‘พิชัย’เตรียมเจรจาสหรัฐฯ ห่วงเรื่องอื่นนอกเหนือภาษี ยันไทยเป็นกลางสงครามการค้า

'พิชัย'เตรียมเจรจาสหรัฐฯ ห่วงเรื่องอื่นนอกเหนือภาษี ยันไทยเป็นกลางสงครามการค้า

‘พิชัย’เตรียมเจรจาสหรัฐฯ ห่วงเรื่องอื่นนอกเหนือภาษี ยันไทยเป็นกลางสงครามการค้า

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.16 น.

“พิชัย” รับเจรจาสหรัฐฯ ห่วงเรื่องอื่นนอกเหนือภาษี เหตุกติกาแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน ยันไทยเป็นกลางสงครามการค้า ระบุ หลายเรื่องอาเซียนต้องเกาะกัน เชื่อแก้ปัญหาได้แน่ หลังจับนักวิชาการมะกันดำเนินคดี ม.112

1 พฤษภาคม 2568 เมื่อเวลา 15.10 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมพร้อมในการเจรจากับสหรัฐอเมริกา ว่าในเรื่องกำแพงภาษีเราได้เตรียมไปตรงแล้ว แต่เมื่อเวลาผ่านไปเข้าใจว่าทางฝั่งสหรัฐฯ ต้องการดูแผนที่สามารถจับต้องได้มากขึ้น และทั้งสองประเทศได้ผลประโยชน์อะไรร่วมกันบ้าง เขาคงอยากดูถึงความเป็นไปได้ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราได้ตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน แต่ที่เราห่วงคือ อันที่ไม่เกี่ยวกับภาษีมากกว่า เช่น เรื่องกติกาต่างๆ ซึ่งแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน นอกจากนี้ สหรัฐฯคงพิจารณาว่าบ้านเรามีอะไร น่าจะเป็นส่วนนี้มากกว่าที่เราจะต้องเตรียมโจทย์ เตรียมคำตอบ 

เมื่อถามถึงท่าทีของไทยต่อสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ จะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อการเจรจาหรือไม่ นายพิชัย กล่าวว่า คงทราบอยู่แล้วว่าเราอยากเป็นประเทศที่อยู่ตรงกลาง ประสานผลประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ฉะนั้น เวลาเราคุยจะไม่ได้ดูว่าเอาผลประโยชน์ของใคร แต่จะดูว่าเราจะเอาอะไรที่สามารถไปแลกเปลี่ยนได้ 

ผู้สื่อข่าวถามว่า การเจรจาจะเป็นการเกาะกลุ่มอาเซียนกันไปหรือไม่ นายพิชัย กล่าวว่า หลายเรื่องอาเซียนคงต้องเกาะกัน พูดตรงๆ เราค้าขายในอาเซียนค่อนข้างเยอะ แต่ถ้าเงื่อนไขในประเทศอาเซียนได้แตกต่างกัน จะกลายเป็นว่าพวกเราจะมีปัญหากันเอง ดังนั้นหลักๆ แล้วคงต้องไปด้วยกัน

เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้ไม่กี่วันมีการดำเนินคดี ม.112 กับนักวิชาการชาวสหรัฐฯ เรื่องนี้จะถูกนำมาเป็นปัจจัยหนึ่งซึ่งกระทบต่อการเจรจาหรือไม่ นายพิชัย กล่าวว่า เรื่องนี้เราต้องสามารถแก้ไขปัญหาได้ ตนเชื่อมั่นอย่างนั้น เชื่อว่าจะแก้ไขปัญหาได้

‘สมชาย’อธิบายศาลรับไต่สวน‘นักโทษเทวดา’ วัดใจสุดท้าย‘ทักษิณ’จะหนีหรือยอมกลับเข้าคุก

‘สมชาย’อธิบายศาลรับไต่สวน‘นักโทษเทวดา’ วัดใจสุดท้าย‘ทักษิณ’จะหนีหรือยอมกลับเข้าคุก

‘สมชาย’อธิบายศาลรับไต่สวน‘นักโทษเทวดา’ วัดใจสุดท้าย‘ทักษิณ’จะหนีหรือยอมกลับเข้าคุก

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.13 น.

‘สมชาย’อธิบายศาลรับไต่สวน‘นักโทษเทวดา’ วัดใจสุดท้าย‘ทักษิณ’จะหนีหรือยอมกลับเข้าคุก

วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ให้สัมภาษณ์กับรายการ “สีสันการเมือง แบบ เด้งเด้ง” ทางช่องยูทูบ “แนวหน้าออนไลน์” ในกรณีเมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2568 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แม้จะไม่รับคำร้องที่ นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต สส. พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นขอให้ไต่สวนกรณีที่กรมราชทัณฑ์อนุญาตให้ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งต้องโทษจำคุก 1 ปี ได้เข้ารับการรักษาตัวที่รพ.ตำรวจ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาล เนื่องจากเห็นว่าไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง

อย่างไรก็ตาม เมื่อความปรากฏต่อศาลว่า อาจมีการบังคับตามคำพิพากษาที่ไม่เป็นไปตามหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดของศาลนี้ ศาลย่อมมีอำนาจไต่สวนและมีคำสั่งตามที่เห็นสมควร จึงจะเรียกผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายมาชี้แจง โดยจะเริ่มการไต่สวนในวันที่ 13 มิ.ย. 2568 ว่า แสดงว่าคำร้องมีน้ำหนัก เพียงแต่ในทางเทคนิคของกฎหมายแล้วนายชาญชัยไม่มีส่วนได้ – ส่วนเสีย และไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ อย่างหากผู้ร้องเป็น ป.ป.ช. หรืออัยการสูงสุด ศาลก็จะแต่งตั้งเป็นโจทก์ทันที 

และที่ต้องชื่นชมคือศาลเรียกทั้ง ป.ป.ช. และอัยการสูงสุด ซึ่งเป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดีจนศาลตัดสินจำคุกนายทักษิณ เพื่อจะได้ออกมาว่าไต่สวนไปถึงไหน พบหรือไม่ว่าไม่มีการบังคับโทษ ในเมื่อฟ้องจนศาลตัดสินโทษเหตุใดไม่ไปตามให้ติดคุก ขณะเดียวกันก็เรียกนายทักษิณที่เป็นจำเลยมาชี้แจงด้วย เพราะคนที่ยืนยันว่าได้ไปพบนายทักษิณที่ รพ.ตำรวจ มีเพียง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ก็ต้องให้นายทักษิณมาชี้แจง แต่ตนก็ไม่รู้ว่านายทักษิณจะไปชี้แจงด้วยตนเองหรือให้ทนายความทำคำชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษร

สรุปคือเรื่องนี้โจทก์ในคดีเดิมคืออัยการสูงสุดกับ ป.ป.ช. และจำเลยคือนายทักษิณต้องทำคำชี้แจง ที่เหลือเป็นพยานเกี่ยวข้องที่ศาลเห็นว่ามีส่วนในการบังคับคดี คือ ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ และแพทย์ใหญ่ รพ.ตำรวจ โดยศาลได้ส่งคำร้องตามที่นายชาญชัยยื่นมาไปให้บุคลเหล่านี้ชี้แจง มีกำหนด 30 วัน ซึ่งศาลอาจออกคำสั่งเพียงให้ชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรพร้อมพยานหลักฐาน หรือนอกจากทำคำชี้แจงแล้วยังต้องไปศาลในวันที่ 13 มิ.ย. 2568 ด้วยก็ได้

โดยกำหนด 30 วัน จะไปครบในวันที่ 29 พ.ค. 2568  เวลาหลังจากนั้นอีก 15 วัน ศาลก็จะอ่านเอกสารที่ผู้เกี่ยวข้องต่างๆ ส่งมา กรณีที่ศาลยังไม่เรียกบุคคลมาชี้แจงในวันที่ 13 มิ.ย. 2568 แต่อ่านเอกสารแล้วสงสัย ศาลก็อาจเรียกบุคคลมาชี้แจงในภายหลังก็ได้ อาจเป็นอีก 2 สัปดาห์ให้หลัง หรือในวันที่ 20 มิ.ย. 2568 เป็นต้น แต่หากฝ่ายผู้เกี่ยวข้องแจ้งว่ามีพยานอื่นอีก ศาลก็จะพิจารณาว่ามีพยานกี่ปากแล้วจะให้ใช้ได้กี่ปาก 

หรืออาจนับรวมรายงานของกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ รายงานสมัยที่ตนเป็นกรรมาธิการไปด้วย หรือคำให้การของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ รวมถึงอาจต้องให้แพทย์และพยาบาลที่ทำการรักษานายทักษิณมาชี้แจง แบบนี้ศาลก็จะไต่สวนเพิ่มเติม ก็จะขยายระยะเวลาออกไปอีก 1 – 2 เดือน หรือหากศาลอ่านเอกสารแล้วประเด็นข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเพียงพอก็สามารถวินิจฉัยได้ 

“กรณีนี้ถ้ามีหน่วยราชการหรือตัวข้าราชการคนใดคนหนึ่งไปละเมิดการบังคับคดีที่ศาลมีคำพิพากษา 8 ปี แล้วมีพระราชทานอภัยโทษลดเหลือ 1 ปี เราต้องนับตรง 1 ปี จาก 1 ปี มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ลดโทษแล้ว ก่อนตัวจำเลยจะไปเข้าเรือนจำ จำเลยได้ถูกนำตัวมาศาล คือศาลฎีกา ก่อนไปเรือนจำตอนบ่าย ความโมฆะก็ต้องเริ่มกลับไปที่ 22 ส.ค. 2566 คุณทักษิณก็ต้องถอยกลับไปที่เรือนจำแล้วนับ 1 ปีใหม่” นายสมชาย กล่าว

นายสมชาย กล่าวต่อไปว่า ใน ส่วนที่ 2 บุคคลที่ทำให้เกิดการไม่บังคับโทษมีเจตนาทุจริตหรือไม่ หากมีศาลก็จะสั่งจำคุกฐานละเมิดอำนาจศาล และคำตัดสินของศาลฎีกาอาจมีคนนำไปร้องต่อศาลทุจริตด้วย หรือในระหว่างนี้ที่ ป.ป.ช. กำลังสอบสวนอยู่ หากเห็นว่ามีข้าราชการหรือนักการเมืองเข้าไปทำให้คดีบิดเบี้ยว ป.ป.ช. สามารถรายงานศาล และศาลก็สามารถสั่งดำเนินคดีได้เลย 

ส่วนคำถามว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมต้องรับโทษด้วยหรือไม่ ขณะนี้ยัง โดย ป.ป.ช. ได้ตั้งคณะขึ้นมาสอบสวนแล้วระบุรายชื่อผู้เกี่ยวข้อง 12 คน ซึ่งยังไม่มีชื่อของ รมว.ยุติธรรม แต่หากไปพบความเกี่ยวข้องไม่ว่าเป็นนักการเมืองคนใดก็จะไปโดนคดีในภายหลัง ส่วนคำถามว่า ในวันที่ 13 มิ.ย. 2568 นายทักษิณจะไปศาลหรือไม่ เพราะมีความเป็นไปได้ที่ศาลอาจสั่งจำคุกในทันทีกรณีมีความชัดเจนว่าที่ผ่านมาไม่ได้ติดคุกจริง เรื่องนี้บีบหัวใจและต้องเรียกว่าวัดใจ

“สมมติศาลออกหมายแค่ให้ทำคำชี้แจง ไม่ได้สั่งให้มาศาล คุณทักษิณก็ส่งทนายไปพร้อมเอกสาร แต่ถ้าสั่งให้มาคุณส่งผู้แทนไปได้หรือไม่อันนี้มีคำถาม ถ้าศาลไม่ได้สั่งให้ใช้ผู้แทนต้องมาศาล แต่ถามว่าโอกาสที่จะพิจารณาคดีต่อเนื่องอีกหลายสัปดาห์ไหมความเห็นผมว่าอีกหลายสัปดาห์ แต่ว่าไม่น่าจะเกินกรกฎา แต่ก็เกิดได้ วัดใจว่าศาลดูข้อมูลเสร็จแล้วศาลตัดสินเลยก็ได้ อันนี้ต้องวัดใจคุณทักษิณแล้ว” นายสมชาย ระบุ

นายสมชาย ยังกล่าวอีกว่า ส่วนคำถามว่ามีโอกาสหรือไม่ที่นายทักษิณจะตัดสินใจหลบหนีอีกครั้ง เรื่องนี้จุดเริ่มต้นคือนายทักษิณขอกลับประเทศเพื่อมาเลี้ยงหลาน มีการทำหนังสือขอพระราชทานอภัยโทษได้ได้รับการลดโทษจำคุกจาก 8 ปีเหลือ 1 ปี แต่นายทักษิณไม่ยอมเข้าเรือนจำ ทั้งที่มีการเตรียมห้องระดับ VVIP ให้ มีการทุบห้องขัง 5 ห้อง ติดแอร์ให้ด้วย รพ.ราชทัณฑ์ก็เตรียมเตียงไว้ให้เรียบร้อย และมีอดีตรัฐมนตรีที่เคยเป็นทีมงานของนายทักษิณก็เคยเข้าไป หลายคนก็ออกมาแล้ว หากนายทักษิณเลือกทางนี้เชื่อว่าสังคมรับได้ 

ดังนั้นหากนายทักษิณกลับไปติดคุก 1 ปี ไปอยู่ใน รพ.ราชทัณฑ์ ซึ่งมีขัดความสามารถในการรักษา อย่างโรคปอดติดเชื้อจากโควิด ความดันโลหิตสูง โรคกระดูกซึ่งเป็นตามปกติของคนอายุมาก โรคเส้นเลือดหัวใจ การทำบอลลูนก็ทำได้ หรือหากทำไม่ได้ก็ส่งออกไปทำบอลลูน 24 ชั่วโมงแล้วก็กลับเข้ามา หากนายทักษิณเข้าเรือนจำตั้งแต่ต้น วันนี้ก็จะไม่มีคำถามไปศาลฎีกา ซึ่งหากถามว่านายทักษิณอยากกลับเข้าเรือนจำหรือไม่คงไม่อยากและต้องสู้เต็มที่ และหากศาลตัดสินให้ติดคุกนายทักษิณจะยอมหรือไม่ ตนก็เดาว่าคงไม่ยอมเหมือนเดิม ก็ต้องหนี

“ผมอยากให้คุณทักษิณเข้าสู่กระบวนการ ยอมเสียตามที่เขียนคำของพระราชทานอภัยโทษ ได้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ได้รับกระบวนการยุติธรรม ยอมสำนึกผิดแล้ว เพราะฉะนั้นการเข้าไปในเรือนจำ 1 ปี แม้แต่หลายคนที่เป็นแกนนำ นปช. พันธมิตร กปปส. ก็ยอมรับกระบวนการ อดีตรัฐมนตรี อดีตอธิบดีที่ไปรับใช้การเมืองก็ยอมติดคุก แล้วทำไมไม่ทำตัวให้ ถ้าอยากเป็นเนลสัน แมนเดลา เนลสัน แมนเดลา ติดตั้ง 28 ปีนะ อยากเป็นอองซานซูจีก็ติดในบ้านพักตั้ง 21 ปี คุณทักษิณทำได้ ปีเดียวเอง” นายสมชาย กล่าว

‘ภูมิธรรม’เผยผลประชุม GBC ไทย-กัมพูชา เดินหน้า 2 ประเทศ ปราบคอลเซ็นเตอร์

'ภูมิธรรม'เผยผลประชุม GBC ไทย-กัมพูชา เดินหน้า 2 ประเทศ ปราบคอลเซ็นเตอร์

‘ภูมิธรรม’เผยผลประชุม GBC ไทย-กัมพูชา เดินหน้า 2 ประเทศ ปราบคอลเซ็นเตอร์

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.39 น.

“ภูมิธรรม”เผย ผลประชุม GBC  ไทย-กัมพูชา เดินหน้า 2 ประเทศ ปราบคอลเซนเตอร์ ต่อเนื่อง พร้อมกระชับความร่วมมือในอาเซียนสร้างอำนาจ ต่อสงครามการค้าจากชาติมหาอำนาจ 

1 พ.ค.2568 เวลา14.15 น.ที่โรงแรม รอยัลออคิดเชอราตัน ริเวอร์ไซด์ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลโหม และพล.อ.เตีย เซ็ยฮา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมราชอาณาจักรกัมพูชา ในฐานะประธานคณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือ  General Border Committee  หรือ  GBC  กัมพูชา – ไทย และคณะ  ได้ร่วมประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป ไทย – กัมพูชา ครั้งที่ 17  ที่ประเทศไทย 

ภายหลังการประชุมนายภูมิธรรม ระบุว่า ที่ประชุมได้ความร่วมมือด้านการปราบปรามแก๊งค์คอลเซนเตอร์  หรือมีการตั้งศูนย์ประสานงานระหว่างไทยกัมพูชาโดยไทยมีจเรสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นผู้ประสานงาน ทั้งฝ่ายตำรวจและกระทรวงมหาดไทยของกัมพูชา นำไปสู่การกวาดล้างขบวนการคอลเซนเตอร์และความร่วมมือนี้จะมีต่อไป นอกจากนี้ความร่วมมือตามแนวชายแดนมีอีกหลายเรื่องเช่นปัญหาหมอกควันข้ามแดน และความร่วมมือด้านภัยพิบัติ เพื่อให้เป็นประโยชน์กับทั้งสองฝ่าย 

ส่วนความร่วมมือกรอบอาเซียนต่อมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกานั้น นายภูมิธรรมระบุว่า ต้นเบื้องในเวทีนี้ไม่ได้ตกลงในหลักการรับมืออย่างไ แต่ได้มีการพูดคุยด้านความร่วมมือ ภาพรวมของอาเซียนเพื่อรับมือกับความท้าทายรูปแบบใหม่ เช่นภัยสงครามการค้า และภัยที่เกิดขึ้นจากมหาอำนาจ ซึ่งต้องรวมกันเป็นหนึ่ง เพื่อจะทำให้เกิดการสร้างอำนาจต่อรองและเป็นประโยชน์ต่อภูมิภาคที่มีวัฒนธรรมคล้ายกัน

‘ไทย-กัมพูชา’ตกลง ลดเผชิญหน้าบน ‘ปราสาทตาเมือนธม’ ถอยสู่จุดเดิม เลี่ยงปะทะ

‘ไทย-กัมพูชา’ตกลง ลดเผชิญหน้าบน ‘ปราสาทตาเมือนธม’ ถอยสู่จุดเดิม เลี่ยงปะทะ

‘ไทย-กัมพูชา’ตกลง ลดเผชิญหน้าบน ‘ปราสาทตาเมือนธม’ ถอยสู่จุดเดิม เลี่ยงปะทะ

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.33 น.

“ภูมิธรรม”เผย ผลหารือจีบีซีไทย-กัมพูชา ให้กำลัง2ฝ่ายถอยกลับไปอยู่จุดเดิม ลดการเผชิญหน้า เลี่ยงปะทะ บริเวณปราสาทตาเมือนถม หาข้อตกลงร่วม

วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 เวลา 14.15 น.ที่โรงแรม รอยัลออคิดเชอราตัน ริเวอร์ไซด์ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แถลงผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทยกัมพูชา(จีบีซี) เกี่ยวกับปัญหาบริเวณประสาทตาเมือนถม หลังกองกำลังทั้งสองฝ่ายเผชิญหน้ากันว่า จะลดการเผชิญหน้า ทั้งสองฝ่ายถอยกลับไปอยู่ในที่เดิม ให้ใช้ความอดทนอดกลั้น ซึ่งในระดับนโยบายคือรัฐบาลได้มีการพูดคุยกันแล้ว รวมถึงระดับของผู้บัญชาการทหารสูงสุดของสองประเทศ รวมถึง ผู้บัญชาการทหารบกทั้งสองฝ่าย และให้ไปประสานงาน กับแม่ทัพ นายกอง ในพื้นที่ พร้อมกำชับกำลังพลของตัวเอง ให้ถอยห่าง และยึดมั่นในหลักการเดิม คือให้กลับไปอยู่ที่เดิมทั้งสองฝ่าย

เมื่อถามว่า บริเวณปราสาทตาเมือนธม ให้อยู่ในข้อตกลงเดิม ให้อยู่ร่วมกันทั้งสองฝ่าย ใช่หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า อาจให้ถอยออกมาทั้งสองฝ่าย ไม่ต้องขึ้นไป ซึ่งให้ ทหารในพื้นที่ทั้งสองฝ่ายไปตกลงกันในเรื่องของรายละเอียด เพราะหลักการเรายึดมั่นในสันติวิธี และจะช่วยกันร่วมมือให้แข็งขัน ปัญหาที่เกิดขึ้นในระดับไหน ให้ระดับนั้นไปพูดคุยกัน

เมื่อถามว่า ปกติแล้ว ทหารไทยดูแลปราสาทตาเมือนธมทั้งหมด และให้กัมพูชาขึ้นมาได้ ใช่หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ให้ฝ่ายปฏิบัติเขาไปดำเนินการ และหาข้อตกลง 

เมื่อถามว่า ข้อเสนอให้ถอยกำลัง ออกมา จากปราสาทตาเมืองธมเป็นของกัมพูชา หรือของไทย นายภูมิธรรม กล่าวว่า เป็นการพูดคุยร่วมกัน 

เมื่อถามว่า หากเป็นเช่นนี้ เราจะเสียเปรียบหรือไม่ เพราะปกติทหารไทย อยู่บนปราสาทตาเมือนธม ทั้งหมด นายภูมิธรรม กล่าวว่า อย่าไปคิดว่าเป็นการเสียเปรียบ แต่เรา พยายามลดความขัดแย้ง ก็ให้ถอยออกมาก่อน แล้วค่อยว่ากันในรายละเอียด ในระดับของผู้บังคับการกองพล หรือระดับภาค หลังจากประสานกันทั้งหมด ทุกอย่างจะกลับไปสู่จุดเดิม

เมื่อถามย้ำว่า ปัจจุบันทหารไทยเรา ดูแลปราสาท ตามเมือนธมทั้งหมด ก็หยุดตรงจุดนี้ใช่หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ให้อยู่ในจุดเดิม ให้ทั้งสองฝ่ายแยกออกมาก่อน
แล้วให้ไปพูดคุยในเรื่องรายละเอียด ไปหาจะมีการขยับ ให้แจ้งกัน ให้รอระดับปฏิบัติคุยกันก่อน

เมื่อถามว่าคนไทยจะรับได้หรือไม่ เหมือนกับว่า ให้ทหารไทยถอยออกจากจุดที่เคยอยู่ นายภูมิธรรมกล่าวว่า ไม่ใช่ เราไม่ได้พูดเรื่องเขตแดน แต่จุดมุ่งหมาย แล้วแต่ ก็คือให้ถอยออกมาก่อน ในจุดที่เคยอยู่ ขอย้ำว่า จุดเดิม ที่เราอยู่ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการปะทะกัน ซึ่งขณะนี้โดยพื้นฐานระดับนโยบาย และกองทัพก็ไม่มีอะไรที่เป็นปัญหา

เมื่อถามว่า เราสามารถยึดเป็นข้อตกลงร่วมได้หรือไม่ ไม่ใช่ว่าพอเราถอย แล้วเขาขยับมา นายภูมิธรรม กล่าวว่า เราคุยในหลักการ เราเคารพในข้อตกลง ที่ให้แต่ละไฟล์อยู่ตรงจุดไหน แต่ให้หลีกเลี่ยง ด้วยการดึงทั้ง 2 ฝ่ายออกมา เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบ ซึ่งก็เป็นข้อตกลงเดิมอยู่แล้ว และอยากเห็นความร่วมมือกัน  ในการแก้ไขปัญหา

เมื่อถามว่าคนกัมพูชายังสามารถขึ้นมาท่องเที่ยว ประสาทตาเมือนธม ได้หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ให้ไปคุยกัน ข้อตกลง หลักการชัดเจน ให้อยู่ในที่เดิมก่อนหน้านี้ วันนี้มีการปิดห้องคุยกัน โดยมีตน พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม  กับรองนายกฯและรมว.กลาโหมกัมพูชา ในขณะที่ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของไทยก็ปิดห้องคุยกับผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกัมพูชา เพื่อให้รวมเป็นหนึ่งเดียวเผชิญ ความท้าทาย ในรูปแบบใหม่

เมื่อถามว่า อยากให้พูดให้ชัด ให้ทหารไทยถอยไปจุดเดิมก่อนปี 54  หรือจุดเดิมคือปราสาทตาเมือนธม  นายภูมิธรรม กล่าวว่า ให้ถอยไปจุดเดิม ตามข้อตกลงเดิมที่เคยคุยกัน

เมื่อถามย้ำว่า หากเป็นข้อตกลงเดิม  ทหารไทยอยู่บนปราสาทตาเมือนธม แล้วให้กัมพูชาขึ้นมาได้ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ให้ในพื้นที่พูดคุยกัน คำว่าจุดเดิมคือจุดที่เคยตกลงร่วมกัน และอยู่ร่วมกันโดยไม่มีปัญหา

เมื่อถามว่า ในส่วนของกำลังรบ รถถัง ที่อยู่ในพื้นที่จะดำเนินการอย่างไร นายภูมิธรรม กล่าวว่า ให้ไปพูดคุยกันทั้งหมด ให้เคลียร์กันเอง เชื่อว่าจะคุยกันได้ แม้จะเป็นเรื่องอธิปไตยของทั้ง 2 ประเทศ และถ้าทั้ง 2 ประเทศ ไม่เข้าไปในพื้นที่ไม่ชัดเจน ก็ไม่มีปัญหา

ส่วนพื้นที่อื่นที่มีภาพของการเผชิญหน้ากันนั้น ไม่มีปัญหา เพราะมีการพูดคุยกัน ซึ่งใน3จุดที่เป็นประเด็นพยายามหลีกเลี่ยง และถอยออกมาให้อยู่ในสภาวะปกติ

‘วันแรงงานปี’68’ เปิดทุนอาชีพดอกเบี้ยต่ำ วงเงิน 1.2 แสนล้าน-ลดหนี้นอกระบบ

‘วันแรงงานปี’68’ เปิดทุนอาชีพดอกเบี้ยต่ำ วงเงิน 1.2 แสนล้าน-ลดหนี้นอกระบบ

‘วันแรงงานปี’68’ เปิดทุนอาชีพดอกเบี้ยต่ำ วงเงิน 1.2 แสนล้าน-ลดหนี้นอกระบบ

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.30 น.

วันแรงงาน68! ‘รมว.แรงงาน’ จัดให้มอบของขวัญชิ้นใหญ่ให้พี่น้องผู้ใช้แรงงาน เปิดทางเข้าถึง ‘ทุนอาชีพ’ ดอกเบี้ยต่ำวงเงิน 1.2แสนล้าน ‘สร้างงาน-ลดหนี้นอกระบบ–เสริมสภาพคล่องธุรกิจ’ จุดประกายดันเศรษฐกิจฐานราก

วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 ที่ลานคนเมือง กรุงเทพมหานครนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.แรงงาน เป็นประธานเปิดงานวันแรงงานแห่งชาติ ประจำปี 2568 โดยมี นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวรายงาน นายพนัส ไทยล้วน ประธานคณะกรรมการจัดงานวันแรงงานแห่งชาติ ปี พ.ศ. 2568 พร้อมรับข้อเรียกร้องจากผู้ใช้แรงงาน 9 ข้อ นอกจากนี้ยังได้เตรียม “ของขวัญวันแรงงาน” ชิ้นใหญ่ เพื่อช่วยแรงงานไทยประกอบอาชีพ เดินหน้ากิจการอย่างมั่นคงต่อเนื่อง

โดยตั้งแต่ช่วงเช้า รมว.แรงงาน เป็นประธานในพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 9 รูป เนื่องในวันแรงงานแห่งชาติ โดยมีพระพรหมวชิรมุนี เจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ณ ลานคนเมือง ก่อนจะนำขบวนเทิดพระเกียรติ และริ้วขบวนผู้บริหารกระทรวงแรงงาน รวมถึงผู้ใช้แรงงาน เคลื่อนจากแยก จปร. สู่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อหน้าแรงงานหลายพันคนที่มาร่วมงานว่า กระทรวงแรงงานไม่เคยนิ่งนอนใจต่อข้อเรียกร้องของพี่น้องแรงงาน โดยข้อเรียกร้องในแต่ละปี มีคณะทำงานดำเนินการเดินหน้า อาทิการผลักดันร่างกฎหมายเพื่อรองรับอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 การศึกษารูปแบบกองทุนประกันความเสี่ยงกรณีเลิกจ้าง การปรับปรุงระบบประกันสังคมให้ทันสมัย มีฐานบำนาญที่เพียงพอ และขยายอายุผู้ประกันตน การบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองแรงงานอย่างเคร่งครัด และรวมถึงการยกระดับงานด้านความปลอดภัยแรงงาน เป็นต้น

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า นโยบายแรงงานในปัจจุบันมุ่งพัฒนาอย่างรอบด้านใน 3 มิติ ได้แก่ 1.ทักษะทันอนาคต – จัดอบรม Reskill–Upskill ฟรีทั่วประเทศ รวมถึงการส่งเสริมแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศในตำแหน่งรายได้สูง 2. งานมีคุณภาพ – ดำเนินการผ่านการจัด Job Expo, ขับเคลื่อน “หนึ่งตำบล หนึ่งกลุ่มอาชีพอิสระ” และเปิดแพลตฟอร์ม “ไทยมีงานทำ”3.หลักประกันชีวิตแรงงาน – ปรับปรุงสิทธิประกันสังคม และเร่งผลักดันสินเชื่อเพิ่มโอกาส ช่วยแรงงานพึ่งพาตนเอง

นายพิพัฒน์  กล่าวอีกว่า กระทรวงแรงงานมอบ “ของขวัญวันแรงงาน” ให้แก่ นายจ้าง และลูกจ้าง ผู้ประกันตน ทั่วประเทศ ผ่านโครงการ เพิ่มโอกาส เข้าถึงแหล่งเงิน “ทุนอาชีพ”ดอกเบี้ยต่ำ คือนโยบายที่กระทรวงแรงงานเตรียมผลักดันร่วมกับธนาคารพันธมิตร เพื่อเปิดทางนายจ้าง ลูกจ้าง ผู้ประกันตนสามารถเข้าถึงแหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำ ลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มเป้าหมายหลัก คือ 1.กลุ่มลูกจ้าง- ที่ต้องการพัฒนาอาชีพเสริมหรือตั้งต้นธุรกิจ โครงการ ”ทุนอาชีพ“ วงเงินรวม 100,000 ล้านบาท เพื่อช่วยให้ ลูกจ้างที่เป็นผู้ประกันตน สามารถเข้าถึงทุนได้จริง ที่สำคัญที่สุดคือ เพิ่มจากการ “คุ้มครอง” ให้เป็น “โอกาส” เพื่อสร้างอาชีพใหม่ สร้างรายได้ที่มั่นคงให้ครอบครัว

2.กลุ่มนายจ้าง ที่ต้องการสภาพคล่อง เพื่อประคองกิจการและรักษาการจ้างงาน โครงการสินเชื่อเพื่อส่งเสริมการจ้างงานระยะที่ 3 วงเงิน 20,000 ล้านบาท เป็นของขวัญสำหรับสถาน
ประกอบการ ให้สามารถ “รักษาการจ้างงาน” ได้ต่อเนื่อง ด้วยเงื่อนไขดอกเบี้ยต่ำมาก เริ่มต้นเพียง 2.35% ต่อปี คงที่3ปี 

 “นี่ไม่ใช่แค่การช่วยเหลือรายบุคคล แต่เป็นการ จุดประกายระบบเศรษฐกิจตั้งแต่ฐานราก ให้ทั้งแรงงานและนายจ้างสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง” นายพิพัฒน์ กล่าว

ในช่วงท้าย รมว.แรงงาน พร้อมด้วยปลัดกระทรวงฯ และผู้บริหาร ได้พบปะแรงงานหลายพันคนที่มาร่วมงาน แม้จะมีสภาพอากาศร้อนอบอ้าว แต่บรรยากาศยังคงคึกคัก งานวันแรงงานในปีนี้ยังเปิดโอกาสให้แรงงานทุกกลุ่มเข้าถึงบริการของรัฐอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นการสมัครงานกว่า 174,000 อัตรา ตรวจสุขภาพ ฝึกอาชีพ เรียนออนไลน์พร้อมใบรับรอง รับวัคซีนฟรี รวมถึงรับสมัครผู้ประกันตน ม.40 และซื้อสินค้าฝีมือแรงงานได้โดยตรง

ด้านปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า วันแรงงานแห่งชาติ เป็นวันที่สะท้อนความสำคัญของผู้ใช้แรงงานซึ่งเป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในทุกภาคส่วน ทั้งอุตสาหกรรม เกษตร บริการ และธุรกิจ กระทรวงแรงงานให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านกฎหมาย ทักษะอาชีพ และสวัสดิการที่เหมาะสมกับโลกยุคใหม่ พร้อมสร้างระบบแรงงานที่เป็นธรรมและยั่งยืน ผ่านความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อให้แรงงานไทยมีอนาคตที่มั่นคงและได้รับการดูแลอย่างทั่วถึงในทุกมิติ

‘โรม’ บี้ ‘กอ.รมน.’เอาผิดคนทำเอกสาร จัดหมวดหมู่ เพจ‘ปชน.’ ถูกจัดอยู่กลุ่มต่อต้านสถาบัน

'โรม' บี้ 'กอ.รมน.'เอาผิดคนทำเอกสาร จัดหมวดหมู่ เพจ‘ปชน.’ ถูกจัดอยู่กลุ่มต่อต้านสถาบัน

‘โรม’ บี้ ‘กอ.รมน.’เอาผิดคนทำเอกสาร จัดหมวดหมู่ เพจ‘ปชน.’ ถูกจัดอยู่กลุ่มต่อต้านสถาบัน

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.17 น.

‘กมธ.มั่นคงแห่งรัฐฯ’ แฉ ‘กองทัพ’ ทำไอโอจริง บี้ ‘กอ.รมน.’ เอาผิดคนทำเอกสารจัดหมวดหมู่เพจ ‘ปชน.’ ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม ‘ต่อต้านสถาบัน’  ปูดเพจ ‘เจ๊จุกคลอง3’ โยงทหาร เผย ‘กอ.รมน.’ รับผิดพลาดทำ ‘เอกสารจัดหมวดหมู่’ กลุ่ม-บุคคลการเมืองหลุด ขณะที่ ‘วินธัย’ ปัดพุ่งเป้าโจมตีใส่ร้าย-สร้างความแตกแยก อ้างมีไว้เพื่อประชาสัมพันธ์งานกองทัพผ่าน ‘อินฟลู-สื่อมวลชน’

วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 เมื่อเวลา13.30น. รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยนายชยพล สท้อนดี สส.กทม. พรรคประชาชน แถลงภายหลังการประชุมกมธ.ฯ พิจารณากรณีปฎิบัติการไอโอของหน่วยงานความมั่นคงที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพ

โดยนายรังสิมันต์ กล่าวว่า เนื่องมาจากการอภิปรายของ นายชยพล ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมา วันนี้หน่วยงานที่ได้เชิญมามาครบ อาจจะขาดเพียงรายบุคคลที่เกี่ยวข้อง ปัญหาที่เราเห็นผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจของ นายชยพล มีการสรุปข้อมูลข่าวสารและการกระจายต่อในลักษณะที่เป็นการกล่าวหา และใส่ความเท็จต่อบุคคลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเอกสารจัดหมวดหมู่ของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา พรรคกล้าธรรม กลุ่มที่แอบอ้างสถาบันเบื้องสูง รวมไปถึงมีการจัดหมวดหมู่ในกลุ่มต่อต้านสถาบัน อย่างเพจพรรคประชาชน ก็ถูกกล่าวหาว่าอยู่ในกลุ่มที่ต่อต้านสถาบัน

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า สำหรับเอกสารกังกบ่าวที่หลุดออกมา กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ยอมรับว่าเป็นเอกสารจริงไม่มีข้อโต้แย้ง ไม่มีข้อถกเถียงว่าเอกสารปลอม แต่ก็ปฏิเสธเนื้อหาหมวดหมู่ ว่าเป็นการกระทำที่ผิดพลาดของบางคนใน กอ.รมน. เราไม่ทราบว่าขั้นตอนในการเอาข้อมูลนำมาจากเพจไหนหรือส่วนไหน ไม่มีปรากฏในรายละเอียด ในการตั้งข้อสังเกตและยืนยันว่า ถ้าเป็นความผิดพลาดจริงก็ต้องมีการลงโทษผู้ดำรงความผิด นำเสนอข้อมูลความผิดปกติของการใส่ร้าย การสร้างความแตกแยกของเอกสาร กอ.รมน. ไม่ได้เกิดแค่ครั้งเดียวแต่เกิดแล้วหลายครั้ง 

“จะบอกว่าเป็นความผิดพลาดในหลายครั้ง น่าจะไม่ใช่ แต่ดูเป็นความจงใจที่จะให้เกิดการใส่ร้ายป้ายสีทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นซีกรัฐบาลหรือซีกฝ่ายค้าน เอกสารพวกนี้มีมีการเปิดเผยใน กอ.รมน. แล้วส่งให้ส่วนกลางลงนาม สามารถเอาผิดได้ทันที ถ้า กอ.รมน. บริสุทธิ์ใจ ไม่เกี่ยวข้องกับการใส่ร้ายป้ายสีเพื่อการแตกแยกทางการเมืองหรือสังคมก็ดี จะต้องมีบุคคลที่ต้องรับผิดในเรื่องนี้” ประธานกมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ กล่าว

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า การใช้ไอโอแบ่งเป็น 2 ส่วน  นายชยพล ได้เปิดโปงถึงโครงสร้างคณะทำงานพิเศษ ทบ. บุคคลที่เกี่ยวข้องมีใครบ้าง ข้อมูลส่วนนี้ก็ปรากฏชื่อ พล.อ.ธรรมนูญ วิถี รองผู้บัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ เคยเป็นหัวหน้าคณะทำงานพิเศษ ทางพล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ที่เข้าชี้แจงต่อกมธ.ฯ ก็ยอมรับว่าคณะทำงานพิเศษ ทบ. มีอยู่จริงแต่ ทบ. ปฏิเสธและยืนยันว่าไม่มีการดำเนินการใดๆ ในลักษณะใส่ร้ายป้ายสีหรือสร้างความแตกแยกทางการเมือง หรือปฏิบัติการไอโอ เราไม่มี ทำเต็มที่คือเผยแพร่ประชาสัมพันธ์งานของกองทัพบกเท่านั้น อาจจะมีการส่งต่อไปอินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งเรายังไม่ทราบว่ามีใครบ้าง แต่ยืนยันมีการส่งต่อผ่านสื่อมวลชนที่ติดตามกองทัพอยู่เป็นประจำ และตนได้นำข้อมูลของตนมาชี้แจง 

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า สำหรับบัญชีไอโอที่สำคัญมีความเชื่อมโยงกับกองทัพหรือตำรวจ เช่น บัญชีที่ว่าชื่อ เจ๊จุกคลอง3 มีการรายงานจากประเทศแคนนาดาว่า เป็นบัญชีที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่รัฐของไทย ตัวบัญชีเจ๊จุกคลองสาม มีหลักฐานว่าเคยมีโลโก้ไปขึ้นแสดงในหน้าจอ กองทัพบกบอกไม่ได้อยู่ในบัญชีดังกล่าว แต่ยอมรับว่าเป็นข้อผิดพลาด นอกจากนี้มีการเผยแพร่ข้อมูลและภาพที่ถ่ายตำรวจควบคลุมฝูงชน ที่จะเข้าไปได้ต้องเป็นตำรวจเท่านั้นหรือเป็นการถ่ายภาพที่มีการอ้างถึงว่าเป็นม็อบวีโว่ แต่เมื่อดูจากมุมที่ถ่ายต้องเป็นมุมที่มาจากตำรวจเท่านั้น เบื้องต้นได้ถามกับ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปฏิเสธว่าไม่ทราบเรื่องนี้ และกรรมการได้ตั้งข้อสังเกตแล้วจะต้องตรวจสอบว่าคนที่เป็นเจ้าของบัญชีนี้ ที่มีการนำข้อมูลส่วนบุคคลหรือว่าข้อมูลลับของราชการมาเผยแพร่ ตกลงแล้วเป็นคนในราชการหรือไม่ เป็นคนในสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือไม่ เป็นคนในกองทัพหรือไม่ 

“สิ่งที่รับกันคือเอกสารของ กอ.รมน. ที่มีการใส่ร้ายป้ายสี ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านเป็นของจริง และจะรับไปดูว่าจะดำเนินการเอาผิดกับคนที่เกี่ยวข้องในการออกเอกสารนี้อย่างไร และรับนับว่ามีคณะทำงานมั่นคง ที่มีชื่อ พลเอกธรรมนูญ วิถี ว่ามีจริง โครงสร้างจริง แต่ปฏิเสธว่ามีการทำ การที่ทุกฝ่ายความมั่นคงปฏิเสธการเข้าไปเกี่ยวข้อง หรือการสร้างปฏิบัติการไอโอ แต่เมื่อปฏิบัติการไอโอเกิดขึ้นแล้ว สร้างความเสียหาย หวังว่าหน่วยงานความมั่นคงจะทำหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฏหมายอย่างจริงจัง ไม่ใช่ปล่อยให้ปฏิบัติการไอโอเกิดขึ้นต่อไป ท้ายที่สุดจะต้องมีผู้รับผิด“ ประธานกมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ กล่าว

ด้านนายชยพล ในฐานะที่ออกมาเปิดโปงปฏิบัติการไอโอกองทัพ ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลที่ผ่านมา กล่าวว่า กองทัพเข้าให้ข้อมูลหลายด้าน ประเด็นที่น่าสนใจมีหลายเรื่อง เช่น ยอมรับว่าเอกสารแต่ละฉบับเป็นเอกสารจริง ยอมรับว่าคณะทำงานและโครงสร้างต่างๆ เป็นโครงสร้างจริง ยอมรับถึงขั้นไอโอที่เป็นส่วนการประชาสัมพันธ์สายข่าวเป็นเรื่องจริง แต่สิ่งที่ไม่ยอมรับคือ เรื่องที่ไอโอโจมตีให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนโดยรวม  แม้ข้อมูลในเอกสารเดียวกันแต่ก็มีการรับแค่บางส่วนเท่านั้น เป็นเรื่องที่สังคมต้องตัดสินเอง ส่วนข้อมูลต่างๆ ที่รั่วออกมา เช่น ข้อมูลเจ๊จุ๊กคลอง3 ที่ก่อนหน้านี้เคยเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลทางการเมือง หน่วยงานที่ชี้แจงก็มาบอกว่าไม่ใช่หน่วยงานโดยตรง แต่เป็นการรั่วไหลของข้อมูลต่างๆ นี่คือเรื่องที่น่ากังวลเพราะข้อมูลเหล่านี้รั่วไหลออกไป ทั้งที่กองทัพบอกมีแนวคิดไปทิศทางเดียวกัน สนับสนุนงานของกองทัพ บุคคลเหล่านี้นำไปใช้โจมตีคนการเมือง สร้างความเกลียดชัง มีการสอบถามว่าหน่วยงานความมั่นคงจะตามมาดำเนินคดีไหม แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบและหน่วยงานไม่คอนเฟิร์มว่าจะติดตามบัญชีแอคหลุม เป็นรายงานภัยคุกคามภายใน จะมีการระบุถึงแอ็คชั่นของทางกองทัพที่ไปดำเนินคดีกับผู้ใช้ Facebook หลายท่านที่ไม่ใช้ชื่อจริง และรูปมีการโพสต์ไม่เป็นที่พึงประสงค์ของกองทัพ และถูกกองทัพตามเจอ ต้องดูว่าเป็นการเลือกปฏิบัติหรือไม่ เราจะดำเนินคดีและติดตามอย่างจริงจัง และมีการปล่อยข้อมูลให้กับคนที่มีแนวคิดเกี่ยวกับกองทัพใช่หรือไม่ 

“คุณจะมีแนวคิดที่ไปโจมตีบุคคลทางการเมืองหรือโจมตีผู้ที่เห็นต่างจากกองทัพ นี่ไม่ใช่หน้าที่โดยตรง จากการชี้แจงของกองทัพในวันนี้ หลายอย่างทำให้เราต้องลงหลักฐานเพื่อดำเนินการร้องเรียนต่อไป” นายชยพล กล่าว

‘พปชร.’ซัดผลงานรัฐบาล! เป็นครั้งแรก’จีดีพีไทย’เติบโตต่ำกว่า’กัมพูชา-ลาว’

'พปชร.'ซัดผลงานรัฐบาล! เป็นครั้งแรก'จีดีพีไทย'เติบโตต่ำกว่า'กัมพูชา-ลาว'

‘พปชร.’ซัดผลงานรัฐบาล! เป็นครั้งแรก’จีดีพีไทย’เติบโตต่ำกว่า’กัมพูชา-ลาว’

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.48 น.

ไม่ใช่แค่Moody ที่ปรับระดับประเทศไทย ทั้งIMFและ World Bank  เป็นครั้งแรกของไทยอัตราการเติบโตทาง ศก. ต่ำกว่า กัมพูชาและ สปป.ลาว   

วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย โฆษกพรรคพลังประชารัฐ   กล่าวถึงกรณีนายจิรายุ  ห่วงทรัพย์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ออกมาโต้ กรณี Moody”s ได้ปรับลดอันดับเครดิตของประเทศไทยลงจาก “Stable” เป็น “Negative” ว่า เป็นเรื่องไม่น่าเป็นห่วงนั้น   ว่า “รัฐบาลคงไม่เข้าใจระบบเศรษฐกิจมหภาคในภาพรวมของประเทศและของโลกดีพอ  และการที่Moody”s ได้ปรับลดอันดับเครดิตของประเทศไทยลงประเภท Senior unsecured bond ที่ Baa1 และเปลี่ยนแนวโน้ม (Outlook) เป็น “Negative” จาก “Stable” เนื่องจากเศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงมากขึ้น โดยดูจากระบบเศรษฐกืจในรอบปีที่ผ่านมาและอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้   ส่วนความสามารถในการแก้ไขมาตรการภาษีสหรัฐฯ นั้น เป็นเพียงปัจจัยหนึ่งที่คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะมีผลกระทบอย่างไร   ถ้ารัฐบาลไม่มีความรู้ความสามารถเรื่องระบบเศรษฐกิจก็จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาในภาพรวมได้  ซึ่งเรื่องนี้ ไม่ใช่เพียงแค่ฝ่ายค้านที่เป็นห่วง ทั้งนักวิชาการ  นักเศรษฐศาสตร์  ธนาคารแห่งประเทศไทย  ออกมาเตือนรัฐบาลหลายครั้ง”

พล.ต.ท.ปิยะฯ กล่าวว่า “การเตือนของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่ผ่านมา วันนี้ (22 เมษายน 2568) ในรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (The World Economic Outlook: WEO) ฉบับเดือนเมษายนปี 2025 กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับลดประมาณการขยายตัวของไทย (จีดีพี) ปี 2568 จาก 2.9% เหลือ 1.8% โดยมีประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในกลุ่มอาเซียนที่ IMF ปรับลดคาดการณ์จีดีพีลงต่ำกว่าระดับ 2% เมื่อเปรียบเทียบกับ ประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชีย  เช่น  อินเดีย 6.2 % ฟิลิปปินส์ 5.5% เวียดนาม 5.2% อินโดนีเซีย 4.7 %มาเลเซีย 4.1 %จีน 4.0%  ไทย 1.8% จะเห็นว่าประเทศไทยอยู่ในลำดับท้ายๆสุด   ส่วนในปี 2569 จีดีพีอาจลดเหลือเพียง 1.6%  เท่านั้น“

”ไม่เพียงแต่ IMF หรือ Moodyเท่านั้น ที่ปรับระดับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ของประเทศไทยอยู่ในระดับต่ำ   เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2568 ธนาคารโลก (World Bank) ยังปรับลดคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยปี 2568 เหลือโต 1.6% ชะลอลงจากเมื่อเดือนก.พ.68 ที่ได้ประเมินว่าจะเติบโตได้ 2.9% โดยพิจารณาการส่งออกและการลงทุน ซึ่งจากความไม่แน่นอนและความเสี่ยงต่อแนวโน้มเศรษฐกิจก็ยังคงอยู่ในระดับสูงด้วย   ขณะเดียวกันเปรียบเทียบอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP)ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก  พบว่า
มองโกเลีย โต 6.3% ,เวียดนาม โต 5.8%,ฟิลิปปินส์ โต 5.3% ,อินโดนีเซีย โต 4.7%,จีน โต 4.0% ,กัมพูชา โต 4.0%,มาเลเซีย โต 3.9% ,สปป.ลาว โต 3.5%  ส่วนประเทศไทย โต1.6เท่านั้น“   พล.ต.ท.ปิยะฯกล่าว

”รัฐบาลต้องใช้มืออาชีพ ทางด้านการเงินการธนาคารระดับมหภาคที่มีความรู้ความสามารถมาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอย่างแท้จริง  ขนาดธนาคารโลก (World Bank) ยังปรับลดอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย  ต่ำกว่าเวียดนาม (โต 5.8%,)ฟิลิปปินส์ (โต 5.3% ) อินโดนีเซีย (โต 4.7%)มาเลเซีย (โต 3.9%)  เป็นครั้งแรกที่ กัมพูชา (โต 4.0%) และสปป.ลาว (โต 3.5% )โตกว่าไทยเยอะ   คำแนะนำหรือคำเตือนขององค์การเศรษฐกิจ  ระหว่างประเทศ เช่น IMF, Moody,World Bank ฯลร นักวิชาการและนักเศรษฐศาสตร์ที่มีความสามารถ เป็นสิ่งที่รัฐบาลควรต้องให้ความสำคัญ  รัฐบาลควรพัฒนาศักยภาพการแข่งขันทางธุรกิจ  พัฒนาอุดสาหกรรมขนาดย่อม  พัฒนาstart up เพื่อเพิ่มศักยภาพการส่งออก  และส่งเสริมการลงทุนขนาดกลางและขนาดใหญ่เพื่อให้รายได้ประชาชนดีมากขึ้น  

เศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศไทยตกต่ำมาก คนไทยตกงาน  สินค้าเกษตร ราคาตกต่ำ  มะม่วงราคาตกเหลือ กก.ละ 20 บาท  ประชาชนรากหญ้ากำลังจะอดตาย  หนี้ครัวเรือนสูงขึ้น  เงินกู้นอกระบบเกลื่อนทุกตลาด  ทุกเสาไฟฟ้า  เป็นปัญหาที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญ มากกว่า การกู้เงิน 500,000ล้านบาทเพิ่มภาระหนี้ประชาชนให้สูงขึ้น  แล้วเอามาแจกโดยไม่เกิดประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ  ขนาด”คนบางคน“ในรัฐบาล ในเรื่องค่าเงินบาทอ่อน/แข็งที่มีผลต่อเศรษฐกิจประเทศอย่างไรยังไม่เข้าใจ  ซึ่งเป็นเรื่องพื้นฐานเศรษฐกิจแท้ๆ  เรื่องยากๆ อย่างระบบเศรษฐกิจโดยรวมจะเข้าใจได้อย่างไร  นี่คือ ปัญหาที่ต้องรีบแก้ไข  “

‘วิโรจน์’ จวก ‘สรรพากร’ คกก.ภาษีฯ ไม่ครบ ทำคดีตั๋ว PN นายกฯ ไม่ได้ จ่อร่อนหนังสือถึง 3 หน่วยงาน

'วิโรจน์' จวก 'สรรพากร' คกก.ภาษีฯ ไม่ครบ ทำคดีตั๋ว PN นายกฯ ไม่ได้ จ่อร่อนหนังสือถึง 3 หน่วยงาน

‘วิโรจน์’ จวก ‘สรรพากร’ คกก.ภาษีฯ ไม่ครบ ทำคดีตั๋ว PN นายกฯ ไม่ได้ จ่อร่อนหนังสือถึง 3 หน่วยงาน

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.59 น.

‘วิโรจน์’ แฉ ‘กรมสรรพกร’ ยังไม่ตั้งคณะกรรมการวินิจฉัย ‘ภาษีอากร’ ปม ‘ตั๋วPN นายกฯ’ เหตุองค์คณะไม่ครบ ยังขาด ‘ผู้ทรงคุณวุฒิ’ เตรียมร่อนหนังสือ 3 ฉบับ ถึง ‘รมว.คลัง-อธิบดีสรรพากร-ผู้ว่าฯ สตง.’  บี้เร่งดำเนินการ ขู่หากยังนิ่ง ฟ้อง ‘ป.ป.ช.’ ฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่แน่ ย้ำต้องยึดกฎหมายทัดเทียม ยกเคส ‘หลุย เบญจา’ ชี้โทษให้เห็น

วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 เวลา 12.00 น. ที่รัฐสภา นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะผู้ยื่นเรื่องให้กรรมการตรวจสอบเรื่องข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการตรวจสอบข้อเท็จจริงการทำธุรกรรม และการชำระภาษีเกี่ยวกับการซื้อหุ้นมูลค่า 4,434.5 ล้านบาทของน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังเข้าให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การพัฒนาเศรษฐกิจ ที่มีการเชิญ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน และอธิบดีกรมสรรพากร เข้าให้ข้อมูลด้วยว่า ประเด็นสำคัญคือการส่งเรื่องให้ คณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร วินิจฉัยกรณีของน.ส.แพรทองธาร ที่ใช้ตั๋ว PN ไม่มีดอกเบี้ย และกำหนดการชำระเงิน สร้างรูปแบบการซื้อหุ้นจากบุคคลในครอบครัว

ว่าเข้าข่ายการหลีกเลี่ยงหรือทำนิติกรรมอำพราง ภาษีการรับให้หรือไม่ ซึ่งตนได้ย้ำไปกับทางผู้แทนกรมสรรพากร ผู้อำนวยการกองตรวจสอบภาษีกลาง ถามในเรื่องภาษีการรับให้ ไม่ใช่เรื่องรายได้ของบุคคลธรรมดา แต่ก็ต้องตกใจ เพราะปรากฎว่าคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรยังมีองค์คณะไม่ครบ ยังขาดผู้ทรงคุณวุฒิอยู่ 3 คน ซึ่งต้องแต่งตั้ง โดยนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง หมายความว่าหากองค์คณะกรรมการชุดนี้ไม่ครบ ก็จะวินิจฉัยกรณีของนางสาวแพทองธารไม่ได้ ซึ่งนายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานกมธ.ฯ จะเร่งทำหนังสือไปถึงนายพิชัย เพื่อเร่งการแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิ ให้ครบองค์คณะอย่างเร่งด่วน และขอทราบถึงระยะเวลาการแต่งตั้ง และเข้าใจว่าคณะนี้มีวาระ 3 ปี แต่ไม่มีกำหนดว่าจะต้องตั้งเมื่อไหร่ 

“ผมกังวลว่าถ้ามีการเตะถ่วง ไม่แต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ทางนายพิชัย จะเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้” นายวิโรจน์กล่าว 

เมื่อถามว่าการแต่งตั้งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนไหน นายวิโรจน์ กล่าวว่า ทางกมธ.ฯ ก็ได้สอบถามไป ผู้อำนวยการกองตรวจสอบภาษีกลางก็ตอบว่า อยู่ในช่วงรวบรวมข้อเท็จจริง แต่ไม่สามารถตอบได้ว่าจะใช้เวลานานที่สุดเท่าไหร่ และพยายามขอไม่ตอบ เรื่องกรอบระยะเวลา 

นายวิโรจน์ กล่าวต่อว่า ตนได้ตั้งคำถามระหว่างนี้หากมีประชาชนทั่วไปต้องการจะโอนหุ้นให้กับลูกที่มีมูลค่าเกินกว่า 20 ล้านบาทต่อปี ส่วนที่เกิน 20 ล้านต้องเสียภาษีการรับให้ และดำเนินการตามรูปแบบ ของนางสาวแพทองธาร คือการใช้ตั๋ว PN มาแลก ทางสรรพกร จะเข้าไปจัดเก็บภาษีการรับให้หรือไม่ ก็ไม่ได้คำตอบ ตอบแค่ว่าอยู่ระหว่างรวบรวมข้อเท็จจริง ยังไม่ได้เข้าสู่กระบวนการวินิจฉัย ซึ่งเรื่องนี้ประชาชนจะเสียประโยชน์อย่างมาก คนที่ต้องการโอนหุ้นให้ลูกต้องเสียภาษี 5% ไปก่อนใช่หรือไม่ เมื่อถึงเวลาหากมีการวินิจฉัยว่ากรณีของนางสาว แพทองธาร ทำได้ สรรพากรจะไม่คืนส่วนนั้นให้กับประชาชนใช่หรือไม่ ตนจึงเสนอว่าสามารถออกระเบียบหรือออกประกาศ ว่าระหว่างดำเนินการ จะไม่เข้าไปเรียกตรวจ ส่วนกรณีที่เข้าไปเรียกตรวจประชาชนก็สามารถอ้างได้ว่า ขอให้รอคำวินิจฉัยกรณี กรณีของน.ส.แพทองธารก่อน ทางผู้แทนของกรมสรรพากรก็ตอบกรรมาธิการว่า ไม่ชอบเรื่องสมมุติ เอาข้อเท็จจริง กรรมาธิการจึงถามต่อว่า ไม่ต้องสมมุติเพราะข้อเท็จจริงมีคนโอนหุ้นให้ลูกตลอด แต่ไม่ได้คำตอบ

นายวิโรจน์ กล่าวอีกว่า หลังจากนี้กมธ.การพัฒนาเศรษฐกิจ จะทำหนังสือ  3 ฉบับคือ 1. จะทำหนังสือถึงนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เกี่ยวกับการใช้อำนาจแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรให้ครบองค์คณะ ซึ่งหากทำไม่ได้ก็จะนำไปสู่หลักฐานที่ชี้ว่าละเว้นการปฎิบัติหน้าที่ ร้องต่อ ป.ป.ช.ได้ 2.นายปิ่นสาย สุรัสวดี อธิบดีกรมสรรพากร  ถึงกรอบเวลาในการรวบรวมข้อเท็จจริง และจะส่งให้คณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรเมื่อไหร่ เช่นกรอบเวลาอย่างช้าที่สุด ที่จะนำไปร้องต่อ ป.ป.ช.ได้ และถามว่า หากประชาชนใช้โมเดลของนายกรัฐมนตรี กรมสรรพากรจะไม่ไปกล่าวหาว่าประชาชนทำความผิดใช่หรือไม่ เพื่อการบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค และ 3. นายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าการการตรวจเงินแผ่นดิน ขอให้ใช้อำนาจทางกฎหมาย ทำหนังสือ เพราะปัจจุบันกรมสรรพากรยังไม่มีระเบียบในการทำงานเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษี กรณีใช้ตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือใช้เครื่องมือทางการเงินอื่นใด หากปล่อยไปเช่นนี้ก็จะเกิดความเสียหายต่อการจัดเก็บภาษีเสียหายต่อราชการ เสียหายต่อประชาชน ซึ่งหากพบว่ามีการละเว้นหรือเตะถ่วงในหน่วยงานใด มีการยกกรณีคุณหญิงเบญจา หลุยเจริญ มาชี้เห็น ถึงโทษอาญาและจำคุกที่จะตามมา 

“เพราะการลักลั่นในการบังคับใช้กฎหมาย หรืออย่างน้อยสุญญากาศของกฎหมาย ประชาชนไม่รู้ว่าถ้าทำตามนายกฯแพทองธาร จะได้รับการปฏิบัติในการดึงระยะเวลา เหมือนกับที่นายกฯ ได้รับจากกรมสรรพากรหรือไม่” นายวิโรจน์กล่าว

‘วินธัย’ โผล่แจง ‘กมธ.ความมั่นคงฯ’ ยันกองทัพไม่มี IO ลั่นปัดทำเพจด่า’นักการเมือง’

'วินธัย' โผล่แจง 'กมธ.ความมั่นคงฯ' ยันกองทัพไม่มี IO ลั่นปัดทำเพจด่า'นักการเมือง'

‘วินธัย’ โผล่แจง ‘กมธ.ความมั่นคงฯ’ ยันกองทัพไม่มี IO ลั่นปัดทำเพจด่า’นักการเมือง’

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.32 น.

‘วินธัย’ เข้าแจง ‘กมธ.ความมั่นคงฯ’ ยัน ‘กองทัพ’ ไร้ปฏิบัติการ IO แต่มีเป้าหมายติดตามคนคิดไม่ดีต่อทหาร เพื่อแจงทำความเข้าใจ ลั่นปัดทำเพจด่า ‘นักการเมือง’ ท้าหากเจอแจ้งดำเนินคดีเลย

1พ.ค.2568 เมื่อเวลา10.00น. ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานกมธ.ฯ เป็นประธานการประชุม พิจารณาศึกษาปฏิบัติการข่าวสาร ( IO ) ทางสื่อสังคมออนไลน์ของหน่วยงานด้านความมั่นคงที่ส่งผลกระต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจงต่อกมธ.ฯ ได้แก่ พล.อ.ต. วิศัลย์ ธรรมประสิทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักปฏิบัติการและการข่าว สำนักนโยบายและแผนกลาโหม พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก พล.ต.ธรรมนูญ ไม้สนธิ์ โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นภายในราชอาฯจักร ( กอ.รมน.) พล.อ.ท.ประภาส สอนใจดี โฆษกกองทัพอากาศ พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) นายวิสูตร ด้วงมาก ผู้อำนวยการกลุ่มกฎหมาย 3 สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ( ป.ป.ช.) นางนวรัตน์ สถาพรนานนท์ ผู้อำนวยการสำนักสอบสวน 3 สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน 

ทั้งนี้ กมธ.ฯ ได้เปิดให้สื่อมวลชนฟังการประชุมในช่วงต้น ซึ่งหน่วยงานความมั่นคงทั้ง กอ.รมน. กระทรวงกลาโหม กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และสตช. ยืนยันว่าไม่มีนโยบายทำปฏิบัติการ Information Operation หรือ IO แต่เป็นการสื่อสารเพื่อความเข้าใจในการทำงานของหน่วยงาน และบทบาทหน้าที่ของทหารในการป้องกันประเทศ ช่วยเหลือประชาชน รวมถึงสนับสนุนงานของรัฐบาล 

ด้านพล.ต.วินธัย โฆษกกองทัพบก ที่เดินทางมาชี้แจงต่อกมธ.ฯด้วย กล่าวว่า กองทัพบกไม่มีการทำ IO แต่คำนี้เกิดขึ้นกับทั่วโลก ซึ่งใช้ปฏิบัติการทางทหาร คือการใช้ IO เป็นเครื่องมือสื่อสารในการรบ และอยู่ในภารกิจป้องกันประเทศ ทั้งนี้เมื่อมาอยู่ในประเทศไทย กองทัพจึงใช้ในการเสริมสร้างความเข้าใจและแก้ไขในสิ่งที่เข้าใจผิด ด้วยวิธีประชาสัมพันธ์  ที่ผ่านมากองทัพพยายามที่จะแก้ไขเรื่องที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริง โดยเน้นไปที่เรื่องการสร้างความรับรู้ เพื่อปกป้องเกียรติยศและศักดิ์ศรีขององค์กร แต่ทั้งหมดเป็นการกระทำโดยเปิดเผย รวมถึงเป้าหมายทั้งหมด คือ ประชาชน และนโยบายของเราไม่เคยคิดว่าความเข้าใจทั้งหมดเป็นเรื่องเลวร้าย แต่เป็นผลดีที่จะทำให้เราได้ชี้แจง ไม่มีลักษณะก้าวร้าว หรือทำให้เกิดสิ่งที่ไม่ดีต่อกัน จึงไม่เรียกว่าปฏิบัติการ IO แต่มันคือการสร้างความเข้าใจ การประชาสัมพันธ์ หรือการสร้างการรับรู้ 
 
“วันนี้เราใช้ช่องทางออนไลน์สื่อสารเป็นหลัก หากพบว่าไม่ถูกต้องไม่เหมาะสม ก็มีขั้นตอนการดำเนินการอยู่แล้ว เช่น พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และเรื่องการหมิ่นประมาท ที่ดำเนินการได้อยู่แล้ว โดยขั้นตอนในการดำเนินการมีเป้าหมาย คือ บุคคลที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก อาจรวมไปถึงนักการเมืองหรือนักวิชาการด้วย ที่จะอยู่ในกลุ่มดังกล่าวเนื่องจากสังคมให้ความสนใจ ซึ่งการติดตามจากกองทัพไม่ใช่เรื่องน่ากังวล เพราะสุดท้ายเราจะต่อสู้กันด้วยข้อเท็จจริง” พล.ต.วินธัย กล่าว 

พล.ต.วินธัย กล่าวต่อว่า ดังนั้นหากความเข้าใจผิดเกิดจากเป้าหมายดังกล่าว ก็จะต้องเร่งชี้แจงก่อน และยอมรับตรงๆ เป้าหมายอื่นคือผู้ที่มีทัศนคติไม่ดีกับทหาร โดยมีความต้องการให้สังคมรับรู้ข้อมูลอีกด้านหนึ่ง ขอย้ำว่า ไม่ได้โกรธ หรือตั้งตัวเป็นคู่ขัดแย้ง แต่ยอมรับว่ากองทัพบกใช้อินฟลูเอ็นเซอร์ ในช่องทางออนไลน์ แต่ทำในลักษณะเปิดเผย

เมื่อถามว่าที่ออกมาโจมตีนักการเมือง และมีการแอบอ้างว่าเป็นทหาร หรือหน่วยงานด้านความมั่นคง พล.ต.วินธัย กล่าวยืนยันว่า ไม่ใช่ หน่วยงานกองทัพ และหากพบเหตุในลักษณะนั้นก็สามารถดำเนินการตามกฎหมาย เพื่อไปพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้เลย

‘เครือข่ายแรงงาน-ลูกจ้าง’จี้รัฐบาล ปรับค่าจ้างเป็นธรรม พร้อมเรียกร้อง 7 ข้อเร่งด่วน

'เครือข่ายแรงงาน-ลูกจ้าง'จี้รัฐบาล ปรับค่าจ้างเป็นธรรม พร้อมเรียกร้อง 7 ข้อเร่งด่วน

‘เครือข่ายแรงงาน-ลูกจ้าง’จี้รัฐบาล ปรับค่าจ้างเป็นธรรม พร้อมเรียกร้อง 7 ข้อเร่งด่วน

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.52 น.

ขบวนแรงงาน “สรส. – สสรท.” บุกหน้าทำเนียบฯ เรียกร้องรัฐบาลปรับค่าแรง 492 บาทเท่ากันทั่วประเทศ หลังเสนอมาหลายปียังไม่ได้ พร้อมยื่นข้อเสนอเร่งด่วน 7 ข้อ ”ไม่เอากาสิโน – หยุดแปรรูปรัฐวิสาหกิจ – กำจัดทุนผูกขาด – เร่งเยียวยาแรงงานที่ได้รับผลกระทบเหตุตึก สตง.ถล่ม“  

วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 เมื่อเวลา 08.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) สมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสรท.) และนัดรวมตัวกันที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เนื่องในวันแรงงานแห่งชาติ ประจำปี 2568 เพื่อเดินขบวนมายังบริเวณประตู 5 ทำเนียบรัฐบาล ก่อนเคลื่อนขบวนกลุ่มแรงงานได้ร่วมกันวางดอกไม้สีขาว พร้อมยืนไว้อาลัยให้กับผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ตึกสตง. ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างพังถล่มในเหตุแผ่นดินไหว เมื่อวันที่ 28 มี.ค.ที่ผ่านมา นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์สะท้อนถึงปัญหาความเดือดร้อนต่างๆ ของผู้ใช้แรงงาน รวมถึงการคัดค้านกาสิโน

จากนั้น เวลา 10.20 น. กลุ่มแรงงาน นำโดย สรส. และ สสรท. ได้เคลื่อนขบวนออกจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และมาถึงบริเวณประตู 5 ทำเนียบรัฐบาลในเวลา 11.10 น. โดยได้ทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์นำค้อนโฟมทุบโมเดลกาสิโน และโมเดลถังแก๊ส แสดงออกว่าไม่เห็นด้วยกับกาสิโน และสะท้อนปัญหาค่าครองชีพที่แพงขึ้นในปัจจุบันแต่ค่าแรงไม่พอจ่าย

จากนั้น เวลา 11.40 น. นายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธานสมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสรท.) และนายมานพ เกื้อรัตน์ เลขาธิการสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) เป็นตัวแทนอ่านแถลงการณ์พร้อมข้อเรียกร้องเร่งด่วน 7 ข้อ และข้อเรียกร้องที่เป็นข้อเสนอเดิมช่วงหลายปีที่ผ่านมา 15 ข้อ ผ่านนายสมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง และผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) 

โดย นายมานพ กล่าวว่า ข้อเรียกร้องเร่งด่วน ประกอบด้วย 1.ขอคัดค้านร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร หรือ ร่างกฎหมายเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ 2.หยุดการแปรรูปรัฐวิสาหกิจทุกรูปแบบ โดยให้รัฐวิสาหกิจเป็นกลไกหลักของรัฐในการทำหน้าที่จัดบริการสาธารณะด้านต่างๆ ให้กับประชาชน 3.รัฐต้องเร่งรับรองอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 155 ว่าด้วยความปลอดภัยและสุขภาพอนามัยในการทำงาน พ.ศ.2524

4.รัฐต้องวางมาตรการที่เข้มข้นเพื่อหยุดการคอรัปชั่นทุกรูปแบบ รวมถึงเพิ่มกลไกการตรวจสอบประกันสังคมกรณีการจัดซื้อตึก และการใช้เงินที่อาจผิดวัตถุประสงค์ของผู้ประกันตน 5.รัฐต้องสนับสนุนส่งเสริมสถานประกอบการของคนไทยให้มีความเข้มแข็ง เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ และค่าจ้าง ที่เป็นธรรม ต้องเข้มงวดตรวจสอบคัดกรองเกี่ยวกับการลงทุนของกลุ่มทุน ทั้งทุนเทา ทุนดำ นอมินี ทั้งทุนในประเทศ และที่มาจากต่างประเทศ 6.รัฐต้องเร่งช่วยเหลือเยียวยาให้กับแรงงานทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่มเป็นกรณีเร่งด่วน และ 7.รัฐต้องมีมาตรการในการดำเนินการต่อกลุ่มทุนผูกขาดที่มีอำนาจเหนือรัฐ ที่สร้างผลกระทบต่อประเทศชาติ และประชาชน โดยเฉพาะในกิจการพลังงาน โทรคมนาคม และรัฐควรยกเลิกการซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเอกชน

ขณะที่ ข้อเรียกร้องที่เป็นข้อเสนอเดิมช่วงหลายปีที่ผ่านมา 15 ข้อ ประกอบด้วย 1.รัฐต้องกำหนดค่าจ้างแรงงานที่เป็นธรรมครอบคลุมผู้ใช้แรงงานทุกภาคส่วน คือรัฐต้องปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 492 บาทเท่ากันทั่วประเทศ 2.รัฐต้องลดรายจ่ายของประชาชนลง และเพิ่มรายได้ เพิ่มกำลังซื้อให้กับประชาชน และผู้ใช้แรงงานซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนฐานรากในภาพรวมได้อย่างแท้จริง 3.รัฐต้องสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อากาศสะอาดเพื่อสุขภาพแบบบูรณาการ (ฉบับประชาชน) 4.รัฐต้องหยุดการแปรรูปรัฐวิสาหกิจทุกรูปแบบ และให้มีการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจเพื่อให้เกิดการพัฒนาศักยภาพในการให้บริการที่ดี มีคุณภาพ เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน 5.รัฐต้องปรับปรุงโครงสร้างทางภาษี โดยเก็บภาษีในอัตราที่ก้าวหน้าอย่างจริงจัง

6.รัฐต้องปฏิรูปการประกันสังคม 7.รัฐต้องจัดสวัสดิการถ้วนหน้าที่มีคุณภาพให้แก่ประชาชนทุกคนได้เข้าถึงอย่างเท่าเทียมโดยไม่เลือกปฏิบัติ 8. รัฐต้องให้สัตยาบันอนุสัญญาของ องค์การแรงงานระหว่างประเทศ 9. รัฐบาลต้องยกเลิกนโยบายการจำกัดอัตรากำลังบุคลากรภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และยกเลิกนโยบายการลดสิทธิประโยชน์สวัสดิการของพนักงานและครอบครัว 10.รัฐต้องกำหนดให้ลูกจ้างภาครัฐในหน่วยงานราชการต่างๆ ทั้งส่วนกลาง และท้องถิ่น รับค่าจ้างจากงบประมาณแผ่นดิน และต้องบรรจุเป็นข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างประจำ 

11.รัฐต้องดูแลให้มีการปฏิบัติ และบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด กรณีนายจ้างเลิกจ้างคนงานโดยไม่จ่ายค่าชดเชย หรือจ่ายไม่ครบตามที่กฎหมายกำหนด 12.รัฐต้องจัดตั้งกองทุนประกันความเสี่ยงจากการลงทุน โดยให้นายจ้างจ่ายเงินเข้ากองทุน เพื่อเป็นหลักประกันในการคุ้มครองสิทธิของคนงานเมื่อมีการเลิกจ้างหรือปิดกิจการ โดยนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชย คนงานต้องได้สิทธิรับเงินจากกองทุนนี้ 13.รัฐต้องพัฒนากลไกการเข้าถึงสิทธิ และการบังคับใช้กฎหมายความปลอดภัย อาชีวะอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานอย่างจริงจัง และต้องจัดสรรงบประมาณให้แก่สถาบันความปลอดภัยให้เพียงพอ สำหรับการบริหารจัดการเรื่องความปลอดภัยให้มีประสิทธิภาพ 14.รัฐต้องยกเลิกการจ้างงานที่ไม่มั่นคง เช่น การจ้างงานแบบชั่วคราว รายวัน รายชั่วโมง เหมาค่าแรง เหมางานเหมาบริการ และการจ้างบางช่วงเวลา ทั้งภาครัฐและเอกชน 15. ข้อเสนอเพื่อคุ้มครองสิทธิ์แรงงานข้ามชาติ เช่น รัฐต้องสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าสำหรับทุกคน โดยไม่คำนึงถึงสถานะ และไม่เลือกปฏิบัติต่อใครชาติใดชาติหนึ่ง เพื่อประสิทธิภาพในการเข้าถึงการรักษาโรค รัฐต้องให้แรงงานข้ามชาติทุกคนเข้าถึงสิทธิเงินกองทุนทดแทน เมื่อเกิดอุบัติเหตุจากการทำงานไม่ว่ากรณีใด ขณะเดียวกัน เครือข่ายแรงงานสตรี ได้เรียกร้องสิทธิลาคลอด 180 วัน ต้องจ่ายค่าแรง 100%

จากนั้น รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง กล่าวหลังรับหนังสือว่า หลายเรื่องที่รับไปมีทั้งก้าวหน้า และไม่ก้าวหน้า แต่ยืนยันรัฐบาลฟังเสียงพี่น้องแรงงานมาตลอด และจะได้พูดคุยกันในอนาคต เรื่องนี้เป็นเรื่องของทุกคนรัฐบาลพร้อมรับฟังทุกเสียง แม้ว่าท่านจะชอบหรือไม่ชอบรัฐบาลก็ตาม