ช็อตฟีล! ชาวเน็ตคอมเมนต์เชียร์’โตโน่’มาจีบที เจอ’เบียร์ เดอะวอยซ์’ตอกกลับแรง

ช็อตฟีล! ชาวเน็ตคอมเมนต์เชียร์'โตโน่'มาจีบที เจอ'เบียร์ เดอะวอยซ์'ตอกกลับแรง

ช็อตฟีล! ชาวเน็ตคอมเมนต์เชียร์’โตโน่’มาจีบที เจอ’เบียร์ เดอะวอยซ์’ตอกกลับแรง

วันเสาร์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.25 น.

3 พฤษภาคม 2568 เรียกได้ว่าประเด็นร้อนเกิดกับวงการบันเทิงรายวัน หลังจากประเด็นนักร้องหนุ่ม โตโน่ ภาคิน คำวิลัยศักดิ์ ที่มีข่าวกับ’มายด์’อดีตผู้ช่วยผู้จัดการ รวมถึงล่าสุดนางเอกสาว ‘ณิชา’ ณัฏฐณิชา ดังวัธนาวณิชย์ ก็ได้ออกมาเปิดใจครั้งแรกว่า เจ้าตัวนั้นแฮปปี้มากกับการอยู่คนเดียว รวมถึงประเด็นดราม่าสนั่นของนักร้องสาว ‘เบียร์ เดอะวอยซ์’ หรือ เบียร์ ภัสรนันท์ อัษฎมงคล ที่เกิดประเด็นดราม่าสนั่นโซเชียล

หลังจากกระแสร้อนแรงชาวเน็ตก็เข้าไปคอมเมนต์โยงในเฟซบุ๊กส่วนตัวของ ‘เบียร์ เดอะวอยซ์’ ระบุข้อความว่า “โตโน่มาจีบทีเหมาะกันมากๆ ครับสวยหล่อ” แต่งานนี้เบียร์ตอบกลับแบบช็อตฟีลทันทีว่า “ยังไม่อยากมีแฟน ไม่ต้องมีใครจีบทั้งนั้น” พร้อมใส่อีโมจิขำน้ำตาไหล นอกจากนี้ก็มีชาวเน็ตอีกรายเข้ามาคอมเมนต์อีกว่า “ดีดแง็กๆ เหมือนพี่โตโน่เลยค่ะ” ซึ่งสาวเบียร์ก็ตอบกลับคอมเมนต์นี้พอดีเลยตอบกลับไปว่า “ก็ไปเล่นคอนเสิร์ต ไม่ได้ไปเล่นงิ้วววจ้า”

สหรัฐเตรียมส่งคืน‘4 โบราณวัตถุ’ประโคนชัย บุรีรัมย์ กลับไทย หลังหายไปในปี 2507

สหรัฐเตรียมส่งคืน‘4 โบราณวัตถุ’ประโคนชัย บุรีรัมย์ กลับไทย หลังหายไปในปี 2507

สหรัฐเตรียมส่งคืน‘4 โบราณวัตถุ’ประโคนชัย บุรีรัมย์ กลับไทย หลังหายไปในปี 2507

วันอาทิตย์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 08.59 น.

กลับคืนสู่ประวัติศาสตร์ของชาติ ‘4 โบราณวัตถุ’ประโคนชัย บุรีรัมย์ สหรัฐเตรียมส่งคืนแผ่นดินไทย หลังหายไปในปี 2507

4 พฤษภาคม 2568 นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยความคืบหน้าเกี่ยวกับการติดตามโบราณวัตถุกลุ่มประโคนชัยกลับคืนสู่ประเทศไทย โดยเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2568 สำนักงานสืบสวนความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (Homeland Security Investigation – HSI) ของสหรัฐอเมริกา ได้รายงานข้อมูลให้กรมศิลปากรทราบว่า พิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชีย เมืองซานฟรานซิสโก ได้ดำเนินการถอดถอนโบราณวัตถุไทยจำนวน 4 รายการ ออกจากทะเบียนพิพิธภัณฑ์โดยสมบูรณ์ เพื่อเตรียมส่งคืนประเทศไทย

โบราณวัตถุทั้ง 4 รายการ ประกอบด้วย พระโพธิสัตว์ 3 องค์ และพระพุทธรูป 1 องค์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มประติมากรรมที่ค้นพบในพื้นที่อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ ปัจจุบัน คือ อำเภอเฉลิมพระเกียรติ และถูกลักลอบนำออกนอกประเทศตั้งแต่ปี พ.ศ. 2507   ภายหลังพบว่าโบราณวัตถุเหล่านี้ถูกลักลอบขุดไปจากปราสาทเขาปลายบัด 2 ซึ่งคณะกรรมการติดตามโบราณวัตถุในต่างประเทศกลับคืนสู่ประเทศไทย จึงได้จัดทำข้อมูลโบราณวัตถุกลุ่มประโคนชัยที่เก็บรักษาในพิพิธภัณฑ์ของสหรัฐอเมริกา และประสานงานกับเจ้าหน้าที่สืบสวน สำนักงานสืบสวนความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ช่วยดำเนินการติดตามกลับคืนสู่ประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 เป็นต้นมา

ทั้งนี้ คณะกรรมการของพิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชีย ได้เริ่มกระบวนการถอดถอนโบราณวัตถุออกจากทะเบียนของพิพิธภัณฑ์ในขั้นต้นเมื่อปลายเดือนกันยายน 2567 ต่อมาได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสีย และรวบรวมข้อมูลหลักฐานเพิ่มเติมภายในระยะเวลา 6 เดือน ก่อนที่จะมีการประชุมครั้งสุดท้ายของคณะกรรมการพิพิธภัณฑ์ ซึ่งมีมติเป็นเอกฉันท์เมื่อวันที่ 22 เมษายนที่ผ่านมา ให้ถอดถอนโบราณวัตถุดังกล่าวออกจากทะเบียนพิพิธภัณฑ์อย่างสมบูรณ์

กรมศิลปากรจะประสานงานร่วมกับสำนักงานสืบสวนความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ สถานกงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส และพิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชีย ซานฟรานซิสโก เพื่อกำหนดแนวทางและขั้นตอนการส่งมอบโบราณวัตถุทั้ง 4 รายการกลับมายังประเทศไทยต่อไป

“การส่งคืนโบราณวัตถุกลุ่มประโคนชัยในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการปกป้องและรักษามรดกทางวัฒนธรรมของชาติให้กลับคืนสู่มาตุภูมิอย่างสมเกียรติ รัฐบาลไทยขอยืนยันถึงเจตนารมณ์อันแน่วแน่ในการติดตามและนำโบราณวัตถุที่ถูกลักลอบนำออกนอกประเทศกลับคืนสู่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อปกป้อง รักษา และสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมของชาติให้คงอยู่คู่แผ่นดินไทยอย่างยั่งยืนตลอดไป” นางสาวศศิกานต์ กล่าว

จับตาผลสอบ‘แพทยสภา’ 8 พ.ค. ‘จตุพร’เชื่อทำการเมืองเปลี่ยน ปูดจ่อเชือด 7 หมอส่ออุ้ม‘ทักษิณ’

จับตาผลสอบ‘แพทยสภา’ 8 พ.ค. ‘จตุพร’เชื่อทำการเมืองเปลี่ยน ปูดจ่อเชือด 7 หมอส่ออุ้ม‘ทักษิณ’

จับตาผลสอบ‘แพทยสภา’ 8 พ.ค. ‘จตุพร’เชื่อทำการเมืองเปลี่ยน ปูดจ่อเชือด 7 หมอส่ออุ้ม‘ทักษิณ’

วันอาทิตย์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 08.15 น.

‘จตุพร’ชวนจับตาผลสอบ‘แพทยสภา’ 8 พ.ค. นี้ เชื่อทำการเมืองเปลี่ยน คาด‘ทักษิณ’ป่วยทิพย์มีหนาวคุก ส่วนหมอ‘รพ.ตำรวจ-ราชทัณฑ์’อาจถูกถอนใบอนุญาต แว่วข่าวมีถึง 7 หมอช่วยกันอุ้มนักโทษหนีคุก ท้า‘เพื่อไทย’โหมประชาชนเข้าใจ‘เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์’ไม่ใช่บ่อนกาสิโน อย่ารอช้าให้สภาพิจารณาสมัยวิสามัญเลย จะได้จบสิ้นกันไป

4 พฤษภาคม 2568 นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เฟซบุ๊กไลฟ์รายการ “ประเทศไทยต้องมาก่อน” เมื่อวันที่ 3 พ.ค.68 ว่า บ้านเมืองจะถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ โดยให้จับตาดูผลการสอบสวนของแพทยสภาในวันที่ 8 พ.ค.นี้ ซึ่งจะส่งผลถึงการนัดพร้อมหรือไต่สวนของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (ศาลฎีกาฯ) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในกรณีชั้น 14 รพ.ตำรวจ

นายจตุพร ย้ำว่า ผลสอบสวนจริยธรรมแพทย์ของคณะอนุกรรมการแพทยสภาในวันที่ 8 พ.ค.นี้ มีรายงานแว่วมาว่าสั่งพักใบอนุญาตแพทย์ รพ.ตำรวจ เบื้องต้น 2 คน และสอบเพิ่มเติมอีก 5 คนทั้งแพทย์ 2 โรงพยาบาล คือ รพ.ตำรวจและราชทัณฑ์ และผลสอบคาดจะออกมาหนักกว่า 2 คนแรกเสียด้วย

อย่างไรก็ตาม ถ้าผลของแพทยสภาออกมา ศาลฎีกาฯ สามารถเรียกผลสอบมาไต่สวนเพิ่มได้ เพราะเป็นความผิดที่ช่วยเหลือผู้กระทำความผิดไม่ให้รับโทษทางอาญา ดังนั้นกรณีนี้จะกลับไปพิจารณาถึงการป่วยจริงหรือป่วยไม่จริง ถ้านายทักษิณ ชินวัตร ไม่ป่วยจริง ย่อมไม่มีสิทธิ์อยู่ รพ.ตำรวจชั้น 14 ซึ่งเป็นห้องพักผู้ป่วยวีไอพี

นอกจากนี้กรณีชั้น 14 ยังลามไปถึง ป.ป.ช.ที่ทำการตรวจสอบด้วย ดังนั้นการชี้แจงของผู้เกี่ยวข้องที่ส่งไปทุกองค์กรต้องเหมือนกันในสาระสำคัญ ยิ่งในชั้นคณะอนุกรรมการสอบสวนของ ป.ป.ช. สรุปผลสอบสวนข้าราชการปฏิบัติมิชอบ และส่งให้คณะกรรมการฯ ชุดใหญ่พิจารณา ซึ่งพร้อมจะขยายผู้เกี่ยวข้องออกไปอีก แสดงว่าเรื่องชั้น 14 จบไม่ง่ายเลย

“บ้านเมืองต้องยึดหลักความถูกต้องให้ได้ เมื่อปฏิบัติกับทุกคนในกฎหมายเดียวกัน แล้วจะละเว้นใครคนใดคนหนึ่งไม่ได้ มิฉะนั้นบ้านเมืองอยู่กันไม่ได้ ดังนั้นไม่รู้ว่า ทักษิณ คิดอะไรในขณะนี้ จะอยู่หรือจะไป แต่โดมิโนชั้น 14 จะลามไปถึงนายกฯ อุ๊งอิ๊งค์-แพทองธาร ชินวัตร เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย”

นายจตุพร กล่าวว่า ถ้าศาลฎีกาฯ สงสัยผู้มีสิทธิ์เข้าเยี่ยมทักษิณที่ชั้น 14 รพ.ตำรวจ จำนวน  10 รายชื่อนั้น หากเรียกมาไต่สวนแล้วให้การขัดกัน ไม่สอดคล้องกับคำให้การของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ที่ไปยี่ยมแล้วเห็นว่าไม่ป่วยจริง ดังนั้น 10 รายชื่อที่เข้าเยี่ยมจะเข้าข่ายร่วมกันปกปิด

“ถ้าบ้านเมืองไม่สามารถเอาผู้สารภาพได้ทำความผิดในคดีคอร์รัปชั่นมาลงโทษได้ ก็ไม่สามารถปราบปรามการทุจริตได้เช่นกัน และการทุจริตจากหลายหน่วยงานจะเต็มบ้านเต็มเมือง แล้วบ้านเมืองจะอยู่กันแบบน้ำเน่ากันแบบนี้เหรอ”

ส่วนนายกฯ อุ๊งอิ๊งค์ เร่งตั้งเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ให้ได้ โดยบอกต่างชาติมาลงทุนและไทยไม่เสียอะไรเลยนั้น นายจตุพร กล่าวว่า ไม่จริง แต่ตรงกันข้ามไทยกลับเสียทุกอย่างทั้งพื้นที่การท่าเรือแห่งประเทศไทยที่สวยงามและราคาแพงให้กับต่างชาติมาเปิดบ่อนกาสิโน

นอกจากนี้เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ยังมีพื้นที่บ่อนกาสิโนถึง 10% ที่จะทำรายได้มหาศาลให้กับกับต่างชาติ แต่คนไทยจะติดการพนันออนไลน์มากขึ้น เป็นแหล่งฟอกเงิน เกิดอาชญากรรม วัฒนธรรมเสื่อมทราม เพราะสังคมเน้นบูชาเงินตรา แล้วหาเงินด้วยวิธีง่ายๆ อาจคิดสั้นๆ ยอมขายร่างกายเลี้ยงครอบครัวและเอาเงินไปเล่นการพนัน

ขณะที่รายได้ที่ต่างชาติจะให้ไทยยังน้อยนิด จากสัญญา 30 ปีไทยได้รายได้เพียง 3.5 หมื่นล้าน เมื่อครบสัญญาสามารถต่อได้อีกครั้งละ 10 ปี ไม่มีสิ้นสุด กลายเป็นสัญญาชั่วกัปชั่วกัลป์ไปกันเลย

สิ่งสำคัญที่ดินการท่าเรือฯ ในปัจจุบันการท่าเรือฯ ทำรายได้เข้ารัฐตกปีละกว่า 7 พันล้าน ถ้า 30 ปีรวมแล้วมีรายได้มากกว่า 2 แสนล้าน ซึ่งมากกว่าเอาที่ดินให้ต่างชาติมาลงทุนเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ที่มีบ่อนการสิโนตั้งหลายเท่าตัว

นายจตุพร กล่าวอีกว่า ไม่เพียงเท่านั้น นายกฯ บอกสร้างเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ทำให้นักท่องเที่ยวเข้าไทยมากขึ้น นักร้องดังและนักกีฬาดังๆ พร้อมเข้ามาแสดงในสนามในร่ม อย่างไรก็ตามการอ้างการท่องเที่ยวของนายกฯ ไม่มีความจริงเลย เพราะนักร้องดังและนักฟุตบอลอาชีพต่างประเทศเคยมาแสดงในไทยอยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่เกี่ยวกับสถานที่เลย

“ขณะนี้ทั้งนายกฯ และ สส.เพื่อไทยโหมประชาสัมพันธ์เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ถี่ขึ้น แล้วบอกว่าประชาชนเข้าใจ ไม่ใช่บ่อนกาสิโน ดังนั้น สส.ไปพูดกับใครที่ไหน บอกด้วย หรือถ่ายทอดมาให้ดูหน่อยว่าประชาชนเข้าใจ เพราะความจริงแล้วเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์คือการอ้างบังหน้าในการสร้างบ่อนกาสิโนนั่นเอง”

นายจตุพร กล่าวว่า ถ้ารัฐบาลพรรคเพื่อไทยมั่นใจประชาชนสนับสนุนเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์แล้ว ควรนำร่างกฎหมายเข้าพิจารณาในสมัยประชุมวิสามัญพฤษภาคมนี้เลย อย่างไรก็ตาม ตนเชื่อว่า ประชาชนที่นำมาอ้างคือกองเชียร์เพื่อไทยอยู่แล้ว

ฟันเปรี้ยงสภาคว่ำ‘กม.กาสิโน’ เตือนรัฐบาลดันทุรัง ปลายทางคือ‘ยุบสภา-ลาออก’

ฟันเปรี้ยงสภาคว่ำ‘กม.กาสิโน’ เตือนรัฐบาลดันทุรัง ปลายทางคือ‘ยุบสภา-ลาออก’

ฟันเปรี้ยงสภาคว่ำ‘กม.กาสิโน’ เตือนรัฐบาลดันทุรัง ปลายทางคือ‘ยุบสภา-ลาออก’

วันอาทิตย์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 07.43 น.

ฟันเปรี้ยงสภาคว่ำ‘กม.กาสิโน’ เตือนรัฐบาลดันทุรัง ปลายทางคือ‘ยุบสภา-ลาออก’

4 พฤษภาคม 2568 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์คลิป พร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” เรื่อง “กาสิโนเดินหน้าไป ถ้ามั่นใจคนไทยเอาด้วย” ระบุว่า…

กาสิโนเดินหน้าไป ถ้ามั่นใจคนไทยเอาด้วย

หลังจาก นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้สส.พรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่ในช่วงปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับพ.ร.บ.สถานบันเทิงครบวงจร หรือเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์

ปรากฏว่ามีแกนนำและสส.พรรคเพื่อไทยหลายคน ออกมาบอกว่า จากการลงพื้นที่พบสัญญาณที่ดี ประชาชนตอบรับการสร้างสถานบันเทิงครบวงจร หรือเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ และได้พยามทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องกาสิโนว่ามีเพียง 10% เท่านั้น

อยากจะเรียนให้สส.พรรคเพื่อไทยได้ทราบว่า การไปพบประชาชน ไปให้ข้อมูลกับประชาชน เป็นการสื่อสารเพียงฝ่ายเดียว คือ การพยายามพูดแบบโน้มน้าวจิตใจประชาชน และให้ข้อมูลด้านดีเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อ

แต่ว่าถ้าดูจากผลการสำรวจของสำนักโพลต่างๆ จะเห็นได้ว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการสร้างสถานบันเทิงครบวงจรที่มีบ่อนกาสิโนอยู่ด้วย ถึงแม้จะอ้างว่าจะมีเพียง 10% ของสถานบันเทิงครบวงจรเท่านั้น

แต่ 10% นี้คือหัวใจของสถานบันเทิงครบวงจร

ถ้าไม่มีกาสิโน ก็ไม่มีนักลงทุนคนไหนกล้าลงทุน แสดงให้เห็นว่าสัดส่วน 10% นี้คือส่วนที่ทำรายได้สูงสุด เป็นกำไร และเป็นแรงจูงใจของนักลงทุน

ถ้ารัฐบาลรัฐบาลมั่นใจว่าโครงการสร้างสถานบันเทิงครบวงจร เป็นโครงการที่ดี สส.พรรคเพื่อไทยไปทำความเข้าใจกับประชาชนแล้ว ประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วย ก็สามารถหาข้อยุติได้ไม่ยาก ถ้าไม่เชื่อผลโพลจากการสำรวจ ก็ขอให้รัฐบาลทำประชามติโดยตรง

ผลประชามติสามารถอธิบายได้ เป็นเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ได้มากที่สุด

แต่ก่อนจะถามความเห็นของประชาชน ก็ขอให้ถามความเห็นพรรคร่วมรัฐบาลก่อน เพราะล่าสุดนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้ความเห็นเรื่องนี้ ว่า พรรคภูมิใจไทยไม่ขัดข้องเรื่องกฎหมายสถานบันเทิงครบวงจร ขอให้พรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ อย่างน้อยก็มีพรรคร่วมรัฐบาล คือ พรรคประชาชาติได้ออกแถลงการณ์ไม่รับหลักการพ.ร.บ.สถานบันเทิงครบวงจร สามารถนำมาเป็นเหตุผลของพรรคภูมิใจไทย ว่า เมื่อความเห็นของพรรคร่วมรัฐบาลไม่เป็นเอกภาพ ไม่เป็นแนวทางเดียวกัน

พรรคภูมิใจไทยก็ไม่เห็นด้วย

แสดงว่าพ.ร.บ.สถานบันเทิงครบวงจรที่กาสิโนอยู่ด้วย ต้องถอนออกไป

ถ้าไม่ถอนออกไป หรือรัฐบาลจะเสี่ยงเดินหน้าต่อ หากไม่ผ่านมติที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร รัฐบาลต้องแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง ด้วยการยุบสภาหรือลาออกเท่านั้น

วาทะเด็ด : 4 พฤษภาคม 2568

วาทะเด็ด : 4 พฤษภาคม 2568

วาทะเด็ด : 4 พฤษภาคม 2568

วันอาทิตย์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“เราต้องยึดผลประโยชน์ของประชาชน แม้จะมีแรงเสียดทาน เราก็ต้องอดทนและยืนหยัดให้ได้ มั่นใจว่า สส.ส่วนใหญ่ ยังยืนหยัดกับพรรค และพรรคก็ไม่ได้แตกอย่างที่เป็นข่าวแน่นอน”

นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์
สส.ราชบุรีและโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ

‘หมอวรงค์’บี้เทวดา ตั้งข้อสงสัยป่วยทิพย์ ครบ180วันหายทันที

‘หมอวรงค์’บี้เทวดา ตั้งข้อสงสัยป่วยทิพย์ ครบ180วันหายทันที

‘หมอวรงค์’บี้เทวดา ตั้งข้อสงสัยป่วยทิพย์ ครบ180วันหายทันที

วันอาทิตย์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘หมอวรงค์’บี้เทวดา ตั้งข้อสงสัยป่วยทิพย์ ครบ180วันหายทันที

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี เดินหน้าไล่บี้เทวดาทักษิณป่วยทิพย์ งง นอนชั้น 14 ครบ 180 วัน อาการหายทันที

วันที่ 3 พฤษภาคม 2568 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี โพสต์เฟซบุ๊กหัวข้อ “ข้อสงสัยนักโทษชั้น14” ระบุว่าช่วงนี้จะเห็นข่าว พวกนักวิชาการ นักกฏหมายที่ปกป้องนักโทษชั้น14 พยายามออกมาสื่อสารกับประชาชนว่า การที่นักโทษไปป่วยอยู่ชั้น 14 นานถึง 6 เดือนนั้น ถือว่าถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพ ซึ่งถือว่าถูกคุมขังแล้ว

แต่ประเด็นที่ประชาชนสงสัย ประชาชนเขาสงสัยว่า ถ้าป่วยทำไมไม่รักษาตัวที่โรงพยายาลราชทัณฑ์ เพราะโรงพยาบาลราชทัณฑ์มีศักยภาพ ไม่แพ้รพ.จังหวัดทั่วประเทศ ขีดความสามารถ มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ รวมทั้งมี CT scan ที่ทันสมัยมาก

ถ้าโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ไม่สามารถรักษาตัวนักโทษรายนี้ได้ แสดงว่าน่าจะป่วยวิกฤติ จึงต้องส่งตัวไปโรงพยาบาลตำรวจ สิ่งที่ประชาชนสงสัย มีการช่วยเหลือเพื่อให้นักโทษ ไปนอนเล่นสบายๆ ที่ชั้น14 รพ.ตำรวจหรือไม่ โดยใช้ข้ออ้างเจ็บป่วยหนัก เพราะ

1.ทำไมแพทย์เวรคืนนั้น ที่เป็นอายุรแพทย์ ถือว่าเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญรักษาโรค ความดัน หัวใจขาดเลือด ไม่ไปดูแล แต่ปล่อยให้พยาบาลเวรโทรไปปรึกษา และปล่อยให้พยาบาลเวรเป็นผู้ดูแล และเป็นผู้ส่งนักโทษต่อร.พ.ตำรวจ จึงเกิดข้อสงสัยว่าวางแผนกันไว้ก่อนหรือไม่ เพื่อไม่ให้ใครเข้ามาเกี่ยวข้องมาก

2.จริงหรือที่โรคเหล่านี้ที่อ้าง ทั้งหัวใจขาดเลือด ความดันสูง ปอดเรื้อรัง สันหลังเสื่อม ซึ่งเป็นโรคเรื้อรัง และมีประวัติการรักษามาแล้วจากต่างประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องธรรมดามาก สำหรับผู้สูงอายุ โรงพยายาลราชทัณฑ์จะรักษาไม่ได้ และต้องส่งต่อโรงพยาบาลตำรวจ เพราะเกรงอันตรายต่อชีวิต

3.การส่งต่อแบบฉุกเฉินว่า เกรงอันตรายต่อชีวิต ด้วยหลักทางการแพทย์นั้น ต้องใช้รถ ambulance ส่งต่อไปรพ.ตำรวจ แต่ตามข่าวทำไมใช้รถของราชทัณฑ์

4.ด้วยหลักทางการแพทย์ การส่งต่อแบบฉุกเฉินเวลาดึก และเกรงว่าเกิดอันตรายต่อชีวิต ทำไมไม่ส่งนักโทษผ่าน ER ก่อน ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า ไม่ได้ป่วยวิกฤติจริง

5.ด้วยหลักทางการแพทย์ การป่วยที่จะเป็นอันตรายต่อชีวิต โดยเฉพาะโรคหัวใจ หลังจากส่งมาถึงรพ.ตำรวจ ทำไมไม่ให้รักษาตัวที่ICU หรือ CCU แต่ให้ไปนอนที่ชั้น14 ซึ่งประชาชนรับรู้ว่านี่คือห้อง VVIP ซึ่งไม่ใช่สถานที่รักษาผู้ป่วยวิกฤติ

6.จากรายชื่อแพทย์ที่อ้างว่า เป็นแพทย์เจ้าของไข้ แพทย์ที่ทำการรักษา ที่ทางป.ป.ช.เรียกสอบ ล้วนเป็นทีมแพทย์ทางด้านศัลกรรมเช่น ศัลยกรรมประสาท ศัลยกรรมกระดูกและข้อ ทำไมไม่ให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจเป็นผู้ดูแลหลัก

7.ด้วยหลักทางการแพทย์ ถ้าผู้ป่วยมีอาการวิกฤติ การผ่าตัดเอ็น ด้วยการใช้กล้องที่หัวใหล่ จะไม่ทำกันในผู้ป่วยวิกฤติ รวมทั้งการทำMRI

ที่ต้องถามต่อ หลังผ่าตัดทำไมจึงนำนักโทษไปพักที่ห้อง หลังผ่าตัดศัลยกรรมประสาท ไม่ไปพักที่ห้องหลังผ่าตัด ศัลกรรมกระดูก เอ็นและข้อ (orthopedics) หรือเกรงว่าคนอื่นจะเห็นว่า ไม่ได้ป่วยวิกฤติ

8.โรคอะไรที่ต้องรักษานานถึง180 วัน อาการไม่ดีขึ้น ไม่สามารถย้ายตัวกลับมา รักษาต่อที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ได้ แต่ครบ 180 ได้พักโทษอาการหายทันที หลักทางการแพทย์มีด้วยหรือ โรคประหลาดแบบนี้

9.นี่ยังไม่นับรวมข้อสงสัย ที่ป่วยวิกฤตินอนติดเตียง 180 วัน ทำไมแขนขาไม่ลีบลง เพราะผู้สูงอายุ เกิน70ปี นอนติดเตียง1ถึง 2สัปดาห์ ล้วนสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ แขนขาจะลีบลงจึงเกิดข้อสงสัยว่า แอบไปเดินเล่นที่อื่นหรือไม่ แขนขาจึงไม่ลีบ และที่แปลกใจมาก อาการป่วยวิกฤติ อันตรายต่อชีวิต ไม่มีข่าวว่า ครอบครัวไปนอนเฝ้าเลย

ความจริงยังมีอีกหลายประเด็นมาก ที่ควรไต่สวน เพื่อเอาความจริงออกมาให้ประชาชนทราบ ยกเว้นถ้าได้คำตอบว่า ไม่ได้ป่วยวิกฤติ แต่มีการช่วยเหลือ เพื่อจะได้ไม่ต้องอยู่เรือนจำ ถ้าผลออกมาแบบนี้ ก็อธิบายข้อสงสัยได้หมด ซึ่งเท่ากับว่ายังไม่ได้ติดคุก ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาล นี่ยังไม่นับรวมการขอศาลตามป.วิอาญา มาตรา 246

ปศุสัตว์คุมเข้ม ฉีดยาวัวควาย ป้องกันติดเชื้อ โรคแอนแทรกซ์

ปศุสัตว์คุมเข้ม ฉีดยาวัวควาย ป้องกันติดเชื้อ โรคแอนแทรกซ์

ปศุสัตว์คุมเข้ม ฉีดยาวัวควาย ป้องกันติดเชื้อ โรคแอนแทรกซ์

วันอาทิตย์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ปศุสัตว์คุมเข้ม ฉีดยาวัวควาย ป้องกันติดเชื้อ โรคแอนแทรกซ์

สธ.ขอให้ประชาชนระมัดระวัง แต่อย่าตื่นตระหนก เพราะแอนแทรกซ์เป็นโรคที่ติดจากสัตว์สู่คน ยังไม่พบการติดจากคนสู่คน เผยกลุ่มเสี่ยงสูง 638 คน ได้รับยาป้องกันโรคแล้ว ดี ด้านที่อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ชาวบ้านผวา วัว 3 ตัวตายปริศนาในป่าใกล้ชายแดน

เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม นายอดิชาติ ชูคำสัตย์ ปศุสัตว์อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร เปิดเผยว่า ในส่วนของการควบคุมโรคในสัตว์รัศมี 5 กิโลเมตร จากจุดที่มีการชำแหละวัว เจ้าหน้าที่ได้ฉีดยาปฏิชีวนะในโคพื้นที่เสี่ยง 124 ตัว ขณะที่มีจํานวนโคที่ต้องได้รับวัคซีนป้องกันโรค 1,222 ตัว ที่ผ่านมาได้ดำเนินการไปแล้วประมาณร้อยละ 50 โดยในวันนี้จากระบบเจ้าหน้าที่ออกดำเนินการวัคซีนป้องกันโรคให้ครบทั้งหมด นอกจากนี้ยังได้ดำเนินการพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อบริเวณสถานที่เสี่ยงทุกจุดแล้ว ส่วนผลการตรวจหาเชื้อจากชิ้นเนื้อวัวและหมูที่เจ้าหน้าที่ได้เก็บตัวอย่างจากตู้เย็นบ้านผู้เสียได้ส่งไปตรวจที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการสัตวแพทย์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนคาดว่าผลตรวจจะออกไปช่วงบ่ายของวันนี้

นายณรงค์ รัตนตรัยวงศ์ หัวหน้าด่านกักกันสัตว์มุกดาหาร เปิดเผยว่า จากการส่งสัตว์โค-กระบือมีชีวิตไปต่างประเทศ มีระเบียบมีมาตรการของกรมปศุสัตว์ ในการกักโรค ซึ่งมีการดเนินการกักกัน มีการตรวจสอบโรคระบาด มีการฉีดวัคซีนป้องกันโรคจากคอกกักกันสัตว์ จากคอกของเอกชน จากคอกต้นทาง ซึ่งจะมีการตรวจเช็คถึงจะมีการออกใบอนุญาตเคลื่อนย้ายสัตว์ จากคอกดังกล่าว มายังด่านท่าออกปลายทาง และดำเนินการส่งออก

หัวหน้าด่านกักกันสัตว์มุกดาหาร เปิดเผยอีกว่า ในด้านการปราบปรามบังคับใช้กฎหมายของกรมปศุสัตว์ มีการเข้มงวดตรวจสอบกวดขันมาโดยตลอด มีการบังคับใช้กฎหมายเคลื่อนย้ายโค-กระบือ มร 15-16 คดี ในส่วนของสัตว์ที่มีการจับกุมแล้วจะนำสัตว์มากัก เพื่อตรวจสัตว์ดูอาการที่คอกกักที่ด่าน มีการตรวจเช็คอาการเบื้องต้น เก็บตัวอย่างส่งตรวจห้องปฎิบัติการ ผลตรวจว่ามีอาการปกติ ก็จะอนุญาตให้เคลื่อนย้ายสัตว์ต่อไป

ด้านสาธารณสุขจังหวัดมุกดาหาร ชื่นชมแพทย์ รพ.ดอนตาล วินิจฉัยโรคแอนแทรกซ์ ช่วยคุมกลุ่มเสี่ยงได้ก่อนลุกลาม ขณะที่สถานการณ์ผู้ป่วย เสียชีวิต 1 ราย พบผู้ป่วยเข้าข่ายอีก 3 ราย จากกรณีกรมควบคุมโรคยันพบผู้ป่วย ชายวัย 53 ที่ จ.มุกดาหารติดเชื้อแอนแทรกซ์เสียชีวิต 1 ราย หลังร่วมวงชำแหละเนื้อวัวในงานบุญผ้าป่าแจกจ่ายกันในหมู่บ้าน ส่งทีมสอบสวนโรคลงพื้นที่พบมีผู้สัมผัส 247 คน แยกเป็นคนเชือด 28 คน และกินเนื้อดิบ 219 คน ก่อน ให้ยาในกลุ่มเสี่ยงสูง พร้อมฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อรอบจุดชำแหละ และตั้งจุดสกัดการเคลื่อนย้ายสัตว์ เตือนใครมีอาการผิดปกติมิไข้ ไอ หายใจลำบาก เจ็บหน้าอก ผิวหนังมีตุ่มหนองเป็นแผลสีดำให้รีบพบแพทย์

ทั้งนี้ข้อมูลจากด่านศุลกากรมุกดาหาร ได้ส่งโค – กระบือ ออกไปประเทศเพื่อนบ้าน ในเดือนเมษายน 2568 จำนวนทั้งสิ้น 2,780 ตัว

ด้าน นายธนายุทธ ใยแก้ว นายอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย สั่งการเร่งด่วนให้ปศุสัตว์จังหวัดเลย ปศุสัตว์อำเภอด่านซ้าย สาธารณสุขจังหวัดเลย และแพทย์ ลงพื้นที่ตรวจสอบการตายของวัว 3 ตัวในพื้นที่ตำบลนาดี อำเภอด่านซ้าย พร้อมสั่งห้ามเคลื่อนย้าย สัมผัส หรือนำเนื้อไปบริโภคโดยเด็ดขาด

นายสมัย ฤทธิศักดิ์ ผู้ใหญ่บ้านแก่วตาว หมู่ 6 ตำบลนาดี แจ้งว่า วัวของนายจัด ฤทธิศักดิ์ อายุ 60 ปี ลูกบ้านได้ถูกนำไปปล่อยเลี้ยงในป่าละเมาะใกล้แม่น้ำเหือง ซึ่งไม่ไกลจากชายแดนไทย-ลาว พบวัวเพศเมีย อายุ 3-5 ปีจำนวน 3 ตัว ตายลงโดยไม่ทราบสาเหตุ ไม่พบร่องรอยบาดแผล และแต่ละตัวตายห่างกันไม่เกิน 20 เมตรทำให้ชาวบ้านในพื้นที่เกิดความหวาดกลัวว่าอาจเป็นการระบาดของโรคแอนแทรกซ์

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ประกาศห้ามเคลื่อนย้าย สัมผัส และบริโภคเนื้อวัวดังกล่าว จนกว่าผลการตรวจสอบจะแล้วเสร็จ ในช่วงกลางคืนที่ผ่านมา ดร.สุวัฒน์ มัตราช ปศุสัตว์จังหวัดเลย ได้เก็บตัวอย่างเลือดของวัวทั้ง 3 ตัว เพื่อส่งตรวจวิเคราะห์หาสาเหตุการตายที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการสัตวแพทย์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน

จากการสันนิษฐานเบื้องต้นของคณะเจ้าหน้าที่ พบว่ากรณีการตายของวัวดังกล่าวไม่น่าจะเกิดจากโรคระบาด เนื่องจากวัวที่เหลือในฝูงยังมีสุขภาพแข็งแรงดี ไม่แสดงอาการป่วยหรือตายต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม จากการสังเกตสภาพแวดล้อมพบว่าเกษตรกรให้ฟางแห้งที่มีเชือกไนล่อนมัดอยู่ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้วัวกินเชือกไนล่อนเข้าไป จนเกิดการอุดตันในระบบทางเดินอาหารและตายในที่สุด ทั้งนี้ ยังต้องรอผลการชันสูตรยืนยันจากห้องปฏิบัติการเพื่อความชัดเจนอีกครั้ง

ก่อนหน้านี้ นายแพทย์ วีรวัฒน์ มโนสุทธิ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ โฆษกกรมควบคุมโรค แถลงสถานการณ์ล่าสุดกรณีพบผู้ป่วยโรคแอนแทรกซ์ ยืนยันว่าขณะนี้ยังคงพบผู้ป่วยยืนยันจำนวน 2 คน

ส่วนกลุ่มสัมผัสเสี่ยง 638 คน ทีมแพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะเป็นเวลา 7 วัน ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนระมัดระวัง แต่อย่าตื่นตระหนก เพราะโรคแอนแทรกซ์ เป็นโรคที่ติดจากสัตว์สู่คน ยังไม่พบการติดจากคนสู่คน

นายสัตวแพทย์อภิชาต ภวังต์ ปศุสัตว์จังหวัดอำนาจเจริญ เปิดเผยว่า ขณะนี้สถานการณ์โรคแอนแทรกซ์ในจังหวัดมุกดาหาร พบผู้สัมผัสเสี่ยงสูงกว่า 600 ราย จังหวัดอำนาจเจริญซึ่งมีพื้นที่ติดกับจังหวัดมุกดาหาร โดยเฉพาะอำเภอชานุมานที่ติดกับอำเภอดอนตาล ได้ดำเนินมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันโรคอย่างเข้มข้น

โดยปศุสัตว์อำเภอชานุมาน ได้ประสานงานกับชุดทหารพราน ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ตั้งจุดตรวจจุดสกัดตามถนนเลียบแนวชายแดน (อำนาจเจริญ-มุกดาหาร) เพื่อตรวจสอบใบอนุญาตเคลื่อนย้ายสัตว์หรือซากสัตว์ และดำเนินคดีตามกฎหมายหากไม่มีใบอนุญาต นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้ปศุสัตว์ทุกอำเภอเฝ้าระวังการลักลอบเคลื่อนย้ายสัตว์ โดยเฉพาะโค กระบือ จากพื้นที่เสี่ยงในจังหวัดมุกดาหาร รวมถึงแนวชายแดนและรอยต่อจังหวัดใกล้เคียง

รุมป้อง‘พีระพันธุ์’ รทสช.ยันไม่เกี่ยวถุงยังชีพ ‘เสธ.หิ’สับพวกตอแยใส่ร้าย

รุมป้อง‘พีระพันธุ์’ รทสช.ยันไม่เกี่ยวถุงยังชีพ ‘เสธ.หิ’สับพวกตอแยใส่ร้าย

รุมป้อง‘พีระพันธุ์’ รทสช.ยันไม่เกี่ยวถุงยังชีพ ‘เสธ.หิ’สับพวกตอแยใส่ร้าย

วันอาทิตย์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

รุมป้อง‘พีระพันธุ์’ รทสช.ยันไม่เกี่ยวถุงยังชีพ ‘เสธ.หิ’สับพวกตอแยใส่ร้าย

เสธ.หิ” โพสต์ “พีระพันธุ์” ผลงานเป็นที่ประจักษ์ “ชูงานชิ้นโบแดง ฝ่าอุปสรรค ลดค่าไฟ-สร้างความมั่นคงพลังงาน”ไม่แปลกใจถูกโจมตี ทำลายชื่อเสียงจากผู้เสียประโยชน์ หวังเขี่ยพ้นตำแหน่ง ยันทำหน้าที่จนวินาทีสุดท้าย ด้านโฆษก รทสช. ยันพีระพันธุ์ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องปมถุงยังชีพ ยํ้าเจ้าตัวพร้อมไปแจงด้วยหลักฐาน มองถูกดิสเครดิต หลังสู้เรื่องค่าไฟ ปัดเป็นเหตุทําพรรคแตก ยัน สส.ยังไม่ทิ้ง

วันที่ 3 พฤษภาคม 2568 นายหิมาลัย ผิวพรรณ ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีและรมว.พลังงาน ในฐานะผู้อำนวยการพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ในหัวข้อ “ผลงานเป็นที่ประจักษ์” พร้อมระบุว่า “ตั้งแต่ท่านพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค มารับตำแหน่งรมว.พลังงาน สิ่งที่พยายามทำคือ การสร้างความมั่นคงทางพลังงานและพลังงานราคายุติธรรมเพื่อประชาชน การควบคุมราคาน้ำมัน พยายามปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน การปรับลดค่าไฟฟ้า ตรึงราคาแก๊ส ซึ่งมีปัญหาอุปสรรคมากมาย โดยเฉพาะการพยายามปรับลดค่าไฟฟ้าให้ต่ำกว่า 4 บาท เพื่อส่งเสริมการแข่งขันทางด้านอุตสาหกรรมกับต่างประเทศ ตลอดจนลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน การประกาศนโยบายด้านการปรับลดราคาพลังงาน

นายหิมาลัย กล่าวว่า ช่วงแรกๆ ก็มีเสียงต่อต้านว่ามันเป็นไปไม่ได้ โครงสร้างเดิมของราคาไฟฟ้า ถ้าจำไม่ผิดน่าจะขึ้นไปถึง 4.6-4.7 บาท เมื่อท่านตรึงค่าไฟฟ้าไว้ที่ 4.1 กว่าๆ ก็มีการวิพากษ์วิจารณ์ ว่าท่านจะทำให้ระบบโครงสร้างค่าไฟฟ้าเสียหาย จะตรึงได้แค่ระยะเวลาสั้น รัฐต้องเสียเงินชดเชยมากมาย แต่ในปัจจุบัน ท่านก็สามารถทำได้จริงโดยการใช้ระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพทำให้สามารถลดราคาค่าไฟฟ้าได้ตามนโยบาย และนี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี ที่ท่านสามารถ ทำให้มีการประกาศราคาค่าไฟฟ้า ลงไปต่ำกว่า 4.00 บาท

ยันพีระพันธุ์มีผลงาน

นายหิมาลัย กล่าวว่า แน่นอนว่าค่าไฟฟ้าที่ลดลงไปนั้นจะทำให้ภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่มีต้นทุนที่ลดลง ธุรกิจการค้าของประชาชนทั่วไป เช่น ร้านค้ารายย่อย แผงลอย วินมอเตอร์ไซค์ฯลฯ ค่าไฟฟ้าที่ลดลงไป นั่นหมายถึงกำไรที่เพิ่มขึ้นหรือรายรับที่เพิ่มขึ้นเป็นการกระจายรายได้ ที่รวดเร็วและเข้าถึงประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าทุกคน ท่านพีระพันธุ์ ทราบดีว่านี่เป็นเพียงมาตรการชั่วคราว ซึ่งเมื่อท่านพ้นตำแหน่งไปแล้ว หากยังใช้โครงสร้างราคาพลังงาน ในระบบนี้อยู่ ราคาน้ำมัน ค่าไฟฟ้า ค่าแก๊ส ก็มีโอกาสที่จะขึ้นราคา เหมือนก่อนหน้านี้ ท่านจึงมีแนวความคิดในการปรับโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบ รวมทั้งระบบการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นธรรมมากขึ้น จึงได้มีความพยายามที่จะเสนอกฏหมาย เพื่อความมั่นคงของพลังงานและโครงสร้างราคาที่เป็นธรรมอย่างยั่งยืน

“จึงไม่น่าแปลกใจ ที่จะมีการโจมตี ทำลายภาพพจน์และชื่อเสียง ปล่อยข่าวลือต่างๆ เพื่อให้ท่านพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ก่อนที่กฎหมายต่างๆ ที่ท่านพยายามเสนอจะได้รับการบรรจุเข้าวาระของ ครม. ซึ่งถ้าหากกฎหมายพวกนี้ สามารถผ่านสภาฯ ออกมาบังคับใช้ได้ ก็จะทำให้ราคาน้ำมัน ไฟฟ้า ราคาแก๊ส มีความเป็นธรรมและมั่นคงมากขึ้น ท่านพีระพันธุ์พูดกับผมเสมอว่า ถ้าเราทำงานเพื่อประชาชนและประเทศชาติแล้ว หากมีปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นจากผู้เสียผลประโยชน์ เราก็ต้องยอมรับและพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับมัน ที่สำคัญที่สุดคือเรากล้าหาญที่จะทำตามหน้าที่หรือไม่ ครั้งหลังสุดนี้ มีการประกาศลดค่าไฟฟ้า ลงมาที่ราคา 3.98 บาท ซึ่งเกิดจากความพยายามของท่าน ที่ไม่ยอมแพ้ แม้มีอุปสรรคมากมาย สิ่งที่เกิดขึ้นเวลานี้ มีการออกข่าวโจมตีและด้อยค่าผลงานอย่างต่อเนื่อง”นายหิมาลัย กล่าว

นายหิมาลัย กล่าวด้วยว่า ขอขอบคุณทุกๆ กำลังใจที่กรุณามอบให้ท่านพีระพันธ์ุ และพรรครวมไทยสร้างชาติเป็นอย่างสูง ขอให้ท่านทั้งหลายมั่นใจได้ว่า พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค และพรรครวมไทยสร้างชาติ จะทำหน้าที่เป็นนักรบพลังงานเพื่อพ่อแม่พี่น้องประชาชนจนวินาทีสุดท้าย

ด้าน นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี ในฐานะโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะหัวหน้าพรรค รทสช. ถูกยื่นตรวจสอบการถือหุ้นในบริษัทเอกชน รวมถึงถูกโยงกับกระแสข่าวที่คณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กําลังไต่สวนคดีถุงยังชีพ จะกระทบต่อพรรคหรือไม่ ว่า นายพีระพันธุ์ชี้แจงได้หมดอยู่แล้ว ทั้งเรื่องการถือหุ้น และเรื่องที่ถูกร้องเรียนใน ป.ป.ช. ซึ่งในข้อเท็จจริงไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง นายพีระพันธุ์ พร้อมชี้แจงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อถึงเวลาแน่นอน ท่านมั่นใจว่าไม่ได้กระทำความผิด ขอให้ผู้สนับสนุนพรรคสบายใจได้

ไม่เกี่ยวถุงยังชีพ

นายอัครเดช กล่าวว่า กรณีถุงยังชีพ ยืนยันว่านายพีระพันธุ์ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งทางเจตนา และการเตรียมการ ซึ่งท่านพร้อมชี้แจงด้วยเหตุผล และเอกสารหลักฐานต่างๆ ยํ้าว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง

ผู้สื่อข่าวถามว่า มองว่าเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมืองหรือไม่ นายอัครเดช กล่าวว่า ตนตั้งข้อสังเกตว่าช่วงนี้ ทั้ง IO หรืออะไรหลายอย่าง เข้ามาดิสเครดิตนายพีระพันธุ์ เพราะท่านตั้งใจทำงานให้กับประชาชน จึงเป็นไปได้ที่ต้องมีแรงเสียดทานกับผู้ที่เห็นต่าง อย่างเช่นการลดค่าไฟ ก็ต้องไปต่อสู้กับหลายส่วน จนเกิดแรงเสียดทานหรือข้อกล่าวหาต่างๆ ด้วยหรือไม่ มองว่าอาจมีความเชื่อมโยงกัน

เมื่อถามว่า เรื่องคดีจะเป็นจุดที่ทำให้พรรคแตกหรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้เคยมีกระแสข่าวว่า สส.เตรียมทิ้งนายพีระพันธุ์ นายอัครเดช กล่าวว่า ณ เวลานี้พรรคยังมั่นคง ขอให้สบายใจได้ นายพีระพันธุ์ และนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.อุตสาหกรรม ในฐานะเลขาธิการพรรค รทสช. ยังสามารถบริหารพรรคได้ และ สส.ของพรรคส่วนใหญ่เกือบทั้งหมด ก็ชัดเจนแน่นอนว่าจะเดินไปพร้อมกับหัวหน้า และเลขาธิการพรรค เพื่อทำงานให้กับประชาชน เราต้องยึดผลประโยชน์ของประชาชน แม้จะมีแรงเสียดทาน เราก็ต้องอดทน และยืนหยัดให้ได้

“มั่นใจว่า สส.ส่วนใหญ่ยังยืนหยัดกับพรรค และพรรคก็ไม่ได้แตกอย่างที่เป็นข่าวแน่นอน” นายอัครเดช กล่าว

แฉพท.ทาบร่วมรัฐบาล

นายชัยมงคล ไชยรบ สส.สกลนคร รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรมระบุจะเปิดตัวกลุ่มบุคคล จากพรรคฝ่ายค้านโดยมีการตั้งข้อสังเกตว่าน่าจะมาจากพรรคพลังประชารัฐว่า เพิ่งจะมีการคุยเรื่องนี้กันในพรรคพลังประชารัฐ เมื่อวันที่ 27 เมษายน ในการประชุมใหญ่ที่ผ่านมาซึ่งคุยทั้งส่วนตัวและกลุ่ม

“โดยได้แจ้งให้พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐทราบว่าจะมีคนย้ายมาอยู่กับเรามากพอสมควร โดยมาจากหลายที่ ยืนยันว่าของพรรคพลังประชารัฐ ไม่มีไปที่นั่น เพราะเราคุยกันชัดเจนว่าทุกคนยังอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ สกรีนกันทั้งหมดทุกคน ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า จะอยู่ร่วมกันลงเรือลำเดียวกันจนวันสุดท้าย”รองหัวหน้าพรรค พปชร. ระบุ

การันตี19สส.พปชร.อยู่ครบ

นายชัยมงคล กล่าวว่า ในวันดังกล่าวเรามีการพูดคุยกันถึงจุดยืนว่าจะก้าวไปด้วยกันและมีการวางแผนการเลือกตั้ง มีการเปลี่ยนโลโก้ใหม่ ใครรับผิดชอบตรงไหนอย่างไร มีการแบ่งงานกันเรียบร้อย ส่วนคนที่อยู่ในข่าวที่มีการคาดการณ์กันว่าจะไปนั้นก็ได้รับมอบหมายงานไปแล้วเรียบร้อย ส่วนตัวสส. ตนก็คุยแล้วเรียบร้อย หัวหน้าทีมก็คุยแล้วเรียบร้อย ทุกคนยังเหมือนเดิม ยืนยันว่า ไม่มีใครไปสักคน

ผู้สื่อข่าวถามว่าพอเปิดเผยได้หรือไม่ว่าบุคคลที่มีข่าวว่าจะไปคือใครนายชัยมงคล กล่าวว่า คนเหล่านี้ก็ได้รับมอบหมายให้ดูแลการเลือกตั้ง ทั้งน.ส.ตรีนุช เทียนทอง สส.สระแก้ว นายสันติ พร้อมพัฒน์ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรค ซึ่งตนจำไม่ได้หมด แต่ประมาณนี้

เมื่อถามว่าเมื่อ พล.อ.ประวิตร ได้ถามทุกคนแล้วได้เน้นย้ำอะไรหรือไม่ นายชัยมงคล กล่าวว่า หลังจากประชุมใหญ่พรรคเสร็จแล้ว เราก็นั่งคุยกัน ความจริง เราก็คุยมาก่อนหน้านั้นแล้ว โดยทุกคนมีความมั่นใจ แน่นอนว่าเราทุกคน สส.ที่เหลืออยู่ 19 ชีวิตจะเดินทางทางการเมืองด้วยกัน มั่นคงไปด้วยกัน เป็นตายไปด้วยกัน นี่คือสิ่งที่เราให้สัจจะวาจาไว้ต่อกันไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น

“ซึ่งยอมรับว่ามีการติดต่อกันในการที่จะให้เข้าร่วมรัฐบาล ทั้งติดต่อผ่านทางตน ทั้งพล.ประวิตรด้วย เขาโทรมาหา พล.อ.ประวิตรว่าจะเข้ามาร่วมรัฐบาลหรือไม่ ซึ่ง พล.อ.ประวิตรพูดมาตั้งแต่ก่อน 2-3 เดือนแล้วโดยมีการคาดการณ์กันไว้ว่ารัฐบาลต้องมีปัญหา ซึ่งเรายืนยันชัดเจนแล้วว่า ไม่ร่วม หากไม่เปลี่ยนตัวนายกฯ”นายชัยมงคลย้ำ

เมื่อถามย้ำว่าใครที่ติดต่อ พล.อ.ประวิตร นายชัยมงคล กล่าวว่า อย่าให้ตนบอกเลย ตนก็ได้รับการติดต่อเหมือนกันโดยคนที่ติดต่อมานั้น มาจากพรรคเพื่อไทยมีการติดต่อจริง โดยมีการติดต่อว่าหากเข้าร่วมรัฐบาลก็ให้ไปทั้งพรรค

ลุงป้อมยันไม่ไปร่วมกับผู้นำไร้ศักยภาพ

“โดยพล.อ.ประวิตรยืนยันชัดเจนว่าไม่ไปร่วม เมื่อเราไม่ไปร่วมรัฐบาลชัดเจนการปรับคณะรัฐมนตรี(ครม.) ก็มีปัญหา ซึ่งถ้าเราเข้าไปเรามองว่า เท่ากับว่าเราไปเสริมให้คนอยู่ในอำนาจ โดยที่คนที่เป็นผู้ใช้อำนาจตรงนั้นก็คือหัวหน้ายังไม่มีศักยภาพเพียงพอในการแก้ไขปัญหาประเทศ แต่ถ้าการปรับแล้วบ้านเมืองมันดีขึ้นก็ไม่เป็นไร”รองหัวหน้าพรรค พปชร.ระบุ

ผู้สื่อข่าวถามว่า พล.อ.ประวิตรได้ให้กำลังใจกับสมาชิกพรรคอย่างไรบ้างในการประชุมใหญ่พรรคที่ผ่านมา นายชัยมงคล กล่าวว่าเราอยู่ด้วยความอบอุ่นและจริงใจ เพราะเราอยากให้ท่านมีความสุขในการเลือกตั้งครั้งที่จะถึงนี้ ทุกคนพร้อมที่จะทำงาน ทุกคนทำงานที่ได้รับมอบหมายกันอย่างเต็มที่

ลุงป้อมพร้อมสู้เลือกตั้งสมัยหน้า

เมื่อถามว่าพล.อ.ประวิตร ยังพร้อมที่จะสู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้าใช่หรือไม่ นายชัยมงคลกล่าวว่าท่านพูดว่าอย่างไร เราก็ไปด้วยกัน เป้าหมายอยู่ที่ 60 ที่นั่ง เราต้องทำให้ได้ ตอนนี้แม้ว่าเราจะเหลือ 19 คน แต่เราจะเพิ่มเข้ามา อย่าง สส. จังหวัดไหนมี 1 คน ก็ต้องเพิ่มให้ได้อีก 1 คน ส่วนคนที่จะเข้ามาร่วมกับเรานั้นได้มีการวีดีโอคอลมาคุยกับ พล.อ.ประวิตร เรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่ได้มาตอนนี้ เราค่อนข้างมั่นใจว่าในระดับผู้ใหญ่คงมีการประสานงานกัน บางคนอยู่พรรคอื่น อาจจะอึดอัด แต่มันยังไม่ใช่เวลาที่เขาจะแสดงตัวตอนนี้โดยคนที่ติดต่อมาเป็นฝ่ายรัฐบาล จากพรรคเพื่อไทย ส่วนของฝ่ายค้านไม่มี เพราะเราไม่เอาของเพื่อน เราไม่ตกปลาในบ่อใคร เราไม่ต้องการให้คนที่จะมาอยู่กับเราเป็นงูเห่า ถ้าจะมาต้องมาด้วยอุดมการณ์

‘อิ๊งค์’คัมแบ๊กจอแจงหลายประเด็น

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่าในวันอาทิตย์ที่ 4 พฤษภาคมนี้ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะกลับมาจัดรายการ“โอกาสไทยกับนายกแพทองธาร”ประจำเดือนพฤษภาคม 2568 หลังจากเว้นไปหนึ่งเดือนจากสถานการณ์แผ่นดินไหว ในรายการครั้งนี้ นายกรัฐมนตรี จะชี้แจงประเด็นสำคัญที่สั่งการและติดตามตลอดสองเดือนที่ผ่านมา อาทิ ความคืบหน้าการสอบสวนกรณีตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)ถล่ม,ระบบเตือนภัย Cell Broadcast ที่เริ่มทดสอบแล้ว และแนวทางรับมือผลกระทบจากการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจไทย

นอกจากนี้ ยังจะพูดถึงโครงการ SML ที่จะกลับมาขับเคลื่อนผ่านงบกองทุนหมู่บ้านและเปิดตัวทุน “ODOS Summer Camp”กว่า 900 ทุนสำหรับเยาวชนทั่วประเทศ ตลอดจนการอธิบายนโยบาย “เอ็นเตอร์เทนเมนท์ คอมเพล็กซ์” ซึ่งไม่ใช้งบรัฐ แต่ตั้งเป้าดึงรายได้เข้าประเทศและสร้างงานในภาคการท่องเที่ยว

‘ธนกร’หนุนรบ.ทบทวนเงินหมื่นเฟส 3

นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ(รทสช.) อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนเห็นด้วยที่นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ได้ให้สัมภาษณ์ระบุว่าจะต้องมีการทบทวนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 เห็นควรใช้งบประมาณกับเรื่องที่จำเป็นเร่งด่วนก่อนและเรื่องการกู้เงินให้เป็นตัวเลือกท้ายสุดเพื่อเป็นการเตรียมการรองรับผลกระทบจากการเรียกเก็บภาษีของสหรัฐ ซึ่งเรื่องนี้มีคำแนะนำจากนักเศรษฐศาสตร์ที่เชี่ยวชาญเศรษฐกิจว่าไม่ควรผลักดันโครงการเงินดิจิทัลเฟส 3 เนื่องจากต้องใช้งบประมาณก้อนใหญ่ ควรชะลอออกไปก่อนและเพื่อเตรียมการรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจโลก ที่ส่งผลกระทบหนักกับไทยซึ่งตนเห็นด้วยให้มีการทบทวนการใช้งบประมาณของรัฐให้เกิดความรอบคอบ คุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศ

แนะแบ่งทำ‘คนละครึ่ง’กระตุ้นในปท.

ทั้งนี้ นายธนกรเสนอว่า ในช่วง2-3 เดือนนี้ อยากเสนอให้รัฐบาลพิจารณาใช้งบประมาณในส่วนที่เข้าไปช่วยเหลือพยุงราคาสินค้าเกษตรหลายชนิด ที่กำลังตกต่ำ เช่น ราคาข้าว ยางพาราและปาล์มน้ำมัน ที่ราคาตกต่ำเกษตรกรต่างเดือดร้อนเรียกร้องให้รัฐบาลเข้าไปช่วยเหลือเป็นการเร่งด่วน อีกทั้งตนขอเสนอให้แบ่งงบประมาณมาบริหารใช้ในการทำโครงการคนละครึ่ง เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนในประเทศ ซึ่งโครงการนี้ เคยประสบความสำเร็จมาแล้วในรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งเป็นโครงการที่ประชาชนพึงพอใจมาก โดยทั้ง 2 ประเด็นที่ตนเสนอไปนั้น มั่นใจว่าจะช่วยพี่น้องเกษตรกรและประชาชนทุกกลุ่มได้โดยตรงทันที

กระทุ้งรบ.ต้องคิดให้รอบคอบทุกด้าน

“ตนเห็นด้วยที่จะมีการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล แต่ในเวลานี้ได้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจทั่วโลกขึ้น เรื่องของกำแพงภาษีจากสหรัฐกระทบหนักกับภาคส่งออกประเทศไทยซึ่งการ ส่งออกเป็นเหมือนเครื่องจักรใหญ่ทางเศรษกิจอันดับต้นที่สร้างรายได้เข้าประเทศ หากจะอัดฉีดเม็ดเงินในการแจกเงินดิจิทัลเฟส 3 ในเวลานี้รัฐบาลจะต้องคิดให้รอบคอบทุกด้านเพื่อให้เกิดความคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด ไม่สร้างปัญหาใหม่หรือไม่เป็นการซ้ำเติมทำให้เศรษฐกิจทรุดหนักมากขึ้น จึงอยากเสนอให้นำเงินงบประมาณปี 2569 เข้าไปช่วยพยุงราคาสินค้าเกษตร ช่วยเหลือเกษตรกรที่เดือดร้อนเรื่องราคาสินค้าเกษตรตกต่ำอยู่ในขณะนี้ เช่น ข้าว ยางพารากับ ปาล์มน้ำมัน อีกทางหนึ่ง ก็ควรรื้อฟื้นโครงการ“คนละครึ่ง”ขึ้นมาเพื่อกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศ ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้มีการหมุนเวียนเศรษฐกิจได้ดียิ่งขึ้น”นายธนกรระบุ

ทบ.ยันไร้เนื้อหาพาดพิง‘อนุทิน’

วันเดียวกัน พลตรีวินธัยสุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงรายละเอียดจากการที่ได้เข้าร่วมประชุมกับคณะ กรรมาธิการฯ เมื่อวันที่1 พ.ค.ที่ผ่านมาว่า ทางกอ.รมน.ได้มีการยืนยันถึงการที่มีบางคนไปให้ข้อมูลเกี่ยวกับกรณีการมีชื่อของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและรมว.มหาดไทย ไปปรากฏอยู่ในรายงานข่าวว่า เป็นผู้ที่มีการแอบอ้างสถาบันฯนั้น ไม่เป็นความจริง กรณีเรื่องของเอกสารการรายงานข่าว ที่ได้จากการรายงานข่าวของสื่อมวลชน โดย สำนักการข่าว กอ.รมน. นั้น พบว่ามีบางบุคคลแอบนำไปเผยแพร่ ตีความหมายแบบผิดๆ ไม่ครบถ้วน ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดความเข้าใจผิด ในตัวบุคคลและ องค์กรนั้นขอยืนยันว่าในเอกสารดังกล่าว ไม่ได้มีการระบุ ว่า นายอนุทิน เป็นบุคคลที่แอบอ้างสถาบันฯ แต่อย่างใด

โดยในข้อเท็จจริงในเอกสาร ที่มีระบุถึงนายอนุทินนั้น มีเนื้อหาที่เป็นลักษณะเชิงบวกต่อสถาบันฯ กล่าวคือ ในรายงานได้กล่าวถึงสื่อมวลนำเสนอว่า นายอนุทิน หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่าจะไม่สนับสนุนพรรคการเมืองหรือ สนับสนุนบุคคลที่มาดำรงตำแหน่งนายกฯ ที่มีนโยบายแก้ไข ม.112 ซึ่งให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อวันที่ เมื่อ 18 ส.ค. 2567 ซึ่งจากเนื้อหาตามข้างต้นนี้ จะไปตีความหมายว่าเป็นการแอบอ้างสถาบันได้อย่างไร ขอผู้ที่มีข้อมูลไม่ครบถ้วน พยายามอย่านำไปประติดประต่อเชื่อมโยงข้อมูล เพื่อให้เกิดความเข้าใจผิด ในตัวบุคคล และองค์กร

ประณามเหตุกราดยิงเด็ก/คนชรานราธิวาส ผบ.ทบ.ลันจะไม่ทน! ฉะโหดเหี้ยม/ไร้มนุษยธรรม

ประณามเหตุกราดยิงเด็ก/คนชรานราธิวาส ผบ.ทบ.ลันจะไม่ทน! ฉะโหดเหี้ยม/ไร้มนุษยธรรม

ประณามเหตุกราดยิงเด็ก/คนชรานราธิวาส ผบ.ทบ.ลันจะไม่ทน! ฉะโหดเหี้ยม/ไร้มนุษยธรรม

วันอาทิตย์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ประณามเหตุกราดยิงเด็ก/คนชรานราธิวาส ผบ.ทบ.ลันจะไม่ทน! ฉะโหดเหี้ยม/ไร้มนุษยธรรม ย้ำถึงเวลาต้องปกป้องสู้รบ มทภ.4สั่งเข้มความปลอดภัย ขอชาวบ้านช่วยเป็นหูเป็นตา

ผู้บัญชาการทหารบก ประณามเหตุกราดยิง ผู้สูงอายุ  เด็กในจังหวัดชายแดนใต้ โหดเหี้ยม ไร้มนุษยธรรม ลั่นถึงเวลาสู้ ระดมทุกภาคส่วนแก้ปัญหา เพื่อปกป้องผู้บริสุทธิ์ ด้าน แม่ทัพภาคที่ 4 สั่งเพิ่มรักษาความปลอดภัยสูงสุด

เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม จากกรณีการก่อเหตุร้ายต่อประชาชนในพื้นที่ อำเภอจะแนะ และอำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส จำนวน 2 เหตุการณ์ ภายในระยะเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตรวม 2 ราย ได้แก่ หญิงชราอายุ 76 ปี และเด็กหญิงวัยเพียง 9 ขวบ รวมถึงมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกหลายราย

ล่าสุด พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ได้แสดงความเสียใจต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บ พร้อมกล่าวว่า

“ถึงเวลาแล้วที่เราต้องร่วมกันต่อสู้ โดยอาศัยองค์ประกอบต่าง ๆ ที่มีอยู่ในระบบ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และกลไกกระบวนการยุติธรรม มาเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน”

พร้อมทั้งสั่งการให้ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ดำเนินการอย่างเร่งด่วน ปรับมาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ ทั้งในเชิงรับและเชิงรุก ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเน้นการสกัดกั้นการก่อเหตุต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์และเจ้าหน้าที่รัฐที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ เพิ่มความเข้มงวดของจุดตรวจ และการลาดตระเวนเชิงรุก ควบคู่กับการใช้มาตรการด้านการข่าวในการติดตาม สืบสวน และจับกุมผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีให้ได้โดยเร็ว

ทั้งนี้ กองทัพบก ขอความร่วมมือจากประชาชนให้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน ปฏิเสธการใช้ความรุนแรงต่อเด็กและประชาชนผู้บริสุทธิ์ และหากพบเห็นบุคคลต้องสงสัย หรือพฤติกรรมผิดปกติในพื้นที่ สามารถแจ้งเบาะแสได้ตลอด 24 ชั่วโมงที่ สายด่วน กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า โทร. 1341 หรือแจ้งต่อหน่วยเฉพาะกิจของเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่ใกล้เคียง

ด้าน พล.ต.ธรรมนูญ ไม้สนธิ์ โฆษก กอ.รมน. กล่าวเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้ ผบ.ทบ.ได้ประณามการกระทำอันโหดเหี้ยมและไร้มนุษยธรรมนี้อย่างถึงที่สุด การลั่นไกใส่เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้บริสุทธิ์ที่ไม่มีทางสู้ เป็นการกระทำที่ไม่อาจยอมรับได้ และขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง

ในขณะเดียวกัน พล.ท.ไพศาล หนูสังข์ ผอ.รมน.ภาค 4 ได้สั่งให้ กอ.รมน.ภาค4 สน. เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุดในพื้นที่ เน้นการทำงานร่วมกันของผู้นำท้องถิ่นและผู้นำศาสนา กำชับการเดินทางของประชาชนในพื้นที่เสี่ยง ตรวจสอบและเสริมกำลังในจุดที่มีกำลังไม่เพียงพอ โดยเน้นการป้องกันช่วงเวลาละหมาดค่ำ (19.00 น. – 20.00 น.) ซึ่งมักถูกใช้เป็นจังหวะในการก่อเหตุ ปัจจุบันเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างติดตามจับกุมผู้กระทำผิดโดยมีเบาะแสและร่องรอยแล้ว พร้อมขอให้ประชาชนทั้งไทยพุทธและไทยมุสลิมร่วมมือและมั่นใจในมาตรการรักษาความปลอดภัยที่กำลังดำเนินการอยู่ ล่าสุด ผอ.รมน.ภาค 4 พร้อมคณะฯ ได้เข้าเยี่ยมและติดตามอาการของผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างใกล้ชิด

กอ.รมน. ขอเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนในสังคม ทั้งผู้นำท้องถิ่น ผู้นำศาสนา และประชาชน ร่วมกันแสดงพลังประณามการใช้ความรุนแรงในทุกรูปแบบ และยืนหยัดเคียงข้างกันในการต่อต้านการก่อเหตุร้ายที่มุ่งทำลายความสงบสุขของประชาชนในพื้นที่ โดยขอเน้นย้ำว่า ผู้ให้การสนับสนุนกลุ่มผู้ก่อเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการซ่อนเร้น ให้ที่พักพิง หรือสนับสนุนทรัพยากรใดๆ อาจเข้าข่ายมีความผิดตามกฎหมาย ซึ่งเจ้าหน้าที่จะดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมอย่างเด็ดขาด

พร้อมกันนี้ ขอให้ประชาชนร่วมเป็นหูเป็นตาให้กับเจ้าหน้าที่ หากพบเบาะแสหรือบุคคลต้องสงสัย สามารถแจ้งข้อมูลได้ที่สายตรง มทภ.4/ผอ.รมน.ภาค 4 ที่หมายเลข 061-1732999 หรือสายด่วน กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า โทร. 1341 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ค้นโกดังจีนเทา ยึดเครื่องสำอางปลอม4ล้าน

ค้นโกดังจีนเทา ยึดเครื่องสำอางปลอม4ล้าน

ค้นโกดังจีนเทา ยึดเครื่องสำอางปลอม4ล้าน

วันอาทิตย์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ไล่บี้จีนเทา บุกค้น 5 โกดัง ยึดเครื่องสำอางปลอมแบรนด์ดัง เตรียมส่งขายคนไทย มูลค่ากว่า 4 ล้านบาท

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย บก.ปคบ. พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก., พล.ต.ต.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย, พล.ต.ต.โสภณ สารพัฒน์ รอง ผบช.ก., เจ้าหน้าที่ตำรวจ ปคบ. โดยการสั่งการของ พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ปคบ., พ.ต.อ.อนุวัฒน์ รักษ์เจริญ, พ.ต.อ.ชัฏฐ นากแก้ว, พ.ต.อ.สำเริง อำพรรณทอง รอง ผบก.ปคบ.,พ.ต.อ.วีระพงษ์ คล้ายทอง ผกก.4 บก.ปคบ. ปฏิบัติการทลายเครือข่ายนำเข้าสินค้าปลอมจากต่างประเทศ ในพื้นที่ กรุงเทพมหานคร ตรวจยึดของกลางกว่า 34,806 ชิ้น มูลค่ากว่า 4,000,000 บาท เจ้าหน้าที่ชุดตรวจยึด นำโดย พ.ต.ท.ธันว์ธวัช อนุรักษนิยม สว.กก.4 บก.ปคบ. พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.ปคบ.

พฤติการณ์ สืบเนื่องจากก่อนหน้านี้ เมื่อประมาณเดือนมีนาคม 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.ปคบ. ได้เข้าตรวจค้นและยึดผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ผิดกฎหมาย จากผู้ขายชาวไทยรายหนึ่ง นำส่งพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปคบ. ดำเนินคดี จึงทำการสืบสวนขยายผลจนทราบว่ากลุ่มผู้กระทำผิดได้รับซื้อสินค้ามาขายจากนายทุนชาวจีนรายหนึ่ง ที่มาลงทุนทำธุรกิจในประเทศไทย โดยสั่งหรือนำเข้าสินค้าประเภทต่างๆ ที่ไร้คุณภาพไม่ได้มาตรฐานมาจากต่างประเทศ และมาขายปลีกและขายส่งให้กับประชาชนคนไทยโดยลวงว่าเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ ใช้วิธีการลักลอบนำเข้าและเช่าสถานที่เพื่อจัดเก็บสินค้าดังกล่าวจำนวนหลายจุด เพื่ออำพรางซุกซ่อน ยากต่อการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และกระจายความเสี่ยงหากโดนตรวจค้นจับกุม จึงทำการสืบสวนจนทราบถึงแหล่งกักเก็บสินค้าดังกล่าว

โดยในวันที่ 1 พฤษภาคม 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.ปคบ. ได้นำหมายค้นของศาลแขวงธนบุรี เข้าตรวจค้นสถานที่จับเก็บผลิตภัณฑ์ที่ผิดกฎหมาย รวม 5 จุด ดังนี้

1. สถานที่จัดเก็บสินค้า ภายในโกดังแห่งหนึ่งในพื้นที่ แขวงบางปะกอก เขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพ ตรวจยึด/อายัด ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ขนาด 100-150 Ml จำนวน 1,956 ขวด

2. สถานที่จัดเก็บสินค้า ภายในโกดังแห่งหนึ่งในพื้นที่ แขวงบางปะกอก เขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพ ตรวจยึด/อายัด ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ขนาด 2 Ml จำนวน 26,000 ขวด และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ไม่ได้มาตรฐาน จำนวน 6,600 ชิ้น

3. สถานที่จัดเก็บสินค้า ภายในโกดังแห่งหนึ่งในพื้นที่ แขวงบางปะกอก เขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพ ตรวจยึด/อายัด ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ขนาด 100-150 Ml จำนวน 176 ขวด

4. สถานที่จัดเก็บสินค้า ภายในโกดังแห่งหนึ่งในพื้นที่ แขวงบางปะกอก เขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร ตรวจยึด/อายัด ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ขนาด 100-150 Ml จำนวน 74 ขวด

5. บ้านพักของกลุ่มนายทุนชาวจีน ภายในอาคารแห่งหนึ่งในพื้นที่ แขวงบุคคโล เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร ตรวจยึดพยาน หลักฐานต่างๆ

โดยผลิตภัณฑ์ที่ตรวจยึด เป็นน้ำหอมแบรนด์เนมปลอม ยี่ห้อดังหลายยี่ห้อ กว่า 20 แบรนด์ดัง เช่น ผลิตภัณฑ์น้ำหอม BURBERRY HERO ผลิตภัณฑ์น้ำหอม COCO CHANEL PARIS ผลิตภัณฑ์น้ำหอม SAUVAGE DIOR ผลิตภัณฑ์น้ำหอม Chloe ผลิตภัณฑ์น้ำหอม LOUIS VUITTONผลิตภัณฑ์น้ำหอม LIBER ผลิตภัณฑ์น้ำหอม LE LABOผลิตภัณฑ์น้ำหอม N 5 CHANEL PARIS ผลิตภัณฑ์น้ำหอม TERRE D HERMES ผลิตภัณฑ์น้ำหอม BLACK OPIUM

ผลิตภัณฑ์น้ำหอม ARMANI / PRIVE ผลิตภัณฑ์น้ำหอม DAISY MABC JACOBS ผลิตภัณฑ์น้ำหอม MOSCHINO TOY BOY ผลิตภัณฑ์น้ำหอม SO SCANDAL ผลิตภัณฑ์น้ำหอม SCANDAL APARIS ผลิตภัณฑ์น้ำหอม HUGO ผลิตภัณฑ์น้ำหอม TOM FORD ผลิตภัณฑ์น้ำหอม GOOD GRIL ผลิตภัณฑ์น้ำหอม ROSE 31 ผลิตภัณฑ์น้ำหอม JO MALONE ผลิตภัณฑ์น้ำหอม DOLCE & GABBANA the one ผลิตภัณฑ์น้ำหอม YSL ผลิตภัณฑ์น้ำหอม LOUIS VUITTON ผลิตภัณฑ์น้ำหอม MOSCHION TOY 2 ผลิตภัณฑ์น้ำหอม VICTORIA’S SECRET ผลิตภัณฑ์น้ำหอม CREED 1760 ผลิตภัณฑ์น้ำหอม BURBERRY HER ผลิตภัณฑ์น้ำหอม MONADE Chloe

รวมตรวจยึดและอายัดผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ทั้งสิ้น 34,806 ชิ้น รวมมูลค่าความเสียหายทั้งสิ้น 4,361,200 บาท นำส่งพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปคบ. ดำเนินคดี จากการสืบสวนเพิ่มเติม พบว่า กลุ่มเครือข่ายดังกล่าวมีนายทุนชาวจีนเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง โดยจะใช้บัญชีม้าซึ่งเป็นบัญชีของคนชาวกัมพูชาเป็น บัญชีรับโอนเงิน จากการขายของผิดกฎหมาย ซึ่งจากการตรวจสอบ การเข้าออกประเทศของชาวกัมพูชาคนดังกล่าว พบว่ายังอยู่นอกประเทศ ซึ่งปลอมบรรจุภัณฑ์เลียนแบบของจริงได้แนบเนียน แต่ของภายในเป็นของไร้คุณภาพ โดยเน้นการขายส่งกระจายสินค้าเป็นจำนวนมาก เพื่อให้ผู้ค้าคนไทยรับไปขายต่อในช่องทางต่างๆ ทั้งทางออนไลน์ และร้านค้าทั่วไป สินค้าจึงกระจายไปส่งผลกระทบถึงผู้บริโภคในวงกว้าง โดยทำมาแล้วประมาณ 3 ปี

เบื้องต้นการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องสำอาง พ.ศ.2558 ฐาน “ร่วมจำหน่ายขายเครื่องสำอางที่มิได้จดแจ้งและจำหน่ายเครื่องสำอางไม่มีฉลากภาษาไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต” ระวางโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท ฐาน “ขายเครื่องสำอางไม่มีฉลากภาษาไทย” ระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินสามหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ปคบ. กล่าวฝากความห่วงใยถึงผู้บริโภคว่า ไม่ควรเลือกซื้อเครื่องสอาง หรือน้ำหอมเพียงเพราะว่าราคาถูก ควรซื้อจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เพราะผลิตภัณฑ์ที่ซื้ออาจะเป็นผลิตภัณฑ์ปลอมซึ่งอาจส่งผลอันตรายต่อสุขภาพ ทั้งผิวกาย และการสะสมสารเคมีที่เกิดจากการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน

โดยการตรวจค้นในครั้งนี้ ตรวจพบผลิตภัณฑ์น้ำหอมปลอมเป็นจำนวนมากที่รอการกระจายสู่ตลาดผู้บริโภค ซึ่งอาจจะมีส่วนผสมที่ไม่ได้ มาตรฐาน หรือลักลอบผสมสารที่เป็นอันตรายซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อร่างกาย เช่น ระคายเคือง ทางระบบหายใจ เยื่อโพรงจมูกอักเสบ เกิดผื่นแพ้ บางรายเกิดอาการแพ้รุนแรง อาจมีอาการความดันเลือดสูง เกิดการเวียนหัว อาเจียน คลื่นไส้ได้ และขอเตือนผู้ที่ลักลอบนำเข้า และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ผิดกฎหมาย ให้หยุดการกระทำดังกล่าวทันที โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจะขยายผลและกวาดล้างต่อไป หากตรวจพบจะดำเนินคดีถึงที่สุด เพราะท่านกำลังทำให้ผู้บริโภคได้รับอันตราย เกิดผลกระทบกับร่างกายจากการใช้ปลิตภัณฑ์ที่ไม่มีคุณภาพ ทั้งนี้หากประชาชนพบเห็นการกระทำความผิด สามารถแจ้งได้ที่ สายด่วน ปคบ. 1135 หรือเพจ ปคบ. เตือนภัยผู้บริโภค