‘ป.ป.ช.’จัดใหญ่‘ผลลัพธ์ทุจริตลิขิตชะตากรรม’ ภายใต้ภาพยนตร์ชื่อ‘ทัณฑกาล’

‘ป.ป.ช.’จัดใหญ่‘ผลลัพธ์ทุจริตลิขิตชะตากรรม’ ภายใต้ภาพยนตร์ชื่อ‘ทัณฑกาล’

‘ป.ป.ช.’จัดใหญ่‘ผลลัพธ์ทุจริตลิขิตชะตากรรม’ ภายใต้ภาพยนตร์ชื่อ‘ทัณฑกาล’

วันเสาร์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 17.23 น.

‘คณะกรรมการป้องกันปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ’ปลุกจิตสำนึกผลกระทบการทุจริตคอร์รัปชัน จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ฉายภาพยนตร์เรื่อง‘ทัณฑกาล’ โครงการผลลัพธ์ทุจริตลิขิตชะตากรรม หวังกระตุ้น และสร้างการรับรู้ผลกระทบการทุจริตในรูปแบบหนังสั้น

3 พฤษภาคม 2568 นายศรชัย  ชูวิเชียร รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เปิดเผยว่า ปัจจุบันปัญหาการคอร์รัปชั่น การทุจริต ถือได้ว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นในประเทศต่างๆทั่วโลก ไม่ว่า จะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วหรือประเทศที่ด้อยพัฒนา และกลายมาเป็นปัญหาที่มี ความสําคัญที่สุดปัญหาหนึ่งของหลายประเทศ ไม่มีทีท่าว่าจะหมดไป อีกทั้งยังทวีความรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าหลายประเทศได้ก้าวเข้าสู่ความทันสมัย มีระบบการ บริหารราชการสมัยใหม่มีการรณณรงค์จากองค์กรของรัฐหรือองค์กรอิสระต่างๆ ที่ต่างเห็นพ้องกันว่าการคอร์รัปชั่นและการการทุจริตเป็นปัญหาที่ นําไปสู่ความยากจน และเป็นอุปสรรคที่ขัดขวางการพัฒนาอย่างแท้จริง สําหรับประเทศไทยนั้น เป็นที่ทราบกันทั่วไปว่าปัญหาเรื่องการคอร์รัปชั่นเป็นปัญหา สําคัญลําดับต้นๆ ที่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศเป็นอย่างมาก ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นมาช้า นานจนฝังรากลึกและพบเกือบทุกกลุ่มอาชีพในสังคมไทย การจัดโครงการ”ผลลัพธ์ทุจริตลิขิตชะตากรรม”  เป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ร่วมกันจัดขึ้นเพื่อร่วมกระตุ้น ปลุกจิตสำนึกให้ ประชาชน คนรุ่นใหม่ กลุ่มคนรากหญ้า ให้ตระหนักถึงผลกระทบของการทุจริตคอร์รัปชั่นถ่ายทอดผ่านภาพยนตร์

นายพิพัฒน์ พึ่งพาพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กรสำนักงาน ป.ป.ช. (คณะกรรมการป้องกันปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ฉายภาพยนตร์เรื่อง “ทัณฑกาล” โครงการผลลัพธ์ทุจริตลิขิตชะตากรรม โดย บริษัท ทรีสตูดิโอ จำกัด มีวัตถุประสงค์เผยแพร่ผลงานปราบปรามและดำเนินคดีทุจริตปี 67 ของ ป.ป.ช. ที่มีมติชี้มูลความผิด โดยได้เลือกในบางคดีมาสร้างภาพยนตร์เพื่อบอกเล่าผลกระทบการทุจริตคอร์รัปชันซึ่งได้รับทุนสนับสนุนการทำกิจกรรมจาก กองทุน ป.ป.ช. ปี 68

ในชื่อ “ทัณฑกาล” ผ่านการบอกเล่าของ เปลว ศิริสุวรรณ, รักศักดิ์ จันทร์พิสุ, บุญส่ง นาคภู่, ศักดิ์ชาย ดีนาน,    เชิดศักดิ์ ประทุมศรีสาคร และ กฤษณะ จิตรเนาวรัตน์ ผ่าน 5 เรื่องราว นำทีมนักแสดงโดย ทวีฤทธิ์ จุลละทรัพย์ ,พรรณรายณ์ ศันสนะพิทยากร ,วาเนสซ่า บีเวอร์ ,บุญส่ง นาคภู่ ,วัฒนชัย ตรีเดชาคุณ และ ปราโมทช์ เทียนชัยเกิดศิลป์

“ในวันนี้ได้มีการมอบป้ายสนับสนุนการเผยแพร่ภาพยนตร์ให้กับตัวแทนกลุ่มฉายภาพยนตร์กลางแปลงเพื่อกระจายการฉาย,สนับสนุนการเผยแพร่ผ่าน Mono Max เพื่อฉายในระบบ Streaming และอีกหนึ่งการสนับสนุนเผยแพร่โดยรับชมในระบบรถโดยสารของ บริษัท นครชัยแอร์ อีกทั้งยังมอบสิทธิ์ภาพยนตร์เพื่อเก็บรักษาไว้กับหอภาพยนตร์(องค์การมหาชน)  หลังจัดฉายรอบสื่อมวลชนยังสามารถรับชมได้ฟรีในระบบโซเชียลเน็คเวิร์คผ่านแอพพิเคชั่น Facebook , Youtube ,  TikTok  การดำเนินการปราบปรามการทุจริตคอรัปชันมีกันมาอย่างยาวนานแต่การทำงานของ ป.ป.ช. เพียงลำพังไม่สามารถปราบปรามทุจริตให้หมดสิ้นไปได้ถ้าขาดการสนับสนุนของภาคประชาชน การร่วมมือภาคประชาชนจะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเครือข่ายพันธมิตรต่อต้านคอร์รัปชันอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อหวังผลให้การทุจริตลดลงได้ในอนาคต” นายพิพัฒน์ กล่าว

จับตา 5 ประเด็น! ‘ศาลฎีกา’ทำความจริงให้ปรากฏ ปม‘ทักษิณ’ป่วยทิพย์ ส่อเลี่ยงติดคุก

จับตา 5 ประเด็น! ‘ศาลฎีกา’ทำความจริงให้ปรากฏ ปม‘ทักษิณ’ป่วยทิพย์ ส่อเลี่ยงติดคุก

จับตา 5 ประเด็น! ‘ศาลฎีกา’ทำความจริงให้ปรากฏ ปม‘ทักษิณ’ป่วยทิพย์ ส่อเลี่ยงติดคุก

วันเสาร์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.28 น.

จับตา 5 ประเด็น! ‘ศาลฎีกา’ทำความจริงให้ปรากฏ ปม‘ทักษิณ’ป่วยทิพย์ ส่อเลี่ยงติดคุก

3 พฤษภาคม 2568 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์คลิป พร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” เรื่อง “ศาลฎีกา ทำความจริงให้ปรากฎ” ระบุว่า…

ศาลฎีกา ทำความจริงให้ปรากฎ

กรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้รับไต่สวนคดีชั้น 14 ของนายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งศาลฎีกาได้ให้ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ แพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ ชี้แจงข้อเท็จจริงส่งให้ศาลฎีกา ภายใน 30 วัน และนัดไต่สวนวันที่ 13 มิถุนายน 2568

ส่วนตัวเชื่อว่าเจตนาของศาลฎีกาต้องการทำความจริงให้ปรากฏว่า นายทักษิณได้ปฏิบัติตามหมายศาลที่มีคำสั่งให้จำคุกจริงหรือไม่ ไม่ได้เกี่ยวกับพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 มาตรา 55 เพื่อให้เรื่องข้อเท็จจริงเรื่องนี้ปรากฏชัด นอกจากศาลฎีกาจะเรียกไต่สวน ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ แพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจแล้ว เพื่อให้หลักฐานได้ครบถ้วนสมบูรณ์ว่า นายทักษิณได้ติดคุกจริงหรือไม่ก็ น่าจะมีอยู่ 5 ประเด็น ที่ศาลฎีกาน่าจะเรียกไปซักถามข้อเท็จจริงด้วยคือ

1.นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีและรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในขณะนั้น ได้ออกมายืนยันว่านายทักษิณได้เข้าเรือนจำแล้ว เข้าไปอยู่ในห้องขังที่มีลูกกรงเหล็ก และได้ถ่ายรูปทำบัตรนักโทษ ถ้าหากว่าข้อมูลที่นายวิษณุออกมายืนยันเป็นเรื่องจริง ก็ต้องถามหาหลักฐานว่า การถ่ายรูป ทำประวัตินักโทษต้องเอามาแสดงด้วย

2.เอกสารทางการแพทย์ที่วินิจฉัยว่านายทักษิณป่วยวิกฤต จำเป็นต้องรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจในทันที โดยไม่ต้องรักษาเบื้องต้นที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์  ต้องดูว่าแพทย์คนใดเป็นคนเซ็น เป็นคนวินิจฉัย ต้องขอหลักฐานด้วย

3.ระหว่างที่รักษาตัวที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ จะต้องมีบันทึกอาการป่วยการให้ยา การดูแลรักษา เป็นความเห็นของแพทย์ หรือที่เรียกว่าเวชระเบียน จะต้องมาดูว่ามีจริงหรือไม่ เพราะเวชระเบียนจะอธิบาย บันทึกเป็นหลักฐานยืนยันได้ว่านายทักษิณป่วยจริงหรือไม่

4.ระหว่างรักษาตัวอยู่ที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งตามพรบ.ราชทัณฑ์ ถือว่าเป็นสถานที่คุมขัง ต้องมีผู้คุมไปดูแลควบคุมอย่างน้อย2คน ต้องมีบันทึกเหตุการณ์ประจำวัน ถ่ายรูปนักโทษรายงานผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพทุกวัน ต้องมีผู้บริหารไปตรวจและลงบันทึกในสมุดสีน้ำเงินเล่มใหญ่ ต้องเรียกมาดูว่าได้มีบันทึกในสมุดสีน้ำเงินเล่มใหญ่ครบถ้วนหรือไม่

5.มีพยานบุคคลที่เรียกได้ว่าเป็นประจักษ์พยาน อย่างน้อย3คน ที่ศาลควรจะเรียกไปให้ปากคำหรือให้ถ้อยคำ คือพลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส พลตำรวจเอกสุรเชษฐ หักพาล นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ซึ่งทั้ง3คนได้เข้าเยี่ยมและยืนยันว่านายทักษิณไม่ได้ป่วย มีการพูดคุยกันเป็นปกติ  และนางสาวแพทองธารได้บอกกับผู้สื่อข่าวว่า นายทักษิณอยู่ระหว่างการพักฟื้น  ซึ่งถ้ากำลังพักฟื้น ก็ต้องกลับไปพักฟื้นรักษาตัวที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ ไม่ใช่ที่โรงพยาบาลตำรวจ

ผมเชื่อว่าถ้าศาลฎีกาได้สอบสวนไต่สวนจนครบทุกประเด็น จะทำให้ความจริงปรากฏว่า นายทักษิณไม่ได้ป่วยจริง มีพฤติกรรมหลีกเลี่ยงการถูกจองจำ หรือถูกคุมขังในเรือนจำ เพราะฉะนั้นเพื่อให้เป็นไปตามหมายศาลที่สั่งจำคุก ศาลต้องออกหมายศาลใหม่ เพื่อนำตัวนายทักษิณไปจำคุกจริงอีกครั้ง

ขอแม่ยกสบายใจได้!’โฆษก รทสช.’ยัน’พีระพันธุ์’ไม่เกี่ยวข้องปมถุงยังชีพ มองถูกดิสเครดิต

ขอแม่ยกสบายใจได้!'โฆษก รทสช.'ยัน'พีระพันธุ์'ไม่เกี่ยวข้องปมถุงยังชีพ มองถูกดิสเครดิต

ขอแม่ยกสบายใจได้!’โฆษก รทสช.’ยัน’พีระพันธุ์’ไม่เกี่ยวข้องปมถุงยังชีพ มองถูกดิสเครดิต

วันเสาร์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.06 น.

‘โฆษก รทสช.’ป้อง’พีระพันธุ์’ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องปมถุงยังชีพ ยํ้าเจ้าตัวพร้อมไปแจงด้วยหลักฐาน มองถูกดิสเครดิต หลังสู้เรื่องค่าไฟ ปัดเป็นเหตุทําพรรคแตก ยัน สส.ยังไม่ทิ้ง

เมื่อวันที่ 3 พ.ค.2568 นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี ในฐานะโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะหัวหน้าพรรค รทสช. ถูกยื่นตรวจสอบการถือหุ้นในบริษัทเอกชน รวมถึงถูกโยงกับกระแสข่าวที่คณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กําลังไต่สวนคดีถุงยังชีพ จะกระทบต่อพรรคหรือไม่ ว่า นายพีระพันธุ์ชี้แจงได้หมดอยู่แล้ว ทั้งเรื่องการถือหุ้น และเรื่องที่ถูกร้องเรียนใน ป.ป.ช. ซึ่งในข้อเท็จจริงไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง นายพีระพันธุ์ พร้อมชี้แจงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อถึงเวลาแน่นอน ท่านมั่นใจว่าไม่ได้กระทำความผิด ขอให้ผู้สนับสนุนพรรคสบายใจได้

นายอัครเดช กล่าวว่า กรณีถุงยังชีพ ยืนยันว่านายพีระพันธุ์ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งทางเจตนา และการเตรียมการ ซึ่งท่านพร้อมชี้แจงด้วยเหตุผล และเอกสารหลักฐานต่างๆ ยํ้าว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง

ผู้สื่อข่าวถามว่า มองว่าเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมืองหรือไม่ นายอัครเดช กล่าวว่า ตนตั้งข้อสังเกตว่าช่วงนี้ ทั้ง IO หรืออะไรหลายอย่าง เข้ามาดิสเครดิตนายพีระพันธุ์ เพราะท่านตั้งใจทำงานให้กับประชาชน จึงเป็นไปได้ที่ต้องมีแรงเสียดทานกับผู้ที่เห็นต่าง อย่างเช่นการลดค่าไฟ ก็ต้องไปต่อสู้กับหลายส่วน จนเกิดแรงเสียดทานหรือข้อกล่าวหาต่างๆ ด้วยหรือไม่ มองว่าอาจมีความเชื่อมโยงกัน

เมื่อถามว่า เรื่องคดีจะเป็นจุดที่ทำให้พรรคแตกหรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้เคยมีกระแสข่าวว่า สส.เตรียมทิ้งนายพีระพันธุ์ นายอัครเดช กล่าวว่า ณ เวลานี้พรรคยังมั่นคง ขอให้สบายใจได้ นายพีระพันธุ์ และนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.อุตสาหกรรม ในฐานะเลขาธิการพรรค รทสช. ยังสามารถบริหารพรรคได้ และ สส.ของพรรคส่วนใหญ่เกือบทั้งหมด ก็ชัดเจนแน่นอนว่าจะเดินไปพร้อมกับหัวหน้า และเลขาธิการพรรค เพื่อทำงานให้กับประชาชน เราต้องยึดผลประโยชน์ของประชาชน แม้จะมีแรงเสียดทาน เราก็ต้องอดทน และยืนหยัดให้ได้ 

“มั่นใจว่า สส.ส่วนใหญ่ยังยืนหยัดกับพรรค และพรรคก็ไม่ได้แตกอย่างที่เป็นข่าวแน่นอน” นายอัครเดช กล่าว

‘สว.สงขลา’ชี้’BRN’ปลิดชีพไทยพุทธ เป็นการตอบโต้ หลังจับกุมผู้ก่อเหตุกว่า 10 คน

'สว.สงขลา'ชี้'BRN'ปลิดชีพไทยพุทธ เป็นการตอบโต้ หลังจับกุมผู้ก่อเหตุกว่า 10 คน

‘สว.สงขลา’ชี้’BRN’ปลิดชีพไทยพุทธ เป็นการตอบโต้ หลังจับกุมผู้ก่อเหตุกว่า 10 คน

วันเสาร์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.43 น.

ห่วงคนไทยพุทธ หวังถูกองกำลังบีอาร์เอ็นปลิดชีพ 4 ราย บาดเจ็บอีก 3 ในวันเดียว  ชี้เป็นการตอบโต้ หลัง กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า จับกุม ผู้ก่อเหตุ กว่า 10 คน

วันที่ 3 พฤษภาคม 2568 นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสงขลา กล่าวถึงสถานการณ์ความรุนแรงใน จังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อกรณีที่ กองกำลังติดอาวุธ ขบวนการแบ่งแยกดินแดนบีอาร์เอ็นได้ ยิงหญิงชรา ที่ตาพิการ เสียชีวิต และ หลานชายได้รับบาดเจ็บสาหัส ที่ ต.ช้างเผือก อ.จะแนะ และการ กราดยิงชาวบ้านที่ ต.โฆษิต อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ทำให้มี 3 คน มีทั้งคนแก่ และเด็ก 9 ขวบ และมีผู้บาดเจ็บอีก 2 คน ซึ่งทั้งหมดเป็นคนไทยพุทธ ที่กลายเป็นเป้าหมายของ กองกำลังติดอาวุธ ในพื้นที่ ซึ่งก่อนหน้านี้ มีการ กราดยิงชาวไทยพุทธในสวนปาล์มที่ ต.สุไหงปาดี และกราดยิงไทยพุทธ ที่ ต.แว้ง อ.แว้ง จ.นราธิวาส ทำให้มีผู้บาดเจ็บ 7 คน และมีการยิงสามเณร มรณภาพ และพระเณรบาดเจ็บอีกหลายรูป

การก่อเหตุต่อคนไทยพุทธ มาจากการที่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ได้เปิดยุทธการในการ กวาดล้าง ปิดล้อม พื้นที่เป้าหมาย ของ กองกำลังติดอาวุธ และ แนวร่วม ของ บีอาร์เอ็น และจับกุมผู้ก่อเหตุได้จำนวน 10 กว่า คน จึงเป็นเหตุให้ แกนนำ บีอาร์เอ็น สั่งการให้ กองกำลังติดอาวุธ ออกมา ตอบโต้ เจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งการ ยิง และ วางระเบิด อาสารักษาดินแดน  ตชด. และ ทหาร รวมทั้ง ชาวไทยพุทธ ที่เป็นเป้าหมายอ่อนแอ ซึ่ง ขณะนี้ยังมี ชุมชนไทยพุทธ เป็นจำนวนไม่น้อย ที่อาจจะเป็น เป้าหมาย ของการเป็นเหยื่อสถานการณ์ จึงขอให้ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า  ยกระดับการ รักษาความปลอดภัยเพิ่มขึ้น รวมทั้งการแจ้งเตือน ให้ชุมชนไทยพุทธ ระวังป้องกันตนเอง และ ไม่เดินทาง ไปไหนมาไหนเพียงคนเดียว เพราะอาจจะเป็นอันตรายได้ โดยเฉพาะในเดือน พ.ค. นี้ อาจจะมีการก่อเหตุร้ายเพิ่มขึ้น จากองกำลังติดอาวุธที่เป็น เยาวชน รุ่นใหม่ ที่ได้รับการฝึกมาใหม่ตามหลักสูตร มินิ คอมมานโด เพราะทดสอบการปฏิบัติการ

และ เรียกร้องให้ เจ้าหน้าที่ ตำรวจ ทหาร ปกครอง สนธิกำลัง ในการ ปิดล้อม ตรวจค้น ติดตาม จับกุมผู้ก่อเหตุต่อไป อย่ายอมให้ บีอาร์เอ็น เอาผู้บริสุทธิ์ เป็นตัวประกัน เพื่อที่จะให้ เจ้าหน้าที่หยุด ปฏิบัติการ จับกุมผู้ก่อเหตุมาลงโทษ เพราะหาก เจ้าหน้าที่รัฐ ถูก ข่มขู่ โดยเอาผู้บริสุทธิ์ มาเป็นตัวประกัน เพื่อเปิดโอกาส ให้ บีอาร์เอ็น ก่อเหตุร้ายรายวัน และ หลังก่อเหตุ ไม่มีการจับกุมมาลงโทษ เท่ากับ เป็นการ ส่งเสริม ให้ บีอาร์เอ็น อยู่เหนือกฎหมาย ซึ่งไม่ใช่วิธีการในการ ดับไฟใต้ ที่ถูกต้อง รวมทั้งจะทำให้ พื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเป็น รัฐล้มเหลว เพราะไม่สามารถใช้ กฎหมาย กับคนที่ทำผิด ที่เข้าข่ายเป็น อังยี่ ซ่องโจร ก่อการร้าย ที่เป็นภัยต่อความมั่นคง

ในการ ปิดล้อม จับกุม ผู้ก่อเหตุ ในทุกพื้นที่ ขอให้ เจ้าหน้าที่ ตรวจสอบเป้าหมายให้ชัดเจน ต้องมีหลักฐานในการ ดำเนินการตามกฎหมาย และต้องมีแผนในการ รักษาความปลอดภัยให้กับ ผู้บริสุทธ์ เป้าหมายอ่อนแอ กลุ่ม เปราะบาง ทั้งที่เป็น พุทธ และ มุสลิม ในพื้นที่ รวมทั้งเรียกร้องให้ กระทรวงมหาดไทย สั่งการให้ฝ่ายปกครอง เพิ่มการปฏิบัติการ ดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชนให้มากกว่าที่ผ่านมา

‘รองนายกฯ ประเสริฐ’ ลงพื้นที่ ‘โคราช’ เตรียมแผนป้องกันภัยแล้ง-ฝนทิ้งช่วง-อุทกภัยล่วงหน้า

‘รองนายกฯ ประเสริฐ’ ลงพื้นที่ ‘โคราช’ เตรียมแผนป้องกันภัยแล้ง-ฝนทิ้งช่วง-อุทกภัยล่วงหน้า

‘รองนายกฯ ประเสริฐ’ ลงพื้นที่ ‘โคราช’ เตรียมแผนป้องกันภัยแล้ง-ฝนทิ้งช่วง-อุทกภัยล่วงหน้า

วันเสาร์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.15 น.

 ‘รองนายกฯ ประเสริฐ’ ลงพื้นที่ติดตามแก้ปัญหาน้ำ ‘โคราช’ สั่งเตรียมพร้อมแผนป้องกันภัยแล้ง-ฝนทิ้งช่วง-อุทกภัยล่วงหน้า พร้อมมอบ ‘กรมชลประทาน’ บริหารจัดการน้ำต้นทุน 4 อ่างเก็บน้ำหลัก ให้เพียงพอความต้องการประชาชน

วันที่ 3 พฤษภาคม 2568  นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ลงพื้นที่กำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในพื้นที่เขตตรวจราชการที่ 13 จังหวัดนครราชสีมา โดยในช่วงเช้าได้ติดตามสถานการณ์น้ำและปัญหาภัยแล้งของอำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบริเวณอ่างเก็บน้ำลำตะคอง จากนั้นในช่วงบ่าย เป็นประธานการประชุมเพื่อรับฟังรายงานความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ตามนโยบายที่สำคัญของรัฐบาล โดยมี นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา , ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และหัวหน้าส่วนราชการ เข้าร่วมประชุมที่ศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา

โดยนายประเสริฐ มอบนโยบายขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาต่างๆ ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมาให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ โดยให้ สทนช. ประสานจังหวัดนครราชสีมาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เตรียมแผนป้องกันสถานการณ์ไว้ล่วงหน้า โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่เสี่ยงหรือพื้นที่เปราะบางทั้งอุทกภัยและภัยแล้งจากฝนทิ้งช่วง และเมื่อเกิดเหตุต้องเร่งดำเนินการให้ความช่วยเหลือไม่ให้เกิดผลกระทบกับประชาชนหรือเกิดขึ้นน้อยที่สุด พร้อมมอบหมายกรมชลประทานให้บริหารจัดการน้ำต้นทุนของอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั้ง 4 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำลำตะคอง อ่างเก็บน้ำลำพระเพลิง อ่างเก็บน้ำมูลบน อ่างเก็บน้ำลำแซะ และวางแผนจัดสรรน้ำให้เพียงพอกับความต้องการ โดยให้ความสำคัญกับน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคเป็นลำดับแรก พร้อมให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตรดำเนินการปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนของอ่างเก็บน้ำในจังหวัดนครราชสีมา โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำลำตะคองที่เป็นแหล่งน้ำต้นทุนสำคัญของจังหวัด

นายประเสริฐ เน้นย้ำให้จังหวัดนครราชสีมา กรมชลประทาน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เร่งซ่อมแซมหรือปรับปรุงแหล่งน้ำที่อยู่ในความรับผิดชอบให้สามารถเก็บกักน้ำในช่วงฤดูฝนไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งได้ และเพื่อให้จังหวัดนครราชสีมามีแหล่งเก็บกักน้ำไว้ใช้ประโยชน์เพิ่มขึ้น ให้จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาข้อมูลและจัดทำแผนงาน/โครงการพัฒนาแหล่งน้ำที่มีความจำเป็น เพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาลต่อไป

ขณะที่ ดร.สุรสีห์ กล่าวว่า สทนช. ได้ติดตามสถานการณ์น้ำอ่างเก็บน้ำในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมาอย่างใกล้ชิด โดยภาพรวมพบว่า ปริมาตรน้ำปีนี้น้อยกว่าปี 2567 ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำในจังหวัดนครราชสีมาทั้งหมด 4,959 แห่ง มีปริมาตรน้ำรวม 429.40 ล้านลูกบาศก์เมตร (ล้าน ลบ.ม.) หรือคิดเป็น 32% ของความจุเก็บกัก (ข้อมูล ณ วันที่ 30 เมษายน 2568) โดยมีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 4 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำลำพระเพลิง มีปริมาตรน้ำ 65.63 ล้าน ลบ.ม. (42% ของความจุเก็บกัก) อ่างเก็บน้ำมูลบน มีปริมาตรน้ำ 52.77 ล้าน ลบ.ม. (37% ของความจุเก็บกัก) อ่างเก็บน้ำลำแซะ มีปริมาตรน้ำ 107.91 ล้าน ลบ.ม. (39% ของความจุเก็บกัก) และอ่างเก็บน้ำลำตะคอง แม้ว่าปัจจุบันจะมีปริมาตรน้ำเพียง 50.14 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 16% ของความจุเก็บกัก แต่ยังเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภคของประชาชนในพื้นที่

อย่างไรก็ตาม ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบริหารจัดการน้ำอย่างเข้มงวดและรณรงค์ให้ใช้น้ำอย่างประหยัดในทุกภาคส่วน โดยที่ผ่านมาหน่วยงานได้เร่งดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาด้านน้ำ โดยเฉพาะปัญหาภัยแล้งของจังหวัดนครราชสีมา ทั้งในระยะเร่งด่วนและระยะยาว ตามข้อสั่งการของรองนายกรัฐมนตรีเมื่อคราวลงพื้นที่ในเดือนพฤศจิกายน 2567 อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งจะเร่งดำเนินการตามข้อสั่งการในวันนี้อย่างเคร่งครัด เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฝนทิ้งช่วง รวมถึงป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากอุทกภัยตลอดช่วงฤดูฝนนี้

ประธาน สผผ.ย้ำทำงานเชิงรุก-ที่พึ่งประชาชน 5 ด้าน

ประธาน สผผ.ย้ำทำงานเชิงรุก-ที่พึ่งประชาชน 5 ด้าน

ประธาน สผผ.ย้ำทำงานเชิงรุก-ที่พึ่งประชาชน 5 ด้าน

วันเสาร์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.15 น.

สนง.ผู้ตรวจการแผ่นดิน  สถาปนาครบรอบ 25 ปี ‘สมศักดิ์ สุวรรณสุจริต’ประธาน สผผ.ย้ำทำงานเชิงรุกเป็นที่พึ่งของประชาชน 5 ด้าน

วันที่ 3 พฤษภาคม 2568  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเร็วๆนี้นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน(สผผ.)  นายทรงศัก สายเชื้อ ผู้ตรวจการแผ่นดิน พร้อมด้วย พ.ต.ท.กีรป กฤตธีรานนท์ เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะผู้บริหาร พร้อมด้วยหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ร่วมพิธีเปิดงานสัมมนาวิชาการ เนื่องในโอกาสครบรอบ 25 ปี สถาปนาสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน (สผผ.) เมื่อวันที่24-25 เมษายน 2568 ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวน ชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ  กรุงเทพฯ จัดการบรรยายพิเศษและเวทีเสวนาในหลากหลายประเด็น นำโดยประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ผู้ตรวจการแผ่นดิน และผู้ทรงคุณวุฒิ  พร้อมบริการปรึกษาข้อกฎหมายและรับเรื่องร้องเรียนภายในงาน

นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน  เผยถึงทิศทางขององค์กรผู้ตรวจการแผ่นดิน ว่าเป็นองค์กรหลักที่เดินหน้าพัฒนาประสิทธิภาพในการทำงานเชิงรุกที่มุ่งเน้นแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนหรือความไม่เป็นธรรมของประชาชนที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ เป็นองค์กรโปร่งใส เปิดเผยตรวจสอบได้ ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยจากประสบการณ์ 25 ปี นำมาสู่การกำหนดทิศทางต่อไปในการยกระดับการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะที่เป็นที่พึ่งของประชาชนใน 5 ด้านหลัก คือ

1.การเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานแก้ไขความเดือดร้อน ความไม่เป็นธรรม โดยเน้นความรวดเร็ว แก้ปัญหาเชิงรุกและเชิงระบบ  2.พัฒนาประสิทธิภาพงาน ปรับโครงสร้างองค์กรโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลพัฒนาการรับเรื่องร้องเรียนการแสวงหาข้อเท็จจริง การจัดทำครั้งวินิจฉัย และติดตามผล 3.สร้างเครือข่ายธรรมาภิบาล สนับสนุนหน่วยงานรัฐเป็นองค์กรธรรมาภิบาล ลดความไม่เป็นธรรม 4.ปรับตัวทันโลก เรียนรู้และตอบสนองต่อโลกาภิวัตน์  ประชาธิป ไตย ธรรมาภิบาล และสิทธิมนุษยชน 5. ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ร่วมกับหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องแก้ปัญหาความเดือดร้อน ความไม่เป็นธรรมของประชาชน

สำหรับกิจกรรมเนื่องในโอกาสครบรอบ 25 ปี เมื่อวันที่ 24 เมษายน ที่ผ่านมา จัดการบรรยาย หัวข้อ “25 ปี ผู้ตรวจการแผ่นดิน:ก้าวต่อไปในการเป็นที่พึ่งของประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนหรือความไม่เป็นธรรม” โดยประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน จากนั้นเป็นเวทีแสดงข้อคิดเห็นและเสนอแนะเกี่ยวกับบทบาท หน้าที่ และอำนาจ ของผู้ตรวจการแผ่นดิน จากผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ ศาสตราจารย์ ดร. สมคิด เลิศไพฑูรย์ ศาสตราจารย์ประจำภาควิชากฎหมายมหาชนและภาควิชานิติศึกษาทางสังคมประวัติศาสตร์และปรัชญาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรม ศาสตร์, ศาสตราจารย์ ดร. ศุภสวัสดิ์ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ศาสตราจารย์  ดร. อุดม รัฐอมฤต ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และ ดร. ปัญญา อุดชาชน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

พร้อมกันนี้ ในวันที่25เมษายน 2568 มีการบรรยายพิเศษ เรื่อง “ธรรมาภิบาลกับการดำเนินงานตามหน้าที่และอำนาจของผู้ตรวจการแผ่นดิน” และการเสวนา เรื่อง “ธรรมาภิบาลที่เข้มแข็ง : การแก้ไขความเดือดร้อนให้ประชา สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” จากผู้ทรงคุณวุฒิทั้งจากภาครัฐและภาคประชาสังคม และช่วงบ่าย เป็นเวทีสัมมนานาชาติในหัวข้อ “Fostering Fairness in Society : The Ombudsman’s Role in Achieving SDG16” ซึ่งผู้สนใจร่วมรับฟังการสัมมนาวิชาการ สามารถรับชมสดได้ที่ Facebook Live และ YouTube “สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน”

ทั้งนี้ ภายในงานสัมมนาทั้ง 2 วัน จัดให้มีบริการปรึกษาข้อกฎหมายและรับเรื่องร้องเรียน (ไม่เสียค่าใช้จ่าย) ตลอดงาน และโอกาสนี้ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินได้จัดทำหนังสือ “25 ปี ผู้ตรวจการแผ่นดิน : เส้นทางแห่งความเป็นธรรม” ซึ่งรวบรวมผลการดำเนินงานที่เป็นกรณีศึกษา 25 ปี 25 เรื่องร้องเรียนเด่น โดยทุกท่านสามารถค้นหาอ่านได้แล้วในรูปแบบ E-Book ทางหน้าเว็บไซต์ของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน www.ombudsman.go.th

หมดเวลาเงียบ! ​‘กัณวีร์’ประณามสังหารผู้บริสุทธิ์ จี้’BRN’รับผิดชอบ รัฐอย่าเมินสันติภาพ

หมดเวลาเงียบ! ​‘กัณวีร์’ประณามสังหารผู้บริสุทธิ์ จี้'BRN'รับผิดชอบ รัฐอย่าเมินสันติภาพ

หมดเวลาเงียบ! ​‘กัณวีร์’ประณามสังหารผู้บริสุทธิ์ จี้’BRN’รับผิดชอบ รัฐอย่าเมินสันติภาพ

วันเสาร์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.54 น.

วันที่ 3 พฤษภาคม 2568 จากกรณี คนร้ายกราดยิงชาวบ้านชาวไทยพุทธได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตที่บ้านพัก ในพื้นที่หมู่ 5 ต.โฆษิต อ.ตากใบ จ.นราธิวาส เบื้องต้นมีผู้เสียชีวิต 3  ราย 1 ในนั้น มีเด็กวัย 9 ขวบเสียชีวิตด้วย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย ส่วนอีกเคส เกิดขึ้นที่  ในพื้นที่ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส คนร้าย ใช้อาวุธปืนลอบยิงสองแม่ลูก เป็นเหตุให้ผู้เป็นแม่ที่พิการตาบอดทั้ง 2 ข้างเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ  ส่วนลูกชาย บาดเจ็บสาหัส  ถูกยิงบริเวณซี่โครงด้านขวา  สร้างความหดหู่ให้กับชาวบ้านเป็นอย่างมาก

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายกัณวีร์ สืบแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม โพสต์ข้อความ ระบุว่า การฆ่าผู้บริสุทธิ์แเล้วอ้างว่าเป็นการเรียกร้องสันติภาพ BRN กำลังทำลายการสร้างสันติภาพ อ้างว่าเป็นนักรบ แต่ฆ่าเด็ก ผู้พิการและคนชรา ทำให้วาทกรรมที่เค้าดูถูกเป็นจริง ความรุนแรงจะไม่นำมาซึ่งสันติภาพ คนในพื้นที่หวาดระแวงและกลัว มันจะไม่มีใครยอมรับคุณ

กัณวีร์ สืบแสง ยังโพสต์อีกว่า ถ้า BRN เป็นผู้ก่อเหตุร้ายที่เกิดขึ้นเวลานี้ ต้องออกมารับผิดชอบ หากเป็นพวกของตัวเอง ต้องเอาคนก่อเหตุออกมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพราะนี่ไม่ใช่การต่อสู้ที่จะนำมาซึ่งการเจรจาและสันติภาพ ขณะที่รัฐบาลต้องไม่นิ่งเฉยกับสันติภาพชายแดนใต้ หมดเวลาแล้วครับ ทั้งรัฐ ทั้งกลุ่มบีอาร์เอ็น

การฆ่าผู้บริสุทธิ์แเล้วอ้างว่าเพื่อเป็นการเรียกร้องสันติภาพ มันปลอมพอๆ กับการที่รัฐบาลแสร้งว่ามีเจตจำนงทางการเมืองในการแก้ไขปัญหาชายแดนใต้ โดยการใช้งบประมาณแผ่นดิน 20 กว่าปีเป็นเงิน 5 แสนกว่าล้านบาท

หากความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับประชาชนผู้บริสุทธิ์ในช่วงนี้ ไม่ว่าจะเป็นเหตุยิงอุสตาส วางระเบิดมีเด็กมุสลิมบาดเจ็บ กราดยิงพลเรือนไร้อาวุธ กราดยิงพระสงฆ์ จนสามเณรเสียชีวิต มาจนถึงการยิงคนพิการตาบอด เด็ก 9 ขวบ ต่างเป็นประชาชนผู้บริสุทธิ์ ถ้า BRN เป็นผู้ก่อเหตุ ก็ต้องแสดงความรับผิดชอบ เพราะคุณกำลังทำลายกระบวนการสร้างสันติภาพ 

คุณฆ่าเด็ก ผู้พิการและคนชรา ความรุนแรงจะไม่สามารถนำมาซึ่งสันติภาพได้ คุณกำลังทำให้วาทกรรมเป็นจริง คนในชุมชนเดือดร้อน หวาดกลัว ระแวงซึ่งกันและกัน ทำให้เข้าสู่ยุคมืดของจังหวัดชายแดนใต้

“รัฐไทยก็ทำให้มืด คู่เจรจาอย่าง BRN ก็ทำให้มืด แล้วประชาชนเจ้าของพื้นที่ที่ต้องอยู่กับปัญหาทุกวัน จะหาแสงสว่างของสันติภาพได้จากไหน สถานการณ์มันกลายเป็นอาชญกรรมสงครามเป็นที่เรียบร้อยแล้ว”

ผมขอประณามการใช้ความรุนแรงอย่างไร้มนุษยธรรมกับการก่อเหตุยิงเด็ก 9 ขวบ คนชรา และคนพิการ ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งกับครอบครัวผู้สูญเสีย ขอเรียกร้องให้หยุดก่อความรุนแรง วางอาวุธ มอบตัว แล้วเข้าสู่กระบวนการสันติภาพอย่างเร่งด่วนครับ เรามิอาจสูญเสียได้อีกแล้ว

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : โซเชียลรุมประณาม’กลุ่มป่วนใต้’ ยิงผู้บริสุทธิ์ ถามเขาทำผิดอะไร ถึงต้องเสียชีวิตแบบนี้?

‘เสธ.หิ’ ป้อง ‘พีระพันธุ์’ ผลงานเป็นที่ประจักษ์ ‘ลดค่าไฟ-ชนโครงสร้างพลังงาน’

'เสธ.หิ' ป้อง 'พีระพันธุ์' ผลงานเป็นที่ประจักษ์ 'ลดค่าไฟ-ชนโครงสร้างพลังงาน'

‘เสธ.หิ’ ป้อง ‘พีระพันธุ์’ ผลงานเป็นที่ประจักษ์ ‘ลดค่าไฟ-ชนโครงสร้างพลังงาน’

วันเสาร์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.27 น.

“เสธ.หิ” โพสต์ “พีระพันธุ์”ผลงานเป็นที่ประจักษ์” ชูงานชิ้นโบว์แดง “ฝ่าอุปสรรค ลดค่าไฟ-สร้างความมั่นคงพลังงาน” ไม่แปลกใจถูกโจมตี ทำลายชื่อเสียงจากผู้เสียประโยชน์ หวังเขี่ยพ้นตำแหน่ง ยันทำหน้าที่จนวินาทีสุดท้าย

วันที่ 3 พฤษภาคม 2568 นายหิมาลัย ผิวพรรณ ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีและรมว.พลังงาน ในฐานะผู้อำนวยการพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ในหัวข้อ “ผลงานเป็นที่ประจักษ์” พร้อมระบุว่า “ตั้งแต่ท่านพีระพันธ์ุ สาลีรัฐวิภาค มารับตำแหน่งรมว.พลังงาน สิ่งที่พยายามทำคือ การสร้างความมั่นคงทางพลังงานและพลังงานราคายุติธรรมเพื่อประชาชน การควบคุมราคาน้ำมัน พยายามปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน การปรับลดค่าไฟฟ้า ตรึงราคาแก๊ส ซึ่งมีปัญหาอุปสรรคมากมาย โดยเฉพาะการพยายามปรับลดค่าไฟฟ้าให้ต่ำกว่า 4 บาท เพื่อส่งเสริมการแข่งขันทางด้านอุตสาหกรรมกับต่างประเทศ ตลอดจนลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน การประกาศนโยบายด้านการปรับลดราคาพลังงาน

นายหิมาลัย กล่าวว่า ช่วงแรกๆ ก็มีเสียงต่อต้านว่ามันเป็นไปไม่ได้ โครงสร้างเดิมของราคาไฟฟ้า ถ้าจำไม่ผิดน่าจะขึ้นไปถึง 4.6-4.7 บาท เมื่อท่านตรึงค่าไฟฟ้าไว้ที่ 4.1 กว่าๆ ก็มีการวิพากษ์วิจารณ์ ว่าท่านจะทำให้ระบบโครงสร้างค่าไฟฟ้าเสียหาย จะตรึงได้แค่ระยะเวลาสั้น รัฐต้องเสียเงินชดเชยมากมาย แต่ในปัจจุบัน ท่านก็สามารถทำได้จริงโดยการใช้ระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพทำให้สามารถลดราคาค่าไฟฟ้าได้ตามนโยบาย และนี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี ที่ท่านสามารถ ทำให้มีการประกาศราคาค่าไฟฟ้า ลงไปต่ำกว่า 4.00 บาท 

นายหิมาลัย กล่าวว่า แน่นอนว่าค่าไฟฟ้าที่ลดลงไปนั้นจะทำให้ภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่มีต้นทุนที่ลดลง ธุรกิจการค้าของประชาชนทั่วไป เช่น ร้านค้ารายย่อย แผงลอย วินมอเตอร์ไซค์ฯลฯ ค่าไฟฟ้าที่ลดลงไป นั่นหมายถึงกำไรที่เพิ่มขึ้นหรือรายรับที่เพิ่มขึ้นเป็นการกระจายรายได้ ที่รวดเร็วและเข้าถึงประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าทุกคน  ท่านพีระพันธ์ุ ทราบดีว่านี่เป็นเพียงมาตรการชั่วคราว ซึ่งเมื่อท่านพ้นตำแหน่งไปแล้ว หากยังใช้โครงสร้างราคาพลังงาน ในระบบนี้อยู่ ราคาน้ำมัน ค่าไฟฟ้า ค่าแก๊ส ก็มีโอกาสที่จะขึ้นราคา เหมือนก่อนหน้านี้ ท่านจึงมีแนวความคิดในการปรับโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบ รวมทั้งระบบการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นธรรมมากขึ้น จึงได้มีความพยายามที่จะเสนอกฏหมาย เพื่อความมั่นคงของพลังงานและโครงสร้างราคาที่เป็นธรรมอย่างยั่งยืน

“จึงไม่น่าแปลกใจ ที่จะมีการโจมตี ทำลายภาพพจน์และชื่อเสียง ปล่อยข่าวลือต่างๆ เพื่อให้ท่านพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ก่อนที่กฎหมายต่างๆ ที่ท่านพยายามเสนอจะได้รับการบรรจุเข้าวาระของ ครม. ซึ่งถ้าหากกฎหมายพวกนี้ สามารถผ่านสภาฯ ออกมาบังคับใช้ได้ ก็จะทำให้ราคาน้ำมัน ไฟฟ้า ราคาแก๊ส มีความเป็นธรรมและมั่นคงมากขึ้น ท่านพีระพันธุ์พูดกับผมเสมอว่า ถ้าเราทำงานเพื่อประชาชนและประเทศชาติแล้ว หากมีปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นจากผู้เสียผลประโยชน์ เราก็ต้องยอมรับและพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับมัน ที่สำคัญที่สุดคือเรากล้าหาญที่จะทำตามหน้าที่หรือไม่ ครั้งหลังสุดนี้ มีการประกาศลดค่าไฟฟ้า ลงมาที่ราคา 3.98 บาท ซึ่งเกิดจากความพยายามของท่าน ที่ไม่ยอมแพ้ แม้มีอุปสรรคมากมาย สิ่งที่เกิดขึ้นเวลานี้ มีการออกข่าวโจมตีและด้อยค่าผลงานอย่างต่อเนื่อง”นายหิมาลัย กล่าว

นายหิมาลัย กล่าวด้วยว่า ขอขอบคุณทุกๆ กำลังใจที่กรุณามอบให้ท่านพีระพันธ์ุ  และพรรครวมไทยสร้างชาติเป็นอย่างสูง ขอให้ท่านทั้งหลายมั่นใจได้ว่า พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค และพรรครวมไทยสร้างชาติ จะทำหน้าที่เป็นนักรบพลังงานเพื่อพ่อแม่พี่น้องประชาชนจนวินาทีสุดท้าย

‘รมว.นฤมล’เผย จ้างแรงงานชลประทานปี 68 กระแสตอบรับดี ยอดทะลุกว่า 5 หมื่นคน

'รมว.นฤมล'เผย จ้างแรงงานชลประทานปี 68 กระแสตอบรับดี ยอดทะลุกว่า 5 หมื่นคน

‘รมว.นฤมล’เผย จ้างแรงงานชลประทานปี 68 กระแสตอบรับดี ยอดทะลุกว่า 5 หมื่นคน

วันเสาร์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.21 น.

“รมว.นฤมล”เผย จ้างแรงงานชลประทานปี 68 กระแสตอบรับดี ยอดทะลุกว่า 5 หมื่นคน สร้างรายได้ทดแทนให้เกษตรกร พร้อมเดินหน้าลุยต่อช่วงโค้งสุดท้าย

เมื่อเวลา 08.30 น.วันที่ 3 พฤษภาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหัวหน้าพรรคกล้าธรรม(กธ.)กล่าวถึงโครงการจ้างแรงงานชลประทาน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการตามนโยบายช่วยเหลือเกษตรกรทั่วประเทศให้มีรายได้เสริมด้วย ขณะที่เว้นว่างจากการทำเกษตร ด้วยการจ้างแรงงานในระบบชลประทาน ในปีงบประมาณ 2568 โดยในปีนี้มีเป้าหมายการจ้างแรงงาน 84,716 คน ระยะเวลา 12 เดือน ตั้งแต่ ตุลาคม 2567 – กันยายน 2568 

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า ปัจจุบันมีการจ้างแรงงานทั่วประเทศไปแล้ว 52,394 คน หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 61 ของแผนฯ โดยจังหวัดที่มีผลการจ้างแรงงานมากที่สุด 3 ลำดับ ได้แก่ จังหวัดอุบลราชธานี 3,889 คน จังหวัดสกลนคร 3,186 คน และจังหวัดเชียงใหม่ 2,663 คน ซึ่งเป็นการปฏิบัติงานด้านต่างๆ อาทิ งานซ่อมแซม บำรุงรักษา ขุดลอก ปรับปรุงงานชลประทาน โครงการส่งเสริมการดำเนินงานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ งานก่อสร้างแหล่งน้ำและระบบส่งน้ำเพื่อชุมชน แก้มลิง การจัดการคุณภาพน้ำ รวมทั้งโครงการป้องกันและบรรเทาภัยจากน้ำ

“กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมชลประทาน ยังคงเดินหน้ารับสมัครจ้างแรงงานอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2568 ซึ่งยังมีตำแหน่งว่างก่อนครบตามเป้า จึงขอเชิญชวนพี่น้องเกษตรกร รวมทั้งประชาชนทั่วไปเข้าร่วมโครงการฯ ดังกล่าว โดยสามารถติดต่อสอบถามหรือสมัครได้ที่โครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือทางสายด่วนกรมชลประทาน 1460”ศ.ดร.นฤมล กล่าว

โฆษก ทบ. ยันเอกสาร กอ.รมน. ไร้เนื้อหากล่าวหา ‘อนุทิน’ แอบอ้างสถาบันฯ

โฆษก ทบ. ยันเอกสาร กอ.รมน. ไร้เนื้อหากล่าวหา 'อนุทิน' แอบอ้างสถาบันฯ

โฆษก ทบ. ยันเอกสาร กอ.รมน. ไร้เนื้อหากล่าวหา ‘อนุทิน’ แอบอ้างสถาบันฯ

วันเสาร์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.04 น.

โฆษก ทบ.แจง เอกสาร กอ.รมน.กล่าวหา “อนุทิน” แอบอ้างสถาบันฯ ไม่เป็นความจริง เผยแค่ยกข้อมูลปมไม่สนับสนุน นายกฯ มีนโยบายแก้ม.112

วันที่ 3 พฤษภาคม 2568 พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึง รายละเอียดจากการที่ได้เข้าร่วมประชุม กับคณะ กรรมาธิการฯ เมื่อ วันที่ 1 พ.ค. ที่ผ่านมาว่า  ทาง กอ.รมน. ได้มีการยืนยันถึงการที่มีบางคนไปให้ข้อมูลเกี่ยวกับกรณีการมีชื่อของ นายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกฯและรมว.มหาดไทย ไปปรากฏอยู่ในรายงานข่าว ว่า   เป็นผู้ที่มีการแอบอ้างสถาบันฯ นั้น  ไม่เป็นความจริง 
      
กรณีเรื่องของเอกสารการรายงานข่าว ที่ได้จากการรายงานข่าวของสื่อมวลชน โดย สำนักการข่าว กอ.รมน. นั้น  พบว่ามีบางบุคคลแอบนำไปเผยแพร่ ตีความหมายแบบผิดๆไม่ครบถ้วน ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดความเข้าใจผิด ในตัวบุคคลและ องค์กรนั้นขอยืนยันว่าในเอกสารดังกล่าว ไม่ได้มีการระบุ ว่า นายอนุทิน เป็นบุคคลที่แอบอ้างสถาบันฯ แต่อย่างใด

โดยในข้อเท็จจริงในเอกสาร ที่มีระบุถึงนายอนุทิน นั้น มีเนื้อหาที่เป็นลักษณะเชิงบวกต่อสถาบันฯ กล่าวคือ ในรายงานได้กล่าวถึงสื่อมวลนำเสนอว่า 

นาย อนุทิน หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่าจะไม่สนับสนุนพรรคการเมืองหรือ สนับสนุนบุคคลที่มาดำรงตำแหน่งนายกฯ ที่มีนโยบายแก้ไข ม.112 ซึ่งให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อวันที่ เมื่อ 18 ส.ค.67 ซึ่งจากเนื้อหาตามข้างต้นนี้  จะไปตีความหมายว่าเป็นการแอบอ้างสถาบันได้อย่างไร  ขอผู้ที่มีข้อมูลไม่ครบถ้วน พยายามอย่านำไปประติดประต่อเชื่อมโยงข้อมูล  เพื่อให้เกิดความเข้าใจผิด ในตัวบุคคล และ องค์กร

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘อนุทิน’ซัดกลับเดือด‘อย่าดึงฟ้าต่ำ’ ทำชุ่ย กล่าวหาแอบอ้างสถาบัน เพื่อประโยชน์ทางการเมือง