‘วิโรจน์’ ท้า ‘สรรพากร’ออกประกาศ เป็น’ระเบียบแพทองธารโมเดล’ไปเลย ปมตั๋ว PN

'วิโรจน์' ท้า 'สรรพากร'ออกประกาศ เป็น'ระเบียบแพทองธารโมเดล'ไปเลย ปมตั๋ว PN

‘วิโรจน์’ ท้า ‘สรรพากร’ออกประกาศ เป็น’ระเบียบแพทองธารโมเดล’ไปเลย ปมตั๋ว PN

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.18 น.

เปิดแผลโรยเกลือต่อ! ‘โรจน์ ประชาชน’ เดินหน้ายื่น ‘กมธ.เศรษฐกิจ’ ฟัน ‘นายกฯ’ ปมตั๋วPN ตั้งประเด็น ‘นิติกรรมอำพราง’ เลี่ยงภาษีการรับให้ ท้า ‘กรมสรรพากร’ หากบอกทำได้ ออกประกาศให้ประชาชนรู้ เหน็บยกเป็น ‘ระเบียบแพทองธารโมเดล’ ไปเลย ด้าน ‘สิทธิพล’ ชี้วันนี้จะได้รับความชัดเจน เป็นไปตามกฏหมายหรือไม่

วันที่ 1 พฤาภาคม 2568 ที่รัฐสภา นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานกรรมาธิการ(กมธ.)การเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะผู้ยื่นเรื่องให้กมธ.ฯ ตรวจสอบเรื่องข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการตรวจสอบข้อเท็จจริงการทำธุรกรรมและการชำระภาษีเกี่ยวกับการซื้อหุ้นมูลค่า 4,434.5 ล้านบาทของน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุม กมธ.ฯ ถึงความคืบหน้าในเรื่องนี้ โดยนายสิทธิพล กล่าวว่า เป็นการรับเรื่องที่สืบเนื่องจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับการชำระค่าหุ้นผ่านการทำสัญญา ตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือตั๋ว PN  ซึ่งเห็นว่าในเรื่องนี้มีข้อสงสัยจากประชาชนว่า ในข้อเท็จจริงธุรกรรมลักษณะนี้ถูกต้องตามกฏหมายหรือทำได้หรือไม่ จึงทำให้กรรมาธิการเสนอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาตอบข้อซักถาม คือกรมสรรพากร และสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน 

นายสิทธิพล กล่าวต่อว่า เชื่อว่าวันนี้จะได้ข้อชัดเจนที่มากขึ้นอย่างน้อย 1.ถูกหรือผิดกฎหมาย ข้อไหนอย่างไร 2.ไม่ว่าจะเป็นการตั้งใจหลบเลี่ยงหรืออาศัยช่องว่างทางกฎหมายซึ่งมีผลกระทบต่อรายได้แผ่นดิน สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินมีความคิดเห็นหรือข้อแนะนำประการใด 3.ความเร็วช้าส่วนราชการที่มีความรับผิดชอบโดยตรงต่อขอบเขตอำนาจหน้าที่ทางกฎหมาย ที่ต้องทำให้โปร่งใสชัดเจน คาดว่าจะได้เห็นความชัดเจนในที่ประชุมกมธ.ฯวันนี้

ด้านนายวิโรจน์ กล่าวว่า หลังจากที่ได้ไปยื่นหนังสือถึงกรมสรรพากร ที่ขอให้ดำเนินการตามมาตรา 13(7) ให้ส่งเรื่องต่อไปไปยังคณะคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร เพื่อวินิจฉัยพฤติกรรมของน.ส.แพรทองธาร ที่ใช้ตั๋วPN ซื้อหุ้นจากบุคคลใกล้ชิดหรือบุคคลในครอบครัว คือแม่ ลุง และป้าสะใภ้ รวมถึงพี่สาวและพี่ชาย เป็นการสร้างรูปแบบการซื้อขายโดยที่ไม่ได้มีเจตนาซื้อขายหุ้นจริง ซึ่งการตั้งประเด็นถามคือถามเรื่องภาษีรับให้ ไม่ใช่ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาโดยพุ่งเป้าไปเรื่องของการทำนิติกรรมอำพรางภาษีการรับให้หรือไม่

“มีวัตถุประสงค์ในการหลีกเลี่ยงหรือหลบเลี่ยง การชำระภาษีการรับให้หรือไม่ ซึ่งที่ผ่านมาได้ตอบ แต่เป็นการตอบที่ไม่ได้ถาม เพราะตอบว่าเดี๋ยวพี่สาวพี่ชายแม่ลุงป้าสะใภ้ ถ้าชำระค่าหุ้นก็ต้องจ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งไม่ได้ถามในกรณีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพราะว่านั่นเป็นอีกกรณี ซึ่งก็ไม่ได้มีการชี้แจงว่าหากซื้อขายราคาทุนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไม่ต้องชำระ แต่ในกรณีนี้ตั้งคำถามว่าเข้าข่ายหรือถูกพิจารณาว่าเป็นนิติกรรมอำพราง เพื่อหลบเลี่ยงหรือหลีกเลี่ยงภาษีการรับให้หรือไม่” นายวิโรจน์กล่าว

นายวิโรจน์ กล่าวต่อว่า จึงมาตามเรื่องต่อกรมสรรพากรดำเนินการตามมาตรา17(7) มาตรา 13(7) ตามประมวลรัษฎากรหรือยัง หรือดำเนินการแล้ว หรือ ล่าช้าด้วยเหตุผลอะไร จึงเรียกร้องให้ กรมสรรพากรตรวจสอบ เพื่อเกิดความชัดเจน เพราะยังมีประชาชนที่กำลังจะโอนหุ้นบริษัทให้กับ ทายาทที่มีมูลค่าเกิน 20 ล้านบาทในปีภาษี อาจจะไม่โอน เพื่อไม่ต้องชำระภาษีการรับให้ 

“คำถามจากประชาชนทั่วไปว่าถ้าเอาโมเดลจากนายกรัฐมนตรีมาทำ ทางอธิบดีกรมสรรพากรต้องประกาศเป็นรายลักษณ์อักษรว่าต่อไปนี้ให้ใช้ตั๋วPN และทำแบบนายกฯ หรือจะตั้งชื่อว่า แพทองธารโมเดล เลยก็ได้ ก็ให้ดำเนินการก็ถือว่าเป็นระเบียบแพทองธารโมเดล ทุกคนก็ทำตามแพทองธารโมเดล แต่สรรพากรต้องรับสภาพ ว่านับแต่นี้เป็นต้นไปอาจจะไม่สามารถจัดเก็บภาษีการรับให้ได้เลย” นายวิโรจน์ กล่าว 

นายวิโรจน์ กล่าวด้วยว่า ต้องดูว่าในวงศ์วานของนายกรัฐมนตรี ที่สืบเสาะมาว่ามีการใช้ตั๋วPN ไม่ว่าในกรณีนี้เท่านั้นหากกรมสรรพากรไปสืบเสาะดู ตั๋วPN ในวงศ์วานของ นายกรัฐมนตรี และพิจารณาจากธุรกรรมการโอนเงินผ่านธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ว่ามีการชำระเงินกันจริงบ้างหรือไม่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน หากพบว่าไม่มีการชำระเงินก็สามารถวินิจฉัยได้ง่าย หรืออีกกรณีหนึ่งที่เทียบเคียงและวินิจฉัยได้คือนายกรัฐมนตรี ถือว่าเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท 9 บริษัทมูลค่ากว่า 4,400 ล้านบาท โดยสมบูรณ์ นั่นหมายความว่าบริษัททั้งหมดนั้นมีการจ่ายเงินเงินปันผลหรือไม่ และนายกรัฐมนตรีมีการจัดสรรเงินปันผลชำระค่าซื้อหุ้นให้กับแม่ พี่สาวพี่ชาย และลุง ป้าสะใภ้บ้างหรือไม่ 

‘รังสิมันต์ โรม’ฝากความหวังศาลฎีกาฯ สร้างความกระจ่างคดีชั้น 14 เอาผิด’ทักษิณ’

'รังสิมันต์ โรม'ฝากความหวังศาลฎีกาฯ สร้างความกระจ่างคดีชั้น 14 เอาผิด'ทักษิณ'

‘รังสิมันต์ โรม’ฝากความหวังศาลฎีกาฯ สร้างความกระจ่างคดีชั้น 14 เอาผิด’ทักษิณ’

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.09 น.

วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดพิจารณาไต่สวนคดีชั้น 14ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 13มิ.ย.ว่า กรณีชั้น 14 มีความชัดเจนอยู่แล้วว่า มีปัญหาจริงๆ มีทั้งพยานหลักฐานแวดล้อม และการพูดของน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่สันนิษฐานได้ว่า น.ส.แพทองธารรู้เรื่องนี้ดีที่สุด องค์ประกอบจิ๊กซอว์ต่างๆต่อออกมาชัดเจนว่า กรณีชั้น 14 เป็นกรณีแกล้งป่วย ทำให้นายทักษิณไม่ต้องติดคุกจริง ยิ่งกว่านั้นยังพบหลักฐานการใช้โทรศัพท์มือถือต่างๆ หมายถึงนายทักษิณอาจบัญชาการสั่งการต่างๆ รวมถึงการปล่อยให้บุคคลภายนอกไปเจอนายทักษิณ จึงชัดเจนว่าการติดคุกของนายทักษิณไม่มีอยู่จริง มีความจำเป็นที่องค์กรต่างๆ และศาลต้องใช้กลไกกฎหมายตรวจสอบนายทักษิณอย่างจริงจังส่วนตัวมองประเทศอย่างไม่สบายใจ เห็นภาพประธานสภาผู้แทนราษฎร เจอกับประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ฝ่ายค้านส่งเรื่องให้ประธานสภาตรวจสอบประธานป.ป.ช.มานานแล้ว แต่ไม่เห็นความคืบหน้าว่า รัฐสภาจะส่งเรื่องนี้เมื่อใด ทั้งที่มีคลิปวิดีโอออกมาขนาดนี้ ถ้าส่งเรื่องไปให้ประธานศาลฎีกาตั้งคณะกรรมการไต่สวน จะเห็นความจริงอีกหลายอย่างมากขึ้น แต่จะเกี่ยวกับกับชั้น 14 หรือไม่นั้น มองว่า วันนี้องค์กรต่างๆแทบไม่สามารถเชื่อมั่นได้เลยว่า จะจัดการคดีชั้น 14 ดังนั้นการตั้งคณะกรรมการไต่สวนกรณีชั้น 14  จำเป็นอย่างยิ่ง เพราะตอนนี้แทบไม่เหลือองค์กรใดจัดการชั้น 14 แล้ว บ้านเมืองกำลังถูกกัดกร่อนทำลายจากความอยุติธรรมที่ช่วยเหลือพ่อ เพื่อน พวกพ้อง

เมื่อถามว่า ที่ผ่านมาองค์กรตรวจสอบไม่ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง นายรังสิมันต์ตอบว่าศาลมีดาบอยู่ในมือที่เข้มแข็งมากที่สุดกว่าทุกองค์กร ถ้าใครไม่ปฏิบัติตามศาล มีโทษจำคุกค้ำอยู่ ค่อนข้างมั่นใจว่าหน่วยงานต่างๆต้องให้ความร่วมมือมากยิ่งขึ้น แต่ต้องกลับไปถามนายกรัฐมนตรีและองค์กรที่เกี่ยวข้องว่า ถ้ามั่นใจกรณีชั้น 14 ทำถูกต้อง โปร่งใส เหตุใดไม่ให้ความร่วมมือ ทั้งแพทยสภา ป.ป.ช.ก็ประสบปัญหา สภาก็ประสบปัญหา อภิปรายไม่วางใจนายกรัฐมนตรีแทนที่จะตอบเรื่องนี้กลับไปเอาเรื่องพันธมิตร มาพูดทั้งๆที่ไม่มีมูลความจริง นายกรัฐมนตรีกลายเป็นหนึ่งในคนที่เผยแพร่เฟคนิวส์ วันนี้บ้านเมืองไปกันใหญ่แล้ว ศาลจึงเป็นที่พึ่งหวัง สร้างความกระจ่างเรื่องนี้

‘ปธ.วุฒิสภา’เผยไม่รู้รายละเอียด กกต.ฟัน ‘หมอเกศ’

'ปธ.วุฒิสภา'เผยไม่รู้รายละเอียด กกต.ฟัน 'หมอเกศ'

‘ปธ.วุฒิสภา’เผยไม่รู้รายละเอียด กกต.ฟัน ‘หมอเกศ’

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.46 น.

“ปธ.วุฒิสภา” บอกยังไม่ทราบรายละเอียด กกต. ส่งศาลฎีกาเพิกถอน “หมอเกศ”เหตุหลอกอ้างจบดร. รับยังไม่รู้จะกระทบหรือยุติปฎิบัติหน้าที่ เพราะเหตุยังไม่เกิด

วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 ที่รัฐสภา นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา(สว.) กล่าวถึง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)มีมติส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง พญ.เกศกมล เปลี่ยนสมัย สว.กรณีหลอกลวงให้ผู้อื่นเข้าใจผิด ว่าจบด็อกเตอร์ จากแคลิฟอร์เนียยูนิเวอร์ชิตี้ ว่า ถ้าศาลฎีการับเรื่องต้องยุติปฎิบัติหน้าที่จะกระทบกับการทำงาน หรือไม่ ว่า ยังไม่ทราบเรื่องเป็นทางการ ยังไม่ทราบ 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า กกต. ต้องส่งเรื่องมาที่ประธานหรือไม่ในการส่งศาลฎีกา นายมงคล กล่าวว่า ก็ยังไม่ทราบ ยังไม่ได้พูดคุยกับ พญ.เกศกมล ถึงเรื่องดังกล่าว ทราบรายละเอียดพอๆกับนักข่าว

เมื่อถามย้ำถ้าศาลฎีการับเรื่อง พญ. เกศกมล ต้องยุติปฎิบัติหน้าที่หรือไม่ นายมงคล กล่าวย้ำว่า ยังไม่ทราบ เพราะเรื่องยังไม่เกิดขึ้น 

ส่วนกังวลหรือไม่ เพราะจะมีการสอบเรื่องฮั้ว สว. ด้วย นายมงคล กล่าวว่า ก็ยังพูดอะไรไม่ได้ และเมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำมีการประเมินหรือไม่ สถานการณ์ทางการเมืองหรือไม่กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ นายมงคล กล่าวย้ำว่า ไม่ทราบ เหตุการณ์ยังไม่เกิดขึ้น

‘คปท.’ประชิด GBC ลั่น ลั่นหากเสียเปรียบ’ออกญากลาโหมภูมิธรรม’เตรียมตัวไว้เลย

'คปท.'ประชิด GBC ลั่น ลั่นหากเสียเปรียบ'ออกญากลาโหมภูมิธรรม'เตรียมตัวไว้เลย

‘คปท.’ประชิด GBC ลั่น ลั่นหากเสียเปรียบ’ออกญากลาโหมภูมิธรรม’เตรียมตัวไว้เลย

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.37 น.

ม็อบ“คปท.” บุกประชิด ที่ประชุม GBC ลั่น หากผลเจรจาพื้นที่ทับซ้อน ไทย-กัมพูชา วันนี้เสียเปรียบ “ออกญากลาโหมภูมิธรรม” เตรียมตัวไว้เลย หลังไทยมีธง นั่งทับผลประโยชน์ มากกว่าอธิปไตยประเทศ

วันที่ 1 พฤษภาคม 2568  เวลา 10.00 น. ที่ด้านหน้าโรงแรม รอยัล ออคิด เซอราตัน ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ กลุ่ม เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) กองทัพธรรม และ ศปปส. นำโดย นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำศปท. ได้เคลื่อนขบวนจากสะพานชมัยมรุเชฐ มายังหน้าโรงแรม รอยัล ออคิด เซอราตัน ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ โดยมีนายนัสเซอร์ ยีหมะ, นายพิชิต ไชยมงคล, นายอานนท์ กลิ่นแก้ว และ นายใจเพชร กล้าจน ได้จัดกิจกรรมชุมนุมปราศรัยคู่ขนานการประชุม GBC 

นายอานนท์ กล่าวว่า การที่ทางกลุ่มฯ เดินทางมายังสถานที่ประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) ไทย – กัมพูชา) ก็เพื่อยื่นหนังสือแสดงจุดยืนคนไทย ไม่เสียดินแดน ต่อ พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี  ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) ให้เหล่าทัพ ยืนหยัดมั่นคงในการรักษาอธิปไตยของไทย 

“เพราะว่าเราไม่ไว้ใจนายกรัฐมนตรี ที่ชื่อ แพรทองธาร ชินวัตร ที่มีพ่อชื่อทักษิณ ชินวัตร ในการเจรจาพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา ซึ่งหากวันนี้การเจรจาของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรมว.กลาโหม หากไืยเสียเปรียบกัมพูชา ขอให้เตรียมตัวไว้เลย“นายอานนท์

จากนั้นชุดเจรจา ได้เข้าพูดคุยกับทางแกนนำ เบื้องต้นกลุ่มขอ ทำกิจกรรม บริเวณหน้าแนวของทางเจ้าหน้าที่ ส่วนเรื่องตัวแทนยื่นหนังสือ ทางกลุ่ม ขอเดินทางเข้ามายื่นจำนวน 10 คน โดยแบ่งเป็นแกนนำ 5 และสื่อของกลุ่มอีก 5  ทางเจ้าหน้าที่ได้อนุญาตให้ทางกลุ่มส่งตัวแทน 10 คน ตามคำร้องขอ  โดยเจ้าหน้าที่ขอให้กลุ่มงด ใช้เครื่องขยายเสียง ขณะทำการประชุม ซึ่งกลุ่มยินดีปฏิบัติตามคำร้องขอของเจ้าหน้าที่ 

ด้าน นายพิชิตไชย กล่าวปราศรัยว่า เรียกร้องออกญากลาโหม นายภูมิธรรม เวชยชัย ที่ก่อนหน้านี้ยืนยันว่าพื้นที่ทับซ้อน ไทย-กัมพูชา เราจะมีทิศทางเน้นหาผลประโยชน์ ก่อนเจรจาเรื่องเขตแดนทับซ้อนกัน ซึ่งสอดคล้องกับ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เคยแสดงความเห็น ดังนั้นการที่รัฐบาลไทยปักธงมุ่งเน้นไปที่ผลประโยชน์ แล้วจะมีการประชุมเรื่องเขตแดนในวันนี้ทำไม คำถามคือไทยคิดเรื่องพื้นที่ทับซ้อนเพื่อหาผลประโยชน์ แล้วแบ่งกับกัมพูชา 50:50 แต่กัมพูชา ไม่ได้คิดอย่างนั้น เขาต้องการรุกคืบเอาปราสาทตาเมือนธมด้วย นี่คือธงและเป้าหมายของรัฐที่แตกต่างกัน เพราะธงของรัฐบาลไทยนั่งทับแต่ผลประโยชน์ ไม่คำนึงถึงอำนาจอธิปไตยของประเทศ

จากนั้นทางกลุ่ม ได้จัดตัวแทน เข้ามายื่นหนังสือต่อ พล.ท.ณัฐพงษ์ เพราแก้ว เจ้ากรมกิจการชายแดนทหาร ผู้แทนผู้บัญชาการทหารสูงสุด 

พล.ท.ณัฐพงษ์ ก่อภายหลังรับหนังสือ ว่า การประชุม GBC ครั้งนี้เป็นระดับที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทั้งหมด  โดยเฉพาะประเด็นที่กระทบความเป็นอยู่ของประชาชน อาทิ ปัญหาหมอกควัน แต่เรื่องที่ไม่ได้พูดคุยในวันนี้ คือเรื่องเขตแดน ซึงจะต้องไปพูดคุยในการประชุม JBC เพราะมีเรื่องเทคนิค ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเวทีนี้เป็นเวทีใช้ในการเจรจา เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี จึงขอชี้แจงกับกลุ่มผู้ชุมนุมและขอยืนยันว่า กองทัพและพวกเราคนไทยทุกคนยึดมั่น ในการรักษาธิปไตยของชาติเป็นอันดับแรก ขอให้กลุ่มผู้ชุมนุมมั่นใจ อย่างไรก็ตามเรื่องที่ยื่นมานี้ตนจะไปมอบให้กับ ผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศบริเวณด้านหน้าโรงแรม รอยัล ออคิด เซอราตัน ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ พล.ต.ต.สามารถ พรหมชาติ ผบก.น.6.  นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ จาก สน. บางรักสน. และสน.พลับพลาไชย 2 จำนวน 40 นาย พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน จำนวน 1 กองร้อย 

นายกฯ เปิดงาน 30 บาทรักษาทุกที่ ขอบคุณ อสม.เป็นสะพานเชื่อมรัฐ-ปชช. ให้เข้าถึงความรู้

นายกฯ เปิดงาน 30 บาทรักษาทุกที่ ขอบคุณ อสม.เป็นสะพานเชื่อมรัฐ-ปชช. ให้เข้าถึงความรู้

นายกฯ เปิดงาน 30 บาทรักษาทุกที่ ขอบคุณ อสม.เป็นสะพานเชื่อมรัฐ-ปชช. ให้เข้าถึงความรู้

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.25 น.

นายกฯ เปิด “30 บาท รักษาทุกที่ อสม.มั่นคง สาธารณสุขเข้มแข็ง เพื่อคนไทยห่างไกล NCDs” เปรียบร่างกายเสมือนบ้านถ้าไม่สะอาดก็อยู่ไม่มีความสุข ขอบคุณ อสม.เป็นสะพานเชื่อมรัฐ-ปชช. ให้เข้าถึงความรู้ 

วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 เวลา 09.30 น. วันที่ 1 พ.ค. ที่อาคารอิมแพ็ค เอ็กซิบิชัน เซ็นเตอร์ ฮอลล์ 9-10 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดโครงการบริการทุกช่วงวัย ด้วยความห่วงใยจากกระทรวงสาธารณสุข “30 บาท รักษาทุกที่ อสม.มั่นคง สาธารณสุขเข้มแข็ง เพื่อคนไทยห่างไกล NCDs” เขตสุขภาพที่ 4 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยมี นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข นายสวรงค์ เทียนทอง รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา นายเดชอิศม์ ขาวทอง รมช.สาธารณสุข น.ส.มนพร เจริญศรี รมช.คมนาคม คณะผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข และอสม.เข้าร่วมกว่า 10,000 คน 

น.ส.แพทองธาร กล่าวเปิดงานว่า ในปัจจุบันนี้ชีวิตของคนไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของพฤติกรรมการกิน การพักผ่อน กิจกรรมต่างๆ ความเคลื่อนไหวของร่างกาย มีคำกล่าวที่ได้ยินกันอยู่แล้วทุกคน ว่าความไม่มีโรคคือลาภอันประเสริฐ อันนี้เป็นเรื่องจริงที่รมว.สาธารณสุขได้กล่าวว่าการที่เราสุขภาพดีขึ้นทำให้เราประหยัดงบประมาณไปด้วย ทำให้เจ้าหน้าที่ ที่คอยดูแลทำให้งานไม่หนักจนเกินไปด้วย แต่ความจริงแล้วพวกเราทุกคนไม่ว่าจะเป็นใคร อาชีพใดก็ตาม ถ้าร่างกายแข็งแรงนั่นคือความสุขที่แท้จริง  เขาบอกว่าร่างกายก็เหมือนกับบ้านของเรา ถ้าบ้านของเราสะอาด บ้านของเราปลอดภัย เราก็จะสามารถอยู่ได้อย่างมีความสุข ร่างกายของเราก็เช่นกัน ถ้าร่างกายของเราไม่มีโรค แข็งแรง ออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ เราก็จะมีแรง มีศักยภาพในการทำงานต่อไปในอนาคต ซึ่งเรื่องนี้เองรัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอย่างมากที่อยากให้คนไทยทุกคนแข็งแรง 

นายกฯ กล่าวว่า อย่างแรกต้องดูก่อนว่าสิ่งที่เราบริโภคเข้าไปมีประโยชน์หรือมีโทษกับร่างกายอย่างไร เราจะเห็นได้ว่าโรคNCDsเป็นโรคที่ไม่ติดต่อเรื้อรัง แต่มีคนเสียชีวิตจากโรคพวกนี้มาก จนสาธารณสุขได้มีข้อดำเนินการปฏิบัติออกไปทำให้มีตัวเลขผู้เสียชีวิตน้อยลง และพี่น้องคนไทยเองรู้จักวิธีการรักษาสุขภาพของตัวเองดีมากขึ้น นี่เป็นต้นทุนที่สำคัญของประเทศ เพราะทุกคนแข็งแรง มีศักยภาพ ประเทศชาติก็มีโอกาสในการที่จะก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงได้ดียิ่งขึ้น 

นายกฯ กล่าวว่า วันนี้ตนขอเน้นย้ำอีกครั้งว่าการสื่อสารและการให้ความรู้ในเรื่องการป้องกันโรค ในเรื่องการปฏิบัติตัวให้พ้นจากการเริ่มเป็นโรคตั้งแต่แรกมีส่วนสำคัญ ต้องขอขอบคุณทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะราชการ แพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่สาธารณสุข และพี่น้อง อสม. ที่เป็นด่านหน้าให้รัฐบาลได้สามารถติดต่อกับพี่น้องประชาชนได้ ให้ประชาชนได้เข้าใจว่ารัฐบาลมีความต้องการที่จะให้พี่น้องประชาชนแข็งแรง เพื่อที่จะมีศักยภาพในการช่วยกันพัฒนาประเทศต่อไป ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ตนทราบว่าทุกคนทำงานอย่างหนักเพื่อให้นโยบายเหล่านี้บรรลุผลและทำให้พี่น้องคนไทยทุกคนมีสุขภาพที่ดี ต้องขอขอบคุณมากที่ทำงานกันอย่างหนักทุกภาคส่วน ที่สำคัญเราต้องมีการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้ด้วยหลังจากที่มีความรู้ หลังจากที่เข้าใจเรื่องราวของสุขภาพมากยิ่งขึ้น การเข้าถึงบริการสาธารณสุขเป็นสิ่งที่สำคัญมาก และอยากให้ทุกคนสามารถเข้าถึงบริการได้ โดยที่ไม่รู้สึกว่าต้องเดินทางไกลมากหรือการที่จะเอายานิดหน่อยง่ายๆเป็นเรื่องที่ไกลเกินไปทำได้ยาก อยากให้มีการลดช่องว่างตรงนี้ลง ซึ่งในหลายจังหวัดได้มีการส่งยาถึงที่ มีเทเลเมดิซีน (การแพทย์ทางไกล) เข้ามาทำให้ทุกคนเข้าถึงการรักษา เข้าหาคุณหมอได้ง่ายยิ่งขึ้น 

นายกฯ กล่าวว่า ที่สำคัญต้องขอบคุณพี่น้อง อสม. ที่ขับเคลื่อนโครงการของสาธารณสุขมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเรื่องการให้ความรู้ การดูแลชุมชน เป็นสะพานเชื่อมระหว่างรัฐกับประชาชน ซึ่งเป็นบทบาทที่สำคัญอย่างมากที่จะให้พี่น้องประชาชนได้เปลี่ยนพฤติกรรม ได้เข้าใจเรื่องของสุขภาพมากยิ่งขึ้น อยากให้พวกเราทุกคนร่วมแรงร่วมใจกันสื่อสารข้อความ ความรู้ที่สำคัญเหล่านี้ไปถึงทุกคนทุกพื้นที่ ทำให้คนไทยของเรามีร่างกายที่แข็งแรงมากยิ่งขึ้น ต้องขอขอบคุณทุกคนอีกครั้งที่ร่วมกันทำงานอย่างบูรณาการ ทุกนโยบายของรัฐบาลอาศัยทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการ เพื่อให้นโยบายต่างๆส่งถึงมือพี่น้องประชาชนอย่างทั่วถึงทั่วประเทศ

จากนั้นนายกฯถ่ายภาพร่วมกับผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข ถ่ายภาพกับ อสม. ก่อนเยี่ยมชมนิทรรศการภายในงาน และได้มอบเครื่องช่วยฟังให้กับผู้สูงอายุ 

นายกฯ เมินตอบขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท รับวันแรงงานแห่งชาติ

นายกฯ เมินตอบขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท รับวันแรงงานแห่งชาติ

นายกฯ เมินตอบขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท รับวันแรงงานแห่งชาติ

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.08 น.

วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 ที่อิมแพ็คเมืองทอง น.ส.แพทองธาร​ ชินวัตร​ นายกรัฐมนตรี  ปฏิเสธการให้สัมภาษณ์ ถึงกรณีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท เป็นข่าวดีให้กับแรงงาน เนื่องในวันแรงงานแห่งชาติ

โดยนายกรัฐมนตรีได้หันไปรับไหว้ อสม. ที่มารอส่งขึ้นรถกลับทำเนียบรัฐบาล หลังเสร็จภารกิจเปิดงานโครงการบริการทุกช่วงวัย ด้วยความห่วงใยจากกระทรวงสาธารณสุข “30 บาท รักษาทุกที่ อสม.มั่นคง สาธารณสุขเข้มแข็ง เพื่อคนไทยห่างไกล NCDs” เขตสุขภาพที่ 4 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568​

‘ภูมิธรรม’ต้อนรับรมว.กลาโหมกัมพูชา ตร.ตรึงกำลังหวั่น คปท. บุกประชุม’จีบีซีไทย-กัมพูชา’

'ภูมิธรรม'ต้อนรับรมว.กลาโหมกัมพูชา ตร.ตรึงกำลังหวั่น คปท. บุกประชุม'จีบีซีไทย-กัมพูชา'

‘ภูมิธรรม’ต้อนรับรมว.กลาโหมกัมพูชา ตร.ตรึงกำลังหวั่น คปท. บุกประชุม’จีบีซีไทย-กัมพูชา’

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.00 น.

‘ภูมิธรรม’ ต้อนรับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ในโอกาสเยือนไทย และ ประชุม จีบีซี ไทย – กัมพูชา ครั้งที่ 17 สานต่อความสัมพันธ์ ส่งเสริมเศรษฐกิจชายแดน กระชับความร่วมมือแก้ปัญหาคอลเซนเตอร์ 

เมื่อวันที่ 1 พ.ค.68 ที่กระทรวงกลาโหม นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลโหม ให้การต้อนรับ พล.อ.เตีย เซ็ยฮา รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมราชอาณาจักรกัมพูชา ในฐานะประธานคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee : GBC) กัมพูชา – ไทย และคณะ ในโอกาสเดินทางมาเยือนประเทศไทย อย่างเป็นทางการในฐานะแขกของกระทรวงกลาโหม เพื่อเข้าร่วมประชุม GBC ไทย – กัมพูชา ครั้งที่ 17 ระหว่างวันที่ 30 เม.ย. – 1 พ.ค.68 

โดยนายภูมิธรรม และ พล.อ.เตีย เซ็ยฮา ร่วมพิธีตรวจแถวกองทหารเกียรติยศผสมสามเหล่าทัพ ที่กระทรวงกลาโหม พร้อมพบหารือกัน  ก่อนที่ทั้ง 2 ประเทศ ร่วมประชุม GBC ไทย – กัมพูชา ครั้งที่ 17 ที่ โรงแรมรอยัล ออคิด เซอราตัน ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ

สำหรับการประชุม จีบีซี.ไทย-กัมพูชา ที่มี รมว.กลาโหมไทยและ กัมพูชาเป็นประธาน มีวาระหารือแนวทางประสานความร่วมมือในการดูแลความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนเป็นไปด้วยดี 

ทั้งมิติด้านความมั่นคงเช่น การแก้ปัญหายาเสพติด อาชญากรรมปัญหาคอลเซนเตอร์ และมิติทางด้านเศรษฐกิจชายแดน เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนทั้ง 2 ประเทศ

ขณะที่เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ได้ประสานมายัง กองบัญชาการกองทัพไทย ซึ่งเป็นฝ่ายเลขานุการฯ ของ จีบีซี เพื่อยื่นหนังสือทวงถามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทเรื่องเขตแดน รวมถึงแนวทางการยกเลิก MOU 44  

โดยมีการจัดพื้นที่ใกล้เคียงสถานที่จัดประชุม เพื่อรับหนังสือข้อเรียกร้อง รวมทั้งชี้แจงถึงกลไกเจรจาเรื่องเขตแดนที่กระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้รับผิดชอบ

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศบริเวณด้านหน้าโรงแรม รอยัล ออคิด เซอราตัน ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ พล.ต.ต.สามารถ พรหมชาติ ผบก.น.6.  นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ จาก สน. บางรักสน. และสน.พลับพลาไชย 2 จำนวน 40 นาย พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน จำนวน 1 กองร้อย 

‘หมอวรงค์’ตั้งคำถาม? ต่างชาติจาบจ้วงสถาบันฯ ทำไมนักการเมืองไทย ไปปกป้องต่างชาติ แถมชักศึกเข้าบ้าน

'หมอวรงค์'ตั้งคำถาม? ต่างชาติจาบจ้วงสถาบันฯ ทำไมนักการเมืองไทย ไปปกป้องต่างชาติ แถมชักศึกเข้าบ้าน

‘หมอวรงค์’ตั้งคำถาม? ต่างชาติจาบจ้วงสถาบันฯ ทำไมนักการเมืองไทย ไปปกป้องต่างชาติ แถมชักศึกเข้าบ้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.56 น.

‘น.พ.วรงค์’ถามนักการเมืองไทย ต่างชาติจาบจ้วงสถาบันฯ ทำไมไปปกป้องต่างชาติ แถมชักศึกเข้าบ้าน

วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 น.พ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี โพสต์เฟซบุ๊กสั้นๆ ระบุว่า  ต่างชาติจาบจ้วงสถาบันฯ ทำไมนักการเมืองไทย ไปปกป้องต่างชาติ แถมชักศึกเข้าบ้าน

ตั้งโจทย์ผิด ชีวิตเปลี่ยน! ‘อดีตนักการทูต’ สรุป ‘ศาลาไทย’ ในเอ็กซ์โป 2025 พลาดเรื่องใดบ้าง?

ตั้งโจทย์ผิด ชีวิตเปลี่ยน! 'อดีตนักการทูต' สรุป 'ศาลาไทย' ในเอ็กซ์โป 2025 พลาดเรื่องใดบ้าง?

ตั้งโจทย์ผิด ชีวิตเปลี่ยน! ‘อดีตนักการทูต’ สรุป ‘ศาลาไทย’ ในเอ็กซ์โป 2025 พลาดเรื่องใดบ้าง?

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.37 น.

‘บุญญ์พัชรเกษม’ อดีตนักการทูต ลั่น ‘ศาลาไทย’ ในเอ็กซ์โป 2025 ตั้งโจทย์ผิด ชีวิตเปลี่ยน ชี้ผิดพลาดเรื่องใดบ้าง

วันที่ 1 พฤษภาคม 2568  จากกรณีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโซเชียลต่อการจัดสร้าง “อาคารนิทรรศการไทย” หรือ ศาลาไทย (Thailand Pavilion) ในงานนิทรรศการโลก World Expo 2025 Osaka Kansai จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน – 13 ตุลาคม 2568 ณ นครโอซากา ประเทศญี่ปุ่น โดยกระทรวงสาธารณสุขเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบในการเข้าร่วมงานดังกล่าว 

ล่าสุด นายบุญญ์พัชรเกษม เสริมวัฒนากุล อดีตข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ ผู้ผลิตสารคดีเทิดพระเกียรติ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ถึงเรื่องดังกล่าวว่า  Thai Pavilion in Expo 2025 Osaka ว่า ศาลาไทย..ตั้งโจทย์ผิด..ชีวิตเปลี่ยน

ขอสมมุติให้ตัวเองเป็นคนดูที่พอมีความรู้และประสบการณ์ในการเห็นมาเยอะ คงพอจะวิพากษ์เชิงวิชาการโดยยึดโยงกับทฤษฎีในการนำเสนองานวัฒนธรรมของ Alexander Vuving ที่มีองค์ประกอบด้วย 3 ประการ คือ Beauty, Brilliance และ Benignity ซึ่งน่าจะเป็นแนวคิดหลักในการสร้างซอฟต์พาวเวอร์ผ่านงานด้านวัฒนธรรมในการส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีโลก

ก่อนอื่นใดคงต้องมาดูคำศัพท์และความหมายขององค์ประกอบทั้ง 3 ประการเพื่อเป็นกรอบอ้างอิงในการวิพากษ์ กล่าวคือ Beauty แปลตรงตัวคือ ความงดงาม หรือขยายความให้ตรงประเด็นคือ เสน่ห์ความงาม เพราะบางสิ่งบางอย่างจะมองว่างดงามก็เป็นอัตวิสัย ต่างคนต่างใจ ต่างคนต่างคิด แต่ถ้าหลายคนมองความงดงามแล้วเห็นพ้องต้องกันว่ามีความงดงามเหมือนกัน นั่นน่าจะเป็นเพราะเป็นความงดงามที่น่าประทับใจโดยรวม มีเสน่ห์ในความงดงาม จึงน่าจะตรงกับคำว่า Beauty ในบริบททางวัฒนธรรม

เพราะสิ่งนั้นประการนั้นสามารถสื่อถึงความสวยงามของศิลปะ วัฒนธรรม หรือรูปแบบการแสดงที่ตรึงใจผู้ชม #Brilliance แปลตรงคำคือ ความฉลาดเฉลียว แต่เมื่อนำมาตีความในบริบทด้านการจัดงานด้านวัฒนธรรม น่าจะหมายถึง ความเปล่งประกายทางปัญญา #เสน่ห์ภูมิปัญญา หมายถึง สามารถสื่อถึงความลึกซึ้ง ฉลาด นวัตกรรมทางวัฒนธรรม หรือความคิดสร้างสรรค์ที่น่าทึ่ง น่าประทับใจและน่าจดจำ

Benignity หากแปลตามพจนานุกรมคือ ความเมตตา หรือหมายถึง ความเอื้อเฟื้อโอบอ้อมอารี ก็อาจดูว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับงานวัฒนธรรม แต่ถ้ามองบริบทของการจัดงานด้านวัฒนธรรมแล้ว หากงานนั้นๆ สามารถสื่อถึงความอบอุ่น มิตรภาพ และความปรารถนาดี ผ่านเนื้องานด้านวัฒนธรรม คำๆ นี้น่าจะตรงกับคำว่า #เสน่ห์ความเป็นไทย เห็นปุ๊บชัดปั๊บ เห็นรอยยิ้มสยามทันที และจะสามารถสื่อถึงระบุตำแหน่งภูมิภาคหรือพื้นที่บน #แผนที่โลกวัฒนธรรม ได้ทันทีเช่นกัน

กลับมาเข้าเรื่องเมื่อมีแนวคิดไว้ให้จับมั่นในการวิพากษ์ศาลาไทย Thai Pavilion ในงาน Expo 2025 Osaka ซึ่งโดนวิพากษ์วิจารณ์อย่างแรงจนกลายเป็นกระแสในไวรอลว่า ยังไม่สะท้อนภาพลักษณ์ของประเทศไทยในมิติที่ดีที่สุด ตามแนวคิดของ Vuving ด้วยเหตุผลสำคัญหลายประการ คือ:

1. เนื้อหาในการนำเสนอขาดเอกลักษณ์ของเสน่ห์ความงาม ที่แท้จริงในแบบความเป็นไทยแม้ว่าแนวคิดในการออกแบบศาลาไทยยังคงมีโครงสร้างแบบแผนสถาปัตยกรรมไทยประยุกต์และแนวคิดการใช้กระจกสะท้อนตัวอาคารก็ยังไม่สามารถสื่อได้ประจักษ์ ยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับศาลาหรือพาวิเลียนของชาติอื่นๆ โดยเฉพาะในชาติอาเซียน

การนำเสนอรูปแบบของไทยเหมือนย้อนยุค ในขณะที่ธีมของงานเป็นการออกแบบเพื่ออนาคต ดังนั้นจึงไม่สามารถถ่ายทอดเสน่ห์ของศิลปวัฒนธรรมไทยอย่างลุ่มลึกหรือมีความร่วมสมัยที่น่าจดจำหรือโดดเด่นกว่าของประเทศอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงรูปแบบและเนื้อหาในการจัดแสดงงานด้านใน ซึ่งเป็นปัญหาหนักสุด เพราะ Media Execution ขาดการออกแบบสื่อภูมิปัญญาไทยเพื่อนำเสนอเนื้อหาให้ชัดเจนได้ ขาดความคิดสร้างสรรค์และสื่อเทคโนโลยีที่ทันสมัยสำหรับอนาคต

และสำคัญที่สุดคือ ขาดการมีส่วนร่วมจากผู้ชมเลย เนื้องานแทบไม่เปิดโอกาสให้มี #interactive นอกจากการดูและฟังเท่านั้น มีการจับต้องบ้างแต่ไม่ “ว้าว” เมื่อเทียบกับสื่อและเทคนิคการนำเสนองานของชาติอื่นๆ

ดังนั้น ผู้ชมสามารถเดินผ่านทุกอย่างได้หากไม่ถูกกำหนดให้กักตัวชมสื่อไว้ จะใช้เวลาเดินผ่านไม่เกิน 2 นาทีและไม่มีอะไรน่าจดจำ สื่อที่นำมาใช้ในการนำเสนอก็ล้าสมัย ขาดการออกแบบในการนำเสนอที่ลุ่มลึก สาระและสื่อที่ใช้ในส่วนนี้ที่สอบตกที่สุดและขาดมากที่สุด คือ ขาดการออกแบบสร้างสรรค์ ที่ละเอียดลึกซึ้ง อะไรคือ เนื้อหาหลัก หรือ key message ที่จะบอกคนดู ที่จะบอกโลก จึงไม่แปลกใจที่ทำให้เกิดการวิจารณ์เป็นไวรอลว่า ดีไซน์เอกชน “คอนเทนต์ราชการ” เพราะ content creator มือไม่ถึง ทำให้งานสื่อที่ผลิตออกมาไม่ตรงปก ตีโจทย์ไม่แตกละเอียด ไม่ตรงประเด็นกับธีมงานหลักและของงานศาลาไทย

และที่สำคัญ คือ มีอาการขาดตกหล่นของเสน่ห์ความเป็นไทย ที่สมควรน่าจดจำและการบอกต่อที่ดี ที่มีที่เห็นและที่เป็นจึงกลายเป็นตีโจทย์ผิดชีวิตเปลี่ยนไป

2. ศาลาไทยยังไม่สะท้อนความเฉลียวฉลาด ไม่มีการขยายความหรือเนื้อหาเหมือนกับสัญลักษณ์ #เฉลว ที่มีลักษณะเป็นตอกสานคล้ายรูปดาวแฉก ซึ่งเป็นสัญญลักษณ์ที่นำมาพาความโชคดีมาให้ ทั้งยังช่วยปัดเป่าโชคร้าย สมัยก่อนมักจะปักไว้ตามหม้อยา หรือบางพื้นที่ก็ใช้ปักไว้ตามไร่นา

ซึ่งหากเดินเข้าไปในศาลาไทย จะบอกแค่ว่ามาสคอตชื่อเฉลว หลังจากนั้นก็ไม่ได้มีการกล่าวถึงหรือสอดคล้องกับความหมายของเฉลวอีกเลย ไม่ได้นำเสนอศักยภาพด้านนวัตกรรมของภูมิปัญญาไทยที่นำเสนอให้ทันสมัยและน่าติดตาม ทั้งที่ในแวดวงวิชาการระดับนานาชาติ ประเทศไทยมีความก้าวหน้าอย่างมากในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ แต่ศาลาไทยยังเน้นภาพจำแบบเดิมๆ เช่น การแตะเบาๆ กับเรื่องการท่องเที่ยว อาหาร และรอยยิ้ม มากกว่าการชูจุดแข็งด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์หรือ Deep Tech สำหรับประชากรในโลกอนาคต

3. ยังไม่สามารถถ่ายทอด “เสน่ห์ความเป็นไทย” หรือซอฟต์พาวเวอร์ของคนไทยให้สัมผัสได้อย่างลึกซึ้ง บริบทของ Soft Power ไม่ได้อยู่แค่คำว่า สวัสดี ไม่เป็นไร ขอบคุณ หรือยิ้มสยามเพียงอย่างเดียว แต่ต้องรวมถึง #storytelling คือ เรื่องราว แรงบันดาลใจ และประสบการณ์ที่สามารถส่งต่อคุณค่าของความเป็นมนุษย์ในโลกอนาคตได้

กล่าวโดยสรุป ศาลาไทยใน Expo 2025 Osaka ยังมีจุดอ่อนในเรื่องการเชื่อมโยงแนวคิด Beauty, Brilliance, และ Benignity ยังขาดเสน่ห์ความงาม เสน่ห์ภูมิปัญญา และเสน่ห์ความเป็นไทย ไม่ผ่าน กระบวนการออกแบบสร้างสรรค์อย่างลึกซึ้ง ขาดเทคนิคการร้อยเรียงและการเล่าเรื่องสาระเนื้อหาอย่างแยบยล และน่าจะต้องมีกลยุทธ์ในการให้ผู้ชมทุกกลุ่มทุกชนชาติได้มีประสบการณ์ร่วมที่น่าประทับใจมากกว่านี้

หากสามารถนำแนวคิดของ Vuving มาปรับใช้ได้อย่างลงตัวมากกว่านี้ จะช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีโลกได้อย่างมีพลังสร้างสรรค์ได้มากขึ้นเพื่อคำว่า #เสน่ห์ไทย หรือ Thai SoftPower

หากเริ่มตั้งโจทย์ตั้งไข่ที่ใช่ ต้องระลึกเสมอว่า Soft Power ไม่ใช่เป็นเรื่องผลงาน แต่คือเรื่อง #กระบวนการสร้างสรรค์อย่างแยบยล หากทำได้ยังไงเสน่ห์ไทยก็เลอเลิศสู้ชาติอื่นได้สบายๆ..เสียงเพลงพี่เบิร์ด ดังลอยมาให้ได้ยินทันที

เขียนไปบ่นไปแล้วก็ยืดยาวเช่นเคย

เขียนเองถ่ายเองนักเลงพอ #jengwirlai2025

‘พิชัย’ขึ้นเวทีใหญ่ ‘Mission Thailand ภารกิจพลิกฟื้น ศก.’ มั่นใจเจรจาสหรัฐฯ สำเร็จ

'พิชัย'ขึ้นเวทีใหญ่ 'Mission Thailand ภารกิจพลิกฟื้น ศก.' มั่นใจเจรจาสหรัฐฯ สำเร็จ

‘พิชัย’ขึ้นเวทีใหญ่ ‘Mission Thailand ภารกิจพลิกฟื้น ศก.’ มั่นใจเจรจาสหรัฐฯ สำเร็จ

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.24 น.

“พิชัย” ขึ้นเวทีใหญ่ “Mission Thailand ภารกิจพลิกฟื้นเศรษฐกิจ” มั่นใจเจรจาสหรัฐฯ สำเร็จ ดันส่งออกไทยโตต่อเนื่อง

วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (รมว.พณ.) เข้าร่วมเวทีสัมมนา TNN 16 Dinner Talk “Mission Thailand ภารกิจพลิกฟื้นเศรษฐกิจ” ณ โรงแรมวอลดอร์ฟ แอสโทเรีย กรุงเทพฯ ช่วงค่ำวันที่ 30 เมษายน 2568 เพื่อร่วมถ่ายทอดวิสัยทัศน์การพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย โดยมีนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษ และตัวแทนรัฐบาลตอบคำถามจากภาคเอกชนในช่วง “เอกชนถาม รัฐบาลตอบ”

ในเวทีเสวนา นายพิชัยร่วมกับ ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยฯ กล่าวถึงความกังวลของภาคเอกชนต่อนโยบายการค้าและมาตรการด้านภาษีของสหรัฐฯ โดยนายพิชัย ย้ำว่ารัฐบาลติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด โดยตนในฐานะทีมเจรจา ยืนยันว่าได้มีการติดต่อกับนายจามิสัน กรีเออร์ (Jamieson Greer) ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) มาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคมปีที่แล้ว

“ขอให้มั่นใจ ทีมของรัฐบาลโดยท่านพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ทีมกระทรวงพาณิชย์ที่นำโดยท่านปลัดวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ และผม ทำงานกันหนัก มีรายละเอียดการเจรจาทุกขั้นตอน เชื่อว่า ไทยกับสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์กันมายาวนาน จะหาทางออกที่เป็นประโยชน์ร่วมกันได้แน่นอน และมั่นใจว่าจะสามารถเจรจาได้สำเร็จ“ 

รมว.พาณิชย์ ยังระบุว่า ขณะนี้บริษัทสหรัฐฯ รายใหญ่ เช่น  Western Digital, Seagate และบริษัทอื่นๆ ซึ่งลงทุนในไทย ได้เข้าหารือและให้ข้อมูลเพื่อช่วยไทยเตรียมข้อเสนอที่ชัดเจน ไทยไม่ได้อยู่ใน 10 อันดับแรกของผู้ส่งออกสินค้าที่ได้รับผลกระทบ การเจรจาจึงง่ายขึ้น และจะดำเนินการให้สำเร็จโดยเร็ว โดยในวิกฤตนี้ ไทยยังมีโอกาสช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดจากประเทศอื่นในสินค้าบางรายการ เช่น ถุงมือยาง ยางรถยนต์ ผลิตภัณฑ์จากยาง ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ยานยนต์ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ผลไม้แปรรูป ที่ไทยสามารถเพิ่มยอดส่งออกได้

สำหรับมาตรการป้องกันปัญหาสินค้าสวมสิทธิ์แหล่งกำเนิด ขณะนี้กระทรวงพาณิชย์กำลังเข้มงวดการออกเอกสารรับรองถิ่นกำเนิด (Certificate of Origin) เพื่อให้สินค้าที่ส่งออกเป็นสินค้าจากไทยจริง ไม่ใช่สินค้านำเข้ามาเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยแล้วส่งออก ได้มอบหมายให้กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์เป็นหน่วยงานออกหนังสือรับรอง Form C/O สำหรับสินค้าเฝ้าระวังไปสหรัฐฯ เพียงหน่วยงานเดียว 

และท่านนายกฯ ได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาสินค้าและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมายโดยเฉพาะการลักลอบนำเข้าสินค้าต่างชาติผิดกฎหมายที่ไม่ผ่านมาตรฐาน โดยมอบหมายให้ตนเป็นประธาน รัฐบาลได้จับกุมสินค้าผิดกฎหมายแล้วกว่า 29,675 คดี มูลค่า 1,796 ล้านบาท และดำเนินคดีเกี่ยวกับนอมินีไปแล้ว 852 ราย คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย 15,188 ล้านบาท

ในด้านความคืบหน้าการเปิดตลาดการค้าเสรี (FTA) นายพิชัยเผยว่า ปีนี้ไทยลงนาม FTA ไปแล้ว 2 ฉบับ คือ ไทย–เอฟตา และไทย–ภูฏาน โดยตั้งเป้าเร่งปิดการเจรจา FTA ไทย–อียู ให้สำเร็จภายในสิ้นปีนี้ รวมถึง FTA อื่น ๆ เช่น ไทย–เกาหลีใต้ ไทย–ยูเออี และอาเซียน–แคนาดา

นายพิชัย กล่าวทิ้งท้ายว่า การส่งออกไทยยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยในปี 2567 ขยายตัว 5.4% มูลค่า 300,529.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ ทะลุ 10 ล้านล้านบาท สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ และไตรมาสแรกของปี 2568 ขยายตัว 15.2% โดยตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารประเทศในช่วงเวลา 6 เดือน การส่งออกไทยโตอย่างต่อเนื่องขยายตัวเฉลี่ยถึง 12.9% สะท้อนความเข้มแข็งของการส่งออกไทยที่เติบโตมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพราะผลกระทบจากภาษีทรัมป์อย่างเดียว

 และรัฐบาลพร้อมเดินหน้าเพิ่มขีดความสามารถส่งออกในอุตสาหกรรมอนาคต เช่น PCB เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า AI และ Data Center โดยจะร่วมมือใกล้ชิดกับภาคเอกชนในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยให้เติบโตยั่งยืน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดโลกต่อไป