เอาแล้ว!‘2 พิธีกรดัง’แจ้งความเอาผิด‘อดีต-ผู้ว่า สตง.’ ไม่มีใครรับผิดชอบ‘ตึก สตง.’ถล่ม

เอาแล้ว!‘2 พิธีกรดัง’แจ้งความเอาผิด‘อดีต-ผู้ว่า สตง.’ ไม่มีใครรับผิดชอบ‘ตึก สตง.’ถล่ม

เอาแล้ว!‘2 พิธีกรดัง’แจ้งความเอาผิด‘อดีต-ผู้ว่า สตง.’ ไม่มีใครรับผิดชอบ‘ตึก สตง.’ถล่ม

วันศุกร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.59 น.

เอาแล้ว!‘2 พิธีกรดัง’แจ้งความเอาผิด‘อดีต-ผู้ว่า สตง.’ ไม่มีใครรับผิดชอบ‘ตึก สตง.’ถล่ม

2 พฤษภาคม 2568 ที่ สน.บางซื่อ นายดำรง พุฒตาล และนางสาวนารากร ติยายน สองพิธีกรชื่อดัง เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน สน.บางซื่อ เพื่อแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษกับนายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และนายประจักษ์ บุญยัง อดีตผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งเป็นผู้ลงนามสัญญาการว่าจ้างก่อสร้างอาคารสำนักงาน สตง.ใหม่  ที่ได้รับอนุมัติงบประมาณก่อสร้างจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อปี 2563 ในข้อหา “กระทำการโดยประมาททำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก และ เป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้ เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด”

นางสาวนารากร กล่าวว่า จากเหตุอาคาร สตง.พังถล่มลงมาหลังแผ่นดินไหว เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ขณะนั้นมีคนงานก่อสร้างกำลังทำงานอยู่จำนวนมาก ในฐานะประชาชนมองว่า ขณะนี้เวลาผ่านมา 35 วันแล้ว มีการค้นหาพบผู้เสียชีวิตและผู้ที่ยังสูญหายกว่าร้อยคน  แม้อาคารจะพังถล่มลงมาหลังแผ่นดินไหว  แต่ช่วงเวลาเดียวกันอาคารสูงหลายแห่งในพื้นที่ กทม.ที่กำลังก่อสร้างอยู่เช่นเดียวกัน  ไม่มีอาคารใดเกิดการพังถล่มลงมาเหมือนอาคารของ สตง. 

นางสาวนารากร ระบุว่า ตั้งแต่เกิดเรื่องมาจนถึงวันนี้  ไม่มีการออกอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีแต่การชี้แจงว่าแก้ไขแบบอย่างถูกต้องเท่านั้น รู้สึกคับข้องใจอย่างมาก ว่าการถล่มของอาคารมีอะไรไม่ชอบมาพากลหรือไม่ หวั่นหากเวลาผ่านไปเนิ่นนานจะมีเพียงแต่วิศวกร ที่ต้องถูกดำเนินคดีเท่านั้น นายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน  ยังไม่เคยเอ่ยคำขอโทษ หรือแสดงความรับผิดชอบใดๆ ต่อการเสียชีวิตและสูญหายของคนร่วมร้อยชีวิต 

“ทั้งๆ ที่ในตำแหน่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน นายมณเฑียร สามารถบริหารจัดการ และควบคุมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมการก่อสร้าง ให้ทำหน้าที่อย่างซื่อตรงเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ได้ เห็นได้ชัดว่าได้กระทำการโดยประมาท ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิตจำนวนมาก รวมทั้งละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อันต้องกระทำ เพื่อป้องไม่ให้มีการทุจริตในกิจการทั้งปวงของ สตง. อาจมีการกระทำความผิดอาญาแผ่นดิน จึงมากล่าวโทษให้พนักงานสอบสวนพิจารณาดำเนินคดีนายมณเฑียร ให้ถึงที่สุดตามพยานหลักฐาน” นางสาวนารากร กล่าว

นางสาวนารากร กล่าวว่า นอกจากนี้ เหตุการณ์นี้สร้างความเสียหายใหญ่แก่ประเทศชาติและประชาชนชาวไทย ทั้งงบประมาณแผ่นดินจากภาษีประชาชน  ทั้งความไม่ชอบมาพากลในการอนุมัติและควบคุมการก่อสร้าง  มีข้อมูลว่ามีการแก้แบบก่อสร้างโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยมีการเผยแพร่ข่าวไปทั่วโลกทำลายความเชื่อมั่นภาพลักษณ์เรื่องความปลอดภัยของไทยในสายตาชาวต่างชาติ สะท้อนจากคำพูดของท่านนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ที่พูดว่า “เราจะตอบชาวโลกได้อย่างไร” นางสาวนารากร กล่าว

ด้านนายดำรง กล่าวว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ ประชาชนเสียหายโดยตรง กว่า 2 พันล้าน ไม่ได้ทั้งตึกสตง.หลังใหม่ และยังมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง จึงอยากออกมาเรียกร้องและกระตุ้นให้มีผู้มารับผิดชอบความเสียหายครั้งนี้  ย้ำเดี๋ยวนี้รัฐบาลไม่เห็นหัวประชาชน  จากที่เห็นการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่มีแต่การสอบสวนบริษัทก่อสร้าง วิศวกรแต่ไม่เห็นการเรียกสอบผู้ว่าฯ สตง. แต่อย่างใด อีกทั้งหน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบของชาติแต่ทำไมไม่มีการตรวจสอบการดำเนินงานก่อสร้างของตนเองหรืออย่างไร

‘อนุทิน’​ยันไม่เคยคิดแอบอ้างสถาบัน​ หลังชื่อโผล่ในเอกสาร‘กอ.รมน.’

‘อนุทิน’​ยันไม่เคยคิดแอบอ้างสถาบัน​ หลังชื่อโผล่ในเอกสาร‘กอ.รมน.’

‘อนุทิน’​ยันไม่เคยคิดแอบอ้างสถาบัน​ หลังชื่อโผล่ในเอกสาร‘กอ.รมน.’

วันศุกร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.50 น.

จงรักภักดีในสายเลือด! “อนุทิน”​ยันไม่เคยคิดแอบอ้างสถาบัน​ หลังชื่อโผล่ในเอกสาร”กอ.รมน.” ​ลิสต์เป็นบุคคลที่แสวงหาผลประโยชน์​โดยแอบอ้าง ลั่นไม่มีความจำเป็นต้องทำแบบนั้น เตรียมขอเอกสารดังกล่าว​ ชี้เป็น”รอง ผอ.รมน.”โดยตำแหน่ง เข้าประชุมเกือบทุกครั้ง ไม่เคยได้ยิน​ ขออย่าโยงการเมือง

เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2568 ที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) นายอนุทิน​ ชาญวีรกูล​ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย​ กล่าวถึงเอกสารประมาณการภัยคุกคามด้านความมั่นคงในราชอาณาจักร​ ในรอบ​ 1 ปี​ ห้วงเวลาวันที่​ 1​ ต.ค.2567 -​ 30 ก.ย.​2568 ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) มีรายชื่อของนายอนุทิน​ปรากฏอยู่ในหมวดหมู่บุคคลที่แสวงหาผลประโยชน์​โดยแอบอ้างสถาบัน​ ว่า​ ตนเพิ่งฟังจากข่าวเมื่อเช้านี้​ แต่ยังไม่เห็นเอกสารดังกล่าว​ แต่อาจจะต้องมีการขอไป​ เพราะตนเป็นรอง ผอ.รมน.​ในฐานะที่เป็น รมว.มหาดไทย​ และยังไม่เคยได้ยินเรื่องนี้ในการประชุม​ ซึ่งที่ผ่านมาตนก็เข้าร่วมการประชุม กอ.รมน.แทบทุกครั้ง เว้นแต่ครั้งที่ผ่านมา​ แต่คงจะต้องสอบถามไป

“ยืนยันว่า​ สำหรับผมเอง อย่าว่าเรื่องเคยแอบอ้าง​ แค่คิดก็ไม่เคยคิดอยู่แล้ว​ แบบไม่มีความจำเป็นใดๆ ในหน้าที่การงานของผมที่จะต้องไปแอบอ้างอ้างสถาบัน​ และผมก็มีความจงรักภักดีในสายเลือดอยู่แล้ว​ ถ้าจะถามว่าผมรู้สึกอะไรกับสถาบัน​สูงสุดของประเทศ​ ผมก็ตอบได้อย่างเดียวว่ามีความจงรักภัก​ดี​ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง​ เทิดทูนและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของทุกพระองค์ตลอดมาแค่นั้น ขออย่าเอาไปเกี่ยวข้องกับการเมือง” นายอนุทิน กล่าว

‘มท.1’โยนถามอธิบดีปกครองฯ ปมพื้นที่ไม่ให้ความร่วมมือ DSI สอบ‘ฮั้ว สว.’

‘มท.1’โยนถามอธิบดีปกครองฯ ปมพื้นที่ไม่ให้ความร่วมมือ DSI สอบ‘ฮั้ว สว.’

‘มท.1’โยนถามอธิบดีปกครองฯ ปมพื้นที่ไม่ให้ความร่วมมือ DSI สอบ‘ฮั้ว สว.’

วันศุกร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.49 น.

‘มท.1’ โยนถาม ‘อธิบดีปกครอง’ ปมสั่งพื้นที่ไม่ต้องให้ความร่วมมือ ‘ดีเอสไอ’ ลงพื้นที่สอบ ‘ฮั้วเลือก สว.’ มั่นใจเป็นไปไม่ได้ ทุกอย่างต้องทำตามกม. ยัน ‘มหาดไทย’ ไร้นโยบายให้ ขรก.ไปกลั่นแกล้งใคร

2 พฤษภาคม 2568 ที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีที่มีเอกสารคำสั่งจากอธิบดีกรมการปกครอง ส่งถึงปลัดจังหวัดทุกจังหวัด ในลักษณะที่ว่าถ้ากรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มาสอบเรื่องคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา(สว.)ในพื้นที่ ไม่ต้องให้ความร่วมมือ ซึ่งเป็นเอกสารที่ออกมาก่อนช่วงสงกรานต์ว่า ตนไม่ทราบเรื่องนี้ ให้ไปถามอธิบดีกรมการปกครอง แต่ตนมั่นใจว่าไม่มีเรื่องที่จะไม่ให้ความร่วมมือ มันเป็นไปไม่ได้ การดำเนินการใดก็ตามที่ถูกต้องตามกฎหมาย ประชาชน และหน่วยงานราชการก็ต้องให้ความร่วมมือ แต่ต้องดำเนินการด้วยความโปร่งใส รักษาประโยชน์ของบ้านเมือง ไม่ใช่มีเจตนารมณ์แฝง กลั่นแกล้งหรือจงใจให้เกิดความเสียหายกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

เมื่อถามถึงกรณีอดีตผู้สมัคร สว. ซึ่งเคยเป็นอดีต สส. ร้องเรียนว่าถูกนายอำเภอในพื้นที่บังคับให้เอาข้อมูลที่ไปแจ้งความเรื่องคดีฮั้วเลือก สว. ซึ่งโดยหลักการทำไม่ได้  พร้อมแฉอีกว่าเป็นคำสั่งนักการเมืองอยู่เบื้องหลัง  นายอนุทินกล่าวว่า พูดแบบนี้ใครก็พูดได้ แต่รับรองว่ากระทรวงมหาดไทย ไม่มีนโยบายที่จะให้นายอำเภอหรือข้าราชการคนไหน ไปทำอะไรที่ไม่เกี่ยวข้องกับภารกิจหน้าที่ทางราชการ ไม่มีเด็ดขาด โดยเฉพาะตนเป็นรมว.มหาดไทย ยึดมั่นในระบบและเรื่องของหน้าที่ ผมไม่เคยก้าวก่ายได้ ไม่เคยให้นโยบายหรือแนวทางใดที่มิชอบ ไม่ต้องกังวล ไม่มีเวลาไปทำอย่างนั้นอยู่แล้ว

‘อธิบดีโยธาฯ’ รุดรายงานผลสอบสาเหตุ‘ตึก สตง.’ถล่ม ‘มท.1’ เผยคืบหน้าตามไทม์ไลน์

‘อธิบดีโยธาฯ’ รุดรายงานผลสอบสาเหตุ‘ตึก สตง.’ถล่ม ‘มท.1’ เผยคืบหน้าตามไทม์ไลน์

‘อธิบดีโยธาฯ’ รุดรายงานผลสอบสาเหตุ‘ตึก สตง.’ถล่ม ‘มท.1’ เผยคืบหน้าตามไทม์ไลน์

วันศุกร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.47 น.

‘อธิบดีโยธาฯ’ รุดเข้ารายงานผลสอบสาเหตุ ‘ตึก สตง.ถล่ม’ ด้าน ‘มท.1’ เผยคืบหน้าไปมาก เป็นไปตามไทม์ไลน์ แต่ยังเปิดแนวโน้มไม่ได้ ต้องมีหลักฐานชัดเจน

2 พฤษภาคม 2568 ที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) นายพงษ์นรา เย็นยิ่ง อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง ในฐานะประธานคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงการก่อสร้างอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เดินทางเข้ารายงานความคืบหน้าผลการตรวจสอบ กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย

นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ว่า เป็นการรายงานความคืบหน้าเป็นปกติ เมื่อมีข้อมูลที่คืบหน้า อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง ก็จะมารายงานให้ทราบเป็นระยะ โดยผลการตรวจสอบนั้นคืบหน้าไปด้วยดี และเป็นไปตามไทม์ไลน์ที่ได้กำหนดไว้ ส่วนผลจะเป็นอย่างไร คงไม่สามารถที่จะบอกแนวโน้มก่อนได้ รวมทั้งกล่าวหาบุคคลว่าผิดพลาด หรือบกพร่อง เนื่องจากต้องมีหลักฐานที่ชัดเจนในการสรุป เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ตามที่ได้รับรายงานมา ทางคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง เน้นไปที่วิธีการก่อสร้าง ซึ่งขณะนี้มีเอกสารรายงานออกมาเยอะแล้ว และคุณภาพ มาตรฐาน วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง รวมทั้งการออกแบบ ควบคุมงานซึ่งจะต้องดูให้ครอบคลุมทุกระบบทุกมิติ เนื่องจากการก่อสร้างโดยเฉพาะโครงสร้างขนาดใหญ่แบบนี้ ต้องเริ่มตั้งแต่การออกแบบการคุมงาน การก่อสร้าง และวัสดุ

อดีตบิ๊กข่าวกรองข้องใจ‘ภูมิธรรม’สั่งทหารถอยจาก‘ตาเมือนธม’ หากเสียดินแดนใครรับผิดชอบ

อดีตบิ๊กข่าวกรองข้องใจ‘ภูมิธรรม’สั่งทหารถอยจาก‘ตาเมือนธม’ หากเสียดินแดนใครรับผิดชอบ

อดีตบิ๊กข่าวกรองข้องใจ‘ภูมิธรรม’สั่งทหารถอยจาก‘ตาเมือนธม’ หากเสียดินแดนใครรับผิดชอบ

วันศุกร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.28 น.

อดีตบิ๊กข่าวกรองข้องใจ‘ภูมิธรรม’สั่งทหารถอยจาก‘ตาเมือนธม’ หากเสียดินแดนใครรับผิดชอบ

2 พฤษภาคม 2568 สืบเนื่องจากนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) ไทย – กัมพูชา หรือ จีบีซี เกี่ยวกับปัญหาบริเวณประสาทตาเมือนธม หลังกองกำลังทั้ง 2 ฝ่ายเผชิญหน้ากัน ว่า จะลดการเผชิญหน้า ทั้ง 2 ฝ่ายถอยกลับไปอยู่ในที่เดิม พร้อมกำชับกำลังพลของตัวเองให้ถอยห่าง ยึดมั่นในหลักการเดิม คือ ให้กลับไปอยู่ที่เดิมทั้ง 2 ฝ่าย (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : สั่งกำลัง2ฝ่ายถอย ลดการเผชิญหน้าบน‘ตาเมือนธม’ ‘อ้วน’เผยผลประชุมจีบีซี ‘ไทย-เขมร’เข้าที่ตั้งเดิม)

ล่าสุดนายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า…

ถอยทำไม

จริงหรือเปล่า เสนาบดีกลาโหมสั่งให้ทหารถอยจากปราสาทตาเมือนธม เพื่ออะไร ไม่รู้

ถามว่า ดินแดนของไทย ทหารไทยต้องรักษา

เรายืนเฝ้าสมบัติชาติ มันผิดอะไรหรือ ทหารไทยรักษาสิทธิเหนือดินแดน

การถอยทหารออกจากปราสาทตาเมือนธม จะถือได้หรือไม่ว่าไทยสละสิทธิฝ่ายเดียวในการปกป้องปราสาทตาเมือนธม หากฝ่ายตรงข้ามไม่ถอย จะหมายความว่าอย่างไร

ไทยจะเสียเปรียบ

ขอยืนยันว่า ไทยทรงสิทธิในการปกป้องสมบัติและเขตแดนของประเทศ

ดินแดนทางบกระหว่างไทยกับเพื่อนบ้านยังไม่ได้ปักปัน ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ และเพื่อนบ้านมักจะอ้างสิทธิมั่วไปหมด ความขัดแย้งมันมีอยู่แล้ว เนื่องจากการอ้างสิทธิ 

ทหารมีหน้าที่รักษาดินแดน การเจรจาเป็นเรื่องทางการทูต หากในอนาคตไทยต้องเสียปราสาทตาเมือนธม รวมทั้งเขตแดนไทยในพื้นที่ข้างเคียง

ใครจะต้องรับผิดชอบ

‘ผู้ว่าฯปราจีนบุรี’หอบพวงมาลัยกราบขอโทษ‘มท.1’ ปมพลั้งมือเซ็นตั้ง‘ที่ปรึกษาชาวจีน’

‘ผู้ว่าฯปราจีนบุรี’หอบพวงมาลัยกราบขอโทษ‘มท.1’ ปมพลั้งมือเซ็นตั้ง‘ที่ปรึกษาชาวจีน’

‘ผู้ว่าฯปราจีนบุรี’หอบพวงมาลัยกราบขอโทษ‘มท.1’ ปมพลั้งมือเซ็นตั้ง‘ที่ปรึกษาชาวจีน’

วันศุกร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.15 น.

“ผู้ว่าฯปราจีนบุรี”หอบพวงมาลัยกราบขอโทษ”มท.1” ปมพลั้งมือเซ็นตั้ง”ที่ปรึกษาชาวจีน”ทำวุ่นลาม ด้าน”อนุทิน”ลั่นจากนี้คงไม่มีใครทำเรื่องแบบอีก ยันที่ปรึกษาชุดนี้ยกเลิกแล้ว ไร้กระทบราชการ-งบประมาณ เหตุไม่สามารถเบิกจ่ายอะไรได้ แต่หากไปแอบอ้าง คนแต่งตั้งต้องรับผิดชอบ

เมื่อเวลาประมาณ 09.30 น.วันที่ 2 พฤษภาคม 2568 ที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เดินทางเข้ากระทรวงปฏิบัติหน้าที่ พบว่า นายวีระพงษ์ ดีอ่อน ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี มายืนรอต้อนรับนายอนุทิน และยกมือไหว้นายอนุทิน นายอนุทินจึงใช้มือตบไปที่ไหล่ และมีการพูดคุยกันสักพัก ก่อนที่นายอนุทินจะเดินทางขึ้นไปยังห้องทำงาน

ทั้งนี้ มีรายงานว่า ผู้ว่าฯ ปราจีนบุรี มีการเตรียมพวงมาลัยมามอบให้นายอนุทินด้วย เพื่อกราบขอโทษ กรณีที่มีการเซ็นหนังสือแต่งตั้งชาวจีนเป็นที่ปรึกษา จนถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก กระทั่งต้องยกเลิกคำสั่งแต่งตั้งในที่สุด

จากนั้น นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องดังกล่าวว่า ผู้ว่าฯ ปราจีนบุรี มาขอโทษที่ทำให้เกิดความอึดอัดใจ แต่ตนไม่ได้อึดอัด แต่มาเพราะคงเห็นตนให้สัมภาษณ์ถึงความรู้สึกของตน ว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควร คำสั่งทุกอย่างที่ผู้ว่าฯปราจีนบุรี ได้ออกคำสั่งเรื่องการแต่งตั้งที่ปรึกษาชุดนั้น ได้ทำการยกเลิกหมดแล้ว และให้เหตุผลว่าทำไมจึงยกเลิก

ส่วนที่กระทรวงมหาดไทยทำหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ สำรวจตรวจสอบการแต่งตั้งที่ปรึกษาและส่งเรื่องกลับมาที่กระทรวงนั้น เป็นเรื่องที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยรับผิดชอบ ตนไม่ทราบถึงขนาดนั้น ต้องแยกกัน ตนสั่งการสั่งงานในเชิงนโยบาย ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องของข้าราชการฝ่ายประจำ โดยมีปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด ในฝ่ายข้าราชการประจำ

เมื่อถามว่า หลังจากผู้ว่าฯ ปราจีนบุรี ยกเลิกคำสั่งจะมีการดำเนินการอย่างไรต่อหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ผู้ว่าฯ ปราจีนบุรี ทำรายงานชี้แจงว่า คิดในมุมการกระตุ้นเศรษฐกิจ EEC ซึ่งเป็นความคิดของผู้ว่าฯ แต่มีเรื่องรายงานมาถึงตน ตนก็บอกกับปลัดกระทรวงมหาดไทยไป ว่าการเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด การไปปรึกษาใคร ที่เป็นประโยชน์ต่อจังหวัด มีแต่คนที่จะให้คำปรึกษาไม่จำเป็นถึงขั้นต้องตั้งเป็นที่ปรึกษา ดังนั้น ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เป็นเรื่องที่ทุกอย่างถูกยกเลิกไปหมดแล้ว และคิดว่าจากนี้ไปคงไม่มีใครที่จะทำเรื่องเช่นนี้อีก

เมื่อถามว่า จะมีผลเสียต่อทางราชการหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า จะมีผลเสียก็ต่อเมื่อคนที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาเหล่านี้ไปแอบอ้าง และคนแต่งตั้งต้องรับผิดชอบ แต่ถามว่าอัตราข้าราชการเงินเดือน เบี้ยประชุม พวกนี้ไม่มีเบิกค่าเดินทางไม่ได้ ฉะนั้นเรื่องความเสียหายงบประมาณไม่มีอย่างแน่นอน แต่ก็ไม่จำเป็นไม่ต้องตั้งดีกว่า ซึ่งสิ่งที่ตนพูดเปรียบเสมือนนโยบายแล้ว

– 006

ชำแหละคดี‘พอล แชมเบอร์ส’! อ.ปริญญากาง 4 ปัญหากระบวนการยุติธรรมชั้นต้นที่ต้องแก้ไข

ชำแหละคดี‘พอล แชมเบอร์ส’! อ.ปริญญากาง 4 ปัญหากระบวนการยุติธรรมชั้นต้นที่ต้องแก้ไข

ชำแหละคดี‘พอล แชมเบอร์ส’! อ.ปริญญากาง 4 ปัญหากระบวนการยุติธรรมชั้นต้นที่ต้องแก้ไข

วันศุกร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.23 น.

ชำแหละคดี‘พอล แชมเบอร์ส’! อ.ปริญญากาง 4 ปัญหากระบวนการยุติธรรมชั้นต้นที่ต้องแก้ไข

2 พฤษภาคม 2568 ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำภาควิชากฎหมายมหาชน และผู้อำนวยการศูนย์นิติศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กหัวข้อ “คดี ดร.พอล แชมเบอร์ กับ #ปัญหากระบวนการยุติธรรมของไทยที่ต้องแก้ไข” ระบุว่า…

คดี ดร.พอล แชมเบอร์ กับ #ปัญหากระบวนการยุติธรรมของไทยที่ต้องแก้ไข

ผมเห็นว่า คดี ดร. พอล สะท้อนปัญหาของกระบวนการยุติธรรมชั้นต้นของประเทศไทยที่เป็นเรื่องใหญ่มากที่ควรต้องแก้ไขกันเสียที ดังต่อไปนี้ครับ

1. #การออกหมายจับนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 66 #ไม่ต้องมีหมายเรียกก่อน ขอเพียงตำรวจทำให้ศาลเชื่อว่า ผู้ต้องหากระทำผิดในข้อหาที่มีโทษจำคุกอย่างสูงเกิน 3 ปี ศาลก็จะออกหมายจับให้เลย โดยที่ไม่ต้องมีการไต่สวนการขอหมายจับ คือ #ฟังความข้างเดียวจากตำรวจ แล้วก็ออกหมายจับให้เลย

2. เมื่อไปจับตัวมาตำรวจก็จะ #ฝากขัง ระหว่างสอบสวน แล้วก็จะ #คัดค้านการประกันตัว ถ้าศาลเชื่อตำรวจศาลก็จะไม่ให้ประกันตัว แล้วก็จะออก #หมายขัง ซึ่งคือหมายให้กรมราชทัณฑ์เอาไปขังในคุก ผลคือผู้ต้องหา (หรือผู้ต้องข้อกล่าวหาของตำรวจ) ก็จะเข้าไปอยู่ในคุก หรือ #ติดคุกทันทีตั้งแต่ถูกกล่าวหา เพราะ #ประเทศไทยขังผู้ต้องหาและจำเลยในคุกรวมกับนักโทษ

3. รัฐธรรมนูญ มาตรา 29 วรรคสอง บัญญัติว่า “ในคดีอาญา ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจําเลยไม่มีความผิด และก่อนมีคําพิพากษาอันถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้กระทําความผิด #จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทําความผิดมิได้” ซึ่งคือหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์ ที่คุ้มครองเราทุกคนจากการกล่าวหาของเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ในทางปฏิบัติประเทศไทยใช้ #หลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผิด ตั้งข้อหา ขอหมายจับ ส่งเข้าคุก แล้วค่อยสอบสวน ซึ่งขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 29 วรรคสองชัดๆ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องแก้ไขกันเสียที แล้วเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของชาวต่างชาติคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องที่เกิดได้กับเราทุกคน

4. ที่สำคัญคือ ต้นทางของกระบวนการยุติธรรมคือ #ตำรวจ มีแค่หลักฐานจากกองทัพภาค 3 ที่นำมาฟ้อง ดร.พอล ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ ดร.พอลพูดหรือเขียน แต่เป็นตัวโปรยคำแนะนำการเสวนาในเว็บไซต์ของสถาบันวิชาการต่างประเทศ แต่กลับนำมาดำเนินคดี การที่ใครก็ได้มากล่าวหา ตำรวจก็ดำเนินคดีให้หมด #ต้องมีมาตรการกลั่นกรองกันเสียที โดยเฉพาะในคดีความมั่นคง หรือมาตรา 112 ที่มีการนำมาใช้ในการจัดการผู้เห็นต่างหรือคนวิพากษ์วิจารณ์ทหารอยู่บ่อยครั้ง

ดังนั้นโดยสรุป #เราควรต้องเลิกการออกหมายจับโดยไม่ต้องมีหมายเรียกก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฟังความข้างเดียวจากตำรวจ และก็ต้อง #เลิกการเอาผู้ต้องหากับจำเลยไปขังไว้ในคุก เพราะรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดให้ใช้หลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์ เมื่อถูกกล่าวหาทุกคนต้องมีสิทธิสู้คดีนอกคุกครับ

และสำหรับคดีนี้ การที่อธิบดีอัยการภาค 6 สั่งไม่ฟ้องจึงเป็นเรื่องที่ชอบด้วยเหตุผลแล้ว แต่เรื่องยังไม่จบเพราะต้องรอว่าผู้บัญชาการตำรวจภาค 6 จะคัดค้านอัยการหรือไม่ ซึ่ง #ไม่ควรคัดค้าน เพราะหากค้านจะยิ่งเสียหาย สิ่งที่เอามาฟ้องไม่ใช่คำพูดหรือข้อเขียนของ ดร.พอล แต่ประการใด

สุดท้ายเมื่อปรากฏข้อเท็จจริงนี้ต่อศาล ศาลก็จะต้องยกฟ้อง และที่สำคัญอีกประการ ที่ ตม. ไป #ยกเลิกวีซ่า ทั้งๆ ที่ศาลยังไม่พิพากษาว่าผิด ก็เป็นการกระทำที่ขัดรัฐธรรมนูญ ก็ควรต้องแก้ไขเยียวยาเขาด้วยครับ

‘อดีตสว.ดิเรกฤทธิ์’เชื่อคดี‘ชั้น 14’จบที่ศาล คืน‘ความยุติธรรม’สู่ประชาชน

‘อดีตสว.ดิเรกฤทธิ์’เชื่อคดี‘ชั้น 14’จบที่ศาล คืน‘ความยุติธรรม’สู่ประชาชน

‘อดีตสว.ดิเรกฤทธิ์’เชื่อคดี‘ชั้น 14’จบที่ศาล คืน‘ความยุติธรรม’สู่ประชาชน

วันศุกร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.04 น.

‘อดีตสว.ดิเรกฤทธิ์’เชื่อคดี‘ชั้น 14’จบที่ศาล คืน‘ความยุติธรรม’สู่ประชาชน

2 พฤษภาคม 2568 นายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม ประธานสถาบันสุจริตไทย อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) และอดีตเลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “ดร.ดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม ประธานสถาบันสุจริตไทย” ระบุว่า…

เมื่อศาลฎีกาฯเห็นข้อเท็จจริงที่อาจมีการฝ่าฝืนอำนาจศาลโดยคณะบุคคลด้วยศาลเองแล้ว

ศาลไม่จำเป็นต้องอาศัยโจทก์หรือผู้ร้องให้ต้องมากล่าวอ้างและนำสืบในระบบกล่าวหาอีก แล้วใช้อำนาจศาลแสวงหาข้อเท็จจริงในระบบไต่สวนเอง ซึ่งจะมีศาลเป็นศูนย์กลางสั่งให้ทุกฝ่ายเปิดเผยความจริงทั้งหมด แล้วก็สามารถตัดสินความถูกต้องของระเบียบกฎหมายและการบังคับใช้ของผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องทั้งหมดได้ รวมทั้งสั่งลงโทษผู้กระทำผิดทุกคนได้อย่างกว้างขวางเกินกว่าคำขอของโจทก์หรือผู้ร้องอีกด้วย

“คดีชั้น 14 รพ.ตร.จึงจบที่ศาลโดยเร็ว และความยุติธรรมจะกลับมาเป็นของประชาชนโดยเร็วแล้วครับ”

‘วิโรจน์’สรุปไทม์ไลน์แจ้ง ม.112‘พอล แชมเบอร์ส’ ชี้เบาะแสป.ป.ช.หลังอัยการสั่งไม่ฟ้อง

‘วิโรจน์’สรุปไทม์ไลน์แจ้ง ม.112‘พอล แชมเบอร์ส’ ชี้เบาะแสป.ป.ช.หลังอัยการสั่งไม่ฟ้อง

‘วิโรจน์’สรุปไทม์ไลน์แจ้ง ม.112‘พอล แชมเบอร์ส’ ชี้เบาะแสป.ป.ช.หลังอัยการสั่งไม่ฟ้อง

วันศุกร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 08.20 น.

‘วิโรจน์’สรุปไทม์ไลน์แจ้ง ม.112‘พอล แชมเบอร์ส’ ชี้เบาะแสป.ป.ช.หลังอัยการสั่งไม่ฟ้อง

2 พฤษภาคม 2568 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร โพสต์เฟซบุ๊ก “Wiroj Lakkhanaadisorn – วิโรจน์ ลักขณาอดิศร” ระบุว่า…

สรุป Timeline การแจ้ง ม.112 กับนายพอล แชมเบอร์ส กมธ.ทหาร พร้อมชี้เบาะแสให้ ป.ป.ช. หลังอัยการสั่งไม่ฟ้อง

Note: ยาวแต่ครบ

25 ต.ค. 67: พล.ต.ชายแดน กฤษณสุวรรณ รองผู้อำนวยการ กอ.รมน.ภาค 3 ทำหนังสือที่ กห0483/326 ถึงอธิการบดี ม.นเรศวร เพื่อขอตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับนายพอล แชมเบอร์ส และสถานประชาคมอาเซียนศึกษา คณะสังคมศาสตร์ ม.นเรศวร มากถึง 11 ข้อ โดยจากหนังสือฉบับดังกล่าว กอ.รมน.ภาค 3 เข้าใจไปเองว่า การสัมมนาออนไลน์ หรือ Webinar ในหัวข้อ Thailand’s 2024 Military and Police Reshuffles: What do They Mean? นั้นเป็นบทความทางวิชาการของนายพอล แชมเบอร์ส ที่เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ของ ISEAS-Yusof Ishak Institute ซึ่งข้อเท็จจริง ถ้อยคำที่ปรากฏในเว็บไซต์ดังกล่าวเป็นเพียงสูจิบัตรประชาสัมพันธ์หัวข้อการสัมมนาออนไลน์ ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 11 ต.ค. 2024 เวลา 10.00-11.30 น. (เวลาประเทศสิงคโปร์) ที่นายพอล แชมเบอร์ส ได้รับเชิญให้เป็นวิทยากร ซึ่งในวันที่เผยแพร่สูจิบัตรดังกล่าวผ่านเว็บไซต์ ก็ยังไม่ถึงวันจัดสัมมนา และนายพอล แชมเบอร์ส ก็ยังไม่ได้บรรยายอะไร

28 ต.ค. 67: ผศ.ดร.นภิสา ไวฑูรเกียรติ คณบดีคณะสังคมศาสตร์ ม.นเรศวร ทำบันทึกข้อความที่ อว 0603.21.01(03)/1876 จัดส่งข้อมูลของนายพอล แชมเบอร์ส ให้กับอธิการบดี ม.นเรศวร

1 พ.ย. 67: ผศ.ดร.นภิสา ไวฑูรเกียรติ คณบดีคณะสังคมศาสตร์ ม.นเรศวร ทำบันทึกข้อความที่ อว 0603.21.01(03)/1877 ถึงอธิการบดี ม.นเรศวร เพื่อให้ช่วยประสานนัดหมายกับ กอ.รมน.ภาค 3 เพื่อที่จะได้พูดคุยกัน เพื่อสร้างความกระจ่าง และคลายความกังวลของ กอ.รมน.ภาค 3

27 ก.พ. 68: พล.ท กิตติ แจ่มสุวรรณ ในฐานะแม่ทัพภาค 3 (ผอ.รมน.ภาค 3) มอบอำนาจให้ พ.อ.มงคล วีระศิริ หัวหน้าแผนกกฎหมายและสิทธิมนุษยชน กองบริหารงานบุคคล กอ.รมน.ภาค 3 เข้าแจ้งความ ม.112 และ พ.ร.บ.คอมฯ กับนายพอล แชมเบอร์ส ที่ สภ.เมืองพิษณุโลก โดยมี ร.ต.อ.พรชัย ปลั่งกลาง พนักงานสอบสวน เป็นเจ้าของสำนวน

31 มี.ค. 68: ศาลจังหวัดพิษณุโลกอนุมัติหมายจับนายพอล แชมเบอร์ส ตามคำขอของ สภ.เมืองพิษณุโลก เป็นหมายจับที่ จ245/68 ลงวันที่ 31 มีนาคม 2568

4 เม.ย. 68: พ.ต.อ.วัชรพงษ์ สิทธิรุ่งโรจน์ ผกก.สภ.เมืองพิษณุโลก ไปที่ ม.นเรศวร เพื่อแจ้งว่ามีหมายจับนายพอล แชมเบอร์ส โดยมีหนังสือที่ ตช 0021(พล).4/2053 เรื่อง แจ้งการดำเนินคดีผู้ต้องหาซึ่งเป็นบุคคลากรในมหาวิทยาลัย เรียนอธิการบดี ม.นเรศวร แจ้งว่ากองทัพภาคที่ 3 ได้ร้องทุกข์ดำเนินคดีกับนายพอล แชมเบอร์ส ในความผิด ม.112 และ พ.ร.บ.คอมฯ โดยให้ประสานแจ้งผู้ต้องหาทราบเพื่อเข้าพบพนักงานสอบสวนต่อไป

8 เม.ย. 68: นายพอล แชมเบอร์ส เดินทางไปที่ สภ.เมืองพิษณุโลก เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาว่าโพสต์ข้อความลงในเว็ปไซต์ ISEAS – Yusof Ishak Institute ซึ่งเป็นเว็ปไซต์ของประเทศสิงคโปร์ โดยนายพอล แชมเบอร์ให้การปฏิเสธ ว่าไม่ใช่ผู้เขียน และโพสต์ข้อความดังกล่าวลงในเว็บไซต์ และไม่ใช่แอตมินที่จะสามารถเข้าไปโพสต์ข้อความในเว็บไซต์ดังกล่าวได้ ต่อมานายพอล แชมเบอร์ส ถูกนำตัวไปฝากขังที่ศาลจังหวัดพิษณุโลก นายพอล แชมเบอร์ส ได้ยื่นขอประกันตัว 2 ครั้ง แต่ศาลปฏิเสธ โดยให้เหตุผลว่าเป็นคดีที่มีอัตราโทษสูง และผู้ต้องหาเป็นชาวต่างชาติกลัวว่าจะมีการหลบหนี ประกอบกับพนักงานสอบสวนคัดค้านการประกันตัว พร้อมนำตัวนายพอล แชมเบอร์ส เข้าเรือนจำจังหวัดพิษณุโลก

ในวันเดียวกัน แทมมี่ บรูซ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ สหรัฐอเมริกา โพสต์แถลงการณ์บนเพจเฟสบุ๊ก โดยรู้สึกตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และจะติดตามสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิด โดยยืนยันว่ากระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือพลเมืองอเมริกันในต่างประเทศอย่างจริงจัง และกำลังดำเนินการติดต่อกับทางการไทยเกี่ยวกับกรณีนี้

9 เม.ย. 68: ทนายความยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่ให้ประกันตัวต่อศาลอุทธรณ์ภาค 6 ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ประกันตัว โดยให้วางเงินประกัน 3 แสนบาท ยึดพาสปอร์ตของนายพอล แชมเบอร์ กำหนดเงื่อนไขห้ามออกนอกราชอาณาจักร ให้รายงานตัวต่อผู้กำกับดูแล และให้ใส่กำไล EM

ในเวลา 16.00 น. ร.ต.อ.ชยพล ธรรพรังษี รอง สว.ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดพิษณุโลก แจ้งคำสั่งเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร อาศัยอำนาจตามคำสั่ง สตม.ที่ 284/2552 ลงวันที่ 30 พ.ย. 2552 ระบุพฤติการณ์ตาม พ.ร.บ.ตรวจคนเข้าเมืองฯ มาตรา 12 วงเล็บ 8 โดยให้อุทธรณ์ภายใน 48 ชั่วโมง จากนั้นทนายความต้องยื่นประกันตัวต่อที่ ตม.พิษณุโลก เนื่องจากมีการเพิกถอน VISA ในวันดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจยังได้ขอเข้าตรวจค้นห้องทำงาน และขอยึดคอมพิวเตอร์ของนายพอล แชมเบอร์ส ที่ ม.นเรศวร โดยแสดงหมายค้นของศาลจังหวัดพิษณุโลก และมี ผศ.ดร.ภาณุ พุทธวงศ์ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยนเรศวร เป็นผู้นำค้น

10 เม.ย. 68: ตม.พิษณุโลก ให้ประกันตัวนายพอล แชมเบอร์ส โดยมีเงื่อนไขต้องรายงานตัวทุก 30 วัน พร้อมวางเงินประกัน 3 แสนบาท

11 เม.ย. 68: ตำรวจขอเข้าตรวจค้นห้องทำงานของนายพอล แชมเบอร์ส ที่ ม.นเรศวร อีกครั้ง โดยประสานผ่าน ผศ.ดร.ภาณุ พุทธวงศ์ รองคณบดีฝ่ายบริหาร โดยที่ไม่มีหมายค้น โดย ผศ.ดร.ภาณุ แจ้งว่าจะเป็นผู้นำค้นด้วยตนเอง แต่เมื่อปรึกษากับนิติกรมหาวิทยาลัยแล้วสุดท้าย ตร.กลับไปโดยไม่มีการค้นห้องทำงานอีกครั้ง นายพอล แชมเบอร์ส ต้องยื่นอุทธรณ์คำสั่งเพิกถอน VISA ภายในระยะเวลา 48 ชั่วโมง

18 เม.ย. 68: พ.ต.ท.รัฐกิตติ์ ศรีนิธิธีรโชติ สว.ตม.พิษณุโลก มีหนังสือแจ้งแก้ไขคำสั่งเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร โดยเปลี่ยนแปลงพฤติการณ์ตาม พ.ร.บ.ตรวจคนเข้าเมืองฯ มาตรา 12(เปลี่ยนเป็น มาตรา 12(7) และเปลี่ยนคำสั่งตรวจคนเข้าเมืองเป็นคำสั่งที่ 92/2566 ลงวันที่ 3 เม.ย. 2566 แทน

24 เม.ย. 68: พ.อ.วีรพงษ์ ไชยวงศ์ ผู้อำนวยการกองข่าว กอ.รมน.ภาค 3 ชี้แจงต่อ กมธ.ทหาร ว่าจุดเริ่มต้นของการแจ้ง ม.112 กับนายพอล แชมเบอร์ส มาจากโพสต์เฟซบุ๊กของบัญชีผู้ใช้งานที่ชื่อว่า “เอ็ดดี้ อัษฎางค์” ที่โพสต์เมื่อวันที่ 22 ต.ค. 2567 ซึ่งบัญชีผู้ใช้งานที่ใช้ชื่อว่า “เอ็ดดี้ อัษฎางค์” เป็นผู้แปลถ้อยคำที่ปรากฎบนสูจิบัตรที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ของ ISEAS-Yusof Ishak Institute โดยที่ กอ.รมน.ภาค 3 ไม่ได้ให้คำตอบแก่ กมธ.ทหารว่า การแปลของบัญชีผู้ใช้งานที่ชื่อว่า “เอ็ดดี้ อัษฎางค์” นั้นได้รับรองการแปลจากผู้แปลที่ขึ้นทะเบียนกับกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ หรือไม่ และไม่ได้ให้คำตอบด้วยว่า เหตุจึงไม่แจ้งความ ม.112 และ พ.ร.บ.คอมฯ กับบัญชีผู้ใช้งานที่ชื่อว่า “เอ็ดดี้ อัษฎางค์” ทั้งๆ ที่เป็นผู้แปล และเป็นผู้เผยแพร่ถ้อยคำที่แปลบนเฟซบุ๊กของตนเอง โดย พ.อ.วีรพงษ์ ไชยวงศ์ ได้ปิดไมค์ และออกจากการประชุม ZOOM ก่อนที่วาระการประชุมจะสิ้นสุดลง

กมธ.ทหาร ตั้งข้อสังเกตว่า กอ.รมน.ภาค 3 เป็นหน่วยงานราชการ ซึ่งการปฏิบัติหน้าที่ใดๆ จะต้องยึดหลักกฎหมายมหาชน ซึ่งเป็นกฎหมายที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับเอกชน ถ้ากฎหมายไม่ให้ทำ ก็ทำไม่ได้ รัฐ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐจะทำอะไรได้ต้องมี “กฎหมายให้อำนาจ” เท่านั้น

อีกกรณีหนึ่งที่ กอ.รมน. สามารถไปแจ้งความได้ ก็คือ กอ.รมน. ต้องเป็นผู้เสียหายทางนิตินัย เช่น ทรัพย์สินภายในสำนักงานสูญหาย เป็นต้น

การกระทำความผิดตาม ม.112 นั้นเป็นอาญาแผ่นดิน บุคคลที่พบเห็นการกระทำความผิดนั้นสามารถไปแจ้งความดำเนินคดีได้ ในกรณีนี้ถ้า พ.อ.มงคล วีระศิริ ไปแจ้งความในนามปัจเจกบุคคล ก็จะไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ แต่เนื่องจาก พ.อ.มงคล วีระศิริ รับมอบอำนาจจาก พล.ท.กิตติ แจ่มสุวรรณ แม่ทัพภาค 3 (ผอ.รมน.ภาค 3) ไปแจ้งความในนามของ กอ.รมน. ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐ จึงจำเป็นต้องตั้งคำถามว่า กอ.รมน. ใช้อำนาจตามมาตราใด ใน พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 ซึ่งในตอนแรก พ.อ.วีรพงษ์ ชี้แจงว่าใช้อำนาจตาม ม.7(1) แต่ กมธ.ทหาร ได้ทักท้วงและถามต่อว่า การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินแนวโน้มของสถานการณ์ที่อาจก่อให้เกิดภัยคุกคามต่อความมั่นคง จะต้องรายงานให้ ครม. เพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป แล้วในกรณีนี้ ทาง กอ.รมน. ได้ทำรายงานถึง ครม. หรือไม่ และ ครม. มีมติให้ดำเนินการแจ้งความดำเนินคดี ม.112 กับนายพอล แชมเบอร์ส หรือไม่ ซึ่งปรากฏคำตอบว่า กอ.รมน.ภาค 3 ยังไม่ได้ทำรายงานให้ ครม. รับทราบ และยังไม่มีมติ ครม. ให้ไปแจ้งความดำเนินคดี ม.112 กับนายพอล แชมเบอร์ส

พ.อ.วีรพงษ์ ชี้แจงต่อว่า ใช้อำนาจตาม ม.8 และ ม.5 วรรคเจ็ด ของ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงฯ ซึ่ง ม.8 กล่าวถึงการมอบอำนาจของนายกรัฐมนตรี ในฐานะ ผอ.รมน. ให้กับ ผอ.รมน.ภาค หรือ ผอ.รมน.จังหวัด และ ม.5 วรรคเจ็ด ให้ผอ.รมน. มีอำนาจทำนิติกรรม และฟ้องคดี โดยกระทำในนามของสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่ง กมธ.ทหาร ได้ทักท้วงว่า การที่จะมอบอำนาจให้ไปฟ้องคดีตาม ม.5 วรรคเจ็ด กอ.รมน. ก็ต้องทำตามอำนาจหน้าที่ที่ระบุใน ม.7(1) เสียก่อน และในกรณีนี้ พ.อ.มงคล วีระศิริ ก็ไปแจ้งความดำเนินคดีในนาม กอ.รมน.ภาค 3 ไม่ได้ดำเนินการในนามของสำนักนายกรัฐมนตรีด้วย

นอกจากนี้ พ.อ.วีรพงษ์ ยังอ้างว่า กอ.รมน.ภาค 3 ใช้อำนาจตาม ม.8 ของ พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551 ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของกระทรวงกลาโหม แต่เมื่อถูก กมธ.ทหาร ทักท้วงว่า กอ.รมน. เป็นหน่วยงานในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี แล้วสามารถใช้อำนาจก้าวล่วง ผบ.เหล่าทัพ และ รมว.กลาโหม ได้อย่างไร พ.อ.วีรพงษ์ ตอบเพียงสั้นๆ ว่า “เป็นทหาร” และไม่สามารถชี้แจงอะไรได้มากกว่านี้

ต่อมา พ.อ.วีรพงษ์ ยังได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่า มีระเบียบภายในของ กอ.รมน. ซึ่งพอ กมธ.ทหาร ขอให้ส่งให้ เนื่องจากสงสัยว่าระเบียบดังกล่าวจะขัดกับ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงฯ แม้ว่าจะ พ.อ.วีรพงษ์ จะแจ้งว่า “กำลังจะส่งให้” แต่ปัจจุบัน กมธ.ทหาร ก็ยังไม่ได้รับการส่งมอบจาก พ.อ.วีรพงษ์ แต่อย่างใด จนในที่สุด พ.อ.วีรพงษ์ ก็ปิดไมค์ และออกจากการประชุมระบบ ZOOM ก่อนที่จบวาระการประชุม

26 เม.ย. 68: คุณทักษิณ ชินวัตร ยอมรับว่าการแจ้งความ ม.112 กับนายพอล แชมเบอร์ส มีผลต่อการเจรจาในเรื่องภาษีศุลกากรตอบโต้กับสหรัฐอเมริกา

28 เม.ย. 68: พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพพบก ได้ชี้แจงต่อสื่อมวลชนว่า ปกติแล้วกลไกตาม ม.7(1) ของ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงฯ ไว้สำหรับการเสนอจัดทำแผนงาน เพื่อใช้บริหารจัดการแก้ไขปัญหาความมั่นคง โดยเฉพาะปัญหามีความยุ่งยากและซับซ้อน และอาจต้องอาศัยหลายหน่วยงานมาร่วมแก้ จึงมีขั้นตอนต่างๆ ไปให้ฝ่ายบริหารอนุมัติ เพื่อนำไปประกอบกับกลไกของกฎหมายตาม ม.15 เพื่อใช้แก้ไขปัญหาความมั่นคงนั้น อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ก็ไม่ได้ตอบคำถามว่า กอ.รมน.ภาค 3 ใช้อำนาจตามมาตราใดของ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงฯ ไปความ ม.112 กับนายพอล แชมเบอร์ส

และยังได้ชี้แจงต่อว่า ความผิดตาม ม.112 เป็นความผิดต่อแผ่นดิน บุคคลที่พบเห็นข้อความที่มีลักษณะเข้าข่ายทำลักษณะดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ ก็สามารถแจ้งความได้ แต่ พล.ต.วินธัย ก็ยังไม่ได้ชี้แจงว่า กอ.รมน.ภาค 3 เป็นหน่วยงานของรัฐ ไม่ได้มีสถานะเป็นบุคคล การแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ใด ต้องปฏิบัติตามหลักกฎหมายมหาชน ซึ่งต้องอาศัยอำนาจตามกฎหมาย ซึง พล.ต.วินธัย ก็ยังไม่ได้ตอบว่า กอ.รมน.ภาค 3 ใช้อำนาจตาม มาตราใด ของ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงฯ ไปแจ้งความ ม.112 กับนายพอล แชมเบอร์ส และไม่ได้ชี้แจงว่า เหตุใด กอ.รมน.ภาค 3 จึงไม่ไปแจ้งความ ม.112 และ พ.ร.บ.คอมฯ กับบัญชีผู้ใช้งานที่ชื่อว่า “เอ็ดดี้ อัษฎางค์” ทั้งๆ ที่บัญชีผู้ใช้งานดังกล่าวเป็นผู้แปล และเผยแพร่ข้อความที่แปลนั้นในช่องทางของตน

นอกจากนี้ พล.ต.วินธัย ยังชี้แจงเพิ่มเติมว่า ประเด็นในเรื่องสูจิบัตรประชาสัมพันธ์ที่หน้าเว็บไซต์ของ ISEAS-Yusof Ishak Institute ที่นำเอาไปถกเถียงในวันนั้น อาจไม่ใช่ประเด็นหลักที่ใช้ประกอบการฟ้องร้องครั้งนี้ก็ได้ แต่ก็ไม่ได้ชี้แจงว่า กอ.รมน.ภาค 3 มีหลักฐานสำคัญอะไรอีกบ้าง ซึ่งเบื้องต้นตามหลักฐานเอกสาร บันทึกการจับกุม และคำร้องขอหมายขัง ที่ทนายความของนายพอล แชมเบอร์ส นำมาแสดงให้แก่ กมธ.ทหาร นั้นปรากฏหลักฐานเพียงเท่านี้จริงๆ และ กอ.รมน.ภาค 3 ก็ไม่ได้กล่าวถึงหลักฐานอื่นระหว่างการประชุม

อีกข้อสงสัยหนึ่ง ก็คือ ตกลงแล้ว พล.ต.วินธัย ในฐานะโฆษกกองทัพบก ซึ่งมีต้นสังกัดคือ กองทัพบก กระทรวงกลาโหม ได้รับมอบอำนาจให้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะ โฆษก กอ.รมน. ตั้งแต่เมื่อใด แม้ว่าจะเคยเป็นอดีตโฆษก กอ.รมน. และปัจจุบันจะมีหนังสือให้ไปช่วยราชการในตำแหน่ง รอง ผอ.สำนักกิจการมวลชนและสารนิเทศ กอ.รมน. ก็ตาม แต่สำนักกิจการมวลชนและสารนิเทศ กอ.รมน. นั้นมีอำนาจหน้าที่ในงานด้านมวลชน และประชาสัมพันธ์ เกี่ยวกับโครงการพระราชดำริ การพัฒนาเพื่อความมั่นคงเฉพาะพื้นที่ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และการสร้างการมีส่วนร่วมความรักสามัคคี ความรักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ และการส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการรักษาความมั่นคงของชาติ ไม่มีส่วนใดที่ระบุว่า ให้สามารถแถลง หรือชี้แจงต่อสื่อมวลชนเกี่ยวกับการดำเนินการด้านคดีความของ กอ.รมน. ได้ ซึ่งจำเป็นต้องสอบถามไปยัง ผอ.สำนักกิจการมวลชนและสารนิเทศ กอ.รมน. ว่าสำนักมีหน้าที่ในส่วนนี้หรือไม่ และในหนังสือให้ไปช่วยราชการมีการระบุให้ พล.ต.วินธัย ปฏิบัติหน้านี้นี้หรือไม่ หรือได้รับอำนาจจาก ผอ.สำนักกิจการมวลชนและสารนิเทศ ให้ปฏิบัติหน้าที่นี้ หรือไม่ อย่างไร

29 เม.ย. 68: พล.ต.ธรรมนูญ ไม้สนธิ์ ให้สัมภาษณ์ชี้แจงการแจ้งความดำเนินคดี ม.112 กับนายพอล แชมเบอร์ส ต่อสื่อมวลชน โดยมีใจความเดียวกันกับ พล.ต.วินธัย สุวารี โดยไม่มีสาระเพิ่มเติมใดๆ ที่สามารถตอบข้อสงสัยจากสังคมให้กระจ่างกว่าเดิมได้ และยังตอบอีกด้วยว่า การแจ้ง ม.112 กับนายพอล แชมเบอร์ส ไม่เกี่ยวกับการเจรจาภาษีกับประเทศสหรัฐอเมริกา ในขณะที่สมาคมรัฐศาสตร์อเมริกัน หรือ American Political Science Association (APSA) ซึ่งเป็นตัวแทนของศาสตราจารย์ นักปฏิบัติ และ นักศึกษาที่ตั้งอยู่ในสหรัฐอเมริกาและต่างประเทศ มากกว่า 10,000 คน ได้ได้ออกแถลงการณ์ ให้ปล่อยตัวนายพอล แชมเบอร์ส โดยแถลงการณ์ดังกล่าว ได้เขียนถึง มาร์โค รูบิโอ รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ ส.ส. และวุฒิสมาชิก โอคลาโฮมา หลายคน รวมถึง โรเบิร์ต เอฟ. โกเดค เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย และนายไพรัช พรสมบูรณ์ศิริ อัยการสูงสุดของไทย

ซึ่งในวันนั้น นายพอล แชมเบอร์ส ยื่นคำร้องต่อศาลพิษณุโลก ขอถอดกำไล EM โดยศาลพิษณุโลกไม่อนุญาตให้นายพอล แชมเบอร์ส ถอดกำไล EM ชี้ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลง

30 เม.ย. 68: ทนายความยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น โดยศาลอุทธรณ์ภาค 6 อนุญาตให้นายพอล แชมเบอร์ส ถอดกำไล EM แต่ยังคงต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขประกันตัวอื่นๆ

1 พ.ค. 68: อธิบดีอัยการภาค 6 สั่งไม่ฟ้องนายพอล แซมเบอร์ส ในข้อหาผิด ม.112 และ พ.ร.บ.คอมฯ และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ และจะดำเนินการคําสั่งไม่ฟ้อง พร้อมความเห็นไปยังผู้บัญชาการตํารวจภูธร ภาค 6 เพื่อพิจารณาว่าจะมีความเห็นแย้งหรือไม่ ตาม ป.วิอาญา ม.145/1

กมธ.ทหาร กำลังรวบรวมข้อสังเกตที่สำคัญต่างๆ ในกรณีการแจ้ง ม.112 กับนายพอล แชมเบอร์ส อย่างละเอียด และหากในที่สุดแล้ว มีการสั่งไม่ฟ้อง ก็จะส่งข้อสังเกตเพื่อชี้เบาะแสให้กับ ป.ป.ช. โดยอาศัยมาตรา 33(1) มาตรา 132 และมาตรา 142(5) ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 เพื่อให้ทาง ป.ป.ช. ตรวจสอบข้อเท็จจริง และพิจารณาไต่สวน ชี้มูล และดำเนินคดี ตามอำนาจหน้าที่ต่อไป   

ยก 2 คำถามฟาดวุฒิภาวะ‘อิ๊งค์’ ปรับ‘นายกรัฐมนตรี’ก่อนปรับครม.

ยก 2 คำถามฟาดวุฒิภาวะ‘อิ๊งค์’ ปรับ‘นายกรัฐมนตรี’ก่อนปรับครม.

ยก 2 คำถามฟาดวุฒิภาวะ‘อิ๊งค์’ ปรับ‘นายกรัฐมนตรี’ก่อนปรับครม.

วันศุกร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 08.00 น.

ยก 2 คำถามฟาดวุฒิภาวะ‘อิ๊งค์’ ปรับ‘นายกรัฐมนตรี’ก่อนปรับครม.

2 พฤษภาคม 2568 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์เฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” หัวข้อ “ปรับ นรม. ก่อนปรับ ครม.” ระบุว่า…

ปรับ นรม. ก่อนปรับ ครม.

นับตั้งแต่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จนถึงบัดนี้ เมื่อถูกผู้สื่อข่าวขอสัมภาษณ์จะเห็นว่า นางสาวแพทองธาร พยายามหลีกเลี่ยงการตอบคำถาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นทางการเมือง ซึ่งอาจจะเกรงกลัวว่า พูดไปแล้วเกิดความผิดพลาด จะถูกนำไปขยายผลทางการเมืองได้ จึงทำให้นางสาวแพรทองธาร พยายามหลีกเลี่ยงการตอบคำถาม แบบผัดวันประกันพรุ่ง หรือกลับไปหาข้อมูลก่อน รวมถึงการตอบกระทู้ถามสดในสภาผู้แทนราษฎร ก็หลีกเลี่ยงเช่นเดียวกัน

เมื่อวาน(1 พ.ค.) มีการตั้งคำถามขอสัมภาษณ์นางสาวแพทองธารใน 2 ประเด็น ที่นางสาวแพทองธารเกี่ยวข้องโดยตรง แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบเหมือนเดิม คือ

1.นักข่าวสอบถามเรื่องกรณีศาลฎีกา แผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้นัดไต่สวนคดีชั้น 14 ของนายทักษิณ ชินวัตร

ซึ่งนางสาวแพทองธาร มีข้อมูลดี เป็นคนที่อยู่ในเหตุการณ์ทั้งหมด สามารถตอบคำถามได้ทุกอย่างว่า อาการป่วยของนายทักษิณเป็นอย่างไร เพราะเป็น 1 ใน 10 รายชื่อผู้ที่เข้าเยี่ยมนายทักษิณ ที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจได้ สามารถบอกความจริงที่เกิดขึ้นได้ ลำดับเหตุการณ์ได้ทั้งหมด

แต่นางสาวแพทองธารปฏิเสธที่จะตอบคำถาม กลับโยนให้ไปถามนายทักษิณเอง

2.เมื่อวานเป็นวันแรงงานแห่งชาติ

รัฐบาลประกาศที่จะขึ้นค่าแรงให้กับผู้ใช้แรงงาน วันละ 400 บาทก่อน ตามนโยบายที่เคยหาเสียงไว้ว่า จะขึ้นค่าแรงให้วันละ 600 บาท บัดนี้รัฐบาลของพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลมาครึ่งเทอม ค่าแรง 400 บาทประกาศแล้วประกาศอีก ยังไม่สามารถทำได้ เมื่อถูกตั้งคำถามว่า ค่าแรง 400 บาทจะทำได้หรือไม่

นางสาวแพทองธารกลับตีลูกมึน ไม่ตอบคำถาม หันหน้าไปสนใจเรื่องอื่น ทั้งที่สามารถตอบคำถามได้ เพราะเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นเจ้าของนโยบายค่าแรง 600 บาท ต้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ออกมารับหน้าแทน ขอโทษผู้ใช้แรงงานที่ไม่สามารถขึ้นค่าแรงวันละ 400 บาทเป็นของขวัญวันแรงงานได้ ทั้งที่ไม่ได้เป็นนโยบายของพรรคภูมิใจไทย

จะเห็นได้ว่าวุฒิภาวะ ความรู้ความสามารถ การตอบคำถามผู้สื่อข่าวของนางสาวแพทองธารต่ำมาก คนเป็นนายกรัฐมนตรีต้องกล้าตอบคำถามทุกเรื่อง ที่เกี่ยวกับการบริหารประเทศ แต่ที่ผ่านมานางสาวแพทองธาร หลีกเลี่ยงไม่ตอบคำถาม ไม่ว่าเรื่องส่วนตัว เรื่องส่วนรวมเรื่องการเมือง อาจจะเป็นเพราะไม่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาในการบริหารประเทศชาติ ตอบแล้วกลัวจะผิดพลาด เกิดอาการแหยง ต้องกลับไปทำการบ้าน หาข้อมูล กลับไปติวก่อน จึงมาตอบคำถามได้

ถ้าวุฒิภาวะของนางสาวแพทองธาร มีเพียงแค่นี้ ถ้าจะปรับครม. อยากให้ปรับ นรม.ก่อน

หมายความ คือ ถ้าจะปรับคณะรัฐมนตรี ก็ขอให้ปรับตัวนายกรัฐมนตรีก่อน