‘อดีตสว.ดิเรกฤทธิ์’ลั่นกรณีนักโทษชั้น 14 รพ.ตร.ยังไม่จบ แถมอาการหนักกว่าเดิมอีก

'อดีตสว.ดิเรกฤทธิ์'ลั่นกรณีนักโทษชั้น 14 รพ.ตร.ยังไม่จบ แถมอาการหนักกว่าเดิมอีก

‘อดีตสว.ดิเรกฤทธิ์’ลั่นกรณีนักโทษชั้น 14 รพ.ตร.ยังไม่จบ แถมอาการหนักกว่าเดิมอีก

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.14 น.

‘อดีตสว.ดิเรกฤทธิ์’บอกใครว่า กรณีนักโทษชั้น 14 รพ.ตร.จบแล้ว เพราะศาลฎีกาฯไม่รับคำร้องของคุณชาญชัยฯ ชี้ยังไม่จบ! แถมผู้ถูกกล่าวหายังอาการหนักกว่าที่คิดอีก

วันที่ 1 พฤษภาคม 2568  ดร.ดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม ประธานสถาบันสุจริตไทย และอดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า  ใครว่า กรณีนักโทษชั้น 14 รพ.ตร.จบแล้ว เพราะศาลฎีกาฯไม่รับคำร้องของคุณชาญชัยฯ เมื่อ 30 เมย.68

ไม่จบนะครับ แถมผู้ถูกกล่าวหายังอาการหนักกว่าที่คิดอีกด้วย

เพราะความปรากฏต่อศาลแล้วว่าอาจมีการกระทำที่ไม่เป็นไปตามคำบังคับของศาล(มีคนไม่ถูกจำคุกจริง)ศาลจึงใช้อำนาจและความเห็นของศาลเอง(ไม่ยึดตามคำร้องและคำขอของคุณชาญชัยฯ)เรียกไต่สวนหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมจากผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายในทุกขั้นตอน ก่อนจะมีคำวินิจฉัยและมีคำสั่งหรือคำบังคับอย่างใดต่อไป

007

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘ดร.ธีร์รัฐ’ชื่นชมคำสั่งศาลฎีกา ปมไต่สวน’ทักษิณ’ คำนึงถึงประโยชน์แห่งความยุติธรรม ใช้อำนาจเหมาะสม

‘ดร.ธีร์รัฐ’ชื่นชมคำสั่งศาลฎีกา ปมไต่สวน’ทักษิณ’ คำนึงถึงประโยชน์แห่งความยุติธรรม ใช้อำนาจเหมาะสม

'ดร.ธีร์รัฐ'ชื่นชมคำสั่งศาลฎีกา ปมไต่สวน'ทักษิณ' คำนึงถึงประโยชน์แห่งความยุติธรรม ใช้อำนาจเหมาะสม

‘ดร.ธีร์รัฐ’ชื่นชมคำสั่งศาลฎีกา ปมไต่สวน’ทักษิณ’ คำนึงถึงประโยชน์แห่งความยุติธรรม ใช้อำนาจเหมาะสม

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 08.48 น.

วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 ดร.ธีร์รัฐ บุนนาค ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอาญากรุงเทพใต้ โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า  “ศาลฎีกาไม่พิจารณาคำร้อง คดีคุณทักษิณ”

ข่าวเดิมมีอยู่ว่า อดีตนายกรัฐมนตรี คุณทักษิณ ชินวัตรที่หลบหนีคดีไปต่างประเทศ ได้เดินทางกลับมารับสารภาพและยอมรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาศาลฎีกา แต่พอเรือนจำรับตัวในฐานะนักโทษที่ศาลพิพากษาเด็ดขาดแล้ว  เรือนจำเห็นว่าอดีตนายกฯป่วย จึงได้ส่งไปรักษาตัวในโรงพยาบาลตำรวจ ยังไม่ต้องเข้ารับโทษในเรือนจำ

ระหว่างรักษาพยาบาล คุณทักษิณก็ยื่นคำร้องผ่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้ทูลเกล้าเรื่องขอพระราชทานอภัยโทษเป็นการเฉพาะราย จนได้รับพระเมตตาจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานลดโทษจำคุกตามคำพิพากษาให้น้อยลง 

คุณทักษิณยังไม่ทันได้รับโทษจำคุกตามที่ได้รับจากการทูลเกล้า เพราะยังไม่หายป่วย รักษาตัวในโรงพยาบาลต่อไป จนล่วงเลยเวลารับโทษจำคุกตามคำพิพากษาที่ได้รับพระราชทานมาแล้ว จนกระทั่งแพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้  เรือนจำน่าจะถือว่า การรักษาตัวในโรงพยาบาลนั้นอยู่ในอำนาจควบคุมของเรือนจำ จึงถือว่าคุณทักษิณรับโทษจำคุกแล้วนั่นเอง

ต่อมา มีนักการเมืองคนหนึ่งไม่เห็นด้วยกับเรือนจำที่ปล่อยตัว และพักโทษให้คุณทักษิณทั้งที่ยังไม่ได้รับโทษจำคุกตามจริง เขายื่นคำร้องให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่มีคำพิพากษาจำคุกนั้น เรียกไต่สวน เพื่อให้เรือนจำนำตัวคุณทักษิณกลับเข้ารับโทษจำคุกในเรือนจำ

เรื่องแบบนี้ เคยเกิดมาแล้วหลายครั้ง เช่น มีคดีทางการเมืองพัวพันมาตรา 112 เจ้าหน้าที่รัฐยื่นคำร้องขอศาลให้บล็อกเวปไซต์ที่เผยแพร่ข้อมูลที่น่าจะเป็นความผิดต่อความมั่นคง ตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์  ศาลจึงเรียกไต่สวนเจ้าหน้าที่รัฐ ตามมาตรา 20 เฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐเท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องปกติในคดีอาญา เพราะเป็นเรื่องระหว่างศาลกับเจ้าหน้าที่รัฐผู้ยื่นคำร้อง  เหมือนกับการขอศาลออกหมายจับ หมายค้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หรือสั่งอนุญาตให้เข้าถึงข้อมูลในโทรศัพท์มือถือ ตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์  คนที่จะถูกจับ ถูกขัง แอบรู้มา เลยรีบมายื่นคำร้องคัดค้าน ไม่ได้ เพราะเป็นการไต่สวนก่อนรัฐใช้อำนาจสืบสวนสอบสวนในคดีอาญา ที่กระทบสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามหลัก Due Process of Law หรือหลักนิติธรรม  คนอื่นไม่เกี่ยว ต่างจากการไต่สวนในคดีแพ่งที่เป็นเรื่องของเอกชนที่ต้องรักษาผลประโยขน์กันเอง จึงต้องฟังความทุกฝ่าย และต้องสอบถามอีกฝ่ายว่าจะคัดค้านหรือไม่

ต่อมาคดีนั้น ศาลมีคำสั่งให้บล็อกเว็บไซต์ เรื่องก็น่าจะจบ เพราะหลัก Due Process ในเรื่องนี้ ไม่มีกฎหมายให้อุทธรณ์คำสั่งศาลได้ แต่มีอดีตนักการเมืองคนหนึ่งยื่นคำร้องให้ศาลไต่สวนตนเองและเจ้าหน้าที่รัฐในคดีบล็อกเว็บไซต์ใหม่  ศาลชั้นต้น ก็รับคำร้อง นัดไต่สวนให้ ต่อมาศาลเปลี่ยนคำสั่งใหม่เป็น ยกคำร้องเจ้าหน้าที่รัฐ และไม่บล็อกเว็บไซต์นั้น จึงมีการอุทธรณ์คดีไปยังศาลอุทธรณ์ ดูวุ่นวายไปหมด

ประเด็นที่น่าคิดในเรื่องคดีคุณทักษิณนี้ คือ ไม่ใช่คู่ความในคดี จะมีสิทธิยื่นคำร้องในคดีได้มั้ย เช่น คดีแตงโม เอกชนไม่ใช่ทายาทของผู้ตาย แม้ไม่เห็นด้วยกับคดี ก็ไม่มีสิทธิยื่นฟ้อง หรือขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ 

อันนี้ชัดเจน ทราบกันดีอยู่แล้วในหมู่นักกฎหมาย ไม่เกี่ยวข้อง ไม่มีกฎหมายให้อำนาจ ย่อมไม่มีสิทธิเข้ามายุ่งเกี่ยวในคดี ถ้ายื่นเข้ามา ศาลก็ต้องยกคำร้อง

ที่น่าคิดในแง่วิชาการมากกว่านั้น  มากกว่าที่กฎหมายบัญญัติไว้ ก็คือ ถ้าข้อมูลของบุคคลภายนอกน่าสนใจ อาจมีผลเกี่ยวกับคดี ศาลจะทำอะไรได้บ้าง และถ้าเป็นประโยชน์ต่อสังคม ทำอย่างไรให้ข้อมูลนั้นเข้าสู่ศาล

เรื่องแบบนี้ เข้ามาสู่หู สู่ตา สู่ความรับรู้ของผู้เขียนหลายเรื่อง สมัยนั้น ผู้เขียน เห็นเป็นการส่วนตัวว่า ศาลยกคำร้องนั้นถูกแล้ว แต่ก็ควรพิจารณาเนื้อหาของคำร้องนั้นด้วย ถ้าไร้สาระ ไม่เป็นประโยชน์ ก็ปล่อยไป ถ้าเห็นว่า มีสาระ อาจมีผลกระทบต่อการวินิจฉัยคดี ศาลก็มีอำนาจเรียกไต่สวนเจ้าหน้าที่หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องได้ แต่ไม่ใช่รับคำร้อง แล้วเรียกไต่สวนให้ตามคำร้องของบุคคลภายนอกนะครับ ต้องถือว่า เป็นอำนาจทั่วไปในการผดุงความเป็นธรรมและความถูกต้อง เมื่อศาลเห็นสมควรเอง โดยไม่มีคู่ความร้องขอในสายตาของกฎหมาย

ก็ได้แต่คิด และอยากให้หลายศาลทำ คือ เรียกไต่สวนเองได้ ถ้ามีข้อมูลที่น่าจะเป็นประโยชน์ โดยไม่ต้องเกรงว่าทำไม่ได้ เพราะไม่มีกฎหมายให้อำนาจ  มีกฎหมายให้อำนาจครับ ก็คำว่า “ตามที่ศาลเห็นสมควร” ที่เขียนไว้ในกฎหมายมากมาย

นั่นล่ะ คือ เจตนารมย์ ที่เปิดโอกาสให้ศาลหยิบยกเรื่องใดๆได้เอง ถ้ามีเหตุผลและข้อมูล เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม เหมือนเวลาศาลสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว โดยทั่วไปก็จะสั่งเรื่องหลักประกัน การงดหมายขัง และเงื่อนไขต่างๆเท่านั้น แต่ถ้าศาลเห็นว่า เป็นคดีข่มขืน คดีทำร้ายร่างกาย พยายามฆ่า ศาลจะสั่งเพิ่มลงไปว่า
“และให้มีหนังสือแจ้งผู้เสียหายทราบว่าจำเลยได้ประกัน  หากจำเลยไปข่มขู่คุกคาม จูงใจ หรือทำลายพยานหลักฐาน ให้มาแจ้งศาลทราบ เพื่อพิจารณาสั่งเพิกถอนการปล่อยตัวชั่วคราว“

การสั่งแบบนี้ทำได้มั้ย เพราะไม่มีกฎหมายเขียนให้ทำได้ หรือห้ามทำ ผู้เขียนเห็นว่าทำได้ เพราะเป็นประโยชน์ ไม่ขัดต่อกฎหมาย เพื่อรักษาความยุติธรรม และก็เคยเขียนเพิ่มเติมแบบนี้เวลาสั่งอนุญาตปล่อยชั่วคราวมาแล้ว  แต่เสียดายที่คดีต่างๆที่ผ่านมา มักจะเห็นแค่ศาลสั่งยกคำร้องของคนนอกคดี ไม่ค่อยเห็นศาลสั่งไต่สวนเองจากข้อมูลที่ได้นั้น

วันนี้ ได้ข่าวว่า คดีคุณทักษิณนั้น ศาลฎีกาไม่มีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้อง เพราะเขาไม่ใช่คู่ความ ไม่เกี่ยวข้องกับคดี ซึ่งก็เสมือนกับยกคำร้อง คือไม่พิจารณาให้ ซึ่งถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย บรรดานักกฎหมายคงเดาผลได้ล่วงหน้าตั้งแต่ก่อนยื่นคำร้องแล้ว แต่ที่สำคัญกว่านั้น คือ ศาลฎีกาท่านสั่งเพิ่มเติมอีกว่า ด้วยข้อมูลที่ได้จากคำร้อง เห็นสมควรนัดให้ราชทัณฑ์และผู้เกี่ยวข้องมาไต่สวนเกี่ยวกับข้อเท็จจริง เพื่อพิจารณามีคำสั่งต่อไป

เยี่ยมมากครับ คำสั่งศาลฎีกาลักษณะนี้ น่าจะเป็นแนวทางและยึดถือเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่ศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ได้

ผู้เขียนไม่นิยม เรื่องการเมืองนะครับ โพสต์นี้ก็ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง และไม่ได้แสดงให้เห็นว่าฝักใฝ่เลือกข้างใดทางการเมือง ศาลฎีกาจะยก หรือรับคำร้อง ก็เป็นเรื่องของผู้ได้รับผลกระทบ ศาลฎีกาจะไต่สวนคำร้องใหม่มั้ย แล้วจะสั่งอย่างไร ก็เป็นเรื่องของศาลท่าน

โพสต์นี้ จึงเป็นเรื่องทางวิชาการกฎหมายล้วนๆ  เน้นเรื่องดุลพินิจศาล และการใช้กฎหมายโดยเจตนารมย์มากกว่าถ้อยคำในกฎหมาย เป็นคำสั่งศาลฎีกาที่คำนึงถึงประโยชน์แห่งความยุติธรรม ใช้อำนาจอย่างเหมาะสม คือ สมควรใช้ ก็ต้องกล้าใช้ ขอชื่นชมคำสั่งศาลฎีกาในเรื่องนี้อีกครั้ง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘ดร.ธีร์รัฐ’ชื่นชมคำสั่งศาลฎีกา ปมไต่สวน’ทักษิณ’ คำนึงถึงประโยชน์แห่งความยุติธรรม ใช้อำนาจเหมาะสม

ฟันธง!!! คดีชั้น 14 มีคนผิด ‘ทักษิณ’ยังหนาวต่อ!

ฟันธง!!! คดีชั้น 14 มีคนผิด 'ทักษิณ'ยังหนาวต่อ!

ฟันธง!!! คดีชั้น 14 มีคนผิด ‘ทักษิณ’ยังหนาวต่อ!

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 08.16 น.

วันที่ 1 พฤษภาคม 2568  นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์คลิปพร้อมเนื้อหาหัวข้อ “ฟันธง!!! คดีชั้น14 มีคนผิด ทักษิณ ยังหนาวต่อ”

โดยระบุว่า ตอนแรกเมื่อปรากฏเป็นข่าวพาดหัวสื่อโซเชียลว่า ”ศาลยกคำร้องของนายชาญชัย“ ทำให้กองเชียร์ฝ่ายนายทักษิณ เฮ!ดีใจว่า นายทักษิณคงรอดพ้นจากคดีชั้น 14 แล้ว เพราะศาลพิเคราะห์คำร้อง และเห็นว่า ชาญชัย ไม่ใช่คู่ความในคดีของศาลนี้ และไม่ใช่ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการรับโทษจำคุกแก่ ทักษิณ ในคดีดังกล่าว เมื่อไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียในชั้นบังคับตามคำพิพากษา จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องในศาลนี้

แต่เมื่อได้ไปดูในรายละเอียดคำแถลงของศาลฎีกา ปรากฏว่ามีข้อความตอนหนึ่งข้อความว่า “เมื่อความปรากฏต่อศาล ว่าอาจมีการบังคับตามคำพิพากษาที่ไม่เป็นไปตามหมายจำคุก เมื่อคดีถึงที่สุดของศาลนี้ ศาลย่อมมีอำนาจในการไต่สวนและมีคำสั่งตามและมีคำสั่งตามที่เห็นสมควรโดยให้ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ อธิบดีกรมราชัณฑ์ และนายแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ ชี้แจงข้อเท็จจริงประกอบการพิจารณาของศาล ว่าการดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการบังคับโทษจำคุกแก่จำเลยเป็นไปตามหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดของศาลหรือไม่ อย่างไร โดยให้โจทก์จำเลย ดังกล่าว แจ้งให้ศาลทราบ พร้อมกับแสดงหลักฐานที่เกี่ยวข้องภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับทราบคำสั่ง โดย ศาลมีคำสั่งให้นัดไต่สวนในวันที่ 13 มิถุนายน เวลา 09.30 น.”

ดังนั้นไม่ว่าผลการพิจารณาของศาลฎีกา จะออกมาในแนวทางใด ไม่มีใครสามารถก้าวล่วงได้ แต่สำหรับพฤติกรรมเจ้าหน้าที่ของรัฐทั้งหมด ที่อำนวยความสะดวกให้กับ นายทักษิณ โดยไม่ต้องติดคุกเลยแม้แต่วันเดียว มาพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจชั้น 14 จนถึงวันพักโทษ จะหนีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ไปไม่ได้ เพราะอาการป่วยของนายทักษิณ เป็นที่รับรู้กันทั้งประเทศว่า ไม่ได้ป่วยจริง

ถ้าหากจะพิสูจน์ความจริงว่า นายทักษิณป่วยจริงหรือไม่ ก็สามารถสืบความจริงได้จากประจักษ์พยานบุคคล  ที่ได้ยืนยันกับผู้สื่อข่าว หลังจากเข้าเยี่ยมนายทักษิณ ว่าอยู่ในระหว่างพักฟื้นที่ชั้น14 โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งข้อเท็จจริงต้องไปพักฟื้นที่โรงพยาบาลกรมราชทัณฑ์

ในคดีนี้ไม่ว่านายทักษิณจะผิดหรือไม่ผิด จะต้องกลับไปติดคุกในเรือนจำอีกครั้งหนึ่งหรือไม่ แต่เชื่อว่ามีบุคคลที่กระทำความผิดตามมาตรา 157 แน่นอน

เชื่อว่าคดีชั้น14 ยังมีหนาวกันอีกหลายคน

‘สมชัย’ชำแหละ 6 ประเด็น หากศาลฎีกามีคำวินิจฉัยฟัน’หมอเกศ’

'สมชัย'ชำแหละ 6 ประเด็น หากศาลฎีกามีคำวินิจฉัยฟัน'หมอเกศ'

‘สมชัย’ชำแหละ 6 ประเด็น หากศาลฎีกามีคำวินิจฉัยฟัน’หมอเกศ’

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 07.44 น.

วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า คดีหมอเกศ หากศาลฎีกามีคำวินิจฉัยว่าผิด มีอะไรตามมาบ้าง

1. เป็นความผิดตาม พ.ร.ป. การได้มาซึ่ง สว. มาตรา 77(4) ฐานหลอกลวงให้เข้าใจผิดในคุณสมบัติ เรื่อง วุฒิการศึกษาปริญญาเอก

2. มีโทษเขียนไว้ในวรรคแรกของ ม. 77 คือ จำคุก 1-10 ปี หรือปรับ 20,000 – 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี

3.การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง คือ ไม่สามารถไปเลือกตั้งได้ ไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งตำแหน่งใด ๆ และไม่สามารถดำรงตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ รวมทั้งไม่สามารถใช้สิทธิในการลงชื่อเสนอ กม. ใด ๆ ด้วย

4.สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เช่น เงินเดือน ประมาณ 110,000 บาท ค่ารถ ค่ารักษาพยาบาล สิทธิสวัสดิการที่เบิกไปแล้ว ค่าตอบแทนผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ ผู้ช่วย รวม 8 คน เป็นเงินรวมประมาณ 130,000 บาท นับแค่วันที่ได้เป็น สว. ต้องถูกเรียกคืน หากเฉลี่ยเดือนละ 250,000 บาท คูณจำนวนเดือน จะประมาณ 2.5-3 ล้านบาท

5.มติที่ต่าง ๆ ร่วมลง เช่น ในกรณีออก กม. การลงมติเลือกองค์กรอิสระ จะไม่เสียไป ถือว่า ยังถูกต้องตาม กม.

6.จะเลื่อนบุคคลในกลุ่มอาชีพที่หมอสมัคร คือ กลุ่ม 19 กลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพอิสระ ลำดับถัดไปขึ้นมาแทน

007

‘ผู้ว่าฯสตง.’โผล่แล้ว พร้อมรับผลสอบตึกถล่มทุกทาง

'ผู้ว่าฯสตง.’โผล่แล้ว พร้อมรับผลสอบตึกถล่มทุกทาง

‘ผู้ว่าฯสตง.’โผล่แล้ว พร้อมรับผลสอบตึกถล่มทุกทาง

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กมธ.ป.ป.ช.” เรียกผู้ว่าฯสตง.-ตัวแทนก.แรงงาน แจงปมโครงการก่อสร้าง “อาคาร สตง.” จี้ต้องสร้างความกระจ่างต่อสภาฯ-ประชาชน ยันไม่มีใคร“ปรักปรำ-ทำร้าย”ได้ ด้าน “ผู้ว่าฯสตง.”เปิดวาจาแจงยิบตั้งแต่ปมเฟอร์นิเจอร์สุดแพง เก้าอี้ตัวละ 9 หมื่น แค่สำหรับผู้บริหาร ส่วนเจ้าหน้าที่ทั่วไปนั่งเก้าอี้ราคาปกติ หมื่นต้นๆ ยันไม่มีห้องดูหนัง เป็นเพียงลักษณะห้องประชุม ยืดอกพร้อมรับผลสอบ ‘ตึกถล่ม’ ทุกทาง ลั่นถ้าพบ ‘เอกชน-ข้าราชการ’ เป็นต้นเหตุ ดำเนินคดีไม่เว้น ยันชื่อวิศวกรที่ถูก ‘ปลอมลายเซ็นต์’ มีอยู่ในบัญชี ‘ผู้ควบคุมงาน’

เมื่อวันที่ 30 เมษายน ที่รัฐสภา นายฉลาด ขามช่วง สส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ(ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ก่อนประชุม กมธ.ฯ กรณีขอให้ตรวจสอบโครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่ถล่มจากเหตุแผ่นดินไหว ซึ่งวันนี้ได้เชิญ นายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่า สตง. นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.อุตสาหกรรม และตัวแทนกระทรวงแรงงาน เข้าชี้แจง ซึ่งได้รับการยืนยันว่าผู้ว่า สตง.จะเดินทางมาด้วยตัวเอง

รอฟังข้อเท็จจริงจากปากผู้ว่าสตง.

นายฉลาดกล่าวว่า การประชุมวันนี้ เพื่อสอบหาข้อเท็จจริง เชื่อว่าข้อมูลที่เราคาดการณ์ไว้ทั้งหมดนั้น จะได้ฟังจากปาก ผู้ว่า สตง. นอกจากนี้ ยังเชิญอดีตผู้ว่า สตง. มาเป็นที่ปรึกษาด้วย บุคคลที่มาต้องให้ข้อเท็จจริงกับประชาชนทั้งประเทศ เนื่องจากหน่วยงานรัฐ ทั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ก็อยู่ระหว่างสืบหาข้อเท็จจริง วันนี้ข้อมูลทั้งหมดจะรวมกันอยู่ที่เดียวว่า ผู้ว่า สตง.จะให้คำตอบอย่างไร ซึ่งคำตอบนั้นคือข้อเท็จจริง ทั้งนี้ มีการแจ้งว่า สามารถพูดความจริงในกมธ. บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายที่เกิดขึ้น ไม่มีใครปรักปรำ หรือทำร้ายได้ สิ่งที่ไม่สามารถพูดในที่สาธารณะ ก็สามารถพูดในกมธ.ฯได้ ในทางลับ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุม กมธ.ปปช.วันนี้ นายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน มาชี้แจงด้วยตัวเอง เมื่อผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามว่าเตรียมข้อมูลมาชี้แจงอะไรหรือไม่ และครบ 1 เดือนที่ตึกถล่มแล้วจะแถลงอะไรหรือไม่ แต่นายมณเฑียรไม่ตอบคำถาม เดินเข้าห้องรับรองทันที ทั้งนี้ ในที่ประชุมได้ให้ถ่ายภาพเบื้องต้น แต่ไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนฟังการชี้แจง

อดีตผู้ว่าสตง.ปัดไม่เกี่ยวออกแบบตึกสตง.

ด้านนายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส อดีตผู้ว่าฯสตง. ในฐานะที่ปรึกษา กมธ.ปปช.กล่าวก่อนเข้าประชุมว่า ขั้นตอนก่อนที่ตนจะพ้นตำแหน่ง เมื่อเราได้ที่ดินจะนำแบบแปลนที่เคยออกแบบไว้มาใช้หรือออกแบบใหม่ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้บริหารชุดต่อมา เดิมเราตั้งใจเมื่อหาที่ตั้งเหมาะสมได้แล้ว หนีปัญหาน้ำท่วมเดินทางไกลได้แล้ว ก็นำพื้นที่กว้างมาลงแปลนที่ได้ออกแบบ ก็พอใจ ขั้นตอนหลังจากนั้นไม่สามารถดูแลได้ เนื่องจากตนพ้นตำแหน่งไปแล้ว ที่ตนมาชี้แจงต่อกมธ.ฯวันนี้ น่าจะเป็นประโยชน์ในส่วนที่เกี่ยวกับเรื่องเก่าทั้งก่อนที่จะออกแบบก่อสร้าง จากผู้รับเหมา ผู้ควบคุมงาน ตนในฐานะอดีตผู้ว่าสตง. ปี 2557-2560 ก็มีส่วนเลือกและกำหนดให้ใช้ที่ดินแปลงนี้ ใช้ก่อสร้างอาคารหลังใหม่

“ยืนยันเรื่องการออกแบบ ผมไม่เกี่ยวข้อง เพราะพ้นตำแหน่งตั้งแต่เลือกพื้นที่ก่อสร้างตึกเสร็จ แต่การออกแบบเกิดในปี 2561-2562 มีการทำสัญญาปี 2563-2564 ซึ่งต้นเองได้พ้นจากตำแหน่งไป 3-4 ปีแล้ว”นายพิศิษฐ์กล่าว และว่า ช่วงที่พูดถึงคือช่วงที่ได้ผู้รับจ้างที่เป็นกิจการร่วมค้าแล้ว ซึ่งกิจการร่วมค้าอยู่ในระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง และการบริหารพัสดุภาครัฐ สามารถมีกิจการร่วมค้าได้ แต่บริษัทต้องมีผลงานไม่เกินกว่าร้อยละ 50 ของวงเงินงบประมาณ แต่ผู้ร่วมค้าต้องเป็นบริษัทคนไทย จดทะเบียนในประเทศไทยทำสัญญาร่วมค้ากันได้และนำมาเสนอราคาต่อได้ ส่วนจะมีนอมินีแอบแฝงในกิจการค้านี้หรือไม่ ในขณะนั้นยังไม่มีระเบียบว่าต้องไปตรวจสอบลึกถึงกิจการของนอมินีขนาดนั้น ซึ่งถ้าจะตรวจสอบเรื่องนอมินีไม่ใช่จะตรวจได้ด้วยตาเปล่า แต่ต้องพิสูจน์เส้นทางการเงิน เพราะตามระเบียบกำหนดว่า ผู้แข่งขันประมูลโครงการ มีการฮั้วงานลักษณะสมยอม เอื้อถือหุ้นไขว้ไปมา เป็นบริษัทในเครือเดียวกันแล้วมาแข่ง เชื่อว่าดีเอสไอต้องตรวจสอบเรื่องเหล่านี้แน่นอน

ผู้ว่าสตง.เปิดปากแจงยิบปมเฟอร์ฯแพง

ด้านนายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน แถลงหลังประชุม กมธ. ปปช. โดยชี้แจงในหลายประเด็นที่ถูกตั้งข้อสงสัย ตั้งแต่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ โครงการก่อสร้างตึก สตง. ใช้เฟอร์นิเจอร์ราคาสูงว่า สตง.มีหน้าที่ตรวจการออกแบบและคุรุภัณฑ์นั้นเหมาะสมและเชื่อถือได้หรือไม่ กรณีที่เป็นข่าวเป็นครุภัณฑ์ที่อยู่ระหว่างการออกแบบ แต่จะเป็นครุภัณฑ์จริงได้ ต้องสร้างเสร็จและนำมา โดยกมธ.ถามว่าจะปรับลดราคาจริงหรือไม่ โดยหลังก่อสร้างเสร็จก็ต้องดูว่าเหมาะสมตามแบบราชการหรือไม่ ในส่วนราชการหากปรับแบบ เพิ่มงานเท่ากับเพิ่มเงิน ลดงานก็เท่ากับลดเงิน ซึ่งปัจจุบันแบบของ สตง.ได้ลดเงิน ส่วนกรณีฝักบัวราคากว่า 30,000 บาท เก้าอี้ห้องประชุมตัวละ 90,000 บาทนั้น นายมณเฑียร ชี้แจงว่า สตง.มีเจ้าหน้าที่ 2,400 คน เก้าอี้ตัวละ 1-2 หมื่นบาท การสร้างบริษัทโดยปกติจะกำหนดชั้นสูงที่เป็นพื้นที่ผู้บริหาร ดังนั้นคุรุภัณฑ์จะมีการออกแบบตามฐานะ เก้าอี้แพงมีเพียงชุดเดียว ก็คือเก้าอี้ของประธาน และเก้าอี้ของกรรมการในห้องประชุม หลายคนเข้าใจว่าเจ้าหน้าที่ สตง.ทุกคนต้องนั่งเก้าอี้ตัวละ 90,000 บาท แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ ส่วนฝักบัวนั้น ปัจจุบันทุกบริษัทต้องมีห้องน้ำ หากไปดูแบบของฝักบัวมีอยู่ 2 แบบ เมื่อทำจริงเอาทั้ง 2 แบบมารวมกัน ฝักบัวจึงแพง

ยันไม่มีห้องดูหนังแค่ลักษณะห้องประชุม

นายมณเฑียรอธิบายเพิ่มเติมว่า ผู้ออกแบบเสนอราคาคุรุภัณฑ์มา สตง.มีหน้าที่ดูว่าเหมาะสมหรือไม่ และดูว่าบริษัทผู้ออกแบบได้อ้างอิงคุรุภัณฑ์ชิ้นดังกล่าวมาจากร้านใด ราคาถูกต้องหรือไม่ ย้ำว่าเป็นขั้นตอนการออกแบบไม่ใช่ขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้าง ส่วนที่พูดกันว่ามีห้องฉายภาพยนตร์ ในอาคารสำนักงาน สตง.นั้น ขอชี้แจงว่า ทั้งหมดเรียกว่าห้องประชุม ย้ำว่าเป็นห้องประชุม หลังห้องประชุมจะเขียนว่าเป็นห้องแบบใด เช่น ห้อง class room และห้อง theater ย้ำว่าไม่มีห้องฉายภาพยนตร์ เป็นเพียงลักษณะห้องประชุม จึงขอแก้ข่าวว่า สตง.ไม่มีห้องดูหนัง

ยันวิศวกรที่ถูกปลอมลายเซ็นมีชื่อคุมงาน

นายมณเฑียรยังกล่าวถึงการก่อสร้างหลักๆ มีอยู่ 3 เรื่องคือ การจ้างบริษัทออกแบบ จ้างบริษัทก่อสร้าง ในวงเงินที่ดำเนินการ 2.1 พันล้านบาท และการก่อสร้างดำเนินไปทั้งหมด 22 งวด เป็นเงิน 966 ล้านบาท ส่วนสัญญาที่ 3 เป็นสัญญาหลักคือ สัญญาจ้างผู้ควบคุมงาน คือ บริษัท PKW เพราะฉะนั้นประเด็นที่มีอยู่ตอนนี้คือ เรื่องการออกแบบ ที่มีคนบอกว่าการออกแบบไม่มีการเซ็นรับรอง วันนี้นำเอกสาร มาให้กมธ.ดูว่าเราถามบริษัทผู้ออกแบบแล้ว ซึ่งบริษัทผู้ออกแบบยืนยันว่า บุคคลที่เซ็นรับรองยังทำงานอยู่กับบริษัทที่ออกแบบอยู่ ส่วนเรื่องการจ้างควบคุมงาน เราให้งบริษัทยืนยันว่ายังเป็นเจ้าหน้าที่ของบริษัทอยู่หรือไม่ ก่อนอื่นต้องชี้แจงให้ตรงกันว่า บุคคลที่อ้างว่าไม่ได้เซ็นควบคุมงานนั้น มีวิศวกรอยู่ 2 ประเภท คือ วิศวกรที่ปรึกษากับวิศวกรที่ควบคุมงาน ฉะนั้นวิศวกรที่คุมงานต้องมาคุมงาน แต่วิศวกรที่ปรึกษาไม่จำเป็นต้องมาควบคุมงานแต่ต้องรับรองเอกสาร

“สำหรับบุคคลที่เป็นข่าวอยู่คือวิศวกรที่ปรึกษา ฉะนั้นการวิศวกรที่ปรึกษาไม่ต้องมาคุมงาน แต่เอกสารที่จะเซ็นรับในฐานะบริษัท ที่เป็นผู้คุมงานที่เราจ้างมา ต้องผ่านการรับรอง ของวิศวกรที่มี วอย. (วุฒิวิศวกรโยธา) ในส่วนข้อมูลทั้งหมดทั้ง บริษัทผู้ออกแบบและบริษัทที่ปรึกษาก็ตาม ที่แจ้งรายชื่อวิศวกรมาให้เรา ในทางปฏิบัติถ้าจะเปลี่ยนตัววิศวกร ไม่ว่าบริษัทผู้ออกแบบหรือบริษัทที่ปรึกษาก็ตาม จะทำหนังสือมาถึงเราว่าขอเปลี่ยนตัว แต่ทั้ง 2 ท่านที่เป็นข่าว ไม่มีเอกสารเปลี่ยนบุคคลแต่ประการใด” นายมณเฑียร และว่า ได้มอบข้อมูลทั้งหมดให้กมธ.และพร้อมเปิดให้ตรวจสอบทั้งหมดทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นคณะของรัฐบาล กรมสอบสวนคดีพิเศษ พนักงานสอบสวน และหน่วยงานต่าง ๆ ตรวจสอบ

ยันบ.ผู้ออกแบบรับรู้การแก้ไข

ผู้สื่อข่าวถามว่า บริษัทผู้ออกแบบรับทราบการแก้ไขและมีผู้เซ็นรับทราบจริงหรือไม่ นายมณเฑียร กล่าวว่า ยืนยันตามเอกสาร ในการก่อสร้าง การออกแบบ และตอนนั้นยังไม่มีตึก ฉะนั้น ในการอกแบบเหมือนเราไปจ้างคนที่เราอยากได้บ้าน 3 ชั้นและมีฟังค์ชั่นต่างๆ เขาก็เขียนมาในแบบรวมคุรุภัณฑ์ในบ้าน 3 ชั้น จากนั้นเราก็ไปหาผู้รับจ้าง และเมื่อผู้รับจ้างมารับจ้างจริงในทางปกติตอนออกแบบเราไม่รู้ว่าสถานที่จริงเป็นอย่างไร เมื่อสร้างจริงก็ปรับแบบเป็นปกติของตึกขนาดใหญ่ นี่คือสิ่งที่ต้องแก้แบบอยู่แล้ว แต่แบบนั้นต้องเป็นไปตามหลักกฎหมายและวิศวกรรม ฉะนั้น ของเราเมื่อเราจ้างคนออกแบบ และคนก่อสร้างเห็นว่าการก่อสร้างขัดกับแบบ หรือก่อสร้างแบขัดต่อกฎหมายหรือก่อให้เกิดความเสียหาย เขาก็หยิบประเด็นนั้นขึ้นมาเสนอผ่านผู้ควบคุมงาน เมื่อผู้ควบคุมงานเห็นว่าการทำงานจริงขัดต่อกฎหมายบ้าง หรือต้องปรับแบบบ้างเขาไม่มีอำนาจตามกฎหมาย นี่คือมาตรฐานกฎหมายทางวิศวะ เขาจึงต้องส่งไปให้คนออกแบบ บริษัทออกแบบจึงต้องเป็นคนมาดูว่าแบบที่ออกไว้ขัดต่อกฎหมาย ขัดต่อการทำงานจริง และขัดต่อหลักวิศวกรรม เขาก็ต้องแก้พร้อมเซ็นรับรองกลับมา ของเราเมื่อเซ็นรับรองกลับมาในสัญญาเขียนเพิ่มเติมว่า ผู้คุมงานก็ต้องมาเซ็นรับรองด้วย ฉะนั้น วิศวกรขอผู้คุมงานต้องมารับรองให้เราด้วย ซึ่งเป็นสัญญาที่เราเขียนขึ้นมา และเมื่อรับรองเสร็จเราก็เห็นชอบให้ไปแก้ไขตามแบบตามที่ผู้ออกแบบดำเนิการปรับแก้ แล้วผู้ควมคุมงานรับรองมา ผู้ก่อสร้างก็เอาไปก่อสร้างตามแบบที่แก้ไข ซึ่งเป็นไปตามสัญญาและข้อกฎหมาย

ยันมีชื่อ“สมเกียรติ”วิศวกรคุมงานตั้งแต่แรก

เมื่อถามว่าการที่สตง.ออกมาชี้แจงเรื่องปล่องลิฟท์ก็เป็นไปตามขั้นตอนที่ระบุไว้ใช่หรือไม่ นายมณเฑียร กล่าวว่า ใช่ ถามย้ำว่ากรณีวิศวกรที่ถูกระบุชื่อรับรองเป็นชื่อเดิมหรือถูกแอบอ้าง นายมณเฑียร กล่าวว่า ตอนที่บริษัทเสนอชื่อมา เขาเสนอชื่อและรายละเอียดของวิศวกรทั้งหมดว่าจะมีที่ปรึกษา ควบคุมงานกี่คน ซึ่งการควบคุมต้องแยกอีกว่าเป็นงานโครงสร้าง งานสถาปัตย์ ต้องกำหนดแต่ละประเภทมา ฉะนั้น ถ้าเขาเปลี่ยนวิศวะต้องแจ้งเรามา แต่นายสมเกียรติ ชูแสงสุข วิศวกรผู้ควบคุมงาน ไม่เคยเปลี่ยน มีชื่อนายสมเกียรติแต่แรก และรับรองแต่แรก และไม่ใช่มีชื่ออย่างเดียว วิศวกรแต่ละคนต้องมีหนังสือยินยอมว่าจะมารับผิดชอบงานนี้ตั้งแต่ต้นจนจบ มีหลักฐานวุฒิบัตร บัตรประชาชน และวันแรกเขาจะรับรองว่า เขาจะควบคุมงานก่อสร้างนี้จนกว่างานจะแล้วเสร็จ เราต้องยึดตามเอกสารนี้ก่อน และการที่นายสมเกียรติบอกว่าไม่รับรู้ด้วยก็ต้องไปดำเนินคดีกัน

ลั่นสตง.พร้อมรับผลตรวจสอบทุกรูปแบบ

ผู้สื่อข่าวถามถึงข้อสงสัยในการแก้แบบและวัสดุต่างๆ ผู้ว่าสตง.กล่าวว่า ตอนนี้คณะกรรมการที่รัฐบาลแต่งตั้งกำลังตรวจสอบอยู่ เราต้อรอผลดำเนินการ แต่เราต้องยอมรับว่ามีการแก้ไขจริง แต่การแก้ไขนั้นมีผลกระทบขนาดไหนอย่างไร ขอเรียนว่าผลเป็นอย่างไร สตง.รับได้หมด ใครผิดก็ว่าไปตามกฎหมาย ส่วนเรื่องฮั้วหรือนอมินี ได้มอบเอกสารให้ดีเอสไอแล้ว เราพร้อมให้ความร่วมมือกับดีเอสไอ และกำลังตรวจสอบถึงการเข้ามาร่วมรับจ้างก่อสร้างของบริษัทไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 ด้วย

เมื่อถามว่า ถ้าบริษัทคู่สัญญาทำผิด ไม่ว่าเป็นการออกแบบ คุมงานหรือก่อสร้าง ทางสตง.มีสิทธิ์ที่ฟ้องดำเนินคดีหรือไม่ ผู้ว่าสตง.กล่าวว่า ทำตามกฎหมาย เพราะบริษัทก่อสร้างเขาทำประกันไว้ คือบริษัทอิตาเลียนไทย ที่จะมีประกันตัวตึกกว่า 2.1 พันล้านบาท และประกันบุคคลที่สามอีกร้อยกว่าล้าน และประกันของอีกประมาณ 5 กว่าล้านบาท ถ้าเป็นความผิดของอิตาเลียนไทยก็ครอบคลุม แต่ถ้าเป็นเรื่องออกแบบแล้วอิตาเลียนไทยทำตามแบบ ก็จะมีปัญหาข้อกฎหมายนิดหน่อย แต่ทั้งนี้ ใครทำผิด ไม่ว่าใครก็ตามสตง.เป็นผู้เสียหาย ก็จะดำเนินคดีอาญา และแพ่งให้ถึงที่สุด

ไม่ว่าเอกชน-ขรก.ต้นเหตุดำเนินคดีถึงที่สุด

เมื่อถามว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเพราะรอยต่อตำแหน่งผู้ว่าสตง.หรือไม่ นายมณเฑียร กล่าวว่า ตนเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งไม่ถึงปี เพราะตั้งแต่นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ต่อด้วยนายประจักษ์ บุญยัง อดีตผู้ว่า สตง. ถึงจะมาเป็นตน ถามว่า สตง. ในฐานะเจ้าของโครงการ จะรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไร นายมณเฑียร กล่าวว่า เป็นความผิดของใครก็แล้วแต่ ไม่ว่าจะเป็นเอกชนที่มารับจ้างหรือข้าราชการสตง. เราดำเนินคดีถึงที่สุด ทุกคนไม่เว้น ถามถึงที่อยู่ใหม่ของสตง. ผู้ว่าสตง.กล่าวว่า ขอคิดเรื่องตึกพัง คนเสียชีวิตก่อน จากนั้นสตง.ต้องประชุมว่าจะทำอย่างไรต่อไป

ผู้สื่อข่าวพยายามถามต่อเรื่องการบอกเลิกสัญญาตอนต้นปี แต่สัญญาไม่ได้ถูกยกเลิก เพราะอะไร ผู้ว่าสตง.ชี้แจงว่า อยู่ในกระบวนการ การบอกเลิกสัญญาของราชการ จะมีค่าเฉลี่ยประมาณ 1 ปี จริง ๆ แล้ว บริษัทนี้ ทำงานแล้วมีปัญหา เขาจะบอกเลิกสัญญาอยู่หลายหน่วยงานแล้ว แต่กระบวนการบอกเลิก มันนาน ต้องให้เวลาชี้แจง

ลุยเจาะชั้นใต้ดิน-2สัปดาห์เคลียร์ได้หมด

นายสุริยชัย รวิวรรณ ผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานคร (สปภ.) แถลงความคืบหน้าปฎิบัติการรื้อซากตึกสตง.และค้นหาผู้สูญหายว่า เมื่อวาน (29 เมษายน)พบร่างผู้เสียชีวิตบริเวณโซน D2 เป็นร่างที่อยู่ใต้แผ่นพื้นที่ถล่มลงมา 5 แผ่นทับซ้อนกัน พอรื้อแผ่นแรกออกก็พบมีร่างผู้เสียชีวิตถูกทับอยู่ด้านใต้ สอดรับกับการวิเคราะห์ว่า ตัวชั้นใต้ดินมีชั้นเดียวลึก 4 เมตร และแผ่นปูนที่ถล่มมา 5 แผ่นนั้นถูกทับลงไปในชั้นใต้ดิน เนื่องจากแผ่นที่ 5 จะอยู่ระดับเดียวกับพื้นของชั้นที่ 1 ของอาคาร โดยข้อมูลล่าสุดวันที่ 29 เมษายน เวลา 18.00 น. จำนวนผู้ประสบเหตุ 103 ราย ยืนยันผู้เสียชีวิต 66 ราย อยู่ระหว่างติดตามค้นหา 28 ราย รอดชีวิต 9 ราย ทั้งนี้ ในการรื้อซากอาคารนั้น มีการเปลี่ยนแผนใหม่ มุ่งเป้าไปจุดชั้นใต้ดิน ที่คาดว่ามีผู้ประสบภัยติดอยู่คือ โซนช่องบันได D2 มุ่งตรงไปโซน A โดยระหว่างโซน D2 กับ C1 วันนี้เปิดพื้นที่ให้ลงถึงชั้นใต้ดินและเจาะให้ทะลุไปเรื่อยๆ จนถึงโซน A และโซน B มุ่งเป้าไปสู่ช่องบันไดหนีไฟ ที่คาดว่าจะพบผู้ติดค้างอยู่ และดำเนินการไปพร้อมกันที่โซนเชื่อมอาคารด้านหลังกับลานจอดรถที่พังยุบลงมา การดำเนินการรื้อซากอาคารชั้นใต้ดินให้เสร็จทั้งหมด ยังยึดแผนเดิมคือ 2 สัปดาห์ หากไม่มีปัญหาอุปสรรคที่เป็นปัจจัยแทรกซ้อน คาดว่าจะดำเนินการได้เร็วกว่าแผนที่กำหนด

‘ศาลฎีกาฯ’สังไต่สวนคดีชั้น14 ‘แม้ว’อาการหนัก ปมไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา

'ศาลฎีกาฯ’สังไต่สวนคดีชั้น14 'แม้ว’อาการหนัก ปมไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา

‘ศาลฎีกาฯ’สังไต่สวนคดีชั้น14 ‘แม้ว’อาการหนัก ปมไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘ศาลฎีกาฯ’สังไต่สวนคดีชั้น14 ‘แม้ว’อาการหนัก ปมไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา เรียกโจทก์-จำเลยแจงข้อมูล พ่วงผบ.คุก-อธิบดีคุก-แพทย์ นัดพร้อมไต่สวน13มิถุนายน

ศาลฎีกาฯ ยกคำร้อง“ชาญชัย”ปม“ทักษิณ”นอน รพ.ตำรวจ ชี้ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง  ไม่มีความเกี่ยวข้องกับกรณีที่เกิดขึ้น แต่ศาลจะเรียกผู้เกี่ยวข้อง ทั้งโจทก์-จำเลย ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ-อธิบดีกรมราชทัณฑ์-นายแพทย์ใหญ่ รพ.ตำรวจ เข้าชี้แจงข้อเท็จจริง เกี่ยวกับการบังคับโทษจำคุกจำเลย เป็นไปตามหมายจำคุกหรือไม่-อย่างไร นัดไต่สวน13มิถุนายนนี้ ด้าน’อนุทิน’ยันคดีนี้ ไม่สะเทือนถึงรัฐบาล

เมื่อเวลา 12.40 น.วันที่ 30 เมษายน 2568 ที่ศาลฎีกา นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เดินทางมาถึงศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยมี นายสมชาย แสวงการ อดีต สว.และนายนิติธร ล้ำเหลือ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เดินทางมาให้กำลังใจกรณีที่ยื่นขอให้ไต่สวนกรณีกรมราชทัณฑ์อนุญาตให้ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีซึ่งถูกตัดสินจำคุก 8 ปี แต่ได้รับการลดโทษเหลือ1ปี ออกจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เข้ารับการรักษาตัวที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาล ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 89 มาตรา89/2(1) (2) และมาตรา246และไม่อาจอ้างกฎกระทรวง เรื่องการส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำ

นายชาญชัย ให้สัมภาษณ์ว่า มาฟังคำสั่งตามที่ศาลฯ ให้มาตอน13:00น.เพื่อฟังคำสั่งว่ากรณีร้องศาลจะมีคำสั่งอย่างไร และศาลจะมีการดำเนินการพิจารณาอย่างไรซึ่งเป็นรายละเอียดที่จะต้องประเมินอีกครั้ง หากศาลรับไว้ไต่สวน คงจะมีคำสั่งเพิ่มเติมออกมาด้วย ให้ทำอะไรบ้าง แต่หากศาลไม่รับ ก็ต้องดูว่าจะนำมาเปิดเผยอะไรได้หรือไม่และจะมาให้สัมภาษณ์สื่อภายหลัง

ส่วนที่ยื่นร้องครั้งที่3ในกรณีดังกล่าวแล้วนั้นนายชาญชัย กล่าวว่า ได้ยื่นเรื่องที่เป็นสาระสำคัญ และมี 4 หน่วยงานราชการ ครั้งนี้ที่ร้องคือมีการละเมิดอำนาจศาลหรือไม่และเป็นการ ละเมิดอำนาจศาล โดยจำเลยที่ไม่ได้คุกตามอำนาจศาลใคร ผู้ใดไปเกี่ยวข้อง ซึ่งศาลจะมีอำนาจดำเนินการตามกฎหมาย กรณี ที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งหากมีการ อ้างว่าป่วยเพื่อทุเลาโทษ ซึ่งในวันนี้ก็จะอำนาจในการร้อง

เวลา 13.00น.ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ตำรงตำแหน่งกาเมืองอ่านคำสั่ง คดีหมายเลขดำ ที่ บ.ค.1/2568 ระหว่างอัยการสูงสุด คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำผิดที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ โดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน โจทก์ นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ผู้ร้อง พันตำรวจโททักษิณ หรือนายทักษิณ ชินวัตร จำเลย

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งศาลเมื่อวันที่ 19ธันวาคม2566และวันที่ 15กุมภาพันธ์2567 กับขอให้ไต่สวนการบังคับโทษจำคุกแก่จำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ อม.4/2551 จำเลยที่1 ในคดีหมายเลขแดงที่ อม.10/2552 และจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ อม.5/2551 ของศาลนี้ ตามคำร้องฉบับลงวันที่ 10 มกราคม 2568

ศาลพิเคราะห์คำร้องและเอกสารท้ายคำร้องแล้ว เห็นว่า ผู้ร้องไม่ใช่คู่ความในคดีหมายเลขแดงที่ อม.4/2551คดีหมายเลขแดงที่ อม.10/2552และคดีหมายเลขแดงที่ อม.5/2551 ของศาลนี้ อีกทั้งไม่ใช่ผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการบังคับโทษจำคุกแก่จำเลยในคดีดังกล่าว เมื่อผู้ร้องไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียในชั้นบังคับตามคำพิพากษาจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลนี้

อย่างไรก็ตาม เมื่อความปรากฏต่อศาลว่าอาจมีการบังคับตามคำพิพากษาที่ไม่เป็นไปตามหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดของศาลนี้ ศาลย่อมมีอำนาจไต่สวนและมีคำสั่งตามที่เห็นสนสมควร จึงเห็นควรส่งสำเนาคำร้องให้โจทก์และจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ อม.4/2551จำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขแดงที่ อม 10/2552 และจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ อม.5/2551ของศาลนี้แล้วให้โจทก์และจำเลยดังกล่าวแจ้งต่อศาลว่ามีข้อเท็จจริงตามที่กล่าวอ้างในคำร้อง หรือไม่ อย่างไร กับสำเนาคำร้องให้ ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษเทพมหานคร อธิบดีกรมราชทัณฑ์ และนายแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อให้ชี้แจงข้อประกอบการพิจารณาของศาลว่า การดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการบังคับโทษจำคุกแก่จำเลยเป็นไปตามหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดของศาล หรือไม่ อย่างไร ตาม พรป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 6 โดยให้โจทก์ จำเลยดังกล่าว ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร อธิบดีกรมราชทัณฑ์และนายแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ แจ้งให้ศาลทราบ พร้อมกับแสดงหลักฐานที่เกี่ยวข้องภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับทราบคำสั่งศาล

ส่วนที่ผู้ร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งศาลนั้น เมื่อผู้ร้องไม่มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาล กรณีนี้จึงไม่จำต้องวินิจฉัยคำขอคำขอดังกล่าว

ทั้งนี้ ศาลมีคำสั่งให้นัดพร้อมหรือนัดไต่สวนในวันที่ 13 มิ.ย.เวลา 9.30น.

ด้าน นายชาญชัย ให้สัมภาษณ์หลังเสร็จสิ้นการไต่สวนว่า หลังศาลไต่สวนเสร็จสิ้น ศาลมีคำสั่งยกคำร้องเนื่องจากตนในฐานะผู้ร้อง ไม่ได้เป็นผู้เสียหายจากการบังคับโทษโดยตรงจากจำเลย เมื่อตนไม่ใช่ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในชั้นบังคับคดีจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลนี้ ซึ่งศาลมีคำสั่งแจ้งไปยังนายทักษิณ และผู้ที่เกี่ยวข้อง ส่งสำเนาคำร้องต่อศาลภายใน 30 วัน เมื่อถามว่า การไต่สวนวันที่ 13 มิ.ย.นี้ นายทักษิณ จะต้องมาฟังการไต่สวนของศาลหรือไม่ นายชาญชัย กล่าวว่า ในส่วนนี้อยู่ที่ขั้นตอนของศาลว่า จะเรียก นายทักษิณ เข้ามาฟังการไต่สวนหรือไม่ ซึ่งขณะนี้ศาลให้ชี้แจงเข้ามาก่อนเท่านั้น

เมื่อถามว่า การยื่นคำร้องต่อศาลในครั้งนี้ ถือว่าประสบผลสำเร็จตามความตั้งใจหรือไม่ นายชาญชัย กล่าวว่า ครั้งนี้เป็นการไต่สวนของศาลเท่านั้น ถือว่าจบเรื่องในชั้นนี้ไปแล้ว ซึ่งตนยืนยันว่าจะมาฟังทุกนัดที่ศาล เพื่อที่จะได้เรียนรู้ไปด้วยในตัว แต่ถ้าเกิดไม่ว่าง ก็จะเป็นนายนิติธร ล้ำเหลือ เข้ามาฟังแทนตน เพื่อจะได้เป็นการบอกต่อไปยังพี่น้องประชาชนว่าศาลช่วยให้คดีนี้เกิดความชัดเจนยิ่งขึ้น วันนี้ถึงแม้ศาลจะยกคำร้องของตน แต่ก็ถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีกับทุกฝ่าย เนื่องจากศาลได้เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้ชี้แจงข้อเท็จจริงของตัวเองให้ชัดเจนและยืนยันว่า จะไม่ยื่นคำร้องครั้งต่อไปอีกแน่นอน

ขณะที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีศาลฎีกาฯนัดฟังคำสั่งตามคำร้องที่ นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นขอให้ไต่สวนกรณีกรมราชทัณฑ์อนุญาตให้ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เข้ารับการรักษาตัวที่ชั้น14 รพ.ตำรวจ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาล ว่า ไม่ทราบเรื่องเพราะเพิ่งเดินทางกลับจากต่างประเทศเลยไม่ได้ติดตาม ส่วนคำสั่งศาลฯจะมีผลหรือแรงกระเพื่อมใดทางการเมืองหรือไม่นั้น นายอนุทิน ร้องอุ้ย ก่อนบอกว่า รัฐบาลนี้ เป็นรัฐบาลที่มีพรรคร่วม 5-6 พรรค หัวหน้าพรรค แกนนำ คือ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ทุกอย่างอยู่ในกระบวนการถูกต้องเหมาะสมอยู่แล้ว ไม่มีปัจจัยภายนอกอะไรที่จะทำให้เกิดการกระเพื่อม รัฐบาลทำงานอยู่ทุกวัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แสวงความข้อเท็จจริงตามคำร้องของ นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีตสส. พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โดยอ้างอิงจาก พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2560 ตามมาตรา 6 บัญญัติไว้ว่า การพิจารณาคดีให้ใช้ระบบไต่สวนโดยให้ศาลค้นหาความจริงไม่ว่าจะเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และในการวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริง ให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานได้แม้ว่าการไต่สวนพยานหลักฐานนั้นจะมีข้อผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปจากขั้นตอน วิธีการ หรือกรอบเวลา ที่กฎหมายกำหนดไว้ ถ้าศาลได้ให้โอกาสแก่คู่ความในการโต้แย้งคัดค้านพยานหลักฐานนั้นแล้ว เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องตรงตามความจริงที่เกิดขึ้นในคดีนั้น ทั้งนี้ ตามแนวทางและวิธีการตามข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา การพิจารณาของศาลต้องเป็นไปโดยรวดเร็วตามที่กำหนดในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ และข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา 

ทั้งนี้ โดยนำสำนวนการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช.หรือของคณะผู้ไต่สวนอิสระ แล้วแต่กรณี เป็นหลักในการพิจารณา และเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมให้ศาลมีอำนาจไต่สวนหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้ ในการปฏิบัติหน้าที่ ศาลมีอำนาจเรียกเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องจากบุคคลใดหรือเรียกบุคคลใดมาให้ถ้อยคำ ตลอดจน ขอให้ศาลอื่น พนักงานสอบสวน หน่วยราชการ หน่วยงานอื่นของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่นดำเนินการใดเพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณาได้ โดยศาลมีอำนาจแต่งตั้งบุคคลหรือคณะบุคคลเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามที่มอบหมายในการให้ความช่วยเหลือ หรือสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของศาลที่มิใช่การพิจารณาหรือพิพากษาคดีได้

พณ.ส่งเสริมอาหารไทย ยกเครื่อง Thai SELECT มุ่งผลักดันไปสู่ระดับโลก

พณ.ส่งเสริมอาหารไทย ยกเครื่อง Thai SELECT มุ่งผลักดันไปสู่ระดับโลก

พณ.ส่งเสริมอาหารไทย ยกเครื่อง Thai SELECT มุ่งผลักดันไปสู่ระดับโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พณ.ส่งเสริมอาหารไทย ยกเครื่อง Thai SELECT มุ่งผลักดันไปสู่ระดับโลก ชวนสัมผัสรสชาติไทยแท้

“พิชัย” ยกเครื่อง Thai SELECT โฉมใหม่ “ติดดาว” ดันซอฟต์ พาวเวอร์ อาหารไทยสู่ระดับโลก พร้อมชวนคนไทย-ต่างชาติ สัมผัสรสชาติไทยแท้

เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2568 นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงฯ ได้สนับสนุนการพัฒนาและส่งเสริมอาหารไทยและร้านอาหารไทยมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2541 โดยมีตราสัญลักษณ์ Thai SELECT เป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั่วโลก ว่าร้านอาหารหรือผลิตภัณฑ์ที่ได้รับตรานี้จะมอบประสบการณ์รสชาติไทยแท้ ผ่านกระบวนการปรุงอาหารที่พิถีพิถันตามต้นตำรับ และได้มาตรฐานคุณภาพในระดับสากล

ด้วยกระแสความนิยมอาหารไทยที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ปัจจุบันมีร้านอาหารไทยในต่างประเทศกว่า 18,852 ร้าน โดยในจำนวนนี้ ได้รับตรา Thai SELECT แล้วทั้งสิ้น 1,779 แห่ง และในประเทศไทยเอง ก็มีร้านที่ได้รับตรานี้แล้วถึง 496 แห่ง ขณะเดียวกัน ยังมีผลิตภัณฑ์อาหารไทยสำเร็จรูปที่ได้รับตรา Thai SELECT รวมกว่า 965 รายการ จากผู้ประกอบการ 109 บริษัท ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นในมาตรฐานอาหารไทยที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง

นายพิชัย กล่าวว่า กว่า 2 ทศวรรษ ตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ทำหน้าที่ส่งเสริมและสร้างความเชื่อมั่นให้ร้านอาหารและผลิตภัณฑ์อาหารไทยบนเวทีโลก มาถึงวันนี้ กระทรวงพาณิชย์ต้องการยกระดับให้ Thai SELECT ก้าวขึ้นสู่การเป็น Global Brand ที่สื่อสารกับผู้บริโภคทั่วโลกได้อย่างทรงพลัง เราจึงปรับรูปแบบตราและเกณฑ์การมอบตราครั้งสำคัญ โดยใช้ ‘ดาวเกียรติยศรูปดอกกล้วยไม้’ เป็นสัญลักษณ์ เพื่อสะท้อนถึงคุณภาพระดับสากล รสชาติไทยแท้ และประสบการณ์ที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์

ร้าน Thai SELECT โฉมใหม่จะถูกแบ่งเป็น 4 ระดับ คือ Thai SELECT 1 ดาว, 2 ดาว, 3 ดาว และ Thai SELECT Casual ครอบคลุมตั้งแต่ร้านเล็ก ราคาย่อมเยา ไปจนถึงร้านหรูระดับพรีเมียมที่มอบประสบการณ์อาหารไทยชั้นเลิศ โดยมีการปรับเกณฑ์ประเมินเข้มข้นขึ้นใน 5 ด้านหลัก ได้แก่ รสชาติและการนำเสนออาหาร บรรยากาศและประสบการณ์ของผู้บริโภค มาตรฐานสุขอนามัย ความเชี่ยวชาญของเชฟ และคุณภาพวัตถุดิบ

ขณะนี้ มีร้านอาหารไทยในต่างประเทศ 177 แห่ง ที่ได้รับ “ดาวเกียรติยศ” โดยมี 2 ร้าน ที่คว้าตราระดับสูงสุด Thai SELECT 3 ดาว ได้แก่ ร้าน Plah ที่ประเทศนอร์เวย์ และร้าน Boon Nam ที่ฟินแลนด์ ร้านที่เหลือยังอยู่ในกระบวนการประเมินตามเกณฑ์ใหม่ โดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.)

นายพิชัย กล่าวว่า “ก่อนมาเป็นนักการเมือง ผมเดินทางบ่อยและมักแวะชิมอาหารไทยในหลายประเทศ ซึ่งเจอทั้งร้านที่รสชาติดีและไม่ดี ผมจึงอยากให้คนทั่วโลกได้สัมผัสรสชาติอาหารไทยแท้จริง ไม่ใช่แบบที่ถูกดัดแปลงจนเสียเอกลักษณ์ Thai SELECT คือเครื่องยืนยันว่าร้านนั้นๆ ได้มาตรฐานและให้รสชาติไทยจริง ผมยังไปแจกตรา Thai SELECT ให้ร้านในต่างประเทศด้วยตัวเอง และเพื่อให้ต่างชาติเข้าใจง่าย เราจึงปรับสัญลักษณ์เป็นรูปดาวคล้ายกับมาตรฐาน ‘มิชลินสตาร์’ ซึ่งเป็นสิ่งที่คนทั่วโลกคุ้นเคย”

นอกจากนี้ นายพิชัยยังเผยว่า กระทรวงฯ เตรียมเดินหน้ากลยุทธ์การสื่อสาร Thai SELECT อย่างเข้มข้น ด้วยกิจกรรมส่งเสริมการตลาดในและต่างประเทศ การขยายช่องทางสื่อสารไปยังแพลตฟอร์มใหม่ๆ เช่น การจัดทำ เกมออนไลน์ เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ทั่วโลก ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันอาหารไทยให้เป็น ซอฟท์พาวเวอร์ ที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม ตามนโยบายรัฐบาลที่เน้นสร้างรายได้ผ่านการเพิ่มมูลค่าสินค้าและเสริมภาพลักษณ์ของไทยในฐานะ ‘ครัวของโลก’

“ในอนาคต ผมอยากให้คนทั่วโลกรู้ว่า ถ้าจะกินอาหารไทยที่ได้มาตรฐาน ต้องมองหาตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผมขอเชิญชวนคนไทยเองด้วย ลองไปชิมร้าน Thai SELECT ใกล้บ้าน หรือเวลาเดินทางไปต่างประเทศก็สังเกตร้านที่มีตรานี้ รับรองว่าจะได้สัมผัสรสชาติอาหารไทยแท้ ๆ ที่ผ่านการรับรองแล้วว่าดีจริง หากร้านใดรักษาคุณภาพไม่ได้ ก็จะมีการลดดาวลง เพื่อให้มั่นใจว่าผู้บริโภคจะได้ของดีเสมอ“ นายพิชัย กล่าว

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับตรา Thai SELECT หรือสมัครขอรับตราสัญลักษณ์ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ http://www.thaiselect.com

รัฐบาลสวน‘มูดี้ส์’ ด่วนลดความน่าเชื่อถือไทย เชื่อถกสหรัฐส่งผลดีต่อปท.

รัฐบาลสวน‘มูดี้ส์’ ด่วนลดความน่าเชื่อถือไทย เชื่อถกสหรัฐส่งผลดีต่อปท.

รัฐบาลสวน‘มูดี้ส์’ ด่วนลดความน่าเชื่อถือไทย เชื่อถกสหรัฐส่งผลดีต่อปท.

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

รัฐบาลสวน‘มูดี้ส์’ ด่วนลดความน่าเชื่อถือไทย เชื่อถกสหรัฐส่งผลดีต่อปท.

“มูดี้ส์”ปรับลดแนวโน้มอันดับเครดิตประเทศไทยลงสู่มุมมอง“เชิงลบ” สะท้อนเศรษฐกิจอ่อนแอ จากเอฟเฟกต์ภาษี“ทรัมป์” ด้านโฆษกรัฐบาลสวนทันควันด่วนตัดสิน ลดความน่าเชื่อถือ ชี้ยังไม่ได้เจรจายังไม่รู้ผล มั่นใจถ้าได้เจรจาเป็นผลดีต่อไทย โวครึ่งปีหลังเศรษฐกิจไทยยังเติบโตจากมาตรการรับมือของรบ. รมว.พาณิชย์มอง“มูดี้ส์”ลดเรตติ้งไทยแปลกๆ แต่ไม่กระทบเชื่อมั่น สบน.ออกโรงแจงเกิดจากทรัมป์ เอฟเฟกต์ ยันการคลังไทยแข็งแรง มีมาตรการรับมือนโยบายภาษีและสงครามการค้า “ไหม”สะกิด รบ.เบรกแจกเงินหมื่น เก็บกระสุนไว้ใช้ยามจำเป็น

เมื่อวันที่ 29 เมษายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท จัดอันดับเครดิต มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส (Moody’s) ประกาศปรับลดแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยจากระดับ “มีเสถียรภาพ” (Stable) เป็น “เชิงลบ” (Negative) แม้ยังคงอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้สกุลเงินบาทที่ระดับ Baa1 และตราสารหนี้ระยะสั้นสกุลเงินต่างประเทศที่ระดับ P-2

มูดี้ส์ระบุต่อว่า การเปลี่ยนแปลงแนวโน้มครั้งนี้สะท้อนความเสี่ยงที่เศรษฐกิจและการคลังของไทยอาจอ่อนแอลง โดยเฉพาะจากมาตรการเก็บภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ที่ส่งผลกระทบต่อประเทศคู่ค้าหลักอย่างไทย ซึ่งพึ่งพาตลาดสหรัฐฯระดับสูง ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนจากการเก็บภาษีเพิ่มเติมหลังหมดช่วงผ่อนผัน 90 วัน ยังเพิ่มแรงกดดันต่อการฟื้นตัวที่เปราะบางอยู่แล้วของเศรษฐกิจไทย

นอกจากนี้ มูดี้ส์ยังปรับลดประมาณการ GDP ของไทยในปี 2568 เหลือเพียง 2% จากเดิมคาดการณ์ไว้ 2.9% สะท้อนถึงความเปราะบางของภาวะเศรษฐกิจ และภาระหนี้รัฐบาลที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น แม้มูดี้ส์ยังคงอันดับเครดิตไทยไว้ในระดับ Baa1 เนื่องจากพิจารณาว่าสถาบันภาครัฐ ระบบธรรมาภิบาล และทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยยังแข็งแกร่ง แต่แนวโน้ม “เชิงลบ” บ่งชี้ว่าไทยมีโอกาสน้อยที่จะได้รับการปรับเพิ่มอันดับในระยะสั้น และหากสถานการณ์เศรษฐกิจหรือหนี้สาธารณะเลวร้ายลง อาจนำไปสู่การปรับลดอันดับได้

โฆษกรบ.โต้มูดี้ส์ด่วนตัดสิน

หลังมูดี้ส์เผยแพร่รายงานดังกล่าวออกมา นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาแถลงในประเด็นดังกล่าวว่า เป็นการวิเคราะห์คาดการณ์ของบริษัทเอกชนอย่างมูดีส์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เกินความคาดหมายในทุกประเทศทั่วโลก เพราะปัจจัยที่ปรับลด มูดี้ส์เองก็ระบุว่ามาจากกำแพงภาษีของสหรัฐ ซึ่งเชื่อว่าปัจจัยนี้จะทำให้บริษัทเอกชนที่จัดอันดับ จะปรับลดอีกหลายประเทศที่ได้รับผลกระทบเดียวกัน

“ผมคิดว่าการปรับลดครั้งนี้เร็วเกินไป เพราะทั้งไทยและประเทศทั่วโลกก็อยู่ระหว่างการเจรจาพูดคุย ยังไม่มีผลออกมาชัดเจน หากผลออกมาเป็นบวก มูดี้ส์ จะปรับอย่างไร“ นายจิรายุกล่าว และว่า รัฐบาลเตรียมความพร้อมรับมือแล้วทุกมิติ ในเรื่องกำแพงภาษี ขณะที่นโยบายการกระตุ้นเศษฐกิจครึ่งปีหลังนี้จะเน้นเครื่องยนต์ใหญ่สำคัญ 4 เรื่อง ที่รัฐบาลจะออกมากระตุ้น อาทิ การบริโภคภาคเอกชนในประเทศ การค้าต่างประเทศ การใช้จ่ายภาครัฐและการลงทุน ซึ่งรวมถึงการลงทุนภาคเอกชนและการลงทุนภาครัฐ

เชื่อนโยบายรบ.ครึ่งปีหลังดันGDPฟื้น

นายจิรายุกล่าวอีกว่า รายงานของมูดี้ส์ ยังให้ความเชื่อมั่นด้วยการคงอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ Baa1 ซึ่งสะท้อนถึงสถาบันการเงินและระบบธรรมาภิบาลของไทยที่ยังแข็งแกร่ง ความสามารถชำระหนี้ได้ดี และสถานะด้านต่างประเทศที่ยังแข็งแกร่ง รวมถึงการมีทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศในระดับสูง ทำให้เห็นว่าแม้ทั่วโลกจะโดนปัญหารุมเร้าจากนโยบายภาษีสหรัฐฯ แต่เชื่อมั่นว่าครึ่งปีหลังเมื่อสถานการณ์คลี่คลายประเทศไทยจะมี GDP ที่ดีขึ้น แม้ว่าจากเดิมในปีที่ผ่านมา มูดี้ส์คาดการณ์ไว้ว่า ไทยจะเติบโตอยู่ที่ร้อยละ 2.9 แต่เมื่อมีเหตุการณ์สหรัฐฯ ก็ปรับลดการคาดการณ์ไว้ที่ 2.0 ซึ่งประเทศไทยยังถือเป็นตัวเลขที่อยู่ในกราฟ GDP เติบโต ไม่ได้ติดลบเหมือนบางประเทศ ทำให้มั่นใจว่านโยบายต่างๆ ของรัฐบาลในครึ่งปีหลังนี้จะ ทำให้ GDP ของประเทศมีโอกาสเติบโตสูงขึ้นอย่างแน่นอน

“พิชัย”กังขามูดี้ส์จัดเรทติ้งแปลกๆ

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าวถึงกรณีมูดี้ส์ เรทติ้งส์ ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของไทยว่า การเจรจากับสหรัฐฯ เรื่องภาษีตอบโต้ยังไม่เกิดขึ้น จึงมองว่า มูดี้ส์ตัดสินประเทศไทยเร็วเกินไป อย่างไรก็ดี ขณะนี้ประเทศไทยพร้อมไปเจรจา เพราะเตรียมการไว้ตลอดอยู่แล้ว ซึ่งการเจรจานั้นต้องจบในครั้งเดียว ไม่ยืดเยื้อ ขอให้มั่นใจว่าเราทำได้ และหากเจรจาจบ การส่งออกของเราก็จะดี มั่นใจว่าส่งออกปีนี้จะเป็นบวก

“มูดี้ส์ฯ เองก็แปลกทั้งที่เมื่อ 10 ปีที่แล้ว เศรษฐกิจไทยก็ไม่ได้โต จีดีพีไทยโตเฉลี่ยแค่ 1.9% แต่ก็ยังคงเรทติ้งให้เรา แต่ตอนนี้กลับมาลดอันดับ ทั้งที่ส่งออกเราโตต่อเนื่อง 6 เดือน และคาดว่าทั้งปีจะโตได้ถึง 3% และเชื่อว่าในเดือนถัดไปยิ่งเราเจรจาจบ การส่งออกจะเราจะดี มูดี้ส์ก็ต้องกลับไปดูการคาดการณ์ของตัวเองบ้าง และประเมินอันดับไทยโดยใช้จากอัตราภาษีตอบโต้จากสหรัฐฯ ที่ 36% ก็ต้องไปปรับลดประเทศอื่นๆ ด้วย ย้ำไม่กังวล ไม่กระทบความเชื่อมั่น”นายพิชัยกล่าว

สบน.แจงเหตุจากทรัปม์เอฟเฟกต์

ด้านนายพชร อนันตศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เผยถึงกรณีมูดีส์ รายงานผลการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของไทยว่า การปรับมุมมองดังกล่าวมีสาเหตุหลักมาจากปัจจัยความเสี่ยงภายนอก โดยเฉพาะความไม่แน่นอน ที่เกิดขึ้นจากนโยบายการจัดเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการค้าและการเติบโตทางเศรษฐกิจทั้งในระดับโลกเป็นปัจจัยที่อยู่เหนือการควบคุมของรัฐบาลไทย และยังไม่สามารถประเมินระยะเวลาและความรุนแรงได้อย่างชัดเจน

“ทั้งนี้ สบน. ขอให้ข้อมูลและข้อเท็จจริง ดังนี้ จากแนวทางการรองรับผลกระทบจากการจัดเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ ไทยกำลังขอเจรจาเพื่อรองรับต่อมาตรการดังกล่าวที่อาจส่งผลกระทบทั้งระยะสั้น ปานกลาง และระยะยาว อาทิ การลดภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ และการรองรับผลกระทบจากประเทศคู่ค้าของสหรัฐฯ โดยจะกำหนดมาตรฐานสินค้าและควบคุมการสวมสิทธิ์แหล่งกำเนิดสินค้า ตลอดจนเจรจาข้อตกลงทางการค้ากับประเทศอื่น เพื่อบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น”นายพชรกล่าว และว่า ภาคการคลังเศรษฐกิจไทย จำเป็นต้องกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง จากนโยบายการจัดเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ ทำให้เศรษฐกิจไทยชะลอตัวลง คาดว่ารัฐบาลจะจัดเก็บรายได้ภาษีไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ส่งผลให้แผนเข้าสู่สมดุลทางการคลังล่าช้า แต่รัฐบาลวางแผนปฏิรูปโครงสร้างภาษีเพื่อเพิ่มรายได้ภาครัฐ ลดภาระการคลังระยะปานกลางและระยะยาว รวมถึงเพิ่มพื้นที่การคลังรองรับเหตุผันผวนในอนาคตได้เพียงพอ

ยันการคลังไทยแข็งแกร่ง-การลงทุนสูง

นายพชรกล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ไทยยังคงมีสถาบันเศรษฐกิจและธรรมาภิบาลที่แข็งแกร่งระดับปานกลางถึงสูง มีความสามารถดำเนินนโยบายการเงินและการคลังอย่างรอบคอบ บริหารจัดการหนี้สาธารณะอย่างมีวินัย สะท้อนจากหนี้สาธารณะเกือบทั้งหมดเป็นสกุลเงินบาท ทำให้ไม่มีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน และการที่มีตลาดทุนภายในประเทศที่รองรับความต้องการกู้เงินได้อย่างเพียงพอ

ในส่วนภาคการลงทุน ไทยยังคงสนับสนุนการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) โดยตัวเลขคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในปี 2567 มีมูลค่ากว่า 1.13 ล้านล้านบาท สูงสุดในรอบ 10 ปี และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีนโยบายลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทั้งด้านคมนาคม สาธารณูปโภค และพลังงานที่ครอบคลุมทั่วประเทศ อีกทั้ง ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ อาทิ การลงทุนในโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) สำหรับภาคท่องเที่ยว จำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่มาไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี ไตรมาสที่ 1 ของปี 2568 เหตุแผ่นดินไหวส่งผลกระทบระยะสั้นต่อจำนวนนักท่องเที่ยวในช่วงดังกล่าว คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะกลับมาช่วงครึ่งหลังของปี 2568

ย้ำรบ.เตรียมแผนรองรับทั้งระยะสั้น-ยาว

“สบน. ในนามกระทรวงการคลัง ขอเน้นย้ำว่ารัฐบาลดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาคอย่างรอบคอบ เตรียมมาตรการรองรับผลกระทบจากความไม่แน่นอนด้านการค้าและการลงทุนต่อเนื่องทั้งระยะสั้นและระยะยาว มีแผนปฏิรูปโครงสร้างรายได้ภาครัฐ และแผนเข้าสู่สมดุลทางการคลังระยะปานกลาง กำลังถูกเร่งดำเนินการ ขณะที่เศรษฐกิจไทยมีพื้นฐานความแข็งแกร่งทั้งจากเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่สูง ภาคการส่งออกที่หลากหลาย และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง”นายพชร กล่าวและย้ำว่า การปรับมุมมองครั้งนี้ ไม่ได้เกิดจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจมหภาคหรือเสถียรภาพทางการคลังของประเทศ เพราะไทยยังมีศักยภาพรองรับความผันผวนจากปัจจัยภายนอก ด้วยนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่มีความยืดหยุ่น และความสามารถฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในระยะปานกลางถึงระยะยาว อย่างไรก็ดี สบน. จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมดำเนินมาตรการที่เหมาะสมเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและฐานะทางเครดิตของประเทศให้มั่นคงระยะยาวต่อไป

“ไหม”เบรกแจก1หมื่นเก็บไว้ใช้ยามจำเป็น

ขณะที่น.ส. ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุ รายงานนี้ถือเป็น นาฬิกาปลุก ที่จะทำให้รัฐบาลต้องหันมาเผชิญหน้ากับวิกฤตเศรษฐกิจอย่างจริงจัง โดยแนะว่า ไม่ควรเร่งแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต ในภาวะที่การคลังยังเปราะบาง ควรเก็บทรัพยากรไว้ใช้ยามจำเป็น เพื่อลดภาระหนี้ในอนาคต

เอกชนชี้มูดี้ส์ส่งสัญญาเตือน

มีความเห็นจากนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าไทยกรณีมูดี้ส์ลดความน่าเชื่อถือไทยเหลือเชิงลบว่า เป็นสัญญาณที่ควรให้ความสำคัญ เนื่องจากส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและตลาดการเงินระหว่างประเทศ โดยเฉพาะช่วงที่ไทยกำลังพยายามดึงดูดเงินทุนและฟื้นฟูเศรษฐกิจ แม้จะยังไม่ได้ปรับลดอันดับเครดิตโดยตรง แต่การเปลี่ยน outlook เป็น Negative ถือเป็น “สัญญาณเตือน” ถึงความกังวลต่อเสถียรภาพทางการคลังในระยะกลางและระยะยาว โดยเฉพาะประเด็นด้านวินัยการคลัง การบริหารหนี้สาธารณะ และประสิทธิภาพจัดเก็บรายได้ของรัฐ และส่วนหนึ่งเชื่อว่า มาจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ผันผวนจากการขึ้นภาษีของสหรัฐฯ ที่กระทบหลายประเทศที่ส่งออกและค้าขายกับสหรัฐฯ ทั้งนี้ หอการค้าไทยฯยังเชื่อมั่นว่า แม้ในภาวะที่ความเชื่อมั่นบางด้านอาจลดลง แต่ไทยยังมีเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจอื่นที่พร้อมเดินหน้าต่อ ทั้งจากภาคท่องเที่ยว การบริโภคในประเทศ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ภาครัฐกำลังดำเนินการ รวมถึงการฟื้นตัวของการลงทุนเอกชนและต่างชาติ

นายพจน์กล่าวต่อวา ส่วนผลกระทบทางอ้อมจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะกรณีที่อาจมีการปรับอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศคู่ค้า หากดำเนินการตามแนวทางที่เคยประกาศไว้ มีโอกาสกระทบภาคการส่งออกของไทยและGDP ในภาพรวม อย่างไรก็ตาม ตามหลักการค้าระหว่างประเทศแล้ว ที่เคยแจ้งว่า เป็นแบบ กาลักน้ำ สินค้ายังไงก็ต้องไหลไปที่อื่น ดังนั้น สำหรับสินค้าและตลาดที่มีแนวโน้มปรับตัวได้ การเร่งขยายตลาดใหม่ในประเทศที่มีศักยภาพ จึงเป็นแนวทางสำคัญที่ไทยควรเร่งดำเนินการ

เชือด‘หมอเกศ’ปมอ้างจบดร. กกต.ชงศาลถอนสิทธิเลือกตั้ง

เชือด‘หมอเกศ’ปมอ้างจบดร. กกต.ชงศาลถอนสิทธิเลือกตั้ง

เชือด‘หมอเกศ’ปมอ้างจบดร. กกต.ชงศาลถอนสิทธิเลือกตั้ง

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กกต.เชือด “หมอเกศ” ชงศาลฎีกา เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ปมอ้างจบดอกเตอร์ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เข้าข่ายหลอกลวงให้ผู้อื่นเข้าใจผิดในคุณสมบัติฯ ผิด พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.2561 มีโทษจำ-ปรับ

เมื่อวันที่ 30 เมษายน มีรายงานว่า ที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้พิจารณาและมีมติให้ส่งเรื่องไปยังศาลฎีกา ตามมาตรา 62 พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา 2561 เพื่อวินิจฉัยสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง พญ.เกศกมล เปลี่ยนสมัย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กรณีกระทำการหลอกลวงให้ผู้อื่นเข้าใจผิดในคุณสมบัติ ความรู้ความสามารถ หรือชื่อเสียงเกียรติคุณ ตามมาตรา 77 (4) กฎหมายดังกล่าว จากเหตุแจ้งว่ามีคุณสมบัติ ด็อกเตอร์ จาก california university ในการยื่นสมัคร สว.ตามที่สำนักงาน กกต.โดยคณะกรรมการสืบสวนไต่สวน ได้เสนอรายงานผลการตรวจสอบพร้อมความเห็น ว่าการจะใช้คำนำหน้าด็อกเตอร์ จะต้องเป็นการไปเรียนจริง และเรียนจบได้วุฒิบัตรมาแล้ว อีกทั้ง california university เป็นมหาวิทยาลัยที่ใช้วิธีให้ส่งรายงาน และการเทียบโอนเกรด ซึ่งยังไม่ได้การรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย

สำหรับคดีนี้หลังจากมีผู้ยื่นคำร้องขอให้ตรวจสอบ กกต.มีมติสั่งรับเป็นสำนวน เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2567จากนั้นได้สืบสวนไต่สวนและนำเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุม กกต.ครั้งแรก เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2567 และอีกครั้งในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2567 แต่ กกต.เห็นว่าข้อมูลยังไม่ครบถ้วน จึงให้สำนักงานฯ ไปดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติม ก่อนที่นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต.จะให้สัมภาษณ์ช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ว่าจะพิจารณาคดีนี้ให้แล้วเสร็จภายในเดือนเมษายน

ทั้งนี้ สำหรับมาตรา 77 (4) พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา 2561 กำหนดว่าผู้ใดกระทำการหลอกลวง บังคับขู่เข็ญใช้อิทธิพลคุกคามใส่ร้ายด้วยความเท็จหรือจูงใจให้บุคคลอื่นเข้าใจผิดในคุณสมบัติ ความรู้ ความสามารถ หรือชื่อเสียงเกียรติคุณของผู้สมัครใด เพื่อให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือกลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใด มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี ปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับและให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งผู้นั้น มีกำหนด 20 ปี ซึ่งหากศาลฎีกาประทับรับฟ้อง พญ.เกศกมล จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ สว.จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา

อย่างไรก็ตาม พญ.เกศกมล ยังถูกร้องในเรื่องของฮั้วเลือก สว.ซึ่ง กกต.ยังไม่ได้พิจารณา คาดว่าจะถูกรวมพิจารณากับกรณีที่ กกต.ตั้งคณะกรรมการร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สอบกระบวนการฮั้วเลือก สว.ทั้งหมด

‘อ้วน’รับฟรีวีซ่าสร้างรายได้ แต่เปิดช่องก่ออาชญากรรม

‘อ้วน’รับฟรีวีซ่าสร้างรายได้ แต่เปิดช่องก่ออาชญากรรม

‘อ้วน’รับฟรีวีซ่าสร้างรายได้ แต่เปิดช่องก่ออาชญากรรม

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“ภูมิธรรม” รับฟรีวีซ่ามีราคาต้องจ่าย เปิดช่องก่ออาชญากรรม แต่ช่วยสร้างเม็ดเงิน ยันรัฐบาลคุมเข้มความปลอดภัย วอนอย่ากระพือข่าวกระทบภาพลักษณ์ ขอหลักฐานทุนจีน ท่อน้ำเลี้ยงพรรคการเมือง

เมื่อวันที่ 30 เมษายน นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กล่าวถึงนโยบายฟรีวีซ่านักท่องเที่ยว ซึ่งทำให้เกิดการก่ออาญากรรมในประเทศไทย ว่าต้องดูว่าเป็นข้อเท็จจริงมากน้อยเพียงใด กรณีที่มีนักท่องเที่ยวจีน เข้ามาแล้วมาก่อคดีต่างๆ ในประเทศไทย ให้ว่ากันไปตามกฎหมาย และไม่มีผลเสียอะไร เพราะไม่ได้เกิดขึ้นจากความไม่ปลอดภัย ในประเทศเรา แต่เกิดจากคนของเขา ส่วนที่มีความกังวลว่าจะมีประเด็นเรื่องการตัดอวัยวะขายนั้น ปัจจุบันยังไม่มีกรณีดังกล่าว

นายภูมิธรรม กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีชายแต่งตัวคล้ายสารวัตรทหาร รับอีเวนต์จีน ทราบข่าวแล้ว แต่ทราบว่าเกิดขึ้นตั้งแต่เดือนธันวาคม 2567 แต่เป็นข่าวช่วงนี้ ในทางปฏิบัติได้สั่งการให้ตรวจสอบแล้ว ทั้งนี้ หน่วยที่เกี่ยวข้องกับสารวัตรทหาร มีอยู่ 3 หน่วย คือสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม กองบัญชาการทัพไทย กองบัญชาการกองทัพบก ตนได้รับรายงานว่าจากการตรวจสอบขั้นต้น ไม่มีคำสั่งให้สารวัตรทหารออกไปปฏิบัติภารกิจดังกล่าว เนื่องจากการปฏิบัติภารกิจเช่นนี้ต้องมีคำสั่งออกมา ดังนั้นจึงต้องไปดูว่าเขาไปดำเนินการในลักษณะส่วนบุคคลหรือไม่ ซึ่งอยู่ระหว่างตรวจสอบ หากพบว่ามี ก็ต้องปฏิบัติไปตามระเบียบ กฎหมาย ซึ่งได้สั่งการไปแล้ว หากเป็นการแต่งกายเลียนแบบ ผิดกฎหมายอาญาแน่นอน

นายภูมิธรรม กล่าวยอมรับว่าประเทศไทยได้รับผลกระทบ จากกระแสข่าวต่างๆ ซึ่งมีทั้งจริงบ้าง และไม่จริง แต่เมื่อวัดกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาประเทศไทย ก็ถือว่ามีจำนวนสูง ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่น้อยลงนั้น ส่วนใหญ่เป็นทัวร์ศูนย์เหรียญ เชื่อว่าไม่ส่งผลอะไร ไม่มีอะไรต้องกังวลมากนัก ที่สำคัญที่สุดเราต้องทำให้ประเทศไทยปลอดภัย การมาก่อคดี ก็ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด

ผู้สื่อข่าวถามว่าเราปล่อยปละละเลยให้กลุ่มคนจีนใช้ประเทศไทยเป็นฐาน หลอกขายตรงให้คนจีน โดยใช้หน่วยงานราชการ เช่น การแต่งตัวคล้ายสารวัตรทหาร ซึ่งเรื่องเกิดตั้งแต่เดือนธันวาคม 2567 นายภูมิธรรม กล่าวว่า เราไม่ได้ปล่อยให้เขาทำ และเรื่องนี้ไม่มีใครทราบ แต่เมื่อมีการหยิบยกขึ้นมาในโซเชียลมีเดีย ก็ดำเนินการอย่างเคร่งครัด

เมื่อถามว่าการฟรีวีซ่า เป็นช่องโหว่ ที่ให้คนประเภทนี้เข้ามาก่อเหตุ ในขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐหละหลวม นายภูมิธรรม กล่าวว่า ฟรีวีซ่าถือเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่ง เปิดให้คนเข้ามาท่องเที่ยว สร้างเม็ดเงินทางเศรษฐกิจ ยอมรับว่าทุกอย่างไม่มีอะไรเป็นบวกอย่างเดียว ก็มีสิ่งที่ต้องจ่าย ส่วนที่มีคดีต่างๆ เกิดขึ้น เป็นเพียงส่วนเดียว เราก็จะดำเนินการตามกฎหมาย ไม่ได้หมายความว่านักท่องเที่ยวเข้ามาแล้วทำเช่นนั้นหมด ต่อข้อถามว่าส่วนใหญ่เป็นคนเชื้อสายจีน เข้ามาก่ออาชญากรรม นายภูมิธรรม กล่าวว่า หากยังไม่ชัดเจน ก็อย่าเอามาเป็นประเด็นแล้วไปกระพือข่าว เพราะสร้างผลกระทบกับประเทศเรา สิ่งเหล่านี้เจ้าหน้าที่ก็ติดตามทั้งหมด ซึ่งมีทั้งจริงบ้างไม่จริงบ้าง ถือเป็นเรื่องปกติตามธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นประเทศไหนเข้ามาก็มีโอกาสเข้ามาก่อเหตุได้ทั้งสิ้น หากประเทศนั้นมีเงื่อนไขที่เขาจะหาผลประโยชน์ จึงไม่อยากให้เอาเคสเดียวที่เกิดขึ้น หรือข่าวลือ มาทำให้ประเทศเราหมดความเชื่อมั่น ไม่อยากให้ขยายความ ทำให้ภาพลักษณ์ประเทศเสียหาย

ผู้สื่อข่าวถามอีกว่าปัจจุบันประเทศเรามีปัญหา เกี่ยวกับคนจีนที่เข้ามาหาผลประโยชน์หลายอย่าง เช่น กรณีผู้ว่าฯ ปราจีนบุรี ตั้งคนจีนเป็นที่ปรึกษา นายภูมิธรรม กล่าวยืนยันว่ามาตรการฟรีวีซ่า เป็นการฟื้นฟูกระตุ้นการท่องเที่ยว และเป็นเป้าหมายที่เหมาะสมถูกต้อง เมื่อมีกระบวนการเกิดขึ้น ยอมรับว่าเกิดขึ้นได้อยู่แล้ว แต่เราไม่ได้นิ่งเฉย หรือละเลย พยายามดำเนินการแก้ไขปัญหาเต็มที่ อีกครั้งในประเทศอื่นก็มีเช่นกัน กรณีนักท่องเที่ยวไปก่อคดี ไม่ใช่เรื่องผิดแปลก ซึ่งรัฐบาลใส่ใจเรื่องนี้ เพราะเป็นแผ่นดินไทย เราต้องดูแลความปลอดภัยคนในประเทศของเรา ตนมองว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่เกิดปกติ เราก็ใช้กระบวนการที่มีอยู่ในการแก้ไขปัญหา ไม่ใช่เรื่องอะไรที่พิเศษหรือน่ากังวลใจ ส่วนจะมีแนวโน้มปรับลด จำนวนวันฟรีวีซ่า จากเดิม 60 วัน หรือไม่นั้น จะรับไปให้หน่วยที่เกี่ยวข้องพิจารณา

เมื่อถามว่าทางด้านการข่าวมีข้อมูลหรือไม่ว่าทุนจีน เป็นท่อน้ำเลี้ยงให้พรรคการเมือง นายภูมิธรรม กล่าวว่า หากมีข้อมูลก็ส่งมา ก็จะดำเนินการตามกฎหมาย พรรคการเมืองไม่ได้อยู่เหนือกฎหมาย