ปรากฏว่า ไม่มีผู้ใดทราบว่า นายพีระพันธุ์ หายไปไหน อาจป่วยกะทันหัน หรือมีแผนไม่เข้าร่วมประชุมสภาเพื่อเลี่ยงการอภิปรายของฝ่ายค้าน ซึ่งจะสร้างปัญหาให้กับ ครม. เพราะกระทรวงพลังงานมีรัฐมนตรีเพียงคนเดียว หากไม่อยู่ในสภาแล้วก็จะไม่มีใครสามารถตอบข้อซักถามของฝ่ายค้านได้

ผู้สื่อข่าวจึงตรวจสอบข้อมูลจากเจ้าหน้าที่กระทรวงพลังงาน ทำให้ทราบว่า นายพีระพันธุ์เดินทางเป็นการลับไปยังนครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 26 – 31 พฤษภาคม 2568 โดยไม่มีการแจ้งให้สำนักงานปลัดกระทรวงพลังงานทราบ เพราะตามหลักการปฏิบัติ รัฐมนตรีต้องแจ้งให้ทราบเพื่อให้สำนักงานปลัดฯ อำนวยความสะดวกตลอดการเดินทาง แต่เจ้าหน้าที่ทราบว่า นายพีระพันธุ์ นำผู้ติดตามไปด้วยดังนี้ นายสยาม บางกุลธรรม คนสนิทของ รมว.พลังงาน นายชื่นชอบ คงอุดม รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง นางสาวจิตติมา เจริญผล เจ้าพนักงานธุรการปฏิบัติงาน กองงานนายกรัฐมนตรีและนายณัฐวุฒิ คชภูมิ ช่างภาพประจำรองนายกรัฐมนตรี

เมื่อถามว่า นายพีระพันธุ์ เดินทางไปต่างประเทศทั้ง ๆ ที่สภามีการพิจารณางบประมาณแผ่นดิน ซึ่งเป็นวาระสำคัญที่รัฐมนตรีทุกคนต้องมาชี้แจงข้อซักถามของ ส.ส. เจ้าหน้าที่ ตอบว่า ไม่ทราบเหตุผลการเดินทางในครั้งนี้ เพียงแต่คาดเดาว่า อาจเป็นภารกิจลับจึงไม่แจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ หรืออาจต้องการเดินทางไปพักผ่อนเป็นการส่วนตัว หากรัฐมนตรีมีแผนเดินทางไปปฏิบัติราชการตามอำนาจหน้าที่ของ รมว.พลังงาน จะต้องแจ้งให้สำนักงานปลัดฯ ทราบเพื่อสั่งการให้เจ้าหน้าที่ของกระทรวงพลังงานติดตามไปประสานงานอำนวยความสะดวกและจัดเตรียมข้อมูลระหว่างการเดินทาง

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวตรวจสอบข้อเท็จจริงจากเจ้าหน้าที่สถานกงสุลไทยประจำนครเซี่ยงไฮ้ทำให้ทราบว่า นายพีระพันธุ์ประสานงานผ่านเจ้าหน้าที่สำนักนายกรัฐมนตรีว่า ต้องการเดินทางมาเยือนนครเซี่ยงไฮ้ แต่ไม่ได้แจ้งรายละเอียด ดังนั้นสถานกงสุลจึงให้การต้อนรับตามธรรมเนียม และนำเยี่ยมชมที่ทำการสถานกงสุล

‘ผู้นำฝ่ายค้าน’ ซัด ‘นายกฯ’ ละเลยคุมงบประมาณ ลามเป็นวิกฤตการเมือง สู่ระบบ ‘รัฐขูดรีด’

'ผู้นำฝ่ายค้าน' ซัด 'นายกฯ' ละเลยคุมงบประมาณ ลามเป็นวิกฤตการเมือง สู่ระบบ 'รัฐขูดรีด'

‘ผู้นำฝ่ายค้าน’ ซัด ‘นายกฯ’ ละเลยคุมงบประมาณ ลามเป็นวิกฤตการเมือง สู่ระบบ ‘รัฐขูดรีด’

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 19.16 น.

 ‘ผู้นำฝ่ายค้าน’ ประเดิมซัด ‘นายกฯ’ ละเลยคุมงบประมาณ ลามกลายเป็นวิกฤตการเมือง สู่ระบบ ‘รัฐขูดรีด’ ความเชื่อมั่นประชาชนพังไปแล้ว

วันที่ 28 พฤภาคม 2568 เมื่อเวลา 17.15 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วงเงิน3.78ล้านล้านบาท วาระแรก 

โดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรลุกขึ้นอภิปรายว่า เป็นปีที่2ของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่จัดงบขาดดุลสูงเกือบติดเพดาน ทำให้ต้องกู้ชดเชยการคลังสูงสุดในรอบ 36 ปี นับจากปี2532 สิ่งที่น่ากังวล ไม่ใช่การกู้แต่คือรัฐบาลใช้เงินเกินตัวโดยไม่มีแผนการลงทุนหรือการหารายได้รองรับ โดยการกู้นั้นไม่สร้างอนาคตให้ประเทศ  โดยงบประมาณที่เสนอขอ 3.78 ล้านล้านบาท พบว่าใช้ได้จริงเพียง 1 ใน 4 หรือ 1.06 ล้านล้านบาทเท่านั้น ทั้งนี้รัฐบาลปัจจุบันไร้ทิศ ไร้ทาง ไร้ภาพ ไม่สามารถหาทางออกให้ประเทศ แต่ทำให้การบริหารแผ่นดินเดินแบบสะเปะสะปะอยู่ในระบบของราชการประจำ เพราะใช้เวลาแก้ปัญหาขัดแย้งของพรรคร่วมรัฐบาล ไม่ได้นำประเทศฝ่าพ้นวิกฤต

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า มติครม. เปลี่ยนงบดิจิทัลวอลเล็ต 1.57 ล้านบาท ไปเป็นงบลงทุนระยะสั้น แต่วิธีการจัดการจริงรัฐบาลไม่มีภาพอะไรในหัว เพราะคือการโยนเงินไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั่วประเทศ ให้ส่งคำของบประมาณทัน 3 วันแม้จะขยายกรอบงบประมาณ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่มีแผนแม่บท วิสัยทัศน์ร่วมกับประเทศ ซึ่งตนมองว่าไม่ใช่การกระจายยุทธศาสตร์สู่ท้องถิ่นแต่คือการกระจายภาระไปให้ท้องถิ่นคิดแทนรัฐบาล

“เป็นการกระจายผลประโยชน์ให้กับกลุ่มผลประโยชน์ของรัฐบาลที่รู้ข่าวล่วงหน้า ถึงจัดทำคำขอได้ทันภายในกรอบระยะเวลาอันสั้นใช่หรือไม่ ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงรัฐบาลที่ขาดเจตจำนงในการบริหารประเทศ และกล้าพูดได้ว่าการอภิปรายงบฯ69 บทใช้งบปี68 เพราะไส้ในไม่เปลี่ยน ความไร้ภาพนี้ไม่ใช่บังเอิญ แต่เกิดจากการไร้สภาพของรัฐบาลในการบริหารประเทศ” นายณัฐพงษ์ อภิปราย

ผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ อภิปรายว่า ประเทศไทยอยู่ในภาวะหัวเลี้ยวหัวต่อของวิกฤตการจัดงบประมาณปี2569 คือ บทพิสูจน์ว่าจะผ่านไปได้หรือไม่ ทั้งประเด็นสงครามการค้าที่มีผลกระทบต่อการส่งออก และซ้ำเติมจากการสวมสิทธิและสินค้าเถื่อนราคาถูกจากต่างประเทศ ทั้งนี้จีดีพีของการผลิตและการบริโภคที่สวนทาง สะท้อนว่าการแจกเงินใช้ไม่ได้อีกต่อไป ทั้งนี้ตนมองว่าหากมีการปฏิรูประบบงบประมาณ จะสร้างความเปลี่ยนแปลงเป็นรูปธรรมได้ ทั้ง การรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างสมดุล การลงทุนเครื่องจักรเศษฐกิจใหม่ เช่น การลงทุนอุตสาหกรรมไฮเทค การฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยว  ไม่ใช่ใช้งบลงทุนเพื่อตัดถนน ขุดคลอง สร้างอาคาร

“การจัดทำงบประมาณปี69 คือ การจัดกลุ่มตัวเลขไม่ใช่การให้ความสำคัญก่อนหลัง ทั้งนี้มีผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการติดตามงบประมาณ เพื่อทำงบประมาณรูปแบบใหม่และธรรมนูญปลดล็อคท้องถิ่น หากเสนอสภาฯ ไม่ผ่าน เพราะรัฐบาลไม่คิดเปลี่ยนแปลงของการจัดงบทำให้มองไม่เห็นยุทธศาสตร์ใดๆ จากงบสูตรเดิม อยากให้ความหวังกับประชาชนด้วยว่าประเทศไทยไม่ขาดเงิน จะฝ่าวิกฤตได้ รัฐบาลต้องบริหารเงินแผ่นดินที่อยู่ในทุกหน่วยงานของรัฐ รวมถึงรัฐวิสาหกิจ เฉพาะที่มีอยู่เท่ากับ 7-8 ล้านล้านบาทต่อปี คิดเป็น 40% ต่อจีดีพีแต่ปัญหาไม่มีใครเชื่อมโยงเงิน รัฐวิสาหกิจต่างลงทุน และท้องถิ่นไม่เชื่อมโยงการบริหารประเทศ” ผู้นำฝ่ายค้าน กล่าว

นายณัฐพงษ์ อภิปรายต่อว่า ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศที่ขาดเงิน แต่ขาดการใช้เงินและลงทุนอย่างมีเป้าหมาย โดยงบปี2569 เช่น รัฐบาลทุ่มงบกับการจัดการน้ำ ตลิ่ง เขื่อน คลองมากกว่าเพิ่มพื้นที่รับน้ำ หรือระบบเตือนภัย งบเกษตรฯเน้นการเยียวยาไม่มีการลงทุน งบซอฟท์พาวเวอร์กลายเป็นงบอีเว้นท์ ประชาสัมพันธ์ซ้ำซ้อน งบสิ่งแวดล้อมเน้นสร้างซ่อมมากกว่าการแก้เชิงระบบ งบดูแลคนพิการตกหล่อน กระจัดกระจาย ซ้ำซ้อน ขาดการเข้าถึงอุปกรณ์พื้นฐาน ดังนั้นต้องเปลี่ยนวิธี เช่น งบประกันสินเชื่อเอสเอ็มดี เพื่อเพิ่มตัวคูณในระบบเศรษฐกิจถึง 7 เท่า งบช่วยเหลือเกษตรกรเปลี่ยนจากแจกเป็นเงินลงทุนอย่างมีเป้าหมาย สนับสนุนเครื่องจักรเฉพาะพื้นที่ พืช และเฉพาะเวลาเพื่อเพิ่มผลผลิต ลดโลกร้อน

“โลกเปลี่ยนแปลง แต่งบประมาณไทยไม่เปลี่ยนแปลง ไม่มีวิธีการใช้งบที่คุ้มค่าแม้นายกฯ ไม่ได้ทำงบประมาณ แต่คือคนที่คุมสำนักงบประมาณ เมื่อปล่อยให้ประเทศไทยใช้งบแบบไร้เป้าหมาย ไม่ปรับทิศทาง หรือเปลี่ยนทีม จึงต้องตั้งคำถามว่าประเทศไทยมีคนที่เป็นผู้นำรัฐบาลอยู่จริงหรือไม่ สิ่งที่เห็นในร่างพ.ร.บ.งบฯ69 นายกฯไม่เคยลงมาดูว่าเป้าหมายที่ประกาศหน่วยงานตั้งงบประมาณไว้หรือไม่ หรือทบทวนปรับเป้าหมาย รวมถึงไม่ตัดงบประมาณที่ซ้ำซ้อนเพื่อทำให้การทำงานดียิ่งขึ้น” นายณัฐพงษ์ กล่าว

นายณัฐพงษ์ อภิปรายต่อว่า ตนขอเตือนนายกฯ ว่าวันนี้ไม่ใช่การทำงบประมาณที่ผิดพลาด แต่คือกระจกที่สะท้อนไปยังตัวนายกฯ ว่าไม่มีเป้าหมายให้ประเทศ ละเลยการทำหน้าที่ผู้นำรัฐบาล ทั้งที่ก่อนหน้านี้เคยประกาศต่อสภาฯว่าจะปฏิรูประบบราชการที่ทันสมัย แต่การจัดงบประมาณสูตรเดิม เหมือนกับว่าประเทศไทยไม่เคยมีนายกฯ อยู่

“เราไม่เคยมีผู้นำที่รู้จักใช้อำนาจเปลี่ยนงบประมาณที่ล้มเหลวเพื่อไม่ให้ประเทศล้มเหลวไปด้วย ผมขอย้ำว่าสถานการณ์ตอนนี้ไม่ใช่วิกฤตการคลัง แต่เป็นวิกฤตทางการเมือง เป็นวิกฤตของสถาบันรัฐไทยที่เริ่มเป็นระบบขูดรีดทั้งนี้ประเทศไทยเกือบจะเป็นรัฐล้มเหลว หากจัดทำงบประมาณแบบเดิมที่ไม่เปลี่ยน นายกฯไม่ปรับการทำงาน วันนี้ประเทศไทยไม่ใช่รัฐล้มเหลวที่สมบูรณ์ โครงสร้างรัฐไม่พัง แต่ความเชื่อมั่นของประชาชนพังไปแล้ว” นายณัฐพงษ์ กล่าว

‘นักวิชาการ’ กังวลคำพูด ‘ทักษิณ’ จัดการ ‘ว้าแดง’ ปราบยาเสพติด เสี่ยงละเมิดอธิปไตย

‘นักวิชาการ’ กังวลคำพูด ‘ทักษิณ’ จัดการ ‘ว้าแดง’ ปราบยาเสพติด เสี่ยงละเมิดอธิปไตย

‘นักวิชาการ’ กังวลคำพูด ‘ทักษิณ’ จัดการ ‘ว้าแดง’ ปราบยาเสพติด เสี่ยงละเมิดอธิปไตย

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.52 น.

‘นักวิชาการ มธ.’ กังวลคำพูด ‘ทักษิณ’หลังประกาศจะจัดการว้าแดงเองเสี่ยงละเมิดอธิปไตยเมียนมา – ผิด กม.ระหว่างประเทศ

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กังวลและไม่เห็นด้วยกับท่าที “ทักษิณ” หลังประกาศจะจัดการว้าแดงเอง หากผู้นำเมียนมาไม่ดำเนินการขจัดยาเสพติด หวั่นอาจถูกตีความว่าไทยจะละเมิดอำนาจอธิปไตยเพื่อนบ้าน ส่งผลต่อความไม่ไว้วางใจ-กระทบภาพลักษณ์ และบทบาทไทยในการเจรจายุติความขัดแย้งในเมียนมา เสนอใช้กลไก TBC – การทูตกับจีน เป็นทางเลือกแรกก่อนคิดจะใช้ความรุนแรง

จากกรณีที่ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และที่ปรึกษาประธานอาเซียน ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ “ยาเสพติด อาชญากรรมข้ามชาติ มุมมองและความท้าทายต่อการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน” ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ตอนหนึ่งว่าแหล่งผลิตยาเสพที่ติดที่สำคัญอยู่ในพื้นที่ของกลุ่มกองกำลังติดอาวุธว้าแดง เขตรัฐฉาน อีกภายใน 1 – 2 เดือน รมว.การต่างประเทศ จะต้องเข้าไปพบปะกับผู้นำเมียนมาให้จัดการ หากทำไม่ได้ ประเทศไทยคงต้องขออนุญาตจัดการด้วยตนเอง และหากยังผลิตจะถือว่าเป็นศัตรู

รศ. ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์ บริพัตร ภาควิชาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองและการต่างประเทศเมียนมา เปิดเผยว่า เห็นด้วยในหลักการว่าต้องมีการจัดการกับกลุ่มว้าแดงเพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดในประเทศไทย แต่ต้องเป็นการทำงานอย่างรัดกุมและคำนึงถึงประเด็นระหว่างประเทศที่มีความอ่อนไหวด้วย ส่วนตัวรู้สึกกังวลและไม่ค่อยเห็นด้วยกับการสื่อสารของคุณทักษิณที่พูดว่า หากรัฐบาลทหารเมียนมาจัดการไม่ได้จะขอเป็นฝ่ายเข้าไปจัดการด้วยตนเอง ตรงนี้อาจจะก่อให้เกิดการตั้งข้อสังเกตได้ว่าเป็นสัญญาณที่ออกมาจากรัฐบาลไทยหรือไม่ หรือเป็นสัญญาณที่ออกมาจากฝ่ายความมั่นคงไทยหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้อาจจะกระทบต่อความสัมพันธ์ในหลายๆ เรื่อง

รศ. ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์ กล่าวว่า การใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดตามที่คุณทักษิณกล่าวอ้างนั้นอาจทำให้ผู้ฟังคาดเดาไปว่า ไทยอาจจะแทรกแซงโดยส่งกองกำลังฝ่ายความมั่นคงของไทยเข้าไปปราบปรามยาเสพติดหรือไม่ เรื่องนี้ควรต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก เพราะอาจเป็นการละเมิดอำนาจอธิปไตยของเมียนมา และสุ่มเสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงอาจทำให้กองทัพเมียนมารู้สึกไม่ไว้วางใจ และหวาดระแวงว่า ทางการไทยจะมีนัยทางการเมืองในการเข้าไปสนับสนุนกลุ่มต่อต้านรัฐบาลทหารเมียนมากลุ่มใดหรือไม่ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของไทยที่พยายามจะเข้าไปมีบทบาทในการเป็นตัวกลางเจรจาสันติภาพระหว่างกลุ่มต่อต้านกับรัฐบาลทหาร

รศ. ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์ กล่าวต่อไปว่า ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากการผลิตยาเสพติดของกลุ่มว้าแดงอย่างมีนัยสำคัญมาราว 20 ปีก่อน ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาก็มีหน่วยงานติดตามและดำเนินการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในระดับรัฐบาลและระดับท้องถิ่นที่ผู้บัญชาการกองกำลังต่างๆ เป็นผู้ดูแล รวมไปถึงบทบาทของกระทรวงการต่างประเทศในการเรียกร้องกับรัฐบาลเมียนมาให้ช่วยบรรเทาและแก้ไขปัญหายาเสพติด ก็มีการทำมาอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

ทว่า รัฐบาลทหารเมียนมาก็มีข้อจำกัดในการเข้าไปบริหารจัดการ ด้วยรูปแบบการปกครองพื้นที่ของว้าแดงซึ่งมีความอิสระในการปกครองตนเอง เพราะได้ทำข้อตกลงหยุดยิงและมีการแบ่งสรรทางอำนาจต่างๆ กับรัฐบาลทหารเมียนมาอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่ปี 1990 มากไปกว่านั้นคือมิติของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและธุรกิจที่เป็นประโยชน์ร่วมกันของทั้ง 2 ฝ่าย จึงทำให้กองทัพไม่อยากเข้าไปกดดันหรือแทรกแซงว้าแดงมากนัก ยังไม่นับว่าภายหลังจากการรัฐประหารในปี 2021 เป็นต้นมา ได้ทำให้อิทธิพลของกองทัพลดน้อยถอยลงไปอย่างมากในบริเวณพื้นที่ชนกลุ่มน้อยต่างๆ ขณะที่กองกำลังติดอาวุธอย่างว้าแดงกลับมีอิทธิพลเพิ่มมากขึ้น

ทั้งนี้ ช่องทางหนึ่งซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลไทยทำมาโดยตลอดในทางการทูต คือการคุยกับรัฐบาลจีน โดยเฉพาะรัฐบาลท้องถิ่นซึ่งอยู่ในพื้นที่ยูนนาน ให้ช่วยดูแลและจัดการเรื่องยาเสพติดร่วมกัน และร้องขอรัฐบาลจีนให้หยุดส่งสารเคมีที่เป็นส่วนหนึ่งของวัตถุดิบในการผลิตยาเสพติดให้กับกลุ่มว้าแดง 

มากไปกว่านั้น คือการบริหารจัดการพื้นที่ภายในประเทศในเรื่องการป้องปรามการเสพ การซื้อ และการลักลอบขนย้ายยาเสพติด และการใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดในการปราบปรามยาเสพติดบริเวณแนวชายแดนของกลุ่มผู้ค้ายา จะต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการเยียวยา บรรเทาผู้เสพยาเสพติด 

รศ. ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์ กล่าวว่า สำหรับการแก้ไขปัญหายาเสพติด ตัวแสดงที่สำคัญในการจัดการและแก้ไขปัญหายาเสพติดคือชนกลุ่มน้อยที่เป็นเครือข่ายของฝ่ายความมั่นคงไทย หรือเครือข่ายของกระทรวงมหาดไทยบริเวณตามแนวชายแดน ควรจะเป็นอีกหนึ่งกลไกที่สำคัญในการติดต่อประสานงาน และขับเคลื่อนร่วมกันเป็นเครือข่ายในการสนับสนุนการป้องปรามยาเสพติด รวมไปถึงการใช้กลไกที่สำคัญอย่างคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่นไทย – เมียนมา (TBC) ซึ่งเป็นเวทีในการหารือเรื่องความมั่นคง ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการพูดคุยแก้ไขปัญหาเรื่องยาเสพติด 

“สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ สิ่งที่คุณทักษิณพูดเป็นสิ่งที่รัฐบาลไทยดำเนินการมาโดยตลอดอยู่แล้ว เพียงแต่อาจจะต้องดำเนินการให้มีความเข้มแข็ง จับต้องได้ และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการดำเนินการความสัมพันธ์ทางการทูตกับทั้งรัฐบาลกลางเมียนมา รัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นของจีน สิ่งเหล่านี้ควรจะเป็นตัวเลือกในเบื้องต้นก่อนที่จะคิดถึงการใช้ความรุนแรง ที่อาจจะก่อให้เกิดการละเมิดอำนาจอธิปไตยของประเทศเพื่อนบ้าน” รศ. ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์ กล่าว

‘จุติ’งัดข้อมูลโต้‘เท้ง’ ปมเปลี่ยนชื่อ‘สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์’

‘จุติ’งัดข้อมูลโต้‘เท้ง’ ปมเปลี่ยนชื่อ‘สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์’

‘จุติ’งัดข้อมูลโต้‘เท้ง’ ปมเปลี่ยนชื่อ‘สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์’

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.44 น.

“สภาฯ”ไฟเขียว 3 วาระรวด เปลี่ยนชื่อ”สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์”เป็น”สำนักงานพระคลังข้างที่” ด้าน”ปชน.”ข้องใจ”ครม.”เร่งรัดผิดปกติ-ใช้วิธีพิเศษ แนะควรรอบคอบ เจอ”จุติ”งัดข้อมูลโต้ยิบ ไร้เคลือบแคลงสงสัย กม.ฉบับนี้ ยัน”สถาบัน”ทำเพื่อประเทศ ประชาชนได้ประโยชน์ ลั่นเชื่อ-เคารพ”ชาติ ศาสน์ กษัตริย์”

เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ (ฉบับที่..) พ.ศ. …. โดย นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ลุกขึ้นเสนอหลักการว่า เป็นการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ พ.ศ.2561 เพื่อเปลี่ยนชื่อสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ เป็น สำนักงานพระคลังข้างที่ และโอนกิจการของสำนักพระราชวังเฉพาะส่วนของพระคลังข้างที่ไปเป็นส่วนของสำนักงานพระคลังข้างที่ โดยที่พระคลังข้างที่เป็นหน่วยงานที่มีภาระหน้าที่ดูแลพระราชทรัพย์ของพระมหากษัตริย์มาตั้งแต่โบราณกาล ซึ่งต่อมามีการจัดตั้งสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์เพื่อทำหน้าที่แทน เพื่อเป็นการสืบทอดความเป็นมาให้สอดคล้องกับโบราณราชประเพณี จึงสมควรเปลี่ยนชื่อสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์เป็นสำนักงานพระคลังข้างที่และสมควรรวมกิจการสำนักพระราชวังเฉพาะ ในส่วนที่เกี่ยวกับพระคลังข้างที่เดิมเข้ามาบริหารจัดการในส่วนของพระคลังข้างที่ตาม พ.ร.บ.นี้ และเพื่อให้เป็นไปด้วยความรวดเร็ว คณะรัฐมนตรี (ครม.) จึงมีมติให้แจ้งสภาผู้แทนราษฎรมีการพิจารณาด้วยคณะกรรมาธิการเต็มสภาฯ

ด้าน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) อภิปรายว่า เมื่อตนทราบว่า ครม.จะเสนอร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว ตนให้ความสนใจเป็นพิเศษเนื่องจากร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ไปเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินของแผ่นดินและเป็นทรัพย์สินของพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งเมื่อ 20 ปีที่แล้วมีการประเมินกันไว้ว่าทรัพย์สินในส่วนนี้มีมูลค่ามากกว่า 1 ล้านล้านบาท ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ เป็นการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ที่บัญญัติขึ้นตั้งแต่ยุครัฐบาล คสช.ปี 2561 ส่งผลให้การบริหารจัดการและดูแลพระราชทรัพย์เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ ตั้งแต่ชื่อเรียก Crown Property หรือทรัพย์สินของสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่เคยเรียกกันว่า ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ในรัชสมัยก่อนหน้านี้ ก็ได้เปลี่ยนเป็นทรัพย์สินในพระมหากษัตริย์ และทรัพย์สินส่วนพระองค์ ก็เปลี่ยนเป็นคำว่าทรัพย์สินในพระองค์ รวมถึงการดูแลพระราชทรัพย์ทั้ง 2 ส่วนก็เปลี่ยนไปด้วย คือ ในรัชสมัยก่อนหน้านี้ การดูแลทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จะแยกกันกำกับดูแลจากทรัพย์สินส่วนพระองค์ คือแยกกันดู การดูแลทรัพย์สินส่วนพระองค์จะเป็นไปตามพระราชอัธยาศัย

“แต่การดูแลทรัพย์สินของสถาบันฯ นั้น จะดูแลโดยสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ แต่ผลของกฎหมายยุค คสช.ทำให้เส้นแบ่งนี้เลือนลงไป โดยเปลี่ยนเป็นสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ โดยดูแลและบริหารพระราชทรัพย์ทั้ง 2 ส่วน ไม่ว่าทรัพย์สินส่วนพระองค์ หรือทรัพย์สินที่เป็นส่วนของสถาบันฯ ล้วนแต่ให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย พระองค์จะทรงมอบหมายให้สำนักงานฯ บุคคลใด หน่วยงานใด เป็นผู้จัดการพระราชทรัพย์ทั้ง 2 ส่วนก็ได้” นายณัฐพงษ์ กล่าว

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม สำหรับพระราชทรัพย์ในส่วนของสถาบันฯ นั้น เราจะมีวิธีบริหารจัดการดูแลอย่างไร ให้สถาพรที่สุดเพื่อธำรงไว้ซึ่งพระเกียรติยศและพระราชสถานะ ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่ไม่ใช่ประเด็นที่จะมาถกเถียงกันในวันนี้ เพราะร่างกฎหมายที่รัฐบาลเสนอมาวันนี้ไม่ได้มีเนื้อหาที่จะกระทบ กับการเปลี่ยนแปลงการบริหารจัดการพระราชทรัพย์ทั้ง 2 ส่วน เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญที่ตนได้กล่าวมานี้นั้น ได้ทำไปเสร็จสิ้นแล้วตั้งแต่ยุครัฐบาล คสช. ซึ่งสาระสำคัญจริงๆ ของกฎหมายฉบับนี้เป็นเพียง การเปลี่ยนชื่อจากสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ตามกฎหมายปี 2561 ไปเป็นสำนักงานพระคลังข้างที่แต่เพียงเท่านั้น

“ด้วยเหตุนี้ พวกผมไม่ได้มีประเด็นอะไรที่จะคัดค้านร่างกฎหมายฉบับนี้ ที่รัฐบาลเสนอมา แต่ในฐานะผู้แทนราษฎรคนหนึ่ง อยากให้การเสนอร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นไปตามกระบวนการนิติบัญญัติปกติ ไม่อยากให้เสนอกฎหมายฉบับนี้ด้วยกระบวนการพิเศษ เช่น การพิจารณา 3 วาระรวดผ่านกรรมาธิการเต็มสภา ให้จบเพียงแค่ 1 วัน ที่ ครม.เสนอมา เพราะถ้ายิ่งเป็นร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสถาบันที่เป็นพระประมุขของชาติ สภาของเรายิ่งต้องควรพิจารณาอย่างถี่ถ้วนรอบคอบ ต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัย หรือการตั้งคำถามในหมู่พี่น้องประชาชน ยืนยันว่าผู้แทนราษฎรของพรรคประชาชน จะทำหน้าที่พิทักษ์ปกป้องระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือประชาธิปไตยที่พระมหากษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ เราจะระมัดระวังไม่ให้กฎหมายใดถูกติฉินนินทา หรือมีข้อครหาได้ว่า มีใครที่มีความพยายามทำให้หลุดพ้น ไปจากกรอบที่ว่านี้ ที่พระมหากษัตริย์ต้องทรงปกเกล้า แต่ไม่ปกครอง อันเป็นการรักษาพระราชสถานะของประมุข ให้ปราศจากจากการเมืองอย่างแท้จริง ถึงแม้พวกผมจะสามารถรับหลักการในร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ได้ แต่ก็ไม่อาจเห็นด้วยกับกระบวนการที่ ครม.เสนอให้มีการใช้คณะกรรมาธิการเต็มสภา เพื่อเร่งรัดกระบวนการในการพิจารณากฎหมายฉบับนี้ ผมขอเสนอประธานสภาฯ ตามข้อบังคับการประชุมที่ 120 วรรค 2 อาจจะมีการเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรที่วรรคตอนไม่ชัดเจน ที่เขียนไว้ว่าเมื่อ ครม.ร้องขอ หรือ สส.20 คนเสนอญัตติ และที่ประชุมอนุมัติ อยากเสนอให้ประธานทำหน้าที่วินิจฉัยให้เด็ดขาด ว่าคำว่าและที่ประชุมอนุมัตินี้ บังคับใช้กับกรณีที่ ครม.เสนอมาด้วยหรือไม่ ต้องเกิดความชัดเจนในเรื่องนี้ เพื่อให้การผ่านร่างกฎหมายฉบับนี้มีความรอบคอบและรัดกุม” นายณัฐพงษ์ กล่าว

ด้าน นายจุติ ไกรฤกษ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) อภิปรายว่า ตนเคารพความเห็นของผู้นำฝ่ายค้าน แต่ตนโตมาในระบบที่เชื่อ และเคารพในอุดมการณ์ ชาติ ศาสน์กษัตริย์ สำคัญต่อระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างยิ่ง ตนไม่เคลือบแคลงใน พ.ร.บ.ฉบับนี้แม้แต่น้อย ซึ่งเนื้อหากฎหมายฉบับนี้หลายคนอาจจะเห็นว่าเป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ แต่ทั้งหมดเป็นไปเพื่อประโยชน์ของชาติ และประชาชน คำที่ว่าบริหารทรัพย์สินตามพระราชอัธยาศัย

“ประวัติศาสตร์ ชี้ให้เห็นว่า คนไทยทั้งประเทศได้ประโยชน์ เนื่องจากรัฐบาลอาจจะมีงบประมาณไม่เพียงพอ ดูแลไม่ทั่วถึง โดยยกตัวอย่างเด็กชาติพันธุ์ตามตะเข็บชายแดน จำนวน 37,000 คน พระมหากษัตริย์ก็ดูผ่านมูลนิธิ และพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์” นายจุติ กล่าว

นายจุติ กล่าวต่อว่า ส่วนเครื่องพิสูจน์ว่าการบริหารงานนั้นโปร่งใสหรือไม่นั้น จะเห็นได้จากกรณีที่โรงพยาบาลสมเด็จยุพราชเดชอุดมเกิดเหตุไฟไหม้ รัฐบาลยังไม่ได้ส่งอะไรไปช่วย แต่ท่านได้พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ไปช่วยเหลือแล้ว 20 กว่าล้าน เพื่อให้โรงพยาบาลกลับมาเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและอำเภอใกล้เคียง นอกจากนี้ การบริหารตามพระราชอัธยาศัย มีบันทึกไว้ของกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงสาธารณสุขว่า โรงพยาบาลและสถานราชทัณฑ์ 44 แห่งได้รับพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ 2,852 ล้านบาท และสิ่งที่พระองค์ไม่ประสงค์ให้คนไทยรู้คือ รถตรวจเชื้อและวิเคราะห์ผลโควิด กว่ากระทรวงสาธารณสุขจะประกาศทีโออาร์ คนไทยคงติดเชื้อตายกันเป็นเบือ ท่านทอดพระเนตรเห็นว่าเหตุการณ์เช่นนั้นจะเกิดขึ้นหากไม่เข้ามาช่วยเหลือ ประเทศมหาอำนาจที่ผลิตวัคซีนและยาแก้โรคติดต่อมีคนเสียชีวิตมากกว่าคนไทย 25 เท่า มีคนติดเชื้อโควิด มากกว่าประเทศไทย 35 เท่า ต้องขอบคุณกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อาสาสมัครสาธารณสุข แพทย์ พยาบาล ทหารที่ช่วยให้วิกฤตดับลงไปได้

“มีใครทราบหรือไม่ว่า รถเก็บเชื้อโควิด สามารถเก็บเชื้อจากคนไทยได้ 313,000 คน ซึ่งมีรถพระราชทาน 20 คัน มีรถขนด่วนภายใน 3 ชั่วโมง ช่วยจำกัดการกระจายของโรคได้อย่างรวดเร็ว เงินกี่พันล้านที่รักษาประโยชน์ของคนไทยไว้ได้ พ.ร.บ.นี้ ไม่ใช่แค่เปลี่ยนชื่อเฉยๆ แต่ธำรงไว้ซึ่งความที่ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุข พิสูจน์แล้วว่า ไม่สงสัยเคลือบแคลงในกฎหมายฉบับนี้ และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนแน่นอน” นายจุติ กล่าว

จากนั้นที่ประชุมลงมติ เห็นชอบให้ตั้งกรรมาธิการเต็มสภาฯ ด้วยคะแนนเสียง 451 เสียง งดออกเสียง 2 และลงมติให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวในวาระ 2 และ 3 ต่อเนื่อง ด้วยคะแนนเสียง 454 คน งดออกเสียง 2 คน โดยไม่มีกาาลงคะแนนเสียงไม่เห็นชอบ

ขอรอฟัง‘พิชัย’ ‘ปลัดคลัง’เผยปมชดใช้หมื่นล้านคดี‘จำนำข้าว’

ขอรอฟัง‘พิชัย’ ‘ปลัดคลัง’เผยปมชดใช้หมื่นล้านคดี‘จำนำข้าว’

ขอรอฟัง‘พิชัย’ ‘ปลัดคลัง’เผยปมชดใช้หมื่นล้านคดี‘จำนำข้าว’

วันพุธ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.28 น.

“ปลัดคลัง”ลั่น!เรียกค่าเสียหายชดใช้ 10,028 ล้านบาท คดีจำนำข้าว”ยิ่งลักษณ์”ชัดเจนเร็วๆนี้ ขอรอฟัง”พิชัย”แจง

เมื่อวันที่ 28 พฤษถาคม 2568 ที่รัฐสภา นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวถึงไทม์ไลน์ขั้นตอนการเรียกค่าเสียหาย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หลังศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้ชดใช้คดีจำนำข้าวกว่า 10,028  ล้านบาท ว่า ต้องรอทีมกฎหมายสรุปให้ทาง นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ฟังก่อน แล้วตนจะเล่าให้ฟัง

เมื่อถามว่า จะมีความชัดเจนเมื่อเมื่อไหร่ ภายในเดือน มิ.ย.หรือไม่ นายลวรณ กล่าวว่า เร็วๆ นี้ ภายในสิ้นเดือนนี้ก็ต้องรู้เรื่องแล้ว เมื่อถามว่า วงเงินเป็นยอด 10,028 ล้านบาท หรือจะปรับลดเพิ่มเติม นายลวรณ กล่าวว่า ก็ต้องเป็นไปตามคำพิพากษา และให้หักรายการใดออกไปได้บ้าง ซึ่งเราก็ต้องดู

เมื่อถามต่อว่า ต้องมีการตั้งคณะกรรมการมาดำเนินการเรื่องนี้หรือไม่ นายลวรน กล่าวว่า เป็นเรื่องปกติ เวลาเราใช้กฎหมายความรับผิด และการละเมิดก็มีขั้นตอนชัดเจนอยู่แล้ว ว่าต้องดำเนินการอะไร เมื่อถามย้ำว่า จะมีความชัดเจนในเร็วๆ นี้หรือไม่ นายลวรณ กล่าวว่า ต้องให้ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้พูดก่อน