‘กิตติรัตน์’จัดหนักซัดใคร! ชูคอรับรายได้สูงๆทุกเดือนไม่อายบ้างหรือ?

'กิตติรัตน์'จัดหนักซัดใคร! ชูคอรับรายได้สูงๆทุกเดือนไม่อายบ้างหรือ?

‘กิตติรัตน์’จัดหนักซัดใคร! ชูคอรับรายได้สูงๆทุกเดือนไม่อายบ้างหรือ?

วันศุกร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.07 น.

เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2568 นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า คนที่ยุ่งจนพังยับ ก็คือคนของพวกคุณเองมิใช่หรือ บาดแผลลึกที่ทิ้งไว้ข้ามทศวรรษ ก็ถูกแก้ไขโดยรัฐบาลของพรรคนี้ นอกจากไม่สำนึกบุญคุณ ยังใช้วาทกรรมป้ายสี…

กำไรของธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้นมหาศาล ในขณะที่ผู้ฝากเงินได้ดอกเบี้ยน้อยนิด และผู้กู้จ่ายดอกเบี้ยในอัตราที่สูงจนสะบักสะบอม หนี้เสียพุ่งทะยาน และที่กู้ไม่ได้จนต้องใช้เงินกู้นอกระบบเพื่อเอาชีวิตรอดแบบเลื่อนเวลาตาย… ชูคอรับรายได้สูงๆ ทุกเดือนไม่อายบ้างหรือครับ ?

‘ปารมี’ซัด‘ศธ.’ทำงานลวกๆ ปม‘ชุดลูดเสือ’ แนะออกประกาศเพิ่มเติมต้องสะเด็ดน้ำ อย่าครึ่งๆ กลางๆ

‘ปารมี’ซัด‘ศธ.’ทำงานลวกๆ ปม‘ชุดลูดเสือ’ แนะออกประกาศเพิ่มเติมต้องสะเด็ดน้ำ อย่าครึ่งๆ กลางๆ

‘ปารมี’ซัด‘ศธ.’ทำงานลวกๆ ปม‘ชุดลูดเสือ’ แนะออกประกาศเพิ่มเติมต้องสะเด็ดน้ำ อย่าครึ่งๆ กลางๆ

วันศุกร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.52 น.

‘ปารมี’ซัด‘ศธ.’ทำงานลวกๆ ไม่เตรียมการล่วงหน้าปัญหา‘ชุดลูดเสือ’ ผลักภาระให้‘โรงเรียน’ชี้ขาด แนะออกประกาศเพิ่มเติมต้องสะเด็ดน้ำ อย่าครึ่งๆ กลางๆ ติงปรับหลักสูตรไม่ใช่เรื่องเล่น ไร้เกิดประโยชน์

เมื่อวันที่ 2 พ.ค.2568 ที่รัฐสภา นายปารมี ไวจงเจริญ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์กรณีการแก้กฎกระทรวงเรื่องเครื่องแบบ และการแต่งกายชุดลูกเสือเนตรนารีของกระทรวงศึกษาธิการขณะนี้ ว่า ตนยึดตามหลักการส่วนตัว และของพรรคประชาชน ที่พรรคเราต้องการให้เครื่องแบบนักเรียนเป็นสิทธิสำคัญของตัวนักเรียนที่เขาเลือกเอง ซึ่งประเด็นนี้ตนยืนยันมาตลอดว่า อยากให้เครื่องแบบต่าง ๆ ยกเลิกบังคับ คือถ้าใครอยากจะใส่ก็ใส่ไป แต่ถ้าใครยังไม่อยากใส่ก็ปรับเปลี่ยนบ้าง แต่ทางกระทรวงศึกษาธิการทำประเด็นนี้ แบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ ไม่สะเด็ดน้ำ มีความคล้ายเรื่องการยกเลิกทรงผม เหมือนเป็นการโยนภาระไปให้ครูและโรงเรียน

นายปารมี กล่าวต่อว่า ตอนนี้กระทรวงศึกษา ออกประกาศไม่สะเด็ดน้ำอีกแล้วเหมือนไม่บังคับ แล้วให้อำนาจโรงเรียนกับครูเป็นการไปเพิ่มภาระให้เขา ซึ่งประกาศยกเลิกชุดลูกเสือก็มีกฎหมายเฉพาะ และมีประกาศของตัวเองในเรื่องเกี่ยวกับเครื่องแบบลูกเสือ เช่น การมีระเบียบให้ใส่ชุดลูกเสือแค่วันเปิดกอง และปิดกอง ซึ่งตนไม่เห็นกระทรวงศึกษาฯ พูดเรื่องนี้ พูดแค่ภาพกว้าง ๆ แต่สุดท้ายก็ต้องใส่ และซื้ออยู่ดี 

“จึงอยากให้กระทรวงศึกษาธิการออกประกาศเพิ่มเติม ให้สะเด็ดน้ำ ถ้าคุณจะยกเลิกแล้วเปลี่ยนเป็น เช่น ให้นักเรียนใส่แค่ผ้าพันคอ ก็พอแล้ว ดิฉันคิดว่าแบบนี้น่าจะชัดเจนกว่า และกรณีชุดลูกเสือดิฉันเห็นใจ และยืนยันตามหลักการของพรรค ด้วยว่าไม่อยากให้มีการบังคับ เพราะค่าใช้จ่ายชุดลูกเสือสูง จึงอยากให้กระทรวงศึกษาธิการทำเรื่องนี้อย่างชัดเจน ทำแบบนี้เหมือนไม่สะเด็ดน้ำทำครั้ง ๆ คราว ๆ ไปไม่ดีเลย” นายปารมี กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีที่ผู้ประกอบการได้รับผลกระทบจากเรื่องดังกล่าว นายปารมี กล่าวว่า ยืนยันว่าการดำเนินการทางนโยบาย ที่กระทบต่อสาธารณชนหรือนโยบายรัฐ ต้องทำล่วงหน้า เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่กระทรวงศึกษาธิการไม่ปราณีตอีกแล้ว จะเปิดเทอมในอีกไม่กี่วันแต่เพิ่งประกาศก่อนแค่ไม่กี่วัน ตนจึงเห็นใจผู้ประกอบการอยู่ส่วนหนึ่ง และขอย้อนกลับไปที่ผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ว่าทำไมไม่มีการประกาศล่วงหน้า ซึ่งควรจะประกาศล่วงหน้าเป็นในเทอม 2 หรือเทอม 1 ปีหน้า 

“เพราะฉะนั้นควรประกาศล่วงหน้าอย่างน้อย 6 เดือนก็ยังดี ดิฉันจึงไม่เห็นด้วยกับการดำเนินการที่ไม่ทำล่วงหน้า ที่แสดงถึงความไม่ปราณีตหรือรอบคอบ ลวก ๆ เหมือนนึกนโยบายอะไรขึ้นมา หรือโดนสังคมกดดันด้วยเรื่องอะไรอย่างช่วงนี้ปัญหาเศรษฐกิจ พ่อแม่พี่น้องก็ร้องระงมด้วยพิษเศรษฐกิจ อยู่ ๆ ก็ออกยกเลิกชุดลูกเสือ ไม่คำนึงถึงเรื่องต่าง ๆ ให้รอบด้าน” นายปารมี กล่าว

นายปารมี กล่าวด้วยว่า กรณีนี้เหมือนหลักสูตรใหม่ของปฐมวัย และนักเรียนประถมต้น ที่กระทรวงศึกษาจะนำร่องในโรงเรียนประมาณ 4,000 กว่าแห่ง และจะเลือกประมาณ 200 แห่งเพื่อวิจัยทดลองหลักสูตรปฐมวัยและนักเรียนประถมต้น ซึ่งหลักสูตรใหม่นี้จะใช้ในเทอม 1 ที่จะถึงนี้ ทางกระทรวงศึกษาและสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เพิ่งจะขับเคลื่อนหลักสูตรนี้ เมื่อประมาณปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา แต่พอดีเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว ซึ่งความจริงต้องมีการอบรมช่วงหลังสงกรานต์จึงเลื่อนออกมาเล็กน้อยเพิ่งจะมีการอบรมในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ซึ่งเรื่องหลักสูตรไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เป็นเรื่องใหญ่มาก ทั้งนี้ หลักสูตรเป็นสิ่งที่ต้องใช้ร่วมกันในโรงเรียน ต้องอบรมให้ครูที่นำไปใช้รู้ลึกรู้จริง และจัดการเรียนการสอน เรื่องนี้ต้องมีความปราณีต 

“ขอฝากไปยังกระทรวงศึกษาธิการ จะทำอะไรต้องมีความปราณีต และมีการวางแผนล่วงหน้า เรื่องนี้เรื่องใหญ่ เรื่องหลักสูตรที่เร่งอบรม แป๊บ ๆ เอาไปใช้ ดิฉันคิดว่าผลงานวิจัยไม่เกิดประโยชน์แม้ว่าตอนนี้ สพฐ. จะอ้างว่าเป็นแค่นำร่องเพื่อวิจัยก็ตาม แต่คล้ายกับกรณีชุดลูกเสืออยู่ๆ ก็ประกาศเลย ย้ำว่าไม่ทำการล่วงหน้าไม่ได้” นายปารมี กล่าว 

‘ธนกร’ฝากรัฐบาลไล่ตรวจแถวขรก.เข้ม หลัง จนท.รัฐถูกร้องมีเอี่ยวทุจริตหลายโครงการ

'ธนกร'ฝากรัฐบาลไล่ตรวจแถวขรก.เข้ม หลัง จนท.รัฐถูกร้องมีเอี่ยวทุจริตหลายโครงการ

‘ธนกร’ฝากรัฐบาลไล่ตรวจแถวขรก.เข้ม หลัง จนท.รัฐถูกร้องมีเอี่ยวทุจริตหลายโครงการ

วันศุกร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.24 น.

‘ธนกร’ฝากรัฐบาลไล่ตรวจแถวขรก. ทุกกระทรวงเข้ม หลัง จนท.รัฐถูกร้องมีเอี่ยวทุจริตหลายโครงการ ชี้คอรัปชันทุกรูปแบบทำประเทศพัง จี้จัดการขั้นเด็ดขาด รักษาความเชื่อมั่น

เมื่อวันที่ 30 เม.ย.2568 นายธนกร วังบุญคงชนะ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รองหัวหน้าพรรค และสส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ฝ่ายค้าน และมีผู้ร้องเรียน เรื่องการดำเนินโครงการของภาครัฐในหลายโครงการที่มีข้อมูลว่าอาจมีข้าราชการประจำ และข้าราชการทางการเมืองเข้าไปมีส่วนในการทุจริตคอรัปชั่นหรือไม่ ว่า เป็นโจทย์ใหญ่ที่นายกรัฐมนตรี รัฐบาล และทุกกระทรวงต้องมีการขันน็อตข้าราชการประจำ เรื่องการจัดซื้อจัดจ้างโครงการต่างๆ ให้เกิดความสุจริต โปร่งใส ต้องตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณอย่างเข้มงวด เช่น กรณีคดีดังตึกสตง.ถล่ม สร้างความเสียหายแก่ชีวิต และทรัพย์สินโดยเฉพาะงบประมาณแผ่นดิน การเอื้อให้ทุนต่างชาติเข้ามาเป็นนอมินี และสร้างความเสียหายให้กับประเทศ เรื่องนี้ต้องไม่ปล่อยผ่านต้องจัดการขั้นเด็ดขาดจริงจัง

ทั้งนี้ นายธนกร ระบุว่า ข้าราชการที่ดีมีจำนวนมาก และขอชื่นชมที่ปฏิบัติราชการมาด้วยความซื่อสัตย์สุจริตโดยตลอดขอให้ยังคงดำเนินการที่ดีต่อไป แต่หากมีข้าราชการประจำ หรือข้าราชการการเมือง สส. นักการเมือง เข้าไปมีส่วนรู้เห็นเป็นใจเกี่ยวข้องกับการทุจริตหรือการเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทเอกชน ทั้งไทย และต่างชาติที่เข้ามาประกอบธุรกิจ เรื่องนี้ถือเป็นภัยความมั่นคง และกระทบเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

“เรียกร้องให้รัฐบาล เร่งดำเนินการตรวจสอบอย่างเข้มข้น เข้มงวด ไม่ให้มี ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมไปถึงสส. และนักการเมืองทุกพรรคไม่ให้มีการทุจริตคอรัปชั่น หากพบต้องดำเนินคดีเอาผิดให้ถึงที่สุด เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างที่ไม่ดี เพราะการทุจริตคดโกงคอรัปชั่นนั้นถือเป็นการบ่อนทำลายประเทศให้เกิดความเสียหาย และเพื่อให้ประชาชนเชื่อมั่นในแนวทางการทำงานของรัฐบาล และข้าราชการของรัฐที่จะรักษาผลประโยชน์ของชาติ ทำเพื่อประชาชนจริงๆ“ นายธนกร กล่าว

‘อธิบดีโยธาฯ’รายงานคืบหน้าสอบ‘ตึก สตง.’ถล่ม พุ่งเป้า‘คำนวณ-แก้ไขแบบก่อสร้าง’

‘อธิบดีโยธาฯ’รายงานคืบหน้าสอบ‘ตึก สตง.’ถล่ม พุ่งเป้า‘คำนวณ-แก้ไขแบบก่อสร้าง’

‘อธิบดีโยธาฯ’รายงานคืบหน้าสอบ‘ตึก สตง.’ถล่ม พุ่งเป้า‘คำนวณ-แก้ไขแบบก่อสร้าง’

วันศุกร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.06 น.

‘อธิบดีโยธาฯ’​รายงานคืบหน้าสอบโครงสร้าง‘ตึก สตง.’ถล่มต่อ‘มท.1’ พุ่งเป้า‘คำนวณ-แก้ไขแบบก่อสร้าง’ ยันใช้‘แบบจำลองทางคณิตศาสตร์’​เข้าช่วย สามารถสาวหาต้นเหตุได้​ มีความแน่นอน แจงต้องใช้หลายหน่วยงานร่วมมือป้อง ‘Human error’

2 พฤษภาคม 2568 ที่กระทรวงมหาดไทย(มท.) นายพงษ์นรา เย็นยิ่ง อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง ในฐานะประธานคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงการก่อสร้างอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) กล่าวภายหลังเข้ารายงานความคืบหน้าผลการตรวจสอบกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทยว่า​ เข้ารายงานใน​ 3 ประเด็น​ คือเรื่องการตรวจสอบความเสียหายของอาคาร​ โดยแบ่งเป็นการคารทั้งของภาครัฐและเอกชน​ ในพื้นที่กรุงเทพฯ​และต่างจังหวัด​ โดยในเบื้องต้นมีการตรวจสอบอาคารภาครัฐในกทม.​ 300 กว่าหน่วยงาน​ ประมาณ​ 900  กว่าอาคาร​ พบว่ามีความเสียหายรุนแรงกระทบต่อการใช้งานเพียง​ 1 อาคาร​ คือ​ อาคารของสตง.​  ส่วนต่างจังหวัดจะเน้นไปที่อาคารโรงเรียน​ /โรงพยาบาล​ อาคารราชการ​ ซึ่งได้มีการตรวจสอบไปแล้ว​ 3,000 กว่าหน่วยงาน​ ประมาณ​ 9,000 กว่าอาคาร​ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาคารที่สามารถใช้งานได้ตามปกติ ซึ่งมีอาคารที่เสียหายและปิดการใช้ 16​ อาคาร​ จากทั้งหมด​ 76 จังหวัด​

ทั้งนี้ อาคารที่เสียหาย จะเห็นได้ว่ามีน้อยมาก และความรุนแรงระดับที่สามารถซ่อมแซมได้ตามหลักวิชาการก่อนที่จะเปิดบริการให้ใช้ ในส่วนที่เป็นอาคารของเอกชน มีการแบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือเป็นอาคาร 9 ประเภท ตามกฎหมายที่ต้องมีการตรวจสอบทุกปี ให้แก่อาคารสูง อาคารขนาดใหญ่พิเศษ อาคารที่มีการชุมนุมที่มีพื้นที่เกิน​ 1,000 ตารางเมตร​ โรงมหรสพ สถานบริการที่มีพื้นที่ มากกว่า 200 ตารางเมตร โรงแรมที่เกิน​ 80 ห้อง​ อาคารชุด​ หอพักที่มีเนื้อที่เกิน​ 2000 ตารางเมตร​ และโรงงานที่มีความสูง​ 1 ชั้นขึ้นไป​ และมีพื้นที่เกิน 5,000 ตารางเมตร​ และป้ายที่มีความสูง​ เกิน​ 15 เมตร​ โดยอาคาร​ 9 ประเภทเหล่านี้​ โดยปกติต้องมีการตรวจสอบทุกปี​โดยผู้ตรวจสอบที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้กับ​กรมโยธาธิการ​และ​ผังเมือง​

อธิบดีกรมโยธาฯ​ กล่าวต่อว่า​ หลังจากเกิดเหตุ​การณ์​แผ่นดินไหว​ 28 มี.ค.ที่ผ่านมา​ นายอนุทิน​ ได้มีการสั่งการให้มีการตรวจสอบซ้ำอีกครั้งหนึ่ง​ ว่าแผ่นดินไหวกระทบต่ออาคาร​ 9 ประเภท​ เหล่านี้หรือไม่​ ซึ่งในกทม.​ นายชัชชาติ​ สิทธิ​พันธุ์​ ผู้ว่าการ​กรุงเทพ​มหา​นคร​ ได้ออกคำสั่งให้เจ้าของอาคาร​ 9 ประเภทได้มีการตรวจสอบ​ และได้มีการออกคำสั่งไปแล้ว​ 11,000  อาคารในเขต​กทม.​และได้มีการตรวจสอบแล้ว​ 5,000 กว่าอาคาร​ ที่มีการตรวจสอบและได้มีการรายงานมาแล้วไม่ได้รับความเสียหาย​รุนแรงขึ้นขั้นต้องปิดการใช้หรือถึงขั้นสีแดง

นายพงษ์นรา กล่าวอีกว่า ในส่วนพื้นที่ต่างจังหวัด มีประมาณ 6 หมื่นกว่าอาคาร ใน 76 จังหวัด ทางท้องถิ่นได้มีการแจ้งให้เจ้าของอาคารตรวจสอบอยู่ การรายงานให้กรมโยธาธิการทราบในทุก 15 วัน ในกรณีที่เป็นอาคาร 9 ประเภท ส่วนอาคารอื่นๆ อาคารขนาดเล็ก ทางกทม. จะรับเรื่องร้องเรียน ผ่านTraffy fondue ของกทม. เพื่อให้ชาวบ้านได้ร้องเรียน เพื่อกทม.จะได้เข้าไปตรวจสอบ ในปัจจุบันได้มีการแจ้งเรื่องให้ไปตรวจสอบประมาณ​20,000 เรื่อง และกทม.เองได้มีการดำเนินการตรวจสอบและแนะนำแล้ว ประมาณ 18,000 กว่าเรื่อง เหลืออยู่ประมาณ 1,000 กว่าเรื่องที่อยู่ระหว่างการดำเนินการในส่วนอาคารต่างจังหวัดสำนักโยธาธิการและผังเมืองทางจังหวัด ได้ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้คำปรึกษาแนะนำกับประชาชน

อธิบดีกรมโยธาฯ​ กล่าวด้วยว่า​ การรายงานความก้าวหน้าในการสืบสวน สืบหาเหตุการณ์ความถล่มของอาคาร สตง. ได้นำเรียนในเบื้องต้นว่า เราได้ตรวจสอบในเรื่องของการคำนวณ ซึ่งกำลังตรวจสอบในเรื่องของรายละเอียด เนื่องจากว่ามีรายละเอียดจำนวนมาก ที่กำลังตรวจสอบในเรื่องรายละเอียดอยู่ และมีแนวเรื่องที่กำลังทำคู่ขนานกันไป คือการสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ ซึ่งจะเป็นบทพิสูจน์ว่าอาคารสตง.มีการทางถล่มเกิดจากการออกแบบหรือไม่ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยได้ขอเวลาการพิสูจน์ ต่อนายกรัฐมนตรีไว้​ 90 วัน​ ซึ่งตามแผนมีอยู่​ 4 สูตร​ ไปไทม์ไลน์​ที่กำหนด ในระยะเวลา 90 วันนี้ ก็จะได้ผลว่าการออกแบบตามแบบทำให้อาคารพังหรือไม่​ วิธีการคือ​สร้างแบบจำลองโดยนำแบบเข้าในคอมพิวเตอร์​ และกำหนดคุณสมบัติของวัสดุ​เข้าไปในแบบจำลอง​ และให้แรงแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นจริงกระทำกับอาคาร​ จึงจะทำให้รู้ว่าอาคารสตง.นี้พังหรือไม่​ ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการ​ และภายใน​ 90 วันก็จะสามารถพิสูจน์ได้​

ส่วนการตรวจสอบเอกสารได้มีการร่วมตรวจสอบเอกสาร​จากการไปตรวจยึด​ ในพื้นที่ร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือ​ ดีเอสไอ​ ก็จะมีการตรวจสอบในเรื่องของรายงานประจำวัน​  ประจำสัปดาห์​ การขออนุมัติ​ การเทคอนกรีต​ และในเรื่องการทดสอบวัสดุต่างๆ​ ส่วนวัสดุที่เก็บหน้างานมีการเก็บร่วมกับตำรวจ​ และทางตำรวจได้มีการอายัดไว้ไปตรวจสอบ​

อธิบดีกรมโยธาฯ​ กล่าวว่า​ นอกจากนี้ ยังได้รายงานอีกว่า​ ต้องไปปรับปรุง​กฎหมายกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง​ ว่าจะมีการออกกฎหมาย​กฎระเบียบ​ที่เกี่ยวข้องเพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ทั้งพ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ร.บ.วิชาชีพวิศวกร​ และมาตรฐานของการก่อสร้าง​ของพ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งเรื่องนี้ได้มีการพูดคุยกัน​

เมื่อถามว่ากรอบระยะเวลา​ 90 วันจะสามารถสร้างแบบจำลองทาง​คณิตศาสตร์​ได้ใช่หรือไม่​ อธิบดีกรมโยธาฯ​ กล่าวว่า​ ขณะนี้ใช้เวลาดำเนินการไปแล้ว​ 1 เดือน​ และแบบจำลองนี้ทำโดย  5 หน่วยงาน​ แล้วมาวิเคราะห์​ร่วมกัน​ เพื่อให้เกิดความมั่นใจในแบบจำลอง​ และทำออกมาเป็นบทสรุป​

เมื่อถามว่าขณะนี้คณะกรรมการตรวจสอบฯ พุ่งเป้าไปที่ประเด็นใด อธิบดีกรมโยธาฯ​ กล่าวว่า สิ่งที่ดูได้ทันทีคือการคำนวณตามแบบที่มีการจ้างการก่อสร้างที่มีอยู่แล้ว​  และที่มีการแก้ไขแบบว่าปัจจุบันที่อาคารก่อสร้างหลังนี้มีการออกแบบก่อสร้างคู่สัญญา และมีการแก้ไขแบบส่วนใดบ้าง ที่เกี่ยวกับโครงสร้าง เราจะมีการนำเข้าแบบจำลอง ซึ่งแบบจำลองชุดนี้ เหมือนกับนำอาคารจริง ก่อนที่จะมีการพังถล่ม​ และมีการรันโมเดลเข้าไปในระบบ

เมื่อถามว่าก่อนหน้านี้ที่ รศ.เอนก ศิริพานิชกร ที่ปรึกษา สาขาวิศวกรรมโยธา วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์​ หรือ​ วศท.​ ให้ความเห็นว่าแบบไม่สอดคล้องกับกฎกระทรวง​ อธิบดีกรมโยธาฯ กล่าวว่า​ ตอนนี้ต้องรอผลสรุปของคณะกรรมการฯ เพราะเป็นหน้าที่ของคณะกรรมตนไม่สามารถพูดก่อนได้​

เมื่อถามย้ำถึงแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ จะมีผลทดสอบแล้วผลจะแน่นอน ออกมาเป็นคำตอบให้สังคมได้ใช่หรือไม่ นายพงษ์นรา​ กล่าวว่า ยืนยันว่าได้​ ซึ่งแบบจำลองที่เราตรวจสอบดำเนินการเป็นมาตรฐานอยู่แล้ว​ แต่ต้องมีการสร้างแบบจำลองให้ครอบคลุม​ในหลายสถานะ​ ในรายละเอียดคงต้องให้ทางคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงไปพิจารณา การสอบสวนข้อเท็จจริงนั้นมีอยู่ 4 องค์ประกอบ องค์ประกอบแรกคือหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านนี้โดยตรง​ คือสภาวิศวกร วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย และศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ และมีสถาบันการศึกษาเข้ามาร่วมด้วย​  สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือ​ สมอ.​ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยหรือ ปภ.​และกทม. รวมไปถึงข้าราชการของกรมโยธาธิการ​และ​ผังเมือง​ ที่มีความรู้และการชำนาญการเรื่องนี้โดยมี วิศวกรใหญ่กรมโยธาธิการและผังเมืองเป็นประธานกรรมการ สภาวิศวกรเป็นที่ปรึกษา โดยจะเห็นว่าองค์ประกอบของคณะทำงานชุดนี้ครอบคลุมผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ ด้านนี้โดยตรง ตนเชื่อว่าเมื่อผลออกมา จะสร้างความชัดเจนให้กับ โครงการนี้ได้ ว่าสาเหตุของอาคารนี้ที่ถล่มเป็นเพราะอะไร​

เมื่อถามว่าขณะ อยู่ระหว่างการดำเนินการสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ใช่หรือไม่ อธิบดีกรมโยธาฯ​ กล่าวว่า ตอนนี้กำลังดำเนินการอยู่ ซึ่งมี​อยู่​ 4 ลำดับ​ ในลำดับแรกเสร็จเรียบร้อยแล้ว  มีการคีย์ข้อมูลเรียบร้อยแล้ว พร้อมยอมรับว่ามีอยู่หลายขั้นตอนจึงต้องใช้เวลา ​ และหลังจากเสร็จแล้ว จะต้องมีการประชุมหารือเพราะเราต่างคนต่างทำ​ เพราะถ้าหากทำหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง อาจจะมีเรื่อง​ Human error เพราะการคีย์ข้อมูลต้องใช้การคีย์โดยคน เพราะฉะนั้นหากต่างคนต่างคีย์ข้อมูลเข้าไป ต้องมีการเช็คกัน และต้องมีการคุยถึงหลักเกณฑ์​ต่างๆ​ว่าจะใช้หลักใด​ เพื่อให้เป็นฐานเดียวกัน​ ก่อนที่จะประมวลเป็นผลมา และต้องดูว่าผลของแต่ละสถาบันออกมาในแนวทางเดียวกันหรือไม่​ จึงออกมาเป็นผลสรุป​ของคณะกรรมการฯชุดนี้​

‘กยศ.’ไร้ประสิทธิภาพ!! ปชน.อัดเก็บเงินเพิ่ม3พัน ทำปชช.ติดหนี้นอกระบบเพิ่ม-ซ้ำเติมช่วงเปิดเทอม

'กยศ.'ไร้ประสิทธิภาพ!! ปชน.อัดเก็บเงินเพิ่ม3พัน ทำปชช.ติดหนี้นอกระบบเพิ่ม-ซ้ำเติมช่วงเปิดเทอม

‘กยศ.’ไร้ประสิทธิภาพ!! ปชน.อัดเก็บเงินเพิ่ม3พัน ทำปชช.ติดหนี้นอกระบบเพิ่ม-ซ้ำเติมช่วงเปิดเทอม

วันศุกร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.01 น.

‘ปชน.’อัด‘กยศ.’หักเงินเพิ่ม 3,000 บาท กระทบแรงงาน ทำประชาชนติดหนี้นอกระบบเพิ่ม ลามซ้ำเติมช่วงเปิดเทอม ซัดไร้ประสิทธิภาพ

เมื่อวันที่ 2 พ.ค.2568 ที่รัฐสภา สส.พรรคประชาชน นำโดยนายสุรพันธ์ ไวยากรณ์ สส.นนทบุรี นายปารมี ไวจงเจริญ สส.บัญชีรายชื่อ นายสหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี ร่วมแถลงข่าวถึงกรณีที่กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) หักเงินเพื่อชำระเงินกู้ยืมคืนจากผู้ค้างชำระหนี้ โดยหักเพิ่มรายละ 3,000 บาท มีผลตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 เป็นต้นไป

โดยนายสุรพันธ์ กล่าวว่า ในส่วนนี้สส.พรรคประชาชน ได้นำมาเรื่องเข้าคณะกรรมาธิการแก้ไขปัญหาหนี้สิน ความยากจน และลดความเหลื่อมล้ำ สภาผู้แทนราษฎร อย่างเร่งด่วน เมื่อวันที่ 9 เม.ย.ที่ผ่านมา กรรมาธิการจึงมีมติทำหนังสือสอบถามไปยัง กยศ. เรื่องรายละเอียดการหักเงินดังกล่าว  ต่อมา  กยศ. ได้ทำหนังสือแจ้งกลับว่าเป็นไปตามอำนาจของพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ฉบับที่ 2 พ.ศ.2566 และประกาศคณะกรรมการกองทุน 2567 พบว่าหนังสือดังกล่าวยังไม่มีความชัดเจน จึงยังมีข้อสงสัยในหลายประเด็น เช่น  1.กรณีที่นายจ้างต้องหักเงินเพิ่ม 3,000 บาท นอกเหนือจากยอดหักเดิม ตรงนี้มองว่าจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงกับผู้กู้ โดยเฉพาะในช่วงเศรษฐกิจที่ยังไม่ตัว และ กยศ. ยังไม่มีแนวทางผ่อนปรนที่ชัดเจน เห็นเรื่องการปรับโครงสร้างหนี้ ทั้งการลงทะเบียนออนไลน์ และ ที่ตั้งของ กยศ. ในกรุงเทพฯ

ขณะที่ 2. พบว่าเดือนเมษายน 2568 มีลูกหนี้ทำการปรับโครงสร้างหนี้ถึง 1.74 แสนราย ในเดือนเดียว จึงทำให้ยอดผู้ปรับโครงสร้างสะสมเพิ่มขึ้นเป็นถึง 400,000 ราย เฉพาะเดือนเดียวเพิ่มขึ้นถึง 896.36% เมื่อเทียบกับเดือนมีนาคมที่ผ่านมา จึงตั้งข้อสังเกตว่าการส่งจดหมายเรียกเก็บเงินเพิ่ม เป็นการบีบบังคับให้ลูกหนี้เข้าโครงการปรับโครงสร้างหนี้หรือไม่

นายสุรพันธ์ กล่าวต่อว่า 3.การเดินทางการปรับโครงสร้างหนี้มีเพียงสาขาที่กรุงเทพมหานคร แต่ที่จังหวัดยังไม่มี กยศ. จึงให้ลงทะเบียนปรับโครงสร้างทางออนไลน์ แต่ระบบรองรับยังไม่เสถียร โดย กยศ.รับปากว่าภายในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2569 ระบบออนไลน์ของ กยศ.จะปรับปรุงและพัฒนาให้ดีขึ้น จึงทำให้เกิดข้อย้อนแย้งว่า กยศ.อยากให้ลูกหนี้ลงทะเบียนปรับโครงสร้างหนี้ให้แล้วเสร็จในเดือนกันยายน 2568 หรือไม่ เหตุใด กยศ.ไม่ทำให้ระบบเกิดความเสถียรก่อนให้ผู้กู้ลงทะเบียน

และ 4.พบว่าลูกหนี้ 3.5 ล้านราย อยู่ระหว่างการชำระหนี้ แต่มีตัวเลขผู้ลงทะเบียนปรับโครงสร้างหนี้เพียง 400,000 ราย หรือคิดเป็น 13% ดังนั้นอีก 87% ที่เหลือ กยศ.ยังไม่ชี้แจงว่าอยู่ในสถานะใด จึงอยากให้ กยศ.ชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติม

ด้านนายสหัสวัต กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพี่น้องชาวแรงงานได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน แม้ กยศ.อยากให้วิธีการนี้เป็นวิธีการให้ลูกหนี้หันกลับมาพูดคุยกับ กยศ. แต่ท้ายที่สุดกลายเป็น วิธีการมันกลับหัวกลับหาง หาก กยศ.อยากให้ปรับโครงสร้างหนี้ ควรแจ้งล่วงหน้าหรือตั้งกรอบเวลาไว้ที่ 3 เดือน ให้ลูกหนี้เข้ามาคุยก่อนการเรียกเก็บเพิ่ม แต่พอมาเรียกเก็บทันทีโดยไม่มีการพูดคุยหรือแจ้งเตือนล่วงหน้า ทำให้พี่น้องแรงงานจำนวนมากไม่สามารถวางแผนทางการเงินได้ 

“3,000 บาทในช่วงสิ้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา เป็นช่วงที่เด็กกำลังจะเปิดเทอม กลายเป็นว่าโดน กยศ.หักเพิ่ม 3,000 บาท ลูกก็กำลังจะเปิดเทอม กลายเป็นภาระซับซ้อนไปหมดของพี่น้องแรงงานในตอนนี้ หลายคนต้องไปกู้หนี้ยืมสิน หนี้นอกระบบ ” นายสหัสวัต กล่าว    

นายสหัสวัต กล่าวด้วยว่า หากเป้าหมายของ กยศ.ต้องการให้คนมาใช้หนี้ มองว่ามาตรการนี้ไม่ก่อให้เกิดความเป็นไปได้ที่จะทำให้คนมาใช้หนี้ กยศ.เพิ่ม และกลายเป็นหนี้ส่วนอื่นเพิ่มขึ้นมาอีก ตอนนี้หนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น คิดว่า กยศ.ออกมาตรการโดยไม่คำนึงถึงสิ่งนี้ ท้ายที่สุดจะเกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่ตามมากับพี่น้องแรงงานจำนวนมาก

“เงิน 3,000 บาท สำหรับหลายๆ คนอาจจะดูไม่มาก แต่สำหรับแรงงานที่ทำงานเดือนละ 10,000 กว่าบาท แล้วมีภาระที่ต้องใช้จ่ายเงิน 3,000 บาทนี่มันเยอะมาก ผมไม่แน่ใจว่าคุณคิดเรื่องนี้ คิดบนพื้นฐานอะไร แต่ยืนยันว่าการคิดเรื่องนี้ เป็นการคิดที่ไม่รอบคอบหรือเปล่า จึงอยากให้ กยศ.พิจารณามาตรการนี้ใหม่ ว่าหากันแบบนี้มันส่งผลกระทบต่อเรื่องอื่นหรือไม่ อาจเป็นโทษมากกว่าบวก” นายสหัสวัต กล่าว 

ขณะที่นายปารมี กล่าวถึงการบริหารภายในของ กยศ. ว่ายังไม่ปราณีต แม้จะมีกฎหมายรองรับจนเกิดปัญหาเรื่องเรียกเก็บเงิน 3,000 บาท ทำให้ผู้กู้ขาดความเชื่อมั่น ทั้งนี้นับจากการแก้กฎหมายเมื่อปี 2566 ทาง กยศ. ยังไม่สามารถคำนวณหนี้ใหม่ และปรับโครงสร้างหนี้กับลูกหนี้ได้ ที่ผ่านมาทำได้เพียง 400,000 กว่าราย จากลูกหนี้ 3.5 ล้านราย จากปี 2566 จนถึงปัจจุบัน มองว่าการดำเนินงานของ กยศ. ไร้ประสิทธิภาพ จึงต้องแก้ตรงนี้ให้ได้

นายปารมี กล่าวด้วยว่า การปรับโครงสร้างหนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะจะเป็นการคำนวณหนี้ใหม่ เนื่องจากดอกเบี้ยลดลง ผู้กู้บางรายอาจจะต้องได้รับเงินคืน ทั้งหมดกว่า 2 พันล้านบาท ตรงนี้ กยศ.ยังไม่ได้ตอบว่า ได้คืนเงินลูกหนี้หลายรายแล้วหรือยัง อาจทำให้สังคมสงสัยว่า กยศ.ไม่มีเงินคืนให้หรือไม่

‘สนธิญา’บุก’ป.ป.ช.’ ยื่นหลักฐานเพิ่ม’พีระพันธุ์’ถือหุ้น 4 บริษัท

'สนธิญา'บุก'ป.ป.ช.' ยื่นหลักฐานเพิ่ม'พีระพันธุ์'ถือหุ้น 4 บริษัท

‘สนธิญา’บุก’ป.ป.ช.’ ยื่นหลักฐานเพิ่ม’พีระพันธุ์’ถือหุ้น 4 บริษัท

วันศุกร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.38 น.

“สนธิญา”บุก”ป.ป.ช.” ยื่นหลักฐานเพิ่ม”พีระพันธุ์”ถือหุ้น 4 บริษัท เรียกร้อง”แพทองธาร”ตรวจสอบ หวั่นซํ้ารอย”อดีตนายกฯเศรษฐา”

เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2568 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายสนธิญา สวัสดี นักเคลื่อนไหวทางการเมือง เดินทางมายื่นหลักฐานเพิ่มเติม หลังจากที่เคยยื่นให้มีการตรวจสอบ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน และหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เนื่องจากเป็นกรรมการบริษัทและถือหุ้น บจ.รพีโสภาค และถือหุ้นในบริษัทอื่นรวม 4 บริษัท อันเป็นการกระทำ ที่ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ มาตรา 187 ประกอบ พ.ร.บ.หุ้นส่วน และหุ้นของคณะรัฐมนตรี และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2561

โดยพบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมในงบการเงิน รอบบัญชีวันที่ 1 มิถุนายน 2566 – 31 ธันวาคม 2567 กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ พบว่า นางโสภาพรรณ สาลีรัฐวิภาค มารดาเสียชีวิต ในส่วนของหุ้นเป็นมรดกไม่จัดการปันทรัพย์มรดก แต่เจตนายึดถือไว้เป็นประโยชน์ส่วนตน เกินระยะเวลา 5 ปี เป็นการครอบครองปรปักษ์ เพราะหุ้นเป็นสังหาริมทรัพย์ชนิดหนึ่ง ตรวจสอบทรัพย์สินเพิ่ม 21 ล้านเศษ ทั้งกู้ยืมเพื่อลงทุน 14 ล้าน ในขณะเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลของ นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี และคงสถานะกรรมการ แล้วไปลาออกในรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร เฉพาะบางบริษัท ถือเป็นการกระทำฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญมาตรา 167 และเป็นการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินเป็นเท็จหรือไม่ หรือมีผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์สาธารณะ ข้อที่ 7 ข้อที่ 8 ข้อที่ 11 ข้อที่ 17 ข้อที่ 22 ข้อกำหนดจริยธรรมฯ 2561 เป็นจริยธรรมร้ายแรงหรือไม่ โดนส่งเอกสารเพิ่มเติมให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบข้อเท็จจริง ตามหนังสือที่เคยยื่นไปแล้ว

นายสนธิญา กล่าวภายหลังเข้ายื่นหลักฐานกับ ป.ป.ช.ว่า การยื่นครั้งนี้ตนมีความไม่สบายใจ เพราะไปยื่นบุคคลที่ตนรักและเคารพ และขอเรียนว่า ตนเคยเป็นสมาชิกของพรรครวมไทยสร้างชาติ แต่ได้ลาออกไปในช่วงลงสมัครรับเลือกตั้ง แต่ลูกสาวของตนก็ยังคงเป็นสมาชิกพรรค

นายสนธิญา กล่าวว่า หากดูใบบริคณห์สนธิ จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ทั้ง 4 บริษัท ยังมีชื่อบุคคลที่ตนร้อง ดังนั้น ตนขอให้นายพีระพันธุ์ออกมาชี้แจงกับสังคมให้ชัดเจน ว่าทําไมในเอกสารที่ตนได้รับมา จึงมีชื่อท่านเป็นหุ้นส่วน และไม่มีชื่อเป็นกรรมการผู้จัดการ เพราะเอกสารที่ตนมี มาเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2568 ที่พึ่งผ่านมาไม่กี่วัน

นายสนธิญา กล่าวว่า ตนขอเรียนไปถึง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ว่าขอให้มีการตรวจสอบ คัดรายชื่อบริษัทที่เป็นข่าว ว่านายพีระพันธุ์มีรายชื่อเป็นกรรมการบริหารกับมีหุ้นส่วนหรือไม่ เพื่อให้เรื่องกระจ่าง และให้ท่านตัดสินใจว่าเรื่องนี้ผิดหรือถูก เพราะหากทั้ง 4 บริษัทนี้ยังมีชื่อนายนายพีระพันธุ์ เป็นกรรมการบริหารหรือผู้ถือหุ้น ก็จะเกี่ยวพันไปถึงตัวนายกรัฐมนตรีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นายสนธิญา กล่าวต่อว่า การที่ตนไปยื่นให้ไต่สวน ไม่ว่าจะเป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน และ ป.ป.ช.แล้วนั้น ในสัปดาห์หน้าตนก็จะไปยื่น กกต.เพื่อพิจารณาวินิจฉัยและตรวจสอบหาข้อเท็จจริงว่า นายพีระพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน ยังถือหุ้นอยู่ในทั้ง 4 บริษัท หรือไม่อย่างไร และขอให้คณะรัฐมนตรีตรวจสอบข้อมูลนี้ว่าจริงหรือเท็จอย่างไร เพื่อที่จะไม่ได้โดนบุคคลอื่นร้อง เหมือนกับ นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ทั้งหมดนี้ตนเองจะส่งเอกสารให้ครบถ้วนกระบวนความ แล้วจะไปส่งให้กับ กกต.ต่อไป ทั้งหมด 3 ชุด ชุดที่ 1 ไปผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อนำไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญ ชุดที่ 2 มายื่นที่ ป.ป.ช.2 เรื่อง และชุดที่ 3 จะยื่นให้ กกต.

เมื่อถามว่า หากเรื่องนี้ผิดจริงนายกรัฐมนตรี จะโดนเหมือนนายเศรษฐาหรือไม่ นายสนธิญา กล่าวว่า เห็นมีนักกฎหมายบางคนที่ออกมาเขียนกรณีของนายพีระพันธุ์ ถ้าเป็นไปตามกระบวนการเรียกร้องต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น นายกรัฐมนตรีก็จะอยู่สภาพเดียวกันกับอดีตนายกฯ เศรษฐา แต่ในการร้องของตนนั้นร้องในลักษณะไต่สวนให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง

นายสนธิญา ยังกล่าวถึงกรณีการเลือกตั้งซ่อม สส.นครศรีธรรมราช เขต 8 ว่า มองว่าเป็นการหาเสียงที่โกหก เป็นการปราศรัยในลักษณะที่ทำให้ประชาชนเชื่อ หรือการสัญญาว่าจะให้ เพราะฉะนั้นการเลือกตั้งซ่อมเขต 8 นครศรีธรรมราช อาจจะเป็นปัญหาในการเลือกตั้ง

– 006

‘กกต.’ยันไม่เกิน 60 วัน ส่งสำนวนฟ้อง‘หมอเกศ’ถึงศาลฎีกา ยันเลือก‘สว.’ทำตามกฎหมาย

‘กกต.’ยันไม่เกิน 60 วัน ส่งสำนวนฟ้อง‘หมอเกศ’ถึงศาลฎีกา ยันเลือก‘สว.’ทำตามกฎหมาย

‘กกต.’ยันไม่เกิน 60 วัน ส่งสำนวนฟ้อง‘หมอเกศ’ถึงศาลฎีกา ยันเลือก‘สว.’ทำตามกฎหมาย

วันศุกร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.11 น.

‘อิทธิพร’เผยหลัง‘กกต.’มีมติยื่นฟ้อง‘หมอเกศ’ ไม่เกิน 60 วันทำสำนวนถึงศาลฎีกา ฐานหลอกลวงให้เชื่อในคุณสมบัติของตัวเอง แจงคดี‘ฮั้ว สว.’มีความคืบหน้าเรื่อยๆ ยกการสอบประเด็นสมคบจะต้องสอบทุกคน ยันวิธีการเลือกทำตามกฎหมายแล้ว

2 พฤษภาคม 2568 ที่ จ.สมุทรปราการ นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงมติเสียงข้างมากของที่ประชุม กกต. ให้ส่งศาลฎีกาเพื่อเพิกถอนสิทธิสมัครเลือกตั้งและสิทธิการเลือกตั้ง และให้ดำเนินคดีอาญาต่อ พญ.เกศกมล เปลี่ยนสมัย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะผู้ถูกร้อง ด้วยสาเหตุเชื่อว่ามีการกระทำเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยการเลือก สว.มาตรา 77 (4) คือการหลอกลวงหรือการจูงใจ ให้ผู้อื่นเชื่อว่าเชื่อในคุณสมบัติความรู้ความเชี่ยวชาญชื่อเสียงเกียรติยศ

ส่วนกระบวนการส่งนั้นจะมีกระบวนการดำเนินการหลังจากนี้ ซึ่งหลังจากที่มีมติในวันที่ 30 เม.ย.ที่ผ่านมา จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการทำคำวินิจฉัย ซึ่งมีทั้งหมด 6 ประเด็นอาจต้องใช้ระยะเวลา ซึ่งกำหนดกรอบการทำคำวินิจฉัย 60 วัน เชื่อว่าไม่น่าจะเกินนี้ โดยชี้แจงเหตุผลการทำคำวินิจฉัยเพื่อใช้ประกอบการยื่นคำร้องต่อศาล เมื่อยื่นไปแล้วศาลจะใช้เวลาพิจารณาตามกระบวนการของศาล

นายอิทธิพร ยังกล่าวถึงกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เริ่มจำลองเหตุการณ์เพื่อประกอบสำนวนคดีฮั้วเลือก สว. ว่า ตามกระบวนการการให้ความร่วมมือซึ่งกันและกัน ซึ่งต่างก็มีคณะทำงานสืบสวนของแต่ละหน่วยงาน โดยคณะทำงานสอบสวนใน กกต.ก็มีโครงสร้างที่มีเจ้าหน้าที่ดีเอสไอร่วมด้วย พร้อมชี้ว่าการบูรณาการงานร่วมกันจะเป็นประโยชน์

ในการสอบสวนของ กกต. จะมุ่งเน้นในประเด็นที่ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. หรือไม่ ส่วนการสอบของดีเอสไอ เป็นการสอบสวนว่ามีการกระทำผิดกฎหมายอื่นที่ไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของ กกต. หรือไม่

นายอิทธิพร กล่าวว่า การดำเนินการสอบสวนของ กกต. มีความคืบหน้าเรื่อยๆ ที่คณะเจ้าหน้าที่สืบสวนไต่สวนจะมีกรอบเวลาดำเนินการ และเหตุที่ต้องใช้เวลาเป็นเพราะว่า ต้องสอบพยานจำนวนมาก การที่มองว่าสมคบกันร่วมมือกันเป็นกลุ่ม ในการสอบนั้นจะต้องสอบผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคน เพราะเรื่องนี้เป็นการดำเนินคดีความยุติธรรมที่มีโทษทางอาญา จะด่วนสรุปโดยปราศจากพยานหลักฐานที่ชัดเจนไม่ได้ ทำให้ต้องใช้เวลาอยู่บ้างแต่ก็มีความคืบหน้าไปตามลำดับ และไม่สามารถแทรกแซงได้

เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่หากท้ายที่สุดในการดำเนินคดีอาจทำให้การเลือก สว. เป็นโมฆะ นายอิทธิพร กล่าวว่า พยายามจัดกระบวนการเลือกอย่างเต็มที่ตามกฎหมาย และถกในที่ประชุมเยอะมาก และต้องตัดสินใจดำเนินการ และวิธีการนั้นเป็นวิธีการที่ กกต. เห็นว่าเป็นไปตามกฎหมายแล้ว หากหลังจากนั้น มีจุดใดที่ขั้นตอนกลไกอื่นเห็นว่าไม่ถูกต้องก็เป็นเรื่องของกระบวนการนั้น

‘พีระพันธุ์’ยังไม่ทราบ! ป.ป.ช.แจ้งข้อกล่าวหาคดีแจกถุงยังชีพ

'พีระพันธุ์'ยังไม่ทราบ! ป.ป.ช.แจ้งข้อกล่าวหาคดีแจกถุงยังชีพ

‘พีระพันธุ์’ยังไม่ทราบ! ป.ป.ช.แจ้งข้อกล่าวหาคดีแจกถุงยังชีพ

วันศุกร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.10 น.

“พีระพันธุ์”ยังไม่ทราบ! ป.ป.ช.แจ้งข้อกล่าวหาคดีแจกถุงยังชีพ แต่ระบุรู้เรื่องแล้ว เหตุถูกกลั่นแกล้งมานาน ลั่นพร้อมไปแจงหากถูกเรียก

เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2568 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน ในฐานะหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะเรียกรัฐมนตรีรายหนึ่งไปรับทราบข้อกล่าวหาฝ่าฝืนจริยธรรม กรณีถูกกล่าวหาว่าแจกถุงยังชีพติดสติกเกอร์และรูปตัวเอง ว่า ไม่มีปัญหาหรอก ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้ ป.ป.ช.ได้แจ้งมาแล้วหรือยัง นายพีระพันธุ์ ตอบว่า ไม่ได้แจ้ง ยังไม่ทราบ แต่รู้เรื่องแล้ว เพราะถูกกลั่นแกล้งมาตั้งนานแล้ว เมื่อถามย้ำว่า จะไปตามที่ ป.ป.ช.เชิญใช่หรือไม่ กล่าวว่า เขาเชิญเราก็ต้องไป

‘ปชน.’ห่วงท่องเที่ยวไทยซบเซา ชงข้อเสนอระยะสั้น-ยาว เร่งฟื้นสถานการณ์

'ปชน.'ห่วงท่องเที่ยวไทยซบเซา ชงข้อเสนอระยะสั้น-ยาว เร่งฟื้นสถานการณ์

‘ปชน.’ห่วงท่องเที่ยวไทยซบเซา ชงข้อเสนอระยะสั้น-ยาว เร่งฟื้นสถานการณ์

วันศุกร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.07 น.

“ปชน.”ห่วงท่องเที่ยวไทยซบเซา แนวโน้มนักท่องเที่ยวจีนลดลงต่อเนื่องโดยจากปัจจัยภายใน-ภายนอก ชงข้อเสนอระยะสั้น-ยาว เร่งฟื้นสถานการณ์ แน่รัฐบาลเร่งให้ความชัดเจนโครงการ”เราเที่ยวด้วยกัน” หวังช่วยกระตุ้นท่องเที่ยวในประเทศ ชี้หากไม่เตรียมตัวเศรษฐกิจไทยแย่กว่านี้แน่

เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2568 ที่รัฐสภา นายณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะกรรมาธิการ (กมธ.) การท่องเที่ยว สภาผู้แทนราษฎร แถลงถึงสถานการณ์การท่องเที่ยว ว่า ผ่านมาแล้ว 1 ไตรมาสของปี 68 การท่องเที่ยว ณ ตอนนี้ภาพเริ่มแสดงให้เห็นได้ชัดว่าการท่องเที่ยวของประเทศไทยซบเซาลง จากข้อมูลหลายตัวเลข แสดงให้เห็นชัดว่าตั้งแต่เดือน ก.พ.การท่องเที่ยวลดลงอย่างต่อเนื่อง หากเจาะลงไปในรายละเอียด ประเทศที่ลดลงมากที่สุดคือนักท่องเที่ยวจากจีน ลดลงถึง 30 เปอร์เซนต์ มาเลเซีย ลดลง 4 เปอร์เซนต์ เกาหลีใต้ ลดลง 15 เปอร์เซนต์ มีแค่ 2 ประเทศที่เพิ่มขึ้น คือ รัสเซีย เพิ่มขึ้น 14 เปอร์เซนต์ และอินเดีย เพิ่มขึ้น 16 เปอร์เซนต์ จะเห็นได้ว่าในภาพรวมนักท่องเที่ยวลดลงมากกว่าเพิ่มขึ้น ซึ่งการท่องเที่ยวที่ลดลงส่งผลให้ กทม.มีนักท่องเที่ยวลดลง 7.91 เปอร์เซนต์ เชียงใหม่ ลดลง 2.76 เปอร์เซนต์ ภูเก็ต ลดลง 3.5 เปอร์เซนต์ สงขลา ลดลง 14 เปอร์เซนต์ เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันกับปีที่แล้ว

นายณัฐพล กล่าวต่อว่า สำหรับสาเหตุที่ทำให้นักท่องเที่ยวต่าชาติลดลง บางคนบอกว่าเพิ่มเกิดแผ่นดินไหวปลายเดือน มี.ค.แต่สัญญาลดลงตั้งแต่ ก.พ.แล้ว แน่นอนว่าแผ่นดินไหวเป็นส่วนหนึ่ง แต่ปัญหาอื่นๆ ส่งผลให้นักท่องเที่ยวต่างชาติไม่มาเที่ยวประเทศเรา มีปัญจัยภายนอก เกิดจากเศรษฐกิจผันผวน นโยบายของโดนัล ทรัมป์ และประเทศจีน ที่อยากให้คนจีนเที่ยวในประเทศ อาจจะรวมถึงประเทศอื่นๆที่ทำการตลาดเชิงรุกด้วยเช่นกัน ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่อาจจะรับมือยากหน่อย แต่เราก็ต้องเตรียมความพร้อม สำหรับปัจจัยภายใน ตลอดระยะเวบา 1 – 2 ปีมานี้ ความไม่ปลอดภัยจากการท่องเที่ยว ทั้งกราดยิงที่ห้างสรรพสินค้า ดาราจีนถูกหลอก ทำให้ภาพลักษณ์ที่ออกไปในกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทำให้เขาเชื่อว่าประเทศไทย ไม่มีความเชื่อมั่น ไม่มีความปลอดภัยที่เขาจะมาท่องเที่ยว

นายณัฐพล กล่าวว่า ส่วนนโยบายของทรัมป์ อาจจะไม่กระทบตอนนี้ แต่จะทำให้ผู้ประกอบการ ได้รับผลกระทบ ไม่มีงาน ไม่มีเงิน จำเป็นต้องรัดเข็มขัดการใช้จ่ายมากขึ้น ส่งผลต่อการมาท่องเที่ยว ซึ่งผลจากความไม่แน่นอนจะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวที่ไม่ใช่แค่ประเทศไทย สิ่งเหล่านี้เป็นความท้าทายแต่ยังบอกไม่ได้ว่าในช่วงเดือนที่เหลือในปีนี้การท่องเที่ยวจะเป็นอย่างไร จะแย่กว่าเดิมหรือจะดีขึ้นกว่าเดิม ความท้าทายเหล่านี้จะพิสูจน์ความสามารถของรัฐบาล เราทราบกันดีว่ารัฐบาลพรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยว แต่ความเป็นรูปธรรมของนโยบายการท่องเที่ยว จะมีเรื่องของฟรีวีซ่า วีซ่าฟรี แน่นนอว่าช่วงแรกตัวเลขนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น แต่ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นอาจเป็นนักท่องเที่ยวที่ไม่เคารพกฎหมายของเรา เป็นนักท่องเที่ยวที่ไม่มีคุณภาพ สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย และนักท่องเที่ยวด้วยกันเอง ทำให้การท่องเที่ยวของเราดูไหร่คุณภาพ รวมถึงเทศกาลต่างๆที่รัฐบาลพยายามยกระดับให้เป็นระดับโลก เพื่อให้เทศกาลดึงคนเข้ามา แต่ที่เราเห็นจริงๆจังๆ คืองานมหาสงกรานต์ 2 ปี แต่ไม่ได้ทำให้นักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ตัดสินใจมาเพราะงานที่รัฐบาลจัด หากจะทำให้เป็นระดับโลกควรทำมากว่าอนุมัติงบกลางเพียงแต่ 1 เดือนครึ่งก่อนงานมหาสงกรานต์ อย่างนี้จะเอาเวลาที่ไหนไปโปรโมตให้ต่างชาติเห็นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย รวมถึงการเพิ่มแหล่งท่องเที่ยว เราเห็นเพียงการผลักดัน เอ็นเตอร์เทนเม้นท์คอมเพล็กซ์ แล้วบอกว่านี่คือแหล่งท่องเที่ยวใหม่ที่สามารถดึงเม็ดเงินเข้ามาได้  แต่จะดึงเม็ดเงินมาได้ก็ต่อเมื่อ พ.ร.บ.ผ่าน และมีการประมูล

นายณัฐพล กล่าวด้วยว่า ส่วนปัญหาภายในที่ส่งผลต่อการท่องเที่ยวอย่างการปราบปรามกลุ่มจีนเทาก็ทำได้สายเกินไปจนภาพลักษณ์ของไทยเสียไปหมดแล้ว ขณะเดียวกันไม่มีความชัดเจนในการแก้ไขปัญหาอื่นๆ เช่น มาตรฐานและความปลอดภัย การจัดระเบียบ การกำกับผู้ประกอบการ การจัดการกับนักท่องเที่ยวที่ไม่เคารพกฎหมาย รวมถึงการสร้างความเชื่อมั่น ส่วนที่รัฐบาลประกาศว่าจะมีโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน 2568” ช่วงเดือนพฤษภาคม-กันยายน ที่รัฐบาลจะจ่ายครึ่งหนึ่งให้คนไทยเที่ยว วันนี้เข้าสู่เดือนพฤษภาคมแล้วก็ยังไม่รู้ว่าต้องลงทะเบียนที่ไหน ใช้สิทธิอย่างไร ผู้ประกอบการจะเข้าร่วมอย่างไร มีกี่สิทธิ และรัฐบาลเตรียมงบประมาณไว้หรือยัง

นายณัฐพล กล่าวว่า ดังนั้น พรรคประชาชนจึงมีข้อเสนอทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยรระยะสั้น ต้องมีการหานักท่องเที่ยวต่างชาติมาทดแทนนักท่องเที่ยวจีนที่หายไป รัฐบาลต้องเน้นนักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มที่ได้รับผลกระทบน้อยกว่าประเทศอื่น พยายามทำตลาดกับกลุ่มประเทศเหล่านี้ให้กลายเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ของไทยมากขึ้น โครงการเราเที่ยวด้วยกันที่จะกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในก็ต้องมีความชัดเจนว่าจะใช้งบประมาณเท่าไรและใช้ได้กี่สิทธิ เพื่อชดเชยรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่หายไปได้อย่างเหมาะสม และประคับประคองผู้ประกอบการได้อย่างทั่วถึงนอกจากนี้ รัฐบาลต้องแก้ไขปัญหานักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาสร้างปัญหาในประเทศไทย โดยทบทวนมาตรการฟรีวีซ่าและวีซ่าฟรี โดยเบื้องต้นอาจลดจำนวนวันที่อนุญาตให้อยู่ในไทยได้ลงก่อน และควรเร่งประชาสัมพันธ์และบังคับให้นักท่องเที่ยวต่างชาติกรอก Thai Digital Arrival Card (TDAC) หรือใบ ตม.6 ออนไลน์ ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ได้เริ่มนำมาใช้แล้วในวันที่ 1 พ.ค.รวมถึงควรปรับโทนการประชาสัมพันธ์สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ จาก “ประเทศไทยน่าเที่ยว” เป็น “ประเทศไทยปลอดภัยสำหรับทุกคน” เพื่อคลายข้อกังวลจากกระแสข่าวเชิงลบ โดยเฉพาะในกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีน

นายณัฐพล กล่าวว่า ส่วนข้อเสนอระยะยาว รัฐบาลควรแก้ปัญหาภายในอื่นๆ เช่น ความปลอดภัย มาตรฐาน ความสะดวก ความสะอาด ความเป็นธรรม จัดการกับธุรกิจต่างชาติผิดกฎหมาย ทลายกลุ่มอาชญากรรม รวมถึงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ที่เป็นองค์ประกอบของการเดินทางท่องเที่ยว ไม่ใช่แค่การสร้างหรือขยายสนามบิน

“พรรคประชาชนหวังว่ารัฐบาลจะเร่งรับมือกับความเสี่ยงที่จะทำให้การท่องเที่ยวไทยเสียหายไปมากกว่านี้ หากไม่เตรียมรับมือไว้ล่วงหน้า ผู้ที่ได้รับผลกระทบคือเจ้าของกิจการ ผู้ประกอบการ พนักงานลูกจ้าง รวมถึงธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้องก็จะยิ่งทรุดไปมากกว่านี้ ปากท้องประชาชนจะมีปัญหามากกว่านี้ และเศรษฐกิจไทยก็จะแย่ไปมากกว่านี้” นายณัฐพล กล่าว

ด้าน นายเฉลิมพงศ์ แสงดี สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน กล่าวถึงสถานการณ์การท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ตซบเซา ว่า ต้องยอมรับว่าภูเก็ตเป็นเครื่องจักรสำคัญในภาคการท่องเที่ยวที่สร้างรายได้ให้กับประเทศ จากตัวเลขนักท่องเที่ยวและรายได้ของการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ตในไตรมาสแรกปี 2568 มีตัวเลขพุ่งสูงขึ้นในเดือนมกราคมเท่านั้น แต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน กลับมีตัวเลขต่ำลง เมื่อนำตัวเลข 3 เดือนหลังมารวมกัน ก็เท่ากับเดือนมกราคมที่นักท่องเที่ยวหายไป และการสร้างรายได้ต่างๆก็มีเสียงสะท้อนจากประกอบการในพื้นที่ในเรื่องของต้นทุน ทั้งค่าวัตถุดิบ และ ค่าไฟที่แพงขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการต้องแบกรับภาระ และต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้น รวมโครงสร้างพื้นฐานในจังหวัดภูเก็ต มีความแออัด ในเรื่องของการจราจร การขนส่งทางบก และขนส่งสาธารณะที่ยังดีพอให้กับนักท่องเที่ยว และเป็นอุปสรรคแม้ว่าจังหวัดภูเก็ตจะมีศักยภาพการท่องเที่ยวระดับโลก แต่ก็ยังไม่มีการแก้ไขในระดับโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้ไม่สามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านในระยะยาวได้ ซึ่งขณะนี้การท่องเที่ยวกำลังหลั่งไหลไปที่ประเทศเวียดนาม และมาเลเซีย

นายเฉลิมพงศ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ จังหวัดภูเก็ตยังต้องไปเผชิญความท้าทายในเรื่องของกลุ่มทุนต่างชาติที่มาถือครอง เป็นนอมินี และประกอบธุรกิจสีเทา รวมถึงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ภูเก็ตต้องสูญเสียไป มีการปล่อยน้ำเสียลงสู่ทะเล มีขยะล้นเมือง และมีนักท่องเที่ยวฟรีวีซ่าที่ไร้ซึ่งคุณภาพ ในการมาท่องเที่ยวในภูเก็ต ทำให้ภาพลักษณ์เหล่านี้สื่อสารออกไปทำให้ทั่วโลกมองเห็นภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ไม่สะอาดสวยงามปลอดภัยเช่นเดิม รวมถึงมีการประกอบธุรกิจร้านกัญชาทุกหัวมุมถนน ทุกแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ ที่ทำให้นักท่องเที่ยวชาวจีนไม่ให้ความเชื่อมั่นที่จะมาท่องเที่ยว เนื่องจากในเรื่องของยาเสพติดในประเทศจีนค่อนข้างที่จะมีโทษอัตราที่สูง ถึงขั้นประหารชีวิต ทำให้นักท่องเที่ยวเหล่านี้ไม่กล้าที่จะเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย และกันไปท่องเที่ยวยังประเทศอื่น ทำให้การท่องเที่ยวของภูเก็ตซบเซา

“อยากเรียกร้องไปยังรัฐบาล ควรใส่ใจและดูแลในเรื่องของการท่องเที่ยว และระบบโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ให้ไทยสามารถแข่งขัน และทัดเทียมกับประเทศที่เป็นเมืองของการท่องเที่ยวชั้นนำ แน่นอนว่าภูเก็ตมีทรัพยากรธรรมชาติที่สวยงาม ไม่แพ้ชาติใดในโลก และเราสามารถพัฒนาจังหวัดหรือพัฒนาเรื่องการท่องเที่ยวได้ หากมีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ในเรื่องของการท่องเที่ยว และการแก้ไขปัญหา ซึ่งผมมองว่า ฟรีวีซ่า เป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยวเพียงระยะสั้น แต่ส่งผลกระทบระยะยาว ทำให้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ รวมถึงนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาในประเทศเดือดร้อน” นายเฉลิมพงศ์ ​กล่าว

‘สุรเดช’มั่นใจ! พปชร.กระแสตอบรับดี พร้อมสู้ศึกเลือกตั้งพื้นที่เหนือตอนบน

'สุรเดช'มั่นใจ! พปชร.กระแสตอบรับดี พร้อมสู้ศึกเลือกตั้งพื้นที่เหนือตอนบน

‘สุรเดช’มั่นใจ! พปชร.กระแสตอบรับดี พร้อมสู้ศึกเลือกตั้งพื้นที่เหนือตอนบน

วันศุกร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.02 น.

“สุรเดช”มั่นใจ! พปชร.กระแสตอบรับดี หลังเปลี่ยนโลโก้ใหม่ พร้อมสู้ศึกเลือกตั้งพื้นที่ภาคเหนือตอนบน เร่งเฟ้นหาคนอุดมการณ์เดียวกัน ไม่หวั่นคู่แข่งในพื้นที่ เชื่อผลอยู่ที่ประชาชนตัดสินใจ

เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2568 นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวว่า จากการได้รับแต่งตั้งเป็นรองหัวหน้าพรรค ร่วมกับ นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รองหัวหน้าพรรค ซึ่งตนได้รับมอบหมายให้ดูแลผู้สมัครภาคเหนือตอนบน ที่ได้รับความไว้วางใจจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค เนื่องจากมีประสบการณ์และความคุ้นเคยกับพื้นที่ในเขตภาคเหนือ ทั้งนี้ จากการได้รับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) จ.พะเยา และเคยเป็นอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สส.พรรคเพื่อแผ่นดิน และการเปลี่ยนแปลงนโยบายการขับเคลื่อนพรรคให้สอดรับกับยุคปัจจุบัน ด้วยปรัชญาพรรค “อนุรักษ์นิยมทันสมัย” ชี้ให้เห็นชัดว่า เป็นพรรคของประชาชนทุกกลุ่มให้ความสำคัญกับนโยบายการยกระดับคุณภาพชีวิตและปากท้องของพี่น้องประชาชน รวมถึงการแก้ไขปัญหาภัยคุกคามจากยาเสพติด ด้วยสโลแกนปกป้องสถาบัน ทันสมัยเศรษฐกิจ มีชีวิตที่สดใส พร้อมเดินหน้าในการขับเคลื่อนการเมืองเพื่อประชาชนต่อไป ภายใต้การนำของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค

“การเปลี่ยนแปลงของ พปชร.ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติของพรรคการเมือง ซึ่งก็ต้องดูว่าเลือดที่ไหลออกไปเป็นเลือดแบบไหน มันก็ต้องมีการถ่ายเลือดและนี่ก็คือเหตุผลของการเปลี่ยนโลโก้ เพื่อที่จะมองให้เห็นว่าตอนนี้พรรคพลังประชารัฐเป็นพรรคยุคใหม่ ที่เราก็ต้องเริ่มกันใหม่ ภายใต้อนุรักษ์นิยมทันสมัย ที่เรายึดในการเป็นพรรคที่อนุรักษ์นิยมก่อน แต่เราต้องยอมรับว่าโลกยุคใหม่เป็นโลกดิจิทัล เราจะต้องปรับตัวผสมผสาน ระหว่างการอนุรักษ์นิยมและเทคโนโลยี” นายสุรเดช กล่าว

นายสุรเดช ยังกล่าวต่อถึงแนวทางการทำพื้นที่ภาคเหนือตอนบนว่า จากการวิเคราะห์และถอดบทเรียนในการเลือกตั้ง ทั้งระดับท้องถิ่น ที่ผ่านมา ตนมั่นใจว่ากระแสของพปชร.ที่ปรับรูปแบบใหม่ เปลี่ยนโลโก้ใหม่ เพิ่มนโยบายที่เกี่ยวข้องกับปากท้องของประชาชน ความเดือดร้อนของประชาชน เชื่อว่า ประชาชนก็จะให้การสนับสนุน ควบคู่ไปกับการตรวจสอบ และทำงานให้กับประชาชนไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ศูนย์กลางของพรรคคือประชาชนและ สส.ทุกคน ก็ต้องทำหน้าที่ในการดูแลประชาชนในพื้นที่ ไปรับฟังปัญหาความเดือดร้อนและ นำประเด็นปัญหาต่างๆ เข้ามาสู่กลไกสภา ไม่ใช่พอเลือกมาแล้ว ก็อยู่แต่ในสภาไม่ลงไปสัมผัสประชาชน ก็คงจะไม่ถูกต้อง

เมื่อถามถึงอดีตสมาชิกพรรค พปชร.ที่อาจจะต้องหาเสียงในพื้นที่เดียวกัน นายสุรเดช กล่าวว่า ตนไม่ได้ถือว่าแข่งขันกัน แต่ถือว่าเป็นพันธมิตรกันได้ หากยังมีอุดมการณ์ไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งการปกป้องสถาบัน และมีเป้าหมายช่วยเหลือประชาชน เราๆ ร่วมมือกันได้ไม่มีปัญหา แต่ที่สำคัญนโยบายของพรรคต้องชัดเจน และการปฏิบัติต้องเป็นรูปธรรม เพราะฉะนั้นใครดีกว่าใคร ให้ประชาชนเป็นคนตัดสิน