เพื่อไทยโวประชาชนเข้าใจ‘กาสิโน’ เปิดสภาลุยทันที จ่อเคลียร์พรรคร่วมดันอีก

เพื่อไทยโวประชาชนเข้าใจ‘กาสิโน’ เปิดสภาลยทันที จ่อเคลียร์พรรคร่วมดันอีก

เพื่อไทยโวประชาชนเข้าใจ‘กาสิโน’ เปิดสภาลยทันที จ่อเคลียร์พรรคร่วมดันอีก

วันอาทิตย์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เพื่อไทยโวประชาชนเข้าใจ‘กาสิโน’ เปิดสภาลยทันที จ่อเคลียร์พรรคร่วมดันอีก ถ้าไม่ทำไทยจะเสียโอกาส ช่วยสร้างงานเพียบ2หมื่นคน กระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ

เพื่อไทย ส่งสส.ลงพื้นที่ตีปี๊บ ร่าง พ.ร.บ.การประกอบ ธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร อ้างเสียงตอบรับดีขึ้น เพราะรู้ว่า 90% คือศูนย์ประชุม-สวนสนุก-คอนเสิร์ตฮอลล์ กาสิโนแค่ 10% คุมเข้มตามกฎหมาย แย้มแต่ละจุดสร้างงานได้ถึง 2 หมื่นตำแหน่ง “สรวงศ์” ย้ำเปิดสภาเดินหน้าทันที

เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2568 นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.)กล่าวถึงกรณี นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ สส.ลงพื้นที่ในช่วงปิดสมัยประชุม เพื่อเข้าไปชี้แจงทำความเข้าใจร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร หรือเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ว่า เสียงตอบรับจากประชาชนในแต่ละพื้นที่ มีสัญญาณตอบรับที่ดีอย่างชัดเจน หลังมีการลงพื้นที่เข้าไปอธิบายในเนื้อหาของร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร หรือเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ที่เป็นการสร้างเม็ดเงินใหม่ สร้างรายได้ใหม่เข้าประเทศ สร้างเศรษฐกิจและการจ้างงานมหาศาล สัดส่วนการใช้พื้นที่ 90% เป็นศูนย์การประชุมนานาชาติขนาดใหญ่ สวนสนุกระดับโลก สนามกีฬา คอนเสิร์ตฮอลล์ขนาดใหญ่

ส่วนกาสิโนที่มีบางกลุ่มตั้งธงคัดค้านนั้น มีสัดส่วนเล็กน้อยเพียง 10% จาก 100% และยังสามารถออกแบบกฎหมายให้อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐตามมาตรฐานสากลได้ หลายประเทศทำจนประสบความสำเร็จ บางประเทศถกเถียงกันมากว่า 20 ปี วันนี้ก็เร่งรัดผลักดัน เดินหน้าทำเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ไปแล้ว ถ้าเราไม่ทำจะเสียโอกาส เพราะจะไม่มีโครงสร้างพื้นฐานด้านบันเทิงที่ครบวงจรเพียงพอ

อย่างกรณีเทย์เลอร์ สวิฟต์ ไม่เลือกมาไทย เพราะเรายังไม่มีคอนเสิร์ตฮอลล์ขนาดใหญ่ระดับโลก หากมีเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ จะสามารถดึงดูดอีเวนต์ใหญ่ระดับสากล สามารถเป็น Concert hub ของอาเซียนเพื่อกระตุ้นให้เกิด Music tourism สร้างรายได้และสร้างงานกว่า 20,000 ตำแหน่งต่อจุด เงินเดือนเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 25,000 บาทต่อเดือน วันนี้เสียงตอบรับจากประชาชนดีขึ้นโดยลำดับ เมื่อได้รับข้อมูลข้อเท็จจริงว่า โครงการนี้ไม่ใช่บ่อน ไม่ใด้เป็นการมอมเมาประชาชน แต่คือแนวทางการสร้างรายได้ใหม่เข้าประเทศ เอกชนทั้งในและต่างประเทศ จะกล้ามาลงทุนระดับแสนล้านได้ ต้องมีกติกา มีแรงจูงใจชัดเจน และรัฐต้องวางกติกาที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ ประชาชนเปิดใจ เพราะเห็นประโยชน์ที่จับต้องได้ และยังสามารถออกกฎหมายควบคุมไม่ให้ส่งผลกระทบต่อสังคมได้

เช่น จะห้ามคนมีเงินฝากไม่ถึง 50 ล้านบาทเข้า ห้ามข้าราชการ ห้ามเจ้าหน้าที่รัฐ ห้ามเยาวชนเข้า สมาชิกในครอบครัวถ้ามีเงินฝากเกิน 50 ล้านบาท จะเข้าได้ต้องได้รับการอนุมัติจากคนในครอบครัว ที่ตั้งต้องอยู่ห่างไกลจากศาสนสถาน ห่างไกลจากสถานศึกษา ก็สามารถออกกฎหมายควบคุมผลกระทบได้ในทุกมิติ

“เอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ เป็นนโยบายและเป็นโอกาสในการสร้างเศรษฐกิจ สร้างรายได้ใหม่ สร้างอนาคต สร้างโอกาส ที่จับต้องได้ให้กับประเทศ” นายอนุสรณ์ กล่าว

เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2568 นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวกรณี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย มอบหมายให้ ส.ส.ลงพื้นที่ชี้แจง ทำความเข้าใจร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร หรือเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ว่า จากการที่ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่เสียงที่สะท้อนกลับมาประชาชนไม่ได้คัดค้าน เพราะเราได้ชี้แจงชัดเจนว่า เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ไม่ใช่กาสิโนเหมือนที่มีบางกลุ่มพยายามโจมตี แต่เป็นแหล่งรายได้ใหม่ที่จะดึงนักลงทุนต่างประเทศเข้ามากฎหมายที่เราทำ คือการเปิดโอกาสให้นักลงทุนที่สนใจมาลงทุนในประเทศ

“เราไม่ได้เอาเรื่องนี้เข้าสภาฯ เพื่อจะสร้างกาสิโน แต่ยืนยันว่า เป็นการออกกฎหมายเพื่อดึงดูดนักลงทุน และประชาชนไม่ได้คิดที่จะเข้าไปในกาสิโนอยู่แล้ว เพราะทราบดีว่า มีเงื่อนไขรัดกุมอยู่เยอะ และประชาชนยังทราบถึงแง่ดีว่าหากเรื่องนี้เกิดก็จะมีการพัฒนาตามมา เพราะรัฐจะได้ภาษีจำนวนมาก สิ่งเหล่านี้ส.ส.ก็ได้สะท้อนกลับมา เมื่อเปิดสมัยประชุมก็จะเดินหน้าเรื่องนี้ต่อ เพราะกฎหมายรอการพิจารณาอยู่แล้ว โดยก่อนเปิดสมัยประชุม นายกฯคงเชิญพรรคร่วมมาพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้กันอีกครั้ง” นายสรวงศ์ กล่าว

กทม.เร่งเต็มสูบ ค้นหาผู้สูญหาย ยันขอกู้จนครบ ก่อนเลิกภารกิจ

กทม.เร่งเต็มสูบ ค้นหาผู้สูญหาย ยันขอกู้จนครบ ก่อนเลิกภารกิจ

กทม.เร่งเต็มสูบ ค้นหาผู้สูญหาย ยันขอกู้จนครบ ก่อนเลิกภารกิจ

วันอาทิตย์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กทม.เร่งเต็มสูบ ค้นหาผู้สูญหาย ยันขอกู้จนครบ ก่อนเลิกภารกิจ

ผอ.ปภ.กทม. คาดไม่เกิน 1 อาทิตย์ ทราบชัด มีผู้ติดค้างในซากอาคาร สตง.ที่พังถล่มหรือไม่ ขณะที่ผบก.น.2 ร่วมประชุมเน้นย้ำการเก็บหลักฐานในที่เกิดเหตุตึก สตง.ถล่ม ขณะที่ ดีเอสไอ-โยธาธิการ-พฐ.-ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโครงสร้างจาก ม.เกษตรฯ ลุยเก็บหลักฐานตึก สตง.ถล่มอีกรอบ ก่อนอายัดไว้เพื่อป้องกันการถูกทำลาย

เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2568 นายสุริยชัย รวิวรรณ ผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยความคืบหน้าประจำวันภารกิจค้นหาผู้ติดค้างในอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่กำลังก่อสร้างในพื้นที่เขตจตุจักร ถล่มจากเหตุแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 68 ว่า เมื่อวานพบร่างผู้เสียชีวิตที่สมบูรณ์เพิ่ม 3 ร่าง สามารถระบุได้ว่าเป็นเพศหญิง 1 ร่าง ไม่สามารถระบุเพศได้ 2 ร่าง และยังพบชิ้นส่วนร่างกายอีก 22 ชิ้น บริเวณโซน C4

สำหรับการขนย้ายวัสดุออกจากพื้นที่ เมื่อวานทำได้ 204 เที่ยว โดยแผนการปฏิบัติงานวันนี้ยังคงยึดตามเมื่อวานเนื่องจากการดำเนินงานประสบความสำเร็จ ทั้งนี้ในส่วนของเครื่องจักรอุปกรณ์การทำงานยังมีเพียงพอ และมีการทำงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในช่วงที่ฝนตกหนักมีปัญหาเรื่องการระบายน้ำบ้าง แต่ทางสำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร ได้มาตั้งเครื่องสูบน้ำให้ และใช้เวลาระบายน้ำออกจากพื้นที่ไม่นาน

ปัจจุบันการทำงานบริเวณทางเชื่อมด้านอาคารจอดรถด้านหลังยังลงไปไม่ถึงพื้นของชั้นใต้ดิน ชั้นใต้ดินมี 1 ชั้น สูง 4 เมตร ยังเหลืออีก 2 เมตร จะถึงพื้นของชั้นใต้ดิน เนื่องจากตัวอาคารกดทับลงมาทำให้พื้นชั้น 1 สูงจากพื้นชั้นใต้ดินไม่ถึง 1 เมตร เมื่อลงไปถึงพื้นตรงนั้นคาดว่าจะพบผู้ประสบเหตุเพิ่ม

ทั้งนี้ จากตัวเลข 103 ราย เหลือผู้สูญหาย 11 ราย เมื่อนับรวมกับร่างที่เจอเมื่อวาน 3 ร่าง จะเหลือผู้สูญหายอยู่ที่ 8 ราย แต่ในความเป็นจริง ทางพนักงานสอบสวนได้รับแจ้งเพิ่มเติม 4 ราย ซึ่งมีการพบร่างของผู้ที่แจ้งเพิ่มเติมแล้ว 1 ราย ถ้านับรวมกับร่างของผู้สูญหายที่ได้รับแจ้งเพิ่มเติมจะรวมเป็น 104 ราย และยังมีที่แจ้งเพิ่มไว้อีก 3 ราย ดังนั้นหากพบครบ 103 ราย แล้วเลิกภารกิจก็มีความเสี่ยงในการทิ้งผู้สูญหายไว้ เป้าหมายคือการช่วยนำผู้ที่ติดอยู่ในซากตึกออกให้หมด จึงต้องมีการทำงานต่อจนกว่าจะไม่มีใครติดค้างอยู่ คาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 1 อาทิตย์ ก็จะเกิดความชัดเจนว่าไม่มีใครติดค้างอยู่

เวลา 08.00 น. วันเดียวกัน ที่ศูนย์กองอำนวยการร่วม สน บางซื่อ ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ พ.ต.อ.ธิติพงศ์ ภิวัฒน์วุฒิกุล รอง ผบก.น.2 ได้ร่วมประชุมทีมพนักงานสอบสวนชุดเก็บหลักฐานในที่เกิดเหตุอาคารสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน (สตง.) ถล่ม โดยมี พนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ ชุดสอบสวนตำรวจนครบาล บก.น.2 ทีมวิศวกรกรมโยธาธิการและผังเมือง และ ทีมพิสูจน์หลักฐาน กองพิสูจน์หลักฐานตำรวจ เข้าประชุมเพื่อติดตามความคืบหน้าการจัดเก็บหลักฐานที่เป็นวัสดุก่อสร้างในที่เกิดเหตุ โดยทีมวิศวกร จากกรมโยธาฯ ประสานขออายัดชิ้นส่วนเสาอาคาร และผนังปล่องลิฟต์ รวมทั้งชิ้นส่วนเหล็กบริเวณดังกล่าว เพิ่มเติม เพื่อจะนำไปตรวจสอบทางวิศวกรรมต่อไป

เวลา 10.30 น. ที่บริเวณพื้นที่ก่อสร้างโครงการอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (แห่งใหม่) แขวงและเขตจตุจักร กรุงเทพฯ ร.ต.อ.สุรวุฒิ รังไสย์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) พร้อมด้วย พ.ต.อ.สนอง แสงมณี ผกก.สน.บางซื่อ เจ้าหน้าที่ ปภ. เจ้าหน้าที่กรมโยธาธิการและผังเมือง เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานกลาง สำนักงานกองพิสูจน์หลักฐานตำรวจ รศ.ดร.กิจพัฒน์ ภู่วรวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโครงสร้างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) ร่วมกันประชุมวางแผนหารือการเข้าพื้นที่ก่อสร้าง เพื่อรวบรวมเก็บพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุสำหรับนำประกอบสำนวนคดีตึก สตง.ถล่ม

จากนั้น คณะผู้เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ ได้เข้าพื้นที่เกิดเหตุพร้อมกัน โดยได้อนุญาตให้สื่อมวลชนและหน่วยงานเกี่ยวข้องเข้าร่วมสังเกตการณ์เป็นสักขีพยานในระหว่างการเข้าเก็บพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุด้วย

ทั้งนี้ คณะพนักงานสอบสวนคดีตึก สตง.ถล่ม ให้ข้อมูลว่า ในการลงพื้นที่เข้าเก็บรวบรวมพยานหลักฐานจากที่เกิดเหตุในวันนี้ ถือเป็นปฏิภารกิจดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องของทุกภาคส่วน ทั้งตำรวจ ดีเอสไอ กองพิสูจน์หลักฐาน โยธาธิการและผังเมือง เจ้าหน้าที่ ปภ. โดยในวันนี้ทั้งหมดได้ร่วมกันเก็บชิ้นส่วนตัวอย่างเสาคอนกรีตด้านหน้าอาคารไปตรวจสอบ ด้วยการเจาะแท่งปูนเสาดังกล่าวและผนังปล่องลิฟต์ธรรมดา ที่ไม่ใช่ผนังปล่องลิฟต์ผู้บริหาร โดยจะไม่ได้มีการเจาะลึกมากเกินไป เพราะต้องคืนสภาพของเสาปูนและผนังปูนให้พื้นที่ไว้

สำหรับการตรวจเก็บตัวอย่างเสาปูนและผนังปูนนั้น เจ้าหน้าที่จะพยายามเก็บตัวอย่างที่มีความสมบูรณ์มากที่สุดอย่างน้อย 3 ชิ้น หรือมากกว่านั้น โดยต้องวัดขนาดความสูงประมาณ 20-30 ซม. และมีค่าเส้นผ่านศูนย์กลาง 7 ซม. เพื่อนำไปหาค่ากำลังอัดประลัยของคอนกรีตสำหรับโครงสร้างในห้องแล็บ โดยมีเกณฑ์มาตรฐาน คือ ทั้งเสาปูนและผนังปูน จะต้องมีค่ากำลังอัดประลัยอยู่ที่ 500 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร ซึ่งหากทดสอบแล้วมีค่าน้อยกว่า 500 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร จะถือว่ามีการใช้วัสดุตกเกณฑ์มาตรฐาน

ในส่วนของพยานวัตถุในจุดเกิดเหตุ ทั้งคอริ่งบริเวณเสาปูน ผนังปล่องลิฟต์ และเหล็กนั้น เจ้าหน้าที่จะดำเนินการอายัดไว้ทั้งหมดระหว่างการรื้อถอน เพื่อป้องกันการถูกทำลาย โดยในวันที่ 4 พ.ค. เวลา 11.00 น. คณะพนักงานสอบสวนคดีตึก สตง. จะได้มีการประชุมความคืบหน้าร่วมกันที่กองอำนวยการร่วม เพื่อสรุปตัวเลขผู้เสียชีวิตและผู้สูญหายต่อไป

ราชการแนวหน้า : การสอบสวนทางวินัยกับการสอบสวนทางคดีอาญา

ราชการแนวหน้า : การสอบสวนทางวินัยกับการสอบสวนทางคดีอาญา

ราชการแนวหน้า : การสอบสวนทางวินัยกับการสอบสวนทางคดีอาญา

วันอาทิตย์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

สำนักทำเนียบนายกรัฐมนตรีได้นำเสนอนายกรัฐมนตรี ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีได้พิจารณาแล้วมีบัญชาให้กระทรวง ทบวง กรมต่างๆ พิจารณาสั่งการให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีตามหนังสือที่ น.ว.41/2497 ลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2497 โดยให้เร่งรัดดำเนินการพิจารณาโทษข้าราชการให้เสร็จไปโดยเร็วทุกเรื่อง ทั้งนี้ให้ก.พ.ติดตามและเร่งรัดควบคุมให้เป็นไปตามนโยบายของทางราชการ (หนังสือสำนักทำเนียบนายกรัฐมนตรี ที่สร 0206/ว88 ลงวันที่ 19 กันยายน 2509)

4.กำหนดระยะเวลาในการสอบสวน

ตรงนี้มีปัญหาที่ส่วนราชการได้หารือก.พ.ว่า มาตรา 84 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2497 ที่บัญญัติว่า “การสอบสวนนั้นให้กระทำให้แล้วเสร็จโดยเร็วอย่างช้าไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันที่ประธานกรรมการได้รับทราบคำสั่ง” นั้น กำหนดเวลาตามนี้หมายความว่า คณะกรรมการสอบสวนต้องสอบสวนและทำรายงานการสอบสวนสรุปข้อเท็จจริงและทำความเห็นให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลานี้ด้วยหรือเพียงแต่สอบถามปากคำพยานและรวบรวมพยานหลักฐานให้แล้วเสร็จเท่านั้น ส่วนการทำรายงานการสอบสวนและความเห็นทำนอกกำหนดเวลาสอบสวนนี้ก็ได้ อย่างใดจึงจะถูกต้อง

ก.พ.ได้พิจารณาเรื่องนี้แล้วเห็นว่า ตามเจตนารมณ์ในกฎหมายที่กำหนดเวลาสอบสวนก็เพื่อจะเร่งรัดการสอบสวนให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ทั้งนี้เป็นการกำหนดหน้าที่ของคณะกรรมการสอบสวน(โดย)การทำรายงานการสอบสวนอยู่ในหน้าที่ของคณะกรรมการสอบสวนด้วย ก.พ.จึงเห็นว่า “การสอบสวน” ตามความหมายในมาตรา 84 นั้น รวมทั้งการทำรายงานการสอบสวน สรุปข้อเท็จจริงและทำความเห็นเสนอด้วย (หนังสือสำนักงานก.พ.ที่น.ว.2/2501 ลงวันที่ 17 มกราคม 2501)

ขณะนี้พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 มาตรา 95 กำหนดว่าหลักเกณฑ์ วิธีการและระยะเวลาเกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัยให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎ ก.พ. ซึ่งในกฎ ก.พ.ว่าด้วยการดำเนินการทางวินัย พ.ศ.2556 ข้อ 54 กำหนดให้คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการสอบสวนและจัดทำรายงานการสอบสวนพร้อมทั้งสำนวนการสอบสวนเสนอต่อผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวัน (120 วัน) นับแต่วันที่มีการประชุมคณะกรรมการสอบสวนครั้งแรกตามข้อ 27

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

ปชช.ไม่คัดค้าน!! ‘สรวงศ์’เผยหลังสส.เพื่อไทยลงพื้นที่ฟังเสียงสะท้อน ปมกม.คอมเพล็กซ์

ปชช.ไม่คัดค้าน!! 'สรวงศ์'เผยหลังสส.เพื่อไทยลงพื้นที่ฟังเสียงสะท้อน ปมกม.คอมเพล็กซ์

ปชช.ไม่คัดค้าน!! ‘สรวงศ์’เผยหลังสส.เพื่อไทยลงพื้นที่ฟังเสียงสะท้อน ปมกม.คอมเพล็กซ์

วันเสาร์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 19.35 น.

‘เลขาฯ เพื่อไทย’เผยสส.เพื่อไทยลงพื้นที่ฟังเสียงสะท้อนประชาชน ปมคอมเพล็กซ์ ไร้คัดค้าน ยันเดินหน้าออกกฎหมายหวังดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ เชื่อก่อนเปิดสมัยประชุมสภา นายกฯ คงเชิญพรรคร่วมฯ คุย

เมื่อวันที่ 3 พ.ค.2568 นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬา ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย มอบหมายให้ สส.ลงพื้นที่ชี้แจงทำความเข้าใจร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร (เอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์) ว่า จากการที่สส.พรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่ ได้เสียงที่สะท้อนกลับมาว่าประชาชนไม่ได้คัดค้าน เพราะเราได้ชี้แจงชัดเจนว่าเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ไม่ใช่กาสิโนเหมือนที่มีบางกลุ่มพยายามโจมตี แต่เป็นแหล่งรายได้ใหม่ที่จะดึงนักลงทุนต่างประเทศเข้ามา กฎหมายที่เราทำคือการเปิดโอกาสให้นักลงทุนที่สนใจมาลงทุนในประเทศ เราไม่ได้เอาเรื่องนี้เข้าสภาฯ เพื่อจะสร้างกาสิโน แต่ยืนยันว่า เป็นการออกกฎหมาย เพื่อดึงดูดนักลงทุน และประชาชน ไม่ได้คิดที่จะเข้าไปในกาสิโนอยู่แล้ว เพราะทราบดีว่ามีเงื่อนไขรัดกุมอยู่เยอะ และประชาชนยังทราบถึงแง่ดีว่าหากเรื่องนี้เกิดก็จะมีการพัฒนาตามมา เพราะรัฐจะได้ภาษีจำนวนมาก สิ่งเหล่านี้ สส.ก็ได้สะท้อนกลับมา 

เมื่อเปิดสมัยประชุมก็จะเดินหน้าเรื่องนี้ต่อ เพราะกฎหมายรอการพิจารณาอยู่แล้ว โดยก่อนเปิดสมัยประชุมนายกรัฐมนตรี คงเชิญพรรคร่วมมาพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้กันอีกครั้ง

‘ทวี’จับมือWJPยกระดับนิติธรรมไทย

‘ทวี’จับมือWJPยกระดับนิติธรรมไทย

‘ทวี’จับมือWJPยกระดับนิติธรรมไทย

วันเสาร์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 19.30 น.

‘รมว.ทวี ‘นำทัพผนึก World Justice Project (WJP) พัฒนาหลักนิติธรรมไทย ชู6ประเด็นสำคัญ เน้นรัฐบาลโปร่งใส ประชาชนมีส่วนร่วม และกระบวนการยุติธรรมที่เข้าถึงได้ พร้อมรับเชิญร่วมงาน World Justice Forum 2025 ที่โปแลนด์

เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วย ดร.พิเศษ สอาดเย็น ที่ปรึกษาด้านกฎหมายมหาชน สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม ดร.อณูวรรณ วงศ์พิเชษฐ์ รักษาการผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย และคณะเจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรม ได้ให้การต้อนรับ Dr. Alejandro Ponce ผู้อำนวยการ World Justice Project (WJP) และ ดร. ศรีรักษ์ ผลิพัฒน์ ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ WJP ที่อาคารกระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒฯ กรุงเทพฯ เมื่อวานนี้พร้อมทั้งได้หารือร่วมกันเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาและยกระดับหลักนิติธรรมในประเทศไทย

ในการหารือดังกล่าว พันตำรวจเอก ทวี  สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้กล่าวขอบคุณ WJP สำหรับความร่วมมืออย่างต่อเนื่องระหว่างกระทรวงยุติธรรรมและ WJP รวมถึงการสนับสนุนรัฐบาลไทยในการยกระดับหลักนิติธรรมผ่านกิจกรรม และความร่วมมือต่าง ๆ ในช่วงที่ผ่านมา ทั้งนี้ กระทรวงยุติธรรม มีความมุ่งมั่นในการยกระดับหลักนิติธรรม ผ่านมาตรการต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การดำเนินการตามกรอบนโยบาย และ Quick Win ที่สำคัญ ได้แก่ 1) รัฐบาลที่เปิดเผยและโปร่งใส และการขจัดการทุจริต โดยการเปิดเผยและบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงาน และภาคส่วนต่างๆ (Open Government Data) และ 2) การมีส่วนร่วมของประชาชนในการออกนโยบายและกฎหมายภายในประเทศ (People-Centered Policy and Law) โดยที่ผ่านมา ประเทศไทยได้มีการดำเนินการเพื่อส่งเสริมหลักนิติธรรมตามนโยบายทั้ง 2 ด้าน ผ่านมาตรการต่าง ๆ อาทิ การออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องเป็นพระราชบัญญัติ เช่น พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 การส่งเสริมการมีส่วนรวมของประชาชนเพื่อยกระดับธรรมาภิบาลในประเทศ การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนากระบวนการยุติธรรม การยึดถือหลักกระบวนการยุติธรรมที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง และการส่งเสริมการเข้าถึงความยุติธรรม ด้วยการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนทั้งในระดับชุมชนและระดับประเทศ

ในการนี้ WJP ได้ชื่นชมบทบาทนำของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และการดำเนินงานของกระทรวงยุติธรรม เห็นด้วยอย่างยิ่งกับ 2 ประเด็นที่เสนอ ยกระดับหลักนิติธรรมไทย พร้อมทั้งให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมอีก 4 ประเด็น ดังนี้ (1) รัฐบาลควรแสดงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนและแจ้งทุกหน่วยงานให้ทำงานตามกฏหมาย (Play by law) และ เปิดให้ประชาชนเข้าถึงได้ (Open to public) อย่างแท้จริง (2) เสริมสร้างพลังประชาชน (People Empowerment) เพื่อให้ทราบถึงช่องทางการเข้าถึงความยุติธรรม และคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน (3) มองหาโอกาสในการทำงาน (Window of opportunity) โดยจัดลำดับความสำคัญในเรื่องที่สามารถทำได้ก่อน เช่น การทำรัฐบาลเปิด (Open government) ซึ่งจะทำให้เห็นถึงความก้าวหน้าได้เร็ว (4) ให้ความสำคัญกับกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน (Participatory process) ในการจัดทำนโยบายและกฎหมายต่างๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน อีกทั้งยังได้หารือเกี่ยวกับแนวทางความร่วมมือระหว่างกระทรวงยุติธรรรม และ WJP เพื่อยกระดับหลักนิติธรรมในประเทศ

นอกจากนี้ ผู้อำนวยการ WJP ได้เรียนเชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเข้าร่วมงาน World Justice Forum 2025 ซึ่งเป็นงานประชุมด้านหลักนิติธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกงานหนึ่งที่จะจัดขึ้น ณ กรุงวอร์ซอ ประเทศโปแลนด์ ระหว่างวันที่ 24 – 27 มิถุนายน 2568 โดยงานดังกล่าวจะรวบรวมผู้นำระดับโลก ผู้กำหนดนโยบาย และผู้เชี่ยวชาญ เพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางแก้ปัญหาและข้อท้าทายในกระบวนการยุติธรรม รวมทั้งการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อยกระดับหลักนิติธรรมที่เข้มแข็งต่อไป

‘ประเสริฐ’ สั่งเดินหน้า โคราชโมเดลขับเคลื่อน ‘Learn to Earn’ ช่วยเยาวชน

'ประเสริฐ' สั่งเดินหน้า โคราชโมเดลขับเคลื่อน 'Learn to Earn' ช่วยเยาวชน

‘ประเสริฐ’ สั่งเดินหน้า โคราชโมเดลขับเคลื่อน ‘Learn to Earn’ ช่วยเยาวชน

วันเสาร์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 19.17 น.

‘รองนายกฯ ประเสริฐ’ สั่งเดินหน้า ‘โคราชโมเดล’ ขับเคลื่อน Learn to Earn ช่วย ‘เยาวชน’ ทุกกลุ่มให้มีโอกาส ‘ศึกษา’ เสมอภาค ชูเปิดเทอมใหม่ เรียนรู้ มีรายได้ มีวุฒิการศึกษา 
         
วันที่ 3 พฤษภาคม 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ระดับชาติ เป็นประธานการประชุมติดตามความก้าวหน้าการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนอกระบบการศึกษากลายเป็นศูนย์ (Thailand Zero Dropout) จังหวัดนครราชสีมา ‘โคราชโมเดล’ โดยมีศึกษาธิการจังหวัด หอการค้าจังหวัดนครราชสีมา สภาอุตสาหกรรม ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) ร่วมประชุมที่อุทยานการเรียนรู้จังหวัดนครราชสีมา

นายประเสริฐ กล่าวว่า จังหวัดนครราชสีมา มีจำนวนเด็กเยาวชนนอกระบบบการศึกษา 28,896 คน สำรวจติดตามแล้วครบ 100 เปอร์เซ็นต์ พบตัวตน 25,029 คน ไม่พบตัวตน 3,867 คน กลุ่มนี้มีการย้ายถิ่นฐานตามครอบครัว หรือไปทำงานนอกพื้นที่ ซึ่งเราจะไม่ละทิ้งการติดตาม จากนี้จะเชื่อมโยงข้อมูลบุคคคลจากพื้นที่อื่นเพื่อค้นหาต่อไป สำหรับกลุ่มที่ติดตามพบแล้ว จังหวัดนครราชสีมาได้สร้างการศึกษาที่มีหลากหลายทางเลือกตอบโจทย์ชีวิต เด็กเยาวชนที่มีศักยภาพ ความถนัด ความสนใจ รวมถึงสภาพปัญหาที่มีความแตกต่างสำหรับเปิดเทอมนี้ ‘โคราชโมเดล’ พร้อมที่จะสร้างทางเลือกใหม่ทางการศึกษา โดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จะทำงานร่วมกับ หอการค้าจังหวัดนครราชสีมา สภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมา รวมถึงเครือข่ายศูนย์การเรียนสถาบันทางสังคม สังกัด สพฐ. สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) พร้อมริเริ่มความร่วมมือกับภาคเอกชน และสถานประกอบการ ธุรกิจ SME ในจังหวัดนครราชสีมา เป็นเครือข่าย Learn to Earn เปิดตัวพื้นที่เรียนรู้ มีรายได้ มีวุฒิการศึกษา เพื่อเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษาในช่วงอายุตั้งแต่ 15 -24 ปี ได้กลับเข้าสู่เส้นทางการศึกษา สามารถเรียนรู้ได้อย่างเต็มศักยภาพตามความถนัดของตนเอง โดยจะเริ่มต้นดำเนินการในช่วงเปิดเทอมใหม่ ปีการศึกษา 2568 

“สาเหตุที่ทำให้เยาวชนกลุ่มนี้ต้องออกจากการศึกษา มาทำงานหารายได้ เพราะปัญหาเศรษฐกิจที่ต้องช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัว ดังนั้นรัฐบาลจึงสร้างโอกาสใหม่ทางการศึกษา Learn to Earn เรียนรู้ มีรายได้ มีวุฒิการศึกษา การศึกษาไม่จำกัดเพียงในโรงเรียนอีกต่อไป เยาวชนจะมีทักษะพื้นฐานชีวิต ตอบโจทย์ตลาดแรงงานในโลกยุคใหม่ นี่คือโคราชโมเดล ภายใต้นโยบาย Thailand Zero dropoutของรัฐบาล เพื่อพัฒนากำลังคนของเราให้พร้อมเพื่อรองรับการก้าวสู่ Smart City และMICE City ของจังหวัดนครราชสีมา” รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ดีอี กล่าว

.-008 

‘กสม.’ประณามการก่อเหตุรุนแรงต่อปชช.-กลุ่มเปราะบางใน 3 จังหวัดชายแดนใต้

'กสม.'ประณามการก่อเหตุรุนแรงต่อปชช.-กลุ่มเปราะบางใน 3 จังหวัดชายแดนใต้

‘กสม.’ประณามการก่อเหตุรุนแรงต่อปชช.-กลุ่มเปราะบางใน 3 จังหวัดชายแดนใต้

วันเสาร์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 19.17 น.

‘กสม.’ออกแถลงการณ์ประณามการก่อเหตุรุนแรงต่อปชช. กลุ่มเปราะบาง เป็นเหตุให้เด็ก คนชรา และผู้พิการ เสียชีวิต-บาดเจ็บสาหัส 

เมื่อวันที่ 3 พ.ค.2568 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้ออกแถลงการณ์ ว่าตามที่ปรากฏเหตุรุนแรงในพื้นที่ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 2 พ.ค.2568 ทั้งกรณีที่คนร้ายใช้อาวุธปืนกราดยิงเข้าไปบริเวณบ้านหลังหนึ่งใน อ.ตากใบ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 3 คน ซึ่งรวมถึงชายชรา และเด็กหญิงอายุ 9 ขวบ และกรณีที่คนร้ายขี่รถจักรยานยนต์ประกบยิงรถจักรยานยนต์ของหญิงชราตาบอด และบุตรชายในพื้นที่ อ.จะแนะ ขณะกำลังกลับจากโรงพยาบาล เป็นเหตุให้หญิงชราตาบอดเสียชีวิตกลางถนน และบุตรชาย ซึ่งพิการได้รับบาดเจ็บสาหัส คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ขอประณามการกระทำอันโหดร้าย และอุกอาจของกลุ่มผู้ไม่หวังดีที่จงใจฆ่า และทำร้ายประชาชนที่มีทั้งเด็ก ผู้หญิง คนชรา และผู้พิการ ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบาง ที่ไม่อาจต่อสู้ และคุ้มครองตนเองได้ และขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งไปยังครอบครัว และญาติมิตรของผู้เสียชีวิต และได้รับบาดเจ็บ

“กสม. ขอเน้นย้ำว่าการใช้ความรุนแรงจนเป็นเหตุให้ประชาชนได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิตเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ และเรียกร้องให้ผู้ไม่หวังดียุติปฏิบัติการอันโหดร้าย ป่าเถื่อน ไร้มนุษยธรรม และขัดต่อหลักการอันดีของทุกศาสนา โดยขอให้ทุกฝ่ายร่วมกันประณาม และส่งเสียงที่แสดงถึงการไม่ยอมรับพฤติกรรมที่โหดร้าย และการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ ทั้งนี้ กสม. ขอให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน และประชาชนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสืบสวนสอบสวนนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายโดยเร็ว เพิ่มมาตรการคุ้มครองความปลอดภัยและสวัสดิภาพให้แก่ประชาชน รวมทั้งเยียวยาความเสียหายอย่างทั่วถึง และเป็นธรรม”

‘ศุภชัย’ชี้ ‘มหาวิทยาลัย’ไม่ใช่แค่‘แหล่งสอนหนังสือ’ แต่ต้อง‘ลงไปอยู่ในใจชุมชน’

‘ศุภชัย’ชี้ ‘มหาวิทยาลัย’ไม่ใช่แค่‘แหล่งสอนหนังสือ’ แต่ต้อง‘ลงไปอยู่ในใจชุมชน’

‘ศุภชัย’ชี้ ‘มหาวิทยาลัย’ไม่ใช่แค่‘แหล่งสอนหนังสือ’ แต่ต้อง‘ลงไปอยู่ในใจชุมชน’

วันเสาร์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.01 น.

‘ศุภชัย’ชี้ ‘มหาวิทยาลัย’ไม่ใช่แค่‘แหล่งสอนหนังสือ’ แต่ต้อง‘ลงไปอยู่ในใจชุมชน’ สร้างโอกาสใหม่ เป็นศูนย์กลางแก้ปัญหา 

เมื่อวันที่ 3 พ.ค.2568 นายศุภชัย ใจสมุทร ผู้ช่วย รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า ตนได้ลงพื้นที่มอบนโยบาย ในหัวข้อ “การนำ อววน. เพิ่มศักยภาพพื้นที่ จ.ภูเก็ต” ในโอกาสลงพื้นที่ จ.ภูเก็ต ติดตามการดำเนินงานขับเคลื่อนงานด้าน อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน. ) เมื่อวันที่2พ.ค.ที่ผ่านมา โดยมี พญ.เพชรดาว โต๊ะมีนา ที่ปรึกษา รมว.การอุดมศึกษาฯ นายสุวิทย์ พันธ์เสงี่ยม รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ผศ.ดร.หิรัญ ประสารการ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต  ผศ.ดร.รวิน ระวิวงศ์ ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) นางสาวปัทมา แจ้งใจ ผู้จัดการโครงการโรงพยาบาลการแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  ดร.พรสรรค์ โรจนพานิช รองผู้อํานวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) รศ.ดร.พงศ์พันธ์ แก้วตาทิพย์ ผู้อำนวยการหน่วยภารกิจยุทธศาสตร์ อววน. การพัฒนาเศรษฐกิจไทย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)  ผู้บริหาร คณาจารย์ นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ผู้ประกอบการ และสื่อมวลชน ให้การต้อนรับ ซึ่งจากสถานการณ์แนวโน้มและการเปลี่ยนแปลงสําคัญของโลก ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการอุดมศึกษาและการพัฒนากําลังคน ทั้งเรื่องรูปแบบวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปเป็นแบบหลายช่วง (Multistage Life) การเปลี่ยนโครงสร้างประชากรซึ่งประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super Aged Society) รวมถึงแนวโน้มความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ก้าวเข้าสู่สังคมดิจิทัล ก่อให้เกิดกระบวนทัศน์ทางการศึกษาและการจ้างงานในรูปแบบใหม่ สู่กลุ่มผู้เรียนบบ Non-age group บทบาทการอุดมศึกษาในการขับเคลื่อนเป้าหมายประเทศจึงจำเป็นต้องมีการกําหนดยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาอุดมศึกษาออกเป็น 3 ด้าน ประกอบด้วย 1.พัฒนาศักยภาพคน (Capacity Building) 2.ส่งเสริมระบบนิเวศวิจัยอุดมศึกษา (Research Ecosystem Building) และ 3.จัดระบบอุดมศึกษาใหม่ (Higher Education Transformation) 

นายศุภชัย กล่าวต่อว่า มุ่งเน้นนโยบายหลัก (Flagship Policies) ที่ครอบคลุม 3 มิติ ประกอบด้วย 1.ด้านการจัดการศึกษา มุ่งเน้นการผลิตกําลังคนตามความต้องการของประเทศ 2.ด้านการวิจัย สร้างนวัตกรรม และบริการวิชาการ โดยกลไกการส่งเสริมความร่วมมือในการวิจัยและบริการวิชาการ การนําผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์และสร้างผู้ประกอบการใหม่ การเคลื่อนย้ายแลกเปลี่ยนบุคลากร และการดึงดูดบบุคลากรความสามารถสูงจากต่างประเทศมาร่วมดําเนินการวิจัยและนวัตกรรมตามความต้องการของประเทศ และ  3.ด้านการบริหารจัดการ มุ่งเน้นให้เกิดธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา การยกระดับคุณวุฒิและตําแหน่งวิขาการอาจารย์ Digital Transformation และการปฏิรูประบบการเงินให้เกิดประสิทธิภาพและความคุ้มค่า นอกจากนี้ จําเป็นต้องมีกฎหมายและเครื่องมือสนับสนุนในการขับเคลื่อนการอุดมศึกษาให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาประเทศ

ผู้ช่วยรมว.อว. กล่าวด้วยว่า หัวใจของกระทรวง อว. ในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคต คือการเตรียมคนไทยให้พร้อมกับศตวรรษที่ 21 และการใช้องค์ความรู้วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบให้กับประเทศ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชน ภายใต้แนวคิดว่ามหาวิทยาลัยและหน่วยงานวิจัยต้องไม่ใช่แค่ ‘แหล่งสอนหนังสือ’ แต่ต้องเป็นศูนย์กลางของการแก้ปัญหาและสร้างโอกาสใหม่ให้กับชุมชน และเพื่อให้ทุกอย่างเกิดขึ้นจริง กระทรวง อว. จึงมุ่งเน้นการปฏิรูป 3 ด้าน คือ ระบบบริหาร กฎหมาย และงบประมาณ เพื่อให้สถาบันในพื้นที่มีอิสระในการคิด แต่มีความรับผิดชอบในการลงมือทํา 

“นี่คือ Transformation Code ที่จะพาเราสู่ Thailand 5.0 อย่างแท้จริง นอกจากนี้ กระทรวง  อว. ได้มีการผลักดันในเรื่อง ‘University Holding Company’ หรือ ‘บริษัทโฮลดิ้งของมหาวิทยาลัย’ ซึ่งถือเป็นโครงสร้างใหม่ในการบริหารจัดการธุรกิจนวัตกรรม จากงานวิจัยและองค์ความรู้ของมหาวิทยาลัย” โดยมีเป้าหมายให้เป็นสะพานนวัตกรรมที่ต่อยอดองค์ความรู้ของมหาวิทยาลัยสู่เศรษฐกิจจริง กระทรวง อว. มุ่งเน้นให้มหาวิทยาลัยไม่ได้อยู่เพียงในรั้ว แต่ ‘ลงไปอยู่ในใจของชุมชน’ ให้ได้จริง เป็นพื้นที่ที่สร้างนวัตกรรมที่ใช้ได้จริง เปิดกว้างสําหรับทุกวัย และเป็นระบบการศึกษาที่เปิดให้คนเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต” นายศุภชัย กล่าว

สมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนเตรียมทหาร จัดพิธีปั้มเหรียญรัชกาลที่ 5

สมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนเตรียมทหาร จัดพิธีปั้มเหรียญรัชกาลที่ 5

สมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนเตรียมทหาร จัดพิธีปั้มเหรียญรัชกาลที่ 5

วันเสาร์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.37 น.

สมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนเตรียมทหาร จัดพิธีปั้มเหรียญนำฤกษ์เหรียญที่ระลึก เหรียญรัชกาลที่ 5 ประจำปีพุทธศักราช 2568

วันที่ 3 พฤษ ภาคม 2568 มีรายงานว่า เมื่อวันเสาร์ที่ 26 เม.ย. 68 เวลา 10.49 น.ณ  โรงงานปั๊มเหรียญพุทธสำเร็จ คลองพระอุดม อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานีพระครูสุวรรณโชติวุฒิ (หลวงพ่อตี๋) วัดหูช้าง จ.นนทบุรี เป็นประธานสงฆ์พิธีปั๊มเหรียญนำฤกษ์ “เหรียญพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5)”

มี พล.ต.ต. สุรเชษฐ์ บัณฑิตย์ นายกสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนเตรียมทหาร และ ดร.โสภิต พิสิษฐบรรณกร ประธานที่ปรึกษาสมาคมฯ พร้อมด้วยคณะ ร่วมในพิธีจัดสร้างขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อมอบให้แด่ผู้ที่มีจิตศรัทธาและร่วมบริจาคเพื่อสนับสนุนกิจการของสมาคมฯ ซึ่งมีภารกิจในการให้การสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ของนักเรียนเตรียมทหาร และโรงเรียนเตรียมทหาร ซึ่งดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง และจะครบรอบปีที่ 33ในวันที่ 8 พ.ค. 68

หลังจากนี้จะนำเหรียญไปทำพิธีที่สำคัญอีก 2 วาระ

วาระที่ 1 พิธีเจริญเมตตาภาวนา ในวันพุธที่ 21 พ.ค.68 เวลา 17.15 น. ณ พระอุโบสถวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร กรุงเทพมหานคร  มีท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี (ธงชัย ธมฺมธโช) เป็นประธานในพิธีฯ

วาระที่ 2 พิธีพุทธาภิเษกในวันพฤหัสบดีที่ 5 มิ.ย.68 เวลา 14.00 น. ณ ที่พักสงฆ์ธรรมอุทยาน “หลวงปู่ศิลา สิริจันโท ป. (เปรียญ) (ธ.)” อ.เมืองกาฬสินธุ์ มีพระเกจิ และพระเถราจารย์ภาคอีสานเข้าร่วมพิธีฯ ดังนี้

1. พระราชวัชรธรรมโสภณ (หลวงปู่ศิลา สิริจันโท) วัดพระธาตุหมื่นหิน จ.กาฬสินธุ์ เป็นประธานในพิธีฯ

2.พระราชวชิรปัญญาภรณ์ (พระอาจารย์สุริยันต์ โฆสปญโญ) วัดพุทธวนาราม (วัดป่าวังน้ำเย็น) จ.มหาสารคาม

3. พระราชวัชราวิทยาคม (พระอาจารย์ต้อม) วัดท่าสะแบง จ.ร้อยเอ็ด

4. พระครูโสภณวินัยวัฒน์ (หลวงปู่เวิน คุเณสโก) วัดบูรพาโคกเครือ จ.กาฬสินธุ์

สำหรับผู้ที่สนใจร่วมบริจาคเพื่อสนับสนุนกิจการของสมาคมฯ จะเปิดรับบริจาคผ่านระบบออนไลน์ ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 2 พ.ค. 2568 
 
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ผ่านช่องทาง เฟซบุ๊คเพจ “สมาคมผู้ปกครองและครู โรงเรียนเตรียมทหาร”

สั่งจองออนไลน์ผ่านลิงค์ https://forms.gle/uQiK4qcqFgu1CUHL8
 

โจรใต้สุดเหิม! ลอบวางบึ้ม 2 ลูก รับ ‘ซาบีดา’ เป็นประธานเปิดงาน

โจรใต้สุดเหิม! ลอบวางบึ้ม 2 ลูก รับ 'ซาบีดา' เป็นประธานเปิดงาน

โจรใต้สุดเหิม! ลอบวางบึ้ม 2 ลูก รับ ‘ซาบีดา’ เป็นประธานเปิดงาน

วันเสาร์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 17.57 น.

โจรใต้สุดเหิม! คนร้ายสุดเหิมลอบวางบึ้ม 2 ลูก รับ ‘ซาบีดา’ ลงพื้นที่เปิดงานมหกรรมตาดีกาที่รือเสาะ จ.นราธิวาส

รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 3 พ.ค. 68 ได้เกิดระเบิดขึ้นบริเวณชายป่าสวนผลไม้ของชาวบ้าน ห่างจากด้านหลังเต็นท์จำหน่ายสินค้าใน งานมหกรรมตาดีกา สัมพันธ์เทศบาลตำบลรือเสาะ โดยมี น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย เดินทางมาเป็นประธานในพิธีเปิดงาน ซึ่งจัดขึ้นที่มัสยิดอัลฮีดายะห์ บ้านบือแนยามู ม.2 ต.รือเสาะออก อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส ประมาณ 40 เมตร ส่งผลทำให้ชาวบ้าน ที่เดินทางมาร่วมงาน ต่างพากันวิ่งหนีกันอย่างชุนละมุน

หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ได้นำแผงเหล็กมาปิดกั้นการจราจร และมาวางไว้ที่บริเวณจุดเกิดเหตุระเบิด เพื่อรอให้ น.ส.ซาบีดา เปิดงานและร่วมกิจกรรมจนแล้วเสร็จ จึงเข้าตรวจสอบ และพบระเบิดแสวงเครื่องอีก 1 ลูก ซุกซ่อนอยู่ละแวกเดียวกัน ห่างจากจุดระเบิดประมาณ 10 เมตร

เจ้าหน้าที่จึงได้กันผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องออกห่าง ก่อนจะใช้เครื่องแรงดันน้ำพลังสูงในการยิงทำลาย เมื่อตรวจสอบระเบิดทั้ง 2 ลูก พบว่า เป็นระเบิดแสวงเครื่องที่บรรจุอยู่ในท่อเหล็กทรงกลม หนัก 1 ถึง 2 ก.ก. จุดชนวนด้วยระบบแบบเหยียบ เจ้าหน้าที่จึงได้เก็บรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน