กกต.จัดบิ้กเดย์รณรงค์ ปชช.ไปใช้สิทธิเลือกตั้งเทศบาล 11 พ.ค.นี้

กกต.จัดบิ้กเดย์รณรงค์ ปชช.ไปใช้สิทธิเลือกตั้งเทศบาล 11 พ.ค.นี้

กกต.จัดบิ้กเดย์รณรงค์ ปชช.ไปใช้สิทธิเลือกตั้งเทศบาล 11 พ.ค.นี้

วันศุกร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.55 น.

กกต.จัดบิ้กเดย์รณรงค์ ปชช.ไปใช้สิทธิเลือกตั้งเทศบาล 11 พ.ค.นี้ “อิทธิพร” ยัน พร้อมเดินหน้าจัดงานให้สุจริตเที่ยงธรรมชอบด้วยกฎหมาย  เชิญชวนประชาชนศึกษาข้อมูลก่อนไปใช้สิทธิ์ ชี้เลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเสริมสร้างท้องถิ่นให้เข้มแข็ง ผ่านกระบวนการประชาธิปไตย

2 พ.ค.68 ที่สถานตากอากาศบางปู จ.สมุทรปราการ นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษกกต. และนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. พร้อมด้วย นายศุภมิตร ชิณศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ ร่วมกิจกรรมโค้งสุดท้ายการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลและนายกเทศมนตรี หรือ กิจกรรมบิ้กเดย์ ในหัวข้อชื่อว่า “สร้างสรรค์ประเทศ ไทย พร้อมใจไปเลือกตั้ง โผบินด้วยสิทธิ์ เสรีด้วยเสียง“ เพื่อรณรงค์และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งเทศบาลในวันที่ 11 พ.ค.นี้

นายอิทธิพร กล่าวเปิดงานว่ากิจกรรมวันนี้เป็นการสร้างความรับรู้และส่งเสริมความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้การเลือกตั้งเทศบาล ที่จะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 11 พ.ค.นี้ เป็นไปด้วยความสุจริตเที่ยงธรรมและชอบด้วยกฎหมาย การเลือกตั้งเทศเทศบาลครั้งนี้ถือเป็นกระบวนการสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างการปกครองท้องถิ่นในเขตชุมชนเมืองให้เข้มแข็ง เปิดโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ในการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน ผ่านกระบวนการประชาธิปไตย คือการเลือกตั้งซึ่งถือเป็นหน้าที่ของปวงชนชาวไทยตามรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 50

“ขอยืนยันว่า กกต. และสำนักงาน กกต. และเครือข่ายพร้อมเดินหน้าเพื่อให้การเลือกตั้งครั้งนี้สำเร็จลุล่วงอย่างมีคุณภาพ พร้อมกับอำนวยความสะดวกให้กับผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทุกคน และในโอกาสนี้ขอเชิญชวนประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทุกคนเตรียมความ พร้อมด้วยการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการเลือกตั้ง อย่างเต็มที่ กกต. จัดทำแอพพลิเคชั่นสมาร์โฟมตเพื่อให้ทุกคนเข้าถึงข้อมูลการเลือกตั้งได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว และหวังเป็นอย่างยิ่งว่ากันจัดกิจกรรมครั้งนี้จะเป็นการแสดงเจตนารมย์ร่วมกันเพื่อให้การเลือกตั้งเทศบาลได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชนและเป็นอีกก้าวหนึ่งในการสร้างอนาคตที่ดีให้แก่ประเทศไทย ดังแนวคิดกิจกรรมสร้างสรรค์ประเทศไทยพร้อมใจไปเลือกตั้ง” นายอิทธิพรกล่าว

โดยนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. กล่าวรายงาน การจัดกิจกรรมหวังให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง จัดขึ้นเพื่อประชาสัมพันธ์การเลือกตั้งเทศบาลที่จะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 11 พ.ค.นี้ พร้อมกระตุ้นให้ประชาชนออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง สร้างการรับรู้ลดจำนวนบัตรเสีย และเป็นการส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองในทุกภาคส่วน การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นไปด้วยความสุจริตเที่ยงธรรมและชอบด้วยกฎหมาย

การเลือกตั้งเทศบาลมีความสำคัญเนื่องจากเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่อำนาจในการดูแลประชาชนในพื้นที่ การรักษาความสงบเรียบร้อย การทำบริการสาธารณะ การดูแลการจราจร การส่งเสริมพัฒนาเด็กสตรีเยาวชนผู้สูงอายุและคนพิการ สนับสนุนการจัดการศึกษาการฝึกอบรมให้กับประชาชน จากการสนับสนุนพัฒนาเด็กเล็ก บำรุงศิลปะจารีตประเพณีภูมิปัญญาท้องถิ่นและวัฒนธรรมอันดีงาม หวังว่าประชาชนจะตระหนักถึงความสำคัญในการเลือกตั้งเทศบาลและออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง

“แสดงให้เห็นว่าเทศบาลเป็นหน่วยปกครองตนเองของประชาชนที่ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด และดูแลประชาชนตั้งแต่เกิดจนถึงตาย” นายแสวงกล่าว

ด้านนายศุภมิตร กล่าวว่า ขอเชิญชวนประชาชนชาวจ.สมุทรปราการออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งโดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยการเลือกตั้งเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดในการที่จะพัฒนาพื้นที่ โดยนายกเทศมนตรี มีความสำคัญทั้งงบประมาณและบุคลากรมากมาย ที่จะแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนและตอบสนองความต้องการของประชาชนทั้งนี้ปัญหาเดิมๆที่ประสบอยู่อย่างการซื้อสิทธิ์ขายเสียง และในเรื่องของการคอรัปชั่นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นเรื่องปกติที่หากมีงบประมาณมากก็จะมีปัญหา ตามมาและเป็นปัญหาหลัก เพราะฉะนั้นจึงขอเชิญชวนประชาชนตัดสินใจให้ดีโดยเฉพาะสังคมจ.สมุทรปราการที่มีอยู่ 2 ส่วนคือประชาชนในพื้นที่ดั้งเดิม และผู้ที่ได้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในจังหวัดสมุทรปราการโดยเฉพาะหมู่บ้านจัดสรรและคอนโด เวลาที่มีปัญหามาร้องเรียนกับจังหวัดสุดท้ายจังหวัดก็ต้องกลับไปที่ท้องถิ่น เพราะมีทั้งงบประมาณอำนาจในการพิจารณาให้ตัดสินใจดีๆและออกมาใช้สิทธิ์

“ถ้าการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีคนออกมาใช้สิทธิ์แค่ 40% ก็ล้มเหลว เพราะไม่รักษาสิทธิ์ พอมีปัญหาก็ออกมา เดินขบวนร้องเรียนแต่เวลาเลือกตั้งไม่ออกมาก็ต้องกลับไปถามประชาชนที่มีปัญหาว่าทำไมตอนเลือกตั้งไม่ออกมา ไม่เลือกคนดีคนที่คิดว่ามีนโยบายในการพัฒนาแก้ไขปัญหาของประชาชน ต้องพิจารณา ต้องเลือกเองเพราะฉะนั้นจึงขอเชิญชวนประชาชนที่เข้ามาอยู่ในจังหวัดสมุทรปราการ เช้าไปทำงานกรุงเทพฯเย็นกลับบ้านไม่สนใจ แต่เมื่อมีปัญหา ลงมาน้ำท่วม มีปัญหาต่างๆก็มาร้องเรียนจึงอยากเชิญชวน ว่าให้คิดให้ดีว่าใคร ควรจะเป็นผู้นำในการแก้ไขปัญหาและตอบสนองความต้องการของประชาชน”นายศุภมิตรกล่าว

จากนั้นผู้บริหารกกต. และผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการภาคีเครือข่ายได้แสดงสัญลักษณ์เปิดกิจกรรม ด้วยท่ากากบาทที่หมายถึงการไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง พร้อมปล่อยขบวนรณรงค์ประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้ประชาชนไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง

.-008 

‘ปธ.กกต.’ยอมรับ‘ฐิติเชฏฐ์’ถูกแจ้งความเอี่ยวติดสินบน‘ผู้ว่าฯสตง.’ กระทบการทำหน้าที่

‘ปธ.กกต.’ยอมรับ‘ฐิติเชฏฐ์’ถูกแจ้งความเอี่ยวติดสินบน‘ผู้ว่าฯสตง.’ กระทบการทำหน้าที่

‘ปธ.กกต.’ยอมรับ‘ฐิติเชฏฐ์’ถูกแจ้งความเอี่ยวติดสินบน‘ผู้ว่าฯสตง.’ กระทบการทำหน้าที่

วันศุกร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.53 น.

‘อิทธิพร’ยอมรับ‘ฐิติเชฏฐ์’ถูกแจ้งความข้อหาเอี่ยวเจ้าหน้าที่‘สตง.’วิ่งเต้นตำแหน่ง กระทบกับการทำหน้าที่ แต่‘กกต.’ไม่มีอำนาจตรวจสอบ ปล่อยให้เป็นเรื่องกระบวนยุติธรรมพิสูจน์

2 พฤษภาคม 2568 ที่ จ.สมุทรปราการ นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงกรณีนายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ กกต. ถูกอดีตผู้ว่า สตง. แจ้งความดำเนินคดีร่วมกับเจ้าหน้าที่ของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน วิ่งเต้นจ่ายเงินเพื่อเลื่อนตำแหน่งวงเงิน 300,000 บาท ว่า ไม่ได้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ และเพิ่งทราบข่าวเหมือนกัน ซึ่งเห็นว่าเรื่องนี้มีกระบวนการตรวจสอบที่รองรับอยู่แล้ว จึงให้เป็นไปตามกระบวนการตรวจสอบ ถ้าจะให้ข้อคิดเห็นหรือข้อเท็จจริงสรุปอะไร อาจจะไม่เป็นธรรม

ส่วนจะกระทบกับการทำหน้าที่ของ กกต.หรือไม่ ที่ถูกแจ้งความ เพราะ กกต. ต้องซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส เพราะเป็นหน่วยงานตรวจสอบ ประธาน กกต. ยอมรับอาจจะมีส่วน แต่ทั้งนี้ต้องให้กระบวนการยุติธรรมเป็นผู้พิสูจน์ ถ้าพบว่ากระทำผิดก็ต้องรับผิดชอบ แต่ถ้ายังไม่มีการตรวจสอบยังไม่ถึงเวลาที่จะพูด

เมื่อถามย้ำว่าแสดงว่าช่วงนี้ กกต. จะไม่ดำเนินการอะไร นายอิทธิพร กล่าวว่า เราไม่ได้ดำเนินการอะไร เพราะมีกลไกตรวจสอบอยู่แล้ว ไม่สามารถตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบได้ เพราะต้องมีกฎหมายรองรับ

ส่วนมีการพูดคุยกันในคณะกรรมการ กกต.หรือไม่ นายอิทธิพร ระบุว่า ก็คุยกันเฉยๆ พูดคุยกันตามปกติ ซึ่งเราก็ให้เกียรติและเคารพซึ่งกันและกันอยู่แล้ว ซึ่งเรื่องนี้มันมีกระบวนการตรวจสอบรองรับอยู่แล้ว

ประธาน กกต. เผยคำร้องเลือกตั้งเทศบาลน้อยกว่า ปี 64

ประธาน กกต. เผยคำร้องเลือกตั้งเทศบาลน้อยกว่า ปี 64

ประธาน กกต. เผยคำร้องเลือกตั้งเทศบาลน้อยกว่า ปี 64

วันศุกร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.45 น.

ประธาน กกต.เผยคำร้องเลือกตั้งเทศบาลน้อยกว่าปี ’64  ‘กกต.เชียงใหม่’รับเรื่องสมุดจดโพยแจกเงินไว้ไต่สวนแล้ว  ส่วนเลือกตั้งเขต 8 นครศรีฯยังไม่มีคำร้อง อาจอยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐาน แต่หากเลือกตั้งสุจริต ก็ประกาศผลได้เลยไม่ช้ากว่า  60  วัน

2 พ.ค. 68 ที่ จ.สมุทรปราการ  วันนี้ (2 พ.ค.) นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. กล่าวถึงคำร้องทุจริตเกี่ยวกับการเลือกตั้งระดับเทศบาล อย่างจังหวัดเชียงใหม่ ได้มีการพบสมุดจดโพยแจกเงิน ว่า วัฟนนี้ทางสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งที่จังหวัดเชียงใหม่ได้รับเรื่องนี้เป็นความปรากฏแล้วเมื่อความเป็นความปรากฏแล้ว เข้าสู่กระบวน การสืบสวนไต่สวนต่อไป

สำหรับจังหวัดอื่นๆ เท่าที่ทราบเราไม่ได้แยกจังหวัด แต่จำนวนคำร้องวันนี้ 182 เรื่อง เป็นการฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้ง ซึ่งเมื่อเทียบกับปี 64 คำร้องในกรณีการเลือกตั้งเทศบาลมี 1,742 เรื่อง ณ ขณะนี้มี 182 เรื่อง ถือว่าตอนนี้น้อยลง ซึ่งการยื่นคำร้องตามระเบียบกฎหมายจะทำได้ตั้งแต่ตอนนี้ ก่อนหน้านี้ และ 30 วัน หลังประกาศผล

“เพราะฉะนั้นไม่อยากให้ตัวเลขคำร้องสูงขึ้น หรือสูงเท่าเดิม เพราะการเลือกตั้งที่ผ่านมาคำร้องน้อยลงไปเรื่อยๆ และหวังว่าจะน้อยลงไปเรื่อยๆต่อไป”นายอิทธิพร   กล่าว

ส่วนเหตุการณ์จะรุนแรงขึ้นหรือไม่เพราะมีการเคลื่อนไหวจากสถาน การณ์การเมือง สนามใหญ่ส่งผลกระทบต่อสนามเล็ก นายอิทธิพรกล่าวว่า  ในการดำเนินการป้องกันป้องปรามการกระทำผิดฝ่าฝืนการเลือกตั้ง ได้ทำงานร่วมกันกับทุกภาคส่วน ซึ่งผู้บังคับการภูธรจังหวัดให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี และจัดลำดับความเข้มข้นในการแข่งขันของจังหวัดนั้นๆ  เพราะฉะนั้นเราทำทุกอย่างเพื่อให้เกิดการป้องกันป้อมปราบไม่ให้เกิดการทุจริต และมีการเชิญชวนประชา ชนช่วยแจ้งข่าวมายังกกต.ได้เพราะทุกคนสามารถมีส่วนร่วมที่จะป้องกันการทุจริตได้

สำหรับการเลือกตั้งซ่อมเขต 8 จังหวัดนครศรีธรรมราช จะมีการประกาศผลเมื่อไหร่ และมีคำร้องเข้ามาบ้างหรือไม่ เพราะผู้สมัครที่แพ้บอกว่ามีหลักฐานชัดที่จะยื่นต่อ กกต. นายอิทธิพร  กล่าวว่า เท่าที่ทราบเป็นการปรากฏข่าวว่ามีการซื้อเสียง ที่จังหวัดนครศรีธรรมราชเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งตนก็ได้ทราบข่าวนี้เช่นกัน  แต่ขณะนี้ทราบว่ามีแต่ข่าว แต่ยังไม่มีคำร้อง ซึ่งการไม่มีคำร้องก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มี อาจจะอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานก่อนจะยื่นคำร้อง ส่วนการประกาศผลต้องดูมาตรา 127 พ.ร.ป.เลือกตั้ง  สส. เมื่อ กกต.ได้ตรวจสอบเบื้องต้นและมีเหตุอันควรเชื่อว่า การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรมและชอบด้วยกฎหมาย ก็สามารถประกาศผลการเลือกตั้งได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องไม่ช้ากว่า 60 วัน

ขู่พยาน‘ฮั้วสว.’! อดีตผู้สมัครร้อง‘ดีเอสไอ’ช่วย ถูกกลุ่มบุคคลขวางให้ปากคำ จุ้นคดี

ขู่พยาน‘ฮั้วสว.’! อดีตผู้สมัครร้อง‘ดีเอสไอ’ช่วย ถูกกลุ่มบุคคลขวางให้ปากคำ จุ้นคดี

ขู่พยาน‘ฮั้วสว.’! อดีตผู้สมัครร้อง‘ดีเอสไอ’ช่วย ถูกกลุ่มบุคคลขวางให้ปากคำ จุ้นคดี

วันศุกร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.03 น.

‘อดีตผู้สมัครสว.’ร้อง‘ดีเอสไอ’ช่วยคุ้มครอง อ้างถูกกลุ่มบุคคลข่มขู่ไม่ให้ความร่วมมือ เข้าให้ปากคำในฐานะพยานปม‘คดีฮั้วเลือกสว.’

2 พฤษภาคม 2568 ที่อาคารกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท สมาชิกวุฒิสภา (สว.) และนางจันทร์เพ็ญ ประเสริฐศรี ตัวแทนกลุ่มผู้เสียหาย จ.อำนาจเจริญ เดินทางมายื่นเรื่องร้องขอความช่วยเหลือจากนายสมบูรณ์ ม่วงกล่ำ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วย พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และ พ.ต.ต.วร ณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค หลังถูกคุกคามข่มขู่ กรณีเข้าแจ้งความข้อหาอั้งยี่ ที่ สภ.โกสุมพิสัย จ.มหาสารคาม ในการเลือก สว.ประดับประเทศ

นางกุสุมาลวตี เปิดเผยว่า ตนเป็นผู้สมัคร สว.ในกลุ่มสตรี โดยเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในการเลือก สว.ระดับประเทศที่มีความผิดปกติ ไม่ชอบธรรม และมีกลไกที่ไม่สมควรที่จะเกิดขึ้นและเห็นการแทรกแซงของผู้บังคับบัญชาบางคน ซึ่งที่ผ่านมาตนได้เห็นเหตุการณ์หลายอย่าง จึงไปร้องเรียนหลายหน่วยงาน ทั้งศาล คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) และถวายฎีกา รวมทั้งตนได้แจ้งความที่ สภ.โกสุมพิสัย จ.มหาสารคาม กรณีการเลือกตั้งที่มีพฤติการณ์อั้งยี่ ซึ่งหลังแจ้งความก็มีข้าราชการระดับสูงในอำเภอ โทรศัพท์มาหาตนเพื่อสอบถามว่า “ได้เดินทางไปแจ้งความมาหรือไม่และต้องการขอสำเนาแจ้งความ” ตนเห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่ควรจะมาเกี่ยวข้อง แต่เขาบอกว่ากระทรวงมหาดไทยเป็นผู้สั่งให้มาดำเนินการ

นางกุสุมาลวตี เปิดเผยว่า ตนจึงตั้งคำถามว่ากระทรวงมหาดไทย ทำไมต้องมาเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ได้อย่างไร เพราะคดีดังกล่าวเป็นหน้าที่ของดีเอสไอ กกต. อัยการ จะส่งสำนวนไปยังศาล ทั้งนี้มองว่ามีพรรคการเมืองและกลุ่มบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเลือก สว.ที่ไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม มันผิดกฎหมายและจริยธรรม ตนจึงมาขอดีเอสไอคุ้มครองเพราะเกรงว่าไม่ปลอดภัย โดยมีการใช้อำนาจอ้างว่าเป็นหัวหน้าส่วนราชการภายในอำเภอ มีสิทธิที่จะเข้าไปดูสำนวนการแจ้งความของใครก็ได้ โดยตนมาทราบภายหลังว่าเขาได้ไปขอข้อมูลกับตำรวจ สภ.โกสุมพิสัย แล้ว

“นอกจากนี้ ยังทราบมาด้วยว่ามีพยานหลายคนในคดีที่เคยให้การไปแล้วก็ถูกข่มขู่ให้แจ้งความกลับว่าถูกดีเอสไอบังคับมาให้ปากคำ จนพยานต้องไปแจ้งความกลับหลายคน เนื่องจากเกิดความหวาดกลัว อีกทั้งยังมีขบวนการสั่งการให้ข้าราชการระดับสูง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ไปพูดจาข่มขู่พยานด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง” นางกุสุมาลวตี กล่าว

ด้าน นางจันทร์เพ็ญ เปิดเผยว่า ตนเป็นผู้แทนของกลุ่มผู้สมัคร สว. ภายใน จ.อำนาจเจริญ ซึ่งขณะนี้พบว่าถูกข่มขู่  โดย จ.อำนาจเจริญพบ สว. 5 คน ซึ่งการรับรองดังกล่าว ส่วนตัวมองว่าเป็นการรับรองบุคคลที่ขาดคุณสมบัติในสาขาอาชีพต่างๆ โดยให้นักการเมืองท้องถิ่นเป็นผู้รับรอง จึงมองว่าเป็นช่องทางที่นักการเมืองนำมาใช้ในการคัดเลือก สว. ซึ่งใน จ.อำนาจ เจริญ พบกลุ่มบุคคล 600 –  700 คน ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการฮั้ว สว. โดยมีการถูกข่มขู่จากบุคคลบางกลุ่ม ตนจึงอยากให้กลุ่มบุคคลที่ถูกข่มขู่ให้เข้ามาร่วมเป็นพยานกับดีเอสไอ สำหรับลักษณะการข่มขู่เบื้องต้นพบ มีการส่งข้อมูลหรือข้อความไปถึงกลุ่มผู้สมัครและญาติ ห้ามไม่ให้เข้ามาให้ปากคำในฐานะพยานกับดีเอสไอ อ้างว่ามีการเคลียร์คดีกันแล้ว อีกทั้งยังมีการฝากข้อความมาบอกตัวเองไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับคดีดังกล่าว

ขณะที่ พ.ต.ต.ยุทธนา ระบุว่า ผู้ที่เข้ามาร้องทั้ง 2 คน วันนี้ถือเป็นพยานในคดีพิเศษที่ดีเอสไออยู่ระหว่างทำการสอบสวนในคดีอั้งยี่ กรณีฮั้วเลือก สว. ระดับประเทศ ซึ่งหลังจากที่ นางกุสุมาลวตี ไปแจ้งความที่ สภ.โกสุมพิสัย แล้วสำนักตำรวจแห่งชาติก็ได้ส่งเรื่องมาที่ดีเอสไอ เพื่อพิจารณารับเรื่องเป็นคดีพิเศษแล้ว โดยวันนี้ผู้ร้องมีการมาร้องขอว่ามีพฤติกรรมที่อาจจะเกิดความไม่ปลอดภัย ซึ่งรัฐมีหน้าที่คุ้มครองพยานในคดีอาญา โดยคณะกรรมการกรมสอบสวนคดีพิเศษต้องพิจารณาว่ามีพฤติกรรมที่จะทำให้เกิดความไม่ปลอดภัยกับพยานหรือไม่ ผู้ร้องมีความประสงค์ขอรับการคุ้มครองพยานหรือไม่

ส่วนกรณีที่มีบุคคลอื่นมาร้องขอนำบันทึกประจำวันที่ผู้ร้องไปแจ้งความ ก็ต้องพิจารณาว่าบุคคลดังกล่าวมีอำนาจหรือสิทธิที่จะขอหรือไม่ ซึ่งการแจ้งความร้องทุกข์ถือเป็นเอกสารในสำนวนคดีอาญา ตามหลักกฎหมายแล้วก็มีข้อยกเว้นที่จะไม่เปิดเผยได้ เพราะอาจจะทำให้การบังคับใช้กฎหมายเสื่อมประสิทธิภาพ

พ.ต.ต.ยุทธนา เผยว่า สำหรับการข่มขู่พยานดังกล่าวไม่ได้เป็นอุปสรรคในการสอบสวนแต่หากมีการมาข่มขู่คุกคามพยานก็ต้องมีการพิจารณาคุ้มครอง โดยเบื้องต้นมีพยานมาร้องว่าถูกข่มขู่หลายร้าย แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้ว่าเป็นใครบ้าง ส่วนการที่ฝ่ายปกครองไม่ค่อยให้ความร่วมมือตามที่ปรากฏเป็นข่าวนั้น ยังไม่พบอุปสรรคในการสอบสวนมากนัก รวมถึง ความคืบหน้าทางคดี ขณะนี้มีการรวบ รวมพยานหลักฐานไปมากพอสมควรแล้วมีการเรียก ทั้งพยานบุคคล ประจักษ์พยาน และพยานที่เป็นวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารต่างๆ เพื่อพิสูจน์ว่ามีการกระทำจัดตั้งเป็นสมาชิก คณะบุคคล หรือมีการปกปิดวิธีดำเนินการเพื่อกระทำการมิชอบด้วยกฎหมายด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่งหรือไม่ โดยหลังจากนี้จะมีการประสานขอความร่วมมือไปยังกระทรวงมหาดไทยหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับการพิจารณาของพนักงานสอบสวนอีกครั้งว่าจะดำเนินการอย่างไร

ส่วนการจำลองเหตุการณ์วันเลือกตั้ง สว. ระดับประเทศที่เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 25 เม.ย. ที่ผ่านมา พ.ต.ต.ยุทธนา บอกว่าได้ข้อมูลรายละเอียดที่เป็นประโยชน์ เพราะนำภาพที่ได้จากการบันทึกภาพเคลื่อนไหวมาวิเคราะห์ว่าบุคคลใดอยู่ในกิจกรรมอะไรบ้าง การเลือก การกาลงคะแนน การแสดงบัตร มีความสอดคล้องกับพยานบุคคล พยานเอกสาร และพยานวัตถุอย่างไรบ้าง

‘ชุติพงศ์’เผย’อนุฯปราบแก๊งคอลฯ’ถก’กฤษฎีกา’ หาแนวทางการใช้’พ.ร.ก.ไซเบอร์’

'ชุติพงศ์'เผย'อนุฯปราบแก๊งคอลฯ'ถก'กฤษฎีกา' หาแนวทางการใช้'พ.ร.ก.ไซเบอร์'

‘ชุติพงศ์’เผย’อนุฯปราบแก๊งคอลฯ’ถก’กฤษฎีกา’ หาแนวทางการใช้’พ.ร.ก.ไซเบอร์’

วันศุกร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.38 น.

จี้จัดการที่ต้นตอ! “ชุติพงศ์”เผย”อนุฯปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์”ถก”กฤษฎีกา” หาแนวทางการใช้”พ.ร.ก.ไซเบอร์” ข้องใจรัฐบาลไม่เร่งปราบฝั่งกัมพูชา ทั้งที่มีความสัมพันธ์ระดับพ่อผู้นำประเทศ ชี้ปีงบฯ68 เสียหายหมื่นล้านแล้ว ลั่นตราบใดที่โจรยังอยู่ในมือถือของเรา ทุกคนไม่มีความปลอดภัย

เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2568 ที่รัฐสภา นายชุติพงศ์ พิภพภิญโญ สส.ระยอง พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานอนุคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาศึกษาแนวทางการป้องกันปราบปรามแก้ไขปัญหาขบวนการค้ามนุษย์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และบัญชีม้า ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมถึง กรณีแก๊งคอลเซ็นเตอร์กลับมาระบาดใหม่อีกครั้ง ว่า การแก้ไขปัญหายังไม่มีความคืบหน้าจากหน่วยงานภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรม แม้รัฐจะออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี มาบังคับใช้แล้วก็ตาม ดังนั้น ในที่ประชุม กมธ.ฯ วันนี้ จึงจะมีการทำความเข้าใจเกี่ยวกับการบังคับใช้ พ.ร.ก.ฯ รวมถึงการคาดการณ์ปัญหาและอุปสรรคในการบังคับใช้ โดยได้เชิญคณะกรรมการกฤษฎีกา มาให้ข้อมูลว่าในการออกกฏหมายฉบับนี้ มีข้อกังวลอย่างไรบ้างหรือไม่เพื่อให้ทางอนุ กมธ.ฯ จะได้ทำความเข้าใจในเรื่องการบังคับใช้ หรือการแก้ไขในอนาคตว่าจะต้องเป็นไปในรูปแบบใด ซึ่งการทำงานของอนุ กมธ.ฯ ใกล้แล้วเสร็จแล้วจึงต้องการทำให้สมบูรณ์มากที่สุด

นายชุติพงศ์ กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องของแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์ ที่มีการดำเนินการส่งชาวจีนกลับประเทศจีน โดยรัฐได้ทำการตัดไฟและตัดน้ำมัน ที่จะส่งไปยังประเทศเมียนมา ซึ่งถือว่าได้ผลในระดับหนึ่ง แต่เราก็ยังไม่เห็นความคืบหน้าเท่าที่ควร ในหลายจุดโดยเฉพาะชายแดนประเทศกัมพูชา ซึ่งเราทราบข้อมูลมาว่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์นั้นมีการหลอกคนไทยจำนวนมากที่สุด เพราะถ้าพูดกันตรงๆ ความสัมพันธ์ไทยและกัมพูชา ระหว่างผู้นำประเทศ หรือระดับบุคคลที่เป็นรุ่นพ่อของผู้นำประเทศ ก็มีความสนิทสนมกันเป็นอย่างดี เหตุใดจึงไม่เจรจาเพื่อแก้ไขปัญหา และล่าสุดที่นายกรัฐมนตรีได้เดินทางไปเยือนประเทศกัมพูชา เราก็รอติดตามว่านายกฯได้มีการพูดคุยเรื่องการแก้ไขปัญหาเเก๊งค์คอลเซ็นเตอร์บริเวณชายแดนบ้างหรือไม่

เมื่อถามว่าล่าสุดแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์ ที่มีเคสหลอกคนไทยที่เป็นด็อกเตอร์มองว่าการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลไม่ได้ผลหรือไม่ นายชุติพงศ์กล่าวว่า ตราบใดที่โจรยังอยู่ในมือถือของเราทุกคนไม่มีความปลอดภัย เพราะนายกฯก็เคยให้สัมภาษณ์ว่าเกือบโดนหลอกมาแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีใครปลอดภัย และอย่าคิดว่าเหยื่อของแก๊งค์มิจฉาชีพจะเป็นคนแก่เพียงอย่างเดียว เพราะหลายคนเป็นผู้ใหญ่ เป็นอาจารย์ วิศวกร เป็นคนที่มีความรู้ แต่เรื่องปฏิบัติการจิตวิทยาที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ใช้ จะสร้างความหวาดกลัว สร้างความรัก และมีการใช้แอพพลิเคชั่นที่แฝงเข้ามาในโทรศัพท์เพื่อหลอกให้ดาวน์โหลด จึงมีโอกาสที่ทุกคนสามารถพลาดได้ทั้งนั้น ถ้าเรายังไม่จัดการปัญหาที่ต้นตอต่อ คือปราบปราม ต้นตอที่ชายแดนอย่างจริงจัง เพราะตราบใดที่ไม่ทำอย่างนั้นเขาก็ยังอยู่ในโทรศัพท์ของเราทุกคน

นายชุติพงศ์ กล่าวต่อว่า แม้รัฐจะตัดไฟตัดน้ำมัน แต่ก็ทราบมาว่ามีเครื่องปั่นไฟอยู่ในพื้นที่ทำให้ฝั่งเมียนมายังมีแก๊งคอลเซ็นเตอร์อยู่ ในขณะที่ฝั่งกัมพูชา ซึ่งเราได้ข้อมูลจากการประชุมอนุ กมธ.ฯ ว่า มีเครื่องปั่นไฟขนาดกลางถูกตั้งไว้หน้าบ้านที่สร้างใหม่จำนวนมาก ซึ่งเป็นทาวน์เฮาส์ขนาดเล็กไม่ใช่แค่ตึกสูงเหมือนที่เราทราบกัน คำถามคือถ้าเราเห็นว่าการตัดไฟตัดน้ำมันในฝั่งเมียนมาได้ผล แล้วทำไมไม่ทะลายแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์ที่ฝั่งกัมพูชา ทำไมเราถึงทำอะไรไม่ได้ ซึ่งทราบมาว่าไฟฟ้าฝั่งปอยเปต ไฟฟ้าหลักมาจากประเทศเรา ทั้งๆ ที่ความสัมพันธ์รัฐบาลต่อรัฐบาลก็สามารถดำเนินการได้ จึงต้องถามไปยังรัฐบาลว่าจะรอถึงเมื่อไหร่ จะให้โจรอยู่ในมือถือของประชาชนอีกนานแค่ไหน

“ทุกวันนี้ยังไม่มีการขยับหรือออกมาตรการในการเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหานี้ คือทุกวันที่เงินอยู่ในกระเป๋าพี่น้องประชาชนอาจจะเป็นเงินก้อนสุดท้ายในชีวิตของเขา ถูกเอาไปอยู่ในมือของมิจฉาชีพ ดังนั้น รัฐบาลควรจะดำเนินการให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ ไม่ควรปล่อยให้เกิดขึ้นแม้แต่วันเดียว เพราะเปิดปีงบประมาณ 68 มาความเสียหายที่ AOC แสดงอยู่ในเว็บไซต์มูลค่าหมื่นล้านบาทแล้ว ทำให้ประเทศชาติและประชาชนเสียเงินขนาดนี้ในระยะสั้นๆ แค่นี้ แล้วจะกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไร เราถึงจะทำให้ประชาชนมีกินมีใช้ และเฉพาะเคสที่แจ้งความในปีงบประมาณนี้มีจำนวนกว่า 90,000 ราย ซึ่งจำนวนผู้ถูกหลอกยังคงสูงอยู่ ทั้งที่เราคาดหวังว่าควรจะลดลง” นายชุติพงศ์ กล่าว

‘ชูศักดิ์’ชี้รัฐบาลยังไม่สรุป! ใช้ พ.ร.ก.หรือ พ.ร.บ.’กู้เงิน 5 แสนล้าน’

'ชูศักดิ์'ชี้รัฐบาลยังไม่สรุป! ใช้ พ.ร.ก.หรือ พ.ร.บ.'กู้เงิน 5 แสนล้าน'

‘ชูศักดิ์’ชี้รัฐบาลยังไม่สรุป! ใช้ พ.ร.ก.หรือ พ.ร.บ.’กู้เงิน 5 แสนล้าน’

วันศุกร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.33 น.

“ชูศักดิ์”ชี้รัฐบาลยังไม่สรุป! ใช้ พ.ร.ก.หรือ พ.ร.บ.”กู้เงิน 5 แสนล้าน” ย้ำ พ.ร.ก.ต้องมีเหตุจำเป็นจริงๆ ไม่งั้นเสี่ยงถูกยื่นตีความศาลรัฐธรรมนูญ

เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่รัฐบาลมีแผนที่จะออกกฎหมายกู้เงิน วงเงินรวมประมาณ 5 แสนล้านบาท ว่ารัฐบาลควรจะออกเป็นพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินหรือพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กู้เงิน จะเหมาะสมมากกว่า ว่า เรื่องนี้ยังไม่ได้คุยกันในรายละเอียดเลย

เมื่อถามย้ำว่า แนวโน้มในการดำเนินการเรื่องนี้ควรจะออกเป็น พ.ร.ก.หรือ พ.ร.บ.ถึงจะเหมาะสม นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ต้องไปดูเหตุผลว่ามีความจำเป็นอะไร โดยเฉพาะถ้าจะออกเป็น พ.ร.ก.ซึ่งเงื่อนไขสำคัญคือการออก พ.ร.ก.ไม่ใช่อยู่ดีๆ จะออกได้ เพราะจริงๆ แล้วการตรากฎหมาย ไม่ใช่หน้าที่ของรัฐบาล เขายกเว้นไว้กรณีจำเป็นกรณีฉุกเฉิน กรณีเร่งด่วน หรือจำเป็นเท่านั้น ก็ต้องดูว่าท้ายที่สุดแล้วมีความจำเป็นหรือไม่

นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ปกติการตรากฎหมายเราต้องเสนอเรื่องผ่านสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีอำนาจโดยตรง และที่ผ่านมาก็ยกเว้นเฉพาะกรณีที่จำเป็น ซึ่งเรียกว่า พ.ร.ก.แต่อย่างที่บอกว่า พ.ร.ก.มีเงื่อนไข เพราะถ้าไม่เข้าเงื่อนไขก็อาจจะมีคนไปร้องศาลรัฐธรรมนูญได้อีก ซึ่งตอนนี้นายกรัฐมนตรี ยังไม่ได้มีการหารือในเรื่องนี้เลย

‘ไอติม’ขยี้รัฐบาลกลับไปกลับมาปม‘ค่าแรง 400 บาท’ เหน็บเร่งรัดแต่‘เอ็นเตอร์เทนเมนต์ฯ’

‘ไอติม’ขยี้รัฐบาลกลับไปกลับมาปม‘ค่าแรง 400 บาท’ เหน็บเร่งรัดแต่‘เอ็นเตอร์เทนเมนต์ฯ’

‘ไอติม’ขยี้รัฐบาลกลับไปกลับมาปม‘ค่าแรง 400 บาท’ เหน็บเร่งรัดแต่‘เอ็นเตอร์เทนเมนต์ฯ’

วันศุกร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.32 น.

‘ไอติม’เป็นห่วงรัฐบาลผลักดัน‘ค่าแรง 400 บาท’กังวลแทน กลัวประชาชนไม่เชื่อมั่น บอกกลับไปกลับมาหลายเรื่อง เกิดความเสียหายหลายมิติ มองเป็นสิทธิโดยชอบธรรม หากคนทวงถาม

2 พฤษภาคม 2568 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการผลักดันค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาทของรัฐบาล ว่า ค่าแรงขั้นต่ำ เป็นเรื่องที่สำคัญต่อพี่น้องชาวแรงงาน ประเด็นเรื่องนี้ พรรคประชาชนได้ตั้งข้อสังเกตมาก่อนหน้านี้ว่าเป็นตัวอย่างของนโยบายที่รัฐบาลได้เคยมีการประกาศไว้ ไม่ว่าจะเป็นประกาศในนามพรรคการเมืองหรือรัฐบาล ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดจนไม่สามารถรักษาสัญญาได้

“เรื่องค่าแรง 400 บาท นอกเหนือจากที่รัฐบาล พรรคเพื่อไทยเคยหาเสียงไว้ก่อนการเลือกตั้งแล้วว่าจะมีการปรับขึ้นในปีแรก เพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมาย 600 บาทภายในปี 2570 แต่แม้มีการตั้งรัฐบาลผสมขึ้นมาแล้ว ก็เคยมีการสื่อสารผ่านโฆษกรัฐบาล สมัยนายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี ว่าจะมีการปรับขึ้น 400 บาท ทุกพื้นที่ ทุกอาชีพ ทั่วประเทศ จนถึงตอนนี้ก็ไม่มีความชัดเจนว่าเป้าหมายที่ประกาศไว้จะสำเร็จเมื่อไหร่ ผมคิดว่าพี่น้องประชาชนเขามีความชอบธรรมอย่างยิ่งที่จะทวงถามรัฐบาล ว่าจะรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนในเรื่องนี้หรือไม่” นายพริษฐ์ กล่าว

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ในมุมของพรรคประชาชน เราไม่ได้แค่เรียกร้องอย่างเดียว เราพยายามนำเสนอข้อเสนอแนะที่ทำให้ค่าแรงขั้นต่ำถูกแก้ไขอย่างยั่งยืนและเป็นระบบมากขึ้น ในรูปธรรม เรามีการยื่นร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองแรงงาน หนึ่งในร่างที่เรายื่นไปเป็นการปรับคำนวณค่าแรงขั้นต่ำ สิ่งที่เราอยากเห็นคือมีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอย่างเป็นธรรม และคำนึงถึงค่าของชีพที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา โดยเพิ่มอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้ก้าวกระโดด ไม่เช่นนั้นผู้ประกอบการอาจจะไม่มีเวลาในการปรับตัว

“ควรจะปรับขึ้นให้สอดคล้องกับสภาพการเติบโตของเศรษฐกิจและค่าครองชีพในหลายปี ในมุมหนึ่ง เป็นการสร้างความเป็นธรรมให้กับพี่น้องแรงงาน และทำให้ผู้ประกอบการคาดการณ์ต้นทุนจากค่าแรงในอนาคตได้ชัดเจนมากขึ้น ซึ่งเป็นระบบที่เราอยากเห็น จึงมีการยื่นร่างกฎหมายเข้าไปในสภา ก็หวังว่าจะได้รับความเห็นชอบจาก สส.ฝั่งรัฐบาลเช่นกันครับ” นายพริษฐ์ กล่าว

เมื่อถามว่าสามารถมองว่ารัฐบาลไม่เน้นแก้ปัญหาตามที่หาเสียง แต่มุ่งเน้นไปที่กฎหมายเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ได้หรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ถ้ามองในภาพรวม เราจะเห็นว่าหลายอย่างที่หาเสียงไว้ไม่ค่อยคืบหน้า แต่หลายอย่างที่ไม่ได้หาเสียงไว้กลับดูเร่งรัด ก็เห็นปรากฏอยู่

“ผมคิดว่าในมุมหนึ่ง ที่รัฐบาลกลับไปกลับมาเรื่องคำสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน ผมคิดว่าสร้างความเสียหายในหลายมิติ นอกจากประชาชนจะรู้สึกว่ารัฐบาลไม่รักษาคำมั่นสัญญาที่เคยให้ไว้ในอดีตแล้ว อีกมุมหนึ่งในอนาคต มันก็ทำให้ความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อคำพูดรัฐบาล ผมก็อยากจะให้รัฐบาลคำนึงถึงเรื่องนี้ นอกจากการจะรักษาสัญญากับพี่น้องประชาชนแล้ว ควรสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา อย่างคงเส้นคงวา” นายพริษฐ์ กล่าว

‘ชูศักดิ์’โยนถาม’พีระพันธุ์’ ปมถูกร้องคุณสมบัติถือหุ้นบริษัท

'ชูศักดิ์'โยนถาม'พีระพันธุ์' ปมถูกร้องคุณสมบัติถือหุ้นบริษัท

‘ชูศักดิ์’โยนถาม’พีระพันธุ์’ ปมถูกร้องคุณสมบัติถือหุ้นบริษัท

วันศุกร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.06 น.

“ชูศักดิ์”โยนถาม”พีระพันธุ์” ปมถูกร้องคุณสมบัติถือหุ้น เชื่อเป็นนักกฎหมายไม่ตกม้าตาย ย้ำผ่านการตรวจสอบจาก สลค.อย่างเต็มที่แล้ว

เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน ถูกยื่นตรวจสอบคุณสมบัติการดำรงตำแหน่งทางการเมือง กรณีการถือครองหุ้นในบริษัทเอกชน ว่า โดยมารยาทตนไม่ควรพูดเรื่องนี้ เป็นเรื่องของนายพีระพันธุ์ และเราก็ยังไม่ทราบข้อเท็จจริงชัดเจนว่าเป็นเรื่องอะไร เพราะดูจากคำร้อง เป็นกรณีการถือหุ้น แต่นายพีระพันธุ์บอกว่าไม่ได้ถือ แต่เป็นเรื่องของภรรยาและลูก หรือบางข่าวบอกว่าเป็นกรรมการ ก็มั่วกันไปหมด ตนไม่ทราบว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร เพราะคนที่รู้ดีที่สุดคือผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งตนไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง จึงไม่อยากพูดอะไร ที่สำคัญยังไม่รู้ว่าองค์กรอิสระที่เค้าไปร้องจะรับเรื่องหรือไม่

เมื่อถามว่า ขณะนี้จึงต้องขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงว่าถือหุ้นเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดใช่หรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ก็ถูกต้อง ตนไม่สามารถจะพูดอะไรได้ และใครก็ไม่สามารถจะพูดได้เพราะเรายังไม่รู้ข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างไร เพียงแค่รู้ว่าคนที่จะมาเป็นรัฐมนตรีจะต้องผ่านการตรวจสอบมาโดยละเอียด อย่างตนก็ต้องรับรอง ว่าส่วนตัวไม่ได้ขาดคุณสมบัติ ซึ่งเป็นเรื่องของกระบวนการตรวจสอบ

เมื่อถามว่า มีนักวิชาการระบุว่าหากกรณีของนายพีระพันธุ์ ขัดรัฐธรรมนูญ ก็อาจเป็นลักษณะการขัดจริยธรรม และส่งผลถึงนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้แต่งตั้งด้วย นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ถ้าเทียบเคียงกับกรณีอื่นๆ ที่ผ่านมา ตนมองว่าเป็นคนละเรื่องกัน เพราะนี่เป็นเรื่องตัวบุคคล ว่ามีคุณสมบัติหรือไม่ แต่ถ้าถามว่าได้มีการตรวจสอบแล้วหรือไม่ก็ต้องยืนยันว่า มีการตรวจสอบแล้วจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) แต่ตนขอย้ำว่าต้องดูข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างไร ซึ่งยังไม่มีใครรู้ จึงไม่อยากไปฟันธงว่าผิดหรือไม่ผิด

ผู้สื่อข่าวถามว่า นายพีระพันธุ์ ถือเป็นนักกฎหมายด้วย มั่นใจหรือไม่ว่าไม่น่าจะตกม้าตายด้วยเรื่องนี้ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า การแต่งตั้งบุคคลใดๆ นายกรัฐมนตรี ได้ใช้ดุลยพินิจในการตรวจสอบ รวมถึงมีการตรวจสอบโดย สลค.อย่างละเอียดทุกคน ดังนั้น ตนมองว่าได้มีการใช้ความระมัดระวังอย่างเต็มที่แล้ว

‘ชูศักดิ์’มองแง่ดี ศาลเรียกหน่วยงานเกี่ยวข้องแจงปมชั้น 14 จะได้กระจ่าง

'ชูศักดิ์'มองแง่ดี ศาลเรียกหน่วยงานเกี่ยวข้องแจงปมชั้น 14 จะได้กระจ่าง

‘ชูศักดิ์’มองแง่ดี ศาลเรียกหน่วยงานเกี่ยวข้องแจงปมชั้น 14 จะได้กระจ่าง

วันศุกร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.04 น.

“ชูศักดิ์”มองแง่ดี! ศาลเรียกหน่วยงานเกี่ยวข้องแจงปมชั้น 14 จะได้กระจ่าง ชี้ส่งตัว”ทักษิณ”รักษา รพ.ตร.เป็นอำนาจกรมราชทัณฑ์ พ้นหน้าที่ศาลแล้ว ยันผลเป็นลบ ไม่กระทบรัฐบาล

เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดไต่สวนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการส่งตัว นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไปรักษาตัวที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ ในวันที่ 13 มิ.ย.ว่า ในความเห็นส่วนตัวของตนคิดว่า ไม่เคยมีกรณีเช่นนี้มาก่อน เพราะปกติคดีความจะมีโจทก์กับจำเลย ซึ่งศาลได้ยกคำร้องของผู้ร้อง แต่ว่าศาลได้ใช้อำนาจในการไต่สวนเอง ส่วนตัวมองว่า ถือเป็นเรื่องที่ดีเหมือนกันที่จะทำให้กระจ่างชัดว่า ท้ายที่สุดจะเป็นอย่างไร ประเด็นมีแค่เพียงว่า ฝ่ายที่คัดค้านมีความเห็นในทำนองว่า นายทักษิณ ไม่ได้ป่วยจริง ขณะที่กรมราชทัณฑ์ แพทย์โรงพยาบาลตำรวจ ต่างก็มีหลักฐาน เอกสาร มีการรับรอง ถือว่า เป็นไปตามระเบียบและกฎเกณฑ์ แต่อีกฝ่ายที่ค้านไม่ได้เชื่อตรงนี้ จนเกิดการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร การที่ศาลไต่สวนเองจึงเป็นเรื่องดี จะได้ชัดเจน

ผู้สื่อข่าวถามว่า เอกสารต่างๆ เช่น เวชระเบียน จะต้องถูกนำมาเปิดเผยในศาลใช่หรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับศาลที่จะเรียกผู้ที่เกี่ยวข้อง เท่าที่ตนได้อ่านดู มีทั้งโจทก์และจำเลย เช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรมราชทัณฑ์ แพทย์โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งต้องให้เอกสารหลักฐานกับศาล แต่ว่าความเข้าใจของประชาชนมีความรู้สึกว่า การมารักษาตัวที่โรงพยาบาลไม่ใช่การถูกควบคุมตัว ซึ่งทราบกันดีว่า ระเบียบกรมราชทัณฑ์ การคุมตัวหรือการคุมขังเป็นคนละส่วนกับศาลยุติธรรม ศาลยุติธรรมมีหน้าที่ในการพิพากษา แต่การบริหารโทษหรือการจัดการ หรือการอภัยโทษมีระเบียบและกฎหมายอยู่ แต่มีการไปสื่อสารทำนองว่า เรื่องดังกล่าวไม่ใช่การถูกควบคุม ซึ่งการอยู่ในโรงพยาบาลถือเป็นการถูกควบคุมหรือถูกคุมขังเช่นเดียวกัน

เมื่อถามว่า หากเอกสารที่ส่งให้ศาลมีความชัดเจน ในส่วนของนายทักษิณ ถือว่า น่าเป็นห่วงหรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าความน่าเชื่อถือของแพทย์ กรมราชทัณฑ์ ที่ได้ดำเนินการเป็นไปตามความเห็นของผู้มีวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง

เมื่อถามย้ำว่า มีปัญหาเรื่องข้อกฎหมายว่า เรื่องดังกล่าวต้องใช้กฎหมายราชทัณฑ์ หรือ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ว่าการส่งตัวไปโรงพยาบาลจะต้องขออนุญาตศาลก่อน นายชูศักดิ์ ยืนยันว่า ไม่ต้องขออนุญาตศาล เพราะเป็นกฎระเบียบและอำนาจหน้าที่ของกรมราชทัณฑ์ ซึ่งพ้นหน้าที่ของศาลแล้ว

เมื่อถามว่า หากมองในแง่ไม่ดีเกี่ยวกับการที่ศาลเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงครั้งนี้ จะกระทบกับรัฐบาลหรือไม่ เพราะนายทักษิณ มีอำนาจเหนือรัฐบาล นายชูศักดิ์ กล่าวว่า น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ ก็เป็นผู้ที่มีอำนาจเต็ม สั่งแถลงอะไรก็เต็มที่ ก็ไม่ได้กระทบอะไรกับรัฐบาล

​‘มท.1’ยัน‘นโยบายปราบมาเฟีย’ในพื้นที่ยังบังคับใช้อยู่

​‘มท.1’ยัน‘นโยบายปราบมาเฟีย’ในพื้นที่ยังบังคับใช้อยู่

​‘มท.1’ยัน‘นโยบายปราบมาเฟีย’ในพื้นที่ยังบังคับใช้อยู่

วันศุกร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.02 น.

“มท.1″ยัน”นโยบายปราบมาเฟีย”ในพื้นที่ยังบังคับใช้อยู่ หลังเจอเคส”ลูกกำนัน”เมากร่างต่อย”ตำรวจ” ชี้หากปล่อยปละ จะกระทบผู้รับผิดชอบพื้นที่

เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2568 ที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีลูกกำนันกร่างต่อยตำรวจ ที่ อ.สังคม จ.หนองคาย ว่า อย่าถามรายละเอียดเลย เพราะหากตนพ้นตำแหน่ง รมว.มหาดไทย ไป ต้องไปสมัครเป็นเจ้าหน้าที่การปกครองแล้ว ยืนยันว่า นโยบายเรื่องการปราบผู้มีอิทธิพลยังอยู่ ดังนั้น หากผู้มีอิทธิพลยังกร่างอยู่ในพื้นที่ก็จะมีผลกระทบทั้งในเรื่องการทำงาน ในเรื่องความก้าวหน้าทางด้านการงาน หรือการพิจารณาขั้น เงินเดือน ตำแหน่ง ก็จะกระทบไปหมด หากมีข่าวแล้วไม่ไปจัดการในพื้นที่นั้น มีคนใช้อำนาจโดยมิชอบ ก็มีผลกระทบต่อผู้ที่รับผิดชอบในพื้นที่ ทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าฯ และนายอำเภอ