ช็อค แล้วหนาว!? ย้อนคำสั่งคดี 2 เสื้อแดง เทียบศาลสั่งไต่สวน‘ทักษิณ’ปมชั้น14 จบที่คุก

ช็อค แล้วหนาว!? ย้อนคำสั่งคดี 2 เสื้อแดง เทียบศาลสั่งไต่สวน‘ทักษิณ’ปมชั้น14 จบที่คุก

ช็อค แล้วหนาว!? ย้อนคำสั่งคดี 2 เสื้อแดง เทียบศาลสั่งไต่สวน‘ทักษิณ’ปมชั้น14 จบที่คุก

วันศุกร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 07.20 น.

ช็อค แล้วหนาว!? ย้อนคำสั่งคดี 2 เสื้อแดง เทียบศาลสั่งไต่สวน‘ทักษิณ’ปมชั้น14 จบที่คุก

2 พฤษภาคม 2568 นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีตสส.พัทลุง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ” หัวข้อ “ช็อค แล้วก็หนาว” ระบุว่า…

ช็อค แล้วก็หนาว

กรณีชั้น 14 รพ.ตำรวจ

ผมคิดว่า คุณทักษิณ ชินวัตร พ่อของนายกรัฐมนตรี คงต้อง “ช็อค” อย่าว่าคุณทักษิณช็อคเลย ผมเองก็ “ช็อคเล็กน้อย” ด้วยเช่นกัน

การที่ศาลใช้อำนาจรับไต่สวนเอง ถามว่าเรื่องแบบนี้เคยเกิดขึ้นไหม ตอบว่าเคยเกิดขึ้น

เมื่อปี 2553 ตอนที่มีการชุมนุมของกลุ่ม “คนเสื้อแดง”

ตอนนั้น นายเจ๋ง ดอกจิก และ นายก่อแก้ว พิกุลทอง ได้มีพฤติการณ์ข่มขู่ศาลรัฐธรรมนูญ โดยปราศรัย ระบุชื่อตุลาการ ที่อยู่ และเบอร์โทรศัพท์ของตุลาการ และให้คนเสื้อแดงเดินทางไปที่บ้านของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

ผมจึงไปยื่นคำร้องขอให้ศาลอาญาถอนประกัน ตอนนั้นก็วิพากษ์วิจารณ์กันเยอะว่าทำได้ไหม

แต่ศาลก็รับคำร้องไว้โดยให้เหตุผลว่า

“ความปรากฏต่อศาลจากคำร้องของ นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ”

ก็สั่งไต่สวน และมีคำสั่งถอนประกัน เจ๋ง ดอกจิก และ ก่อแก้ว พิกุลทอง บุคคลทั้งสองก็เข้าคุกไป

จากวันนั้นมาถึงวันนี้ 15 ปีแล้ว เรื่องแบบนี้ก็เวียนมาอีกครั้งหนึ่ง

ที่เขียนมาเพื่ออธิบายว่าเรื่องแบบนี้ไม่ใช่ไม่เคยมี ศาลเคยรับเรื่องแบบนี้ไว้ไต่สวนมาก่อนแล้ว ด้วยอำนาจของศาลเอง

ตอนนี้ ผมหายช็อคแล้ว คุณทักษิณ ยังช็อคอยู่อีกหรือเปล่าผมไม่รู้

แต่น่าจะเริ่มหนาวแล้ว

‘วิโรจน์’กัดติดปม‘ตั๋วPNนายกฯ’ โวย‘สรรพากร’อืด ยังตั้งกรรมการวินิจฉัยฯไม่ครบ

'วิโรจน์'กัดติดปม‘ตั๋วPNนายกฯ’  โวย‘สรรพากร’อืด  ยังตั้งกรรมการวินิจฉัยฯไม่ครบ

‘วิโรจน์’กัดติดปม‘ตั๋วPNนายกฯ’ โวย‘สรรพากร’อืด ยังตั้งกรรมการวินิจฉัยฯไม่ครบ

วันศุกร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘วิโรจน์’กัดติดปม‘ตั๋วPNนายกฯ’  โวย‘สรรพากร’อืด ยังตั้งกรรมการวินิจฉัยฯไม่ครบ เล็งส่งหนังสือจี้รมว.คลัง เตะถ่วงระวังเจอยื่นปปช. ฟ้องละเว้นฯปฏิบัติหน้าที่

“วิโรจน์” แฉ “กรมสรรพากร” ยังไม่ตั้งคณะกรรมการวินิจฉัย “ภาษีอากรปม “ตั๋ว PN นายกฯ”เหตุองค์คณะไม่ครบ ยังขาด‘ผู้ทรงคุณวุฒิ’ เล็งส่งหนังสือถึงรมว.คลังเร่งแต่งตั้ง ห่วงถ้าเตะถ่วงอาจเจอละเว้นปฎิบัติหน้าที่หรือไม่และกมธ.เตรียมร่อนหนังสือ 3ฉบับถึง‘รมว.คลัง-อธิบดีสรรพากร-ผู้ว่าฯ สตง.’บี้เร่งดำเนินการ ถ้าละเว้นอาจเจอยื่นฟ้อง ‘ปปช.’ได้ ย้ำต้องยึดกฎหมายทัดเทียม ยกเคส‘หลุย เบญจา’ ให้เห็นเป็นบทเรียน

เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ที่รัฐสภา นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานกรรมาธิการ(กมธ.)การเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร พร้อมนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะผู้ยื่นเรื่องให้กมธ.ฯ ตรวจสอบข้อร้องเรียนการตรวจสอบข้อเท็จจริงการทำธุรกรรมและการชำระภาษีซื้อหุ้นมูลค่า 4,434.5 ล้านบาทของน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุม กมธ.ฯ ถึงความคืบหน้าเรื่องนี้

โดยนายสิทธิพลกล่าวว่า เป็นการรับเรื่องที่สืบเนื่องจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯเกี่ยวกับการชำระค่าหุ้นผ่านการทำสัญญา ตั๋วสัญญาใช้เงินหรือตั๋ว PN ซึ่งเห็นว่าเรื่องนี้มีข้อสงสัยจากประชาชน ในข้อเท็จจริงธุรกรรมลักษณะนี้ถูกต้องตามกฎหมายหรือทำได้หรือไม่ จึงทำให้กรรมาธิการเสนอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาตอบข้อซักถามคือ กรมสรรพากร และสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน

ด้านนายวิโรจน์กล่าวว่า หลังไปยื่นหนังสือถึงกรมสรรพากรขอให้ดำเนินการตามมาตรา 13(7) ให้ส่งเรื่องต่อไปยังคณะคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร เพื่อวินิจฉัยพฤติกรรมของน.ส.แพรทองธาร ที่ใช้ตั๋วPN ซื้อหุ้นจากบุคคลใกล้ชิดหรือบุคคลในครอบครัวคือแม่ ลุง และป้าสะใภ้ รวมถึงพี่สาวและพี่ชาย เป็นการสร้างรูปแบบการซื้อขายโดยที่ไม่ได้มีเจตนาซื้อขายหุ้นจริง การตั้งประเด็นถามคือ ถามเรื่องภาษีรับให้ ไม่ใช่ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาโดยพุ่งเป้าไปเรื่องการทำนิติกรรมอำพรางภาษีการรับให้หรือไม่

“มีวัตถุประสงค์หลีกเลี่ยงหรือหลบเลี่ยงการชำระภาษีการรับให้หรือไม่ ซึ่งที่ผ่านมาได้ตอบ แต่เป็นการตอบที่ไม่ได้ถาม เพราะตอบว่าเดี๋ยวพี่สาวพี่ชายแม่ลุงป้าสะใภ้ ถ้าชำระค่าหุ้นก็ต้องจ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งไม่ได้ถามกรณีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพราะว่านั่นเป็นอีกกรณีหนึ่ง ซึ่งก็ไม่ได้ชี้แจงว่าหากซื้อขายราคาทุนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไม่ต้องชำระ แต่กรณีนี้ตั้งคำถามว่าเข้าข่ายหรือถูกพิจารณาว่าเป็นนิติกรรมอำพราง เพื่อหลบเลี่ยงหรือหลีกเลี่ยงภาษีการรับให้หรือไม่” นายวิโรจน์กล่าว และว่า จึงมาตามเรื่องต่อกรมสรรพากรดำเนินการตามมาตรา17(7) มาตรา 13(7) ตามประมวลรัษฎากรหรือยัง หรือดำเนินการแล้ว หรือล่าช้าด้วยเหตุผลอะไร จึงเรียกร้องให้กรมสรรพากรตรวจสอบ เพื่อเกิดความชัดเจน เพราะยังมีประชาชนที่กำลังจะโอนหุ้นบริษัทให้ทายาทที่มีมูลค่าเกิน 20 ล้านบาทในปีภาษี อาจไม่โอน เพื่อไม่ต้องชำระภาษีการรับให้

นายวิโรจน์กล่าวอีกว่า มีคำถามจากประชาชนทั่วไป ถ้าเอาโมเดลจากนายกฯมาทำ อธิบดีกรมสรรพากรต้องประกาศเป็นลายลักษณ์อักษรว่าต่อไปนี้ให้ใช้ตั๋ว PNและทำแบบนายกฯหรือจะตั้งชื่อว่า แพทองธารโมเดลเลยก็ได้ ก็ให้ดำเนินการถือเป็นระเบียบแพทองธารโมเดล ทุกคนก็ทำตามแพทองธารโมเดล แต่สรรพากรต้องรับสภาพว่านับแต่นี้เป็นต้นไปอาจไม่สามารถจัดเก็บภาษีการรับให้ได้เลย

หลังการหารือนายวิโรจน์ให้สัมภาษณ์อีกครั้งว่า ประเด็นสำคัญคือ การส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร วินิจฉัยกรณีน.ส.แพรทองธารที่ใช้ตั๋ว PN ไม่มีดอกเบี้ย และกำหนดการชำระเงิน สร้างรูปแบบการซื้อหุ้นจากบุคคลในครอบครัวเข้าข่ายการหลีกเลี่ยงหรือทำนิติกรรมอำพราง ภาษีการรับให้หรือไม่ ซึ่งตนย้ำไปทางผู้แทนกรมสรรพากร ผู้อำนวยการกองตรวจสอบภาษีกลาง ถามเรื่องภาษีการรับให้ ไม่ใช่เรื่องรายได้ของบุคคลธรรมดา แต่ก็ต้องตกใจ เพราะปรากฎว่าคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรยังมีองค์คณะไม่ครบ ยังขาดผู้ทรงคุณวุฒิอยู่ 3 คน ซึ่งต้องแต่งตั้งโดยนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง หมายความว่า ถ้าองค์คณะกรรมการชุดนี้ไม่ครบก็จะวินิจฉัยกรณีของนางสาวแพทองธารไม่ได้ ซึ่งนายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธาน กมธ.ฯ จะเร่งทำหนังสือไปถึงนายพิชัยเร่งการแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิให้ครบองค์คณะเป็นการด่วน และขอทราบระยะเวลาการแต่งตั้ง และเข้าใจว่าคณะนี้มีวาระ 3 ปี แต่ไม่มีกำหนดว่าต้องตั้งเมื่อไหร่

‘ผมกังวลว่าถ้ามีการเตะถ่วง ไม่แต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน นายพิชัยจะเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้’นายวิโรจน์กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่าการแต่งตั้งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนไหน นายวิโรจน์กล่าวว่า กมธ.ฯได้สอบถาม ผู้อำนวยการกองตรวจสอบภาษีกลางก็ตอบว่า อยู่ในช่วงรวบรวมข้อเท็จจริง แต่ไม่สามารถตอบได้ว่าจะใช้เวลานานที่สุดเท่าไหร่ และพยายามขอไม่ตอบ เรื่องกรอบระยะเวลา ซึ่งตนตั้งคำถามว่าระหว่างนี้ถ้ามีประชาชนทั่วไปต้องการจะโอนหุ้นให้ลูกที่มีมูลค่าเกินกว่า 20 ล้านบาทต่อปี ส่วนที่เกิน 20 ล้านต้องเสียภาษีการรับให้ และดำเนินการตามรูปแบบของนางสาวแพทองธารคือการใช้ตั๋ว PN มาแลก สรรพกร จะเข้าไปจัดเก็บภาษีการรับให้หรือไม่ ก็ไม่ได้คำตอบ ตอบแค่ว่าอยู่ระหว่างรวบรวมข้อเท็จจริง ยังไม่ได้เข้ากระบวนการวินิจฉัย ซึ่งเรื่องนี้ประชาชนจะเสียประโยชน์มาก คนที่ต้องการโอนหุ้นให้ลูกต้องเสียภาษี 5% ไปก่อนใช่หรือไม่

นายวิโรจน์กล่าวต่อว่า เมื่อถึงเวลาหากมีการวินิจฉัยกรณีนางสาวแพทองธาร ทำได้สรรพากรจะไม่คืนส่วนนั้นให้ประชาชนใช่หรือไม่ ตนจึงเสนอว่าสามารถออกระเบียบหรือออกประกาศว่าระหว่างดำเนินการ จะไม่เข้าไปเรียกตรวจ ส่วนกรณีที่เข้าไปเรียกตรวจประชาชนก็อ้างได้ว่า ขอให้รอคำวินิจฉัยกรณีกรณีน.ส.แพทองธารก่อน ทางผู้แทนกรมสรรพากรก็ตอบกมธ.ว่า ไม่ชอบเรื่องสมมุติ เอาข้อเท็จจริง กมธ.จึงถามต่อว่า ไม่ต้องสมมุติเพราะข้อเท็จจริงมีคนโอนหุ้นให้ลูกตลอด แต่ไม่ได้คำตอบ

นายวิโรจน์กล่าวอีกว่า จากนี้กมธ.การพัฒนาเศรษฐกิจจะทำหนังสือ 3 ฉบับไปยังผู้เกี่ยวข้องคือ 1.นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลังเกี่ยวกับการใช้อำนาจแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรให้ครบองค์คณะ ถ้าทำไม่ได้ก็จะนำไปสู่หลักฐานที่ชี้ว่าละเว้นการปฎิบัติหน้าที่ ร้องต่อป.ป.ช.ได้ 2.นายปิ่นสาย สุรัสวดี อธิบดีกรมสรรพากร ถามถึงกรอบเวลารวบรวมข้อเท็จจริง และจะส่งให้คณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรเมื่อใด เช่น กรอบเวลาอย่างช้าที่สุด ที่จะนำไปร้องป.ป.ช.ได้ และถามว่า ถ้าประชาชนใช้โมเดลของนายกฯ กรมสรรพากรจะไม่ไปกล่าวหาว่าประชาชนทำผิดใช่หรือไม่ เพื่อการบังคับใช้กฎหมายเสมอภาค และ 3.นายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าการการตรวจเงินแผ่นดิน ขอให้ใช้อำนาจทางกฎหมายทำหนังสือ เพราะปัจจุบันกรมสรรพากรยังไม่มีระเบียบทำงานเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษี กรณีใช้ตั๋วสัญญาใช้เงินหรือใช้เครื่องมือทางการเงินอื่นใด หากปล่อยไปเช่นนี้จะเกิดความเสียหายต่อการจัดเก็บภาษีเสียหายต่อราชการเสียหายต่อประชาชน ถ้าพบมีการละเว้นหรือเตะถ่วงในหน่วยงานใด มีการยกกรณีคุณหญิงเบญจา หลุยเจริญ มาชี้เห็นถึงโทษอาญาและจำคุกที่จะตามมา

“เพราะการลักลั่นในการบังคับใช้กฎหมาย หรืออย่างน้อยสุญญากาศของกฎหมาย ประชาชนไม่รู้ว่าถ้าทำตามนายกฯแพทองธารจะได้รับการปฏิบัติในการดึงระยะเวลา เหมือนที่นายกฯได้รับจากกรมสรรพากรหรือไม่” นายวิโรจน์กล่าว

สั่งกำลัง2ฝ่ายถอย ลดการเผชิญหน้าบน‘ตาเมือนธม’ ‘อ้วน’เผยผลประชุมจีบีซี ‘ไทย-เขมร’เข้าที่ตั้งเดิม

สั่งกำลัง2ฝ่ายถอย  ลดการเผชิญหน้าบน‘ตาเมือนธม’  ‘อ้วน’เผยผลประชุมจีบีซี  ‘ไทย-เขมร’เข้าที่ตั้งเดิม

สั่งกำลัง2ฝ่ายถอย ลดการเผชิญหน้าบน‘ตาเมือนธม’ ‘อ้วน’เผยผลประชุมจีบีซี ‘ไทย-เขมร’เข้าที่ตั้งเดิม

วันศุกร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สั่งกำลัง2ฝ่ายถอย ลดการเผชิญหน้าบน‘ตาเมือนธม’ ‘อ้วน’เผยผลประชุมจีบีซี ‘ไทย-เขมร’เข้าที่ตั้งเดิม เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะ ตั้งวงเจรจาหาข้อตกลง

ม็อบ “คปท.” บุกประชิดที่ประชุม GBC ลั่นหากผลเจรจาพื้นที่ทับซ้อน ไทย-กัมพูชาเสียเปรียบ “ออกญากลาโหมภูมิธรรม” เตรียมตัวไว้เลย หลังไทยมีธงนั่งทับผลประโยชน์ มากกว่าปกป้องอธิปไตยประเทศ

เมื่อเวลา10.00น.วันที่ 1พฤษภาคม2568 ที่หน้าโรงแรม รอยัล ออคิด เซอราตัน ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ กลุ่ม เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) กองทัพธรรม และ ศปปส.นำโดย นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำศปท.ได้เคลื่อนขบวนจากสะพานชมัยมรุเชฐ มายังหน้าโรงแรม รอยัล ออคิด เซอราตัน ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ โดยมีนายนัสเซอร์ ยีหมะ, นายพิชิต ไชยมงคล, นายอานนท์ กลิ่นแก้ว และ นายใจเพชร กล้าจน ได้จัดกิจกรรมชุมนุมปราศรัยคู่ขนานการประชุม GBC

โดย นายอานนท์ กล่าวว่า การที่ทางกลุ่มฯ เดินทางมายังสถานที่ประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) ไทย-กัมพูชา) ก็เพื่อยื่นหนังสือแสดงจุดยืนคนไทย ไม่เสียดินแดน ต่อ พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด(ผบ.ทสส.) ให้เหล่าทัพ ยืนหยัดมั่นคงในการรักษาอธิปไตยของไทย เพราะว่าเราไม่ไว้ใจนายกรัฐมนตรี ที่ชื่อ แพรทองธาร ชินวัตร ที่มีพ่อชื่อทักษิณ ชินวัตร ในการเจรจาพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา ซึ่งหากวันนี้การเจรจาของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรมว.กลาโหม หากไืยเสียเปรียบกัมพูชา ขอให้เตรียมตัวไว้เลย“นายอานนท์

จากนั้นชุดเจรจา ได้เข้าพูดคุยกับทางแกนนำ เบื้องต้นกลุ่มขอ ทำกิจกรรม บริเวณหน้าแนวของทางเจ้าหน้าที่ ส่วนเรื่องตัวแทนยื่นหนังสือ ทางกลุ่ม ขอเดินทางเข้ามายื่นจำนวน 10คน โดยแบ่งเป็นแกนนำ 5 และสื่อของกลุ่มอีก5ทางเจ้าหน้าที่ได้อนุญาตให้ทางกลุ่มส่งตัวแทน 10คน ตามคำร้องขอ โดยเจ้าหน้าที่ขอให้กลุ่มงด ใช้เครื่องขยายเสียง ขณะทำการประชุม ซึ่งกลุ่มยินดีปฏิบัติตามคำร้องขอของเจ้าหน้าที่

ด้าน นายพิชิตไชย กล่าวปราศรัยว่า เรียกร้องออกญากลาโหม นายภูมิธรรม เวชยชัย ที่ก่อนหน้านี้ยืนยันว่าพื้นที่ทับซ้อน ไทย-กัมพูชา เราจะมีทิศทางเน้นหาผลประโยชน์ ก่อนเจรจาเรื่องเขตแดนทับซ้อนกัน ซึ่งสอดคล้องกับ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เคยแสดงความเห็น ดังนั้นการที่รัฐบาลไทยปักธงมุ่งเน้นไปที่ผลประโยชน์ แล้วจะมีการประชุมเรื่องเขตแดนในวันนี้ทำไม คำถามคือไทยคิดเรื่องพื้นที่ทับซ้อนเพื่อหาผลประโยชน์ แล้วแบ่งกับกัมพูชา50:50 แต่กัมพูชา ไม่ได้คิดอย่างนั้น เขาต้องการรุกคืบเอาปราสาทตาเมือนธมด้วย นี่คือธงและเป้าหมายของรัฐที่แตกต่างกัน เพราะธงของรัฐบาลไทยนั่งทับแต่ผลประโยชน์ ไม่คำนึงถึงอำนาจอธิปไตยของประเทศ จากนั้นทางกลุ่ม ได้จัดตัวแทน เข้ามายื่นหนังสือต่อ พล.ท.ณัฐพงษ์ เพราแก้ว เจ้ากรมกิจการชายแดนทหาร ผู้แทนผู้บัญชาการทหารสูงสุด

พล.ท.ณัฐพงษ์ ก่อภายหลังรับหนังสือ ว่า การประชุม GBC ครั้งนี้เป็นระดับที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทั้งหมด โดยเฉพาะประเด็นที่กระทบความเป็นอยู่ของประชาชน อาทิ ปัญหาหมอกควัน แต่เรื่องที่ไม่ได้พูดคุยในวันนี้ คือเรื่องเขตแดน ซึงจะต้องไปพูดคุยในการประชุม JBC เพราะมีเรื่องเทคนิค ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเวทีนี้เป็นเวทีใช้ในการเจรจา เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี จึงขอชี้แจงกับกลุ่มผู้ชุมนุมและขอยืนยันว่า กองทัพและพวกเราคนไทยทุกคนยึดมั่น ในการรักษาธิปไตยของชาติเป็นอันดับแรก ขอให้กลุ่มผู้ชุมนุมมั่นใจ อย่างไรก็ตามเรื่องที่ยื่นมานี้ตนจะไปมอบให้กับ ผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป

ด้าน นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม แถลงผลประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทยกัมพูชา(จีบีซี) เกี่ยวกับปัญหาบริเวณประสาทตาเมือนถม หลังกองกำลังทั้งสองฝ่ายเผชิญหน้ากัน ว่า จะลดการเผชิญหน้า ทั้งสองฝ่ายถอยกลับไปอยู่ในที่เดิม ให้ใช้ความอดทนอดกลั้น ซึ่งในระดับนโยบายคือรัฐบาลได้มีการพูดคุยกันแล้ว รวมถึงระดับของผู้บัญชาการทหารสูงสุดของสองประเทศ รวมถึง ผู้บัญชาการทหารบกทั้งสองฝ่าย และให้ไปประสานงาน กับแม่ทัพ นายกอง ในพื้นที่ พร้อมกำชับกำลังพลของตัวเอง ให้ถอยห่างและยึดมั่นในหลักการเดิม คือให้กลับไปอยู่ที่เดิมทั้งสองฝ่าย ที่ประชุมยังได้ให้ความร่วมมือปราบปรามแก๊งค์คอลเซนเตอร์ หรือตั้งศูนย์ประสานงานระหว่างไทยกัมพูชาโดยไทยมีจเรสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้ประสานงาน ทั้งฝ่ายตำรวจและกระทรวงมหาดไทยของกัมพูชา นำไปสู่การกวาดล้างขบวนการคอลเซนเตอร์และความร่วมมือนี้จะมีต่อไป นอกจากนี้ความร่วมมือตามแนวชายแดนมีอีกหลายเรื่องเช่นปัญหาหมอกควันข้ามแดนและความร่วมมือด้านภัยพิบัติ

ทนายยันป่วยจริง-มั่นใจแจงคดีชั้น14ได้ ‘ทักษิณ’ไม่กังวล 13มิ.ย.‘แม้ว’ยังไม่ไปศาล ขอส่งเอกสารชี้แจงไปก่อน

ทนายยันป่วยจริง-มั่นใจแจงคดีชั้น14ได้  ‘ทักษิณ’ไม่กังวล  13มิ.ย.‘แม้ว’ยังไม่ไปศาล  ขอส่งเอกสารชี้แจงไปก่อน

ทนายยันป่วยจริง-มั่นใจแจงคดีชั้น14ได้ ‘ทักษิณ’ไม่กังวล 13มิ.ย.‘แม้ว’ยังไม่ไปศาล ขอส่งเอกสารชี้แจงไปก่อน

วันศุกร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ทนายยันป่วยจริง-มั่นใจแจงคดีชั้น14ได้ ‘ทักษิณ’ไม่กังวล 13มิ.ย.‘แม้ว’ยังไม่ไปศาล ขอส่งเอกสารชี้แจงไปก่อน ย้ำขอยึดหลักข้อเท็จจริง ชี้วันตัดสินขึ้นอยู่กับศาล
 

“ชาญชัย” ชี้นิมิตหมายที่ดีศาลรับไต่สวนพิจารณาเองคดีชั้น 14 โดยจะมาฟังทุกนัดที่ศาลพิจารณาคดี “โรม” ฟันธงป่วยทิพย์ชัดเจน เรื่องนี้ต้องตรวจสอบจริงจัง “หมอวรงค์” มองสั่นสะเทือนไปถึงเก้าอี้นายกฯ “เทพไท”เชื่อมีผู้กระทำผิด ม.157 แน่นอน ยังต้องหนาวกันอีกหลายคน “ดิเรกฤทธิ์”ชี้ยังไม่จบ ผู้ถูกกล่าวหาอาการหนักกว่าที่คิด “สมชาย” เชื่อหาก“ทักษิณ”ถูกตัดสินจำคุก ก็จะเลือกหนีเหมือนเดิม แต่ส่วนตัวอยากให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ด้าน“ทนายแม้ว”รอหมายศาล ชี้แจงชั้น 14 ใน 30 วัน ยัน“ทักษิณ”ไม่กังวล ยืนยันป่วยจริง ทำทุกอย่างถูกต้อง เผย 13 มิถุนายนยังไม่ไปศาล “อนุทิน” มั่นใจในตัว“นายกฯอิ๊งค์” เชื่อไม่มีแรงกระเพื่อม

เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2568 นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์หลังเข้ารับฟังคำสั่งศาลพิจารณารับหรือไม่รับ กรณีที่กรมราชทัณฑ์อนุญาตให้ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เข้ารับการรักษาตัวที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาล โดยบอกว่า ศาลมีคำสั่งดังนี้ 1.ตนในฐานะที่เป็นผู้ร้อง ไม่ได้เป็นผู้เสียหายโดยตรง แต่ได้นำคำร้องที่มีข้อเท็จจริงและกฎหมายปรากฏต่อศาล ศาลจึงมีอำนาจในการนำคดีนี้ขึ้นพิจารณาเอง สรุปศาลใช้อำนาจของศาลในการพิจารณาคดีตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการพิจารณาคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

และ 2.ศาลมีคำสั่งให้แจ้งไปยังจำเลย ผู้บัญชาการเรือนจำ พิเศษกรุงเทพ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ และแพทย์ใหญ่ รวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้อง ให้ชี้แจงพร้อมส่งสำเนาคำร้องของตนต่อศาลมาให้ศาลภายใน 30 วัน และศาลจะพิจารณาไต่สวนของศาล สรุปศาลรับเรื่องที่ตนร้อง โดยศาลใช้อำนาจในการพิจารณาคดีตามกฎหมายของศาล โดยศาลกำหนดจะไต่สวนเพิ่มเติม และแจ้งให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาใน วันที่ 13 มิถุนายน 2568 เวลา 09.30 น.

จะมาฟังทุกนัดที่ศาลพิจารณาคดี

เมื่อถามว่า วันที่ 13 มิถุนายน นายทักษิณจะต้องมาหรือไม่ นายชาญชัย บอกว่า เรื่องนี้ให้อยู่ที่คำสั่งศาล เราไปก้าวล่วงศาลไม่ได้ เพราะยังไม่รู้ว่าศาลออกหมายไปถึงอย่างไร ขณะนี้ศาลให้ชี้แจงก่อนภายใน 30 วัน และหลังจากนั้นศาลมีคำสั่งนัดไต่สวน ซึ่งคาดว่าจะนัดพร้อมอีกครั้งหนึ่ง เป็นกระบวนการของศาล เป็นไปตามที่ศาลพิจารณาตามกฏหมายอาญา ยืนยันว่าศาลประทับรับฟ้องแล้ว อันนี้ให้ศาลไต่สวนศาลตามอำนาจหน้าที่ก็ถือว่าจบแล้ว ตนจะมาฟังทุกนัดที่ศาลพิจารณาคดีจะได้เรียนรู้ไปด้วย จะนำไปบอกให้ประชาชนได้ทราบว่าศาลได้ช่วยทำให้คดีเกิดความชัดเจน เกิดข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายที่มีการถกเถียงในสังคม ซึ่งข้อเท็จจริงจะปรากฏชัดหลังที่ศาลรับดำเนินคดี

เมื่อถามว่า จากนี้จะยื่นคำร้องเพิ่มเติม และจะมาติดตามที่ศาลอีกหรือไม่ นายชาญชัย ย้ำว่า ไม่ถึงขนาดต้องติดตาม แต่เป็นสิทธิในการที่ผู้ร้องจะมาฟัง ถ้าติดธุระก็คงไม่ได้มา อาจจะให้ นายนิติธร ล้ำเหลือ (ทนายนกเขา) นายสมชาย แสวงการ อดีต สว. มาช่วยรับฟัง ซึ่งได้แจ้งกับศาลแล้ว อีกทั้งวันนี้เปิดให้นักข่าวรับฟังการไต่สวนแบบเปิดเผย ถือว่าแฟร์ ไม่ใช่ไม่ให้ใครรู้เรื่อง วันนี้ถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีของทุกฝ่าย และให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงข้อเท็จจริง

‘โรม’ฟันธงป่วยทิพย์ชัดเจน

นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดพิจารณาไต่สวนคดีชั้น 14 ของ นายทักษิณ ในวันที่ 13 มิถุนายนนี้ว่า กรณีชั้น 14 มีความชัดเจนอยู่แล้วว่า มีปัญหาจริงๆ มีทั้งพยานหลักฐานแวดล้อม และการพูดของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่สันนิษฐานได้ว่า รู้เรื่องนี้ดีที่สุด องค์ประกอบจิ๊กซอว์ต่างๆ ต่อออกมาชัดเจนว่า กรณีชั้น 14 เป็นกรณีแกล้งป่วย ทำให้นายทักษิณไม่ต้องติดคุกจริง ยิ่งกว่านั้น ยังพบหลักฐานการใช้โทรศัพท์มือถือต่างๆ จึงชัดเจนว่าการติดคุกของนายทักษิณไม่มีอยู่จริง มีความจำเป็นที่องค์กรต่างๆ และศาลต้องใช้กลไกกฎหมายตรวจสอบนายทักษิณอย่างจริงจัง

“หมอวรงค์”ชี้สะเทือนถึงเก้าอี้นายกฯ

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า “ชั้น 14 อาจโยงถึงอุ๊งอิ๊ง” จากคำสั่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เรียกหลักฐานจากผู้เกี่ยวข้องทั้งโจทย์และจำเลย เพราะอาจมีการบังคับตามคำพิพากษา ไม่เป็นไปตามหมายจำคุกกรณีนายทักษิณ อย่างน้อยเมื่อระดับศาลฎีกาขยับลงมาดูแลเอง ปัญหานี้น่าจะสยบความเคลื่อนไหวทุกอย่างได้ วันนี้ไม่ว่า ป.ป.ช.และแพทยสภาจะมีผลออกมาอย่างไร ก็ไม่มีความหมาย เพราะศาลฎีกา เรียกหลักฐานไต่สวนเอง เพียงแต่อาจจะมีผลต่อความน่าเชื่อถือขององค์กรเหล่านี้เท่านั้น เพราะทุกอย่างขึ้นถึงศาลฎีกาแล้ว

“การไต่สวนของศาลฎีกาจะจบที่ใครบ้างนั้นน่าสนใจ ถ้าสมมติว่าผลออกมาว่า นายทักษิณไม่ได้ป่วยวิกฤติจนต้องส่งตัว หรือถือว่าไม่ได้ติดคุกจริง หรือไม่มีการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษา เรื่องนี้น่าจะขยายไปสู่ผู้ให้ความร่วมมือ ทั้งแพทย์ที่เกี่ยวข้องของ รพ.ตำรวจ เจ้าหน้าที่ของกรมราชทัณฑ์ อาจจะโยงไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่สำคัญ ผมเคยทำเรื่องนี้ร้องไปที่นายกฯ อุ๊งอิ๊งด้วย ซึ่งนายกฯ ไม่ได้ดำเนินการใดๆ ให้คาดเดาละกันว่านายกฯ อุ๊งอิ๊งสมควรโดน มาตรา157หรือไม่” นพ.วรงค์ ระบุ

“เทพไท”เชื่อยังมีหนาวกันอีกหลายคน

นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์คลิปพร้อมเนื้อหาหัวข้อ “ฟันธง!!! คดีชั้น14 มีคนผิด ทักษิณ ยังหนาวต่อ”โดยระบุว่า การที่ศาลฎีกาฯ มีคำสั่งให้โจทก์และจำเลยแสดงหลักฐานที่เกี่ยวข้องภายใน 30 วัน และมีคำสั่งให้นัดไต่สวนในวันที่ 13 มิถุนายน เวลา 09.30 น. ดังนั้นไม่ว่าผลการพิจารณาจะออกมาในแนวทางใด ไม่มีใครสามารถก้าวล่วงได้ แต่สำหรับพฤติกรรมเจ้าหน้าที่ของรัฐทั้งหมด ที่อำนวยความสะดวกให้กับ นายทักษิณ โดยไม่ต้องติดคุกเลยแม้แต่วันเดียว จะหนีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ม.157 ไปไม่ได้ เพราะเป็นที่รับรู้กันทั้งประเทศว่า นายทักษิณไม่ได้ป่วยจริง ในคดีนี้ไม่ว่านายทักษิณจะผิดหรือไม่ผิด จะต้องกลับไปติดคุกอีกครั้งหนึ่งหรือไม่ แต่เชื่อว่ามีบุคคลที่กระทำความผิดตาม ม.157 แน่นอน เชื่อว่าคดีชั้น14 ยังมีหนาวกันอีกหลายคน

“ดิเรกฤทธิ์”ชี้ผู้ถูกกล่าวหาอาการหนัก

ดร.ดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม ประธานสถาบันสุจริตไทย และอดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า ใครว่า กรณีนักโทษชั้น 14 รพ.ตร.จบแล้ว เพราะศาลฎีกาฯไม่รับคำร้องของคุณชาญชัยฯ เมื่อ 30 เมษายน 2568 ไม่จบนะครับ แถมผู้ถูกกล่าวหายังอาการหนักกว่าที่คิดอีกด้วย เพราะความปรากฏต่อศาลแล้วว่าอาจมีการกระทำที่ไม่เป็นไปตามคำบังคับของศาล(มีคนไม่ถูกจำคุกจริง)ศาลจึงใช้อำนาจและความเห็นของศาลเอง(ไม่ยึดตามคำร้องและคำขอของคุณชาญชัยฯ)เรียกไต่สวนหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมจากผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายในทุกขั้นตอน ก่อนจะมีคำวินิจฉัยและมีคำสั่งหรือคำบังคับอย่างใดต่อไป

“สมชาย”ชี้สังคมรับได้หากติดคุกแต่แรก

นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ให้สัมภาษณ์กับรายการ “สีสันการเมือง แบบ เด้งเด้ง” ทางช่องยูทูบ “แนวหน้าออนไลน์” ตอนหนึ่ง เกี่ยวกับประเด็นที่ว่า มีโอกาสหรือไม่ที่นายทักษิณจะตัดสินใจหลบหนีอีกครั้งว่า เรื่องนี้จุดเริ่มต้นคือนายทักษิณขอกลับประเทศเพื่อมาเลี้ยงหลาน มีการทำหนังสือขอพระราชทานอภัยโทษได้ได้รับการลดโทษจำคุกจาก 8 ปีเหลือ 1 ปี แต่นายทักษิณไม่ยอมเข้าเรือนจำ ทั้งที่มีการเตรียมห้องระดับ VVIP ให้ มีการทุบห้องขัง 5 ห้อง ติดแอร์ให้ด้วย โรงพยาบาบราชทัณฑ์ก็เตรียมเตียงไว้ให้เรียบร้อย และมีอดีตรัฐมนตรีที่เคยเป็นทีมงานของนายทักษิณก็เคยเข้าไป หลายคนก็ออกมาแล้ว หากนายทักษิณเลือกทางนี้เชื่อว่าสังคมรับได้

เชื่อคงเลือกหนีตามเดิม

ดังนั้น หากนายทักษิณกลับไปติดคุก 1 ปี ไปอยู่ใน รพ.ราชทัณฑ์ ซึ่งมีขัดความสามารถในการรักษา อย่างโรคปอดติดเชื้อจากโควิด ความดันโลหิตสูง โรคกระดูกซึ่งเป็นตามปกติของคนอายุมาก โรคเส้นเลือดหัวใจ การทำบอลลูนก็ทำได้ หรือหากทำไม่ได้ก็ส่งออกไปทำบอลลูน 24 ชั่วโมงแล้วก็กลับเข้ามา หากนายทักษิณเข้าเรือนจำตั้งแต่ต้น วันนี้ก็จะไม่มีคำถามไปศาลฎีกา ซึ่งหากถามว่านายทักษิณอยากกลับเข้าเรือนจำหรือไม่คงไม่อยากและต้องสู้เต็มที่ และหากศาลตัดสินให้ติดคุกนายทักษิณจะยอมหรือไม่ ตนก็เดาว่าคงไม่ยอมเหมือนเดิม ก็ต้องหนี

อยากให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

“ผมอยากให้คุณทักษิณเข้าสู่กระบวนการ ยอมเสียตามที่เขียนคำของพระราชทานอภัยโทษ ได้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ได้รับกระบวนการยุติธรรม ยอมสำนึกผิดแล้ว เพราะฉะนั้นการเข้าไปในเรือนจำ 1 ปี แม้แต่หลายคนที่เป็นแกนนำ นปช. พันธมิตร กปปส. ก็ยอมรับกระบวนการ อดีตรัฐมนตรี อดีตอธิบดีที่ไปรับใช้การเมืองก็ยอมติดคุก ถ้าอยากเป็น เนลสัน แมนเดลา ติดตั้ง 28 ปีนะ อยากเป็นอองซานซูจีก็ติดในบ้านพักตั้ง 21 ปี คุณทักษิณทำได้ ปีเดียวเอง” นายสมชาย กล่าว

“ทนายแม้ว”เตรียมหลักฐานแจงศาล

นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความส่วนตัวของนายทักษิณ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตั้งองค์คณะไต่สวนการบังคับโทษจำคุกของนายทักษิณ ที่ไปรักษาตัวในชั้น14 รพ.ตำรวจ ขั้นตอนทางกฎหมายจะเป็นอย่างไร ว่า หลังจากนี้เราจะรอรับหมายจากศาล ว่าจะสั่งให้เราทำอะไรบ้าง ซึ่งน่าจะมีสำเนาคำร้องของนายชาญชัย ส่งมาพร้อมกันด้วย โดยเราจะต้องทำคำชี้แจงภายใน 30 วัน และเมื่อชี้แจงไปแล้ว ศาลก็จะดูคำชี้แจงจากหน่วยงาน หรือบุคคลต่างๆ และต้องดูว่าในวันนัดพร้อม ศาลจะมีคำสั่งให้ไต่สวนต่อไปหรือไม่

ผู้สื่อข่าวถามว่า ทางทีมทนายเตรียมคำชี้แจงประเด็นไหนไว้บ้าง นายวิญญัติ กล่าวว่า ยังบอกประเด็นไม่ได้ เพราะเรายังไม่เห็นคำร้องที่ศาลส่งมา อย่างไรก็ตาม เราเตรียมหลักฐานและเหตุผลในการเข้าไปในเรือนจํา รวมถึงข้อมูลว่าที่ผ่านมานายทักษิณมีอาการอย่างไร รักษาตัวอย่างไร และถูกปฏิบัติอย่างไร ทั้งนี้ เราไม่ทราบว่าศาลจะให้แก้ข้อกล่าวหาในจุดไหน จึงต้องรอดูคำร้องก่อน

เมื่อถามว่า ในวันนัดพร้อม หากมีหลักฐานครบ ศาลสามารถมีคําสั่งนัดวันที่จะตัดสินได้เลยหรือไม่ นายวิญญัติ กล่าวว่า ต้องรอดูว่าศาลจะสั่งอย่างไร เป็นดุลพินิจของศาล แต่แนวทางคือ หากศาลเห็นว่าหลักฐานเพียงพอแล้ว ก็อาจจะมีคำสั่งออกมา หรือมีเนื้อหาข้อเท็จจริงจากการไต่สวน แต่หากศาลมองว่าไม่เพียงพอ ก็อาจจะมีการนัดไต่สวน โดยเรียกบุคคลอื่นเพิ่มเติม

“ทักษิณ”ไร้กังวล-13มิ.ย.ยังไม่ไปศาล

เมื่อถามว่า ทีมทนายมีความมั่นใจในการชี้แจงหรือไม่ นายวิญญัติ กล่าวว่า เรามั่นใจอยู่แล้ว เนื่องจากมีความเป็นจริงในเรื่องการถูกจำคุก ได้รับหมายจำคุก และถูกส่งตัวไปที่เรือนจำจริง ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น ถือว่าเป็นเหตุแทรกซ้อนเข้ามา เพราะนายทักษิณเคยมีการรักษาโรคปอดและความดันมาก่อนอยู่แล้ว อาการจึงเกิดขึ้นจริง จนมีความเห็นจากแพทย์ของโรงพยาบาลราชทัณฑ์ และมีการส่งตัวตามปกติ เพราะฉะนั้น มั่นใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องจริง

เมื่อถามว่า นายทักษิณมีความกังวลเรื่องที่ศาลตั้งคณะไต่สวนหรือไม่ นายวิญญัติ กล่าวว่า ไม่กังวล เราอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง และสิทธิของผู้ต้องขังตามกฏหมาย รวมถึงกฎระเบียบของราชทัณฑ์ คิดว่าทำถูกทุกอย่าง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ทำตามหลักเกณฑ์

เมื่อถามว่า วันที่ 13 มิถุนายน นายทักษิณจะเดินทางไปศาลด้วยตัวเองหรือไม่ นายวิญญัติ กล่าวว่า ยังไม่ไป จะเป็นการส่งคำชี้แจงไปก่อน

“หนู”เชื่อมั่น“อิ๊งค์”บอกไม่มีอะไร

ขณะที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนัดไต่สวน นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เข้าพักรักษาตัวที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจว่า รัฐบาลนำโดย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ โดยแรงกระเพื่อมอะไรต่างๆ เราต้องยึดที่หัวหน้ารัฐบาลเป็นหลัก

ผู้สื่อข่าวถามว่า นายทักษิณเป็นผู้ที่มีบทบาททางการเมือง กำหนดทิศทางทางการเมือง นายอนุทินกล่าวว่า ทุกอย่างขึ้นอยู่กับนายกฯ และปัจจุบันท่านก็เป็นหัวหน้าพรรคแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล เมื่อท่านให้สัมภาษณ์ว่าไม่มีอะไร เราก็ต้องเชื่อท่าน ส่วนนายทักษิณนั้น ก็ให้กำลังใจกันมาตลอดเวลาอยู่แล้ว เพราะอยากให้ทุกคนไม่มีเรื่องอะไรที่กลุ้มใจหรือปวดหัว ในฐานะที่เป็นคนไทยคนหนึ่ง ก็อยากให้ทุกคนมีความสุข มีกำลังใจที่จะทำงานให้กับชาติบ้านเมือง

จำคุก‘ประยุทธ มหากิจศิริ’24ปี คดีออกโฉนดที่ดินทับป่าสงวน

จำคุก‘ประยุทธ มหากิจศิริ’24ปี  คดีออกโฉนดที่ดินทับป่าสงวน

จำคุก‘ประยุทธ มหากิจศิริ’24ปี คดีออกโฉนดที่ดินทับป่าสงวน

วันศุกร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศาลอาญาทุจริตแลประพฤติมิชอบภาค 3 พิพากษาจำคุก “ประยุทธ มหากิจศิริ” รวม 24 ปี ฐานออกเอกสารสิทธิโฉนดที่ดินมิชอบ ที่ดินที่โคราช ด้าน “ลูกสาว” โดนด้วย ศาลสั่งจำคุก 12 ปี  วืดประกัน ซีดนอนเรือนจำ หลังศาลอาญาคดีทุจริตฯภาค3 ให้ส่งคำร้องขอประกันตัว ให้ศาลอุทธรณ์ฯพิจารณาสั่งประกัน 

เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ที่ศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 3 ศาลได้พิพากษาคดีที่ป.ป.ช.เป็นโจทก์ยื่นฟ้องกลุ่มบริษัทเอกชน โดยมีชื่อของนายประยุทธ มหากิจศิริ เป็นจำเลย ภายหลังพบพฤติกรรมว่ากลุ่มเอกชนให้การสนับสนุนเจ้าหน้าที่รัฐสอบเขตขยายเนื้อที่ของโฉนดที่ดิน เพื่อนำมาสร้างสนามกอล์ฟ เมาน์เทนครีก กอล์ฟ แอนด์รีสอร์ทแอนด์เรสซิเดนซ์จ.นครราชสีมา ถือเป็นการร่วมกันกระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน โดยศาลมีคำพิพากษาลงโทษนายประยุทธ มหากิจศิริโดยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 ประกอบมาตรา 86 กระทงละ 4 ปี 6 กระทง รวม 24 ปี ส่วน น.ส.อุษณา มหากิจศิริ (ลูกสาวนายประยุทธ)มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 ประกอบมาตรา 86 กระทงละ 4 ปี 4 กระทง รวม 12ปี

ทั้งนี้ ถือเป็นคดีที่ 2 โดยก่อนหน้านี้นายประยุทธ์ ถูกลงโทษจำคุก 2 ปี 8 เดือน คดีเอกสารสิทธิ์ จ.กระบี่ไปแล้ว สำหรับคดีดังกล่าว ป.ป.ช.ได้ชี้มูลตั้งแต่ปี 2564 โดยชี้มูลความผิดเจ้าพนักงานที่ดินนครราชสีมา สาขาสีคิ้ว กับพวก 5-6ราย อาทิ หัวหน้าฝ่ายรังวัด ช่างรังวัด เจ้าหน้าที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และกลุ่มบริษัทเอกชน โดยมีชื่อของนายประยุทธ ที่เป็นผู้ถูกกล่าวหาถูกชี้มูลด้วย ซึ่งพบพฤติการณ์ว่ากลุ่มเอกชนได้ให้การสนับสนุนเจ้าหน้าที่รัฐสอบเขตขยายเนื้อที่ของโฉนดที่ดิน เพื่อนำมาสร้างสนามกอล์ฟ เมาน์เทนครีก กอล์ฟ แอนด์รีสอร์ทแอนด์เรสซิเดนซ์จ.นครราชสีมา ถือเป็นการร่วมกันกระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน

จากการตรวจสอบพบว่า กลุ่มเอกชนได้ซื้อที่ดินที่มีโฉนด และซื้อที่ดินที่ไม่มีหลักฐานก่อนจะนำมาสอบเขต เพื่อนำที่ดินที่ไม่มีหลักฐานเข้าไปรวมกับที่ดินที่มีโฉนด ซึ่งที่ดินที่ไม่มีหลักฐานมีทั้งอยู่ในเขต ส.ป.ก.และเขตป่าสงวนฯ เพื่อนำไปสร้างสนามกอล์ฟดังกล่าว ซึ่งถือว่าร่วมกันการกระทำความผิด แต่เนื่องจากเอกชนไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ จึงถูกชี้มูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา86และมีบางราย ถูกดำเนินคดีตามมาตรา149 ด้วย รวมถึงความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ ในส่วนเจ้าหน้าที่รัฐถูกชี้มูลความผิดตามมาตรา151มาตรา157และมาตรา149และมีความผิดวินัยร้ายแรง สำหรับอัตราโทษในมาตรา149 ระบุให้จำคุก5-20ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และระวางโทษสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิต ส่วนอัตราโทษตามมาตรา151 จำคุกตั้งแต่5-20ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต ส่วนอัตราโทษตามมาตรา157 จำคุก1-10ปี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังฟังคำพิพากษา ทนายความของนายประยุทธ กับพวกจำเลยรวม 6 รายได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ขอปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์   อย่างไรก็ตาม  ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภาค 3  พิจารณาแล้ว มีคำสั่งให้ส่งคำร้องขอปล่อยชั่วคราวให้ศาลอุทธรณ์คดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 พิจารณาสั่งประกันต่อไป ซึ่งคาดใช้ระยะเวลาประมาณ  1-2 วัน

ต่อมาเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จึงควบคุมตัวจำเลยทั้ง 6 ราย ไปควบคุมไว้ที่เรือนจำกลางสุรินทร์ต่อไป

‘พิพัฒน์’ มอบของขวัญวันแรงงาน เปิดทางเข้าถึง ‘ทุนอาชีพ’ ดอกเบี้ยต่ำ

'พิพัฒน์' มอบของขวัญวันแรงงาน เปิดทางเข้าถึง 'ทุนอาชีพ' ดอกเบี้ยต่ำ

‘พิพัฒน์’ มอบของขวัญวันแรงงาน เปิดทางเข้าถึง ‘ทุนอาชีพ’ ดอกเบี้ยต่ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 19.48 น.

“พิพัฒน์” นำขบวนวันแรงงาน68 มอบของขวัญ เปิดทางเข้าถึง “ทุนอาชีพ”ดอกเบี้ยต่ำ วงเงิน 1.2แสนล้าน สร้างอาชีพ ลดหนี้นอกระบบ–เสริมสภาพคล่องธุรกิจ

วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 – นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานเปิดงาน วันแรงงานแห่งชาติ ประจำปี 2568 ณ ลานคนเมือง กรุงเทพมหานคร นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานพิธีเปิดงานวันแรงงานแห่งชาติ ปี พ.ศ.2568 โดยมี นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวรายงาน นายพนัส ไทยล้วน ประธานคณะกรรมการจัดงานวันแรงงานแห่งชาติ ปี พ.ศ. 2568 พร้อมรับข้อเรียกร้องจากผู้ใช้แรงงาน 9 ข้อ โดยย้ำว่า รัฐบาลและกระทรวงแรงงานให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานอย่างเป็นรูปธรรม และในปีนี้ได้เตรียม “ของขวัญวันแรงงาน” ชิ้นใหญ่ เพื่อช่วยแรงงานไทยประกอบอาชีพ เดินหน้ากิจการอย่างมั่นคงต่อเนื่อง

ช่วงเช้า เวลา 7.30น.นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานในพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 9 รูป เนื่องในวันแรงงานแห่งชาติ โดยมีพระพรหมวชิรมุนี เจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ณ ลานคนเมือง ก่อนจะนำขบวนเทิดพระเกียรติ และริ้วขบวนผู้บริหารกระทรวงแรงงาน รวมถึงผู้ใช้แรงงาน เคลื่อนจากแยก จปร. สู่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อหน้าแรงงานหลายพันคนที่มาร่วมงานว่า กระทรวงแรงงานไม่เคยนิ่งนอนใจต่อข้อเรียกร้องของพี่น้องแรงงาน โดยข้อเรียกร้องในแต่ละปี มีคณะทำงานดำเนินการเดินหน้า อาทิการผลักดันร่างกฎหมายเพื่อรองรับอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 การศึกษารูปแบบกองทุนประกันความเสี่ยงกรณีเลิกจ้าง การปรับปรุงระบบประกันสังคมให้ทันสมัย มีฐานบำนาญที่เพียงพอ และขยายอายุผู้ประกันตน การบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองแรงงานอย่างเคร่งครัด และรวมถึงการยกระดับงานด้านความปลอดภัยแรงงาน เป็นต้น

พร้อมระบุนโยบายแรงงานในปัจจุบันมุ่งพัฒนาอย่างรอบด้านใน 3 มิติ ได้แก่ 1. ทักษะทันอนาคต – จัดอบรม Reskill–Upskill ฟรีทั่วประเทศ รวมถึงการส่งเสริมแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศในตำแหน่งรายได้สูง 2. งานมีคุณภาพ – ดำเนินการผ่านการจัด Job Expo, ขับเคลื่อน “หนึ่งตำบล หนึ่งกลุ่มอาชีพอิสระ” และเปิดแพลตฟอร์ม “ไทยมีงานทำ”  3.หลักประกันชีวิตแรงงาน – ปรับปรุงสิทธิประกันสังคม และเร่งผลักดันสินเชื่อเพิ่มโอกาส ช่วยแรงงานพึ่งพาตนเอง

นายพิพัฒน์  กล่าวต่อว่า กระทรวงแรงงานมอบ “ของขวัญวันแรงงาน” ให้แก่ นายจ้าง และลูกจ้าง ผู้ประกันตน ทั่วประเทศ ผ่านโครงการ เพิ่มโอกาส เข้าถึงแหล่งเงิน “ทุนอาชีพ”ดอกเบี้ยต่ำ คือนโยบายที่กระทรวงแรงงานเตรียมผลักดันร่วมกับธนาคารพันธมิตร เพื่อเปิดทางนายจ้าง ลูกจ้าง ผู้ประกันตนสามารถเข้าถึงแหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำ ลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มเป้าหมายหลัก คือ 1.กลุ่มลูกจ้าง- ที่ต้องการพัฒนาอาชีพเสริมหรือตั้งต้นธุรกิจ โครงการ ”ทุนอาชีพ“ วงเงินรวม 100,000 ล้านบาท เพื่อช่วยให้ ลูกจ้างที่เป็นผู้ประกันตน สามารถเข้าถึงทุนได้จริง ที่สำคัญที่สุดคือ เพิ่มจากการ “คุ้มครอง” ให้เป็น “โอกาส” เพื่อสร้างอาชีพใหม่ สร้างรายได้ที่มั่นคงให้ครอบครัว
2.กลุ่มนายจ้าง ที่ต้องการสภาพคล่อง เพื่อประคองกิจการและรักษาการจ้างงาน โครงการสินเชื่อเพื่อส่งเสริมการจ้างงานระยะที่ 3 วงเงิน 20,000 ล้านบาท เป็นของขวัญสำหรับสถาน
ประกอบการ ให้สามารถ “รักษาการจ้างงาน” ได้ต่อเนื่อง ด้วยเงื่อนไขดอกเบี้ยต่ำมาก เริ่มต้นเพียง 2.35% ต่อปี คงที่3ปี 

 “นี่ไม่ใช่แค่การช่วยเหลือรายบุคคล แต่เป็นการ จุดประกายระบบเศรษฐกิจตั้งแต่ฐานราก ให้ทั้งแรงงานและนายจ้างสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง

ในช่วงท้าย รมว.แรงงาน พร้อมด้วยปลัดกระทรวงฯ และผู้บริหาร ได้พบปะแรงงานหลายพันคนที่มาร่วมงาน แม้จะมีสภาพอากาศร้อนอบอ้าว แต่บรรยากาศยังคงคึกคัก งานวันแรงงานในปีนี้ยังเปิดโอกาสให้แรงงานทุกกลุ่มเข้าถึงบริการของรัฐอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นการสมัครงานกว่า 174,000 อัตรา ตรวจสุขภาพ ฝึกอาชีพ เรียนออนไลน์พร้อมใบรับรอง รับวัคซีนฟรี รวมถึงรับสมัครผู้ประกันตน ม.40 และซื้อสินค้าฝีมือแรงงานได้โดยตรง

นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า วันแรงงานแห่งชาติ เป็นวันที่สะท้อนความสำคัญของผู้ใช้แรงงานซึ่งเป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในทุกภาคส่วน ทั้งอุตสาหกรรม เกษตร บริการ และธุรกิจ
กระทรวงแรงงานให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านกฎหมาย ทักษะอาชีพ และสวัสดิการที่เหมาะสมกับโลกยุคใหม่ พร้อมสร้างระบบแรงงานที่เป็นธรรมและยั่งยืน ผ่านความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อให้แรงงานไทยมีอนาคตที่มั่นคงและได้รับการดูแลอย่างทั่วถึงในทุกมิติ

ทนายมั่นใจแจงศาลได้! ทักษิณไม่กังวลปมชั้น14 ยันยึดหลักข้อเท็จจริง

ทนายมั่นใจแจงศาลได้! ทักษิณไม่กังวลปมชั้น14 ยันยึดหลักข้อเท็จจริง

ทนายมั่นใจแจงศาลได้! ทักษิณไม่กังวลปมชั้น14 ยันยึดหลักข้อเท็จจริง

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 19.28 น.

“ทนายทักษิณ” มั่นใจชี้แจงได้ หลังศาลฎีกาตั้งองค์ไต่สวนปมชั้น 14 ยํ้า ยึดหลักข้อเท็จจริง เผยเจ้าตัวไม่กังวล ระบุนัดตัดสินเมื่อไหร่ อยู่ที่ดุลพินิจของศาล

1 พฤษภาคม 2568 นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความส่วนตัวของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตั้งองค์คณะไต่สวนการบังคับโทษจำคุกของนายทักษิณ ที่ไปรักษาตัวในชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ ขั้นตอนทางกฎหมายจะเป็นอย่างไร ว่าหลังจากนี้เราจะรอรับหมายจากศาล ว่าจะสั่งให้เราทำอะไรบ้าง ซึ่งน่าจะมีสำเนาคำร้องของนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ส่งมาพร้อมกันด้วย โดยเราจะต้องทำคำชี้แจงภายใน 30 วัน และเมื่อชี้แจงไปแล้ว ศาลก็จะดูคำชี้แจงจากหน่วยงาน หรือบุคคลต่างๆ และต้องดูว่าในวันนัดพร้อม ศาลจะมีคำสั่งให้ไต่สวนต่อไปหรือไม่

ผู้สื่อข่าวถามว่า ทางทีมทนายได้เตรียมคำชี้แจงประเด็นไหนไว้บ้าง นายวิญญัติ กล่าวว่า ยังบอกประเด็นไม่ได้ เพราะเรายังไม่เห็นคำร้องที่ศาลส่งมา อย่างไรก็ตาม เราเตรียมหลักฐานและเหตุผลในการเข้าไปในเรือนจํา รวมถึงข้อมูลว่าที่ผ่านมานายทักษิณมีอาการอย่างไร รักษาตัวอย่างไร และถูกปฏิบัติอย่างไร ทั้งนี้ เราไม่ทราบว่าศาลจะให้แก้ข้อกล่าวหาในจุดไหน จึงต้องรอดูคำร้องก่อน

เมื่อถามว่า ในวันนัดพร้อม หากมีหลักฐานครบ ศาลสามารถมีคําสั่งนัดวันที่จะตัดสินได้เลยหรือไม่ นายวิญญัติ กล่าวว่า ต้องรอดูว่าศาลจะสั่งอย่างไร เป็นดุลพินิจของศาล แต่แนวทางคือ หากศาลเห็นว่าหลักฐานเพียงพอแล้ว ก็อาจจะมีคำสั่งออกมา หรือมีเนื้อหาข้อเท็จจริงจากการไต่สวน แต่หากศาลมองว่าไม่เพียงพอ ก็อาจจะมีการนัดไต่สวน โดยเรียกบุคคลอื่นเพิ่มเติม

เมื่อถามว่า ทีมทนายมีความมั่นใจในการชี้แจงหรือไม่ นายวิญญัติ กล่าวว่า เรามั่นใจอยู่แล้ว เนื่องจากมีความเป็นจริงในเรื่องการถูกจำคุก ได้รับหมายจำคุก และถูกส่งตัวไปที่เรือนจำจริง ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น ถือว่าเป็นเหตุแทรกซ้อนเข้ามา เพราะนายทักษิณเคยมีการรักษาอาการทางปอดและความดันมาก่อนอยู่แล้ว อาการจึงเกิดขึ้นจริง จนมีความเห็นจากแพทย์ของโรงพยาบาลราชทัณฑ์ และมีการส่งตัวตามปกติ เพราะฉะนั้น มั่นใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องจริง

เมื่อถามว่า นายทักษิณมีความกังวลเรื่องที่ศาลตั้งคณะไต่สวนหรือไม่ นายวิญญัติ กล่าวว่า ไม่กังวล เราอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง และสิทธิของผู้ต้องขังตามกฏหมาย รวมถึงกฎระเบียบของราชทัณฑ์ คิดว่าทำถูกทุกอย่าง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ทำตามหลักเกณฑ์

เมื่อถามว่า ในวันที่ 13 มิถุนายน นายทักษิณจะเดินทางไปศาลด้วยตัวเองหรือไม่ นายวิญญัติ กล่าวว่า ยังไม่ไป จะเป็นการส่งคำชี้แจงไปก่อน

‘นายกฯอิ๊งค์’ไว้อาลัย ‘สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส’ ณ สถานทูตนครรัฐวาติกันประจำประเทศไทย

'นายกฯอิ๊งค์'ไว้อาลัย 'สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส' ณ สถานทูตนครรัฐวาติกันประจำประเทศไทย

‘นายกฯอิ๊งค์’ไว้อาลัย ‘สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส’ ณ สถานทูตนครรัฐวาติกันประจำประเทศไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.55 น.

1 พฤษภาคม 2568 นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ลงนามไว้อาลัยสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส (His Holiness Pope Francis) ประมุขแห่งศาสนานิกายโรมันคาทอลิกและนครรัฐวาติกัน ณ สถานเอกอัครสมณทูตนครรัฐวาติกันประจำประเทศไทย ถนนสาทรใต้ เขตสาทร กรุงเทพฯ

.012

‘มท.1’กำชับผู้ว่าฯทั่วประเทศ แก้ปัญหาไร้รัฐ-ไร้สัญชาติ มอบสถานะบุคคลอพยพ

‘มท.1’กำชับผู้ว่าฯทั่วประเทศ แก้ปัญหาไร้รัฐ-ไร้สัญชาติ มอบสถานะบุคคลอพยพ

‘มท.1’กำชับผู้ว่าฯทั่วประเทศ แก้ปัญหาไร้รัฐ-ไร้สัญชาติ มอบสถานะบุคคลอพยพ

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.54 น.

‘มท.1’ กำชับ ‘ผู้ว่าฯ-ฝ่ายปกครอง’ ทั่วประเทศ เดินหน้าแก้ปัญหาไร้รัฐ ไร้สัญชาติ ตั้งเป้าลดขั้นตอนทำงาน มอบสถานะบุคคล ลดปัญหาค้ามนุษย์ อาชญากรรมทุกรูปแบบ 

1พ.ค.2568 เมื่อเวลา14.00น. ที่โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการ และคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กทม. นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานมอบนโยบายและสัมมนาตามโครงการเร่งรัดการดำเนินงานแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลให้แก่บุคคลที่อพยพเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นเวลานาน ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567 โดยมี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ อธิบดีกรมการปกครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม

นายอนุทิน กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล และกระทรวงมหาดไทย ที่มุ่งสร้างโอกาสแห่งการพัฒนาชีวิต ให้แก่บุคคลกลุ่มเป้าหมายตามสิทธิที่พึงจะได้รับตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยได้ร่วมลงนามไว้กับสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ  ซึ่งได้ระบุสิทธิอันสำคัญคือสิทธิที่จะมีสัญชาติ 

‘หลักใหญ่ใจความที่เราจะต้องไม่ลืมคือ เมื่อบุคคลใดอยู่ในโลกนี้โดยปราศจากการมีสถานะ ก็เท่ากับเขาถูกลิดรอนสิทธิ ในการจะมีชีวิตในฐานะมนุษย์ ที่เท่าเทียมกับคนอื่นๆ ในสังคมนั้น ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในการศึกษา สิทธิในการรักษาพยาบาล สิทธิในการครอบครองทรัพย์สิน สิทธิในการเดินทาง การได้รับการดูแลคุ้มครองจากรัฐ หรือแม้แต่สิทธิในการทำงาน’ นายอนุทิน กล่าว

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคล นำไปสู่การขาดโอกาส การถูกเลือกปฏิบัติ และการถูกกีดกันจากการมีส่วนร่วมในสังคม และทำให้ประชาชนกลุ่มดังกล่าว ตกอยู่ในสภาวะเปราะบางและมีความเสี่ยงในการดำรงชีวิต อันนำไปสู่ปัญหาอื่นๆรวมถึงการค้ามนุษย์ และอาชญากรรมต่างๆ ดังนั้น การเร่งรัดแก้ไขปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคล จึงถือเป็นเรื่องสำคัญ ทางมนุษยธรรม ความมั่นคง และเพื่อให้เป็นไปตามพันธกรณีระหว่างประเทศแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการจัดการกับภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติของประเทศไทยตามความภาคีระหว่างประเทศที่สำคัญ ได้แก่ UNHCR ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทย บนเวทีในระดับนานาชาติด้วย

‘ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ปลัดจังหวัด และนายอำเภอทุกท่าน ได้เป็นผู้นำในการศึกษาทำความเข้าใจกระบวนการทำงานในขั้นตอนใหม่ ตามที่มติคณะรัฐมนตรีกำหนด ที่ให้ลดระยะเวลากระบวนการทำงาน จาก 270 วันเหลือเพียง 5 วัน ซึ่งการกระทำเช่นนี้ต้องได้รับความร่วมมือและความมุ่งมั่นจากทุกภาคส่วน ซึ่งมั่นใจว่าไม่เกินความสามารถของทุกท่าน  ร่วมกันแก้ไขให้กลุ่มเป้าหมายได้รับชีวิตใหม่ ได้เข้าถึงโอกาส และสามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้ โดยมีสิทธิที่พึงมี ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง’ นายอนุทิน กล่าว 

ด้านนายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ อธิบดีกรมการปกครอง กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังคงมีบุคคลที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย ในการแก้ไขปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคล ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567 รวมทั้งสิ้นกว่า4 แสนคน โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มบุคคลที่อพยพเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นเวลานาน ประมาณกว่า 3 แสนคน และกลุ่มบุตรที่เกิดในราชอาณาจักร ประมาณกว่า 1 แสนคน ซึ่งบุคคลกลุ่มนี้ ล้วนมีภูมิลำเนาและอาศัยอยู่ในทุกภูมิภาคของประเทศไทย จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ที่จะต้องให้ผู้ปฏิบัติงาน ในส่วนภูมิภาค มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อน การปฏิบัติภารกิจ เร่งรัดแก้ไขปัญหา สถานะบุคคล

การประชุมมอบนโยบายและสัมมนาฯ ในครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วม อาทิ พล.ต.ต.ชัชชัย วงค์สุนะ รองผู้บัญชาการสำนักงานยุทธศาสตร์ตำรวจ นางแทมมี่ ลินน์ ชาร์ป (Tammi Lynn Sharpe) ผู้แทนสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ประจำประเทศไทย ตลอดจนคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย คณะผู้บริหารกรมการปกครอง คณะที่ปรึกษาและคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด ปลัดจังหวัด ทั้ง 76 จังหวัด และนายอำเภอ 878 อำเภอ

นายกฯถก‘บอร์ดเอไอแห่งชาติ’ ตั้งคกก.กำกับทิศทาง-พัฒนาขับเคลื่อนปท.

นายกฯถก‘บอร์ดเอไอแห่งชาติ’ ตั้งคกก.กำกับทิศทาง-พัฒนาขับเคลื่อนปท.

นายกฯถก‘บอร์ดเอไอแห่งชาติ’ ตั้งคกก.กำกับทิศทาง-พัฒนาขับเคลื่อนปท.

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.20 น.

นายกฯนั่งหัวโต๊ะถก ‘บอร์ดเอไอแห่งชาติ’ ตั้งคกก. กำกับทิศทาง-พัฒนาขับเคลื่อนปท. ย้ำเทคโนโลยีรอไม่ได้ต้องก้าวทันโลก

1 พฤษภาคม 2568 เมื่อเวลา 14.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (National AI Committee) หรือบอร์ดเอไอแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2568 โดยมีนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พาณิชย์ นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมด้วย 

โดยนายกฯ กล่าวเปิดประชุมตอนหนึ่งว่า อย่างที่ทราบกันดีว่าโลกเราเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและที่ผ่านมาประเทศไทยได้เจอกับความท้าทายมากมายและตัวเลขของการเติบโตระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมาถือว่าประเทศไทยเติบโตค่อนข้างล่าช้า การที่มีเอไอเรื่องเทคโนโลยีถือเป็นสิ่งสำคัญ เราก็เล็งเห็นว่าเทคโนโลยีสำคัญและเรารอไม่ได้จะต้องพัฒนาและดำเนินการต่อให้ประเทศไทยสามารถก้าวไปมีศักยภาพเพียงพอที่จะแข่งขันกับทั่วโลกได้

ดังนั้นในวันเดียวกันนี้เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนและการพัฒนาด้านเอไอของประเทศ จึงได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ บอร์ดเอไอแห่งชาติ เพื่อทำหน้าที่กำกับทิศทางการ พัฒนาเอไอด้านต่างๆ ตนเชื่อว่าถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญและเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนให้ประเทศไทยในเรื่องนี้อย่างเข้มแข็งฝ แข็งแรงและมียุทธศาสตร์มากยิ่งขึ้น รวมถึงในเรื่องของเอไอ เราต้องมีการพัฒนาคนให้มีความเข้าใจในด้านของเอไอมากยิ่งขึ้นด้วยเพื่อให้ก้าวทันโลก